อิศรา ศานติศาสน์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูประบบคุ้มครองทางสังคมในระดับชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาและความไม่เท่าเทียมกัน และสอดคล้องกับหลักการสําคัญในการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมของ สปช. นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาความยากจนในประเทศไทย โดยมีแนวคิดที่จะสนับสนุนและส่งเสริมระบบประเพณีวัฒนธรรมที่ดีของกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีให้ดีขึ้น
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม นายอิศรา ศานติศาสน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๑ นะครับ ก่อนอื่นผมชื่นชมในการทํางานเนื้อหาการปฏิรูปสังคมของคณะกรรมาธิการของ สปช. มากนะครับที่ได้กรุณาทํามาครอบคลุมหลายมุมมอง สังคม แรงงาน แล้วก็คุ้มครองผู้บริโภค แล้วก็ขออนุญาตเจ้าตัวไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ชื่นชมท่านกษิต ภิรมย์ ด้วยครับ เนื้อหาที่ท่าน อภิปรายเมื่อสักครู่นี้เป็นเนื้อหาที่ผมคิดว่าชอบมาก ๆ แล้วก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมจะพูด ต่อไปนี้ครับ คือสิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้เรื่องแนวทางการปฏิรูประบบคุ้มครอง ทางสังคมในระดับชุมชนนะครับ ผมขอย้ําว่าเป็นระดับชุมชนนะครับ เพื่อบรรเทาปัญหา ความไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาความยากจน ซึ่งอยู่ในวาระปฏิรูปและวาระปฏิรูปพิเศษ ตามเอกสารของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วก็สอดคล้องกับ ๔ หลักการสําคัญในการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมของ สปช. ด้วยนะครับ ผมมีเหตุผลอยู่ ๔-๕ ประการครับ
ข้อแรก ปัญหาความยากจนในประเทศไทยเป็นปัญหาที่เคยมีแนวโน้มลดมา โดยตลอดนะครับ แต่ระยะหลังมีลักษณะค่อนข้างทรงตัว ในปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานี้เอง เรามีคนจนอยู่ประมาณร้อยละ ๑๑ เป็นอย่างต่ํา ซึ่งหมายถึงเรามีคนจนอยู่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ
ข้อ ๒ ในระดับพื้นที่ปัญหาความยากจนจะกระจุกตัวรุนแรงอยู่ในเขตชนบท มากกว่าเขตเมือง เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดี แล้วก็กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานมากกว่า ภาคเหนือ แล้วก็ตามด้วยภาคใต้ ที่สําคัญก็คือภาคเหนือนั้นจะมีมากในภาคเหนือตอนบนนะครับ แล้วก็ที่ภาคใต้มีมากใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดการเคลื่อนย้าย แรงงานจากชนบท จากภาคเหนือ ภาคอีสานมาสู่เมือง มาสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อให้เกิดปัญหาสังคม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีรายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่างบประมาณเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่นั้นไปไม่ถึง เป็นรายงานของเอดีบี (ADB) ด้านงบประมาณไปแก้ปัญหาความยากจนที่พื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัดอื่นในประเทศไทยได้รับต่อหัว การที่ชนบท และบางภูมิภาคมีอัตราความยากจนสูงนั้นมักจะอธิบายด้วยอาชีพหลักคือเกษตรกรหรืออยู่ ในชนบท ทําให้แผนการดําเนินงานเพื่อแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่ชนบท มุ่งเน้นไปที่ภาคอีสาน และมุ่งเน้นที่ภาคเหนือ ซึ่งก็ไม่มีข้อเสียหายอะไรเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ เป็นแนวทางที่มีข้อจํากัด ขาดการมองปัญหา การกระจายรายได้ในมิติที่เขาเรียกกันว่า ฮอริซอนทัลไดเมนชัน (Horizontal dimension) นะครับ ปัญหาความยากจนมีความรุนแรง มันต่างกัน ไม่เท่ากันของคนที่มีพื้นฐานทางชาติพันธุ์ ศาสนาและวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน เช่น ปัญหาความยากจนในภาคเหนือตอนบนซึ่งคนจํานวนมากเป็นชาวไทยภูเขา ปัญหานี้ จะมีมากกว่าพื้นที่อื่นของภาคเหนือ ปัญหาความยากจนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในหมู่ มุสลิมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะรุนแรงกว่าปัญหาความยากจนในหมู่คนไทย ศาสนาอื่นในพื้นที่เดียวกันในภาคใต้ด้วยนะครับ อันนี้ทําให้เราเห็นปัญหานี้ว่าเป็นมุมมองของ ชาติพันธุ์ มุมมองของศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งถ้าเรามองอันนี้ไปด้วยจะพบปัญหาทํานอง เดียวกันในกลุ่มชาวเล เมื่อสักครู่นี้ท่านกษิตพูดถึงชาวมอแกน คนไร้รัฐอะไรสารพัดอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ถ้ามองเบื้องต้นมันมีรากเหง้ามาจาก เศรษฐกิจ แต่แปรเป็นปัญหาสังคม แล้วมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมา แก้ได้ระดับหนึ่ง แก้ได้ไม่หมด มาตรการทางวัฒนธรรมน่าจะทํางานที่เหลืออยู่ได้ดีกว่า ในหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมของประเทศไทย มีกลไกแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน และความยากจนเป็นของตัวเอง ซึ่งกลไกเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อให้การดําเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประสิทธิผลสูงสุด ตัวอย่างสําคัญที่เวิลด์แบงก์ (World Bank) หรือธนาคารโลกได้ให้เอาไว้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ในรายงานการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือมิลเลนเนียม ดิเวลอปเมนต์ โกลส์ เอ็มดีจี (Millennium Development Goals MDGs) ได้ยกตัวอย่างไว้ ๒ ตัวอย่าง ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างอันนี้มาเล่าให้ท่านฟังนะครับ ตัวอย่างแรก คือประเพณีตานต๊อด ตัวอย่างที่ ๒ คือระบบซะกาต ประเพณีตานต๊อดเป็นประเพณีของ ชาวล้านนา ซึ่งเขาจะให้คนในชุมชนรวมตัวกัน ปรึกษาหารือกันว่าคนในชุมชนตัวเองนั้น มีใครที่ยากจน ขัดสน ไม่มีอาชีพ ต้องการความช่วยเหลือ เช่นคนชราที่ไม่มีลูกหลานดูแล ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย จากนั้นคนในชุมชนก็จะรวบรวมเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ ยารักษาโรค เสื้อผ้า เอาไปวางไว้ให้ที่หน้าบ้านของเขาตอนกลางคืนไม่ให้เจ้าตัวรู้ คําว่า ตาน มาจากคําว่า ทาน ต๊อด แปลว่า ทอด ก็คือเอาทานที่รวมรวม ตานต๊อดครับ เอาไปวางไว้หน้าบ้าน ก็คือเอาไป ทอดวางไว้หน้าบ้านแล้วก็ไปจุดประทัดเพื่อให้เจ้าของบ้านออกมารับทานที่พี่น้องในชุมชน เอาไปให้ อันนั้นคือหลักการเขาง่าย ๆ ครับ ส่วนระบบซะกาตนั้นเป็นหลักปฏิบัติในศาสนา อิสลาม ซึ่งไม่ได้แปลว่าเฉพาะมุสลิมเท่านั้นที่ใช้ได้ มีหลายประเทศที่ประยุกต์ไปใช้ ก็คือให้ คนรวยบริจาคเงิน ๒.๕ เปอร์เซ็นต์จากทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ทุก ๑ ปีเข้ากองทุนเพื่อไปช่วยเหลือ คน ๘ ประเภท ซึ่งในจํานวนนั้นก็คือคนยากคนจน คนยากไร้ขัดสน อันนี้เป็นตัวอย่างครับ จริง ๆ แล้วกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มศาสนาวัฒนธรรมในประเทศไทยมีอยู่ ๗๐ ชาติพันธุ์ที่ผมเคย เรียนให้ทราบในการอภิปรายก่อนหน้านั้น แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีระบบ มีแนวทางของตัวเอง ซึ่งน่าชื่นชม ผมเชื่อมั่นว่าประเพณีวัฒนธรรมดี ๆ เหล่านี้ถ้าเราไม่เลือกว่าเป็นของภูมิภาคใด เป็นของภาคเหนือตอนบน ไม่เลือกว่าเป็นของมุสลิม คัดสรรสิ่งดี ๆ ออกมาเอามาใช้ และให้การสนับสนุน ร่างกฎหมายสักฉบับหนึ่งสนับสนุนและส่งเสริมระบบเหล่านี้ไม่จําเป็นต้อง เป็นร่างกฎหมายเฉพาะตานต๊อด หรือเฉพาะซะกาต แต่ดึงเอาความดีเหล่านี้มาใช้ ก็จะช่วย ให้เราสามารถช่วยเหลือพี่น้องของเราคนไทย ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งมีคุณภาพชีวิตไม่ดี ให้ดีขึ้น ดึงคนเหล่านี้ให้พ้นความยากจนแล้วช่วยลดปัญหาความยากจนของประเทศไทยลงไป ผ่อนคลายภาระของภาครัฐ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ผมเข้าใจว่าใช้งบประมาณอยู่ประมาณปีละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนะครับ ระบบเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินของรัฐบาลแม้แต่บาทเดียวครับ ขอเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ครับ ขอบพระคุณครับ