สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๗ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

นับเป็นโอกาสดีเพราะท่านทั้งหลายจะได้รับทราบและเข้าใจร่วมกันถึงผลการ ปฏิบัติงานของ สปท. ในระยะเวลา ๖ เดือนที่ผ่านมาว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทําอะไรไปแล้วบ้าง และจะทําอะไรต่อไปภายในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ตลอดเวลาการปฏิบัติ หน้าที่ของ สปท. ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการปฏิบัติภารกิจการปฏิรูปภายในกรอบวาระปฏิรูป ๓๗ วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านต่าง ๆ ได้ดําเนินการจัดทําแนวทางแผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูปเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศสู่การปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งผลงานเป็นที่พอใจเป็นอย่างมาก มีการเสนอรายงานการปฏิรูปผ่านความเห็นชอบของสภา สปท. ส่งคณะรัฐมนตรีแล้ว หลายเรื่องเอกสารได้แจกให้แก่สมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ รวมทั้งเป็นหนังสือสรุปผลงาน รอบ ๖ เดือนที่ผ่านมาด้วย นอกจากภารกิจหลักดังกล่าวแล้ว สปท. ยังได้ปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ที่เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้งานทุกด้านของการปฏิรูปดําเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ในรูปแบบประสานงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานงานกับส่วนราชการ ต่าง ๆ โดยผ่านกลไกการประสานงานได้แก่ คณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย คณะกรรมการ ประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งยังมีการประสานงานกันภายในคณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการดําเนินการปฏิรูปจะไปในทิศทางเดียวกันและทําให้วาระการ ปฏิรูปมีความสอดคล้องตรงกัน อย่างไรก็ตามระหว่างการดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูป พบว่ายังมีปัญหาสําคัญที่ยังไม่มีการศึกษาให้ข้อเสนอแนะในเรื่องนั้น ๆ หรือเป็นกรณีที่มีงาน ที่คาบเกี่ยวซ้ําซ้อนกันจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างการทํางานให้ สมบูรณ์มากขึ้นอันเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของสภา สปท.

สําหรับการประชุมในวันนี้ผมต้องการให้ประธานกรรมาธิการทุกคณะ ชี้ปัญหาอุปสรรคการทํางานที่ผ่านมา เพื่อให้พวกเราได้รับรู้และเข้าใจตรงกันถึงสาเหตุของ ปัญหาที่เกิดขึ้น และที่สําคัญกว่านั้นขอให้สมาชิกทุกท่านช่วยกันเสนอแนะวิธีแก้ไขปัญหา ดังกล่าว เพื่อกําหนดแนวทางในการทํางานของ สปท. ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งมีไม่มากนัก ต่อไป

สุดท้ายนี้ผมขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ข้าราชการ และบุคลากรของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านที่ได้ตระหนักถึงความสําคัญของการปฏิรูปประเทศช่วยกันปฏิบัติภาระหน้าที่ อย่างเต็มกําลังความสามารถจนเกิดผลดีต่อการทํางานของ สปท. ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ทํางานร่วมกับท่าน บัดนี้ได้เวลาสมควรแล้วผมขอนําเข้าสู่การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสู่เป้าหมายการปฏิรูปภายใต้ภารกิจของ สปท. ต่อไป ขอบคุณครับ

ต่อไปเป็นการเสนอผลงาน ปัญหา และวิธีแก้ไขของคณะกรรมาธิการเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศภายใต้ภารกิจของ สปท. ตามลําดับดังนี้นะครับ

๑. ผลงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในรอบ ๖ เดือน โดยรองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง นําเสนอ ๕ นาที

๒. ผลงานของคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยรองประธาน สปท. คนที่หนึ่ง ๘ นาที

๓. ผลงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ โดยเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๕ นาที

๔. การดําเนินงาน ปัญหา และวิธีแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ๑๒ ด้าน โดยประธานกรรมาธิการแต่ละด้าน นําเสนอด้านละ ๕ นาที

เมื่อทุกท่านนําเสนอผลการดําเนินงานครบทุกคณะแล้ว ผมจะได้เชิญสมาชิก อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวท่านละ ๕ นาที เพื่อนําไปสู่เป้าหมาย การปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การประชุมในช่วงเช้าเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิบัติงานภายในของสภา สปท. ผมจึงขอให้งดการถ่ายทอดการประชุม ดังกล่าวนะครับ

(ผู้ที่อยู่ในที่ประชุมและผู้เข้าฟังการประชุม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประชุม ได้ออกไปจากที่ประชุม)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้าน รวมทั้งท่านเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขึ้นนั่งด้านบนด้วยครับ ขอเรียนเชิญครับ

(คณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้านเข้าประจําที่)

สําหรับเวลาที่ให้ท่านละ ๕ นาที เว้นแต่ท่านอลงกรณ์ ๘ นาทีนั้น ก็ขอความกรุณาให้เป็นไป ตามนั้นนะครับ เพราะว่าจะได้มีเวลาให้สมาชิก สปท. ได้อภิปรายกันได้ทั่วถึงนะครับ บางท่านรู้สึกว่าทําไมบอกเร็วมาก เพราะว่าเราเพิ่งประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปเมื่อวันพฤหัสบดีนี้เอง แล้วเราก็อยากจะได้ข้อเสนอแนะ ที่มีคุณค่า แล้วหวังว่าท่านซึ่งประกอบด้วยสมาชิก สปท. ที่มีสติปัญญาสูงส่งก็สามารถจะ แนะนําวิธีการแก้ไขปัญหาให้เราได้ซึ่งมีอยู่ในใจท่านตลอดเวลาอยู่แล้ว สําหรับเวลาที่สั้น ๆ นะครับ ผมเชื่อว่าท่านทุกคนย่อมแยกแยะออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือกระพี้ อะไรคือหลัก อะไรคือรอง อะไรสําคัญ อะไรคือไม่สําคัญ ผมเชื่อมั่นในสติปัญญาที่แหลมคมของทุกท่าน ลําดับแรกขอเรียนเชิญรองประธาน สปท. คนที่สอง นําเสนอผลงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศในรอบ ๖ เดือน ขอเรียนเชิญท่านวลัยรัตน์

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

กราบขอบพระคุณคะท่านประธานค่ะ ดิฉันมีเวลา ๕ นาทีกับหนังสือหนา ประมาณ ๑ เซนติเมตรนะคะ ก็ขอเรียนย่อ ๆ ว่าการทํางานของสภาเราเป็นไปตามโรดแมป (Road map) ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ ถ้าท่านจํากันได้นะคะ ระยะที่ ๑ เราก็มีการสร้างกลไกคือ ร่างข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตั้งกรรมาธิการสามัญ ๑๑ ชุด วิสามัญ ๒ ชุด กรรมการ ๑ ชุดนะคะ และระยะอีก ๔ เดือนที่อยู่ในช่วง ๑๘ เดือน ๔ เดือนนี่ เรานับเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม ๔ เดือน รวมเป็น ๖ เดือน ทั้ง ๖ เดือนนี่มีเรื่องที่สภาและท่านประธานได้พิจารณาเสร็จไปแล้วทั้งหมด ๔๒ เรื่องนะคะ อยู่ในหน้าเอกสารในมือท่านตั้งแต่หน้า ๑๗ ถึงหน้า ๓๔ ในจํานวน ๔๒ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ท่านประธานสานต่องานของ สปช. และนําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ๑๔ เรื่อง และเป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติของสภา ๒๘ เรื่องค่ะ นั่นคือผลงาน ๖ เดือน ถ้านับ ผลงานจนถึงปัจจุบันนี้นะคะ จากเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ดิฉันมีเรื่องจะเรียนให้ทราบว่ารายงานจากจํานวนที่สภาพิจารณาไปแล้ว ๒๘ เรื่อง พอถึงเดือนพฤษภาคมนี้นะคะ ในช่องแรกเราจะพิจารณาได้ ๔๗ เรื่องแล้ว ในช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม สปีด (Speed) การทํางานของสภาเร็วขึ้นมากนะคะ คือเพิ่มขึ้นถึง ๑๙ เรื่อง แล้วในจํานวน ๔๗ เรื่องนี้ได้ส่งคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ๓๖ เรื่อง ยังเหลือที่คณะกรรมาธิการ กําลังพิจารณาปรับปรุงอีก ๑๑ เรื่อง รวมทั้งหมดจากจํานวน ๔๘ เรื่องที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ๔๘ เรื่อง ในหน้า ๑๗ ถึงหน้า ๓๔ บัดนี้เรามีผลงานแล้วทั้งหมด ๖๒ เรื่อง เป็นเรื่องที่ส่ง คณะรัฐมนตรีแล้ว ๕๑ เรื่องนะคะ แล้วก็กระบวนการที่การนําส่งคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา มันมีกระบวนการที่นานพอสมควร จะเห็นว่าในแผ่นที่ ๒ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นที่ ๒ เมื่อรายงานออกจากสภา สปท. แล้วนะคะจะต้องผ่านท่านนายกรัฐมนตรี แล้วท่าน นายกรัฐมนตรีจะส่งไปที่คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการ ประสานงานรวม ๓ ฝ่ายนี้ได้พิจารณาเรื่องทําทันกับเรื่องที่ สปท. ส่งไปแล้วค่ะ ไม่ค่อย มีความล่าช้าอยู่ที่จุดนั้น เมื่อคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายเสนอพิจารณาเสร็จ ก็เสนอกลับมาที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะไปส่งให้สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินทั้ง ๖ คณะที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน เพื่อพิจารณา จากนั้นก็จะส่งเสนอเข้า ครม. ถ้าไม่เห็นชอบ ลูป (Loop) มันจะกลับมา ที่คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายใหม่ แต่ถ้าเห็นชอบด้วยมันก็จะแยกเป็น ๒ เรื่อง ถ้าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย นี่ก็ต้องไปผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ไป สนช. เป็นลําดับสุดท้าย ซึ่งจะใช้ระยะเวลานานอย่างที่ท่านประธานเคยพูดไว้ว่าหลายเดือน มากนะคะ อันนั้นงานเราจะไปติดขัดอยู่ที่ ๒ จุด ก็คือจุดที่จะไป สนช. แล้วอีกจุดหนึ่งก็อยู่ ตรงท่านรองนายกรัฐมนตรี ๖ คณะ ขณะนี้ก็อยู่หลายสิบเรื่องอยู่เหมือนกันนะคะ แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับมีร่าง พ.ร.บ. หรือกฎหมายอะไร แต่เป็นเรื่องข้อเสนอ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน อันนั้นก็จะตรงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เลยนะคะเพื่อขับเคลื่อน นี่ก็เป็นโฟลว์ (Flow) ง่าย ๆ ที่ให้ดูว่าเรื่องเมื่อออกจากสภา สปท. แล้วไปไหนบ้าง โดยสรุปสถานะปัจจุบัน เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นที่ ๓ นะคะ ก็จะเป็นเรื่องที่คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ๒๔ เรื่อง ก็แยกเป็นเรื่องที่มีมติเห็นชอบอยู่ระหว่างการนํากราบเรียนเสนอท่านนายกรัฐมนตรี ๑๖ เรื่อง บรรจุวาระ ๖ เรื่อง รอบรรจุวาระ ๑๐ เรื่อง อันนั้นเป็นเรื่องที่ขณะนี้อยู่ในมือของ ๓ ฝ่าย แต่เรื่องที่คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายพิจารณาเสร็จแล้วมีทั้งหมด ๑๓ เรื่องที่คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายส่งกลับไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วนะคะ รวมทั้งหมดขณะนี้คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายพิจารณาไปแล้วทั้งหมด ๓๗ เรื่อง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วกําลังส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๙ เรื่อง รอความเห็นชอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรี ๕ เรื่องทั้งหมดก็เป็นจํานวนตรงกับเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นหน้านะคะ คือทั้งหมดจํานวน ๕๑ เรื่อง ผลงานของ สปท. ก็ดําเนินงาน แต่ว่า แผนทั้งหมดเรามีประมาณ ๑๐๐ กว่าเรื่องนะคะ เพราะฉะนั้นเรายังมีงานที่จะต้องทําภายใน ระยะเวลาที่เหลืออยู่อีกประมาณ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ คงจะต้องเร่งเสนอ เดือนหนึ่งที่เราเคยพิจารณากันประมาณ ๒๐ เรื่อง วันละ ๔ เรื่อง ต่อไปเราจะต้องพิจารณากันถึงวันละ ๓๐-๔๐ เรื่อง ก็ขอความกรุณาว่าคงจะต้อง เร่งการพิจารณาให้มากขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านรองประธาน สปท. คนที่หนึ่ง เรื่อง ผลงานของ คณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงานและคณะกรรมการ บริหารเครือข่ายร่วม ขอเรียนเชิญ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก ๖ เดือนที่ผ่านมานั้นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้มีการจัดตั้งกลไกการทํางาน ตลอดจนการบูรณาการการทํางาน ในโครงสร้างใหม่ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ําสายอื่น ๆ นะครับ โดยที่ท่านประธานสภา ได้กรุณาแต่งตั้งมอบหมายให้ผมเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตามข้อ ๑๕ ของข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของสภา ของเรานะครับ โดยที่ในส่วนของคณะกรรมการประสานงานตรงนั้นจะมีหน้าที่ในเรื่องของ การประสานกับคณะรัฐมนตรี คสช. สนช. กรธ. แล้วก็ทุกภาคีภาคส่วน ทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชน ที่ผ่านมานั้นก็ได้มีการประสานงานเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนจากมติของ สปท. ที่เป็นรายงานแผนปฏิรูป แล้วก็ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้ประสานการทํางานร่วมในรูปแบบ ของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายที่เรียกว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ เพราะฉะนั้น ในส่วนของคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีหน้าที่ในการเป็นเสมือนฟันเฟืองสําคัญในการประสาน กับองค์กรอื่น ๆ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาก็ได้มีการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนั้นจํานวน ๑๖ ครั้ง แล้วก็มีการประชุมทําความเข้าใจกับภาคีอื่น ๆ ทั้งส่วนราชการ และภาคประชาชนอีก ๒๕ ครั้ง โดยที่ในทุกวันอังคารก่อนที่จะมีการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายในเช้าวันพุธ คณะกรรมการประสานงานของ สปท. ก็จะมีการประชุมเพื่อพิจารณา ระเบียบวาระที่จะเข้าสู่การพิจารณาของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งมีการประชุมที่ทําเนียบรัฐบาล เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ของทุกวันพุธนะครับ โดยที่ได้เชิญประธานกรรมาธิการหรือตัวแทน กรรมาธิการเพื่อมาซักซ้อมความเข้าใจสําหรับแผนปฏิรูปที่อยู่ในวาระการประชุม ของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย อันนี้ก็เป็นการทํางานในส่วนของคณะกรรมการประสานงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ

ในส่วนของโครงสร้างที่ ๒ อันนี้ประชุมวันอังคารนะครับ ในช่วงหลังจากเรา เสร็จการประชุม สปท. เราก็จะประชุมกรรมการประสานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในส่วนของประสานงานความร่วมมือแบบบูรณาการกับแม่น้ําสายอื่น ก็มีรูปแบบที่เรียกว่า คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายครับ ที่เราเรียกว่า วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรี สนช. และ สปท. โดยที่ได้มีการประชุมไปทั้งสิ้น ๑๗ ครั้งด้วยกันนะครับ ได้พิจารณาผ่านความเห็นชอบ ขณะนี้จากการที่มีการประชุมกันทุกสัปดาห์ องค์ประชุมของ กรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายนั้น ก็จะมีหน่วยงานกลางหลักของรัฐบาล เช่น สํานักงาน กฤษฎีกา สํานักงบประมาณ สภาพัฒน์ ก.พ. ก.พ.ร. และหน่วยงานอื่น การดําเนินการ ของกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย หรือ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายนั้นจะถือเป็นฟันเฟืองกลาง ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ประกอบไปด้วยตัวแทนฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี ตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สนช. และตัวแทนฝ่ายปฏิรูป ก็คือ สภาปฏิรูป ของเรา ในช่วงแรกก็มีปัญหาบ้างในเรื่องการทําความเข้าใจ ในแผนปฏิรูปนะครับ เพราะว่าทุกครั้ง ก็จะเชิญกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับแผนปฏิรูปนั้น ๆ มาชี้แจงแสดงความเห็นด้วย แต่ว่า หลังจากที่ได้ปรับความเข้าใจแล้ว แล้วก็ปรับการทํางานตามนโยบายของท่านประธานที่ต้อง ให้เกิดความรวดเร็วรอบคอบในการผลักดันแผนการปฏิรูปภายใต้ ๓๗ วาระ ก็ปรากฏผล เป็นที่น่าพอใจนะครับ ขณะนี้โดยเฉลี่ยแล้วสัปดาห์หนึ่ง วิป (Whip) ๓ ฝ่ายจะพิจารณา แผนปฏิรูปไม่ต่ํากว่า ๓ แผนครับ ขณะเดียวกันประธานกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่าย คือ ท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ ตันยุวรรธะ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านก็เป็น ประธานวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ เป็นประธานวิป (Whip) ระหว่าง ครม. กับ สนช. ด้วย และท่านก็เป็นอีกฟันเฟืองหนึ่งในการสนับสนุนการปฏิรูปด้วยการพบปะกับรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ขึ้นมา ๖ คณะ ๖ กลุ่มภารกิจของรัฐบาล ท่านนายกฯ เป็นประธานทุกคณะ แล้วก็มี รองนายกรัฐมนตรี แต่ละกลุ่มภารกิจเป็นรองประธานเป็นคนขับเคลื่อน กรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย จะไปทําความเข้าใจกับท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เพราะภายใต้มติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ ๑๙ มกราคมเป็นต้นมานั้น เป็นกระบวนการของการเดินเรื่องแผนปฏิรูปจาก สปท. ไป ท่านนายกรัฐมนตรีให้ ๓ ฝ่ายพิจารณาเห็นชอบแล้ว สรุปความเห็นท่านนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็สั่งการไปยังคณะกรรมการ ๖ คณะดังกล่าวนะครับ ถ้าเป็นร่างกฎหมายก็ไปยัง สนช. เป็นต้น เพราะฉะนั้น ขณะนี้การให้ความเห็นชอบสอดคล้องกับการทํางานของ สปท. มาก เรียกว่าแทบจะไม่มีติดค้างเลยนะครับ แทบจะไม่มีวาระติดค้าง และการกําหนดวาระประชุม ตอนนี้ วิป (Whip) ๓ ฝ่าย กําหนดล่วงหน้า ๓ สัปดาห์ครับ ก็ถือว่าเป็นการทํางานที่มีแผน มีแบบแผน แต่ทุกอย่างยืดหยุ่นได้นะครับ ก็เป็นความคืบหน้าในส่วนของ ๓ ฝ่ายนะครับ แล้วก็เมื่อ ๓ ฝ่ายประชุมอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ความเห็นเหล่านั้นจะส่งไปที่ท่าน นายกรัฐมนตรีครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเห็นในการประชุมในวันอังคาร ซึ่ง ๓ ฝ่ายจะเข้าไปรายงานนะครับ ในคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเห็น มายังการประชุมเช้าวันพุธเพื่อให้ดําเนินการนะครับ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับ ๓ ฝ่าย ส่วน ๒ ฝ่ายนั้นก็เป็นการเกิดขึ้นของกลไกการทํางานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับสภาปฏิรูปของเรานะครับ ก็คือทาง สนช. และ สปท. นะครับ โดยที่ผ่านมาก็ได้มี การประชุมในส่วนนี้ไป ๑๐ ครั้งแล้วนะครับ และมีการตั้งอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ๓ อนุกรรมการด้วยกัน ๑. เป็นอนุกรรมการเกี่ยวกับการปรับปรุงการประชาสัมพันธ์นะครับ ๒. เป็นอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับกิจการตํารวจ ๓. เป็นอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปด้านเกษตรครับ เพราะมีกฎหมายอย่างน้อย ๑๐ ฉบับที่เกี่ยวข้อง เราได้ประเมิน จากวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ที่ได้รายงานว่ามีกฎหมายจําเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ ๑๒๖ ฉบับ เป็นภาระหน้าที่มากเหลือเกิน จึงได้มีการจัดตั้งกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติ แห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคําสั่งของท่านประธานรัฐสภานะครับ ก็ได้มีการประชุมไป และในโครงสร้างตรงนั้นประธานกรรมาธิการของ สนช. และของ สปท. ทุกคณะเป็นกรรมการอยู่ด้วยนะครับ ก็ได้มีการทํางานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนในฐานรากของประเทศ ก็คือการจัดตั้ง คณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ซึ่งท่านประธาน ก็แต่งตั้งให้ผมเป็นประธาน อันนี้จะแบ่งงานระหว่างการประสานกับทางภาครัฐเป็นกรรมการ ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ถ้าเป็นการประสานภาคีภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะภาคประชาชนก็จะเป็นชุดนี้ ก็ได้มีการประสานความร่วมมือไปแล้วจนท่านประธาน ได้ลงนามเอ็มโอยู (MOU) ทั้งสิ้น ๒๐ องค์กรระดับชาติเมื่อวันที่ ๗ เมษายน แล้วก็วันที่ ๗ มิถุนายนนี้จะมีการลงนามเอ็มโอยู (MOU) อีกประมาณไม่ต่ํากว่า ๓๐ องค์กร เพื่อเป็น องค์กรร่วมเครือข่าย แล้วก็จะมีการเริ่มต้นการจัดหลักสูตรสร้างผู้นําการปฏิรูปครั้งแรกกับ องค์กรเครือข่ายเราคือสภาพัฒนาการเมือง ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ มิถุนายนนี้จะเป็นผู้นํา การปฏิรูปรุ่นแรก จากนั้นก็จะมีองค์กรอื่น เช่น สหกรณ์ทั่วประเทศ สมาคมกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. ทั้งหลาย สภาแรงงาน โดยที่ส่วนใหญ่ใช้งบประมาณของเขา เราไม่มีงบประมาณ เท่าไร เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยกิจกรรมของเขา แล้วเราก็จัดหลักสูตรเข้าไปในการสร้างผู้นํา ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานความคืบหน้าเพื่อเรียนให้ทราบ แล้วภายในวันนี้เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา เราจะเปิดตัวโครงการเสียงปฏิรูปประเทศครับ เป็นเว็บไซต์ (Web site) ที่เรียกว่ารีฟอร์ม วอยซ์ (Reform Voice) เมื่อเช้านี้ก็ไปโปรโมต (Promote) ที่ทําเนียบรัฐบาล ก็คือไปรายงาน ส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับเสื้อ ซึ่งจะให้กับสมาชิกทุกคนนะครับ ถือว่าเป็นการ ช่วยกันโปรโมต (Promote) รวมทั้งท่านประธาน ท่านรองประธาน คนที่สอง ด้วย อันนั้น ก็จะเป็นการโปรโมต (Promote) แต่อันนี้เป็นเว็บไซต์ (Web site) ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ที่ทั่วโลกจะรู้จักและเข้าใจการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราครับ ก็กราบเรียน โดยสังเขปครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นเรื่องของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นะครับ ขอเรียนเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน เลขานุการ

นายคํานูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ เพื่อให้ต่อเนื่องกับที่ ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ได้กล่าวรายงาน ท่านกล่าวถึงคีย์ (Key) ของการปฏิรูปประเทศ ก็จะมีคณะกรรมาธิการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ที่ประชุมกันทุกเช้าวันพุธที่ทําเนียบรัฐบาล ท่านกล่าวถึงคณะกรรมการประสานงานของ ๒ สภาหรือ ๒ ฝ่าย ที่ประชุมกันทุกบ่ายสามโมงครึ่ง ทุกวันพุธตอนบ่ายนะครับ สิ่งที่กระผมจะได้รายงานต่อไปนี้ก็เป็นคณะกรรมการประสานงาน ๑ ฝ่าย ก็คือของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ประชุมกันทุกวันพฤหัสบดี เวลา เก้าโมงครึ่ง หน้าที่สําคัญ ๆ นะครับ ท่านสมาชิกก็คงจะทราบดีว่าการทํางานในรูปแบบของสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาของทุกสภาถือว่ามีความสําคัญสูงสุด เป็นเสมือน ที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เคยกล่าวไว้ว่า เป็นเสมือนศูนย์บัญชาการ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะว่าองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาจะประกอบด้วย ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทุกท่าน แล้วก็ สมาชิกที่ไม่ได้เป็นประธานอีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นไปตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗๗ นะครับ แต่ว่าเนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติ ข้อบังคับของเรา จึงมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไปก็คือ ประธานคณะกรรมาธิการประจําทั้ง ๑๑ คณะ และคณะกรรมาธิการวิสามัญประจําอีก ๑ คณะ จะมาจากการแต่งตั้งของท่านประธานสภา โดยตรง รวมทั้งกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ไม่ได้เป็น ประธานก็จะมาจากการแต่งตั้งของท่านประธานโดยตรงนะครับ ผลงานส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตาม ข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗๗ กระผมจะไม่อ่านตาม เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เพราะว่าทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว ผลงานสําคัญก็คือได้มีการประชุมไปจํานวน ๒๓ ครั้ง แล้วก็ได้พิจารณากลั่นกรอง เสนอแนะ และเห็นชอบ ให้บรรจุรายงานการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ จํานวน ทั้งสิ้น ๔๘ เรื่อง นอกจากนั้นก็ยังมีการตั้งอนุกรรมาธิการตรวจสอบรายงานการประชุมสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนที่จะนําเข้ามาผ่านการรับรองในที่ประชุมแห่งนี้ ซึ่งก็เป็น ปกติของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของทุกชุดนะครับ นอกจากนั้นก็มีการตั้งคณะทํางานเพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ จํานวน ๒ คณะ ก็คือคณะทํางาน พิจารณาร่างระเบียบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่าด้วยการพิจารณาหรือดําเนินการ เรื่องซ้ําซ้อน และคณะกรรมการหลายคณะ แล้วก็หลักเกณฑ์และวิธีการร้องขอและการโฆษณา ชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากการกล่าวถ้อยคําในที่ประชุมสภาอันอาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับ ความเสียหาย นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งก็จะมีการพิจารณาเสนอความเห็นต่อประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ดังนี้ ก็มีคณะกรรมการ ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ ๑๕ มีคณะกรรมการปฏิรูปด้านผังเมืองและการใช้พื้นที่ มีคณะกรรมการบูรณาการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติ อันนี้ก็เป็นผลงานโดยสังเขป ศูนย์บัญชาการนี้ก็อาจจะ ทํางานได้สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิก หรือในบางกรณีก็อาจจะถูกตั้งคําถาม เราเองก็ได้พยายามที่จะมีการประชุมเพื่อกลั่นกรองเรื่องที่จะนําเข้ามาสู่ที่ประชุมแห่งนี้ อย่างจริงจังทุกวันพฤหัสบดี บางทีก็ใช้เวลาประชุมถึงบ่าย ๒ โมงก็มีนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านสมาชิกท่านใด มีข้อเสนอแนะกับการทํางานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ได้โปรดเสนอแนะได้อย่างเต็มที่ครับ พวกเราก็จะได้พิจารณา รับฟังเพื่อปรับปรุงการทํางานในระยะเวลาที่เหลืออยู่ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ แล้วก็ก่อนการประชุมทุกวันพฤหัสบดี ทุกวันพุธผมก็จะประชุมฝ่ายเลขานุการ เพื่อเตรียมการสําหรับการประชุมวันพฤหัสบดีนะครับ เพราะฉะนั้นที่มาประชุมที่นี่ บางครั้ง ผมได้ยินรายงานเป็นครั้งที่ ๒ ในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะได้ยินรายงานมาก่อนหน้านี้แล้ว

