สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ หารือเรื่องการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยขอใช้เวลาในการอภิปรายและขอให้มีการขับเคลื่อนแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและขยะมูลฝอยชุมชน รวมถึงการออกแบบฐานข้อมูลใหม่ให้มีความเชื่อมโยงและเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ และให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทําแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบบูรณาการและปฏิรูปนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท. หมายเลข ๑๑๖ ขออภิปรายเรื่องการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยขอใช้เวลาในการ อภิปรายประมาณ ๗-๘ นาที ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดสูงสุดของรัฐ ประชาชน และชุมชน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในโอกาสแรกดิฉันขอขอบคุณ แล้วก็ขอชื่นชม สปท. ที่ได้จัดทําเอกสารตามกรอบวาระการประชุม โดยเฉพาะในเรื่องของทางด้านทรัพยากร และธรรมชาติได้อย่างมีประโยชน์ยิ่ง เป็นส่วนที่จะทําให้ทาง สปท. ดําเนินการได้ง่ายขึ้น ตามที่ทางท่านปราโมทย์ได้กล่าวถึงว่ามีวาระปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมถึง ๑๖ วาระ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของวาระปฏิรูปพิเศษ วาระการพัฒนา แล้วก็ข้อเสนอปฏิรูปเร็ว ซึ่งมีทั้งเรื่องของเฉพาะด้าน แล้วก็มีเรื่องที่เป็นระบบทั้งระบบ ที่มีความซับซ้อน ดิฉันอยากขอกราบเรียนว่าจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อเสนอแนะวาระ การปฏิรูปของ สปช. พบว่ามีประเด็นปฏิรูปที่จะเป็นกลไกสําคัญในการสนับสนุนให้เกิด การขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง สปท. จะต้องมีการขับเคลื่อน แบบบูรณาการร่วมกับ สนช. ครม. และ คสช. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอาจจะ ผ่านทางคณะกรรมการประสานงานร่วม ๓ ฝ่าย โดยมีประเด็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อน หรือว่ามีการบูรณาการร่วมกัน ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก เรื่องของการปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างองค์กร ข้อเสนอ การปฏิรูปกฎหมายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สปช. มีการเสนอ ขอแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบจํานวนมาก ซึ่งมีทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม และเสนอยกร่างกฎหมายใหม่ ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของ สปท. ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สปท. จําเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนบูรณาการร่วมกับ สนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกําหนดกรอบแนวคิดของกฎหมายที่จะเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขให้มีความชัดเจน เสียก่อน เพื่อจะทําให้บทบัญญัติของกฎหมายแต่ละฉบับไม่มีข้อขัดแย้งกัน การปฏิรูปกฎหมาย เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นเร่งด่วนจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จในลําดับแรก มิฉะนั้นไม่สามารถ ขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้ กฎหมายสําคัญที่จําเป็นจะต้องมีการบูรณาการ กําหนดกรอบแนวคิดของกฎหมาย อาทิเช่น กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมี ๑๓ ฉบับ ขณะนี้ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขไปบางส่วนแล้ว กฎหมายที่ดิน และการบริหารจัดการที่ดิน ๔ ฉบับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเสนอยกร่างกฎหมายใหม่ ขณะนี้ยังมีบางประเด็นที่ไม่มีความชัดเจนแล้วอาจจะทับซ้อนกับกฎหมายเดิม ส่วนกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเดิมมีมากกว่า ๕๐ ฉบับ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายสิบหน่วยงานภายใต้กระทรวงต่าง ๆ ฉะนั้นในเรื่อง ของการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความจําเป็นที่จะต้องมีการทบทวน โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างองค์กรหลักของระบบ บริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศและระบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นองค์กรหลัก จึงมีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการทบทวน ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเดิม หรือออกแบบโครงสร้างองค์กรใหม่ และเสนอกลไก การบริหารจัดการให้มีเอกภาพในการขับเคลื่อนการดําเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีขีดความสามารถ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบทุกมิติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการปฏิรูประบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ แนวเขตที่ดิน ข้อมูล ทรัพยากรดิน ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย ข้อมูลการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ และการจัดสรรที่ดินทํากินของรัฐยังมีความไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานทั้งในระดับกระทรวง เดียวกัน ต่างกระทรวง ข้อมูลขาดความพร้อมในการใช้งาน ไม่มีรายละเอียดของข้อมูล ในระดับพื้นที่ที่จะนําไปสู่การจัดการในระดับชุมชนและรายบุคคล ฉะนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งรัดการปฏิรูประบบฐานข้อมูลใหม่ โดยการออกแบบ ฐานข้อมูลเพื่อให้สามารถมีความเชื่อมโยงแล้วก็เข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ รวมทั้ง ในเรื่องของการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน อาทิเช่น ในเรื่องของระบบฐานข้อมูลแนวเขตป่าไม้ แนวเขตที่ดินแบบบูรณาการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าขณะนี้ทุกภาคส่วนได้ดําเนินการ จัดทําแผนที่กลางหรือวันแมป (One map) โดยใช้มาตรฐานเดียวกันก็คือ ๑ : ๔,๐๐๐ แล้วแต่ ทั้งนี้เห็นควรให้มีการกําหนดยุทธศาสตร์โรดแมป (Road map) ในเรื่องของการจัดทําแผนที่ แนวเขตที่ดินให้เกิดความชัดเจน รวมทั้งในเรื่องของการประกาศให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และให้มีการจัดทําแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบบูรณาการ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทํา โซนนิง (Zoning) ในเขตพื้นที่ป่าไม้ แล้วก็ที่ดินของรัฐ และข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญ ที่จะต้องมีความเชื่อมโยงและมีการบูรณาการกับข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของฐานข้อมูลและแปลงที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้และที่ดินของรัฐ ทั้งนี้โดยให้ใช้เลขข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชน ๑๓ หลักเพื่อความเชื่อมโยงและสามารถ ตรวจสอบย้อนกลับได้

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของการปฏิรูปแนวทางการกําหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเรื่องของการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในการขับเคลื่อน การปฏิรูปทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องใช้ระยะเวลานานและมีความซับซ้อน ฉะนั้นในเรื่องของการกําหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกรอบพื้นฐานในการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ทุกรัฐบาลจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดไว้ จึงขอเสนอแนะให้มีการปฏิรูปแนวทางการกําหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยกําหนด ให้เป็นนโยบายสําคัญของชาติ เพื่อยึดโยงให้ทุกรัฐบาลจะต้องมีหน้าที่ผลักดันทําให้เกิดขึ้นจริง ตามที่มีบทบัญญัติไว้อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ ในเรื่องการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศที่จะต้องให้ได้ร้อยละ ๔๐ เรื่องการจัดการ ให้มียุทธศาสตร์หรือแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ําระดับประเทศ ระดับลุ่มน้ําและเชิงพื้นที่ ดิฉันเชื่อว่าประเด็นต่าง ๆ ที่เสนอทั้ง ๓ ประเด็นนี้จะเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อน การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนา ที่มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