สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

คณิต อุทิตสาร หารือเรื่องปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและเสนอแนวทางแก้ไข โดยระบุว่าปัญหานี้ทำให้เกิดภัยธรรมชาติและอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางแก้ไข 4 ประการ ได้แก่ การป้องกันและปราบปราม การปลูกจิตสำนึกสาธารณะ การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และการปลูกป่าทดแทน

พลเอก คณิต อุทิตสาร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก คณิต อุทิตสาร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๙ ผมขออนุญาต อภิปรายเกี่ยวกับอาจารย์ปราโมทย์นะครับ ซึ่งท่านได้พูดว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีหลายชนิด บริหารจัดการแตกต่างกัน แต่ละประเด็นนั้นไม่เหมือนกันจะต้องพูดทีละเรื่องไม่คลุมเครือ อันนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ ในช่วงระยะเวลา ๒๐ เดือนที่ สปท. จะมีอายุอยู่ เห็นท่านอาจารย์ปราโมทย์พิจารณาไว้ถึง ๑๖ ประเด็น ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก และกว้างมากนะครับ ๒๐ เดือน สปท. คงจะไม่สามารถที่จะทําให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ อย่างชัดเจน เราคิดว่าทําได้ประมาณ ๔-๕ เรื่องเด่น ๆ ก็จะเป็นคุณูปการกับประเทศเป็นอย่างยิ่ง ผมมองเห็นว่าเรื่องของการตัดไม้ทําลายป่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญแล้วก็เกี่ยวข้องกับดิน น้ํา อากาศ ระบบนิเวศ และภัยธรรมชาติ จะเห็นว่าเกี่ยวข้องอยู่หลาย ๆ มิตินะครับ พายุไห่เยี่ยน ลงที่ประเทศฟิลิปปินส์ พอ ๆ กับปรมาณู ๑ ลูกลง อันนี้ก็คือระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป เกิดจาก การตัดไม้ทําลายป่านั่นเอง ภัยแล้งที่พูดถึง ขณะนี้รัฐบาลได้มีการเตรียมการเรื่องภัยแล้ง ก็เกิดจากการตัดไม้ทําลายป่า ผมมีภาพให้กับเพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้เห็นนะครับว่า ขณะนี้การตัดไม้ทําลายป่าของประเทศไทยเรานั้นรุนแรงแค่ไหน อันนี้เป็นจุดหนึ่งของพื้นที่ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นต้นน้ําป่าสัก แล้วก็มีอีกหลาย ๆ จุดทางภาคเหนือ เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง หรือจังหวัดตาก ถ้าซูม (Zoom) เข้ามาใกล้ ๆ จะเห็นว่า แม้แต่ต้นไม้ต้นเดียวก็ยังไม่เหลือ ลักษณะการตัดไม้ก็คือตัดแล้วเผา เผาเสร็จเอาน้ํายาเคมี คลุมภูเขาทั้งลูก ท่านลองนึกดูนะครับว่าน้ํายาเคมีเหล่านี้จะหายไปที่ไหน ก็ตกมายังลําน้ํา ถ้าเป็นภาคเหนือก็ปิง วัง ยม น่าน แล้วก็ไหลรวมกันลงมายังแม่น้ําเจ้าพระยา เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าประชากรคนไทยจะอุดมไปด้วยโรค แม้ว่าอาจารย์พรพันธุ์พยายามที่จะรณรงค์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าเผื่อเราไม่แก้ที่ต้นเหตุก็จะอีกนานครับ จุดนี้เป็นจุดของต้นน้ําป่าสักที่บ้านสักง่า ผมได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่ในช่วงที่ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อํานวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๔ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนี้บอกว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว รถไม่สามารถที่จะผ่านได้ ระดับน้ําเพียงคอ แต่ปีที่แล้วที่ผมไปยืนอยู่ ณ จุดนี้นะครับ สามารถที่จะขับรถผ่านไปได้ ก็เป็นสิ่งบอกเหตุว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปีนี้เก็บน้ําได้เพียง ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของความจุ ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ เลขกลม ๆ แต่ว่าอาจได้แค่ครึ่งเดียว ตอนสร้างใหม่ ๆ เต็มเขื่อนนะครับ สาเหตุปัจจัยที่มีการตัดไม้ ทําลายป่ามาก ๆ นั้นผมพอจะรวบรวมให้เป็นจุดที่จําได้ง่าย ๆ นะครับ ผมใช้คําว่า ๔ ขาด

ขาดอย่างที่ ๑ ก็คือขาดความพอเพียง แยกประชาชน แยกกลุ่มที่เป็น ตัวแสดงออกเป็น ๒ กลุ่มนะครับ กลุ่มหนึ่งคือไม่พอกิน ประชาชนก็รุก ในระดับรากหญ้าก็รุก อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกินไม่พอ รุกเช่นเดียวกัน เปลี่ยนมือ เปลี่ยนเอกสารสิทธิจากกลุ่มที่ไม่พอกิน