ต่อไปขอเรียนเชิญการดําเนินงานปัญหาและวิธีแก้ไขของด้านการเมืองนะครับ ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนะครับ ต้องใช้เวลาที่จํากัดแล้วก็อธิบายสิ่งที่อยากบอกกับ สภากับสมาชิกนี้ คงจะไม่สอดคล้องกัน แต่ก็จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด โดยแนวทาง ของด้านการเมืองได้แบ่งแนวทางปฏิรูปไว้ ๖ ข้อ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม ได้นักการเมืองที่ดี การปฏิรูปพรรคการเมือง การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง แล้วก็การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้าง ความปรองดอง ซึ่งใน ๖ เรื่องดังกล่าวนี้ส่งไป ๒ เรื่องแล้วครับ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่สุจริตเที่ยงธรรม แล้วก็ในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมการเมือง ข้ออื่น ๆ เดี๋ยวกําลังจะ รายงานให้สภาได้ทราบในระยะเวลาที่ไม่นาน ส่วนรายละเอียดเวลาคงไม่สามารถที่จะให้ รายละเอียดทั้งหมดได้ เดี๋ยวในช่วงของสมาชิกอภิปราย ก็เลยฝากไว้ที่ท่านนรรัตน์แล้ว ก็จะได้เพิ่มเติมเพื่อให้ชัดเจนแล้วก็สมบูรณ์ขึ้น ก็พยายามสรุปในส่วนนั้นด้วย แต่สิ่งหนึ่ง นะครับท่านประธาน สิ่งที่เรากําลังหารืออยู่นี้ ผมว่าต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ไม่ถ่ายทอด เพราะว่าถ้าถ่ายทอดไปเรียนตามตรงว่าอายเขาตายเลยนะครับ ถ้าถ่ายทอด ไปนี้ สิ่งที่เรากําลังจะประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนี้นะครับ พอเรากําหนด ๕ นาที มันจะไปเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร เราต้องมาช่วยกันคิดครับ ว่าระยะเวลาที่มีอยู่นี้ เราจะเพิ่มการทํางานให้สภาได้อย่างไร แต่ด้วยจํากัดนะครับ พอเราแบ่งเวลาที่จะต้องเสร็จก่อนเที่ยงผมก็เข้าใจว่ามันก็จะทําให้เรา เฉลี่ยเวลาไปไม่พอกับการที่จะให้ข้อมูล แต่อย่างไรก็ตามนะครับการเพิ่มประสิทธิภาพ การทํางานผมว่าท่านรองฯ อลงกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็พยายามให้ข้อมูลไปนะครับ เวลาที่กําหนดไว้ ๘ นาทียังไม่พอเลยนะครับ แต่ไม่ได้ว่าอะไรท่านนะครับ เพียงแต่ว่าจะ เทียบให้เห็นครับว่าผลงานจริง ๆ เรามีเยอะครับ เรามีเยอะครับ และผลงานเหล่านี้ที่อยู่ ในเล่มนี้เราถ่ายทอดให้กับสาธารณะได้ จริง ๆ เราน่าจะใช้โอกาสนี้ในการที่จะให้สาธารณชน ได้ทราบว่าผลงานจริง ๆ เราทําไปเยอะมากนะครับ แล้วก็ผลงานที่ออกมาเราถูกกล่าวหาว่า เราไม่มีผลงานบ้าง ขับเคลื่อนด้านการเมืองล้มเหลวบ้าง เราไม่มีโอกาสที่จะไปชี้แจงว่าที่มัน ล้มเหลวนั้นเพราะตัวนักการเมืองไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ใช้วิธีการเก่า ๆ ไม่ยอมที่จะ เปลี่ยนแปลงประเทศบ้านเมือง เราก็ไม่มีโอกาสครับ อันนี้เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจนะครับ แต่ในผลงานที่ทํามานี้นะครับ ๖ เดือน ก็ถือว่าเป็นรายละเอียดในกรรมาธิการแต่ละคณะได้ ทํามาก็มีความชัดเจน แต่มันจะมีสักกี่เล่มครับที่ออกไป มันก็จะเผยแพร่ยาก แต่ข้อหนึ่งที่ผม ต้องรับผิดชอบก็คือพอดูรายงานสรุปผลงานผมก็ต้องติติงนะครับว่าคนที่ทําผมไม่ทราบว่า เจ้าหน้าที่ อะไรก็โยนเจ้าหน้าที่หมดครับ ว่าในเรื่องที่ทํามานี้นะครับถ้าหากดูแล้วท่านเห็น จะเห็นนะครับว่าในรายงานมีอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการจัดทําข้อบังคับการประชุม ซึ่งสภาเรา จะขับเคลื่อนได้เราต้องมีข้อบังคับ แต่ท่านประธานดูนะครับ ข้อบังคับการประชุมที่บันทึก เอาไว้ ให้มีการจัดทําข้อบังคับการประชุมเกิดขึ้น โดยตั้งกรรมาธิการขึ้นมาซึ่งผมเป็นประธาน ในชุดนี้ แต่ปรากฏว่าแค่จะพิมพ์ชื่อกรรมาธิการทําข้อบังคับลงในสรุปผลการประชุม ยังไม่ยอมพิมพ์ ท่านคิดดูสิครับท่านประธานครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ นี่ครับ ๕ นาที จะบอกเพียงว่ารายงานนะครับแค่พิมพ์ชื่อคนทํางานยังไม่ยอมใส่ครับ ทํามาได้อย่างไรครับ วันนี้มันเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ครับ มันเป็นบันทึกที่ว่าใครรับผิดชอบใครทํา ขอบพระคุณ ครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

คนที่หนึ่ง) : ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ขออนุญาตกราบเรียนตามเวลาที่มีอยู่นะครับ ในการปฏิบัติงานของ กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ยึดหลักใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ คือยึดตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ประการที่ ๒ คือการดําเนินการเพื่อที่จะสนองภารกิจของประเทศและบริการ ประชาชนอย่างดีที่สุดนั้นก็คือหลัก ๒ ประการ ที่กรรมาธิการยึดถือ

กราบเรียนเพิ่มเติมว่ากรรมาธิการได้แบ่งอนุกรรมาธิการออกเป็น ๓ คณะ

คณะอนุกรรมาธิการที่ ๑ เป็นเรื่องของโครงสร้างภาครัฐ ซึ่งได้เน้นในเรื่อง ของการศึกษาการปรับโครงสร้างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยจะเริ่ม ตั้งแต่การปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานการทาง ซึ่งจะเสนอเข้าวิป (Whip) ในวันพฤหัสบดีนี้นะครับ

คณะอนุกรรมาธิการที่ ๒ ก็คือเรื่องธรรมาภิบาลประสิทธิภาพและพัฒนา บุคลากรก็ได้มีการเสนอผ่าน สปท. ไปแล้ว ๑ เรื่องคือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วม ของประชาชนและมีการดําเนินการต่อเนื่องอีก ๒-๓ เรื่อง เรื่องที่ถือโอกาสกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าการวางแผนกําลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นมีความสําคัญ ในการที่จะบริหารจัดการในระบบบริหารราชการแผ่นดิน แล้วเราก็จะเน้นในเรื่องของ การบริหารเชิงพื้นที่ตรงนี้มีความจําเป็นที่จะต้องลงไปที่ต่างจังหวัด จังหวัดต่าง ๆ แล้วเรา พยายามที่จะใช้งบประมาณเท่าที่มีอยู่อย่างจํากัด แต่ว่าก็เป็นปัญหาอยู่ที่แทนที่ว่าเราจะ สามารถกระจายได้มากจังหวัดเป็นตัวอย่าง แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เราก็จะพยายามยึดตาม พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเมื่อจะทํางานก็ไม่ต้องมาอ้างถึง ในเรื่องของการขาดแคลนของงบประมาณหรือเรื่องกําลังคน

คณะอนุกรรมาธิการที่ ๓ ที่เราดําเนินการอยู่ก็เรื่องการเงิน การคลังภาครัฐ เราได้มีการศึกษาในเรื่องของวิธีงบประมาณที่เป็นอยู่ซึ่งประสานกับทางฝ่ายของรัฐบาล ดําเนินการอยู่และส่งไปที่กฤษฎีกาแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเราน่าจะจําเป็นที่จะต้อง เข้าไปดูแล แล้วก็ไปปฏิรูปด้วยก็คือเงินนอกงบประมาณ ซึ่งปีหนึ่ง ๆ นี้มีอยู่หลายแสนล้านบาท แต่ว่ายังไม่มีการดําเนินการที่มีประสิทธิภาพพอ อันนี้ก็เป็น ๓ อนุกรรมาธิการที่ได้มีการ ดําเนินการอยู่

นอกจากนั้นแล้วก็มีวาระปฏิรูปเร็วอีก ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ อย่างที่ท่านทั้งหลายมีส่วนร่วมอย่างสําคัญ ในการที่ให้ความเห็นและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จนมีความสมบูรณ์นะครับ และแม้ว่าจะมีการได้รับการวิพากษ์วิจารณ์บ้าง จากสื่อมวลชนหลังจากที่ได้มีการทําความ เข้าใจ แล้วท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธาน และท่านรองประธานได้ช่วยในการ ทําความชี้แจงสื่อมวลชนก็เข้าใจดีขึ้นอย่างมากนะครับ

เรื่องที่ ๒ ในวาระปฏิรูปที่ ๒ คือองค์การมหาชน ก็ได้ผ่านสภาไปแล้วท่านประธาน แล้วท่านทั้งหลายได้กรุณาอนุมัติแล้วส่งไปยังรัฐบาลแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ถ้าจําไม่ผิด นะครับ แล้วก็ทราบว่ามีการประชุม ๓ ฝ่ายไปนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘ ก็คือเรื่อง เกี่ยวกับผังเมือง กราบเรียนว่าในเรื่องผังเมืองท่านประธาน สปท. ได้กรุณาตั้งกรรมการขึ้นมา ชุดหนึ่งนะครับ ก็ร่วมกับทางกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน แล้วก็ กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องอยู่ แล้วก็ดูร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ แล้วก็มาเปรียบเทียบกันโดยพยายามเน้นว่าทําอย่างไรให้ระบบผังเมืองนี้มีความสมดุล ในระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ นอกจากนั้นแล้วจะให้ผังเมืองนี้เป็นตัวชี้นําการพัฒนา ประเทศ แทนที่ว่าประเทศพัฒนาไปสะเปะสะปะแล้วก็ถึงมาตามทีหลังนะครับ ก็คาดว่า ในเดือนมิถุนายนจะนําเสนอเรื่องนี้เข้ามาสู่วิป (Whip) นะครับ ถ้าวิป (Whip) เห็นชอบ ก็นําเสนอสู่สภา

กราบเรียนโดยสรุปก็คือว่า ทั้ง ๖ วาระที่เราทําอยู่ ๑๒ เรื่องนี้ภายในเดือน มิถุนายน เราคิดว่าเราน่าจะทําสําเร็จนะครับ ๕-๖ เรื่อง ก็คือประมาณกึ่งหนึ่ง แล้วเวลา ที่เหลืออีก ๓ เดือนก็จะพยายามทํา เราสามารถเร่งรัดได้ แต่ว่าเราก็ตระหนักถึงเรื่องคุณภาพ นะครับ คุณภาพไม่ใช่เฉพาะเอาไปจากกรรมาธิการเท่านั้น แต่คุณภาพที่ไปสู่ในนามของ สปท. ด้วย กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนะครับ ขอเรียนเชิญ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ กับท่านจุมพล สุขมั่น

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ได้รับมอบหมายจากท่านวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากท่านเป็น ไข้หวัดอย่างแรง ท่านมานะครับ ท่านอยู่ด้วย แต่ว่าท่านไม่สามารถขึ้นมาได้ จึงมอบหมายให้ กระผมในฐานะที่เป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นมารายงานถึงความคืบหน้าของงาน ในกระบวนการยุติธรรมว่ามีสิ่งใดบ้าง ซึ่งงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นปัญหาที่ หมักหมมกันมานานแล้ว ทางคณะกรรมาธิการได้ทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นอย่างดี ก็ได้มี การรวบรวมข้อมูลในการที่จะดําเนินการปฏิรูปเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมนั้น ได้รับการ ยอมรับจากสังคม จากประชาชน และทุกหน่วยงาน และทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการของ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้มีความมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม จะไม่มีคําพูด ต่อไปว่าจะเป็น ๒ มาตรฐานหรือหลายมาตรฐานต่อไป ได้มีการดําเนินการทั้งหมด ทางคณะกรรมาธิการได้แยกออกเป็น ๓ คณะใหญ่ แล้วก็ ๑ คณะย่อย ๓ คณะใหญ่ก็คือ ทางอนุกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงการปฏิรูปเรื่องของระบบ ตํารวจ เรื่องของทนายความอาสา เรื่องของทนายขอแรง แล้วก็เรื่องของการใช้กําไล อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงเรื่องการใช้วิธีการบันทึกภาพและเสียง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายที่ เข้ารับบริการนี้ได้มีความมั่นใจว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นมีการดําเนินการที่ตรงไปตรงมา และสามารถตรวจสอบในการดําเนินการทุกขั้นตอนครับ

สําหรับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนั้นได้แยกในเรื่องของการปฏิรูปตํารวจ ได้มีการรายงานไปแล้ว ทั้งหมด ๒ เรื่อง จาก ๙ เรื่อง ส่วน ๙ เรื่องที่ทางตํารวจได้แบ่งเป็นขั้นเป็นตอนนั้นได้มี การดําเนินการควบคู่กันไปทุกขั้นตอนทั้ง ๙ เรื่องนะครับ ๙ เรื่องที่ว่านี้ก็มี

เรื่องที่ ๑ เรื่องระบบการบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน

เรื่องที่ ๒ เรื่องความเป็นอิสระในการบริหารงานตํารวจและการแทรกแซง ทางการเมือง

เรื่องที่ ๓ คือเรื่องแนวทางการวางมาตรฐานในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งตรงนี้ ได้มีการยื่นญัตติเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมาย จากทางสภาว่าให้ไปดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดําเนินงาน เกี่ยวกับเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อความเป็นธรรมซึ่งเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้นะครับ

เรื่องที่ ๔ คือเรื่องการถ่ายโอนภารกิจหน่วยงานที่มีภารกิจที่ไม่ตรงต่อภารกิจ ของตํารวจ

เรื่องที่ ๕ เรื่องระบบงบประมาณของตํารวจ

เรื่องที่ ๖ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าดําเนินการของ กิจการตํารวจ

เรื่องที่ ๗ เรื่องการจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์

เรื่องที่ ๘ เรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน

เรื่องที่ ๙ เรื่องการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจ

กระผมต้องขออภัยที่เมื่อสักครู่รายงานไปว่า ได้รายงานไปแล้ว ๒ เรื่อง จริง ๆ แล้วทั้งหมด ๓ เรื่องนะครับ ๓ เรื่องคือ

เรื่องแรก คือเรื่องระบบการบริการประชาชนในเรื่องของการรับแจ้งความ และการสอบสวน ในเรื่องนี้กระผมขอรายงานความคืบหน้าเพิ่มอีกนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าทาง สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ได้มีการตั้งกรรมการประสานงานกับทางของคณะ สปท. ด้วย โดยให้คณะกระบวนการยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย เข้าร่วมประชุมเพื่อที่จะหาแนวทางในการ ที่จะปฏิรูปอีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดําเนินการ แล้วก็ทาง สนช. ได้มีคําสั่งออก มาแล้วว่าให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ซึ่งขณะนี้จวนครบ ๖๐ วัน แล้วก็อยู่ ระหว่างการขอต่อเวลาอีก ๖๐ วัน เพราะว่าเนื่องจากมีข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจํานวนมาก ก็ขอรายงานในเรื่องนี้

เรื่องที่ ๒ เรื่องของปฏิรูปตํารวจก็คือเรื่องความเป็นอิสระในการบริหารงาน ของตํารวจ

เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการวางรากฐานในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งตรงนี้ได้ดําเนินการ โดยเร่งด่วน เพื่อให้สามารถจะมาตอบข้อซักถาม แล้วก็ตอบญัตติที่ทางสภาได้ยื่นไว้เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วนะครับ

เรื่องต่อไป อนุกรรมาธิการชุดต่อไปก็เป็นชุดเรื่องของแผนการปฏิรูปการ เพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรม เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้ง เรื่องของ ทนายอาสาก็ดี เรื่องทนายขอแรงก็ดีตรงนั้น แล้วก็เรื่องของที่ปรึกษากฎหมายของศาล เยาวชนและครอบครัว เพื่อให้ทางผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่นั้นได้มีความมั่นใจในการที่จะเข้า ทํางาน แล้วก็ให้ความช่วยเหลือในเรื่องของทนายอาสา ทนายขอแรง ที่จะให้ความยุติธรรม แล้วก็เป็นการฝึก เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความรู้เรื่องของกฎหมายที่มีการ ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นไปในทิศทางใด แล้วก็ให้ทั้งทนายอาสาและที่ปรึกษา กฎหมายนั้นมีขวัญกําลังใจ โดยพิจารณาในเรื่องของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ ด้วย ตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง

เรื่องต่อไปก็เรื่องนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งตรงนี้ได้มีเพิ่มเข้ามาเพื่อที่จะดําเนินการ ให้มีการปรับปรุงในเรื่องของนิติวิทยาศาสตร์ให้มีความทันสมัย มีความเป็นสากล แล้วก็มีการ ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีความคล่องตัวในการที่จะใช้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนิติวิทยาศาสตร์

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของกําไลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ได้มีการดําเนินการ เนื่องจากว่าในเรื่องนี้มีข้อสั่งการ มีหนังสือสั่งการของทางท่านนายกรัฐมนตรี คือท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ได้ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ว่าประสงค์ที่จะให้การใช้กําไล มีการ พัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีให้เกิดทันสมัย แล้วก็พัฒนาภายในประเทศ เพื่อที่เงินนั้นจะได้ หมุนเวียนภายในประเทศและไม่รั่วไหล เพราะว่าการซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เรื่องเทคโนโลยี จากต่างประเทศนั้นมีงบประมาณค่อนข้างสูง ฉะนั้นจึงได้มีการศึกษาทั้งระบบว่าเดิมมีการใช้ เฉพาะในกลุ่มของคุมประพฤติ แล้วก็จากผู้พักโทษ แต่ว่าต่อไปนี้จะใช้ทั้งระบบ เนื่องจากว่า ปลายปี ๒๕๕๘ ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ ๓๐ ซึ่งตรงนั้น ให้มีการใช้กฎหมายที่กว้างขวาง ใช้กําไลกว้างขวางขึ้น โดยใช้รวมถึงของผู้ที่ได้รับการปล่อย ชั่วคราว ฉะนั้นปัญหาก็คือเลยมาศึกษากฎหมายทั้งระบบ ซึ่งขณะนี้ศึกษาแล้วสามารถขยาย ได้ไปถึงวิธีการเพิ่มความปลอดภัยเรื่องการกักขัง เรื่องการกักขังแทนค่าปรับ ตรงนั้นก็ได้มี การขยายแล้วก็จะแก้ไขกฎหมายทั้งระบบ ซึ่งตัวนี้ทยอยรายงาน คาดว่าภายในไม่เกิน ๒ สัปดาห์ น่าจะสรุปได้แล้วครับ ซึ่งขณะนี้ขออนุญาตรายงานท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปด้านการปกครองท้องถิ่น ขอเชิญท่านนินนาท ชลิตานนท์

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เมื่อสักครู่ได้ตรวจสอบหนังสือเล่มนี้ ในหน้า ๘๐ ก็จะบันทึกไว้ว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่นนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา ก็จึงไม่มีรายงานหรือเรื่องที่ปรากฏอยู่ในหนังสือฉบับนี้ แต่ว่าในรอบหน้าคงจะปรากฏอยู่ทั้งหมดที่ได้นําเสนอไว้ในแผนปฏิรูปของด้านการปกครอง ท้องถิ่นนะคะ

ในรอบ ๖ เดือนที่ผ่านมานั้นขออนุญาตกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างยิ่งที่จะแก้ไข ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่นทั้งรูปแบบทั่วไปและรูปแบบพิเศษ ในรอบ ๖ เดือนที่ผ่านมานั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ได้นําเสนอรายงาน ผลการศึกษา ๔ เรื่อง พร้อมร่างพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับ

ฉบับแรกนั้นก็เป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมี ความเกี่ยวพันกับการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นทุกรูปแบบ ท้องถิ่นทั่วไปนั้นจะมีบุคลากร อยู่กว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ท้องถิ่นอย่างเช่นกรุงเทพมหานครก็จะมีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน

ฉบับที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร และบุคลากรกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความจําเป็นที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องไปกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับแรก เพราะว่ามีความเกี่ยวพันที่จะต้องใช้งานร่วมกัน รวมทั้ง แก้ไขเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะนั้นได้มี ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ ๓ ที่นําเสนอนั้นก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การเข้าชื่อเพื่อขอให้มีการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนในการปกครองท้องถิ่น หากพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นใดเห็นว่าท้องถิ่น ควรจะได้ออกกฎหมายท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การบริหารงานในท้องถิ่นนั้นดียิ่งขึ้น ก็สามารถจะเข้าชื่อแล้วก็เสนอให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ได้ ซึ่งในปัจจุบันนั้นกฎหมาย ที่ใช้อยู่ไม่ค่อยสะดวก แล้วก็บอกให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องร่างข้อบัญญัตินําเสนอมาด้วย กฎหมายที่แก้ไขนั้นก็จะทําให้พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะแจ้งเฉพาะประเด็น การที่ อยากจะให้ออกข้อบัญญัติแล้วท้องถิ่นก็จะมีหน้าที่ทําให้ อันนี้ก็จะสะดวกขึ้น

เรื่องสุดท้ายที่นําเสนอไปในรอบ ๖ เดือนนั้นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นการ มีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการที่จะกํากับดูแลการทํางานของฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายบริหารที่ตัวเองได้เลือกเข้าไปถ้าหากเห็นว่ามีการกระทําใดที่ไม่เหมาะสม พี่น้องประชาชน ก็สามารถที่จะเข้าชื่อกัน เพื่อให้มีการถอดถอนท่านสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ คือทั้งหมดที่นําเสนอไปนั้น เนื่องจากเป็นกฎหมายก็เลยอาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณา แล้วก็ได้นําเสนอในตอนท้าย ๆ ของรอบห้วงเวลา ดังนั้นก็อาจจะไม่ได้ปรากฏในหนังสือฉบับนี้ นะคะ

สําหรับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ไม่มี ปัญหาใด ๆ ในการดําเนินการ เพียงแต่ว่าเมื่อมีเหตุจําเป็นที่จะทําให้สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนั้นต้องเร่งรัดในการดําเนินการมากขึ้น เราก็ปรับแผนในการดําเนินการ แล้วก็คาดว่าสิ่งที่จะนําเสนอต่อไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประมวลกฎหมายจัดตั้งองค์กร ปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับใหญ่ที่ด้านการปกครองท้องถิ่นพยายามที่จะนําเสนอ เพราะว่าจะเป็นการรวบรวมการจัดตั้งองค์กรท้องถิ่นตามกฎหมายขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ของเทศบาล หรือว่าขององค์การบริหารส่วนตําบลนั้นเข้ามาไว้เป็นฉบับเดียวกัน หรือการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครให้เหมาะสม ยิ่งขึ้น รวมทั้งข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษหรือว่าข้อเสนอ เกี่ยวกับการกระจายอํานาจ แล้วก็การปรับปรุงกฎหมายของเมืองพัทยาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คิดว่าสามารถจะนําเสนอได้ภายในเดือนสิงหาคมค่ะ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปด้านการศึกษานะครับ ขอเรียนเชิญคุณวิวัฒน์ ศัลยกําธร

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ด้านการศึกษา และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีเรื่องที่สืบเนื่องมาจาก สปช. ทั้งหมด ๕ วาระ เราขมวดทั้งการศึกษาและวิทยาศาสตร์ เหลือในเวลาที่เราวางแผน ๑๑ เรื่องหลัก ๆ มี ๓ เรื่องย่อยเป็น ๑๑ เรื่องหลัก ๆ ได้ทําแล้ว ส่งผ่านสภานี้ ผ่านวิป (Whip) ผ่านรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้วทั้งหมด ๙ เรื่อง เป็นประมาณ ๘๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ยังเหลืออีก ๒ เรื่องครับอยู่ระหว่างดําเนินการ สาระสําคัญ ๆ ที่ปรากฏ ในชาร์ต (Chart) ถ้าทําปฏิรูปการศึกษาสําเร็จเราจะได้ทิศทางใหม่ที่เน้นเก่งก่อนดี เรื่องนี้ ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว อันที่ ๒ เป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งหลายท่านในที่ประชุมนี้เรียกว่า ธรรมนูญการศึกษาไทย ผมเลยขออนุญาตหยิบเอามาใช้ ว่าเป็นธรรมนูญการศึกษาไทย ธรรมนูญการศึกษาไทยนี้จะมีภาพใหญ่ ๆ ของทั้งเป้าหมาย ของทั้ง ๔ เรื่องที่อยู่ในกรอบข้างล่าง ตัวกฎหมายอีก ๑ ฉบับคือพระราชบัญญัติการศึกษา ตลอดชีวิตซึ่งได้ผ่านสภาไปแล้ว เช่นกัน ผ่าน ๓ วาระแล้วเช่นกัน ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว เช่นกัน ก็จะปรากฏว่าทิศทางการปฏิรูปการศึกษาใหม่จะทุ่มน้ําหนักไปที่เด็ก ๐ ถึง ๗ ขวบ เด็กก่อนวัยเรียน เพราะว่างานวิจัยหลายท่าน คุณหมอหลายท่านได้กรุณามายืนยันว่าอายุ ๐ ถึง ๗ นั้นมีพัฒนาการสูงที่สุด ก็คือ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นน้ําหนักต้องทุ่มไปที่แม่ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงก่อนวัยเรียน อันนี้ก็เป็นน้ําหนัก ก็ปรับไปที่การศึกษา ปรับจาก ๑๒.๙ ล้านคน ไปเป็น ๗๐ ล้านคน เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของครูกับระบบการเรียนรู้ อันนี้ก็อยู่ ระหว่างการประสานงาน แต่เรื่องที่เสนอผ่านไปหมดแล้วก็อยู่ระหว่างการประสานงาน จะเน้น ไปที่ระบบการเรียนรู้ที่เอาสถานการณ์จริงมาเป็นตัวกําหนด มาเป็นเบส (Base) ระบบการ เรียนรู้แบบใหม่เรียกว่าแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) อันนี้จะทําให้เด็กจําได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผู้รู้ก็พยายามขับเคลื่อนให้เกิดเป็นจริง สําคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือกลไก ๓ ระดับ ระดับชาติมีซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ระดับกลาง ระดับจังหวัด จะเป็นส่วนสําคัญ และสําคัญสุดก็จะอยู่ที่ระดับโรงเรียน หรือระดับสถาบันการศึกษานั่นเอง เพราะว่าอยู่ติดกับผู้เรียนครับ

สุดท้ายเราใช้ระบบการเงินกับระบบมาตรฐานเป็นหางเสือ ทั้งหมดนี้ได้เสนอไป ๙ เรื่องแล้ว ยังมี ๒ เรื่องนี้ยังไม่เสร็จครับ ระบบการเงิน กับระบบประกัน ระบบมาตรฐาน และการประกัน ได้เสนอหลักการผ่านที่ประชุมนี้ไปแล้ว แต่ว่าอยู่ระหว่างพัก ๒ ปี แล้วก็กําลัง ทํารายละเอียดร่วมกับกระทรวงอย่างใกล้ชิดครับ นี่คือภาพทั้งหมดที่เราจะเห็นภายใน ๒ ปี โดยประมาณที่รัฐบาลนี้อยู่ แล้วก็ยังมีแผนวางไว้ต่อเนื่อง ๒๐ ปีครับ จะทําให้สําเร็จ

ประเด็นที่ ๒ คือปัญหาอุปสรรค เป็นเรื่องธรรมดามากครับ เพราะว่า การปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนามนุษย์นั้น รวมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มันสัมพันธ์กับคนจํานวนมหาศาล เฉพาะกระทรวงเดียวก็ทั้งข้าราชการ ครูอัตราจ้างก็ ๖๐๐,๐๐๐ คน ข้าราชการก็ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ครูอัตราจ้างอีก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน กระทรวงเดียวนะครับ แต่มีทั้งหมดอีก ๑๐ กระทรวง รวมเป็น ๑๑ กระทรวง นี่เฉพาะ ภาครัฐครับ ยังมีภาคเอกชนอีก ๘๑ มหาวิทยาลัย แล้วโรงเรียนภาคเอกชนอีก โยงกัน มากมายครับ เกี่ยวพันกับคนเป็นล้าน แต่ว่าเราไม่ถือว่าเป็นปัญหา เราถือว่าอุปสรรคนั้น เป็นงานของพวกเราที่ต้องเร่งทําให้ได้ ต้องทําความเข้าใจเพราะว่าการปฏิรูป การพลิก ครั้งใหญ่ไม่ใช่เรื่องทําได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องอดทน แล้วก็เพียรทําความเข้าใจ ต่อไป แนวทางการแก้ไขเราก็คิดว่าประสบการณ์ที่เราไปฟังความเห็นมา แล้วก็พยายาม ชี้แจง พยายามหลอมความคิดกัน เราก็มีคณะกรรมการร่วม สําคัญที่สุดอยู่ที่กระทรวงหลัก ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ใน ๑๑ กระทรวง กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงหลัก เพราะ รับผิดชอบอยู่ตั้งประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีคณะทํางานร่วมกับกระทรวงนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีการพบปะแบบไม่เป็นทางการเป็นประจําทุกสัปดาห์ ทั้งกระทรวงกับเรา และกระทรวงกับ สนช. โดยเฉพาะเรายังจะต้องพึ่งพา สนช. ในเรื่องพระราชบัญญัติและ กฎหมาย ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าทั้งหมดไม่เป็นปัญหา แล้วก็สุดท้ายเราจะจัดงาน สานพลังเมื่อเราส่งผลงานเสร็จทั้ง ๑๖ เรื่อง เราก็จะจัดงานสานพลังเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมา แล้วก็ขอกราบเรียนเชิญท่านประธาน ท่านรองประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านเข้าร่วม ในงานสานพลังงานขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมกันด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปด้านเศรษฐกิจ ขอเรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น มีวัตถุประสงค์ที่สําคัญก็คือ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ไม่เพียงแต่มีความเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังทําให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีตามไปด้วย ในขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้แบ่งภารกิจ ออกเป็น ๔ ด้าน คือ ด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และบริการ ด้านเศรษฐกิจเกษตรกรรม และเศรษฐกิจกระแสใหม่ การดําเนินงานดังกล่าวนั้น เพื่อที่จะนําไปสู่การก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว การลดความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างความยั่งยืนทางการคลังและการเงิน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้ดําเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การเงิน การคลัง คือแนวทางการปฏิรูปการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติการเงินชุมชน เรื่องธนาคารที่ดิน และร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการได้ดําเนินการในเรื่องการพัฒนาด้าน การท่องเที่ยว ส่วนอนุกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตรนั้น มีเรื่องที่จะต้อง ดําเนินการทั้งหมดอยู่ ๖ เรื่อง แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน จึงอยู่ ในระหว่างการดําเนินการ ส่วนอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่นั้น ได้ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจฐานชีวภาพ และด้านเศรษฐกิจ เพื่อสังคม นอกจากนั้นยังมีการดําเนินการที่สอดคล้องกับเรื่องที่รัฐบาลได้ดําเนินการไปแล้ว กล่าวคือการปฏิรูปเกษตรพันธสัญญา การปฏิรูปการแข่งขันทางการค้า ซึ่งทั้ง ๒ เรื่อง ดังกล่าวนั้น ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้มีหนังสือไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ประกอบกับการดําเนินการของทางคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังมีเรื่องการปฏิรูปการสร้าง สังคมผู้ประกอบการ ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีได้ดําเนินการแล้วด้วยเช่นเดียวกัน แต่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจะส่งเรื่องประกอบกับความเห็นไปยังท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อจะได้นําความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศส่งให้กับคณะรัฐมนตรีด้วยต่อไป ส่วนเรื่องที่เหลือซึ่งรวมทั้งเรื่องที่ต่อเนื่องจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติและเรื่องที่ดําเนินการใหม่นั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจกําลังเร่งดําเนินการอยู่ เพื่อที่จะทําให้เรื่องทั้งที่ต่อเนื่องจากสภาปฏิรูป แห่งชาติ และเรื่องที่ดําเนินการใหม่นั้นเสร็จสิ้นภายในวาระของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศนี้ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ต่อไปด้านพลังงาน ขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ต้องขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้ให้โอกาสสมาชิกกรรมาธิการแต่ละคณะนําเสนอเรื่องของการดําเนินงานปัญหาและ วิธีการแก้ไข

สําหรับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงานของเรานี้ ก็ประกอบด้วยสมาชิก สปท. ทั้งสิ้น ๑๕ ท่าน เรามีการแบ่งการทํางานออกเป็น ๒ คณะ อนุกรรมาธิการหลักที่เรียกว่า สแตนดิงซับคอมมิตตี (Standing Subcommittee) ก็มีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เป็นประธานคณะ ดูเรื่องของกํากับกิจการโครงสร้างและปิโตรเลียม แล้วก็มี ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการอีกคณะ ดูเรื่องของ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน แล้วเราก็เพิ่งจะตั้งคณะเฉพาะกิจเพื่อทําเรื่อง บูรณาการกับด้านสิ่งแวดล้อมและปกครองท้องถิ่น คือเรื่องแปรรูปขยะเป็นพลังงาน คณะกรรมาธิการของเราก็มีการตั้งที่ปรึกษาที่เป็นคนนอก ๕ คน ซึ่งก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขา ต่าง ๆ เรื่องพลังงาน มีผู้เชี่ยวชาญ ๒ คน และนักวิชาการ ๖ คน เราได้มีการจัดสัมมนาแล้ว ๒ ครั้ง คือเรื่องของบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) แล้วก็เรื่องศูนย์ข้อมูล พลังงาน เราได้มีการจัดนิทรรศการ ๑ ครั้ง ในเรื่องของการประหยัดไฟฟ้า เพื่อช่วยลด พีก (Peak) หน้าร้อน แล้วเราก็ได้มีการดูงานนอกสถานที่ ๒ ครั้ง เพื่อมาประกอบการปฏิบัติ หน้าที่ของเรา

แผนการดําเนินงานของเราก็ได้รับการนําเสนอต่อสภาในเดือนธันวาคม และได้รับความเห็นชอบมีอยู่ ๕ เรื่อง ขณะนี้เราได้ทําเสร็จแล้ว ๓ เรื่อง คือเรื่องของกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง เรื่องของบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ข้อบัญญัติอาคาร ประหยัดพลังงาน แล้วก็ที่นําเสนอในวาระวันนี้บ่ายนี้ก็คือเรื่องของบริษัทจัดการพลังงานหรือ เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Service Company) นะครับ ยังเหลืออีก ๒ เรื่อง ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปด้วยดี คือเรื่องศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติแล้วก็เรื่องพลังงานทดแทน ของชุมชนโดยชุมชนแล้วก็เพื่อชุมชน ซึ่งก็จะแตกหน่อเป็นเรื่องหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น การสูบน้ําด้วยเซลล์ (Cell) แสงอาทิตย์และเรื่องขยะเป็นพลังงานเหล่านี้เป็นต้น รวมทั้ง พ.ร.บ. ส่งเสริมพลังงานทดแทนนะครับ

สําหรับการทํางานผมก็คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับ ผมก็สังเกตว่าสภา สปท. เราประกอบไปด้วยผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิทั้งนั้นนะครับ นั่งก็เป็นที่เป็นทาง ไม่ค่อยย้ายที่ แล้วพูดจาก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้วก็มีความรู้จริง ๆ นะครับ ข่าวสารจากการ ประชุมวิป (Whip) ผมก็ได้นําไปถ่ายทอดในกรรมาธิการอย่างสม่ําเสมอก็ได้รับความร่วมมือ ด้วยดี แล้วเรื่องเร่งด่วนก็ถ่ายทอดทางแอปพลิเคชันไลน์ (Application Line) ของกรรมาธิการ ก็ทําให้สมาชิกที่ติดตามข่าวสารที่วิป (Whip) ดําเนินเรื่องมานะครับ

สําหรับปัญหาผมคิดว่าไม่มีนะครับ ก็มีแต่เป็นข้อสังเกตว่าบางครั้งบางเรื่อง ในงานของเรามันก็ต้องมีการข้ามหรือต้องไปบูรณาการกับคณะอื่น อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วสมาชิกแต่ละท่านก็มีประสบการณ์สูง เพราะฉะนั้นบางทีเราก็ คงไม่อยากจะจํากัดอยู่ในเรื่องที่เราทําเรื่องเดียว ก็อยากจะไปคอมเมนต์ (Comment) หรือให้ความเห็นในรายงานของคณะอื่นด้วย แต่ก็ต้องเรียนว่าเวลาที่จัดส่งเอกสารนะครับ ประชุมวิป (Whip) วันพฤหัสบดี ประชุมวาระวันศุกร์ แล้วก็พิจารณาวันจันทร์เลย บางครั้ง เวลาที่จะพิจารณาอ่านก็ไม่เพียงพอนะครับ ก็อาจจะเป็นเพราะด้วยความจําเป็นที่เรา อยากจะเร่งผลิตผลงาน เพราะฉะนั้นงานก็เลยเร่ง จริง ๆ สมาชิกก็น่าจะมีโอกาสได้อภิปราย มากกว่านี้ แล้วก็คณะกรรมาธิการของผม สมาชิกทุกคนก็เข้าใจก็รับนโยบายของท่านประธาน มาว่าเราเป็นสภาวิชาการ เราไม่ใช่สภาตรวจสอบ เพราะฉะนั้นเราก็เน้นในเรื่องของการปฏิรูป เป็นหลัก แล้วก็ปฏิรูปในเรื่องที่ สปช. เขาทํามา ๓๗ วาระก่อน จริง ๆ เรื่องที่จะปฏิรูปมันมีเยอะ แต่ละคนก็อยากจะปฏิรูปสิ่งที่คิดว่าตัวเองชํานาญ แต่เราก็น้อมรับนะครับว่าเราจะต้องมุ่งไป ในเรื่องโฟกัสไปในเรื่องของวาระปฏิรูป ๓๗ วาระให้เสร็จเสียก่อนนะครับ สิ่งที่ผม อยากจะฝากก็คือว่าประชุมวิป (Whip) บางครั้งใช้เวลานานไปหน่อยนะครับ ซึ่งหลัง ๆ ก็สังเกตว่าท่านประธานก็พยายามควบคุมเวลาตัดเรื่องที่ยาว ๆ ให้มันสั้นลง ถ้าเสร็จได้ ก่อนเที่ยงก็จะดีนะครับ เพราะว่าบางทีก็ไปถึงบ่ายสองโมง

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่างานของเรา เราคิดว่าถ้าเสร็จ ไม่ใช่ว่าเสร็จผ่านสภา แล้วก็เสร็จนะ เราก็อยากจะเห็นงานของเราได้นําไปสู่การประยุกต์หรือปฏิบัติ ได้อิมพลีเมนต์ (Implement) ซึ่งคณะกรรมาธิการของเราก็มีการประสานงานที่ดีกับฝ่ายบริหารก็คือกระทรวง พลังงานหรือหน่วยที่เกี่ยวข้องนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผ่านสภาไป ๒ เรื่องนี้ตอนนี้ก็ยังไปคาอยู่ที่ คณะกรรมการต่าง ๆ ยังไม่ได้นําไปปฏิบัติจริง ซึ่งปฏิบัติจริงเราก็จะได้มีโอกาสไปช่วยชี้แนะ

เรื่องสุดท้ายครับ ขออนุญาตนะครับ ก็คือว่าบางครั้งในส่วนตัวของผมเอง ก็คิดว่าวาระปฏิรูปบางเรื่องรัฐบาลเขาได้ทําล่วงหน้าไปก่อนแล้วบางทีก็ตรงใจกับที่เราทํา หรือไม่อาจจะไม่ตรงใจบางท่านบ้างนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการศึกษา เรื่องประเมิน คุณภาพการศึกษา ล่าสุดเขาก็มีประกาศไปเลยว่า สมศ. เป็นอย่างไร หรือเรื่องผังเมือง เป็นต้น หรือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูง ทีนี้เวลารัฐบาลประสบปัญหาโดนโจมตี ในนโยบายเหล่านี้ก็อยากจะเห็นบทบาทของ สปท. ได้ออกมาช่วยสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องที่ เรามีความเชี่ยวชาญ แต่เรายังกลัว ๆ กล้า ๆ ไม่รู้ควรจะพูดดีหรือไม่พูดดียังไม่ได้ไฟเขียว ออกมานะครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานและสมาชิกเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นเรื่องของด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอเรียนเชิญท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สําหรับในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วยเรื่องของคณะอนุกรรมาธิการซึ่งเป็นเรื่อง ใหญ่ ๆ อยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ก็คือเรื่องของสาธารณสุข เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และเรื่อง ของสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้เราดําเนินการโดยใช้วาระปฏิรูปของ สปช. วาระปฏิรูปที่ ๒๒ ถึง ๒๖ แล้วก็นํามาพิจารณาถึงความจําเป็นเร่งด่วน ก็ได้สรุปว่าทั้งหมดนี้จะมีประกอบด้วย ๒๒ ประเด็น ปฏิรูปด้วยกันนะคะ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมของ สปท. แล้วเมื่อเดือนธันวาคม ที่ผ่านมานะคะ ใน ๒๒ วาระ ใน ๒๒ ประเด็นการปฏิรูปนี้ ประกอบไปด้วย ๑๐ ประเด็น ปฏิรูปทางด้านสาธารณสุข ๖ ประเด็นทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ แล้ว ๖ ประเด็นทางด้าน สิ่งแวดล้อม ที่ได้ดําเนินการไปแล้วก็คือได้ผ่านที่ประชุมของ สปท. ไปแล้ว แล้วก็ยังติดค้าง อยู่ที่กรรมการ ๓ ฝ่ายบ้าง หรือส่งต่อไปยังการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วบ้าง อันนี้ ก็ประกอบด้วยทางด้านสาธารณสุข ๑๐ เรื่องนั้นก็ผ่านที่ประชุม สปท. ไปแล้ว ๕ เรื่อง ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ผ่านไปแล้ว ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านไปแล้ว ๒ เรื่อง ส่วนทางด้านสิ่งแวดล้อมผ่านไปแล้ว ๑ เรื่อง แล้วก็กําลังจะเข้าที่ประชุม อีกในเวลาอันใกล้นี้นะคะ สําหรับในทางด้านสาธารณสุขนั้น มีประเด็นปฏิรูปใหญ่ ๆ อยู่ ๓ วาระด้วยกันก็คือ การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ซึ่งในกรณีนี้เราได้ดําเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปไปแล้วในเรื่องของระบบการแพทย์แผนไทย แล้วก็ระบบการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งกําลัง จะตามมา ส่วนระบบการรักษาพยาบาลปกติ ระบบปฐมภูมิ ระบบสร้างเสริมสุขภาพป้องกัน โรคและภัยสุขภาพ กําลังดําเนินการปฏิรูปร่วมกัน อินทิเกรต (Integrate) กันอยู่ ส่วนความ รอบรู้และสื่อสารทางด้านสุขภาพ เช่นเดียวกันก็จะอยู่ในเรื่องของระบบบริการ ส่วนในเรื่อง ของการอภิบาลระบบสุขภาพนั้น ในทางด้านการบริหารจัดการก็ได้ดําเนินการไปแล้ว ก็คือ การปฏิรูปการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะว่าเป็นจุดรวมของการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย การปฏิรูปทั้งหลาย แล้วก็เรื่องของการ ปฏิรูปการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพ ได้ดําเนินการไปแล้วในเรื่องของการจัดตั้งสํานักงาน มาตรฐานและจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ แล้วก็การปรับปรุงแก้ไข ประมวลกฎหมายสรรพสามิต ในประเด็นการขยายเพดานพิกัดการเก็บภาษีน้ําตาล ในเครื่องดื่ม ส่วนการประกันสุขภาพชาวต่างด้าวนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ดําเนินการ ไปแล้ว แล้วก็เป็นการดําเนินการที่สอดคล้องกับประเด็นการปฏิรูปของเรา เพราะฉะนั้น ก็เหลือที่สําคัญก็คือเรื่องของการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งอันนี้จะรวม สิทธิประโยชน์พื้นฐาน แล้วก็การร่วมจ่ายในระบบนะคะ ส่วนการปฏิรูปด้านทรัพยากร ธรรมชาตินั้น มีอยู่ ๓ ประเด็นหลักก็คือ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ และการ เพิ่มพื้นที่ของป่า ซึ่งได้เสนอพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ไปแล้ว ซึ่งผ่านที่ประชุม การพิจารณาของ สปท. ไปแล้ว ที่เหลืออยู่อีก ๒ เรื่องก็คือ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ ที่ดิน ป่าไม้ และเพิ่มพื้นที่ของป่า ในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในพื้นที่อนุรักษ์ แล้วก็กองทุน พัฒนาทรัพยากรป่าไม้ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อควบคุมทรัพยากรป่าไม้ นอกจากนั้นก็ยังเหลือการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งจะมี พ.ร.บ. อยู่อีกฉบับหนึ่ง ก็คือ พ.ร.บ. รักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเลแล้วก็การพัฒนากลไก การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สําหรับในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ได้นําเสนอ ไปแล้วก็คือ การปฏิรูปกฎหมายและระบบจัดการขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศ การปฏิรูป วิธีการกําจัดขยะมูลฝอยที่เหมาะสมและการแปรขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน ส่วนที่เหลือก็คือ เรื่องของการพัฒนาระบบการประเมินสิ่งแวดล้อม และวิเคราะห์ผลกระทบของสิ่งแวดล้อม ทั้งเอสอีเอ (SEA) อีไอเอ (EIA) และอีเอสไอเอ (ESIA) และเรื่องสุดท้ายก็คือ การปฏิรูปการ ดําเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะดําเนินการ ต่อไป

ส่วนปัญหาและอุปสรรค ท่านประธานที่เคารพ ก็คงจะทราบว่าท่านได้รวม เรื่องใหญ่ ๆ ๓ เรื่องเข้ามาอยู่ด้วยกันในกรรมาธิการเดียว แล้วท่านก็กําหนดให้มีอนุกรรมาธิการ ได้แค่ ๓ อนุกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นในการทํางานเราก็ต้องปรับในแต่ละเรื่อง ซึ่งต้องการ มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจํานวนมากด้วยกัน ต้องปรับเป็นคณะทํางานซึ่งไม่สะดวก อย่างยิ่งในการดําเนินงานให้มีประสิทธิภาพ นอกจากจะปรับให้เป็นคณะทํางานและบางครั้ง เราก็ต้องใช้วิธีประชุมสัมมนา เพื่อสามารถที่จะใช้งบประมาณและอํานวยความสะดวกได้ ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นวิธีการที่ทําให้การทํางานของเราประสบความขัดข้องเป็นอย่างยิ่งนะคะ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของกระแสปฏิรูปซึ่งมีทั้งกระทรวงที่เป็นผู้ดําเนินการก็มี การปฏิรูป ทางรัฐบาลก็จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ทางเราก็ปฏิรูปในเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น การที่จะต้องใช้กลไกที่มีประสิทธิภาพในการที่จะทําให้ทั้ง ๓ แหล่งที่ทําการปฏิรูปนี้มีความ ใกล้ชิดแล้วก็สามารถที่จะทราบถึงความคืบหน้าของการทํางานของแต่ละฝ่าย ซึ่งดิฉันคิดว่า กลไกอันนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ขอบคุณค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปด้านการสื่อสารมวลชน ขอเรียนเชิญ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่าน ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ด้านสื่อสารมวลชนครับ ในด้านสื่อสารมวลชนนั้น กรรมาธิการของเราได้แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มด้านวิทยุ โทรทัศน์และโทรคมนาคม

กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มสื่อออนไลน์ (Online)

กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์

เราได้วางแผนที่จะพิจารณาทั้งหมด ๙ เรื่องด้วยกันนะครับ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว ๓ เรื่อง เดือนนี้แล้วเดือนหน้าก็จะเข้าต่อไปนะครับ

เรื่องที่ ๑ ที่ผ่านไปแล้วคือ เรื่อง การขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ และการกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่องนี้เข้าที่ประชุมแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม เข้าที่ ประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเมื่อ ๒ มีนาคม แล้ว ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ที่ สนช. แล้วก็มีการประชุมกันไปแล้วประมาณ ๑ เดือน คาดว่าการขอแก้ไขนี้ ที่จะขอรวม ๑ บอร์ด (Board) ขอรีฟาร์ม (Refarm) แล้วขอเยียวยาเพื่อจะเอาคลื่นมาประมูล คาดว่าน่าจะเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมน่าจะเสร็จครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่อง การให้ข้อสังเกตแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ๒๕๕๐ ซึ่งใช้งานมาแล้ว ๙ ปี เรื่องนี้ได้เข้าที่ประชุม สภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม แล้วส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

เรื่องที่ ๓ รายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มี อํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) เรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๔ เมษายน และผ่านความเห็นชอบส่งไปยังคณะรัฐมนตรีแล้ว นั่นเป็น ๓ เรื่องที่เสร็จแล้ว

เรื่องที่ ๔ อีก ๖ เรื่องที่ยังกําลังดําเนินการอยู่ คือยกร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... อันนี้ เป็นเรื่องใหญ่ซึ่ง สปช. เดิมได้ทําการศึกษาไว้ แล้วก็คงใช้เวลาหลายปีนะครับ ขณะนี้ คณะกรรมาธิการได้ไปทําประชาพิจารณ์ที่จังหวัดพิษณุโลกแล้ว ๑ ครั้ง

เรื่องที่ ๕ เป็นโจทย์จากท่านประธานได้เรียกผมไปพบที่ห้องและท่านให้โจทย์ มา ๔ ข้อครับ ข้อ ๑ คืออยากจะให้แก้ปัญหาวิทยุที่ใช้ติดตั้งในรถแท็กซี่ แล้วก็มีเบสสเตชัน (Base Station) ข้อ ๒ คือวิทยุท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นวิทยุสาธารณะ วิทยุชุมชน หรือวิทยุธุรกิจ คือวิทยุทั้งหมด ข้อ ๓ เคเบิลทีวี (Cable TV) แบบบอกรับเป็นสมาชิก ข้อ ๔ คือ แซตเทิลไลต์ ทีวี (Satellite TV) ทั้ง ๔ ข้อนี้โจทย์ก็คือมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีการโฆษณาสรรพคุณ เกินจริง มีการพูดจาให้ร้ายเสียดสีก่อให้เกิดความแตกแยก แบ่งเป็นสีนั้นสีนี้ และอันสุดท้าย ที่สําคัญที่สุดคือมีการกระทําที่เป็นการล้มล้างสถานบัน ซึ่งกรรมาธิการของเราได้ศึกษาดูแล้ว เรื่องนี้จะแก้ไขได้โดยการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบกิจการวิทยุและโทรศัพท์ ๒๕๕๑ ซึ่งทางกรรมาธิการเราได้ไปทําประชาพิจารณ์กันแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ และวันศุกร์ที่ ๒๗ ที่จังหวัดเชียงใหม่นะครับ ๑ ครั้ง แล้วก็วางแผนที่จะไปที่จังหวัดขอนแก่น เป็นลําดับต่อไป ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นลําดับต่อไป และที่จังหวัดชลบุรีเป็นลําดับต่อไป นี่คือ ๔ ภาคนะครับ และสุดท้ายคือที่ กทม. เป็นลําดับสุดท้าย เพื่อที่จะตอบโจทย์ของ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๖ คือการขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ อันนี้คือใช้มา ๙ ปีแล้วนะครับ ทางกรรมาธิการก็ติดต่อประสานกับกระทรวง วัฒนธรรม สัปดาห์ที่แล้วได้เชิญมา สัปดาห์นี้เราก็จะไปที่กระทรวงวัฒนธรรม เสร็จแล้ว ผมต้องใช้เวลาในการไปทําประชาพิจารณ์สาธารณะอีกนะครับ

เรื่องที่ ๗ ประสานงานกับผู้ประกอบกิจการสื่อออนไลน์ (Online) ระหว่าง ประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจในบริบทของสังคมไทย อันจะก่อให้เกิดผลดีกับความมั่นคง ของชาติเรื่องนี้เราได้เชิญกูเกิล (Google) อยู่ในแผ่นนี้นะครับ แล้วก็ผมก็ได้ไปเยือนกูเกิล (Google) เองที่ต่างประเทศด้วย

เรื่องที่ ๘ การจัดทําร่างนโยบายแผนรักษาความมั่นคงปลอดภัย โครงสร้าง พื้นฐานด้านสารสนเทศของประเทศ คือ เนชันนัล คริทิคัล อินฟอร์เมชัน อินฟราสตรักเจอร์ โพรเทกชัน แพลน (National Critical Information Infrastructure Protection Plan) อันนี้ก็กําลังทําอยู่ และเรื่องสุดท้ายคือ การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ปลอดภัย ไซเบอร์ (Cyber) ครับ

สุดท้ายที่ขลุกขลักนิดเดียวครับ กราบเรียนคือในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ที่สําคัญของประเทศอย่างยิ่งยวดนั้น เดิมเราเคยแพลน (Plan) ไว้จะใช้เงิน ๓๐,๐๐๐ ยูโร ในการเชิญผู้เชี่ยวชาญเป็นทีม จากไอทียู (ITU) เป็นเงินล้านกว่าบาท เดิมจะใช้เงิน กสทช. พอมาใช้เงินของรัฐสภามันจะติดขัดที่ระเบียบก็คงจะจ้างคนต่างประเทศไม่ได้ คงจะจ้าง คนไทยมาดําเนินการครับ สุดท้ายที่ขลุกขลักนิดหนึ่งเลยก็คือว่า กรรมาธิการอยากจะไปทํา ประชาพิจารณ์ที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดสุราษฎร์ธานีพร้อมกัน แต่เจ้าหน้าที่รัฐสภาที่อยู่ กับเรามี ๑๓ คน ถ้าแยกคณะอาจจะขลุกขลัก ก็มีเรื่องกราบเรียนเท่านี้ครับ กราบขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปด้านสังคม ขอเรียนเชิญท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่เคารพ กระผม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในฐานะประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ผมพยายามจะพูดให้ตรงประเด็นภายใน ระยะเวลาที่จํากัดที่สุด คือ การดําเนินงาน ปัญหาและวิธีการแก้ไข

การดําเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรามีทั้งหมด ๕ วาระ ตั้งแต่ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๓๑ จนกระทั่งถึง ๓๗ ซึ่งแต่เดิม สปช. นั้น ใน ๕ วาระนี้มีทั้งหมด ๓ คณะกรรมาธิการ เราไปยุบรวมเหลือ ๑ กรรมาธิการ ใน สปช. เดิม ๓ กรรมาธิการนั้นมี ๑๕ อนุกรรมาธิการ เรามายุบรวมเหลือ ๓ อนุกรรมาธิการ ในขณะเดียวกัน หลังจากนั้นไปได้ขออนุญาตท่านประธานเพิ่มอีก ๑ อนุกรรมาธิการ คืออนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนตามแนวนอน คือเชิงประเด็นที่ไม่สลับซับซ้อน ที่ไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ที่ไม่ เกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย เราก็ทํางานเพื่อให้ตกผลึก เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวที่มีการแก้ไขครั้งที่ ๒ ตามมาตรา ๓๙ วรรคสองนะครับ คือให้คํานึงถึง ความสําคัญและเร่งด่วน ความสัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลืออยู่ในการปฏิรูป เรายึดถืออันนี้ มาครับ เสร็จแล้วเราก็ได้ดําเนินงานผ่านมติของที่ประชุมสภาขับเคลื่อนไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม เป็นการประชุมครั้งที่ ๑๔ ของสภาขับเคลื่อนนะครับ ได้ผ่านไปเรียบร้อย เราก็ ดําเนินงานมาเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ประมาณ ๓ เดือนเศษ ซึ่งนั่น เป็นส่วนหนึ่งของ ๕ วาระที่เรามีการปฏิรูปนะครับท่านประธาน แต่ต่อมาทางกิจการสภา และท่านประธานเองก็มีดําริว่าเวลาที่เหลือน้อยนี้ให้พยายามทําทั้ง ๕ วาระเท่าที่มีอยู่เลย คือ หมายความว่า ๓ กรรมาธิการของ สปช. ที่เสนอมานั้นเสนออะไรมาให้เราทําหมด ผมก็ยัง สงสัยอยู่ว่าการเสนอมาถ้าเกิดไม่สามารถคํานึงถึงความสัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลืออยู่นั้น จะสมควรทําหรือไม่ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเป็นนโยบายทางคณะกรรมาธิการก็ยินดีที่จะทํา ถึงแม้จะไม่สําเร็จในขณะนี้ระยะยาว จะเป็นแผน ๕ ปี ๒๐ ปี ยุทธศาสตร์ชาติก็ว่ากันไป นะครับ

ปัญหาจริง ๆ แล้วในการทํางานของสภาขับเคลื่อนนี้ ผมว่าปัญหาภายนอก ไม่มี เป็นปัญหาภายในที่ยังเข้าใจไม่ตรงกันครับท่านประธาน แต่ขณะนี้คณะสังคมเนื่องจาก มันเป็นปัญหาครอบจักรวาล ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนนะ ผมเรียนตรง ๆ เลยว่าจะไป ตรงไหนมันก็เป็นสังคม ในขณะเดียวกันปัญหาของสังคมนั้นเป็นปัญหาไดนามิก (Dynamic) ครับท่านประธาน มันเป็นปัญหาพลวัตซึ่งจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เรื่องสําคัญ ๆ เมื่ออดีต เมื่อปีครึ่งที่ สปช. ได้นําเสนอไว้นั้นมันไม่ใช่หมายความว่าปัจจุบันจะมีความสําคัญ จะมี ความเร่งด่วน บางทีมันมีปัญหาบางประการเกิดขึ้นมาเราก็อยากจะทํา เพราะว่ามันเป็นการ ขับเคลื่อนที่ทําให้เกิดผลสะท้อนต่อสังคมในทางที่ดี แต่มันก็ติดเงื่อนไขอยู่บางประการ อันนี้ เป็นปัญหาภายในครับ ซึ่งผมคิดว่าในที่สุดแล้ววิธีการแก้ของคณะกรรมาธิการผมได้มี การประชุมสัมมนามีสรุปออกมาว่า ต่อไปนี้เราจะใช้สูตร ๑ ๑ ๒ ครับท่านประธาน ๑ ๑ ๒ ก็หมายความว่า ๑ อนุกรรมาธิการ ๑ เดือนต้องทําให้ได้ ๒ เรื่องถึงจะครอบคลุมทั้งหมด ในขณะเดียวกันปัญหาในเรื่องเชิงแนวนอน ปฏิรูปเชิงประเด็นคือควิกวิน (Quick win) นั้น เราก็จะมาทําควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นเสร็จแล้วผมก็เรียนว่าอนุกรรมาธิการทุกท่าน ซึ่งมี ๔ อนุกรรมาธิการ ประชุมกันทั้งหมด ๖๗ ครั้ง กรรมาธิการชุดใหญ่ประชุมทั้งหมด ๒๘ ครั้ง ผมเรียนตรง ๆ เลยว่าการทํางานผมเปิด โอเพน (Open) เลยว่าถ้าอนุกรรมาธิการใดคิดว่า จะไม่เสร็จในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ อาจจะเป็นอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ผมยินดี เปิดให้หมด คณะใหญ่ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เปิด โอเพน (Open) เพื่อให้สนองตาม นโยบายของท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ขอเรียนเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียนให้ท่าน ประธานสภาและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศได้กรุณาทราบถึงการดําเนินงาน ของการปฏิรูประเทศของคณะกรรมาธิการในระยะเวลาที่ผ่านมา กล่าวคือ คณะกรรมาธิการ ได้จัดทําแผนปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ในระยะที่ ๒ คือระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ รวม ๑๘ แผน การปฏิรูป ประกอบด้วย ด้านการกีฬาจํานวน ๘ แผน ด้านศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จํานวน ๑๐ แผน โดยในขณะนี้ได้รายงานแผนการปฏิรูปและได้รับ ความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว จํานวน ๔ เรื่อง ซึ่งมีการดําเนินการ ดังนี้ครับ

๑. แผนการปฏิรูปที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย และคณะกรรมการประสานงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว ๒ เรื่อง คือเรื่อง การจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ และเรื่องการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ถึงพุทธศักราช ๒๕๖๔

๒. แผนการปฏิรูปที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอยู่ระหว่างดําเนินการยังมีอีก ๒ เรื่อง คือการจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรม และเรื่องการบูรณการสถาบันพลศึกษาเป็น มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ

ทั้งนี้ ยังมีแผนการปฏิรูปที่กําหนดจะนําเข้าพิจารณาในสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศ เพื่อขอความเห็นชอบในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม อีกจํานวน ๓ เรื่อง ประกอบไปด้วย ๑. เรื่องการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้ทางด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ๒. เรื่องการส่งเสริม อุตสาหกรรมการกีฬา และ ๓. เรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้ดําเนินโครงการการใช้กีฬาเพื่อสร้างสันติสุข ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากีฬาให้สอดคล้องกับโครงการ ประชารัฐสร้างสันติสุขของรัฐบาล โดยการจัดทําโครงการรวม ๒ โครงการ คือโครงการ ฝึกอบรมการสร้างองค์ความรู้และเสริมทักษะกีฬาวอลเลย์บอลในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ โดยเริ่มต้นที่จังหวัดยะลา และโครงการฝึกอบรมการสร้างองค์ความรู้และเสริมทักษะ กีฬาแบดมินตันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยโครงการกีฬาแบดมินตันได้จัดขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ณ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นการดําเนินการร่วมกันของคณะกรรมาธิการกับกองอํานวยการรักษาความมั่นคง ภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า และกรมกิจการพลเรือนทหารบก ผลปรากฏว่า ทั้ง ๒ โครงการนี้ ได้รับการตอบรับจากเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามโครงการประชารัฐสร้างสันติสุขดังที่ได้กําหนดไว้

สําหรับเรื่องแผนการปฏิรูปที่เหลืออีก ๑๑ เรื่องในเวลาอันจํากัดนี้ คณะกรรมาธิการจะได้ทําเป็นรายงานนําเสนอต่อท่านประธานสภาเพื่อทราบและพิจารณา ดําเนินการต่อไป

ขอเรียนว่าเรื่องของกีฬาทั้ง ๓ เรื่องที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ นั้น ได้อยู่ ในแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการแล้วทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามการดําเนินงานที่ผ่านมา ยังไม่พบปัญหาที่มีผลกระทบต่อการพิจารณาแผนการปฏิรูปอย่างมีนัยที่สําคัญ คงเป็นเพียง ปัญหาในการปฏิบัติและการประสานงานกับหน่วยงานผู้ปฏิบัติ แต่ก็สามารถแก้ไขได้ในระดับ คณะกรรมาธิการ จึงขออนุญาตไม่นําเสนอต่อที่ประชุมนี้ครับ กระผมมีเรื่องเรียนให้ ท่านประธานสภาและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปเรื่องด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอเรียนเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต สําหรับการดําเนินงานของคณะกรรมการนั้น เราดําเนินการต่อจาก สปช. ในหลักการก็คือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเราใช้วิธีการ ๓ อย่างด้วยกัน คืองานป้องกัน งานปราบปราม แล้วก็งานปลูกฝัง คณะกรรมาธิการได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศต่อสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งหมด ๑๔ เรื่องด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น

เรื่องที่ ๑ ประเภทที่ ๑ ประเภทที่อยู่ในวาระของการปฏิรูปทั้ง ๓๗ วาระ เป็นวาระที่ต่อเนื่องจากสภาปฏิรูปประเทศ และเป็นวาระเร่งด่วน ๘ เรื่องด้วยกัน อันนี้อยู่ใน วาระทั้งหมด เราค่อนข้างจะโชคดี เพราะ ๓ เรื่องเราไม่ต้องทําอะไรเลย เพราะท่านประธาน สปท. ได้กรุณาเสนอและเห็นว่าเรื่องนี้สําคัญ แล้วก็นําไปเสนอต่อฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็เห็นชอบด้วยว่าสําคัญมากนะครับ ก็เสนอไปดําเนินการไปเลย อย่างเช่น เรื่องของร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนร่วม ขณะนี้ส่งบายพาส (Bypass) ไปอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการ กฤษฎีกาแล้ว อันนั้นเป็นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืน แต่การทุจริตก็เช่นเดียวกันนะครับ เราไม่ต้องถามเราส่งไปเลยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งศาลอาญาทุจริต ประพฤติมิชอบ ขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของ สนช. แล้ว กําลังจะออกมาเป็นกฎหมาย ภายในเดือนมิถุนายน และ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บายพาส (Bypass) ไปเลยนะครับ อันนั้น ก็เป็น ๓ เรื่องนั้น

ส่วนที่เหลือก็คือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานบุคคลภาครัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เราได้ดําเนินการแล้ว ขณะนี้ก็ได้ผ่าน การเห็นชอบของ สปท. ของเราอันนี้ส่งไปให้ทางด้านคณะรัฐมนตรี ซึ่งกําลังจะพิจารณาส่งไปยัง สนช. ออกเป็นกฎหมายต่อไปนะครับ

ส่วนอีก ๓ เรื่องซึ่งอยู่ในวาระเช่นเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ขณะนี้ กําลังอยู่ในการพิจารณาของอนุกรรมาธิการทั้ง ๒ ชุดของเรานะครับ คือโครงการสํานึกไทย ไม่โกง อันนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร เรื่องที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภาครัฐ พ.ศ. .... และเรื่องที่ ๓ การปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรป้องกัน และการปราบปรามการทุจริต เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วใน ๘ เรื่อง ๕ เรื่องนี่เราทําเสร็จ เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนอีก ๓ เรื่องกําลังอยู่ในการพิจารณาของอนุกรรมาธิการ ซึ่งกําลัง เร่งอยู่อย่างเต็มที่นะครับ อันนั้นอยู่ในวาระซึ่งเราจะต้องเร่งด่วน นอกจากนั้นแล้วก็ยังเรื่อง การทุจริตมันเยอะแยะไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการของเราก็เห็นว่ายังมี เรื่องที่สําคัญอีก ๖ เรื่องที่จะต้องทํา เป็นเรื่องที่ริเริ่มนะครับ แต่ว่าในวันนี้ก็ต้องต่อจาก ทางด้านที่อยู่ในวาระ ๖ เรื่องที่สําคัญต่าง ๆ เช่น เรื่องความเข้มแข็งของประชาคมข้าราชการ ในการเฝ้าระวังการทุจริต การตั้งหน่วยงานกลางเกี่ยวกับการป้องกันและการปราบปราม การทุจริตที่เรียกว่า เคลียริงเฮาส์ (Clearing House) โดยจะมีหน่วยงานกลางเพื่อจะ ขับเคลื่อนการทุจริตให้มันรวดเร็วยิ่งขึ้น การปรับปรุงระบบภาษีอากรแวต (VAT) การป้องกัน การทุจริต นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องงบประมาณขององค์อิสระ การสรรหาคณะกรรมการ ในองค์กรอิสระและองค์กรมหาชน แล้วก็การศึกษาเกี่ยวกับข้อเสียเปรียบของรัฐที่ไปทํา สัญญาเสียเปรียบต่าง ๆ อย่างเช่น ที่เราเสนอไปแล้วที่ฮือฮากันนั้นนะครับ คือเรื่องโครงการ คลองด่านทั้ง ๖ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในวาระก็จริง แต่ว่าเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่สําคัญก็จะ ดําเนินการตามระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไปนะครับ

เรียนว่าปัญหาอุปสรรคผมคิดว่าไม่มีครับ เพียงแต่ว่ามันจํากัดด้วยเวลา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดําเนินการในเรื่องที่เป็นวาระการปฏิรูปเสียก่อนนะครับดําเนินการ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ดําเนินการตามวาระ แล้วก็ต้องเป็นเรื่องที่สําคัญ ต้องเป็นนโยบายด้วย นะครับ นอกจากนั้นแล้วเรื่องการทุจริตนี้มันจะไปรวมอยู่กับคณะกรรมาธิการด้านอื่น ๆ ด้วย เราจะต้องมีการประสานงานกัน เพื่อให้การดําเนินงานต่าง ๆ นะครับ ผมก็มีเรื่องที่จะเสนอ เท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับมีท่านนรรัตน์ พิมเสน กรรมาธิการด้านการเมือง ขอสรุปปัญหา แล้วก็ ข้อเสนอแนะสักช่วงเวลาสั้นๆ ขอเรียนเชิญครับ

นางนรรัตน์ พิมเสน 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ท่านประธานสภา แล้วก็ เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน นรรัตน์ พิมเสน ในฐานะของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองค่ะ ขออนุญาตเรียนสรุปในการดําเนินงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองโดยย่อ ๆ ขออนุญาตเรียนว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนี้ได้มีการดําเนินการตาม แผนการปฏิรูปทางด้านการเมือง โดยมีเป้าหมายสําคัญก็คือเพื่อที่จะให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองที่แก้ไขปัญหาเดิม เปลี่ยนโฉมการเมืองเป็นการเมืองใหม่ที่จะรักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสําคัญ คณะกรรมาธิการจึงมีโจทย์ใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย สําคัญของการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งได้มี การเสนอแนะแล้วก็มีวิธีการปฏิรูปซึ่งจะให้ความสําคัญในประเด็นหลัก ๆ ๖ ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ ๑ เป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีเป้าหมาย ในการปฏิรูปให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและก็เที่ยงธรรม แล้วก็มีมาตรการป้องกันการลงทุน ในพรรคการเมือง เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปสู่การถอนทุน และการทุจริตคอร์รัปชัน และจะต้องมี คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมาธิการได้มีการตั้งคณะ อนุกรรมาธิการด้านการเมือง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีท่านสุชน ชาลีเครือ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ งานของของคณะกรรมาธิการได้มีการเสนอต่อสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปเรียบร้อยแล้ว แล้วในที่ประชุมนี้ก็ได้เห็นชอบรายงานแล้ว ขณะนี้ก็ได้ ผ่านคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

ประเด็นที่ ๒ การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายในการปฏิรูปเพื่อจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยให้มีหลักสูตรการศึกษาในด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบ การศึกษาตั้งแต่เด็กและเยาวชน แล้วก็ให้ความรู้แก่ประชาชนโดยทั่วไป คณะกรรมาธิการ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการในเรื่องนี้โดยมีท่านกษิต ภิรมย์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้มีการเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วสภานี้ก็ได้ให้ความ เห็นชอบไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของระบบพรรคการเมือง คือทางคณะก็มีเป้าหมาย ในการปฏิรูปเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบการเมืองที่ดีที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยผ่าน พรรคการเมือง เพื่อให้มีการปฏิรูประบบพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองนี้เป็นของ ประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่ถูกครอบงําจากนายทุน โดยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เป็นเจ้าของพรรคการเมืองผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้กับพรรคการเมืองโดยสมัครใจ และให้ รัฐอุดหนุนทุนให้กับพรรคการเมืองอย่างเหมาะสมแล้วก็เป็นธรรม แล้วก็มีการจัดระบบ การบริหารพรรคการเมืองโดยแยกออกเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และ คณะกรรมการบริหารกิจการภายในของพรรค มีการควบคุมตรวจสอบการนําเสนอนโยบาย ของพรรค การยุบพรรค แล้วก็กระทําได้ต่อเมื่อพรรคการเมืองกระทําความผิดอันเป็นการ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทําลายความมั่นคง ของชาติเท่านั้น การดําเนินงานทางคณะกรรมาธิการได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการในเรื่องนี้ โดยมีท่านสมพงษ์ สระกวี เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ซึ่งกําลังศึกษาอยู่แล้วก็จะได้รายงาน ต่อสภาเพื่อพิจารณาต่อไปค่ะ

ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของการสร้าง ความปรองดองค่ะ ในประเด็นนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีการเสนอรายงานแบ่งออกเป็น ๒ เรื่องด้วยกันจะเป็นการรายงานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดอง กรณีการเยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง และจะนําเสนอต่อที่ประชุมสภาต่อไปนะคะ

ประเด็นที่ ๕ เป็นการควบคุมแล้วก็การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐค่ะ ก็ได้มี การตั้งอนุกรรมาธิการโดยมีท่านสุชน ชาลีเครือ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ซึ่งกําลังพิจารณา แล้วก็จะได้เสนอต่อไปนะคะ

ประเด็นที่ ๖ เป็นเรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่องของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งก็จะไปโยงกับคณะอนุกรรมาธิการของท่านกษิต ภิรมย์ นะคะ ในเรื่องของการสร้าง นักการเมืองที่ดี แล้วก็มีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งจะเสนอต่อประธานสภาต่อไปค่ะ

นอกจากนี้แล้วขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า คณะกรรมาธิการนี้ ได้เห็นความสําคัญถ้าจะเกี่ยวข้อง แล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายทางคณะ ก็จะดําเนินการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็เกี่ยวกับพรรคการเมืองค่ะ ส่วนกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่งเป็น กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็กลุ่มที่ ๓ ก็คือกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะได้มีการเร่งรัดแล้วก็จะเสนอรายงานในส่วนที่เหลือนี้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ที่เหลืออยู่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณานําเสนอผลงานปัญหาแล้วก็อุปสรรค รวมทั้ง มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขด้วย ซึ่งรับฟังจากท่านสมาชิกเป็นส่วนใหญ่นะครับ ขอกราบเรียน ให้ทราบว่าหนังสือที่ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจกไป อาจจะมีข้อบกพร่องบ้าง ก็ขอความกรุณาให้ท่านสมาชิกทุกท่านอ่าน แล้วก็กรุณาแนะนําการปรับปรุงแก้ไขมาที่ คณะกรรมการจัดทําหนังสือด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอประทานอภัยในความผิดพลาด บางสิ่งบางอย่างที่จะต้องปรับปรุงขึ้นมา ก็กราบเรียนท่านสมาชิก สปท. ว่าในการทํางาน ของเราก็มาถึงประมาณครึ่งทาง แล้วก็เหลืออีกครึ่งทาง เราก็ควรสํารวจตัวเองว่าเราทําอะไร ประสบผลสําเร็จ แล้วก็มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้าง และควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร กราบเรียนเสมอมาว่าเราควรจะมุ่งเน้นงานหลักของเรา คือเรื่องการสานต่องานของสภาปฏิรูป แห่งชาติ ๓๗ วาระที่คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องในการปฏิรูปประเทศเป็นผู้มีมติ เห็นชอบ ๓๗ วาระแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลก็จะผูกพันกับ ๓๗ วาระที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบนั่นเอง สิ่งที่นอกเหนือก็คงอาจจะมากมายเกินขีดความสามารถไปก็ได้ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ผมได้เข้าพบท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอแผนปฏิรูปของเราซึ่งปรับปรุง ครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านขอเวลาเพื่อไปบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์ของชาติ แผนพัฒนา เศรษฐกิจสังคมแห่งชาติและงบประมาณประจําปีด้วย เพราะฉะนั้นการที่คณะรัฐมนตรี ผูกพันมันรวมถึงงบประมาณด้วย และความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติกับแผนพัฒนา เศรษฐกิจสังคมแห่งชาติด้วย เพราะฉะนั้นเวลาทํางานเราคงมุ่งผลลัพธ์บั้นปลายมากกว่า ซึ่งมันมีโอกาสสําเร็จหรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าหากอะไรก็ตามที่เสนอไปมันนอกเหนือจากที่ รัฐบาลทุ่มเททรัพยากรลงไป มันก็อาจจะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เราทําไป แต่แน่นอนระหว่างทาง มันก็มีอยู่บ้าง ของจริงมันก็ต้องมีของแจกของแถมอยู่บ้าง ถึงแม้ว่ามันมีงานหลัก ๓๗ วาระ ยกตัวอย่างเช่น กรณีคลองด่านอย่างนี้ หรือกรณีรถไฟความเร็วสูงก็ทันเวลาพอสมควร ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะปฏิรูป ๓๗ วาระนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าต่างชาติพอเห็น แผนปฏิรูป ๓๗ วาระแล้วก็ชมว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะปฏิรูปประเทศมากมายถึงเพียงนั้น

ต่อไปผมก็อยากจะเรียนเชิญท่านสมาชิกร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น แล้วก็พูดถึงปัญหาและวิธีแก้ปัญหาของเรา ก็อยากจะฟังสติปัญญาอันสูงส่งของท่าน ก็มีผู้จองอยู่ประมาณ ๔ ท่านด้วยกัน ท่านแรกคือท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่านที่ ๒ คือ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านที่ ๓ คือ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ท่านที่ ๔ คือ ท่านนรรัตน์ พิมเสน ขอเรียนเชิญ ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อดีตผู้บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) ขอเรียนเชิญครับ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผมมีความยินดีครับ วันนี้ ที่ท่านประธานได้จัดให้มีการประชุมเพื่อที่รับทราบผลงาน แล้วก็ได้มีการทบทวนเรื่อง ของปัญหาต่าง ๆ ผมคิดว่าเป็นเวลาจังหวะที่เหมาะ ผมเชื่อว่าจากผลงานที่รายงานเราก็มี ความภูมิใจในระดับหนึ่งว่าทางสภาแห่งนี้ได้มีผลงานที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองแล้วไปสู่ ท่านคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี และได้รับการยอมรับถึง ๕๐ กว่ารายการด้วยกัน แต่ผมคิดว่าอันนี้เป็นเพียงความประสบความสําเร็จแต่เพียงครึ่งหนึ่ง เพราะหลายท่าน ในฐานะประธานกรรมาธิการก็ได้พูดว่าตราบใดที่ประชาชนยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ที่แท้จริงในชีวิตประจําวัน ผมก็เชื่อว่าเขายังคิดว่าการปฏิรูปของเรายังไม่ได้มีอะไรก้าวหน้า การที่เราจะปฏิรูปได้สําเร็จหลังจากที่ผ่านความเห็นชอบของ ๓ ฝ่าย แล้วก็ ครม. แล้วมีหน่วยงานที่เราจะต้องไปทํางานด้วยมากมาย เพราะว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่า จะเป็นเรื่องต้องปรับปรุงในเรื่องระเบียบการปฏิบัติก็ดี หรือต้องออกพระราชบัญญัติใหม่ก็ดี จะต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการของเราควรจะเน้นเรื่อง การขับเคลื่อน คําว่า เน้นการขับเคลื่อน ในที่นี้ผมหมายถึงว่าต้องไปร่วมทํางานกับหน่วยงาน ที่เรากําลังจะขอให้มีการปฏิรูป เพราะเสนอไปแล้วส่งเรื่องไปเฉย ๆ คงไม่พอเพียง ผมอยากจะเปรียบเทียบว่าถ้าเป็นกีฬา ขณะนี้เราก็เพิ่งผ่านการซ้อมใหญ่ ยังไม่ได้แข่งขันเลย ยังไม่ได้เข้าไปมีการแข่งขันเลย เพราะว่าถ้าตราบใดหน่วยงานที่เราต้องการจะปรับปรุงแก้ไข ยังไม่มีโอกาสได้มาร่วมที่จะแก้ไขร่วมกับเรา หลายท่านได้ทําไปแล้ว ผมฟังประธาน กรรมาธิการหลายท่าน ท่านได้ทํางานควบคู่กันไปว่าในระหว่างที่เสนอก็ไปทํางานผมด้วย ผมอยากจะยกตัวอย่างที่ผมเองมีประสบการณ์ในฐานะที่เป็น สปช. เดิม และ สปท. ๒ เรื่องในเรื่องของการปฏิรูป เรื่องของการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ใช้เวลาเกือบ ๒ ปี แล้วขณะนี้ก็ยังไม่ประสบความสําเร็จที่แท้จริง เรื่องศาลคดีทุจริตท่านจําได้ ท่านประธาน คงจําได้ เพราะท่านได้ผลักดันเรื่องนี้ด้วยตัวท่านเอง เราได้พยายามที่จะผลักดันให้มีศาล คดีทุจริตตั้งแต่วันแรกที่มี สปช. จนกระทั่งขณะนี้ยังอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะออกมา เมื่อไรยังไม่ทราบ ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการ ปรับปรุง แล้วก็ยก เรียกว่ายกมาพยายามที่จะปรับปรุงให้การจัดซื้อจัดจ้างเรามีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น ทั้ง ๒ เรื่องนี้ใช้เวลามาเกือบ ๒ ปี ผ่านการขับเคลื่อนกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเป็นเวลายาวนาน แลกเปลี่ยนความคิด ปรับปรุง แล้วก็ทําให้สอดคล้องกับสิ่งที่ เขาคิดว่าทําได้หรือทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่เรากําลังทําอยู่นี้เราจําเป็น นะครับที่อยากใช้เวลาส่วนใหญ่ของเราที่เหลือ ๖ เดือนนี้มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการขับเคลื่อน ไม่ใช่เรื่องว่าศึกษาเพิ่มเติม เรื่องที่เรามีศึกษาเพิ่มเติมนี้พอเพียงแล้วครับ และแม้กระทั่ง ที่เวลาใช้ในสภานี้ ที่เรามาพูด แล้วมารับฟัง คิดว่าเป็นเวลาที่เราน่าจะใช้เวลาที่ตรงนี้ไปทํา การขับเคลื่อนมากกว่า เพราะว่าการที่เราจะได้มูลค่าเพิ่มจากสมาชิกที่ฟังในที่นี้มีประโยชน์ แต่ว่ามันไม่ใช่ที่สิ้นสุดครับ เพราะว่าเรื่องที่เราเสนอไปแล้ว ผมเชื่อเลยว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาจะมีข้อต่อรอง จะมีข้อขัดข้อง จะมีข้อขอเปลี่ยนแปลง หลายเรื่องเราจะต้องไปทํางาน แล้วเราต้องปรับปรุงอันนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าอยากจะให้เน้นการขับเคลื่อน ใน ๖ เดือนที่เหลือ ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ เราไม่ใช่หน่วยงานเดียวนะครับ สปท. ขณะนี้ รัฐตั้งขึ้นมาหลายหน่วยงาน ๑๒ ประชารัฐที่เอารัฐมนตรีร่วมกับภาคเอกชนไปขับเคลื่อน เรื่องเศรษฐกิจและสังคม ตรงนั้นเขามีสายตรง เขาคิดเรื่องอะไร รัฐมนตรีนําเข้า ครม. เลย ไม่ต้องผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ไม่ต้องผ่านอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรากําลังทํางานบางเรื่อง ที่ซับซ้อน แล้วบางเรื่องเราอาจจะต้องไปจูน (Tune) กับเขาเพื่อให้แน่ใจว่าตรงกันนะครับ นอกจากโครงการประชารัฐ ๑๒ ยังมีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งขึ้นมาแล้ว แล้วก็มีความจําเป็น มีความสามารถในการที่เข้าถึงตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่านบอกว่า เอาเรื่องนี้เข้า ครม. เลย เป็นหลายเรื่องที่ผมเห็นเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเวลาของเรา มีไม่มาก ผมอยากจะเรียนเสนอว่าเน้นเรื่องการขับเคลื่อน อย่าเน้นเรื่องการศึกษามากมาย แล้วก็พยายามผลักดัน ทํางานร่วมกับคณะอื่น ๆ ที่เราจําเป็นต้องทํางาน ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานบริหารสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตแสดง ความคิดเห็นนะครับ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจอภิปราย มีคนมาถาม มายุ บอกว่าพี่อู้ไม่พูดอะไรหรือ ก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านประธานมาเป็นเวลา ๗-๘ เดือนแล้วนะครับ ก่อนอื่นก็ขอชื่นชม ท่านประธานและท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่านที่ได้ทุ่มเททํางานให้กับพวกเรา ให้กับบ้านเมือง อย่างเต็มที่เลย อันนี้พูดด้วยความจริงใจว่าท่านได้ทุ่มเท ท่านได้ทํางานกันอย่างหนักมาก ทั้ง ๓ ท่าน สมควรที่จะได้รับคําชื่นชมจากพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนการทํางานของ กรรมาธิการทั้ง ๑๑ คณะ แล้วก็กรรมาธิการวิสามัญอีก ๑ คณะก็ได้ทํางานมาผมคิดว่า มีผลงาน ก็คงจะตั้ง ๒-๓ ประเด็นนะครับ เพราะว่าเราอยู่กันเอง ไม่มีสื่อ ก็คงจะพูดกันได้ อย่างลึก ๆ หรือว่าเคลียร์ใจในเรื่องบางอย่างเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ท่านประธานและ รองประธานด้วยที่จะเป็นเหมือนกับกระจกสะท้อน

ประเด็นแรกเรื่องการใช้งบประมาณ ก็เห็นมีงบประมาณให้คณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ในบางเรื่องก็อาจจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น หรือในบางเรื่องอย่างที่ ท่านประมนต์บอกเน้นการขับเคลื่อนนี้ การขับเคลื่อนบางทีต้องใช้เงินเหมือนกัน เพราะมัน ก็แล้วแต่ว่าเราทําเรื่องอะไรนะครับ บางทีอาจจะต้องไปทดสอบ ทดลอง ไปแซมพลิง (Sampling) ไปพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) ก่อนเพื่อให้ได้ความชัดเจนว่าที่เราคิด ที่เราจะเสนอนี้มันใช่ไหม อันนี้ก็ต้องขอนโยบายให้ท่านประธานได้ให้นโยบายแก่กรรมาธิการ แก่พวกเราว่ามันจะใช้เงินเพิ่มไปจากที่พวกเรามีอยู่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทได้ไหม หรือใช้ เพื่อการอื่น เพราะใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้นมันก็จะล็อกเอาไว้ว่าทําอะไรได้บ้างนะครับ ก็ฝากเป็นข้อถามให้ท่านประธานได้ให้กับพวกเรา มิฉะนั้นบางท่านอาจจะไปคิดโครงการ ขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้รับการสนับสนุน

ถัดไปคือเรื่องที่เกี่ยวกับการนําการปฏิรูปนี้ไปสู่ประชาชน ก็มีการดําเนินการอยู่ ยิ่งของท่านรองประธาน คนที่หนึ่งนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นรีฟอร์ม อิน แอ็กชัน (Reform in action) รีฟอร์มอะแคเดมี (Reform Academy) รีฟอร์มลีดเดอร์ (Reform Leader) รีฟอร์ม พับบลิก รีเลชัน (Reform Public Relation) ต่าง ๆ ผมชื่นชมท่าน ท่านได้พยายาม ทํางาน พยายามนําพวกเรา ผลงานของพวกเรานี้ไปสู่ประชาชน แล้วบางท่านก็มีแนวคิด แนวที่เป็นอดีตนักการเมือง มีประสบการณ์สูง เห็นภาพการทํางานที่จะนําไปสู่ผลสัมฤทธิ์ ผลสําเร็จได้ แต่ประเด็นที่อยากจะตั้งนี้ฝากท่านไปพิจารณานี้ คือดูตรงนี้แล้ว ข้อจํากัด ของเวลาที่มีอยู่ ๔-๕ เดือนข้างหน้า ถ้าเราไปสร้างรีฟอร์มลีดเดอร์ (Reform Leader) รีฟอร์มอะแคเดมี (Reform Academy) นี้ พอเราหมดหน้าที่ไปแล้วมันจะไปตรงไหน ใครจะไปทําต่ออย่างไร แล้วผลที่ได้มันจะไปอยู่ตรงไหน อันนี้ก็ฝากท่านไปช่วยคิด กับการทํางานในส่วนนี้จากเสียงที่มาจากเพื่อน สปท. หลาย ๆ ท่าน จากที่สื่อพยายาม เขียนถึง เขาจะมองว่าเป็นการทํางานที่อาจจะไม่ได้รับฉันทามติจากที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือว่า หลาย ๆ เรื่องที่ท่านไปทํา ท่านทําเองด้วยความหวังดี ท่านประธานให้ความเห็นชอบ แต่เมื่อไม่ใช่เป็นความมีส่วนร่วมของสมาชิกส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นความเห็นด้วยของสมาชิก ส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นความเห็นชอบของสมาชิกส่วนใหญ่แล้ว ก็อาจจะเกิดความรู้สึกที่ว่าถ้างาน มันสําเร็จด้วยดีก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้างานมันเกิดไปมีปัญหา เพราะสื่อก็พยายามกระทุ้ง กระแทกอยู่เหมือนกันเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งที่เป็นความหวังดีของท่านประธานและ ท่านรองประธานในการทํางาน แต่ผมคิดว่าแล้วถ้าเราดูองคาพยพที่เราไปทําอยู่นี้ ที่แจกไปนี้ คณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และมีอนุกรรมาธิการอีก ๓-๔ คณะ ที่ตั้งขึ้นมา ก็จะเป็นคนนอกทั้งนั้นเลย คนนอกซึ่งมาจากเครือข่ายที่พวกเราก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง ในการให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งต่าง ๆ ผมมองใน ๒ แง่ ผมมองว่าเป็นความปรารถนาดี แล้วก็เป็นการต้องการนําเรื่องการปฏิรูปที่เราทํานี้ไปสู่ภาคประชาชน ไปสู่ภาคสื่อมวลชน แต่งานลักษณะนี้มันมีผลกระทบได้ เพราะมันอาจจะส่อเข้านโยบายรัฐบาลไหม รัฐบาลก็ทํา ประชารัฐทําอะไรอยู่หลาย ๆ อย่างเหมือนกันนะครับ ก็ฝากท่านเป็นข้อพิจารณาเท่านั้นล่ะ ไม่ได้มีอะไรที่มากมายว่าถ้าการดําเนินการลักษณะอันนี้ที่ประชุมนี้ให้ความเห็นชอบ มีส่วนร่วม ในการดําเนินงานมากกว่านี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะบางเรื่องก็อาจจะ เห็นตรงกัน เห็นไม่ตรงกัน

