สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

อําพล จินดาวัฒนะ เสนอการปฏิรูปประเทศ 4 ประการ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรชุมชน เสาหลักที่ 2 เสาหลักที่ 3 คือสวัสดิการสังคม และเสาหลักที่ 4 คือปากท้อง สัมมาชีพชุมชน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการตามกรอบความคิดนี้ นอกจากนี้ยังเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 และร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ไปฝาก จํานอง หรือขายฝากให้ได้พึ่งพิงธนาคาร

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ของสภาปฏิรูป แห่งชาติ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการมานําเสนอสรุป รายงานการปฏิรูปด้านสังคมนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในขณะนี้ สปท. ของเรานั้น ได้กําหนดคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทั้งหมด ๑๑ ด้าน ด้านสังคมอยู่ในด้านที่ ๑๐ แล้วในด้านสังคมนั้นตามข้อบังคับของเราได้มีการกําหนดให้รวมงานนอกจากที่ผมกราบเรียนไป แล้วสักครู่นี้ เป็นการรวมงานการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคและการปฏิรูประบบแรงงาน เข้าด้วยกัน ซึ่งในตอนที่เป็น สปช. นั้นจะเป็นคณะกรรมาธิการอีก ๒ ชุด ดังนั้นวันนี้สิ่งที่เรา จะนําเสนอนั้นจะเป็นวาระปฏิรูปทั้งสิ้น ๕ วาระที่มารวมอยู่ภายใต้เรื่องเดียวกันคือปฏิรูป สังคม ชุมชน และกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่วาระปฏิรูปที่ ๒๘ เรื่องปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริม ความเข้มแข็งของชุมชน วาระที่ ๒๙ ปฏิรูประบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับสังคมไทย วาระที่ ๓๐ ปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งในส่วนนี้ผมในฐานะตัวแทนของกรรมาธิการ ของ สปช. ด้านสังคมก็จะได้เป็นผู้ที่นําเสนอโดยสรุป สําหรับวาระที่ ๓๑ การปฏิรูประบบ คุ้มครองผู้บริโภคก็จะเป็นท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ และอาจารย์วินัย ดะห์ลัน เป็นผู้เสนอ ท่านเป็นรองประธานและเลขานุการของคณะกรรมาธิการ วาระปฏิรูปที่ ๓๗ เรื่องการปฏิรูประบบแรงงาน ท่านอาจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ซึ่งเป็นรองประธานกรรมาธิการ ของ สปช. ในเรื่องแรงงานก็จะได้เป็นผู้ที่นําเสนอครับ

ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกครับ ในส่วนของการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสนั้น ทางคณะกรรมาธิการ ได้มีการดําเนินการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผมกราบเรียนไปแล้วอยู่ในวาระปฏิรูปใหญ่ ๓ เรื่องด้วยกันที่รายงานไปสักครู่นี้ คราวนี้ในส่วนของวาระปฏิรูปที่ ๒๘ ผมขออนุญาตเริ่มต้นถึง

วาระปฏิรูปที่ ๒๘ ซึ่งเป็นวาระปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ทางเจ้าหน้าที่ขอเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint)

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

หรือท่านทั้งหลายได้รับเอกสารแล้วที่เป็นกรอบ ความคิดรวบยอดเรื่องของปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ผมอยากจะกราบเรียนว่า การปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นหัวใจสําคัญของการปฏิรูประบบ และโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มความเป็นธรรมในสังคมไทย ชุมชนของเรานั้น ถูกปล่อยให้อ่อนแอและอ่อนแรงไปเรื่อย ๆ ถ้าเราเสริมความเข้มแข็งชุมชนและท้องถิ่น ให้เข้มแข็ง ก็จะเป็นฐานที่สําคัญของสังคม ถ้าสังคมมีฐานที่เข้มแข็งประเทศก็จะ มีความเข้มแข็งไปด้วย มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ถ้าเราปล่อยให้ฐานของสังคมอ่อนแอ ไปเรื่อย ๆ ประเทศเราก็จะง่อนแง่นไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็จะเข้มแข็งได้ยาก การทําให้ชุมชน เข้มแข็งนั้นมีหัวใจสําคัญอยู่ ๓ ประการ

