สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

นิกร จํานง หารือเรื่องความปลอดภัยสาธารณะและภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน โดยเรียกร้องให้มีการดําเนินการดูแลและจัดการภัยพิบัติให้เป็นระบบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การวางแผนป้องกันอุบัติภัยตามฤดูกาล และการฝึกอบรมบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่นับถือ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ประเด็นที่ผมจะนําเสนอ ณ ที่นี้ที่จริงแล้ว มีความคาบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจําเป็นจะต้องมาอยู่ ในด้านสังคมมากกว่า ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้ทําจดหมายไปถึงทั้ง ๒ ท่านประธานแล้ว ก็คือท่านประธานทางด้านสังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อมไปด้วยกันในคราวเดียวนะครับ ประเด็นที่ผม จะพูดถึงก็คือว่าสวัสดิการสังคมทางด้านความปลอดภัยสาธารณะซึ่งนับวันจะมีความรุนแรง มากขึ้นทุกวันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติภัยทางด้านถนนซึ่งเรามีปัญหากันอยู่ แต่ว่าภัยที่มีปัญหา มาก ๆ ขณะนี้ก็คือภัยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ผมได้ตรวจสอบดูแล้ว วาระปฏิรูปที่ได้มีการดําเนินการเรื่องนี้ก็คือเป็นงานของคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมทําไว้ เดิมในวาระปฏิรูปที่ ๒๖ ว่าด้วยเรื่องการจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน ซึ่งมีอยู่ ค่อนข้างละเอียดอยู่แล้วนะครับ แต่อยากจะเรียนว่าปัญหาเรื่องนี้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนสิ่งที่เราทําได้ก็คือถ้าเรา จะแก้ปัญหาว่าไม่ให้โลกร้อนลําบากมาก เพราะเป็นปัญหาของโลก ดังนั้นผลที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถจะดูแล เหตุการณ์นี้ได้ มันเป็นปัญหาเรื่องภัยพิบัตินะครับ ผมเองเคยไปนั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ๒ วาระ ก็เห็นแต่ว่าเรามีความพยายามที่จะมีการนําเสนอ เรื่องการป้องกันไม่ให้โลกร้อน แต่ว่าเรื่องภัยต่าง ๆ เราไม่มีหน้าที่เลย ผมก็เลยขอว่าเรื่องนี้ มีความสําคัญมาก ก็เลยขอว่าจะต้องมีการดําเนินการดูแลให้เป็นระบบ ดําเนินการต่อไปให้ เป็นรูปธรรมให้ได้ แต่ขอย้ายกิจกรรมด้านนี้ วาระด้านนี้ หรือการปฏิรูปด้านนี้มาอยู่กับ การปฏิรูปสังคม ซึ่งผมได้ทําเอกสารไปยังท่านประธานกรรมาธิการแล้ว เหตุผลเพื่อว่าเราจะ ได้เข้ามาจัดการภัยทางด้านนี้ ทางด้านอุบัติภัยแล้วก็สาธารณภัยที่เป็นอยู่ขณะนี้เราใช้กลไก เดียวกันก็คือว่าเป็นลักษณะของแผนในการป้องกันภัยแห่งชาติ ผมเองก็เคยไปเป็นที่ปรึกษา อยู่ ๒ วาระเหมือนกันของคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ก็ได้เห็นวิธีการต่าง ๆ แล้วก็ ในช่วงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เป็นกรรมาธิการคณะเดียวคือคณะกรรมาธิการ สวัสดิการสังคมและติดตามมาตลอด ตั้งแต่เดิมเราไม่เคยมีแผนป้องกันแผ่นดินไหว ผมก็ได้ เสนอไปแล้วก็ประกาศเป็นแผนที่ใช้อยู่ปัจจุบันในสมัยที่ท่านบรรหาร ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงาน ซึ่งเดิมอยากจะ เรียนท่านประธานว่าหน่วยงานเดิมก็คือเป็นเทียบเท่ากองเท่านั้นเองคือกองป้องกันภัย ฝ่ายพลเรือนอยู่ในกรมการปกครอง ช่วงที่น้ําท่วมหาดใหญ่และน้ําท่วมใหญ่มีความเสียหาย ๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีพี่อยู่ที่นั่นปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ ๖ คนเท่านั้นเองกับภัยขนาดนั้น ไม่มีคนดูแล ตอนหลังเราก็เลยเปลี่ยนมาเป็นสํานักงาน และสุดท้ายมาเป็นกรมขึ้นกับกระทรวง มหาดไทย ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการทางด้านสังคมว่างานทางด้านนี้ จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ประเด็นแรก คือการปรับโครงสร้าง ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงไปบ้างแล้วอย่างที่ ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ เปลี่ยนมีหน่วยงานเป็นกรมขึ้นมาดูแล แต่ว่าสายการบังคับบัญชาเรื่องนี้ เป็นพิเศษครับ เราจะติดกับการกระจายอํานาจ ซึ่งน่าเป็นห่วงมากคือสายการบังคับบัญชา ที่มีการยกร่างขณะนี้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แล้วก็มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรี มอบหมาย แต่ปรากฏว่าเวลาเกิดภัยเราดูแคทรีนา (Hurricane Katrina) ท่านประธาน ก็คงติดตามเรื่องนี้นะครับ ฟีมา (FEMA) หรือเป็นหน่วยงานที่ดูแลเข้าไปดูแล ตอนหลัง ประธานาธิบดีต้องไปดูแลเองเวลาเกิดภัยใหญ่ ๆ มีความจําเป็นต้องการการบัญชาการที่เป็น โครงสร้างเดียว เป็นศูนย์บัญชาการรวมศูนย์ แต่ที่เราแบ่งขณะนี้จะแบ่งไปตามเทศบาลบ้าง เราจะแบ่งไปตามจังหวัดให้ดูแล เวลาเกิดเหตุผมยกตัวอย่างว่าตอนที่ไฟไหม้คลังน้ํามัน ที่จังหวัดสมุทรปราการ คือจังหวัดสมุทรปราการดูแลตัวเองไม่ได้จําเป็นจะต้องใช้ระดับชาติ เข้าไปดูแลเวลาเกิดเหตุการณ์ตรงนี้ และขณะนี้อย่างดับเพลิง ดับเพลิงเป็นการเข้าไปดูแล เราจะแบ่งออกเป็นดับเพลิงให้ท้องถิ่นดูแล แต่เวลามีภัยที่ว่ามากกว่าไฟไหม้บ้าน ขออนุญาต ท่านประธานอีกสัก ๒-๓ ข้อนะครับใช้เวลาไม่มาก เราจําเป็นมากที่จะต้องใช้วิธีการรวมศูนย์ เวลาเกิดภัยขนาดใหญ่ ดังนั้นการปรับโครงสร้างต้องมีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน เมื่อปี ๒๕๓๖ มีโรงแรมทรุดตัวที่โคราช ท่านประธานคงจําได้โรงแรมรอยัล พลาซ่า วันนั้นผมเป็น กรรมาธิการสวัสดิการสังคมเราเอาเรื่องนี้มาศึกษา คนเสียชีวิตไปอยู่ใต้ซากโรงแรม ๑๓๗ ศพ ตอนนั้นก่อนที่จะเสียชีวิต ยังไม่เสียชีวิต ทางยูโนแคล (Unocal) เขามา เขาก็เอาเครื่องมือ ในการตรวจสิ่งที่อยู่ใต้ดินของเขา เขาบอกเขาตรวจเจอว่าคนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขาแค่ขอว่า มีใครเซ็นรับรองว่าเครื่องมือตรงนี้เขาประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทถ้าเกิดเสียหายจะต้อง มีคนรับผิดชอบบ้างเท่านั้นเอง ปรากฏว่าวันนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็อยู่ ทางกองทัพก็อยู่ แต่ไม่มีใครมีอํานาจที่จะเซ็นได้ แล้วก็ปล่อยให้เป็นแบบนี้ เพราะว่าอํานาจการบังคับบัญชา ไม่ชัดเจน เวลาเกิดภัยตรงนี้ต้องชัด