ประเด็นสุดท้ายก็คือความเป็นเอกภาพของสมาชิก ผมคิดว่าเรามีปัญหา อยู่บ้าง มีการนําเรื่องข้างในนี้ เรื่องในครอบครัวไปพูดให้คนข้างนอกฟัง ยกตัวอย่างล่าสุดเลย เรื่องคลองไทย หรือคลองคอดกระ ก็มีการเสนอในวิป (Whip) ท่านประธานก็รับจะไปเคลียร์ (Clear) ข้างบนให้ว่าเรื่องนี้สมควรจะดําเนินการไหม สัปดาห์ถัดมาท่านก็มาบอกว่ายัง ไม่สมควรจะดําเนินการ มีความเห็นว่าภาวะของประเทศขณะนี้ถ้ามาพูดเรื่องนี้มันจะเพิ่ม ความขัดแย้ง มันก็จบไป อีก ๒ วันต่อมา โครงการทั้งหมดนี้สื่อเอามาลงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ลงแบบดีมาก ๆ เสร็จแล้วก็ไปแหย่ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ซัดมา เต็ม ๆ เลย ทั้งที่เรื่องก็จบไปแล้ว ก็แสดงว่ามีผู้หวังดีประสงค์ร้ายเอาเรื่องออกไปให้สื่อกัน ทํากันอยู่เป็นประจํา นี่เป็นเรื่องตัวอย่าง ๑ ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ มีอีกหลาย ๆ เรื่องนะครับ อย่างเรื่องที่เขียนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสภาแห่งนี้ ที่สื่อนําไปลงก็มาจากนี่ครับ การดําเนินการ ก็คงจะมีใคร หรืออาจจะไม่ใช่พวกเราก็ได้ เพราะเวลาประชุมวิป (Whip) ก็มีคนนอก อีกมากมายที่นั่งอยู่ห้องนั้น แต่ผมฝากเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร กรมการพลังงานทหาร ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ครับ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณและชื่นชมท่านประธาน ที่ได้กรุณาจัดวาระการประชุมที่ดีในวันนี้ เพื่อให้พวกเราได้รับทราบการดําเนินงานของสภา ของเรา คณะกรรมาธิการ แล้วก็รู้บทบาทของแต่ละท่านในแต่ละองค์ประกอบ แล้วในฐานะ ที่ผมก็ขออนุญาตต่อท่านประธาน อาจจะพูดไปเกี่ยวพันกับท่านใดบ้าง เพราะเนื่องจากว่า ท่านคุรุจิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้มอบหมายให้ผมได้เข้าไปร่วมประชุมคณะแต่ละคณะ ได้เห็นภาพของแต่ละองค์ สําหรับการปฏิรูปนี้ถ้าพูดถึงต้นน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา ต้นน้ําของเรานี้คือเหมือนรายงานของ สปช. แล้วก็ของเราได้ศึกษาเพิ่มเติมของ สปท. ของเรา ได้รายงานให้สภาของเรา ซึ่งสําหรับต้นน้ําเท่าที่ผมสังเกตดู ผมเข้าไปร่วมประชุมวิป (Whip) ของเรา บางครั้งผมว่าบางทีเรื่องสาระที่จะเข้าประชุมในสัปดาห์หน้านี้ บางทีเวลา น้อยมากในการหารือ สมมุติประชุม ๑๐ โมงถึงเที่ยง เรื่องที่เป็นหัวใจไปอยู่แค่บางที ครึ่งชั่วโมงหลัง ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องซึ่งบางทีส่วนใหญ่ยังได้ข้อยุติน้อย อันนี้ผมขออนุญาต นะครับ ขออนุญาตเสนอแนะว่าเรื่องที่สําคัญควรที่จะมีเวลามาก ๆ ในการหารือ เพื่อก่อนที่จะ เข้าสภาของเราอย่างน้อยจะได้กลั่นกรองอย่างดีที่สุดนะครับ เรื่องต้นน้ําในสภานี้ ผมขอ อนุญาตเป็นความคิดส่วนตนนะครับ ถ้าสังเกตดูในการอภิปรายส่วนใหญ่แล้วจะตั้งข้อสังเกต แล้วก็จะท้วงติงเสียส่วนใหญ่ แล้วการออกสู่พับบลิก (Public) นี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน สื่อมวลชน และผู้บริหารระดับประเทศนี้ฟัง ฟังอยู่ ดังนั้นข้อเสนอแนะของกรรมาธิการหรือ พวกเรา กรรมาธิการแต่ละคณะเสนอขึ้นมานี้ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าทําไมค้านกันเยอะแยะ ไปหมดเสียส่วนใหญ่ อันนี้ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตนะครับว่า ส่วนใหญ่แล้วข้อสนับสนุน จะน้อย แต่ผลออกมายกมือก็ผ่านหมด อันนี้ผมว่าระดับผู้บริหารหรือประชาชนก็คง ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้เหมือนกัน

สําหรับกลางน้ํา ผมขออนุญาตเช่นเดียวกับท่านประมนต์นะครับ คือกระบวนการ ขับเคลื่อนสําคัญที่สุดในกลางน้ํานี้ ตั้งแต่ท่านประธานเสนอท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็จะเข้า ครม. อีกครั้งหนึ่ง หรือผ่านวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย พวกนี้ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องเข้มข้นต้องเข้มข้นมากเลย เพราะว่าช่วงนี้เหมือนคอขวดคอคอดครับ เรื่องที่เราเสนอ ๓๖ เรื่อง หรือ ๔๗ เรื่องหรือบวกในอนาคต ๓-๔ เดือนข้างหน้านี้ตรงนี้จะเป็นคอคอด ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าตรงนี้ต้องเข้มข้นมากนะครับ แล้วก็ผมก็สังเกตอีกว่าอย่างวิป (Whip) ๒ ฝ่ายนี้ สปท. กับ สนช. เท่าที่ดูนี่นะครับ มีบางคณะเท่านั้นที่หารือกันที่ผมสังเกตดู พอในที่ประชุมอย่างมีคณะกรรมการท่านใด ๒ ฝ่ายมีกรรมการหารืออะไรมีน้อยคณะที่จะ หารือกัน อันนี้ก็ขออนุญาตฝากเรียนคณะกรรมาธิการด้วยนะครับว่ามีน้อยคณะที่หารือ อย่างใกล้ชิด แล้วก็สําหรับเอาต์พุต (Output) เมื่อสักครู่เราเสนอเข้าไปนะครับอินพุต (Input) เข้าไปโพรเซส (Process) ทั้งหมดเอาต์พุต (Output) ผมขออนุญาตเสนอแนวคิดว่า เมื่อจบที่การบริหารราชการแผ่นดินในอํานาจของท่านนายกหรือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ตัวนี้ ทั้ง ๒ เรื่องนี้ ผมไม่ทราบว่าของเรามีเวลาอีก ๓ เดือน หรือ ๔ เดือน บวกอีก ๑๒๐ วัน ความคาดหวังของเราจะอยู่แค่ต้นน้ําโพรเซส (Process) หยุดที่ตรงกลางน้ําหรือจะไปจบที่ ๒ อันนี้ อันนี้ก็ต้องขอฝากกับพวกเราทุกคน เรื่องเกี่ยวกับ ปัจจัยเวลานะครับ

แล้วก็ขอเสนอแนะอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าเรื่องการประชาสัมพันธ์ซึ่งทั้งหมด อย่างที่ท่านเลิศรัตน์กล่าวว่าในการประชาสัมพันธ์บางครั้งขอให้เป็นระบบ จะประชุม ขออนุญาต เสนอแนะนะครับ สมมุติแต่ละสัปดาห์จบไม่ทราบว่ามีการประชาสัมพันธ์กันเป็นระบบอย่างไร มีแบบฟอร์มของแต่ละเรื่องหรือคณะอย่างไรบ้าง แล้วก็สรุปว่าดําเนินการต้นน้ํา กลางน้ํา ของเราเป็นอย่างไรบ้างเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะผมว่าเท่าที่ผ่านมา ๖ เดือน ผมว่า ประชาชนยังทราบน้อยนะครับ ผมขออนุญาตมีเรื่องเสนอแนะแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นายกษิต ภิรมย์

