สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ หารือเรื่องการปฏิรูปสาธารณสุข โดยเสนอแนวคิดที่ประชาชนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพตัวเอง รัฐมีหน้าที่เพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและจัดบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรแห่งชาติ เพื่อการพึ่งตนเอง เพื่อการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงส่งผลกระทบต่อการลดค่าใช้จ่าย และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการใช้ยา โดยเฉพาะปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยา และส่งเสริมการวิจัย พัฒนายาและสมุนไพรเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ยาและสมุนไพรของประเทศ

นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๑ ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็น ด้านสาธารณสุขนะครับ ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีการศึกษา แล้วก็ที่ท่านอาจารย์พรพันธุ์ ได้กรุณานําเสนอให้ฟังนะครับ เท่าที่ดูแล้วส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างละเอียดแล้วก็ครอบคลุม ค่อนข้างดีนะครับ ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นสอดคล้องกัน แต่คงขออนุญาตที่จะเสนอ ใน ๓-๔ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก คงเป็นแนวคิดหลักการในการปฏิรูปสาธารณสุขในครั้งนี้นะครับ ที่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพตัวเอง แล้วก็รัฐมีหน้าที่ ในการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน และจัดบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งปกติเราจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะกําหนดเพียงแค่รัฐจะต้องจัดบริการเป็นหลักนะครับ คิดว่าถ้าหลักการครั้งนี้เห็นด้วย ควรจะมีการกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยในหลักการว่าประชาชนต้องมีหน้าที่ดูแลตัวเองด้วย ในเบื้องต้นนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องการปฏิรูปการรักษาพยาบาล ก็เห็นด้วยที่เสนอว่า จัดระบบในเรื่องการตรวจอาการเบื้องต้น การติดตามผลการรักษา หรือว่าเพื่อค้นหา หรือว่าคัดสรรในการที่จะต้องส่งไปพบแพทย์ หรือว่าเพื่อลดภาระของแพทย์ โดยกลยุทธ์ ที่ดําเนินการเน้นในเรื่องการสร้างระบบสุขภาพที่มีเกตคีปเปอร์ (Gatekeeper) แล้วก็ให้เกิด ขั้นตอนการดูแลสุขภาพโดยบุคลากรที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยโดยเฉพาะหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งตรงนี้อาจจะมีข้อเสนอเพิ่มเติม เพียงแค่ว่าเดิมที่เราดําเนินการส่วนใหญ่เราเน้นในภาครัฐ เป็นผู้ดําเนินการ คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล หรือว่าโรงพยาบาลชุมชน อยากเสนอ เพิ่มเติมว่าน่าจะมีการเชื่อมต่อหน่วยงานภาคเอกชนที่อยู่ในพื้นที่คือสถานบริการต่าง ๆ อย่างเช่นคลินิกเอกชนร้านยาเข้าร่วมในระบบบริการปฐมภูมิร่วมกับรัฐด้วย อันนี้คิดว่า จะมีผลดีในลักษณะที่ว่า

ประการแรก คือได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการที่ ได้ภาคเอกชนมาร่วมมือกับภาครัฐ

ประการที่ ๒ ก็ช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องการขาดแคลนของบุคลากรภาครัฐ ลงได้ระดับหนึ่ง

ประการที่ ๓ เนื่องจากที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าในหน่วยบริการภาคเอกชน ส่วนใหญ่ก็อาจจะมีปัญหาที่ดําเนินการไม่ค่อยได้ตามมาตรฐานหรืออาจจะไม่ค่อยถูกต้อง ตามมาตรฐานทั้งหลาย อันนี้ถ้ามีการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่ค่อนข้างใกล้ชิด มันน่าจะยกระดับในเรื่องมาตรฐานของสถานพยาบาลพวกเอกชนหรือคลินิกเอกชน ร้านยา ทั้งหลายให้มีส่วนร่วมตระหนักในการที่จะร่วมบริการประชาชนหรือว่าให้มีแนวคิดที่จะมอง ถึงประชาชนมากกว่าการทํามาหากินที่ต่างคนต่างทําในปัจจุบัน