ประการที่ ๑ คือต้องส่งเสริมสิทธิ ให้อํานาจ และให้มีสิทธิในการจัดการ ทรัพยากรในระดับที่สําคัญ ที่มีนัยสําคัญ

ประการที่ ๒ คือต้องส่งเสริมสมรรถนะและความสามารถของชุมชนท้องถิ่น สามารถจัดการสาธารณะและจัดการทรัพยากร จัดการความเป็นอยู่ของตนเอง เพราะเขา อ่อนแอมานาน

ประการที่ ๓ ที่สําคัญก็คือต้องมีการปกป้องคุ้มครองภัยและปัจจัยที่จะทําให้ ชุมชนอ่อนแอ ซึ่งภัยภายนอกนั้นกระทบมากที่ทําให้ชุมชนอ่อนแอนะครับ เพราะฉะนั้นหัวใจ สําคัญ ๓ ประการ

ทีนี้ทางคณะกรรมาธิการได้มีการวิเคราะห์ว่าสิ่งสําคัญที่เป็นหัวใจในการทําให้ ชุมชนเข้มแข็งนั้นมีด้วยกัน ๔ ประการ ซึ่งเราเรียกว่าเสาหลัก ๔ ข้อ อยู่ในกรอบความคิด รวบยอดที่เราจะเห็น

เสาหลักที่ ๑ คือเราเรียกว่าการจัดการชุมชนจะต้องมีการส่งเสริม การเพิ่ม สิทธิชุมชน ส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรงในชุมชน ส่งเสริมการที่เป็นชุมชนจะต้องเป็นนิติบุคคล และมีความเป็นเจ้าของในการจัดการสาธารณะ คําว่า ชุมชน ในที่นี้ครอบคลุมองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย แต่จะกว้างกว่าเรื่องของการกระจายอํานาจ ในระบบและกลไก ที่เราคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูปเขียนไว้ทางด้านซ้ายประมาณเวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา ของภาพนี้ผมจะไม่กล่าวถึง

เสาหลักที่ ๒ ที่เป็นเสาหลักที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ก็คือการจัดการทรัพยากร ชุมชน ซึ่งหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ทุนทางปัญญาและความรู้ มีอยู่มากมาย ในชุมชนทรัพยากรเหล่านี้ แต่ชุมชนและท้องถิ่นยังไม่สามารถจัดการตัวเองได้เท่าที่ควร

เสาหลักที่ ๓ เสาหลักที่ ๓ คือสวัสดิการสังคม จะต้องมีการส่งเสริม ให้มีการจัดบริการสาธารณะที่ดีที่เป็นธรรมทั่วถึง หลักประกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา การเรียนรู้ทั้งหลาย ระบบและกลไกอยู่ทางขวาล่าง

เสาหลักที่ ๔ คือเรื่องปากท้อง สัมมาชีพชุมชน ต้องส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจ ฐานราก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปัจจุบันกําลังมุ่งทําเรื่องนี้อยู่ ส่งเสริมสัมมาชีพชุมชน พัฒนาทุน การจัดการ และการพึ่งตนเอง อันนี้คือกรอบความคิดรวบยอดที่เราได้มีการสังเคราะห์ แล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เห็นชอบและส่งไปที่รัฐบาลแล้ว

