สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ หารือเรื่องการปฏิรูปสาธารณสุข โดยเสนอว่าควรจัดระบบบริการที่ระดับเขตเพื่อใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นระบบบริการที่เชื่อมโยงกับระบบทุติยภูมิ มีความชัดเจน และมีกลไกระดับชาติควบคุมและกำกับทิศทาง

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สปท. หมายเลข ๔๘ ครับ จะขออภิปรายประเด็น การปฏิรูปสาธารณสุขนะครับ จริง ๆ แล้วการปฏิรูปคงเริ่มมานานพอสมควรแล้ว จุดเปลี่ยน สําคัญคงเป็นปี ๒๕๔๕ ที่มีการตั้งองค์กรต่าง ๆ เกิดขึ้นอยู่หลายองค์กร ซึ่งตรงนี้เกิด คุณูปการต่อระบบอย่างยิ่งนะครับ ผ่านเวลามา ๑๐ ปีผมคิดว่าการประเมินสถานการณ์ จากภายในโดยกระทรวงสาธารณสุขเองเราก็คงทํามา ๓-๔ ปีแล้ว แล้วก็เมื่อมาประจวบกับ การมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณานําเสนอภาพการมองจาก สภาปฏิรูปก็จะเห็นตรงกันในหลายประเด็น แล้วก็อีกหลายประเด็นผมคิดว่าคงจะต้องศึกษาต่อ เพราะฉะนั้นประเด็นปฏิรูปคงไม่ใช่จํากัดเฉพาะในเวทีนี้เท่านั้น คงต้องร่วมกับทางผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ภาคีต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้ที่ สปช. ทํางานมา ก็คงเป็นไปอย่างนั้นนะครับ ประเด็นของผมคงอยากจะแสดงปรากฏการณ์เล็ก ๆ ให้ที่ประชุมได้เห็นนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของผลกระทบด้านบวกซึ่งทําให้ประชาชน เข้าถึงบริการได้เป็นอย่างดี ครัวเรือนล้มละลายลดลงเยอะมาก แต่ประเด็นที่สร้างปัญหา ให้กับระบบบริการก็มีพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องปริมาณงานเวิร์กโหลด (Workload) นะครับ คนไข้นอกเพิ่มจาก ๘๐ ล้านคนเป็นถึงประมาณเกือบ ๑๕๐ ล้านคนในช่วงเวลาที่มีการปฏิรูป แต่ประเด็นสําคัญคือเริ่มมีการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลขนาดเล็กเข้าไปในโรงพยาบาล ขนาดใหญ่โดยเฉพาะผู้ป่วยใน ทําให้ตัวเลขอันหนึ่งที่เห็นก็คือไส้ติ่งแตกมากขึ้น ผมคิดว่า มีประเด็นปัจจัยภายนอกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฟ้องร้องหรือว่าประเด็นศักยภาพก็ตาม รวมทั้งปัจจัยการเงิน การคลัง ประเด็นระบบการเงิน การคลัง ซึ่งส่งตรงไปยังหน่วยบริการ ผมคิดว่าปัญหาคงไม่ต่างจากการศึกษา ซึ่งมีการส่งงบประมาณไปยังสถานศึกษา ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเข้ามาดูเพื่อที่จะทําให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด ประเด็นของผมคงมีข้อเสนออยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ผมคิดว่าการศึกษาในช่วงที่ผ่านมาถึง ระบบบริการ ท่านประธานได้พูดไปแล้วนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดไปแล้วว่า ตัวผู้เล่นในระบบบริการมีมากทั้งส่วนของกองทัพ ส่วนของมหาวิทยาลัย ส่วนของอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าแต่ละส่วนก็จะมีการบังคับบัญชา มีแผนปฏิบัติการ มีการพัฒนาไปในคนละทิศทาง ปรากฏการณ์ที่เห็นในบางจังหวัดนะครับ มีโรงเรียนแพทย์ที่ตั้งขึ้นโดยใช้งบประมาณผ่าน กระทรวงศึกษาธิการเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่สามารถหาแพทย์ได้เนื่องจากไปตั้งอยู่ในจังหวัด ที่มีโรงพยาบาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นที่มีข้อเสนอจากหลาย ๆ หน่วยงาน ถึงการจัดการร่วมกันในระดับเขต ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นจุดสําคัญ จุดคานงัดที่จะทํา ให้มีการมองเรื่องการจัดระบบบริการให้สอดคล้องกับปัญหา ให้ใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ระดับเขต การศึกษาของ คสช. เองนะครับ โดยสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม การศึกษาของสภาพัฒน์และองค์กรต่าง ๆ แล้วก็องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะของ สปช. และมองมุมมองจากภายในกระทรวงก็เห็นตรงกันเรื่องของเกณฑ์สุขภาพ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า อย่างน้อยการเข้าถึงบริการและการเหลื่อมล้ําเราคงไม่สามารถที่จะทําให้ระบบบริการ ทุกจังหวัดเท่าเทียมกันได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ นะครับ แพทย์ศูนย์หัวใจคงไม่สามารถเกิด ที่จังหวัดพิจิตรได้ นอกจากที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตรงนี้คงเป็นการจัดระบบบริการให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ดังนั้นการจัดระบบบริการที่ระดับเขตจะเป็นคําตอบ แล้วก็การบริหารจัดการ ที่ระดับเขตก็จะเป็นคําตอบอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับสิ่งที่มีการกระจายอํานาจ โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลเรื่องเขต นโยบายท่านประยุทธ์ที่บอกว่าจะต้องกระจาย การตัดสินใจ การบริหารจัดการไปไว้ที่ระดับเขต อันนี้น่าจะเป็นคําตอบ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของระบบบริการ ผมเห็นด้วยเรื่องของระบบบริการ ปฐมภูมิ แต่คงจะต้องเชื่อมร้อยกับระบบบริการทั้งทุติยภูมิ และเรื่องของระดับสูง เอกซ์เซลเลนต์เซนเตอร์ (Excellent center) ให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นการมองในระดับเขตจะ เห็นภาพเหล่านี้ทั้งระบบ แล้วก็เชื่อมโยงกับทุก ๆ กระทรวงให้เห็นเป็นภาพเดียวกัน

ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่ากลไกระดับชาติคงเห็นไม่ต่างจากการปฏิรูป การศึกษา ซึ่งจะต้องมีกลไกระดับชาติเพื่อกํากับทิศทางให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ผมขออนุญาตที่จะนําเสนอสั้น ๆ ในประเด็นเหล่านี้ครับ ขอบคุณครับ