สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กษิต ภิรมย์ เสนอแนวคิดเรื่องสังคมที่ดี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิในการเข้าถึงสิ่งจำเป็น และเรียกร้องให้รัฐมีบทบาทในการดูแลสังคมให้มีความมั่นคงและคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ กษิต ภิรมย์ ยังหารือเรื่องการปฏิรูปสวัสดิการสังคม การลดความเป็นรัฐและเพิ่มความเป็นภาคประชาสังคม และการออกกฎหมายเพื่อให้คนเล ชาวมอแกน ชาวเขา ชาวไทย พม่า มุสลิม ที่อยู่ในจังหวัดระนองและชายแดนได้รับสิทธิพลเมืองอย่างเท่าเทียมกัน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ท่านประธานครับ ความหมายของคําว่าสังคมในแง่ของผมนั้นหมายถึงสวัสดิการสังคม คือบทบาทของรัฐในการที่จะดูแลประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคนให้มีความมั่นคงในชีวิต แล้วก็ มีคุณภาพชีวิต สวัสดิการสังคม ในที่นี้มันครอบคลุมอะไรบ้าง

อันแรก ก็คงเรื่องของการศึกษา รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ภาษาอังกฤษ ใช้คําว่า ไลฟ์ลองเลิร์นนิง (Lifelong learning) ก็เรียนกันไม่จบ เรียนกันต่อไปได้ นั่นประเด็นที่ ๑

อันที่ ๒ ก็คือเรื่องการรักษาพยาบาล ว่าเราจะดูแลคนของเราให้สุขภาพดี อย่างไรให้ทั่วถึง

อันที่ ๓ ก็คือที่อยู่อาศัย ทุกคนต้องมีบ้านช่องที่จะอยู่นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญ ก็อาจจะไปพูดได้ว่าการผ่อนบ้านให้เป็น ๓๐ ปี ๕๐ ปีได้ไหม อะไรต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ เป็นภาระ นอกจากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องของที่ทํากิน จะเป็นโฉนดส่วนตัว หรือว่าโฉนดชุมชน เกษตรกรต้องมีที่ทํากินเป็นเจ้าของของตนเอง แล้วก็ผู้ประกอบการรายย่อยตั้งแต่เข็นรถ ขายก๋วยเตี๋ยว พวกที่เป็นอะไรครับ ทํากิจการด้วยตัวเอง ภาษาอังกฤษใช้คําว่า เซลฟ์เอมพลอยด์ (Self-employed) ต้องมีโอกาสในการที่จะเข้าถึงซึ่งอะไรครับ เครดิต กู้เงินจํานวนน้อย ดอกเบี้ยต่ําระยะยาว เพื่อเขาจะได้ดํารงชีวิตได้

แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือในทุกชุมชน จะเป็นระดับตําบลหรือเทศบาล จะต้อง มีสถานบริการสาธารณประโยชน์ ที่เขาเรียกว่าเป็นพับลิกฟาซิลิตีส์ (Public facilities) จะไปว่ายน้ํา จะไปเรียนหนังสือ จะไปทําเครื่องปั้นดินเผาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะต้องมี ซึ่งทั่วโลกจะเป็นในสังคมจีน คอมมิวนิสต์ หรือว่าในประเทศญี่ปุ่นข้ามทะเลไป ไปที่เทศบาล อําเภอเมือง ที่อาคารนั้นเขาก็จะมีฟาซิลิตีส์ (Facilities) ต่าง ๆ เหล่านี้

นอกจากนั้นแล้วในหลายประเทศเขาก็มีสวัสดิการประจําวัน เช่น ออกค่ารถ หรือว่าออกค่ารถให้ทุกคนที่ไปทํางานขึ้นรถสาธารณะไป หรือมีค่าอาหารกลางวันให้ เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเสนอต่อผู้เสนอ แล้วก็ต่อ สปท. ว่าเราจะต้องให้การปฏิรูปงานสังคม หรือสังคม สวัสดิการครอบคลุม ๖-๗ ประเด็นที่ผมได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นสําคัญนะครับ เรื่องมีอยู่แล้ว ในเอกสารเพียงแต่มาจัดระเบียบเท่านั้นเองว่าสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรจะครอบ ๖-๗ ประเด็นที่ผมกล่าวมาหรือไม่ แล้วอย่างไร คราวนี้อย่างไร ก็มี ๒ ประเด็น เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานก็ถามว่าแล้วเงินจะเอามาจากไหน แน่นอนภาษี ถ้าเผื่อฟรี ให้กับทุกคนแบบสแกนดิเนเวียก็หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี ผมก็ได้เสนอไว้ทุกคน ต้องเสียภาษีนะครับ ใครไม่มีตอนหลังก็ให้รัฐบาลจ่ายชดเชยกลับไปได้ แต่ถ้าเผื่อไม่มีระบบ เสียภาษีให้ทุกคนที่ทํางานก็ต้องมีการจ่ายสมทบ ไม่ใช่เป็นฟรีประชานิยม อันนั้นรัฐบาล ไม่มีความสามารถ และในที่สุดก็จะล้มละลายกันไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นฟรีเมื่อจ่ายภาษี กับไม่ฟรี หรือว่ากึ่งฟรีแล้วก็ต้องเสียค่าบํารุงเพื่อจะได้ช่วยออกกันด้วย นั่นเป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ใครทํางาน ก็ดู ๆ มาแล้วหลายคณะกรรมาธิการปฏิรูปมาเสนอ ก็จะเป็นเรื่องของการออกกฎหมาย เพิ่มอํานาจส่วนกลาง เพิ่มความเป็นราชการ ผมแสนจะเบื่อครับ ผมอยากให้ท่านเบื่อด้วย โอนอํานาจไปให้ชุมชนทํา โอนอํานาจไปให้เรื่องเอ็นจีโอ (NGOs) ทํา ผมอยากจะยกประเด็น ของอาหารฮาลาล ที่เจริญขึ้นมาได้ในช่วง ๑๐ ปีนั้นไม่ใช่เป็นหน่วยราชการที่กระทรวงอุตสาหกรรม ที่กระทรวงพาณิชย์ หรือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอาจารย์วินัยนั่งอยู่นั่น ร่วมทํางาน กับผมมาเราไปกันทั่วโลกหลายแห่ง เริ่มต้นที่ประเทศบาห์เรน ไปที่โคโลญ ไปอะไรต่าง ๆ ท่านอาจารย์คงจะจําได้ เป็นเรื่องของการทํางานกันโดยทางภาคเอกชน หรือเอ็นจีโอ (NGOs) หรือมหาวิทยาลัยเป็นตัวนํา คราวนี้เราก็มีเอ็นจีโอ (NGOs) ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการดูแล คนชราก็ดี คนพิการก็ดี ทุกข์สุขประจําวันนั้นควรจะโอนอํานาจแล้วก็เงินอันนี้ไปให้ชุมชน ไปให้องค์กรภาคประชาสังคมทําให้มากที่สุด แล้วก็ลดความเป็นราชการ ลดความเป็นรัฐ เพื่อจะได้ช่วยกันทํางานได้ ในแง่ของวิธีการทํางาน

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับแรงงานนั้นต้องมีแผนระดับชาติ ๒ อันด้วยกัน แผนว่าด้วย แรงงานแห่งประเทศไทย แล้วในส่วนนั้นก็จะมีอีกส่วนหนึ่งว่าด้วยแรงงานต่างด้าว อันนี้ต้อง ไปเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานต่างด้าวในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งยังไม่ประสบความสําเร็จ เพราะว่าประเทศสิงคโปร์ค่อนข้างจะค้านในเรื่องนี้ ประเทศมาเลเซียก็ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ว่า ที่อยู่ในหัวอกและเจ็บปวดมาก มีปัญหามากคือแรงงานฟิลิปปินส์ แรงงานเขมร แรงงานไทย แรงงานอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นเราจะต้อง ทํามาสเตอร์แพลน (Master plan) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง แล้วเมื่อไม่มีคนไทยจะทํางาน ต้องอํานวยความสะดวก แต่ไม่เปิดโอกาสให้เป็นที่ทํามาหากิน การทุจริต การค้ามนุษย์ แล้วก็ การขูดรีดไถต่าง ๆ เราต้องแก้ประเด็นปัญหานี้

ส่วนประเด็นสุดท้าย ในแง่ของสังคมเพื่อความทัดเทียมในสังคมไทย ผมขอเสนอ ต่อที่ประชุม สปท. ผ่าน สปท. ไปที่รัฐบาลเลย ออกกฎหมายมาเลยครับ ขอให้ชาวเล ชาวมอแกน ชาวเขา ให้เขาได้สิทธิพลเมือง แล้วก็รวมทั้งชาวไทย พม่า มุสลิม ที่อยู่ตรงแถวจังหวัดระนอง ตะเข็บชายแดนด้วย เขาอาจจะอยู่มาก่อนคนไทยที่เป็นคนไทยเสียด้วยซ้ํา เขาเป็นบรรพบุรุษ ในดินแดนของสุวรรณภูมิ แต่ว่าเขาไม่มีสิทธิพลเมือง ผมอยากจะให้เราทําอย่างที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเขารวมประเทศ เขาเอาคนเยอรมันที่ไปอยู่ที่สหภาพโซเวียตเมื่อ ๓๐๐-๔๐๐ ปีมาแล้ว ที่ประเทศคาซัคสถาน ที่ประเทศอุซเบกิสถาน เขาให้เดินทางกลับมาที่ประเทศเยอรมนีครับ เขาไม่ได้ถามว่าชื่ออะไร อะไรต่าง ๆ พูดภาษาเยอรมัน มีเชื้อชาติเยอรมัน ถูกอพยพไปเป็น แรงงานให้กับสหภาพโซเวียต หรือรัสเซีย พระเจ้าซาร์สมัยนั้นวันที่รวมประเทศเขาให้ ซิติเซนชิพ (Citizenship) เขาให้สิทธิพลเมืองเต็มที่ อยากจะให้ทําเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วก็สําคัญ เพื่อเราจะได้เป็นคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคนจริง ๆ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