สําหรับในเนื้อเรื่องที่เราได้ดําเนินการผลักดันเคลื่อนไปอีกระดับหนึ่งในตอน ที่เป็น สปช. ในด้านที่ ๑ คือการจัดการชุมชน หรือเสาหลักที่ ๑ นั้นเราได้ผลักดันเรื่องของ กฎหมายว่าด้วยสิทธิชุมชน ซึ่งมีการยกร่างโดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้วก็เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีแล้ว ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และต่อประธานสภา สปช. ทางคณะกรรมาธิการ ก็เห็นด้วย แล้วก็ได้มีการเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อจะผลักดันเรื่องเหล่านี้แต่เราไม่ได้เสนอ ตัวร่างกฎหมายด้วยตัว สปช. เองนะครับ เพราะว่าได้มีการยกร่างกฎหมายโดยคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายแล้วเพื่อให้ชุมชนเขามีสิทธิในการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน พัฒนา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของเขา มีส่วนร่วมในการบํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทําให้มีกฎหมายสิทธิชุมชนที่มีวัตถุประสงค์ในการ รองรับสิทธิของชุมชนในด้านต่าง ๆ รายละเอียดนั้นอยู่ในเอกสารที่เราได้สรุปให้กับท่านสมาชิก ทั้งหลายแล้วครับท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๒ เราได้เสนอแก้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อปรับบทบาท ขอบเขต หน้าที่ ของสภาองค์กรชุมชน แล้วก็ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งกําหนดให้มีสํานักงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้ฝากงานไว้ที่ พอช. นะครับ

เรื่องที่ ๓ มีการเสนอผลักดันให้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันองค์กรชุมชน โดยที่เปลี่ยนจากองค์กรมหาชนให้เป็นพระราชบัญญัติครับ เพื่อให้ พอช. หรือสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชนนั้นทํางานได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น รายละเอียดผมขอข้ามไป มีในรายละเอียดอยู่แล้ว