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา ๕ ปี ซึ่งจะเข้าสู่ฉบับที่ ๑๒ และในขณะเดียวกัน ที่ สปท. เราก็มีแผนของ สปท. ซึ่งได้ส่งให้กับทางฝ่ายรัฐบาลและเราก็ได้มีการทยอยผลงาน ของเราผ่านคณะกรรมาธิการ ๑๑ บวก ๑ อนุกรรมาธิการไปให้ทางฝ่ายรัฐบาลเป็นระยะ ๆ ในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมาเรามีตัวเลขมีสถิติผลงานของเรา ก็เป็นที่น่าชื่นชมในแง่หนึ่งว่าได้ ทํางานกันมา แต่คราวนี้เราก็มีเวลาซึ่งผมคาดการณ์ว่าคงจะเหลือไม่เกินอีก ๖ เดือน ยังมี วาระหรืองานที่ต้องทําอีกประมาณเกือบ ๑๐๐ เรื่อง และทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของ ๓๗ วาระที่ทาง สปช. ได้มอบมาให้กับเราและเราต้องรับที่จะทํางานต่อไป และเมื่อสักครู่นี้ ก็ได้ฟังท่านประธานกรรมาธิการทั้งหลายได้บอกว่าระยะเวลาที่เหลือนั้นแต่ละกรรมาธิการ จะทําอะไรบ้าง คราวนี้เราต้องถามว่าแล้วการทํางานที่จะเหลือตามตารางของแต่ละ คณะกรรมาธิการนั้นจะได้ใจประชาชนหรือไม่ จะได้รับการแซ่ซ้องหรือจะได้รับการตําหนิ ติเตียนว่าควรจะยุบได้หรือไม่ เพราะไม่มีผลงาน เพราะฉะนั้นเราจะมาชื่นชมกับสถิติหรือ ชื่นชมกันเองคงจะไม่ได้ หรือว่าจะชื่นชมกันในกรอบของแม่น้ํา ๕ สายก็ไม่ได้ เราต้องทําตน ให้เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องทํางาน ที่มีผลงานที่ออกมาแล้วประชาชนเข้าใจ ชื่นชม แล้วก็ยอมรับ ในขณะเดียวกันทางรัฐบาล ได้ตั้ง ๖ คณะทํางานที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อการทํางานของเรา อีก ๖ เดือนไปข้างหน้าครับท่านประธาน ผมขอเสนออย่างนี้ว่าเราโดย สปท. โดยท่านประธานเอง หรือในกรอบของแม่น้ํา ๓ สาย หรือจะ ๒ สายหรือว่าเรา สปท. กับคณะรัฐบาลประกอบด้วย ๖ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คณะทํางานทั้ง ๖ นั้นมานั่งคุยกันสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ แล้วก็บอกว่า ๓๗ วาระของ สปช. นั้น ทางฝ่ายบริหารคือทางฝ่ายรัฐบาลผ่าน ๖ คณะทํางานของรองนายกรัฐมนตรีนี้กําลังทํา อะไรอยู่บ้าง เพื่อเราจะได้ไม่ต้องทํางานซ้อนกัน และอะไรต่าง ๆ ใน ๓๗ วาระที่มันค่อนข้าง จะเป็นงานรูทีน (Routine) งานประจําของทางฝ่ายบริหารนั้นผมคิดว่า สปท. ไม่น่าจะมา ริเริ่มหรือมาทํางานซ้อน เราจะได้ตัดตอนออกมาได้ งานที่จะเหลือที่ สปท. ไปอีก ๖ เดือน ข้างหน้าก็จะน้อยลง แล้วผมก็อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานแล้วเรามาร่วมกันจัดลําดับ ความสําคัญของงานทั้งหมดของ ๑๑ คณะกรรมาธิการบวกอีก ๑ คณะอนุกรรมาธิการ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เราจะได้เน้นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่จะตอบสนองความต้องการของ ประชาชน ของประเทศ ดลใจได้ใจประชาชนเป็นสําคัญ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ แล้วผมก็ได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นหลายครั้งว่าเรื่องที่อยู่ในใจของประชาชนเป็นเรื่องของการกระจาย อํานาจ เรื่องปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เรื่องความเหลื่อมล้ําในชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องการปฏิรูปพลังงาน หรือแม้กระทั่งบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในแง่หนึ่งก็กระจัดกระจาย ไปอยู่หลายกรรมาธิการ แต่ถ้าเผื่อเรามาลงขันกันใน สปท. ในที่ประชุมใหญ่นี้มาจัดลําดับ ความสําคัญแล้วก็เร่งดําเนินการตกลงกันอย่างไรก็มอบให้คณะกรรมาธิการนั้น ๆ ไปเร่ง ดําเนินการจะได้ไม่ต้องทํางานหลายอย่างหรือว่ามากคณะอนุกรรมการ หรือว่าคณะทํางาน ออกไปอีก เพราะเรามีเวลาค่อนข้างที่จะจํากัด ผมอยากจะเสนอการทํางานต่อไปเป็นอย่างนี้ แล้วผมเห็นด้วยนะครับกับเพื่อน สปท. ที่ได้ลุกขึ้นมาวันก่อนนี้เรื่องการประชาสัมพันธ์ เป็นสําคัญ เมื่อเริ่มแรกสัปดาห์แรกเราได้มีการจัดตั้งอะไรครับ ศูนย์สื่อสาร แต่ผมคิดว่า ยังทํางานไม่เต็มกําลัง แล้วก็การวางเครือข่ายของศูนย์ศึกษาอันนี้ของรัฐสภาหรือว่า ของสภา กับเครือข่ายของวิทยุโทรทัศน์ของรัฐก็ยังอ่อนมาก แล้วผมก็อยากจะกราบเรียน ขอเสนอท่านประธานว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐทั้งหมดจะต้องให้เวลากับผลงานของแม่น้ํา ๕ สาย โดยเฉพาะของ สปท. เพราะเรากําลังปฏิรูปประเทศไทยครับ ผมก็ขอกราบเรียน เสนอมาแค่นี้ และขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ ตําแหน่งหัวหน้าสํานักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ วันนี้อาจจะต้องพูดตรงสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน เพราะคําพูดที่เรายอกันไปยอกันมา บางทีเราก็ไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้นท่านประธานอาจจะต้องรับฟังในสิ่งที่อาจจะรู้สึกว่า มันไม่ค่อยชอบใจบ้างก็ได้ เพราะว่าถ้าเราหลอกตัวเองกัน ยอกันไป ยอกันไป ก็จบ ๆ กันไป ผมก็นั่งเป็น สปท. ไปพร้อมประธานแล้วจบ ไม่มีอะไร แต่ท่านประธานคงไม่ได้มีโอกาสรู้ว่า เมื่อเช้าผมถึงเห็นแล้วก็ดีใจ เห็นท่านประธานไปนั่งทานข้าวกับสมาชิก สมาชิกเขานั่งบ่น นั่งล้อ นั่งเล่น เย้ยหยันไยไทยด้วยกันเอง บางทีท่านประธานก็ไม่ทราบ ผมว่าสิ่งแรกผม ไม่อยากให้การพูดกันวันนี้เป็นพิธีกรรม ผมเสียดายจริง ๆ ครับ ท่านประธานทราบไหมว่า มีกรรมาธิการหลายคณะยังนั่งประชุมอยู่เดี๋ยวนี้ ทั้ง ๆ ที่วันนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผมขออภัยนะครับ ผมถือว่าเป็นข้อบกพร่องอย่างแรงของประธานและกรรมการประสานงาน สมาชิกหลายคนมาถามผมว่าประชุมวันนี้อะไรกัน แม้ว่าบางคนอาจจะดูไลน์ (Line) บ้าง ไม่ดูบ้าง และบางคนไม่เข้าใจ แม้กระทั่งถามว่ามีลงมติหรือเปล่า นั่นแปลว่าการประสานงาน การดําเนินการนึกอยากประชุมก็มีมติประชุม เสร็จแล้วได้มีการเตรียมการ มีการประสานงานไหม ถ้าท่านใช้พิธีกรรมเหมือนกับการใส่สูทแล้วมายืนพูดแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการประชุม สภาปกติ เพียงแต่ท่านทําบรรยากาศอะไรในห้องนี้ได้ แต่เรากําลังสัมมนาเชิงปฏิบัติการ มันควรจะมีสมาชิกทุกคนอย่างน้อยที่สุดต้องอยู่ถึง ๑๕๐ แต่ที่วันนี้ไม่ถึงหรือมีน้อย เป็นความบกพร่องของท่านประธานอย่างมาก ตรงไปตรงมาเลยครับ ที่ท่านไม่สามารถ ประสานกับประธานกรรมาธิการให้ไปขยายแล้วไประดมกันมา แล้วบอกว่าทุกคณะต้องหยุด มานั่งฟัง มานั่งพูดกัน ทุกคนไม่มีใครรู้นะครับ แล้วเขาจะต้องเตรียมอะไรบ้าง มาพูดเรื่อง อะไรกัน ท่านไม่ได้มีการกระตุ้น ไม่ได้มีการวางแผน ไม่ได้มีการเตรียมการ สักแต่ว่าเลิกจาก ชะอํา อยากจะทําตรงนี้ วันพฤหัสบดีคิดก็ส่งไลน์ (Line) ผมพูดแบบตรงไปตรงมาเลยครับ ไม่เกรงใจครับ แล้วแต่ละคนก็ไม่ได้กล้าพูดอะไรกัน เพราะฉะนั้นผมว่าต่อไปนี้อยากจะ ทําอะไรสื่อให้เข้าใจ มีประธานกรรมาธิการทุกคณะ มีวิธีการเยอะแยะมาก ที่ท่านอยากได้ ความรู้สึกอยากได้รู้ว่าอีก ๖ เดือนเราจะทําอะไรกัน ทุกคนจะได้เตรียมแล้วขอร้องว่า แต่ละคนให้มาพูด ไม่ได้คิดเลยครับ ผมกลุ้มใจแทนครับ ผมพยายามไปถอดคําพูดของ ท่านประธานตั้งแต่วันแรก ท่านประธานวันแรกพูดว่าอย่างไร ผมไปขอดูรายงานการประชุมหมด ผมลองทําการบ้านอยู่ ๒-๓ วัน เพราะวันแรกที่ท่านมา ผมเห็นท่านฟิต (Fit) มาก ขึงขังมาก เป็นอดีตที่ปรึกษา พลเอก เปรม ๘ ปีครึ่ง การปฏิรูปนั้นไม่ใช่ปฏิรูปเสร็จเอาไปโยนไว้ที่ เสาไฟฟ้า ท่านคงจําได้นะครับท่านพูดนี่ ผมกําลังจะเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านประธานนี่หมายถึง ๓ ท่านนี้ล่ะครับ ท่านคิดว่าประเทศนี้มันจะเดินไปทางไหนมันอยู่ที่ นายกรัฐมนตรี ผมนี่ต่อสู้กับ ๕ นาทีมาตลอดจนกระทั่งหมดวาระ แล้วผมไม่เคยสู้ชนะสักที ท่านประธาน รู้ว่าวันนี้จะเป็นการสัมมนาแบบเชิงปฏิบัติการ เลิกเสียที ๕ นาทีนี่ คนพูดก็มี ไม่กี่คนหรอกก็ยังคิดอยู่แบบเดิมนี่ล่ะ ประเทศนี้จะเดินมันอยู่ที่นายกรัฐมนตรีคือผู้นํา สภาจะ เดินก็แล้วแต่ประธานสภาแต่ละยุคแต่ละสมัย ยุคท่านชัย ยุคท่านสมศักดิ์ ยุคท่านอะไร ก็ว่ากันไป ยุคท่านชวน สตช. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ ผบ. แต่ละคน ปลัด รองผู้ว่า อธิการบดี ผมว่าคนเหล่านี้เป็นผู้นําขององค์กรที่จะขับเคลื่อน แล้วจะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่อย่างนั้นเราจะมีจ่าฝูงกันไปทําไมครับท่านประธาน จ่าฝูงนี้คือหัวใจสําคัญที่สุดในการที่จะ นําลูกฝูงไปทางไหน อย่างไร ผมฟังจากท่านพูดกันนี่ ถ้าฟังเอาแบบสบายใจนี่ ได้ แล้วจะ นั่งเฉย ๆ ไม่พูด ก็ยังได้เลยครับท่านประธาน ผมจึงอยากจะถามท่านประธาน ทั้ง ๓ ท่าน ณ วันนี้ เดี๋ยวนี้ ในเวลาที่เหลืออีก ๖ เดือนนี้ ท่านคิดอย่างไรทําอะไรเป็นพิเศษเพื่อจะ ขับเคลื่อน มีแนวทาง มีวิธีปฏิบัติ มีอะไรเด่น ๆ ที่ท่านคิดไว้ บางครั้งผมคิด หลายคนคิด ไม่ได้เป็นอธิบดี ไม่ได้เป็นปลัด ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นประธาน มันไปไม่ได้บางที แต่คนเป็นผู้นํา เวลาคิด เวลานั้นมันนําได้แล้วมันพาไปได้ ท่านช่วยแสดงให้พวกเรา เห็นหน่อย บอกว่าท่านสมาชิกครับ ในระยะเวลา ๖ เดือนที่จะเหลือนี้ ทางกระผมได้คิด กันแล้วอยากจะทําดังต่อไปนี้ และผลงานนี้ออกไปแล้วขับเคลื่อนได้ ประชาชนทั้งประเทศจะ แซ่ซ้องสรรเสริญ ช่วยบอกหน่อย แล้วเราจะช่วยกันแตะ ช่วยกันเติม แล้วจะเดินไปตามท่าน แต่ถ้าท่านบอกว่าแล้วแต่สมาชิกคิดกันมา แล้วมานั่งประชุมแบบนี้ ลงมติกันแบบนี้ ผมก็ เป็นประธานได้ท่านประธาน มันไม่ได้ยากอะไรนั่งเป็นประธานชี้ให้คนพูด แล้วหมดเวลา ๕ นาที เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ท่านจะต้องแสดงความ องอาจบทบาทอย่างสําคัญ แม้แต่เมื่อสักครู่นี้ท่านกษิตพูด ท่านอื่น ๆ พูด ตีความไปได้แล้ว ผมว่ามันอยู่ที่ผู้นํา ลึก ๆ ผมรู้ด้วยว่าผู้นําแต่ละท่านเป็นอย่างไรก็ไม่อยากพูด ใครจะไป คนละทาง ใครจะไปคนละทิศ ท่านประธานที่เคารพครับ เดี๋ยวผมกําลังจะพูดในวาระ ๖ เดือนที่เหลือ เดี๋ยวจะบอกมาต่อว่ากัน แต่ว่าการต่อว่านี่ต่อว่าด้วยปิยมิตร กัลยาณมิตร เคารพท่าน ผมอยากให้สภานี้เวลาเราเดินไปไหนแล้วมันองอาจ เฮ้ย วันชัยทําอะไรบ้าง ที่ผ่านมา ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านทํางานเยอะนะ แต่ชาวบ้านก็จะบอกว่าคนก็จะพูดกัน เยอะแยะ ทําอะไร ๒ ปีแล้วทําอะไร แต่นายกรัฐมนตรีบอกว่าทําเยอะ เหมือนรองประธาน คนที่หนึ่ง ก็บอกว่าทําเยอะ เหมือนนายกรัฐมนตรีบอกทําเยอะ แล้วพวกเราเองก็ไม่กล้า องอาจบอกหรอกครับว่าสภาเราทําอะไรไปบ้าง ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วครับท่านประธาน ต้องมานั่งพิจารณากันใหม่ว่าเราเหลือ ๖ เดือนจะเอาอะไรบ้างที่มันใหญ่ ๆ ระดมกันได้ไหม คือทุกเรื่องผมเห็นแล้วบางเรื่องมันเป็นเรื่องปกติ ขออภัยที่เอ่ยนาม เหมือนท่านกษิตว่า คือถ้าจะมาพูดว่านี่ส่งแล้ว โน่นส่งแล้ว นั่นรายงานกันได้ทั้งวันล่ะครับ แต่มันขับเคลื่อนไปแล้ว มันเกิดผลแล้วมันมีทางเป็นไปได้ ท่านประธานเป็นคนบอกเลยว่าไม่ใช่อยู่ที่เสาไฟฟ้า ไม่ใช่ โยนไปที่เสาไฟฟ้า จะต้องประสานกับผู้มีอํานาจอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ผมอยากเห็นครับ ว่าเรามาประมวลกันเสียว่าเราเหลือเวลาอยู่ ๖ เดือน ทําเรื่องที่มันถูกใจแล้วมันเป็น การเปลี่ยนแปลง มันเป็นการปฏิรูปจริง ๆ แล้วทําได้จริง ๆ โดยท่านทั้ง ๓ นี่ล่ะครับเป็น ส่วนสําคัญ เพราะจะเอาสมาชิกทั้งหมดไปพูดมันคงไม่ได้ ผมเข้าใจครับท่านบอกว่า มีประสาน ๓ ฝ่าย ๒ ฝ่าย โน่นนี่นั่นเข้าใจท่าน แต่ผมอยากให้ประชาชนเขารู้แล้วสัมผัส กอดได้จริง ๆ มันทุกเรื่องครับ เพราะฉะนั้นต้องสกัดมาเป็นเรื่องใหญ่ ๆ สัก ๖ เรื่องที่เหลือ ๕ เรื่องที่เหลือ ทุกคนระดมหัวกันให้หมด บอกเอา ๕-๖ เรื่องประสานอะไร อย่างไร ก็ว่ากันไป ประชาสัมพันธ์จะทําอย่างไรก็ทําไป ไม่ใช่ประธานไม่เอา รองประธานจะเอา โน่นจะไป นี่จะมา ผมคิดว่ามันต้องปรับกระบวนยุทธตั้งแต่นั่งอยู่ข้างบน แล้วก็ประสานผ่านมาข้างล่าง แล้วร่วมกันขับเคลื่อนไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับท่านวันชัย ผมถือว่าท่านวันชัยเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในที่นี้ ผมก็ถือว่าวันนี้ผมได้รับ พรจากผู้ใหญ่ด้วย ขอบคุณมาก กราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าที่ท่านวันชัยพูดถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะว่าเรามามีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ท่านพูดผมพูดอย่างไรก็ถูกต้อง ผมได้แสดงให้เห็นเลยว่าวิธีทํางานสําเร็จทําอย่างไร แต่อนึ่งผมทํางานเป็นความลับ เพราะ ทํางานเปิดเผยจะถูกหมั่นไส้ จะถูกขัดขวาง ก็จะทํางานไม่สําเร็จ ผมจะปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลัง ทํางานเป็นความลับ ทีนี้ไหน ๆ ท่านพูดแล้วก็จะทําให้เป็นตัวอย่าง วิธีทํางาน ให้สําเร็จทําอย่างไร ผมในโอกาสแรกที่รับแต่งตั้งเป็นประธาน สปท. ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะ ท่านนายกรัฐมนตรีในโอกาสอันควร เมื่อเข้าเยี่ยมแล้วก็ต้องเยี่ยม ไม่ใช่เป็นพิธีการเฉย ๆ ก็ต้องปรึกษากัน ๒ คนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีดําริอยากปฏิรูปเรื่องอะไรบ้างที่ สปช. เสนอไป ก็มี ๕ เรื่องด้วยกัน ก็คือ ๑. การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต ซึ่ง สปช. เดิมเสนอเป็นแค่ระดับ แผนก ที่เสนอไปเป็นระดับกรม เป็นศาลชํานาญการพิเศษ เห็นว่าถ้ารัฐบาลมีอํานาจพิเศษ ซึ่งมีโอกาสแล้วไม่ทํา รัฐบาลต่อ ๆ ไปคงไม่มีทางทําได้ ๒. เรื่องถัดมาก็คือเรื่องร่าง พ.ร.บ. คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interests) แปลว่าความขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนร่วม ความขัดแย้ง ๓. ก็คือเรื่องของการติดตามทรัพย์สินของ แผ่นดินคืนจากการถูกโกง มันก็มาพวง ๓ เรื่องด้วยกัน เรื่องแถมก็คือเรื่องของคอนแทรกต์ ฟาร์มมิง (Contract Farming) ร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการที่ธุรกิจเกษตรกรรมเอาเปรียบ เกษตรกรไม่เป็นธรรม อีกเรื่องของแถมก็คือเรื่องภัยแล้ง มองเห็นว่าปีนี้ภัยแล้งแน่ รัฐบาล ต้องทําอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็เสนอไปตามดําริของท่านนายกรัฐมนตรี พอเสนอไป ๕ เรื่อง ณ วันหยุดราชการนะครับ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ วันหยุดราชการ ก็เสนอไป ๕ เรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเอาทุกเรื่องที่เสนอมา ท่านนายกรัฐมนตรี รับปากแล้วเอา ๕ เรื่องทั้งหมดทุกเรื่องที่เสนอมา จากนั้นผมก็ประสานงานกับท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สําหรับ ๓ เรื่องแรกขอความเห็นชอบจากท่าน โดยที่บอก ท่านว่าแก้ได้ทุกมาตรานะร่างกฎหมายทั้งหมดนี้ ตามใจชอบ ท่านก็บอกว่าภายในกี่วัน ผมบอกภายใน ๒ วัน ท่านก็นิ่งอยู่พัก ในที่สุด ๘ วันท่านก็คืนมาให้ จากนั้นเองระหว่างทาง ก็ได้พบบุคคลสําคัญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งดังกล่าวที่เสนอไป นี่คือตัวอย่างของการทํางาน ณ วันที่ ๑๐ ธันวาคมผมได้มีโอกาสพบกับท่านประธานศาลฎีกา ก็คุยกับท่าน ท่านก็บอกขอบคุณนะ ที่บอกข้อมูลเรื่องนี้ ทีแรกคิดว่าระดับแผนกเสียอีก เอาระดับกรมเชียวหรือ ต่อมา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณาแก้ไขปัญหาให้ โดยเชิญเลขาธิการกฤษฎีกามานั่งที่โต๊ะ โดยเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายมานั่งที่โต๊ะ โดยเชิญท่านประธาน สนช. มานั่ง ที่โต๊ะ โดยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องของศาลอาญาคดีทุจริตมันผ่าน กรรมาธิการแปรญัตติไปแล้ว เดือนหน้าก็จะออกมาเป็นกฎหมายแล้วจะเป็นครั้งแรกของ ประเทศไทยที่จะเรียกว่าการปฏิรูป ก็กราบเรียนท่านวันชัยและสมาชิก สปท. ไว้ที่นี้ว่า ได้ทําด้วยตัวเองมาแล้วให้เป็นตัวอย่างว่าทํางานเป็นอย่างไรบ้าง แต่ผมคงไม่ทําทุกเรื่อง เพราะว่าผมมีประธานกรรมาธิการด้านต่าง ๆ อยู่ด้วย มีสมาชิก สปท. อยู่ด้วย กราบขอบพระคุณ ทีนี้ก็เป็นท่านต่อไปนะครับ มีท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับ ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมรู้สึกภูมิใจ และดีใจมากครับ เพราะผมจําได้ว่าครั้งหนึ่งในการประชุมของคณะกรรมาธิการที่ผมเป็น สมาชิกอยู่ในด้านพลังงานนั้น ผมได้เสนอให้มีการประเมินพวกเรากันเองว่าในการทํางาน ของพวกเรานั้นที่ผ่านมามันมีอะไรบ้างที่เป็นเหตุขัดข้อง ซึ่งควรแก่การปรับปรุงแก้ไข เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เสมือนหนึ่งเป็นการประเมิน อย่างที่ท่านประธานบอกว่ามาส่องดูตัวเองว่า เวลาที่เหลือนั้นกับสิ่งที่ผ่านมานั้น มันมีอะไรบ้างที่ยังเป็นเหตุขัดข้องที่เราควรจะต้องปรับปรุง แก้ไข เพื่อจะได้เร่งในการทํางานทําการต่อไป ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นั้นผมได้ฟังท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขอโทษที่กล่าวนาม พูดถึงประเด็นการกีฬาลงในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนจากบรรดาทีมเยาวชนได้อย่างดี อันนี้เป็นการ ทํางานเชิงประเด็นลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่มีความสําคัญ สิ่งที่อยากจะนําเรียนก็คือว่า เราค่อนข้างจะเน้นในเรื่องด้านประเด็นต่าง ๆ ในการทํางาน โดยลืมไปว่าบางทีบางพื้นที่นั้น เราควรจะมานั่งพิจารณาทํางานเชิงพื้นที่ เพื่อเอาประเด็นต่าง ๆ ลงพื้นที่ให้เกิดพลังในการ ทํางาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเสนอก็คือว่า ในประเทศไทยเรานั้นมันมีพื้นที่เยอะแยะ มากมาย จังหวัดเยอะแยะมากมาย บางคณะกรรมการก็ได้มีการเสนออยากจะให้มีจังหวัด นําร่อง ซึ่งจังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นมันไม่ใช่มีเฉพาะประเด็นบางประเด็นที่เป็นปัญหา มันไม่ใช่ มีประเด็นปัญหาเฉพาะเรื่องกีฬา เรื่องการศึกษา เรื่องการสาธารณสุข หรือเกษตร หรืออื่น ๆ อีก แต่ว่าแต่ละจังหวัดมันจะมีประเด็นปัญหาต่าง ๆ มากมายที่มันเกี่ยวข้องกัน ทั่วประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากนําเสนอเพื่อในแง่เวลาที่เรามีเหลือก็อยากจะลอง เสนอดูว่า ถ้าหากว่าเราจะลองพิจารณาในพื้นที่บางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในสายตาของรัฐบาล มากําหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายในการขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยเอาพื้นที่มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ ไปพิจารณาดูว่าในแต่ละพื้นที่นั้น ในพื้นที่เป้าหมายที่เรากําหนดนั้นมันจะมีปัญหาอะไรบ้าง เยอะแยะมากมายนั้น ก็เอาประเด็นต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับปัญหาของชาวบ้านลงไปสู่การ ขับเคลื่อน ผมคิดว่าอย่างนี้มันจะเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในเรื่องของการปฏิรูปการ ขับเคลื่อนในเชิงพื้นที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเสนอสั้น ๆ อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขอโทษที่เอ่ยนาม ถ้าท่านบอกว่าเอากีฬาไปลงในพื้นที่จังหวัด ยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปรากฏว่าชาวบ้านให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะเยาวชน เพราะฉะนั้นปัญหาก็คือว่าเยาวชนไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะเรื่องกีฬา อย่างเดียว จังหวัดชายแดนภาคใต้มันไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะเรื่องกีฬาอย่างเดียว มันมีปัญหา เรื่องยาเสพติด มันมีปัญหาเรื่องความไม่สงบเรียบร้อย มีปัญหาความยากจน มีปัญหาด้าน การด้อยการศึกษา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถ้าไปประเมินดูทุกครั้งทุกปีที่ประเมิน ออกมาการศึกษามาอยู่ท้าย ๆ อย่างนี้เป็นต้น นั่นก็เป็นเหตุที่ทําให้การศึกษาไม่ดีเท่าที่ควร และปัญหาอื่นก็ตามมาอย่างที่เราพูดเสมอในที่ประชุมว่า ประเทศทุกประเทศ ประเทศไทย เรานั้นหรืออื่น ๆ ก็ตามแต่ บ้านเมืองจะไปรอดหรือไม่ อยู่ที่การศึกษา เพราะฉะนั้นในจังหวัด ชายแดนภาคใต้มันมีไม่เฉพาะปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องการกีฬา สิ่งที่อยากนําเสนอก็คือว่าลองเก็บประเด็นนอกกรอบขึ้นมาคิด เอากรอบเรื่องพื้นที่มาเป็น ตัวตั้งในการขับเคลื่อนการพัฒนา แล้วไปสํารวจดูว่าในภาคใต้หรือจังหวัดอื่นนําร่อง ภาคอื่น นําร่องสักจังหวัด ๒ จังหวัดก็แล้วแต่ เพื่อให้เกิดการพูดถึงในการนําร่อง แต่ละภาคไปศึกษา ดูว่าชาวบ้านมันมีปัญหาอะไรในจังหวัดนั้น ๆ ในภาคนั้น ๆ ในพื้นที่นั้น ๆ แล้วก็ทุกคณะของ พวกเรานั้นก็ไปหยิบเรื่องเร่งด่วนสําคัญอย่างที่เราบอกว่าเรามีเวลา ๖ เดือน มีเวลาน้อยก็เร่ง ลงไปในพื้นที่เป้าหมาย ขับเคลื่อนให้เกิดความรวดเร็ว เพราะฉะนั้นอย่างนี้ผมคิดว่าพลังการ ขับเคลื่อนนั้นมันจะไปได้เร็ว ๖ เดือนที่เหลือนั้นมันจะเห็นชัด จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมั่นใจว่าไม่ชัดครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตนําเสนอเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป เชิงประจักษ์ในพื้นที่ โดยกําหนดเอาพื้นที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการขับเคลื่อนครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกที่รักทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิกลําดับที่ ๓๙ วันนี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานกับท่านสมาชิกว่าวันนี้เราใช้เวลาคุ้มค่านะครับ เราไม่ได้ เสียเวลาที่เรามาทบทวนตัวเองประเมินตัวเองว่าสิ่งที่เราทําเป็นอย่างไร แล้วก็อนาคต เหลืออีกประมาณ ๖ เดือนข้างหน้านี้ เราจะทําอะไร ซึ่งตรงกับหลาย ๆ สมาชิกที่อภิปรายไป แล้วผมอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะพูดก็มีหลาย ๆ ท่านส่วนมากได้พูดไปแล้วนะครับ ก็อาจจะซ้ํากันบ้างนิดหนึ่ง ซึ่งก็คงจะไม่ยาว สําหรับเรื่องการปฏิรูปนั้นแน่นอนครับผมเชื่อว่า ทุกท่านที่มาเป็นสภาปฏิรูปประเทศ เป็นสมาชิกปฏิรูปประเทศมีความตั้งใจดี มีความ ปรารถนาดีที่อยากจะทําหน้าที่ของตัวเองนะครับ แล้วผมมั่นใจว่าทุกท่านก็มีวิธีและสไตล์ (Style) การทํางานของแต่ละท่านแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เราอาจจะไม่เข้าใจก็คือเรื่อง การสื่อสารเรื่องคอมมูนิเคชัน (Communication) เท่านั้นเองที่เราอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้า เผื่อเราได้พูดคุยกันแล้วข้อข้องใจหรือสิ่งเหล่านั้นก็หมดไปแน่นอนครับ ผมเชื่อว่าเราคงมี สปิริต (Spirit) ตัวนี้อยู่นะครับ สําหรับเรื่องการปฏิรูปนั้นเชื่อว่าทุกท่านทราบเป้าหมายว่า เพื่อความเป็นธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เพื่อความอยู่ดีกินดีของชาวบ้าน ของประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ําต่ําสูงของประชาชนเป็นหลัก เป็นพื้นฐาน เป็นหลักการ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราปฏิรูปที่ผ่านมา เราคงจะต้องมองย้อนหลังว่าที่หลาย ๆ ท่าน ทราบว่ามันโดนใจประชาชนไหม มันเจอกับความต้องการของประชาชนไหมตัวนี้ เป็นตัวสําคัญครับ ตัวนี้เป็นตัวสําคัญ เพราะว่าการประเมินเราอยู่ที่คนอื่น ประเมินรัฐบาล ประเมินประชาชน ประเมินทั้งนั้น ไม่ใช่ตัวเราเองประเมินตัวเอง เพราะมีหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงไม่ต่างกับผมที่มีเพื่อนอยู่ในวงการต่าง ๆ ถามว่า เป็น สปท. แล้วปฏิรูปอะไรบ้าง เชื่อว่าทุกท่านถูกถามคําถามนี้ แล้วเรื่องหนัก ๆ เรากล้าไหม เราทําไหม หรือเรายังหลบอยู่ เพราะโอกาสนี้โอกาสเดียวนะครับที่เราจะปฏิรูปได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่หลบสิ่งเหล่านี้ เราจะต้องกล้าครับว่าทําแล้วประชาชนได้อะไร มีวิธีการอย่างไร ไม่ใช่ว่าทําแล้วผมได้อะไร ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่คิดถึงอนาคตว่าต่อไปผมทําอย่างนี้ แล้วอนาคตผมจะอย่างไร ไม่ใช่ ต้องทําเพราะว่าประชาชนได้อะไร ทําด้วยความตั้งใจจริงของเราต่างหากนะครับ อย่างผมมองดูว่าระยะเวลาที่เหลือ ๖ เดือนนี้ ผมว่าน่าจะมีคณะทํางานชุดหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ วัน มากรองเรื่องไม่ควรจะเกิน ๖ เรื่อง เรื่องที่โดน ๆ นะครับ ถ้าเผื่อรัฐบาลไม่เอาไม่เป็นไรขอให้มันมีเอกสารไว้ รัฐบาลหน้ามาหยิบ ไปใช้ ไม่จําเป็นนะครับ ขอให้มันเป็นเรื่องปฏิรูปประเทศ ยกตัวอย่างถ้าเป็นความในใจของ ผมเองนะครับ อย่างเรื่องน้ําผมก็ถือว่าผมได้เสนอไปแล้ว ทั้งเรื่องปฏิรูปราชการแผ่นดิน ผมมองดูว่าเอกภาพของส่วนราชการในส่วนจังหวัดจะมีเอกภาพได้อย่างไร ถามเพื่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ใน สปท. ครับ ปัจจุบันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจหน้าที่ มีอํานาจ เป็นเอกภาพไหม ตัวนี้สําคัญที่สุด ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทําครับ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ลักษณะมีอํานาจเป็นซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ในจังหวัดให้ได้ ตัวนี้เรากล้า แตะไหม เราก็ไม่ได้แตะนะครับ หรือความไม่มีวินัยของคนในสังคม ไม่ว่าจราจร การบุกรุกป่า การบุกรุกแม่น้ําลําคลอง การยึดลํากระโดงมีให้เห็นไปทั่ว การยึดทางเท้าสาธารณะมีให้เห็น ไปทั่ว แล้วเราก็ไม่แก้ ใครแก้ครับ ผมก็นึกว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องเอาดิจิทัล (Digital) มาเป็นวอตช์ด็อก (Watchdog) ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของประเทศช่วยกันส่งมา แล้วมีหน่วยงานในการรับผิดชอบ เราต้องกล้าปฏิรูปครับ หรือเรื่องที่ ๓ เรื่องปากท้องของ ประชาชน เราก็ไปพูดถึงป่า โอเค (Okay) ป่ามีความสําคัญ แต่ปากท้องของเขาละครับ การปลูกต้นไม้ การดูแลต้นไม้ในชุมชนเมือง ชุมชนชนบทที่เป็นพืชเศรษฐกิจเราส่งเสริม เขาไปหรือยัง เรื่องที่โดน ๆ มันต้องมีครับ อันนี้เป็นแต่เพียงความคิดส่วนตัวของผมที่อยากจะ เห็นว่าให้มีการปฏิรูปจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมถึงได้วิงวอนเพื่อนสมาชิกและท่านประธาน เราคงจะต้องใช้เวลาที่เหลือ ๖ เดือนให้เป็นประโยชน์สูงสุด ขอขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ผมนี่เป็นคนหลายใจมาก ผมเสนอชื่อไปจะพูดก่อนหน้านี้แล้ว เป็นลําดับแรก ๆ และผมก็ถอน คือเดิมก็คิดว่าจะมาฟัง ก็อย่างที่ว่าก็คือเพิ่งมาทราบว่า จะมีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ก็ไม่ได้เตรียมอะไร และก็มีเพื่อนมาบังคับก็คือเอ่ยนามก็ได้ เราอยู่ในนี้แล้วก็ไม่ได้ยินไปถึงตรงอื่น ท่านวิทยาบอกว่าคุณต้องพูด เพราะว่าประเด็นหลายอย่าง ที่คุณเสนอไว้เดิม คุณไม่พูดไม่ได้ ผมก็ส่งชื่อไปว่าจะพูด แล้วก็คุยกับท่านสมาชิกท่านหนึ่ง ก็บอกว่าท่านก็มีความเห็นว่าเบื่อแล้วไม่อยากจะพูด เพราะพูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย คือผมอยู่ในสภานี้ผมละล้าละลังที่สุด ถ้าท่านประธานจําได้ว่าเมื่อก่อนนี่ผมจะลุกขึ้นพูดเกือบ ทุกประเด็น จนจะเป็นดาวสภาไปแล้วก็พูดกันว่า จริง ๆ แล้วผมไม่เคยทําแบบนั้นมาก่อน ก็เพียงแต่ว่าเราอยากจะเสนอความเห็น และความเห็นที่ผมเสนอจะย้อนไปถึงงานของ สปช. เดิมที่เราเคยเสนอไปเยอะ ผมยังติดตามตรงนั้นเยอะ แล้วก็จะให้ความเห็นเรื่องสเตียริง คอมมิตตี (Steering Committee) เยอะถ้าท่านประธานจําได้ แล้วอยู่มา ๆ ผมก็รู้สึกตัวเอง ได้ว่าผมก็ติติงเขาไปหมดเลย คือเหมือนอะไรก็ไม่ถูกไปหมดเลย ผมก็เริ่มเบื่อตัวเอง และหลังจากนั้นผมหยุดพูดไปเดือนหนึ่ง เดือนกว่านะครับ แล้วก็ไม่พูดเลย เพราะว่าพูดไป ก็เหมือนกับว่าไปกระทบกระทั่งคนอื่นเขา ผมไม่ใช่เป็นคนร้ายกับใคร ผมเป็นคนขี้เกรงใจ แต่ว่าด้วยความเห็นที่ว่าคิดว่าอยากจะเสนอความเห็นเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง เพราะว่า ผมก็เคยทํางานกฎหมาย เคยบริหารอยู่ใน ครม. ก็เคย คือมองเห็นมุมต่าง ๆ ท่านรองประธาน คนที่สอง ก็คงทราบว่าเวลาไปประชุม ประชุมทั่วไปข้างนอกผมทําตัวอย่างไร ผมไม่เคย ละเลย แต่ว่าก็หยุดไป แล้วตอนหลังก็เห็นว่าต้องมาพูดอีก ตอนหลังเปลี่ยนเป็นว่าพูดในส่วน ที่ไม่ใช่เป็นการชี้ในอาร์กิวเมนต์ (Argument) หรือว่าเห็นคนมีความเห็นแย้ง ส่วนมากจะ สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ ถือเอาแต่ส่วนดีครับ เพราะเห็นว่าเราก็อยู่ที่นี่แล้ว นี่ก็ครอบครัวเรา อย่างไรก็ตาม มาอยู่กันระยะหนึ่งก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ต้องดูดายไม่ได้จะทําอย่างไร ไม่อย่างนั้นแล้วจะมาทําไม แล้วงานที่ท่านประธานมอบหมายนี้ผมเร่งรัดมาก เพราะอยากจะ ให้เป็นผลงานของพวกเราทั้งหมด วันนี้ผมก็จะลงนามไปยังกระทรวงมหาดไทย เพราะว่า สิ่งที่ทําได้ก็คือให้งานมันเสร็จ แล้วก็กรรมาธิการวิสามัญที่ท่านประธานตั้ง ผมก็เคาะให้เสร็จ ก่อนเวลา นี่ก็เหลืออีก ๖๐ วัน ผมนับ ให้เจ้าหน้าที่ส่งไปก่อนวันประชุมทุกวันว่าเหลือกี่วัน คือทําให้มันเสร็จแล้วจะได้ส่ง ในขณะที่ใช้วิธีแบบท่านประธาน ก็คือผมประสานเขาทั่ว โทรไปหาเขา อธิบดีผมก็โทรไปเชิญท่านมา ก็คือโทรไปแบบที่ท่านว่า บางทีเราต้องประสาน แบบข้างหลังบ้าง ก็ต้องทําทุกอย่างเพื่อให้งานสําเร็จ ผมจะขอพูด ใช้เวลาอีกนิดเดียวนะครับ ว่าถ้าอย่างนั้นเราจะมามองสภา วันนี้เราพูดไปก็ไม่มีใครได้ยิน เราพูดเราคุยกันในบ้าน ผมมองว่าภาพรวม หมายถึงวันนี้ความเป็นสภาเราลดลงเรื่อย ๆ ถ้าท่านจําได้ที่ว่าเรามี การกําหนดว่าพูดกัน ๕ นาที ผมเคยบอกว่าขยายเถอะ เพราะว่าผมไม่ได้กลัวว่าเวลาที่พูด จะไม่มี ผมกลัวจะไม่มีเรื่องที่จะพูด ถ้าจําได้ ตอนนั้นท่านอลงกรณ์นั่งเป็นประธานอยู่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ขณะนี้เราสังเกตดูว่าเราประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน คือถ้าเราไม่หลอกตัวเอง นะครับ แล้วประเด็นที่เราจะพูดกันมันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ เหลือวันเดียว แล้วเราก็บอก ข้างนอกว่าเราของดประชุมเพื่อให้กรรมาธิการได้ทํางานกันอย่างเต็มที่ เราใช้เสมอมา แต่ความเป็นสภาเว้นจนกระทั่งประชุมสภาอาทิตย์หนึ่ง อีกอาทิตย์หน้าเว้น แล้วตอนหลัง เหลือสัปดาห์ละ ๒ วัน ตอนหลังเหลือสัปดาห์ละวัน แล้วตอนหลังเหลือครึ่งวัน สังเกต ไหมครับ มันจะน้อยลง ผู้ที่จะพูดนี่ก็น้อยลง น้อยลง น้อยลง เรื่องจะเป็นประเด็นอินดีเทล (In detail) มากขึ้น ๆ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่เร่งก็ไม่มีเรื่องจะพูด ผมยืนยันเลย ความเป็นสภาน้อยลง เวลาเราประชุมคล้ายกันแบบนี้ไหม มีใครสนใจเราประชุมไหม สื่อไม่มีใครสนใจเลย ประเด็นที่เราประชุมแถลงก็ไม่เป็นประเด็น ประเด็นที่พูดกันไม่มีใคร ใส่ใจเราทั้งนั้น น่าเป็นห่วงมากตรงนี้ ข้างนอกก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นประเด็นที่เรา เป็นประเด็นคือประเด็นที่ขัดแย้งทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องการเมืองบ้าง เป็นเรื่องอะไรที่มันเป็น เนกะทิฟ (Negative) มีความขัดแย้งกับภายนอกก็เลยได้ไปขึ้นหน้า ๑ เป็นแบบนี้หมด ประเด็นที่เป็นบวกไม่มีประเด็นในสื่อที่จะรับทราบ ลองไปทวนดู ผมสแกน (Scan) สื่อทุกวัน ผมทําหน้าที่นี้อยู่ ผมเห็นตรงนี้แล้วผมไม่สบายใจ แต่ว่าก็ไม่อยากจะพูด ทีนี้เรามาดูว่างาน ขอเวลาอีกสักหน่อยหนึ่งนะครับ ผมจะไม่เกินอีก ๕ นาที เวลาเราทํางานเรานับกันตรงไหน เหมือนอย่างคํากล่าวที่ว่า ผมจะยึดถือเสมอว่าบางทีเราทํางานการเมืองหรือทํางาน เพื่อส่วนรวม เราจะทําเยอะ ผมจะถือว่าที่เขาบอกว่า อิต ดาสซึ่น แมตเทอร์ วอต ยู แฮฟ ดัน อิต แมตเทอร์ วอต ยู แอ็กชีฟ (It doesn’t matter what you have done. It matters what you achieve.) มันไม่สําคัญนะคุณทําอะไรบ้าง กี่อย่าง เมื่อไร อย่างไร มันสําคัญว่าคุณสัมฤทธิผลอะไร ต่างหากที่นับกัน ไม่นับเรื่องที่จะทํา เพราะว่าความสัมฤทธิผลเป็นเรื่องที่เขาต้องการ เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งที่เราทําเพื่อส่วนรวม ถ้าตัวเองก็ไม่เป็นไร นับกันที่ความ สัมฤทธิผล เพราะฉะนั้นเราจะเริ่มนับกันตรงนี้ ผมดูประเด็นแล้วตั้งแต่แรกที่ผมเคยพูดไว้ ตอนเริ่มสภาว่าผมเป็นห่วงเรื่องของ สปช. เดิม เพราะว่าเราส่งไปแล้วเขาก็เริ่มตอบเนกะทิฟ (Negative) หมด ผมตามอยู่นี่ ที่ผมบอกว่าหายไปพักหนึ่ง ท่านวิทยาชี้ตรงนี้ว่าคุณตามเสมอ ว่ารัฐบาลตอบมาว่าอย่างไร พอเราไปพูดเหมือนจิ้มรัฐบาล เราเสนอเข้าไป งาน สปท. เดิม เรานี่ถูกกําหนดมาให้ทํางานตาม สปช. แต่งานที่ สปช. เดินไป ๓๗ เรื่องที่ท่านประธานว่า เขาไม่เอาด้วย เขาส่งกลับมาเกินครึ่งและเยอะมาก ระบบราชการเราก็รู้อยู่ พอลงไปก็เข้า ครม. ไปแล้ว ครม. ก็จ่ายลงไปข้างล่าง ข้างล่างก็ประชุมกัน นโยบายไม่รู้ เราไม่คุมแบบ ท่านประธานคุมไว้ ข้างล่างเขาก็รีเจกต์ (Reject) หมด เขาไม่เอาหมด พอไม่เอามันก็ย้อนไป รัฐมนตรีก็เลยเซ็นกลับมาว่าเรื่องนี้ทําอยู่แล้ว ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้ว เรื่องนี้ข้อมูลไม่พอ เรื่องนี้ ต้องเพิ่มเติม เรื่องนี้ไม่เห็นด้วย เรื่องที่เห็นด้วยน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราตาม ที่เราจะทําอยู่ ๓๗ ประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่เราต้องรีบเคลียร์ (Clear) ออกโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นเราจะวิ่งวนลูป (Loop) เก่า แล้วไปเจอเป้าที่ตายแล้วเสมอ ผมกลัวตรงนี้มาก แล้วก็เป็นนะครับ มันเป็นเรื่องวงกลม วิ่งแล้ววิ่งตาม แล้วของเราพอตั้งกรรมาธิการขึ้น เรื่องที่เราเสนอหลายเรื่องมากในนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่เอาแล้ว คือเขาสวนมาไม่เอา เราก็ส่ง ตามไปเรื่องเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าเรื่องผังเมืองหรือเรื่องอะไรพวกนี้ มันก็กลายเป็นรีพีต (Repeat) ย้อนกลับ ความไม่สําเร็จ ความไม่แอ็กชีฟ (Achieve) ที่ผมพูดถึงเมื่อกี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ พอเรามาทํากันขึ้นเรามาสร้างวงกลมใหม่ขึ้นมา วงกลมเป็นอย่างไร ในรายงานนี้ชัด เราจะ เห็นว่ากรอบที่เสนอใบนี้ก็ชัดว่าโครงสร้างใหม่ของเราเป็นอย่างไร โครงสร้างเดิมมันหมุนไปที่ ระบบราชการแล้วย้อนกลับมา ครม. ปฏิเสธ โครงสร้างใหม่ที่ตั้งจะเริ่มที่รายงานไปที่ นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไปไหนละ ไปกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย อีกด้านหนึ่งไป รองนายกรัฐมนตรี ๖ คณะ รองนายกรัฐมนตรี ๖ คณะเขาไม่ได้ตั้งมาเพื่อเรา เขาตั้งมาเพื่อ จะจัดการกับรายละเอียดของงานเป็น ๖ รองนายกรัฐมนตรีที่แยกงานกันตามนโยบายรัฐบาล พอเรื่องเข้าไปก็มีการพิจารณา เราเสนอเรื่องทั้งหมดไปที่นายกรัฐมนตรีหมด เราไม่ได้เสนอ ไปที่ประธาน คสช. ที่มีอํานาจ เราก็คิดว่าเสนอไปนายกรัฐมนตรี แต่โดยรูปแบบแล้วไปที่ นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไปไหน ก็ไปถามความเห็น นายกรัฐมนตรีจะรู้ทุกเรื่อง ได้อย่างไร พอเขาตอบมาเขาก็ต้องถามไปหน่วยราชการถูกไหม หน่วยราชการก็ตอบมา เรื่องนี้พอได้ที่ สปท. เสนอไป นายกรัฐมนตรีก็เคาะ พอเคาะกลับมาว่าโอเค (Okay) พอโอเค (Okay) ก็ส่งไปที่ ครม. ครม. ก็กลับไปลูป (Loop) เดิม ก็คือกลับไปหน่วยราชการอีก หน่วยราชการก็ไปพิจารณาแล้วก็ย้อนกลับมา เรานับได้เลยว่างานจะสําเร็จได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ อย่างไร ท่านดูในรายงานตรงนี้ก็ได้ เรื่อง ๕ ประเด็นของท่านประธานผมเห็นด้วยว่าเป็น ความพยายามของท่าน แต่ไม่ใช่เป็นความผิดของท่าน เรื่องแรกโอเค (Okay)

เรื่องที่ ๒ การติดตามอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกา เราก็รู้ว่าเป็นคอขวดที่เรียวมาก แต่ใหญ่มากของประเทศนี้ ๒ ปี นานมาก เพราะว่างานที่ คณะกรรมการกฤษฎีกาติดอยู่ตรงนั้นไปไม่ได้ เพราะว่ามันมีระบบปัญหาเองของคณะกรรมการ กฤษฎีกา ไม่ใช่โทษคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ระบบประเทศเราเรื่องกฎหมาย ตรงนี้ต้อง ทะลวงโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นกฎหมายไปติด ๒ ปี ๒ ปี นะครับ

ต่อมาก็คือเรื่องขัดผลประโยชน์ ไปคณะกรรมการกฤษฎีกาเหมือนกัน เรื่อง พัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เสนอไปนี้ เรื่องนี้ไม่เป็นผลแน่นอน ผมอยู่ในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ผมรู้ เพราะว่าท่านประธานได้กรุณาว่าเป็นเรื่องสําคัญ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็แทงลงมาจริง แต่พอลงมาข้างล่างนี้มันเป็นเรื่องสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน เราจะใช้ รัฐไปกําหนดเขาได้อย่างไร เรื่องนี้ในตัวมันเองตาย ก็คือไปไม่ได้ ผมเคยทําเรื่องการโยง ระหว่างคอนแทรกต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) มาก่อนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รู้ว่ามีปัญหาซับซ้อนมากในนี้ เขียนเป็นกฎหมายไม่ได้

ประเด็นต่อมาก็คือว่าเรื่องการบริหารจัดการน้ําแล้ง เราจะสังเกตว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องด่วน แต่ตอนนี้ฝนตกแล้ว ผ่านมาแล้วซีซัน (Season) หนึ่งแล้ว แสดงว่าเรื่องนี้ ยังไม่ออก ก็แสดงว่าจบไปแล้วเรื่องนี้ ด้วยความกรุณาของท่านประธานต้องการจะป้องกัน ภัยแล้งใช่ไหมครับ ตอนนี้หน้าฝนแล้ว เลยมาแล้ว เราจะเห็นว่าแล้วต่อจากนั้นเสนอ นายกรัฐมนตรีหมดเลย งานทั้งหมดเสนอนายกรัฐมนตรีแบบที่ผมพูดเมื่อสักครู่ไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ส่งไปศึกษาว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าเป็นไปได้ก็บอกว่า เอา ใช่ไหมครับ เราก็บอกนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว กลับไป ครม. ใหม่ พอไป ครม. กลับไปที่กระทรวง กระทรวงกลับไปที่หน่วยราชการ คณะกรรมการพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ เสนอกลับมา มีอยู่แล้ว เห็นด้วยไม่เห็นด้วย เพราะว่ารัฐมนตรีเองฟังทางกระทรวง พอฟังกระทรวง จริง ๆ นโยบายพวกนี้ถ้าเห็นชอบต้องเคาะ ก็คือว่าแบบนี้กระทรวง เห็นแบบนี้ แต่ฝ่ายนโยบายเห็นแบบนี้ คุณไปปรับมา ต้องหักกันแบบนี้ ถ้าหากว่าไปตามใจ ระบบที่เป็นอยู่ ไม่มีทางสําเร็จสักเรื่อง ผมยืนยัน แล้วมันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ

ประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนว่า ผมคงหมดเวลา แล้วละครับ เรามานับกันแบบนี้ดีกว่าถ้าต่อจากนี้งานของเราในเวลาที่เหลือนี้ ผมคิดว่า เราคงจะต้องเลือกทํางาน เพราะเวลาเราเหลือน้อย ผมนี้เร็วกว่านะครับ รัฐธรรมนูญผ่าน ผมก็ลาออก ได้เวลาก็ต้องไปทําหน้าที่ทางการเมืองผมต่อ เราคงต้องดูว่าไซส์ (Size) ของงาน ที่จะทํามันต้องใหญ่พอเรื่องปฏิรูปแต่ละเรื่อง ไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีอิมแพกต์ (Impact) ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นรายละเอียดหมด แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือว่าแก้ปัญหาในอดีตได้อย่างไร ปฏิรูปก็คือเรามีปัญหาค้างในอดีตหลายเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาก ถ้าจิ้มไปตรงนี้สังคมและ ประเทศชาติคงจะได้ประโยชน์จากเรา

ประเด็นต่อมาคือภาพที่ปรากฏต่อประชาชนในปัญหาของเขาก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่ง ดังนั้นผมสรุปสุดท้ายว่าต่อจากนี้เราคงต้องเลิกนับ ที่เราทําขณะนี้เหมือนกับ วิ่งมาราธอน (Marathon) เราปล่อยไป ๑๐,๐๐๐ คน แล้วเราก็นับทั้งหมื่นคน เพราะว่า เราปล่อยไป ๑๐,๐๐๐ เรื่องแล้วขณะนี้ เราต้องไปนับที่เส้นชัยแล้วต่อจากนี้ นับกันเวลาถึง เส้นชัยดีกว่าว่าปล่อยมา ๑๐,๐๐๐ คน แต่ว่ามาราธอน (Marathon) นี้นับกันที่ถึงเส้นชัย กี่คน กี่เรื่อง แล้วบางทีเราอาจจะต้องดูว่าบางคนนี้จะถึงอยู่แล้วไปขาดน้ําอยู่กลางทาง ก็เอาน้ําไปเสริมตรงนี้เพื่อให้ถึงเส้นชัย แล้วก็ตั้งเป้าว่าต่อจากนี้ผมว่า ๖ เดือนหลังครับ ท่านประธาน ไปรอนับที่เส้นชัยกันดีกว่า แล้วนับว่านั่นคือผลงานของเรา พอได้มาสักเรื่องหนึ่ง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็เติมให้เต็ม แต่พอเรื่องนี้เราทําสําเร็จเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่อย่างนั้นเราจะ ไม่มีตัวตนความเป็นสภา สปท. เราก็จะหายไป ซึ่งเป็นเรื่องครอบครัวของเราเอง ผมด้วย ความเป็นห่วง แล้วก็ด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็ขอขอบคุณในความเห็นของท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านนะครับที่มีคุณค่า พวกเราจะได้นําเข้าไปหารือกันในที่ประชุมวิป (Whip) ต่อไป แล้วขอขอบคุณประธาน กรรมาธิการทุกด้านด้วยนะครับ และรวมทั้งท่านเลขานุการวิป (Whip) ด้วย เป็นอันว่าที่ประชุม ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดําเนินการเพื่อประสิทธิภาพสู่เป้าหมายการปฏิรูป ประเทศภายใต้ภารกิจของ สปท. เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านกษิตขอเรียนเชิญท่าน

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ก็ขอขอบคุณครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ คือผมคิดว่าพวกเราอาจจะไม่ถึง ๑๐ คนที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็น แต่ก็มีสาระ เนื้อหา แล้วก็ผมคิดว่ามาจากใจนะครับ แล้วเราก็ร่วมกันดังที่ท่านนิกรว่า ว่าเราเป็นครอบครัว มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกัน ก็ต้องทํางานอย่างเต็มที่ ผมไม่อยากจะให้ท่านประธานปิด การประชุมนะครับ เพราะว่ามันมีข้อเสนอที่ดี ๆ แล้วมันก็คล้ายคลึงกันในหลักการสําคัญ ท่านประธานอย่าเพิ่งรับเอาไปอย่างเดียวแล้วไปหารือกันในที่ประชุมวิป (Whip) ผมอยากจะ ฟังข้อคิดเห็นของท่านประธานทั้งสามแล้วถ้าเผื่อเพื่อนสมาชิกมีอะไรที่จะเพิ่มเติม ผมคิดว่า เราน่าจะมีข้อยุติหรือว่ามีแนวทางที่เราจะใช้เวลา ๖ เดือนที่เหลือให้เป็นประโยชน์ ผมก็ได้มี ข้อเสนอว่าท่านประธาน รองประธาน กับประธาน ๑๑ บวก ๑ พบกับ ๖ รองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทําตารางออกมาว่าอะไรที่ทางโน้นเขาจะทําแล้วมันค่อนข้างจะเป็นงานรูทีน (Routine) ที่เหลือที่มันต้องมาปฏิรูป ดังที่ท่านนิกรหรือท่านวันชัยว่านั้นเราจะได้เค้นออกมา แล้วก็ จัดลําดับความสําคัญของการทํางานของเราที่นี่ อาจจะต้องปรับเปลี่ยน ๑๑ กรรมาธิการ ให้เหลือสัก ๕ สัก ๖ ก็ได้ แล้วก็มีอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจเยอะ ๆ หน่อย มันจะได้เร่งเป็น เรื่อง ๆ อย่างผมจะยกตัวอย่างเรื่องพลังงาน หัวใจของโลก ณ วันนี้คือพลังงานทดแทน และการประหยัดพลังงาน ไม่ใช่เรื่องน้ํามันกับแก๊สหรือว่าถ่านหิน อันนี้เราต้องตกลงกันเสีย ให้ชัดว่าอันนี้จะเป็นงานของเราในเรื่องที่ส่วนเกี่ยวกับพลังงานหรือไม่ เรื่องความเหลื่อมล้ํา ไม่ใช่เอาเงินไปให้เกษตรกรอย่างเดียว แต่ว่าเราจะช่วยเขาในเรื่องปัจจัยการผลิตได้อย่างไร คู่ขนานไปกับเรื่องที่ทํากินแล้วก็เรื่องแหล่งน้ํา แล้วก็ที่ผ่านมาเราก็จะได้ยินที่ผมได้กล่าวไว้ หลายครั้งเมกะโปรเจกต์ (Mega Project) ระดับรัฐบาลใหญ่โตมโหฬาร เรื่องเอสอีแซด (SEZ) เขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่นั่นเป็นการตอบสนองบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ได้ตอบบริษัทระดับกลาง หรือพวกสตาร์ตอัปคัมพานี (Startup Company) ของคนหนุ่มสาวที่อยากจะริเริ่มทํา การเกษตร แล้วมันก็ไม่มีคําตอบว่ามีเขตเศรษฐกิจ มีโครงการเมกะโปรเจกต์ (Mega Project) มีการโยกย้ายประชาชนออกไปเป็นแสนคน รัฐบาลเอาบุคคลเหล่านี้ไปวางไว้ที่ไหน เรื่องที่อยู่ อาศัยก็ยังเป็นประเด็นปัญหา เรื่องแรงงานโยกย้ายจากต่างจังหวัดเข้าสู่ตัวเมืองก็เป็นปัญหา อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ๆ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องความเหลื่อมล้ําในสังคมที่เรามีหน้าที่โดยช่วย ปฏิรูปแล้วก็ขับเคลื่อนให้ได้ แล้วก็เราจะต้องเลิกทํางานที่เหมือนกับว่าไปทํางานประจํา นะครับ นั่นเขามี ๖ รองนายกรัฐมนตรีแล้วให้เขาว่าไป แต่เราต้องทํางานสําคัญ ๆ ผมคิดว่า ใช้เวลาอีกสักนิดได้ไหมครับท่านประธาน คุยกันสักนิด เราจะได้มีแนวแล้วท่านก็จะได้รับไป ปรึกษาหารือกับ ๑๑ ประธานคณะกรรมาธิการ กับ ๑ อนุกรรมาธิการในกรอบของกิจการสภา แล้วผมก็อยากจะทราบแนวทางของท่านประธานด้วยว่าท่านจะไปคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี หรือว่า คสช. ในเรื่องอะไรที่จะเป็นเรื่องที่สําคัญที่จะนํามาซึ่งการปฏิรูปและเป็นที่ยอมรับ ของประชาชน ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขณะนี้หมดผู้อภิปรายเพิ่มเติมแล้วนะครับ ผมก็ขอจบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศภายใต้ภารกิจของ สปท. ขอบคุณสมาชิก ทุกท่านนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาตามระเบียบวาระ

นายกษิต ภิรมย์

ผมต้องขอเสียมารยาท ต้องใช้ระบบรัฐสภา ท่านปิด ผมไม่ได้นะครับ ผมอยากจะฟังความคิดเห็นของท่าน ท่านต้องขอความกรุณา ท่านต้อง ให้ความเห็นด้วยท่านประธาน ท่านรองประธาน ท่านปิดประชุมเฉย ๆ ผมรับไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมรับฟังครับ ขอบคุณครับ ผมขอใช้อํานาจประธานปิดประชุมครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

รับทราบผลการพิจารณาคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป ตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่อง แนวทางการปฏิรูปการกระจาย อํานาจและการปกครองท้องถิ่น

ตามที่ สปช. ได้มีมติให้ส่งรายงานแนวการปฏิรูปการกระจายอํานาจและการ ปกครองท้องถิ่นไปยัง ครม. เพื่อดําเนินการแล้วนั้น บัดนี้ ครม. มีมติรับทราบผลการ ดําเนินการเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงแจ้งผล การดําเนินงานให้สภา สปท. ทราบ ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางเอกสารไว้ประจําที่นั่งของ สมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง การบริหารงานภาครัฐ ที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วม ประชุม เพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ จํานวน ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ๒. ว่าที่ร้อยตรี สรายุทธ บุญเลิศกุล คืออดีตอนุกรรมาธิการ และเลขานุการในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓. ท่านกวินา กิจกําแหง อดีตอนุกรรมาธิการ ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย

(ว่าที่ร้อยตรี สรายุทธ บุญเลิศกุล และนางสาวกวินา กิจกําแหง เข้าชี้แจง ต่อที่ประชุม)

สําหรับรายชื่อผู้ชี้แจงมีดังนี้นะครับ ๑. ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ๒. ท่านอนุสิษฐ คุณากร ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปลูกฝังและ ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ๓. ท่านกวินา กิจกําแหง อดีตอนุกรรมาธิการในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๔. ท่านวสันต์ ได้ประกาศ ไปแล้วนะครับ ๕. ท่านสรายุทธ บุญเลิศกุล ได้ประกาศไปแล้ว ขอเรียนเชิญท่านประธาน กรรมาธิการ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านนะครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบครับ คณะกรรมาธิการ ขอเสนอรายงานการปฏิรูป เรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... มาเพื่อโปรดพิจารณาดังต่อไปนี้นะครับ

เรื่อง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... เป็นเรื่องที่อยู่ในวาระ การปฏิรูป ๓๗ วาระของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปช. นะครับ และอยู่ในแผน ปฏิรูปและเรื่องเร่งด่วนของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอความเห็นชอบต่อสภา สปท. แล้ว เรียนท่านสมาชิกว่าเรื่องของข้อมูลข่าวสารสาธารณะนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก แล้วก็ บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ฉบับ ในครั้งที่ผ่านมาก็จะมีเรื่องนี้อยู่นะครับ แล้วก็ ที่สําคัญคือในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ ฉบับที่กําลังอยู่ในระหว่างการเสนอขอประชามติ อยู่ในขณะนี้ ก็ได้บรรจุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา ๔๑ เลยนะครับ โดยกําหนดว่า เรื่องข้อมูลข่าวสารเป็นสิทธิเลยนะครับ เป็นสิทธิของบุคคลและชุมชนที่มีสิทธิที่จะเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารสาธารณะของทางราชการนะครับ เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะทราบข้อมูล ข่าวสาร ติดตามแล้วก็ตรวจสอบ แล้วก็เข้ามามีส่วนร่วมในงานต่าง ๆ ของทางราชการ นอกจากเป็นสิทธิอย่างที่ผมได้เรียนแล้วสิ่งสําคัญที่สุดก็คือข้อมูลข่าวสารเป็นส่วนหนึ่งที่จะ ป้องกันเรื่องที่สําคัญของเรา ก็คือเรื่องของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ นอกจากนั้นแล้ว หมายถึงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นอกจากจะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนจะต้องเข้าถึง แล้วก็ยังได้กําหนดบทลงโทษไว้ด้วยสําหรับหน่วยงานที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมเรียนว่าเดิมเรามีข้อมูลข่าวสาร มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ปี ๒๕๔๐ ได้ใช้บังคับอยู่แล้วครับ แต่ก็มีข้อจํากัดต่าง ๆ มากมายแล้วก็ไม่ค่อยได้มีการปฏิบัติกันต่าง ๆ ตลอดจนในขณะนี้มันจะมีนวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่าง ๆ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติเดิมนี่ก็ไม่ครอบคลุมถึงนะครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการ ปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสาร ปี ๒๕๔๐ นี้ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. ก็ได้นํามาปรับปรุงนะครับ แล้วก็ได้ นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้ส่งต่อให้กับหน่วยงานตลอดจน สภา สปท. ของเราได้พิจารณาต่อไป ซึ่งสภา สปท. โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการ ป้องกันและการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบก็ได้นําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสําคัญก็คือสํานักงานข่าวสาร ข้อมูล แล้วก็หน่วยงานเกี่ยวข้องทางด้านการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตและ หน่วยงานอื่น ๆ นี้มาพิจารณากันบ่อยครั้งทีเดียว แล้วก็เห็นว่าสมควรที่จะได้มีการปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ร่างโดย สปช. ในประเด็นที่สําคัญ ๆ ต่าง ๆ มากมายนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ทําเป็นตารางการเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ เป็นอย่างไร ของ สปช. เป็นอย่างไร แล้วที่เราปรับปรุงเป็นอย่างไร ในประเด็นสําคัญ ๆ ต่าง ๆ นี้หลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งในรายละเอียดผมจะขออนุญาตท่านประธานนะครับ ให้ท่านอนุสิษฐ คุณากร ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็ อนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องได้นําเสนอในรายละเอียดให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาต่อไปครับ ผมขออนุญาตครับ ท่านครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร

นายคํานูณ สิทธิสมาน

ท่านประธานขออนุญาตสักเล็กน้อยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านคํานูณครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบขอประทานอภัยท่านประธานและท่าน กรรมาธิการที่กระผมเสียมารยาท อยากจะขอพูดอะไรสักเล็กน้อยนะครับ คือผมอยากให้ ท่านประธานได้ช่วยกดออดเรียกสมาชิกเข้าห้องประชุมสักนิดเถอะครับ แล้วก็อาจจะต้อง เชื้อเชิญสมาชิกให้มารับฟัง กระผมเห็นใจมาโดยตลอดว่าคณะกรรมาธิการที่ทําหน้าที่ รายงานเรื่องสําคัญตอนเที่ยงตรงนี้นะครับก็มักจะเงียบเหงาครับ ถ้าผมเสนอนับองค์ประชุมนี่ มีปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นคือถ้าเราไม่พักการประชุมนี่นะครับ เราก็ต้องเชิญชวนเพื่อน สมาชิกเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะวาระนี้กระผมเห็นว่าเป็นวาระที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง นะครับ อย่างน้อยมันเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง แล้วก็อาจจะมีข้อสงสัยมีคําถามที่ทางท่าน กรรมาธิการท่านจะต้องชี้แจง แล้วตอบคําถามต่อไปนะครับ คือการรับฟังก็มีความสําคัญ พอ ๆ กับการลงมติเช่นกันนะครับ กราบขออภัยท่านประธานที่เสียมารยาท แต่อยากให้มี สัญญาณประการหนึ่งประการใดที่จะเชิญสมาชิกเข้ามาร่วมรับฟังในวาระสําคัญ เพราะว่า เมื่อสักครู่นี้มันก็เพิ่งจบวาระภายในไป สมาชิกก็ถือโอกาสออกไปรับประทานอาหาร ท่านประธาน ได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็พักการประชุมสัก ๑๕ นาทีหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ ท่านประธานจะวินิจฉัยครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมขอปรึกษาที่ประชุมว่าจะพักการประชุม ๑๕ นาที หรือว่าจะเรียกสมาชิกมาฟัง ท่านคุรุจิต

นายคุรุจิต นาครทรรพ

ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับท่านคํานูณ สิทธิสมาน ขอพักการประชุม ๑๕ นาที เพื่อให้สมาชิกมารับฟังการชี้แจงครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธาน คํานูณ สิทธิสมาน ครับ ก็กราบขออภัยท่านประธานและท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของงานปฏิรูป ประเทศโดยรวมนะครับ กระผมขอใช้สิทธิตามข้อบังคับขอเสนออย่างเป็นทางการ ขอให้ท่าน ประธานพักการประชุมเป็นเวลา ๑๕ นาทีครับ กราบขอบพระคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองครับ ขอบคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้นก็ขอพักการประชุม ๑๕ นาที ขอบพระคุณครับ

พักประชุมเวลา ๑๒.๐๘ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๒.๓๐ นาฬิกา

(เนื่องจาก ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ติดราชการ จึงมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอเชิญคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กรุณารายงานต่อ เชิญท่านประธานค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตรายงานอีกครั้งหนึ่งนะครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ คณะกรรมาธิการขอเสนอรายงานการปฏิรูปในเรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... มาเพื่อโปรดพิจารณาดังนี้นะครับ

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เป็นเรื่องที่อยู่ในวาระ การปฏิรูป ๓๗ วาระของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ แล้วก็อยู่ในแผน การปฏิรูปประเทศและเรื่องเร่งด่วนของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอความเห็นชอบต่อ สภา สปท. เรียบร้อยแล้วนะครับ

เรื่อง ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เป็นเรื่องที่สําคัญที่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ หลายฉบับที่ผ่านมานะครับ และที่สําคัญในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๙ ที่กําลังอยู่ ในระหว่างการเสนอเพื่อขอประชามติต่อประชาชน ในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ก็ได้ระบุไว้ชัดเจน ซึ่งอยู่ในมาตรา ๔๑ ว่า เรื่องของข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นสิทธิของบุคคลและชุมชน ที่มีสิทธิ จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะของทางราชการ เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะทราบ ติดตามและตรวจสอบและเข้ามามีส่วนร่วมในงานต่าง ๆ ของทางราชการได้นะครับ นอกจากจะเป็นเรื่องของสิทธิของประชาชนและชุมชนดังผมกล่าวแล้ว การเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารยังมีส่วนที่สําคัญที่จะช่วยในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบของทางราชการได้ด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วในร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ฉบับนี้นอกจากจะได้กําหนดวิธีการต่าง ๆ ไว้แล้ว ยังได้กําหนดถึงบทลงโทษด้วยนะครับ ถ้าหน่วยงาน หน่วยราชการนี้ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารฉบับนี้ ผมเรียนว่า เรื่องข้อมูลข่าวสารนี้เป็นเรื่องซึ่งได้มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ ฉบับปี ๒๕๔๐ ใช้บังคับอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๔๐ ก็มีข้อจํากัด อยู่หลายประการด้วยกันที่ไม่สามารถที่จะใช้ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้นแล้วเนื่องจากว่า ขณะนี้เรื่องข้อมูลข่าวสารก็มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มากนะครับ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับเก่านี้ไม่ครอบคลุมถึงนะครับ จึงได้มีการปฏิรูปปรับปรุงข้อมูลข่าวสาร ปี ๒๕๔๐ โดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท. ได้นําขึ้นมาปรับปรุงนะครับ และได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาแล้วก็ได้ส่งต่อให้กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทางด้านของสภา สปท. ของเราด้วยนะครับ ซึ่งสภา สปท. โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ คณะนี้นะครับ ก็ได้นําร่างพระราชบัญญัติฉบับของ สปช. นี้มาพิจารณาร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ หลายครั้ง และเห็นสมควรที่จะได้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้เหมาะสมในประเด็นต่าง ๆ หลายประเด็นด้วยกันนะครับ และนอกจากนั้นแล้วยังได้ ทําเป็นตารางเปรียบเทียบข้อมูลข่าวสารฉบับเดิม ปี ๒๕๔๐ ฉบับของ สปช. รวมทั้งฉบับ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไขไว้ให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งในรายละเอียดนั้น ผมจะขออนุญาตท่านประธานครับ ได้กรุณาให้ท่านอนุสิษฐ คุณากร ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้ และคณะอนุกรรมาธิการอื่น ๆ ได้นําเสนอในรายละเอียด ต่อไปครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร ค่ะ เชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการ

นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ ประเด็นของการนําเสนอในวันนี้ ผมเชื่อว่าเป็นความต้องการของทุกคนในชาติบ้านเมือง คาดหวังว่าการทํางานของรัฐ การทํางานของเอกชน การทํางานของภาคประชาสังคมต่าง ๆ นั้น จะต้องถูกตรวจสอบได้ ประเด็นของการเปิดเผยข้อมูล เป็นการสร้างความโปร่งใส เป็นกระจกที่จะครอบลงไป ในสังคมไทยเพื่อจะทําให้มองเห็นถึงความเป็นจริงที่มีอยู่ และจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแค่ เรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเท่านั้น การเปิดเผยข้อมูลจะยัง ประโยชน์ทั้งในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาปรับปรุงรูปแบบของธุรกิจ การค้า การให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการต่อยอดในเรื่องความรู้ ความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ ในภาคราชการ ภาคเอกชนและประชาชนเองนั้น ในระยะ ต่อไปมีความจําเป็นอย่างยิ่งครับ ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้พูดไว้ว่า การสร้างการรับรู้ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องทําให้ประชาชนโดยรวม สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาธารณะ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งถูกกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ นั้น ได้มีการ ดําเนินการและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อแนวทางการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ อย่างมากมาย ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นได้ถูกยกร่างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ สิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคอยู่หลายประการครับ รายละเอียดเดี๋ยวคงจะต้องให้ทางคุณกวินา ได้นําเสนอครับว่า สิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อกฎหมายฉบับเดิมนั้นเป็นประการใด ความจําเป็นในการที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ และยกร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะฉบับนี้ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับ บริบทของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความสอดคล้องของรัฐธรรมนูญที่พยายามผลักดันให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ รับทราบข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อมูลข่าวสารสาธารณะในบทบัญญัติ แห่งกฎหมายฉบับนี้ ได้มีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมถึงข้อมูลข่าวสารทุกประเภท รวมถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลที่เป็นไปในลักษณะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน ที่ดําเนินการใด ๆ ที่ใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ ที่ใช้สาธารณสมบัติของแผ่นดิน งบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการใช้อํานาจของ หน่วยงานของรัฐ หรือสิทธิ หรือหน้าที่ที่หน่วยงานของรัฐได้มอบให้ไปดําเนินการ ฉะนั้น ประเด็นของข้อมูลข่าวสารจึงมีความแตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจาก ประเด็นของการใช้อํานาจของรัฐตามรัฐธรรมนูญแล้ว ประเทศไทยเองยังเป็นภาคีของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ขออนุญาตเรียนว่าในอนุสัญญา ดังกล่าวนั้นมีความชัดเจนครับว่าการทุจริตเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจํานวนมหาศาลที่เกิดขึ้น ในโลกใบนี้ ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่รัฐต่าง ๆ ถ้าหากไม่มีการดําเนินการป้องกันแก้ไขอย่างชัดเจน แล้วจะได้รับการคุกคาม แม้กระทั่งนําไปสู่เสถียรภาพทางด้านการเมืองและการพัฒนา อย่างยั่งยืนของประเทศเหล่านั้น เป็นประเด็นที่เป็นสาระสําคัญของอนุสัญญาดังกล่าว อนุสัญญายังกําหนดไว้ครับว่า ความเชื่อมั่นว่าความร่ํารวยส่วนบุคคลที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถาบันประชาธิปไตย เศรษฐกิจของชาติ และหลักนิติธรรม อนุสัญญาดังกล่าวยังคํานึงถึงเรื่องของการป้องกันและการขจัดการทุจริต ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของประเทศทั้งปวงที่เป็นภาคีของ ที่เรียกว่ายูเอ็นซีเอซี ๒๐๐๓ (UNCAC 2003) ในขณะเดียวกันในอนุสัญญาฉบับนี้กําหนดครับว่าประชาสังคม องค์กร เอกชน หรือองค์กรในระดับชุมชน ถึงเวลาที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ สนับสนุนรัฐในการกํากับดูแลในเรื่องเหล่านี้

และประการสุดท้ายที่เป็นสาระสําคัญอยากจะนําเรียนให้คณะกรรมาธิการ ได้กรุณารับทราบ ให้สมาชิกได้กรุณารับทราบก็คือ หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และทรัพย์สินของรัฐ ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และความเสมอภาคกันทางกฎหมาย และความจําเป็นในการพิทักษ์รักษา ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตและการส่งเสริมวัฒนธรรมในการ ปฏิเสธการทุจริตเป็นเรื่องที่มีความสําคัญในขณะนี้

ประเด็นในเรื่องของความโปร่งใสและกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้นครับ สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้กําลังจะเกิดขึ้นก็คือ การสร้างกระจก ให้มองเห็นความเป็นจริง มองเห็นการดําเนินการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ว่าต่อไปนี้ ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะทําอะไรกับทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน กับงบประมาณของแผ่นดิน กับกิจการสาธารณะ กับสิ่งที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะหรือผลประโยชน์ของชาติ ท่านจะต้องถูกตรวจสอบ ได้รับการรับรู้รับทราบ และมองเห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็น สาระสําคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงมุ่งเน้นในเรื่องของความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ สามารถกํากับดูแลได้ในบทบังคับตามกฎหมายที่จะต้องมีการปฏิบัติตาม และมีกลไกในการ ขับเคลื่อนในเรื่องเหล่านี้อย่างครบถ้วน ซึ่งในบางประเด็นอาจจะมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่อง ก็อยากจะได้นําเสนอ แล้วก็รับทราบข้อสังเกตของท่านสมาชิกทุกท่าน สําหรับในรายละเอียด ซึ่งจะลงไปในเนื้อหาของพระราชบัญญัติ ผมขออนุญาตท่านประธานให้ทางคุณกวินา ได้กรุณานําเรียนต่อที่ประชุม และคุณสรายุทธ และคุณวสันต์ อาจจะเตรียมตอบข้อซักถาม รวมทั้งท่านประมนต์ ซึ่งในฐานะที่เคยเป็นกรรมาธิการใน สปช. ครับ ขออนุญาตครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านกวินาค่ะ เรียนเชิญค่ะ

นางสาวกวินา กิจกําแหง ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทุกท่าน ก็จะขอนําเสนอตัวร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งในเอกสารที่ท่านได้รับจะมีตัวรายละเอียด ตัวเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่จะ นําเสนอต่อไปนะคะ อย่างที่ท่านปานเทพ แล้วก็ท่านอนุสิษฐได้กรุณานําเสนอก่อนหน้านี้ เรื่องเหตุผลความจําเป็นในการที่เราจะต้องมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พุทธศักราช ๒๕๔๐ ฉบับเดิม ก็จะขออนุญาตเริ่มการนําเสนอนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เริ่มที่ ตัวแผนภาพจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) โดยดอกเตอร์เดือนเด่นและคุณธิปไตยนะคะ ตัวแผนภาพนี้ก็จะแสดงให้เห็นพัฒนาการของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งได้มีการประกาศใช้ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เช่นเดียวกัน ตอนช่วงที่ประกาศใช้ในช่วงแรกได้สร้างความตระหนักถึง การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างมากนะคะ แต่ว่าหน่วยงานหรือว่าราชการอาจจะยังไม่ สามารถจะปฏิบัติตามได้ เมื่อมีการบังคับใช้ไประยะหนึ่ง ๒-๓ ปี จะเป็นช่วงที่มีการบังคับใช้ กฎหมายมากที่สุด ก็คือในช่วงระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ ถึง ๒๕๔๘ นะคะ ซึ่งช่วงนี้ ประชาชน สื่อ แล้วก็หน่วยงานรัฐมีการเรียกร้องมากขึ้นให้มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ว่าก็เริ่ม ที่จะมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แล้วในช่วงสุดท้ายก็คือหลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นต้นมา การบังคับใช้กฎหมายก็เริ่มมีปัญหา ไม่สามารถที่จะบังคับได้ตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติเดิม หน่วยงานรัฐเองก็เริ่มที่จะค้นพบวิธีการที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ได้เปิดเผย ข้อมูลข่าวสารตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์การเปิดเผยข้อมูลของตัวพระราชบัญญัติ ของตัวข้อมูลข่าวสาร พุทธศักราช ๒๕๔๐ ทําให้สื่อแล้วก็สังคมหรือประชาชนเองก็ให้ ความสนใจกับตัวพระราชบัญญัติหรือใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติเพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูล น้อยลงไปด้วยนะคะ

