สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ต่อพงศ์ เสลานนท์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยให้มีงานและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ พร้อมขอความสนใจของทุกคนในการพัฒนาคนเสริมศักยภาพ เพื่อให้คนพิการที่มีอยู่ประมาณ 2,000,000 คน สามารถมีโอกาสและได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาประเทศ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ในเบื้องต้นผมต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทางด้านสังคม สภาปฏิรูป แห่งชาติ ที่ได้นําเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปด้านสังคม ซึ่งผมคิดว่ามีหลายประเด็น ที่ผมก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้อภิปรายในลําดับต่อไป แล้วก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาพูดในที่ประชุมให้เห็นถึงความเชื่อมโยงถึงประเด็น ในด้านสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับหลาย ๆ คณะกรรมาธิการหรือว่าหลาย ๆ เรื่อง ก่อนอื่นกระผม ต้องขอกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่านอกจากการเป็นที่ปรึกษาของ กสทช. ผมเองยังเป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แล้วก็เป็นรองประธานสมาคม สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นงานด้านคนพิการผมเองก็จะมีความรู้ ลึกซึ้งแล้วก็เชี่ยวชาญ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. ผมเข้าไปทํางานในเรื่องเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงของคนพิการ และผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการเข้าถึงก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมจะ ขอนําเสนอในลําดับถัดไปนะครับ

ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในปัญหาด้านสังคมของ ประเทศไทยคงมีหลาย ๆ เรื่องอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมา แต่ว่าสิ่งที่เราได้ฟังกันอย่างคุ้นหู เกี่ยวกับด้านสังคมก็คือว่าปัญหาด้านสังคมหนึ่งก็คือคนไทยมีคนที่ด้อยโอกาสจํานวนมาก คนไทยจํานวนมากที่ด้อยอยู่ภายใต้คําว่า ด้อยโอกาส พวกเราไม่เคยได้รับประโยชน์เต็มที่จาก การพัฒนาประเทศหรือการพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนกับคนทั่วไป อันนี้จึงเป็นที่มาของคําว่า ด้อยโอกาส ในคนกลุ่มนี้ผมคิดว่าในประเทศไทยอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวก็อาจจะมีอยู่ จํานวนหลายล้านคนแล้วก็อาจจะรวมถึงคนพิการด้วย ซึ่งคราวที่แล้วที่ผมอภิปรายก็บอก แล้วว่าคนพิการ ได้เคยกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกแล้วว่าเรามีคนพิการอยู่ประมาณ เกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งผมคิดว่าการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงทําให้ ประเทศเราเติบโตหรือว่าพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ผมอยากให้ท่านประธาน และท่านสมาชิกไม่ลืมกลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาทางสังคม หรือที่เรียกว่าเป็นผู้ด้อยโอกาส ปัญหาหลักคือจะทําอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้โอกาสและได้ประโยชน์จากการพัฒนาหรือจาก การปฏิรูปครั้งนี้ เช่นเดียวกับที่ทุกคนคาดหวังจะได้ประโยชน์จากการปฏิรูปครั้งนี้ ซึ่งข้อเสนอหลัก ของผมเองก็คิดว่าแนวทางในการพัฒนาคนในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาส ถ้าในอดีตเราอาจจะมองเรื่องการสงเคราะห์หรือการให้ความช่วยเหลือ แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการสงเคราะห์ต่าง ๆ นั้นไม่ได้เกิดความยั่งยืนกับกลุ่มเป้าหมายหรือว่า ผู้ด้อยโอกาส พอพ้นสภาวะที่ถูกสงเคราะห์ก็กลับไปด้อยโอกาสเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นแนวคิด ในปัจจุบันจึงใช้แนวคิดในการพัฒนาคน