เรื่องถัดมา ก็คือเสนอให้มีการส่งเสริมให้จัดตั้งกลไกส่งเสริม ฟื้นฟู และพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ หรือพูดภาษาอันหนึ่งก็คือเสนอให้มี พอช. เฉพาะดูแลเรื่องของการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีลักษณะ เป็นความเฉพาะเจาะจงนะครับ ในส่วนของการจัดการทรัพยากรทุนชุมชน เราได้เสนอ ๒ เรื่องใหญ่แล้วก็ได้ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติไปถึงรัฐบาลแล้ว คือเรื่องการเสนอ การออกกฎหมายสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ที่เราเคยรู้จักในภาษา ชื่อเล่นว่าโฉนดชุมชน ถ้ารัฐบาลปัจจุบันท่านใช้คําว่า แปลงรวม นะครับ แนวคิดนั้นเปลี่ยนจาก การให้เอกสารสิทธิหรือสิทธิทางที่ดินให้กับปัจเจกไปสู่การให้สิทธิในการทํากินร่วมกันเป็นลักษณะ คอลเลกทีฟไรท์ส (Collective rights) โดยที่ไม่ได้ให้สิทธิหลุดมือไปเป็นของเอกชน ที่ดิน เหล่านั้นยังเป็นของรัฐอยู่ แต่มีการจัดการแล้วก็มีการสนับสนุนให้เกิดการใช้ สําหรับชุมชน ที่เป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐมาเป็นเวลาก่อน ๑๐ ปีก่อนที่จะมีกฎหมาย ไม่ใช่ให้ไปบุกรุก ใหม่นะครับ มีชุมชนที่รอการยื่นขอโฉนดชุมชนอยู่ตอนนี้ประมาณ ๕๐๐ แห่งทั่วประเทศ พื้นที่ทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่นะครับ มีประชากรที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ปัจจุบันมีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการ โฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๕ อยู่แล้ว แต่ที่เราได้เสนอนั้นเสนอผลักดันเป็นกฎหมาย ได้มีการยกร่างกฎหมายเรียบร้อย เสนอผ่าน สปช. ไปที่รัฐบาลเพื่อที่จะเปลี่ยนวิธีคิด ในการจัดสรรที่ทํากินให้กับประชาชนซึ่งเขาอยู่อยู่แล้วแต่ให้เขามีความมั่นคง และให้เขา มีการที่จะกล้าพัฒนาที่ดินของเขา แล้วก็ที่ดินไม่หลุดมือไปไหน จะไม่เหมือน ส.ป.ก. นะครับ เพราะเป็นลักษณะการที่จะต้องมีแผนร่วมของชุมชนในการผลักดันให้เกิดการเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งเป็นความคิดที่ตกผลึกอย่างมากมาเป็นเวลาร่วม ๑๐ ปีแล้ว เราก็เสนอรัฐบาลว่าเรื่องนี้ ควรจะออกเป็นกฎหมาย กระผมทราบว่าขณะนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้รับทราบเรื่องนี้นะครับ และส่งถามหน่วยงานต่าง ๆ โดยให้มีสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นแกนเพื่อจะผลักดันกฎหมาย ฉบับนี้ ควบคู่กันนั้นเราได้เสนอร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน เป็นตัวที่จะเกิดเป็นนิติบุคคลอยู่ในกํากับของธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ เพื่อที่จะช่วย ประชาชนที่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ไปฝาก ไปจํานอง ไปขายฝาก แล้วก็หลุดมือไปสู่นายทุนทุกวี่ทุกวัน ให้ได้สามารถที่จะไปพึ่งพิงธนาคาร แล้วธนาคารก็จะให้เงินเขาในดอกเบี้ยที่ต่ํา และให้สิทธิ เขาในการไถ่ถอนคืนไม่ให้ที่ดินของเขานั้นหลุดมือไปสู่นายทุนนะครับ ตรงนี้จะเป็นการแก้ปัญหา คนเล็กคนน้อยที่มีที่ดินเพียงเล็กน้อยและทําเกษตรกร แล้วก็ไม่สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ ในขณะเดียวกันก็จะทําหน้าที่บริหารที่ดินของรัฐที่รัฐให้ธนาคารนําไปบริหารให้เกิดการใช้ประโยชน์ ให้เต็มที่แต่ยังเป็นที่ดินของรัฐอยู่เหมือนเดิม และต่อไปก็คือถ้าเอกชนมีที่ดินมากเกิน และไม่ได้ใช้ รกร้างว่างเปล่า ก็สามารถให้ธนาคารที่ดินนํามาจัดสรรไปให้คนเช่า คนใช้ประโยชน์ ก็ยังเป็นของเขาอยู่เหมือนเดิม การใช้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าในประเทศก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมกราบเรียนโดยสังเขปตรงนี้นะครับ ๒ เรื่องนี้จะเป็นกฎหมายคู่แฝดกัน เป็น ๒ กฎหมาย ที่เขาเรียกว่ากฎหมายเพื่อคนจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่ผมกราบเรียนว่าขณะนี้คณะรัฐมนตรี รับทราบและกําลังจะผลักดันเรื่องนี้นะครับ เมื่อคืนกระผมได้มีโอกาสไปออกรายการเดินหน้า ปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้พูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมอยากจะ กราบเรียนฝาก สปท. ครับ ถ้า สปท. ได้ช่วยกับรัฐบาล ช่วยกับ สนช. โดยเฉพาะ คณะกรรมการประสานที่ท่านประธานตั้งขึ้นมา ถ้าได้ช่วยผลักดันเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่อง ที่มีประโยชน์อย่างมาก และจะลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มความเป็นธรรม ปัญหาที่ดินนั้น ยังไม่หมดไปนะครับ แต่จะคลี่คลายไปได้อย่างมากทีเดียว ก็ฝากกราบเรียนไว้

ในส่วนอื่น ๆ นะครับ เรื่องของรายละเอียดต่าง ๆ นั้น กระผมจะประหยัดเวลา ของท่านในที่ประชุมที่จะไม่กล่าวถึง นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของการผลักดันเรื่องของ พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่ง สปช. ได้ผ่านร่างกฎหมายไปแล้วนะครับ โซเชียลเอนเตอร์ไพร์ส (Social enterprise) มีการผลักดันเรื่องของแก้ไข พ.ร.บ. สวัสดิการสังคมเพื่อจะให้ไปหนุน เสริมสวัสดิการชุมชน มีการเสนอเรื่องการจัดตั้งกลไกส่งเสริมสัมมาชีพชุมชนเพื่อจะแมตชิง (Matching) เอกชนลงไปหนุนเสริมความเข้มแข็งในเรื่องของการทํามาหากิน ปากท้อง เศรษฐกิจรากหญ้าของชุมชนนะครับ กราบเรียนโดยสรุปนั้นวาระปฏิรูปที่ ๒๘ เรื่องชุมชนนั้นสําคัญครับ เป็นคานงัดอันหนึ่งของ การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่ง สปท. เราคงจะได้มีหน้าที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน ปฏิรูปอย่างเป็นจริงเป็นจังร่วมกับรัฐบาลและ สนช. นะครับ ในของวาระถัดมานี้ผมจะ กราบเรียนคือวาระปฏิรูปที่ ๒๙

วาระปฏิรูปที่ ๒๙ เรื่องระบบสวัสดิการสังคม เราได้วิเคราะห์กรอบความคิด ไว้เป็นลักษณะ ๔ ด้านเหมือนกันนะครับ ก็จะขอแตะเรื่องกรอบนะครับ สวัสดิการสังคม ที่เหมาะสม สังคมไทยนี้เป็นระบบใหญ่มหึมาอีกระบบหนึ่งนะครับ ประกอบด้วยเสาหลักที่ ๑ คือการบริการทางสังคม ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ทางด้านซ้ายบนนะครับ ผมจะไม่กล่าวถึง แล้วก็ เรื่องของการประกันสังคม รายละเอียดอยู่ทางขวาบน การช่วยเหลือทางสังคม รายละเอียด อยู่ทางขวาล่างนะครับ และสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม รายละเอียดอยู่ทางซ้ายล่างครับ ในส่วนเหล่านี้นะครับ เรื่องสวัสดิการสังคมมีการทําข้อเสนอและผลักดันเรื่องของการที่จะ ทําให้เกิดระบบประกันสังคมถ้วนหน้านะครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ มีการผลักดัน เรื่องระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ซึ่งหมายถึงเด็กที่อายุต่ํากว่า ๔ ปี การลงทุนเพื่อเด็กปฐมวัยเขาถือว่าเป็นการลงทุนนะครับ ไม่ใช่เป็นการสงเคราะห์ ซึ่งในสังคม เรานั้นยังให้ความสําคัญน้อยกับเด็กกลุ่มเล็กนี้นะครับ มีการเสนอเรื่องการดําเนินการ เรื่องสวัสดิการสําหรับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติต่าง ๆ นะครับ และรวมถึงสวัสดิการที่อยู่อาศัย ซึ่งสวัสดิการที่อยู่อาศัยนี้กรรมาธิการของ สปช. ยังไม่สามารถ ก้าวล่วงไปได้มากนักเพราะว่าเวลาหมดนะครับ และเป็นเรื่องใหญ่มากที่ยังไม่มีเวลาทํา ยังต้องใช้เวลาอีกนานนะครับ มีการผลักดันเรื่องของการออกกฎหมายส่งเสริมการพัฒนา ภาคประชาสังคม เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะให้ความสําคัญกับภาคประชาสังคม เข้ามาเป็นหุ้นส่วนของรัฐในการดําเนินการทางด้านสวัสดิการสังคมอย่างกว้างขวางครับ ไม่ได้เน้นการดําเนินการโดยรัฐหรือโดยการสงเคราะห์เท่านั้น แต่เขาจะส่งเสริมให้องค์กร ภาคสังคมเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการจัดการ ซึ่งองค์กรภาคสังคมในที่นี้ก็หมายถึงเอกชนนะครับ องค์กรไม่แสวงกําไรต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสําคัญในการดําเนินการสวัสดิการ สังคมครับ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนโดยสังเขป ๒ ระเบียบวาระ สําหรับวาระปฏิรูปที่ ๓๐ ปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่มากอีกเรื่องหนึ่งของสังคมเรา เพราะเรา เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และกําลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบในเวลาอันใกล้ ๆ นี้ เพื่อประหยัดเวลาในการนําเสนอเนื้อหาสาระ ผมขออนุญาตท่านประธาน ในส่วนนี้ ขอนําเสนอด้วยวีดิทัศน์ประมาณ ๗-๘ นาที วีดิทัศน์พร้อมไหมครับ