สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ พูดถึงการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้บริโภคมีอำนาจเท่ากับผู้ประกอบการ และเสนอแนะให้มีการสร้างองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ ครับ ในฐานะของเลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. เมื่อครั้งที่ผ่านมานะครับ ประเด็นที่ค้างกันไว้ขออนุญาต พูดไว้สั้น ๆ ก็เป็นเรื่องประเด็นของข้อกฎหมาย ก่อนอื่นอยากจะให้พวกเรามีความเข้าใจ ตรงกันนิดหนึ่งกรณีของสังคมที่เป็นสุขนั้น อันแรกเลยก็คือจะต้องเป็นธรรม มีเรื่องของ ข้อกฎหมาย มีเรื่องของข้อบัญญัติต่าง ๆ หัวใจหลักที่เราคุยกันมาโดยตลอดก็คือเรื่องของ ความเหลื่อมล้ํา จะเห็นได้ว่าท่านกรรมาธิการที่ได้พูดมาทั้งหมด ๑๔ ท่าน ส่วนใหญ่ แตะประเด็นในเรื่องของความเหลื่อมล้ําทั้งสิ้น ในกรณีของการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ในเรื่องของการแข่งขันทางการค้าเป็นประเด็นสําคัญ ถ้าสมมุติว่าการแข่งขันทางการค้า สามารถที่จะดําเนินไปได้โดยสมดุล ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เหนือผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ไม่ได้ถูกเอาเปรียบจนเกินไป สังคมก็รุ่งเรืองเป็นสุขได้นะครับ ในกรณีนี้นั้น มีคนพยายามที่จะปรับเรื่องสมดุลของสังคมในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตั้งแต่ ในปี ๑๙๖๒ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองนั้นได้มองประเด็นในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างจะชัดเจน เขามองว่ากรณีของผู้ประกอบการ กรณีของข้าราชการ กรณีของนักการเมือง ทั้ง ๓ ส่วน มีแนวโน้มในการที่จะรวมกลุ่มกันได้ดีเนื่องจากว่าพลังทางเศรษฐกิจของนักธุรกิจนั้นมีอยู่สูง หากต้องการที่จะให้สังคมเกิดสมดุลจําเป็นที่จะต้องสร้างอํานาจขึ้นมาอีกอํานาจหนึ่งนะครับ ก็คืออํานาจของผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามผู้บริโภคนั้นจะมีประเด็นปัญหาก็คือไม่รวมกัน แม้ว่าจะเป็นเจ้าของเงิน แม้ว่าจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินในการที่จะไปซื้อสินค้าและบริการ ต่าง ๆ แต่ก็ไม่รวมกัน ในขณะที่นักธุรกิจนั้นมีศักยภาพในเรื่องของการรวมตัวได้ดีกว่า ซึ่งสมาชิกบางท่านได้พูดไปแล้ว เช่นนี้เองกฎหมายจําเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนนะครับ เรื่องของกฎหมายกรณีของผู้ประกอบการ จําเป็นที่จะต้องช่วยกันดึงให้ผู้ประกอบการนั้น ไม่เอาเปรียบจนเกินไป ในขณะที่ผู้บริโภคนั้น กฎหมายนั้นจะต้องช่วยกันดันเพื่อที่จะทําให้ ผู้บริโภคนั้นมีความได้เปรียบมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการดันผู้บริโภคนั้น ก็ได้แก่เรื่อง ขององค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องนี้คุยกันมา ๑๘ ปี ในกรณีของประเทศไทย ยังไม่มีโอกาสที่จะได้เกิดเลยนะครับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เรื่องของการที่จะดึงผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้ได้เปรียบจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ กฎหมายการป้องกันการผูกขาด เรื่องการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เรื่องของการป้องกัน การมีอํานาจเหนือตลาด การชดเชยค่าเสียหาย ชดเชยสินค้าบกพร่อง ซึ่งท่านผู้มีเกียรติ ได้พูดกันไปแล้วนะครับ ก็คือท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ท่านได้พูดถึงเรื่องของความปลอดภัย ในสินค้าและบริการ ผมก็จะขออนุญาตพูดถึงเรื่องของข้อกฎหมาย ที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้นําเสนอมีทั้งหมด ๘ ฉบับ ไม่น่าเชื่อนะครับ เรามี พ.ร.