เสริมศักยภาพ หรือว่าเสริมพลัง หรือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) เข้าเป็นตัวหลักในการพัฒนากลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผมเรียน นะครับว่าในกลุ่มของคนพิการจํานวนเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน มีจํานวนเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่อยู่ในวัยแรงงาน แล้วเขาเองก็พร้อมที่จะเป็นคนที่สร้างงานแล้วก็สร้างผลผลิตให้กับสังคมนี้ เช่นกัน ถ้าวันนี้เขายังอยู่ในสถานะของคนที่เป็นคนพิการแล้วก็ว่างงานไม่มีงานทํา เศรษฐกิจ จะเติบโตไปอย่างไร คนเหล่านี้ก็รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๘๐๐ บาทเท่าเดิมครับ ไม่ได้รับ ผลประโยชน์อะไรจากโอกาสทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นข้อเสนอผมในประการแรก แล้วผมคิดว่าน่าจะช่วยเหลือ สังคมประเทศชาติในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพ้นระดับจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทําอย่างไรให้คนกลุ่มเหล่านี้สามารถที่จะมีงานทําออกมาพึ่งพาตัวเองได้ และมีส่วนได้รับ ประโยชน์และโอกาสจากสังคม จากประเทศชาติที่พัฒนาถัดไป ทําอย่างไรให้การเจริญเติบโต ของจีดีพี (GDP) ประเทศไทยในอีก ๔-๕ ปีข้างหน้า ผมขออีก ๒ นาทีครับ เม็ดเงินเหล่านั้น กระจายลงมาสู่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ได้โอกาสจากทรัพยากรหรือส่วนแบ่ง รายได้น้อยกว่าคนส่วนน้อยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะเรียนว่าผมขอสนับสนุนอย่างเต็มกําลังในเรื่องเกี่ยวกับ ข้อเสนอของคณะปฏิรูป ที่พูดถึงการเข้าถึงหรือแอกเซสซิบิลิตี (Accessibility) ของกลุ่มผู้สูงอายุ ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ผมเรียนว่าความเสื่อมทางการมองเห็น ทางการเคลื่อนไหว ทางความคิด หรือการได้ยินทั้งหลาย เหล่านี้เขาเรียกว่าความพิการครับ ผมอาจจะเป็นคนพิการที่สูญเสีย การมองเห็นอย่างถาวร จดทะเบียนเป็นคนพิการ แต่หลายท่านที่พอใช้ชีวิตมาจนถึงวัยหนึ่ง กฎธรรมชาติครับทําให้เกิดความเสื่อมแล้วก็เกิดความพิการ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการเข้าถึงสภาพแวดล้อม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงสิ่งที่ เป็นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายนี่นะครับ คนที่สูงอายุหรือคนพิการที่เจออยู่ทุกวันนี้เรามีต้นทุน ชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปครับ คนสูงอายุที่มีรายได้น้อยเขาใช้บริการรถไฟ รถ บขส. ไม่ได้ เขาต้อง ใช้บริการรถแท็กซี่หรือว่ารถที่ต้องจ่ายภาระเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่เขามีรายได้และยากจน เพราะว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบแต่ต้น เพราะฉะนั้นในกลุ่มคนพิการหรือกลุ่มที่ทํางานด้านนี้ เราจึงรณรงค์ในเรื่องเกี่ยวกับยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal design) ข้อเสนอหลักของผม คิดว่าไม่อยากจะไปเพิ่มกฎหมายที่ต้องเสนอเพิ่ม แต่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับที่ประเทศไทย เราควรจะเดินตามหลาย ๆ ประเทศ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรปที่เขา มีกฎหมายที่เรียกว่าเป็นแอกเซสซิบิลิตีแอกท์ (Accessibility act) หรือกฎหมายที่คอยเป็นกรอบ มองเรื่องความเข้าถึงมิติต่าง ๆ เพื่อทําให้ประชาชนมีโอกาสใกล้เคียงกันมากที่สุด ท้ายที่สุด ผมเรียนว่า ๒ เรื่องที่พูดมาผมว่ามีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องแรก เรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาส เพียงแต่ว่าเราทําอย่างไร ให้หน่วยงานมีนโยบาย แล้วก็สามารถสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อทําให้คน ที่ด้อยโอกาสสามารถที่จะเข้มแข็ง แล้วก็ได้รับประโยชน์ ได้รับโอกาสไปพร้อมกับประชาชน ทั่วไป ขอบพระคุณครับ