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประเด็นนี้คงชัดเจนว่าที่นําเสนอว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนในส่วนนี้ที่ประชาชนจะต้อง มีความรับผิดชอบของประชาชนแต่ละปัจเจก หมายความว่าประชาชนแต่ละคนมีหน้าที่ ที่จะต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์ แข็งแรง รัฐมีบทบาทในการส่งเสริมให้ประชาชน ตระหนักว่าแต่ละคนมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบภาวะที่จะเกิดแก่ลูกหลานของตนเอง ประเด็นที่ ๒ คือรัฐมีหน้าที่ในการเพิ่มขีดความสามารถหรือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ประชาชน และจัดให้มีโครงสร้างและทรัพยากรที่จะรองรับให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตัวเอง อย่างจริงจัง ให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ให้เวลาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ดําเนินการได้ต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนการรักษาพยาบาลกับการสร้างเสริมสุขภาพก็ได้มีการเสนอโครงการ ตัวอย่างไว้แต่คงไม่ได้ลงรายละเอียด คงฝากพิจารณา

ประเด็นสุดท้ายหรือประเด็นที่ ๔ ประเด็นนี้คิดว่ามีความสําคัญแล้วก็ อยากให้เน้นขึ้นมาเพื่อให้มีการดําเนินการหรือเริ่มต้นปฏิรูปที่ชัดเจนในรัฐบาลนี้ก็คงเป็น ประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรแห่งชาติเพื่อการพึ่งตนเอง เพื่อการเพิ่ม ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงส่งผลกระทบต่อการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งประเด็นนี้ จริง ๆ ท่านอาจารย์พรพันธุ์ก็มีการกล่าวถึงมาแล้วนะครับ แต่คิดว่าเรื่องยาและสมุนไพร ของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหนึ่งที่ถ้าหากดําเนินการได้ดี มีการปฏิรูปและส่งเสริม อย่างจริงจังจะเป็นปัจจัยสําคัญหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะสามารถช่วยยกระดับรายได้ของประชาชาติขึ้นเพื่อให้ประเทศไทย หลุดจากกับดักของประเทศกําลังพัฒนาให้ได้

ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะครับ ในปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับด้านยา และสมุนไพรก็คือ

ประการแรก การไม่สามารถพึ่งตนเองด้านยา ปัจจุบันเราก็ทราบดีว่าเราต้อง นําเข้ายาสําเร็จรูปทั้งหมด แม้ยาที่ผลิตในประเทศก็ต้องนําเข้าสารเคมีหรือตัวยาสําคัญ ทั้งหมด อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ฉะนั้นถ้าหากเกิด สงครามหรือว่าภัยพิบัติ หรือโรคระบาดใหญ่ประเทศไทยก็อาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนยา ซึ่งเราก็คงเคยเห็นในช่วงที่เกิดน้ําท่วมใหญ่ หรือช่วงที่เกิดการระบาดของโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเราก็หายามาไม่ทันนะครับ

ประการที่ ๒ อุตสาหกรรมยาและสมุนไพรยังขาดการวิจัย พัฒนาที่ชัดเจน ศักยภาพในการแข่งขันยังต่ําทั้งที่ประเทศไทยมีสมุนไพรที่มีศักยภาพที่จะให้ใช้ในการรักษา และสร้างเสริมสุขภาพอยู่มาก

ประการที่ ๓ คือค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้นทุกปี มูลค่าการใช้ยาของประเทศไทย ประมาณ ๒.๕-๓ แสนล้านบาท แล้วก็ ๗๕ เปอร์เซ็นต์เป็นการนําเข้ายาสําเร็จรูป ที่เหลือ ก็ซื้อสารเคมีเข้ามาผลิต ในส่วนการใช้สมุนไพรเรามีเพียงประมาณ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่เราน่าจะพัฒนาต่อได้นะครับ

ประการที่ ๔ มีการกระจายยาทั่วทุกแห่งทั้งร้านชํา แผงลอย สะดวกซื้อ ทั้งหลาย ถ้ามองแง่บวกก็ดีคือประชาชนเข้าถึงยาง่าย แต่ถ้าแง่ลบคือได้รับปัญหา เกิดปัญหา จากการใช้ยา ปัจจุบันเรามีการโฆษณาชวนเชื่อแล้วก็มีการเผยแพร่เรื่องยาสมุนไพร ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ทีวี (TV) ดาวเทียมอย่างแพร่หลาย มีการใช้ยาฟุ่มเฟือยมาก เกินความจําเป็น มีการปนปลอมสารสเตียรอยด์ (Steroid) ในยาแผนโบราณ ยาชุด ซึ่งเกิดอันตรายกับประชาชน ที่มีการรับประทานต่อเนื่อง มีการสั่งใช้ยาไม่สมเหตุสมผล ทั้งจากประชาชนหาซื้อเองแล้วก็ที่ผ่านบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากระบบของประเทศไทย ปัจจุบันการรักษาพยาบาลเรายังอิงคิดค่าใช้จ่ายจากเรื่องยาเป็นหลัก ฉะนั้นก็อาจจะ มีการจ่ายยามากเกินเหตุนะครับ