ขาดที่ ๒ คือขาดจิตสํานึกสาธารณะ ผมเคยสอบถามในขณะที่ลงไปในพื้นที่ สอบถามว่าเมื่อเทียบกับยาเสพติด ยาเสพติดเม็ดเล็ก ๆ ๔-๕ เม็ดซ่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือตามยานพาหนะแต่สามารถที่จะตรวจพบ แต่ภูเขาทั้งลูก ที่เป็นเขาหัวโล้นที่ผมโชว์ในภาพสไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่ ผ่านทุกคนเห็น แต่ก็เหมือนกับ ไม่เดือดร้อนทั้งที่ภัยต่าง ๆ เหล่านี้ใกล้ตัวเต็มที อันนี้ก็คือขาดจิตสํานึกสาธารณะ

ขาดที่ ๓ คือขาดการบริหารจัดการที่ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความสามารถ หรือไม่มีประสิทธิภาพที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ผมไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน่วยงานนั้น เป็นบุคคลที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เนื่องจากว่าการจัดโครงสร้างของหน่วยที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่เอื้อกับสถานการณ์ที่รุนแรง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อปี ๒๕๔๕ เรามีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ ไปดึงกรมป่าไม้มาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วมาแตกหัวเป็น ๔ ส่วน แยกเป็น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พูดง่าย ๆ ว่าโตแต่หัวแต่ว่าแขนขาลีบ ก็ไม่สามารถ ที่จะไปแก้สถานการณ์ความรุนแรง ในขณะเดียวกันผู้ที่เกี่ยวข้องก็ใช้ช่องว่างไม่ว่าจะเป็นช่องว่างทางกฎหมายหรือช่องว่างทาง นโยบายที่อ่อนแอ รัฐบาลเองก็มีนโยบายที่ไม่ชัดเจนเนื่องจากว่ากลัวจะเสียคะแนนเสียง กฎหมายต่าง ๆ ก็ไม่เอื้อ อันนี้อยู่ในเรื่องของการขาดการบริหารจัดการที่ดี ข้อมูลพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ที่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวครับ ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนที่ก็ถือคนละฉบับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็หลายหน่วยงาน ผมคิดว่าทางอาจารย์ ดอกเตอร์ขวัญชัยแล้วก็ปลัดกระทรวงมิ่งขวัญคงจะได้บรรยายในรายละเอียดตัวนี้ต่อนะครับ

ขาดที่ ๔ ก็คือขาดความจริงจังและความต่อเนื่อง ประธานไปทําพิธีเปิดปลูกป่า หลังจากปลูกป่าเสร็จป่าจะเป็นอย่างไรช่างไม่มีการติดตามประเมินผลแล้วก็งบประมาณ ที่ใช้ในการเพาะกล้าอะไรต่าง ๆ ก็สูญไป ท่านประธานอาจจะถามว่าแล้วจะทําอย่างไรโนว์ฮาว (Know-how) ของ สปท. สั้น ๆ ครับ ผมใช้ยุทธศาสตร์ ๔ ป ป ที่ ๑ ก็คือการป้องกัน และปราบปราม ขณะนี้ คสช. ได้ดําเนินการมา ๑ ปี ๙๕ เปอร์เซ็นต์สามารถที่จะหยุดยั้งได้ แต่อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ยังมีการตัดไม้ทําลายป่าอยู่ แต่การรุกหยุดแล้วนะครับ เราจะต้อง จัดการปราบปรามอย่างเด็ดขาดและจริงจังใช้กฎหมายยึดคืนมา ยึดทรัพย์ด้วย แต่ถ้าเผื่อ บอกว่ายึดเฉพาะของคืนแต่ตัวโจรปล่อย อันนี้คงจะไม่ทําแล้วก็คงจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คนร้ายขโมยของเอาของคืนแล้วปล่อยคนร้ายไปไม่ได้ ต้องจัดการกับตัวคนร้ายด้วย ยึดทรัพย์ ดําเนินคดีให้ถึงที่สุด ป ที่ ๒ คือปลูกจิตสํานึกสาธารณะ สื่อต่าง ๆ ช่วยกันรณรงค์ให้รู้ว่า ขณะนี้ภัยพิบัติมาถึงตัวแล้ว สมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของส่วนรวม ป ที่ ๓ ก็คือปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ซึ่งในเนื้อทั้งหมดนั้นก็คือที่คณะอนุกรรมาธิการกําลังจะพิจารณาซึ่งเลือกมา ทั้งสิ้น ๓-๔ ประเด็นที่จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แล้วก็ ป สุดท้ายก็คือปลูกป่าทดแทน โดยมีระบบ การติดตาม โดยมีระบบการประเมินผลที่ชัดเจน ขอบคุณมากครับ