ชูศิลป์ คุณาไทย หารือเรื่องการปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และยังหารือเรื่องการปฏิรูปสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะด้านสุขภาพ และเรียกร้องการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสร้างเสริมความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สปท. หมายเลข ๐๔๕ ผมขออภิปราย สนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ซึ่งอยู่ในระบบ การเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันโรค ท่านประธานสภาครับ เป้าหมายของระบบสาธารณสุขต้องการให้ประชาชนชาวไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ปัจจัยสําคัญ อย่างหนึ่งที่จะทําให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีนั้นคือการติดอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพให้กับ ประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้นําเอาอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพไปใช้ประโยชน์ในการดูแล สุขภาพของตนเอง อาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพนี้หมายถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือเฮลท์ลิเทอเรซี (Health literacy) ที่หมายถึงการเข้าถึง เข้าใจ นําไปใช้ประโยชน์ของข้อมูลสุขภาพที่ได้รับ เพื่อดูแลและส่งเสริมสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้ ข้อมูลสุขภาพจะเข้าถึงประชาชน ได้อย่างไร จะต้องการมีการสื่อสารสุขภาพหรือเฮลท์คอมมูนิเคชัน (Health communication) หมายถึงการใช้สื่อต่าง ๆ ทุกประเภทในการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องทันสมัย ส่งผลให้เข้าถึง ประชาชน ชุมชน และสังคม ให้เกิดความเข้าใจและสามารถนําไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ สถานการณ์การเจ็บป่วย การเจ็บป่วยของประชาชนในปี ๒๕๕๕ มีการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด สมอง โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง รวมยอดผู้ป่วย ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ คน แสดงว่า คนไทย ๔ คน จะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ๑ คน รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ๓๐๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ท้องไม่พร้อม แม่วัยใส ประเทศไทย มาเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย สถานการณ์การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย แล้วก็เป็นอันดับ ๓ ของโลกครับ สถานการณ์การสื่อสารสุขภาพในปัจจุบัน มีหน่วยงานของรัฐที่ทําหน้าที่ให้ความรู้แล้วก็ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพมีมากมาย ทั้งในกระทรวงสาธารณสุขมีมากกว่า ๒๐ หน่วยงาน และในกระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีมากกว่า ๑๐ หน่วยงาน ต่างคนก็ต่างทํา ต่างคนต่างใช้งบประมาณจํานวนมาก ไม่มีการประเมินผล การดําเนินงาน ไม่มีหน่วยงานที่จะคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมกับทุกกลุ่มวัยของประชาชน ไม่มีหน่วยงานที่ทําหน้าที่โต้ตอบข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างที่เราจะเห็นนะครับ ที่มาทางโซเชียลมีเดีย (Social media) บ่อย ๆ เกี่ยวกับการโภชนาการเช่นการทานน้ํามันหมู แล้วก็ว่าดีเก็บเป็นสโตรก (Stroke) จากโรคหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจนะครับ ก็ให้เจาะเลือดจากปลายนิ้ว ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาโต้ตอบนะครับ ผลก็คือประชาชน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ํา เป็นโรคเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการสื่อสารสุขภาพที่ไม่มีประสิทธิภาพ พอจะสรุปสาเหตุได้ ๒ ประการคือ ประการแรก ประเทศไม่มีหน่วยงานระดับชาติที่จะกําหนดนโยบายและกลไกมากํากับ การทํางานและการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประการที่ ๒ การสื่อสารสุขภาพ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพจึงควรมีการขับเคลื่อนการปฏิรูปความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพครับ
ประเด็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประการแรก เสนอบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ ด้านสิทธิของประชาชนดังนี้ ประชาชนมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพ ที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ เมื่อประชาชนมีสิทธิก็เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องไปดําเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ
ประการที่ ๒ จัดตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความรอบรู้และการสื่อสาร สุขภาพแห่งชาติ โดยการจัดทําร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างเสริม ความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแห่งชาติ ให้มาทําหน้าที่กําหนดนโยบายและกลไก การกํากับการทํางานและการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีหน้าที่ให้รัฐ จัดให้มีช่องทางการสื่อสารมวลชนทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับประชาชน ในทุกกลุ่มเป้าหมาย จัดให้มีหน่วยงานทางวิชาการเพื่อรวบรวม คัดกรอง แก้ไขข้อมูลข่าวสาร ด้านสุขภาพที่ไม่เหมาะสมและก่อให้เกิดการเข้าใจผิดอันเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน การพัฒนาองค์กรและกลไก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและควบคุมกํากับการดําเนินงาน ด้านความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ตลอดจนควบคุมการใช้สื่อ จัดทํายุทธศาสตร์บูรณาการ องค์ความรู้และการสื่อสารสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม จัดให้มีเครือข่ายการดําเนินงาน และยกระดับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย จัดให้มีการยกระดับการเรียนรู้ และสื่อสารสุขภาพทั้งในและนอกระบบการศึกษา จัดให้มีการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านสุขภาพ ขอบคุณท่านประธานสภาครับ