ประเด็นที่สัมพันธ์กันต่อมาก็คือปัญหาเชื้อดื้อยา ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา สถานการณ์เรื่องเชื้อดื้อยานี้มีความรุนแรงมากขึ้น จะเห็นว่าอัตราการตายจากเชื้อดื้อยาสูงขึ้น แต่ว่าในประมาณ ๕ ปีหลังนี้จะพบว่ามีการคิดค้น ยาใหม่ที่เป็นยาฆ่าเชื้อออกมาอยู่ประมาณ ๒-๓ ขนานเท่านั้นเอง ฉะนั้นปัญหานี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ ของโลกนะครับ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศเราอย่างเดียว เพราะว่ามันแพร่หลายข้ามพรมแดน ได้ตลอด ซึ่งใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัก โอบามา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล แล้วก็นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ เดวิด แคเมอรอน ก็ต้องกล่าวถึงเรื่องปัญหาเชื้อดื้อยานะครับ แล้วก็ให้จัดทําแผนยุทธศาสตร์ ของประเทศเพื่อตอบสนองแก้ปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยเราก็กําลังประสบปัญหานี้อยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องของสมุนไพร ประเทศไทยปัจจุบันต้องยอมรับว่า เรามีความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น มีการผลิตจําหน่ายมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องการควบคุม คุณภาพและมาตรฐานของตัวยา และอุปสรรคในแง่กฎหมายในการนําเทคโนโลยี และวิทยาการสมัยใหม่มาช่วยในการผลิตเภสัชภัณฑ์ รวมถึงการที่สามารถอธิบายสรรพคุณ และการรักษาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จากประเด็นปัญหาทั้งหมดจึงเห็น ความจําเป็นที่จะต้องเน้นการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรแห่งชาติใหม่ทั้งระบบให้มีการเน้น ปฏิรูปในลักษณะที่เร่งด่วน

ประเด็นแรก คงเป็นเรื่องของการวิจัย ส่งเสริม วิจัย พัฒนายาและสมุนไพร และการวิจัยทางคลินิก ก็เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีความตั้งใจในการส่งเสริมสนับสนุนจริงเชื่อว่า นักวิทยาศาสตร์ไทย แพทย์ เภสัชกร และแพทย์แผนไทย สามารถร่วมมือกันที่จะยกระดับ ศักยภาพการวิจัยพัฒนายาทั้งในเรื่องสารเคมีและยาจากสมุนไพรทั้งที่สกัดเป็นตัวยาสําคัญ เหมือนยาแผนปัจจุบัน และรวมทั้งในรูปแบบการพัฒนาเป็นยาสมุนไพรที่พัฒนาแพร่หลาย ในประเทศเยอรมนี ประเทศทางยุโรป แล้วก็ประเทศออสเตรเลีย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ ตํารับยาแผนไทยดั้งเดิมให้เป็นรูปธรรมได้

ประเด็นที่ ๒ คงเป็นเรื่องการส่งเสริมยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน อุตสาหกรรมการผลิตยาและสมุนไพรของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับ ต่างประเทศได้ และสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชาติที่ใช้ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ สปา (Spa) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรวมถึงธุรกิจความงาม

ประเด็นที่ ๓ คือการสร้างกลไกกํากับให้เกิดการใช้ยาและสมุนไพร ที่สมเหตุสมผล โดยความร่วมมือของแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงาน รัฐและเอกชนเพื่อไม่ให้การใช้ยาเกินความจําเป็นหรือนําไปใช้ในทางที่ผิด และผลักดัน ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อตอบสนองต่อปัญหาเชื้อดื้อยา รวมถึงนโยบายให้มีการใช้สมุนไพร ทดแทนยาแผนปัจจุบัน โดยสรุปเห็นว่าการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรที่ชัดเจน จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง และจะมีส่วน ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