สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กษิต ภิรมย์ ขอบคุณที่ได้รับข้อมูล และเห็นด้วยกับข้อมูลที่ได้รับ กษิต ภิรมย์ เสนอประเทศคิวบาเป็นตัวอย่างในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุขและการศึกษา และเรียกร้องให้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับสาธารณสุขและการศึกษา โดยการจัดลำดับความสำคัญในการบริการสาธารณสุขทั่วถึงและการผลิตแพทย์และวิจัย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของโลก (Medical hub) การเปิดให้มหาวิทยาลัยเอกชนและโรงพยาบาลเอกชนสามารถเปิดมหาวิทยาลัยแพทย์ได้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพในการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการแพทย์ และผลิตยา และการเปิดเขตการค้าเสรีกับ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปกป้องอุตสาหกรรมยาและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้คนยากคนจนต้องซื้อยาแพง และขับเคลื่อนการสาธารณสุขให้เป็นอันดับ ๑ ของโลก

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ต้องขอขอบคุณคณะคุณหมอพรพันธุ์ที่ได้มาชี้แจง แล้วก็ต้องขอแสดงความชื่นชมแล้วก็ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับท่านเภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ผมเห็นด้วยทุกประเด็น โดยเฉพาะ ในช่วง ๑๐ นาทีหลังที่ท่านได้อภิปราย แล้วก็ขอความกรุณาถ้าเผื่อท่านจะพิมพ์แจก พวกเราด้วยก็จะเป็นวิทยาทานอย่างยิ่ง เพราะมีประโยชน์ยิ่ง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมเพิ่งไปเยือนประเทศคิวบามาก็อยากจะยก ประเทศคิวบาเป็นตัวอย่าง ท่านก็ทราบกันดีว่าประเทศคิวบาภายใต้คอมมิวนิสต์ ฟีเดล คาสโตร นั้นเป็นคู่อริของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ถูกคว่ําบาตรมา ๕๐ กว่าปี ประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งจะเริ่มที่จะคลายความเป็นศัตรูกับประเทศคิวบาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วประเทศคิวบา ก็เงินน้อยอยู่ด้วยความช่วยเหลือของต่างประเทศเป็นสําคัญ แต่ว่าท่ามกลางความยากจน รัฐบาลคอมมิวนิสต์ประเทศคิวบาทํา ๒ อย่าง คือ ๑. เขาให้ความสําคัญสูงสุดต่อเรื่องสาธารณสุข การแพทย์ แล้วก็อันที่ ๒ ให้ความสําคัญ รองลงมาคือเรื่องของการศึกษา แล้ว ณ วันนี้มหาวิทยาลัยแพทย์ของประเทศคิวบาใหญ่ที่สุด ในโลก มีนิสิตแพทย์ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน คนมาเรียนจากทั่วสารทิศรวมทั้งนักเรียนแพทย์จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็มหาวิทยาลัยการแพทย์ของประเทศคิวบานั้นได้รับการรับรอง จากการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือคนอเมริกันมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทย์ ของประเทศคิวบาสามารถกลับไปทํางานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ คู่ขนานกับการศึกษา แล้วเขาก็สามารถผลิตแพทย์มาได้มาก ณ วันนี้มีแพทย์ของประเทศคิวบารับจ้างทํางาน ในต่างประเทศอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน เขาถึงขั้นที่ส่งหมอไปที่ประเทศเวเนซุเอลา ๓๐,๐๐๐ คนเพื่อจะแลกกับน้ํามันที่เขาไม่มี แล้วเขามีการทําคู่ขนานกันไป ก็มีการวิจัย มีศูนย์เฉพาะทางต่าง ๆ ผมตาไม่ค่อยดี ลูกนัยน์ตาเขาก็มีศูนย์เฉพาะทางทางด้านเรตินา ปิกเมนโตซา (Retina Pigmentosa) ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็การผลิตวัคซีนในเรื่องต่าง ๆ ก็ไม่ค่อย เป็นรองใคร แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่สําคัญเท่ากับว่าการบริการของสาธารณสุขเขาทั่วถึงทั่วประเทศ ผมไปเดินในตลาดที่เรียกว่าฟรีมาร์เก็ต (Free market) ตรงนั้นก็มีสถานพยาบาล เพราะฉะนั้น ประชาชนจะอยู่ใกล้ชิดกับแพทย์ตลอดเวลาของการเข้าถึงที่เรียกว่าเบสิกเฮลท์ (Basic health) เขาให้ลําดับความสําคัญสูงสุด แล้วก็เวิลด์ เฮลท์ ออร์กะไนเซชัน (World health organization) องค์การอนามัยโลกก็จัดให้ประเทศคิวบาประเทศด้อยพัฒนาสุด ๆ อันหนึ่งของโลก แต่ว่า ในระดับของการแพทย์ การศึกษา การดูแลประชากรแล้วก็อยู่ในระดับท็อปเทน (Top ten) ของโลกนะครับ แล้วก็การขจัดการตายแต่แรกเกิดก็ดี การถ่ายทอดโรคเอดส์จากแม่ไปสู่ลูก ต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็ได้ขจัดไปแทบจะหมดแล้ว เป็นประเทศชั้นนําของโลก คราวนี้ประเด็นปัญหา หรือว่าบทเรียนที่สําคัญต่อประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรมากมาย ร่ํารวยกว่าประเทศคิวบา หลายร้อยเท่าว่า ณ วันนี้ในช่วงของการปฏิรูปสาธารณสุขนั้นเราจะเอาเรื่องสาธารณสุข เป็นอันดับ ๑ ของประเทศหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเราอยู่ในวิสัยที่จะกระทําได้ แต่ก็คงต้องขจัด ประเด็นปัญหาบางประการเพื่อให้เรามีคลินิกที่จะดูแลอยู่ใกล้ชิด มีหมอประจําครอบครัว แล้วก็การเข้าถึง โรงพยาบาลระดับต่าง ๆ ก็จะต้องมีทั่วประเทศ แล้วก็ต้องมีศูนย์เฉพาะทาง สัก ๑๐ โรคสําคัญ ๆ ของโรค ผมคิดว่าเราสามารถที่จะกระทําได้สําเร็จภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ข้างหน้านี้งบประมาณเพียงพอ คราวนี้อุปสรรคมันอยู่ตรงไหน ผมก็คิดว่ามีประเด็นปัญหาว่า ที่การสาธารณสุขของไทยนกตัวเดียวมี ๒ หัวครับ คือข้าราชการที่กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็สํานักงานส่งเสริมสุขภาพใช่ไหมครับ ตราบใดที่เราไม่แก้ปัญหาอันนี้ แล้วก็ ให้มีความเป็นเอกภาพ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของการกีดกัน แข่งขันซึ่งกันและกันแล้วก็ กลายเป็นฐานการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ผมก็คิดว่า เรื่องนี้สําคัญ