บ. ที่ได้นําเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ. ไปถึง ๘ ฉบับ บางฉบับนั้นเป็นเรื่องของ ครอส คัตติง คอมมิตตี (Cross cutting committee) การทํางานร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ ๒ คณะขึ้นไป ยกตัวอย่างในข้อเสนอของการปฏิรูป เช่น เรื่องของการปฏิรูประบบ ชดเชยความเสียหาย เรื่องของการปฏิรูประบบและกลไกการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อที่จะทําให้คณะกรรมการในฐานะของผู้ที่อยู่ในหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐ ถ้าเราดูนั้นเราจะเห็นได้ว่าผู้มีเกียรติคือสมาชิกทั้งหมดได้พูดในเรื่องขององค์กรเอกชน อย่างเช่น ท่านอํานวย ท่านกษิต ท่านอาจารย์ดอกเตอร์อิศรา ท่านนิกร ท่านพูดถึงเรื่องขององค์กรอิสระ อยู่ส่วนหนึ่งเรื่องของการที่จะให้เอกชนเข้ามาดูแลเรื่องของการที่จะให้หน่วยงานทางวัฒนธรรม ในพื้นที่ดูแล เรื่องของการให้เอกชนได้เป็นผู้ทํางาน แล้วก็เรื่องของการให้เอกชนดูแลในเรื่อง ของการดูแลพื้นที่ต่าง ๆ นั้น เรื่องหนึ่งเราคงจะได้เห็นร่วมกันก็คือการให้ภาคประชาสังคม เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของเขาเรื่องนี้ก็คือเรื่องขององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคในกรณี ของผู้บริโภค ผมก็จะขอกล่าวถึง พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เสนอ อย่างเช่นเรื่องของการปฏิรูประบบข้อมูลและความปลอดภัยของผู้บริโภค ได้เสนอเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ต่อผู้บริโภค อันนี้ได้เสนอไปแล้วนะครับ ในกรณีของเรื่องนี้นั้นประเด็นสําคัญก็คือ ผู้ประกอบการก่อนที่จะนําเสนอสินค้าและบริการเข้ามาสู่ตลาดจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ที่มีความปลอดภัยเท่านั้น แล้วก็จะต้องดูแลความปลอดภัยหลังการวางตลาดและหลังการขาย เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องกํากับดูแลความปลอดภัย การกําหนดมาตรการหลังการวางตลาด และการจัดให้มีระบบแจ้งเตือนภัยและรวมถึงเรื่องของการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ ๒ พ.ร.บ. นะครับ ยังมีเรื่องของการปฏิรูประบบชดเชยความเสียหาย กรณีนี้ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ๒ พ.ร.บ. ก็คือร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดชอบ ต่อความชํารุดบกพร่องของสินค้าในต่างประเทศ เขาเรียกว่าเลมอนลอว์ (Lemon law) กฎหมายมะนาว กรณีนี้แทนที่ทั้งผู้ประกอบการก็คือผู้จําหน่ายแล้วก็ทางผู้บริโภคจะต้อง ไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันทั้ง ๒ ฝ่าย จะมีข้อกฎหมายในการที่จะเจรจาต่อรองกันว่าจะคืนสินค้า จะเปลี่ยนสินค้าใหม่ หรือจะอย่างไร ในกรณีอย่างนี้ก็ได้มีเรื่องของแนวทางการทําพระราชบัญญัติ ออกมา เรื่องของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุขอันนี้ ก็เป็นครอส คัตติง คอมมิตตี (Cross cutting committee) ร่วมกับทางคณะกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสาธารณสุข ในกรณีของปฏิรูปกลไกและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภาครัฐ ก็ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของ ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นการทํางานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องของร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพก็ร่วมกับทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมก็ร่วมกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส แล้วก็อันสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ หรือว่าเรียลเซกเตอร์ (Real sector) นั้นนําไปทํา แต่ว่าเป็นการทํางาน ร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติ การแข่งขันทางการค้า ตรงนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง เรื่องของการแข่งขันทางการค้ากรณี ของการทําพระราชบัญญัติมักจะล้มเหลว เนื่องมาจากผู้ประกอบการมีความเข้าใจว่า กรณีของผู้บริโภค การให้สิทธิผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องของการลิดรอนสิทธิของตนเอง จริง ๆ ไม่ใช่ การที่ให้แต้มต่อแก่ผู้บริโภคนั้นคือการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ อันนี้เป็นประเด็นหลักในเรื่องของการแข่งขันทางการค้า หากว่าเราต้องการให้ผู้ประกอบการ ของเราสามารถที่จะแข่งขันได้ในตลาด ไม่ใช่เฉพาะตลาดในประเทศไทยนะครับ ตลาดโลก จําเป็นที่จะต้องสร้างอํานาจต่อรองหรือว่าสร้างแต้มต่อให้กับผู้บริโภค เพื่อที่จะได้ เป็นแรงกระตุ้นและแรงกดดันให้ผู้ประกอบการนั้นพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของตนเอง ก็ขออนุญาตกล่าวถึงประเด็นของคุ้มครองผู้บริโภคเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