อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ เสนอแนะการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลเด็กและเยาวชน และขอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสภาเยาวชน เพื่อให้เยาวชนมีโอกาสในการพัฒนาและตัดสินใจเองมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๘๖ ครับ กราบเรียน ท่านประธานว่าผมฟังคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมของ สปช. มา ชื่อท่านยาวนะครับ ชื่อท่านยาวแล้วก็มีเรื่องเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอยู่ด้วย แต่วาระที่ท่านนําเสนอ ท่านไม่มีเรื่องเด็กและเยาวชนอยู่ในวาระปฏิรูปเลย ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิก สปท. เมื่อสักครู่ที่พูดถึงเรื่องเด็กและเยาวชน จากประสบการณ์ที่ทํางานในพื้นที่ของฝ่ายปกครอง ถ้าจะให้ผมเลือกว่าอะไรที่สําคัญที่สุดในขณะนี้ ผมขอเลือกงานเด็กและเยาวชนครับ ถ้าหากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหรือท่านประธานกลับไปในหมู่บ้านและตําบลนะครับ ขณะนี้เด็ก ๆ เยาวชนในหมู่บ้าน ตําบลเราเพ่นพ่านไปหมดครับ ขาดองค์กรดูแล ขาดพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชนในหมู่บ้านนะครับ ขณะนี้เรามีกฎหมายสําคัญอยู่กฎหมายหนึ่งที่ผมอยากจะกราบฝากกรรมาธิการฝ่ายสังคม ของ สปท. เรานะครับ ได้โปรดหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นพิจารณาปรับปรุง แก้ไข จะให้วิงวอน ขอร้องก็จะว่าได้นะครับ เพราะผมคิดว่าจุดแตกหักของการพัฒนาประเทศอยู่ที่ตรงนี้นะครับ การสืบสานปณิธานรุ่นต่อรุ่น การทําให้อุดมการณ์ของชุมชนตกทอดจากบรรพบุรุษสู่เยาวชน สู่รุ่นต่อรุ่นในขณะนี้ขาดความต่อเนื่องในระดับหมู่บ้านและชุมชนเป็นอย่างยิ่ง กฎหมาย ที่ผมกล่าวถึงนี้ผมขอเสนอเรื่องเดียวนี้ ก็คือพระราชบัญญัติส่งเสริมและการพัฒนาเด็ก เยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อสังเกตของกฎหมายฉบับนี้เป็นการออกแบบสร้างกลไก การดูแลภารกิจงานเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่จังหวัดและอําเภอ ข้อสังเกตที่สําคัญนะครับ กฎหมายฉบับนี้ได้มอบภารกิจหลักให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และส่วนราชการในสังกัด คือท่านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนะครับ ซึ่งกระผมขอเรียกชื่อย่อว่า พม. และ พมจ. เป็นลําดับนะครับ ท่านได้รับภารกิจหลักนี้ ไปดูแลเรื่องกิจการเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงภารกิจเรื่องเยาวชน มีหลายหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ในระดับอําเภอและจังหวัด เช่นผมยกตัวอย่าง งานยุวเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มที่สําคัญขณะนี้ที่จับตัวแล้วก็อยู่เป็น กลุ่มก้อนได้ดีที่สุดคือเด็ก ๆ ที่ไปเรียนอยู่ที่ กศน. ครับ กระผมขอเรียก กศน. นะครับ และแม้กระทั่งศูนย์พัฒนาเยาวชนที่กรมการพัฒนาชุมชนทํามานับสิบปีขณะนี้ก็เลือนหายไปแล้ว เพราะหลังจากการปฏิรูประบบราชการ ได้ถ่ายโอนภารกิจองค์กรประชาชนของ กรมการพัฒนาชุมชนนี้ไปให้กระทรวง พม. หมดทั้งสิ้น พช. ไม่สามารถไปแตะต้องได้ เพราะว่าไม่มีฟังก์ชัน (Function) เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ พม. เมื่อรับไปแล้ว พม. ไม่มี พม. ตําบลนะครับ พม. มีเฉพาะ พมจ. แค่นั้นเอง คือ พม. จังหวัด องค์กรเยาวชนในระดับ หมู่บ้าน ตําบลจึงขาดคนดูแลอย่างเต็มที่ พม. จังหวัดได้ไปจับมือกับท้องถิ่นก็จริงนะครับ จับมือกับองค์กรพัฒนาชุมชน องค์กรเอกชน ไปทํางานก็จริง แต่ขณะนี้ท่านไปวัดดูได้เลยว่า การขับเคลื่อนภารกิจในด้านนี้เป็นอย่างไร
อันที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้ได้ออกแบบให้สภาตําบลและเยาวชนปะปนทั้งเด็กนักเรียน และเยาวชนนอกสถานศึกษา ซึ่งความคิด ความอ่าน ความสนใจ ก็มีไม่เหมือนกันนะครับ
อันที่ ๓ กฎหมายฉบับนี้ไม่มีองค์กรขับเคลื่อนในระดับตําบล มีเฉพาะอําเภอ และจังหวัด
อันที่ ๔ กฎหมายกําหนดให้มีที่ปรึกษา ซึ่งในระดับอําเภอให้ พมจ. ผอ. สํานักเขตศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีนายอําเภอครับ ในขณะนี้ สภาเยาวชนอําเภอนะครับ ถามนายอําเภอ แทบจะไม่รู้จักเลยนะครับ ไม่มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาออกแบบโครงสร้างเปรียบเสมือนหนึ่งว่าอยากจะให้พื้นที่เหล่านี้แก่เยาวชน แต่จริง ๆ แล้วไม่มีเชนจ์เอเจนต์ (Change agent) เข้าไปดูแล ผมขอเลยเวลาไปอีกหน่อยนะครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่ผมอยากจะเสนออีกสัก ๑ นาทีก็คือ
๑. ขอได้โปรดหยิบกฎหมายฉบับนี้มาแก้ไข ปรับปรุง โดยพัฒนากลไกดูแล เด็กและเยาวชน สมควรให้มีองค์กรเยาวชนในระดับตําบลเกิดขึ้น ให้สภาเยาวชนอําเภอ และจังหวัดเป็นสภาเยาวชนที่บูรณาการถักทอองค์กรของเยาวชน โดยรวมก็เป็นเรื่องดีครับท่าน
๒. ให้พัฒนากลไกในการส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนในระดับจังหวัด และอําเภอด้วย ที่กฎหมายฉบับนี้ออกแบบให้เป็นเพียงที่ปรึกษาของสภาเยาวชนแค่นั้นเอง หากเราตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนซึ่งมีระดับชาติอยู่แล้วครับ กฎหมายฉบับนี้มีระดับชาติ แต่ระดับจังหวัดและระดับอําเภอไม่มีครับ
๓. ควรกําหนดวาระของการขับเคลื่อนเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติครับ ขณะนี้หากรัฐบาลสามารถประกาศเป็นปีรณรงค์พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน โดยทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยเหลือนะครับ และเด็ก เยาวชนมีองค์กรดูแลตัวเอง มีพื้นที่ดําเนิน กิจกรรมของตัวเองโดยมีผู้ใหญ่ใจดีดูแลอยู่ใกล้ ๆ ผลที่จะได้และสําคัญที่สุดคือการที่สามารถ สืบทอด อบรม บ่มนิสัยทางสังคม สืบทอดปณิธานระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ผมว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ก็จะได้สัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