อันที่ ๒ เราก็บอกว่าเราเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของโลก เป็นเมดิคัลฮับ (Medical hub) แต่เราก็มีประเด็นปัญหากับความเป็นอนุรักษ์นิยม ของสมาคมแพทย์ หรือสภาแพทย์ใช่ไหมครับ หมอต่างประเทศมาก็ไม่ได้ เราตั้งเงื่อนไข อุปสรรคไปอย่างนี้ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เขาก็เอาหมอต่างประเทศเข้าไปทํางาน เป็นหมื่นเป็นแสนคน มันก็สามารถที่จะกําหนดกฎเกณฑ์กันได้ เพื่อเราจะได้มีการวิจัย ค้นคว้า แล้วก็มีการบริการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของโลกอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการที่จะต้อง ลงทุนเรื่องของการค้นคว้า วิจัย เมื่อสักครู่นี้ท่านเภสัชกรกิตติก็ได้พูด แล้วเราก็ได้พูดมา หลาย ๆ รอบแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ

อีกอันหนึ่งก็คือการเปิดให้มหาวิทยาลัยเอกชน โรงพยาบาลเอกชนนั้น สามารถที่จะเปิดมหาวิทยาลัยแพทย์ได้ให้มีความคล่องตัว ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ดี สภาแพทย์ก็ดี ก็มีหน้าที่ที่จะกํากับดูแลว่าให้ได้มาตรฐาน แต่ต้องเปิดเสรียิ่งขึ้นครับ เพื่อเราจะได้มีบุคลากรทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคทางการแพทย์ทั้งหลาย รวมทั้ง จะได้มีการค้นคว้า วิจัย เพิ่มศักยภาพในเรื่องของการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการแพทย์ ผลิตยา ก็ยังมีประเด็นปัญหากับองค์การเภสัชกรรมของชาติอยู่ว่าจะเปิดกว้างได้ไหม ให้มีการแข่งขัน

ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็ขอฝากเราเองผ่านทางท่านประธานไปที่รัฐบาล ขอให้ระมัดระวังสักนิดหนึ่ง อย่ากระโจนเข้าไปทําความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับ สหภาพยุโรป แล้วก็ผ่านของสหรัฐอเมริกาในกรอบของทรานส์แปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป (Trans-Pacific Partnership) ว่าอย่าตัดสินใจเข้าไป ถ้าเผื่อไม่สามารถที่จะปกป้องอุตสาหกรรมยา แล้วก็การปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทางด้านอะไรครับ ทรัพย์สินทางปัญญาให้ได้ อันนี้ให้คิดให้ดีเพราะว่าเราไม่ต้องการให้คนยากคนจนต้องซื้อยาแพง ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเภสัชกร ท่าน สปท. กิตติ ก็ได้พูดไว้แล้ว อันนี้ต้องดูให้รอบคอบ แล้วต้องชั่งว่าจะขายสินค้าบางอย่าง ไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้มากเพื่อแลกกับราคายาแพงที่ประเทศไทยคุ้มหรือไม่ ต้องเอาคน ส่วนใหญ่เป็นตัวตั้งครับ แล้วก็มาร่วมกันคิดร่วมกันทําในการปฏิรูปขับเคลื่อนให้การสาธารณสุข เป็นอันดับ ๑ ของโลก เราอยู่ในวิสัยที่ทําได้ คนไทยมีสุขภาพดีเข้าถึงซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ ที่จําเป็นต่อชีวิตร่างกาย ขอบคุณมากครับท่านประธาน