ประเด็นที่ ๒ แผนนะครับ คิดว่าควรจะเป็นแบบปีต่อปี คือไม่ใช่เป็นแผนยาว ไปเลย ปีหนึ่งเราจะประเมินได้ว่าที่ไหน เมื่อไร อย่างภาคเหนือดินถล่มเมื่อไร ภาคกลางน้ําท่วม เมื่อไร ภาคใต้จะมีพายุเมื่อไร มันเกิดวงรอบไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแผนจะทําให้ส่วนที่อยู่ ในพื้นที่จะได้จัดการตัวเองได้ เรื่องงบประมาณก็ควรจะต้องมี ปัจจุบันเราใช้งบประมาณ แบบใช้เหมือนวาล์ว (Valve) เพราะมี พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องการป้องกันภัยด้านนี้เวลามีเหตุ เราสามารถจะของบประมาณงบกลางได้ เราก็เลยเหมือนกับไม่จําเป็นจะต้องมีงบมาเป็น งบประจํา ซึ่งไม่ได้ เพราะว่างบเวลาเราเบิกมา คือแม้ว่าจะเบิกเท่าไรก็ได้แต่มันจะกระฉอกหมด สูญหายหมด แล้วก็ไม่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนนะครับ เราใช้งบฉุกเฉินอย่างเดียวไม่ได้นะครับ จะต้องมีงบเป็นการประจํา และผมเสนอนะครับ ซึ่งเรื่องนี้เคยเสนอไว้นานแล้วแต่ว่า ยังไม่เป็นผล ก็คือว่าท่านประธานครับ ตึกสูงเราดับไฟได้แค่ชั้นที่ ๑๑ เท่านั้นเอง เครื่องที่เรา ยกขึ้นไปที่เหนือกว่านั้นเราดับไม่ได้ ครั้นเราจะไปเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปจอดบนชั้นบน เงินตรงนี้ถ้าเราเอาภาษีอากรของประชาชนชาวไร่ชาวนาไปไม่เหมาะสม ผมมีความเห็นว่า อาคารสูงชั้นที่ ๑๒ ชั้นที่ ๑๓ ชั้นที่ ๑๔ ควรจะเก็บภาษีไม่เท่ากัน เพื่อจะได้เอาเงินส่วนนี้ ใครใช้ใครจ่ายกันสิ มาซื้ออุปกรณ์ไปป้องกันอัคคีภัย ป้องกันอุบัติภัยของเขาบนตึกเหล่านั้น เสียเอง แบบนี้จะเป็นธรรมแล้วก็จะทําได้ดีกว่านะครับ

ประเด็นต่อไปเรื่องบุคลากร ก็อยากจะนําเรียนท่านประธานว่า ขอเสนอว่า หน่วยหลักขณะนี้เราต้องเชื่อว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาจาก รพช. เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความรู้ทางด้านเรื่องการเรสคิว (Rescue) หรือการป้องกันภัยสักเท่าไรเลย ต้องอบรม กันขนานใหญ่ แล้วก็หน่วยรองอยากเสนอในที่นี้ว่าเราก็เห็นว่าทหารไปช่วยเราอยู่ตลอด อยากจะขอทหารให้เป็นหน่วยรองเลย หน่วยรอง หมายความว่า อุปกรณ์ที่มีรถสะเทินน้ํา สะเทินบก แต่ที่สําคัญอยากจะให้มีการฝึกทหารเกณฑ์ให้ฝึกเรื่องการช่วยเหลืออุบัติภัยด้วย เวลาเขากลับไปยังท้องถิ่นก็ดี อะไรก็ดี เขาจะได้เป็นหน่วยที่ไปอยู่ในท้องถิ่นคอยช่วยหน่วยงาน ของรัฐเวลาเข้าไปช่วยเหลือ บางทีเขาอาจจะได้งานในเทศบาลเป็นพนักงานดับเพลิงอะไร พวกนี้ เรื่องนี้ควรจะทําเป็นอย่างยิ่ง

แล้วสุดท้ายก็คือในส่วนของหน่วยเสริมสนับสนุน เรามี อปพร. อยู่ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน เราเองเห็นว่ามีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญูอยู่ เราก็เลย เหมือนกับว่าไม่ถือเป็นหน้าที่เห็นว่ามีอยู่แล้ว ตรงนี้เราไม่เคยอบรมเขา ผมเองเรียนท่านประธานว่า หม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ท่านไม่อยู่แล้วขณะนี้ ทําเรื่องนี้อยู่ ผมได้อนุมัติเงินจาก การประมูลเลขสวย ซึ่งมีอยู่ขณะนี้เป็นหมื่นล้านบาทแล้วจากการประมูลเลข เคยให้ไป ๒-๓ ปี ไปฝึกพนักงานเหล่านี้ อาสาสมัครเหล่านี้ ที่วิ่งกันวู้ ๆ เวลามีอุบัติเหตุ เขาเองเข้าไปช่วย บางที เขาไม่รู้ว่าไปยกคนถ้ายกไม่ดีทําให้เขาพิการได้ถ้าเราไม่ฝึก หรือเวลาเข้าไปดับไฟอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เข้าไปเกิดอันตรายต่อตัวเขาได้ ตรงนี้เราจําเป็นต้องมีงบในการอบรมแล้วก็จัดให้เขา อยู่ด้วยกัน