พัฒนาการที่ว่ามานี้ก็ทําให้เกิดสภาพปัญหาที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการ เปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ตัวพระราชบัญญัติเองได้เปิดช่องให้ผู้ปฏิบัติสามารถ ที่จะใช้ดุลยพินิจในขอบเขตที่ค่อนข้างกว้างขวาง ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยมีกรอบ ค่อนข้างกว้าง แล้วก็ไม่ได้กําหนดกรอบในการพิจารณาอย่างชัดเจนมากนัก ทําให้ในการ ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารค่อนข้างจะมีข้อติดขัด รวมถึงข้อติดขัดในการทํางานของ คณะกรรมการเอง ซึ่งทําให้ไม่สามารถปฏิบัติงานในเชิงรุกได้ ทําให้การออกประกาศ หรือหลักเกณฑ์เพิ่มเติม โดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติมีน้อย ผลที่ตามมาหลังจากนั้น ก็คือ หน่วยงานรัฐจากการสํารวจในงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ก็พบว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นจํานวนเพียงร้อยละ ๒๘ เท่านั้นที่มีการปฏิบัติตาม มีการรายงาน ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ นอกนั้นไม่ได้มีการดําเนินการที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเองมีแรงจูงใจที่จะให้ ปกปิดมากกว่าเปิดเผย กรณีที่คณะกรรมการก็ไม่ได้มีอํานาจเด็ดขาดในการที่จะบังคับใช้ กฎหมาย รวมถึงกรณีที่พิจารณาแล้วไม่เปิดเผยข้อมูล กระบวนการหลังจากนั้นใช้เวลา ค่อนข้างมาก ทําให้เมื่อผ่านกระบวนการไปแล้วกว่าจะได้ข้อมูล บางครั้งข้อมูลก็ไม่ได้ มีประโยชน์แล้ว แล้วในกรณีของคณะกรรมการเองก็ไม่ได้มีอํานาจลงโทษรัฐหรือหน่วยงานรัฐ

เมื่อเราพิจารณาสภาพปัญหาที่ว่ามานี้ จึงเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้อง ปรับปรุงตัวกฎหมาย ทั้งในส่วนของบทบัญญัติที่จะต้องชัดเจนมากขึ้น ปรับปรุงเชิงสถาบัน คือตัวคณะกรรมการเอง ให้สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็มีความเป็น อิสระมากขึ้น จากเหตุผลและความจําเป็นดังกล่าวนี้ ประกอบกับที่เมื่อสักครู่ท่านปานเทพ กับท่านอนุสิษฐได้กล่าวถึงนะคะว่า ตัวพระราชบัญญัติเองมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลา ค่อนข้างนาน คือตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ นับถึงปัจจุบันก็เกือบ ๒๐ ปี แล้วยังไม่ได้ มีการปรับปรุงแก้ไขนะคะ ในขณะที่ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนทั้งด้านการเมือง ด้านสังคม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทําให้สภาพต่าง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก รวมไปถึงการส่งเสริมสิทธิการรับรู้ ซึ่งเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานในการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างที่เราก็อาจจะเห็นในตัวร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เช่นเดียวกัน ในมาตรา ๗๘ ประกอบกับให้มันสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หลักสากลในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หลักการ มีส่วนร่วมและการเปิดเผยข้อมูลในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสิทธิการรับรู้ ของประชาชน หน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการต้องเปิดเผยข้อมูล รวมถึงในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้กําหนดหน้าที่เฉพาะให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่นด้วยนะคะ เช่น ในมาตรา ๒๕๓ ที่กําหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองมีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้กับ ประชาชนด้วยนะคะ นอกจากนี้ก็ให้สอดคล้องกับหลักธรรมาธิบาลหรือว่าหลักการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี เราจึงเห็นว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพิจารณาให้ปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารนะคะ

ได้มีการร่างพระราชบัญญัติขึ้น คือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ตัวร่างพระราชบัญญัติเองนี้ประกอบด้วย ๑๐ หมวด จะมีบทนิยามในตอนต้น ซึ่งเราได้มีการให้คํานิยามใหม่ ๆ บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นคําว่า ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การขยายความหมายของหน่วยงานของรัฐ แล้วก็ในตัวบทบัญญัติเองเราแบ่งหมวดหลัก ๆ ออกเป็น ๑๐ หมวดนะคะ หมวดแรกจะเป็นหมวดบททั่วไป ซึ่งก็จะเป็นตัววัตถุประสงค์ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่จะใช้ประโยชน์ในการตีความบทบัญญัติมาตราอื่น ๆ ด้วย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนะคะ ในหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ เป็นหมวดหลักที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ได้มีการปรับปรุงไปจากเดิม ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการกําหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หัวหน้าหน่วยงานรัฐ กําหนด ข้อมูลที่จะต้องมีการเปิดเผยนะคะ แล้วก็มีการกําหนดข้อยกเว้นไว้ในหมวด ๔ นะคะ ในหมวด ๕ และหมวด ๖ จะเป็นหมวดที่คงหลักการเดิมจากตัวพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ นะคะ หมวด ๕ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลก็จะ คงหลักการตามหมวด ๓ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารนะคะ เพียงแต่มีการปรับปรุงในรายละเอียดให้สอดคล้องกับวิธีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ ในส่วนของหมวด ๖ ข้อมูลประวัติศาสตร์ก็จะ สอดคล้องกับหลักการเดิมในหมวด ๔ เอกสารประวัติศาสตร์ตามพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีการเปลี่ยนแปลงบางประการเช่นเดียวกัน ในส่วน ของหมวด ๗ หมวด ๘ และหมวด ๙ จะเป็นหมวดที่ว่าด้วยองค์ประกอบของสํานักงานข้อมูล ข่าวสารสาธารณะ แล้วก็ในส่วนของการวินิจฉัยคําอุทธรณ์ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมี การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ทั้งในส่วนขององค์ประกอบที่มาของคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะนะคะ สถานะของสํานักงาน ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ รวมถึง กระบวนการในการวินิจฉัยคําอุทธรณ์ด้วยนะคะ หมวด ๑๐ ของร่างพระราชบัญญัติ จะว่าด้วยการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนะคะ การบังคับทางปกครอง กรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็บทลงโทษนะคะ

กราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือว่าในตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้เราได้มีการ พิจารณาตั้งแต่สมัยในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คือเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างกรรมาธิการ หลายคณะ ทั้งกรรมาธิการการเมือง กรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารมวลชน แล้วก็กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต แล้วก็ได้มีการนําเสนอต่อสภาปฏิรูปที่ได้มีการเห็นชอบแล้วก็นําเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี อันนี้ขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งนะคะ หลังจากนั้นเมื่อนํากลับมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ มีการปรับปรุงจากตัวร่างที่ผ่านการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วนะคะ ก็ได้มีการ ปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วก็ให้สอดคล้อง กับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มเติม

ในส่วนของตัวร่างพระราชบัญญัตินะคะ เนื่องจากมีการแก้ไขในสาระสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของหมวดต่าง ๆ การจัดเรียงในโครงสร้างของคณะกรรมการโครงสร้าง การปฏิบัติการนี้ค่ะ เราจึงเสนอว่าสมควรที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ นะคะ แล้วก็มีการร่างพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อ พระราชบัญญัติจากพระราชบัญญัติข้อมูลของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็น พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะแสดงเจตนารมณ์ว่าในเรื่องของการเปิดเผย ข้อมูลนะคะ อยากให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก แล้วร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เรากําหนดว่า ให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกําหนด ๑๘๐ วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษานะคะ

สําหรับกรอบหลักการและเหตุผลของตัวร่างพระราชบัญญัติ จากพระราชบัญญัติ ฉบับปัจจุบัน หลักการที่ต้องการให้ประชาชนได้มีโอกาสกว้างขวางในการได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนินการต่าง ๆ ของรัฐ การรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึง ข้อมูล หลักการนี้ยังคงอยู่เพียงแต่ว่าเรามีการเพิ่มเติมกรอบหลักการและเหตุผลมากขึ้น โดยให้ตัวร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะเป็นเหมือนกฎหมายกลางในการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เป็นกฎหมายที่จะเชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูลที่ในปัจจุบันนี้อาจจะกระจายอยู่ในกฎหมาย หลาย ๆ ฉบับ โดยนอกจากนั้นเองก็เพื่อที่จะมีการปรับปรุงกระบวนการทํางาน กระบวนการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้มันสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แล้วก็ ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้สอดรับกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสิทธิของประชาชนหรือหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และที่สําคัญคือเป็นเครื่องมือในการที่จะ คุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นกลไก สําคัญในการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพิ่มอํานาจของประชาชน และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงเป็นกลไกสําคัญในการป้องกัน การทุจริตและประพฤติมิชอบ

จากกรอบหลักการและเหตุผลดังกล่าวนี้ เราก็ได้มีการนํามาบัญญัติไว้ ในวัตถุประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติในมาตรา ๖ จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ของร่าง พระราชบัญญัติ คือ

ข้อ ๑ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวาง หลักการนี้ยังคงอยู่ คือให้ ประชาชนมีโอกาสอย่างกว้างขวางในการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ

ข้อ ๒ ในขณะเดียวกันก็เพื่อที่จะเป็นการกําหนดให้หน่วยงานรัฐเอง ต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครอง ยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง โดยในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้ต้องกระทําอย่างเหมาะสมด้วย คือหมายความว่าต้องสะดวก ทันต่อเวลา แล้วก็ไม่ทําให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูง เกินไป

ข้อ ๓ ก็จะสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ คือเพื่อที่จะให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน มากที่สุด ต้องเปิดเผยข้อมูล แล้วก็รายงานผลการดําเนินการให้ประชาชนทราบ

ข้อ ๔ ก็คืออย่างที่ได้กล่าวไปในกรอบวัตถุประสงค์ ก็คือว่าเพื่อที่จะส่งเสริม การใช้สิทธิของประชาชนตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะสิทธิในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งมันจะ เป็นกลไกสําคัญในการที่จะเรียนรู้ แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงจะเป็นกลไก สําคัญในการเอื้อให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เพื่อให้การใช้ อํานาจนี้มีความโปร่งใส เป็นการพิทักษ์สิทธิของสาธารณะ ในขณะเดียวกันก็มีการคุ้มครอง สิทธิของบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างสมดุลกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นกลไก ในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบด้วยนะคะ

สําหรับในส่วนแรกก็คือนิยาม จากพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบันที่ได้มีการ ให้ความหมายของข้อมูลข่าวสารไว้ ตัวร่างพระราชบัญญัติของเราเองถ้าเปรียบเทียบกับ ตัวพระราชบัญญัติฉบับเดิม ซึ่งมีการให้ความหมายของข้อมูลข่าวสารของราชการไว้นะคะ ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือความดูแลของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการของรัฐหรือเอกชน ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เราได้มีการบัญญัติคําศัพท์คําว่า ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ขึ้น ให้หมายความถึงข้อมูลข่าวสาร ทุกประเภท รวมถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร หรือว่าหน่วยงานที่ดําเนินการใด ๆ โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสมบัติ ใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือว่าใช้อํานาจแทนหน่วยงานรัฐ มีสิทธิหน้าที่ของ หน่วยงานรัฐที่ได้มอบหมายให้เพื่อประโยชน์สาธารณะ การให้ความหมายในที่นี้ การเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่เราว่านี้ค่ะก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ของตัวร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งก็จะมีหลักการการเปิดเผยหลักนี้อยู่ในหมวด ๒ และหมวด ๓ แล้วก็มีข้อยกเว้นอยู่ในหมวด ๔ ของร่างพระราชบัญญัติ

ในส่วนของหน่วยงานของรัฐเองก็ได้มีการปรับปรุงขยายขอบข่ายของคําว่า หน่วยงานรัฐ ขึ้น จากพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ได้มีการ นิยามไว้ว่า หน่วยงานของรัฐ หมายถึงราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาล เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี องค์กรควบคุม การประกอบวิชาชีพ หน่วยงานอิสระของรัฐและหน่วยงานอื่น นอกจากความหมายนี้แล้ว ในตัวร่างพระราชบัญญัติของเราก็ได้ขยายขอบข่ายของหน่วยงานรัฐเช่นว่านี้ โดยให้ ครอบคลุมองค์กรอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรมหาชน สํานักงานอัยการสูงสุด หน่วยงาน ที่เป็นองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายอื่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานหรือนิติบุคคลที่จัดตั้งโดยกฎหมายหรือการอนุมัติ อนุญาต โดยหน่วยงานรัฐ รวมถึงหน่วยงานเอกชนที่ได้รับสัมปทาน หรือมีการดําเนินกิจการสาธารณะ หรือให้บริการ สาธารณะแทนรัฐ รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อํานาจทางปกครอง หรือดําเนินกิจกรรมทางปกครอง ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าหน่วยงานที่ว่ามานี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชนจะมีการใช้งบประมาณแผ่นดินหรือไม่ก็ตามนะคะ

ถัดไปก็คือเราจะขอนําเสนอตัวองค์กร ก็คือคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร จากเดิมนี้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งหากเราพิจารณาองค์ประกอบแล้วนี่ จะมีรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายโดยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีจํานวนคณะกรรมการ มีองค์ประกอบที่ประกอบด้วยผู้บริหารของกระทรวงต่าง ๆ ก็คือปลัดกระทรวงแล้วก็ ข้าราชการ รวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนค่อนข้างมากนะคะ ในตัวร่างพระราชบัญญัติ ของเราเองนี้เราได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยที่ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะนี้ ประกอบด้วยกรรมการจํานวน ๙ ท่าน แบ่งเป็น ๒ กลุ่มนะคะ คือกรรมการโดยตําแหน่ง ๔ ท่าน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ ท่านที่มาจากการสรรหาคัดเลือก

นอกจากนี้ก็ได้มีการปรับในส่วนขององค์กร โดยการยกระดับสํานักงานข้อมูล ข่าวสารสาธารณะ จากเดิมที่มีฐานะเป็นหน่วยงานภายใต้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เรายกระดับสํานักงานข้อมูลข่าวสารสาธารณะขึ้น ให้มีความเป็นอิสระในการทํางานมากขึ้น มีฐานะเป็นหน่วยราชการระดับกรมที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย ในส่วนของโครงสร้าง ของคณะกรรมการ เราดูในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คณะกรรมการในส่วนที่เป็น กรรมการโดยตําแหน่งจะประกอบด้วย ๔ ท่าน คือปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินี้จะมีจํานวน ๕ ท่าน ๑ ใน ๕ ท่านนี้จะได้รับการเลือกกันเองจากกรรมการขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเช่นว่านี้จะมีกระบวนการในการ เปิดรับสมัคร สรรหา แล้วก็คัดเลือกโดยกรรมการคัดเลือก ซึ่งรายละเอียดนี้จะปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๙ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ คณะกรรมการคัดเลือกเองก็จะประกอบด้วย บุคคลต่าง ๆ ทั้งตัวแทนของหน่วยงานยุติธรรม เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลปกครอง ตัวแทนของ รัฐสภา ผู้นําฝ่ายค้าน ตัวแทนขององค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. ทั้งคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหมดในรายละเอียดนี้ก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๙ นะคะ ตัวคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเองนี้ก็จะมีการกําหนดคุณลักษณะและลักษณะต้องห้ามไว้ ในมาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

โดยรวมแล้วอันดับแรก ก็คือเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นคนสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ ๔๕ ถึง ๗๐ ปี มีคุณสมบัติที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงาน ที่แสดงให้เห็นความสามารถในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยในการคัดเลือกของคณะกรรมการ คัดเลือกนี้ก็จะต้องพิจารณาให้มีความสมดุลและมีความหลากหลาย เนื่องจากคณะกรรมการ เราไม่ได้มีจํานวนมากนะคะ เพื่อให้คณะกรรมการมีองค์ประกอบที่ครบทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ สามารถพิจารณาเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ในการกําหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ ตัวคณะกรรมการเองนี้นอกจากคุณสมบัติเช่นว่านี้แล้วเราก็มีการกําหนดคุณสมบัติว่าจะต้อง ไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจ ไม่ดํารงตําแหน่งในบริษัทเอกชน ไม่เป็นผู้ที่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง ไม่เป็นข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกรณีที่เป็นอยู่ก่อนนี้ก็จะมีบทบัญญัติที่กําหนดว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะต้องนําหลักฐานว่าได้ลาออกจากตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาแสดงภายใน ๓๐ วันนะคะ ป.ป.ช. กําหนดให้ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย นอกจากนี้ตัวคณะกรรมการเอง โดยเรากําหนดว่า จะมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่คณะกรรมการ ...

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

กรุณาสรุปหน่อยได้ไหมคะ วันนี้เรามีอีก ๓ เรื่อง

นางสาวกวินา กิจกําแหง ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

โอเค (Okay) คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเช่นว่านี้ก็จะมีวาระ ๔ ปี ตัวสํานักงานเองก็จะมีเลขาธิการ คณะกรรมการ ซึ่งมาจากการคัดเลือก โดยความเห็นชอบของวุฒิสภา

สําหรับกรณีของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจากเดิม เราได้มีการเปลี่ยนแปลงการทํางานให้มารวมอยู่ในหมวด ๙ วินิจฉัยคําอุทธรณ์การเปิดเผย ข้อมูลข่าวสาร โดยที่อาจจะไม่จําเป็นต้องจัดตั้งขึ้นเป็นคณะกรรมการวินิจฉัย แต่ให้อํานาจ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารในการที่จะพิจารณาเอง หรือตั้งอนุกรรมการเพื่อดําเนินการก็ได้ และมีการทํางานในรูปแบบขององค์คณะ และมีการกําหนดกรอบเวลาในการพิจารณาเรื่อง ให้ชัดเจนมากขึ้น คือต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน หรืออาจขยายได้แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน ในส่วนของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามหลักการที่บอกว่าให้สิทธิประชาชนในการที่ได้รู้ ให้สิทธิการคัดค้าน ให้สิทธิในการร้องเรียนหรือการอุทธรณ์ สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้เรายังคงเดิม แต่ว่าได้มีการปรับปรุงรับรองสิทธิต่าง ๆ โดยกําหนดให้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ กําหนดหน้าที่และขอบเขตในทางปฏิบัติให้อํานาจคณะกรรมการในการกําหนดนโยบาย แล้วก็ในการกําหนดรายละเอียดให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในตัวร่างพระราชบัญญัติเอง ก็มีการกําหนดกรอบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้มีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ไม่จําเป็น จะต้องไปเป็นในทางกระดาษอย่างเดียว โดยที่มุ่งเน้นการเปิดเผยในเชิงอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนได้สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ก็มีการปรับปรุงกําหนดกรอบการเปิดเผย ข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สามารถที่จะมีกรอบที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม อันนี้ก็จะปรากฏอยู่ใน หมวด ๒ ของร่างพระราชบัญญัติ

นอกจากนี้ในมาตรา ๘ ก็จะเป็นการแสดงว่าตัวกฎหมาย ตัวร่างพระราชบัญญัติ จะเป็นกฎหมายกลาง อาศัยหลักการว่าหากไม่ได้กําหนดไว้ในข้อยกเว้นหน่วยงานมีหน้าที่ จัดให้ข้อมูลนี้สามารถเข้าถึงได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ก็มีการกําหนดกรอบระยะเวลาไว้ ในรายละเอียดของมาตราต่าง ๆ ในการที่จะพิจารณาการเปิดเผยข้อมูล และกําหนดให้มี การประเมินผล การเปิดเผยข้อมูลอย่างจริงจัง และให้มีการทบทวนเป็นระยะเวลา ในรายละเอียดจะขอกล่าวถึงเป็นบางมาตรานะคะ เมื่อสักครู่ที่บอกว่าการกําหนดหน้าที่ของ หน่วยงานรัฐ ก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๗ ส่วนของที่กําหนดให้ตัวร่างพระราชบัญญัติเป็น กฎหมายกลางในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารก็จะอยู่ในมาตรา ๘ ส่วนมาตรา ๙ จะเป็นมาตรา ที่เพิ่มกรอบหน่วยงานภายใต้กฎหมายให้ครอบคลุมมากขึ้น ให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ใช้เงินแผ่นดิน ผู้ใช้อํานาจรัฐ ผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณสมบัติ แล้วก็รวมไปถึงการ ถือครองที่ดินของบุคคล องค์กรและหน่วยงาน โดยที่มีการระบุข้อยกเว้นเอาไว้ด้วย ส่วนใน มาตรา ๑๐ ก็จะเป็นการกําหนดกรอบว่าให้มีช่องทางในการเปิดเผยที่หลากหลาย โดยเฉพาะ การเปิดเผยในทางอิเล็กทรอนิกส์ ตัวมาตรา ๑๕ ก็จะพูดถึงกรอบระยะเวลาในการพิจารณา คําขอ โดยปัจจุบันเรากําหนดว่าจะต้องพิจารณาภายใน ๑๕ วัน แต่ว่ากรณีที่มีเหตุขัดข้อง อาจจะขอเลื่อนระยะเวลาได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน ๓๐ วัน ในส่วนอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการเอง เราก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กําหนดให้คณะกรรมการมีอํานาจในการ วางนโยบาย กําหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดทําฐานข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล แล้วก็การส่งเสริมให้มีการสนับสนุนการจัดตั้ง การตั้งศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และให้มีการ เชื่อมโยงข้อมูล จัดทําบัญชีหน่วยงานที่จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้ต้องมีการ เผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลเพื่อให้มันสอดคล้องกับความจําเป็น และการให้สาธารณชนได้รับทราบ

เพิ่มเติมเมื่อสักครู่นี้ข้ามมาในส่วนของสํานักงาน ส่วนของสํานักงานเอง เราได้มีการยกระดับ จากเดิมที่เป็นเพียงหน่วยงานภายใต้สํานักปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เรายกระดับขึ้น โดยให้มีฐานะเป็นหน่วยงานในระดับกรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย แล้วก็ในส่วนของหมวด ๑๐ ของร่างพระราชบัญญัติที่จะพูดถึงการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ พูดถึงบทกําหนดโทษกรณีที่มีการฝ่าฝืน นอกจากนี้เองก็มีการกําหนด บทกําหนดโทษ กรณีที่ผู้ที่มาขอข้อมูลขอโดยเจตนาที่ไม่สุจริต โดยที่ให้อํานาจคณะกรรมการที่จะพิจารณา ตามความร้ายแรงแล้วก็ประโยชน์ที่จะได้รับจากการนั้น ๆ ในส่วนของบทเฉพาะกาลเอง ก็จะเริ่มที่การกําหนดกรอบระยะเวลาในการคัดเลือกและสรรหากรรมการ แล้วก็มาตรา สุดท้ายเราได้มีการกําหนดกรอบเวลาในการออกกฎหมายลําดับรองตามบทบัญญัติ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าจะต้องดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ ปี ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยครบถ้วนทุกท่านแล้วนะคะ เชิญท่านสมาชิก อภิปรายนะคะ ดิฉันมีรายชื่ออยู่ ขอเชิญท่านแรก ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งผมได้อ่านดูแล้ว สาระสําคัญก็มีมาก แล้วก็เป็นการยกเลิก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ทั้งฉบับเลย แล้วก็ยังมีผลเป็นการขยายอํานาจการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่อง ใหม่มากก็คือ ให้รวมถึงหน่วยงานเอกชนที่ได้รับสัมปทานหรือที่ดําเนินกิจการบริการ สาธารณะแทนรัฐหรือได้รับมอบอํานาจทางปกครอง ที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอก็มี คีย์เวิร์ด (Keyword) อยู่ ๒-๓ คํา ก็คือให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นอย่างกว้างขวาง แล้วก็ต้องมีดุลยภาพหรือความสมดุลระหว่างสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลกับสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งอันนี้เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) โดยรวมผมก็คิดว่าเป็นหลักการที่ดีที่จะทําให้ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลสาธารณะเพื่อร่วมตรวจสอบติดตามการดําเนินงานของรัฐ แล้วก็รักษา สิทธิของตนตามกฎหมาย แต่คีย์เวิร์ด (Keyword) มันก็อยู่ที่ความสมดุลนี่ละครับ ผมคิดว่า ปัญหาอุปสรรคที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการทุจริต ไม่เปิดเผยข้อมูล ไม่อยากเปิดเผย ถ่วงเวลา ก็เลยมายกร่างขึ้นใหม่ ก็ไม่ควรที่จะร่างกฎหมายนี้ ผมก็อยากจะนําเสนอว่าไม่ควรจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า หน่วยงานราชการทุกหน่วย โดยเฉพาะ หน่วยงานพลเรือน มีความต้องการจะปกปิด มีความประสงค์จะทุจริต โดยสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทุจริต เพราะการออกแบบกฎหมายให้มีอํานาจมากเกินไปบางทีมันก็เป็นดาบสองคม เหมือนกัน เพราะมันจะไปกระทบต่อการทํางานหรือบั่นทอนการทํางานของข้าราชการ ที่สุจริต แล้วก็เป็นช่องทางที่จะไปล้วงความลับของทางราชการหรือข้อมูลส่วนบุคคลของ คู่แข่ง หรือทรัพย์สินทางปัญญา หรือการแข่งขันทางการค้าที่พึงได้รับการคุ้มครอง เพราะฉะนั้นคําจํากัดความนิยามที่ท่านได้ขยายออกไปมาก ให้รวมถึงหน่วยงานเอกชนด้วย ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือเปล่านะ ที่ว่าคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ทีนี้ผมก็ได้ ไปศึกษาเพราะอยากจะนําเสนอภายในเวลาอันสั้น เดี๋ยวก็จะมอบให้ท่านประธานไปด้วยว่า ในมาตราก็มีอยู่สัก ๔-๕ มาตรา อย่างมาตรา ๗ ก็กําหนดประเภทของข้อมูลที่หน่วยงาน ของรัฐ หัวหน้าส่วนราชการจะต้องรวบรวมไว้ให้พร้อม มีมากนะครับ ซึ่งอันนี้ก็อยากจะ นําเสนอมันก็เป็นภาระให้กับหน่วยงานที่ต้องมีกําลังคนมากขึ้น ซึ่งก็จะสวนทางกับทิศทาง ปัจจุบันที่เขาต้องการให้หน่วยราชการมีขนาดเล็กลง ก.พ.ร. ทําขนาดให้เล็กลง ก.พ. ก็ไม่ให้อัตรากําลังมากขึ้น ที่ท่านจะเสนอยกหน่วยงานนี้เป็นระดับกรมขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรีนี้ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ ก็ขึ้นกับปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีท่านก็ซื่อสัตย์ สุจริตพอที่กํากับดูแลหน่วยงานนี้ได้ มาตรา ๑๑ กําหนดให้หน่วยงานต้องจัดเจ้าหน้าที่ ให้อํานวยความสะดวกต่าง ๆ ตามขั้นตอน ผมก็อยากจะติงไว้สักหน่อยว่า มาตรา ๑๑ วรรคท้าย มันซ้ําซ้อนกับพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต ของราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่มีบัญญัติอยู่แล้วในกฎหมายอื่น ไม่ควรจะเอามาบัญญัติซ้ําซ้อนอยู่ในกฎหมายนี้อีกนะครับ ในมาตรา ๑๒ หน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่อํานวยความสะดวกในการที่ประชาชนขอเข้าตรวจสอบรายการต่าง ๆ นะครับ ที่สําคัญก็คือ (๑) ผลการพิจารณา รวมถึงคําพิพากษาและคําสั่งของศาลด้วย คําสั่งของศาลนี้ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถไปขอคัดลอกได้ที่ศาลอยู่แล้วนะ ไม่ควรให้หน่วยงานที่เป็นคู่กรณี ต้องมาจัดให้ด้วย

อีกประการหนึ่ง บันทึกหรือรายงานตาม (๗) (๘) หรือ (๑๐) บางเรื่องก็เป็น ข้อมูลซึ่งเป็นความเห็น หรือเป็นข้อมูลที่เป็นช่วงขณะนั้น ได้ข้อมูลมาขณะนั้นก็ต้องเป็น เอกสารประกอบที่ต้องนํามาเสนอด้วย อันนี้ผมก็คิดว่าเป็นภาระที่มากเกินไป ผลการประชุม ครม. เขาเปิดเผยอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) อยู่แล้ว ก็เข้าไปดูได้ แต่ว่าท่านขอเอกสารตาม (๗) (๘) (๑๐) นี้มันก็จะเป็นภาระกับหน่วยงานมาก แล้วก็มาถึง มาตรา ๑๕ ซึ่งท่าน กําหนดเวลาว่าเวลามีคนขอจะต้องจัดให้เขาภายใน ๑๕ วัน ไม่ใช่ ๑๕ วันทําการนะครับ ๑๕ วัน สมมุติว่าเป็นเดือนพฤษภาคมนี้เรามีวันหยุดตั้งเยอะ แล้วเป็นเดือนนี้งบประมาณ เข้าสภา หน่วยงานเราต้องมาคอยชี้แจงงบประมาณนี้ ข้าราชการก็จะทําไม่ทันอีกครับ ก็จะเป็นการแพนนิก (Panic) หน่วยงานที่สุจริตมากกว่าพานิก (Panic) หน่วยงานที่ทุจริต ผมก็อยากจะเสนอว่าน่าจะขยายเวลาเป็นสัก ๓๐ วัน หรือมิเช่นนั้นก็เป็น ๑๕ วันทําการ นะครับ เพื่อให้หน่วยราชการเขาได้มีเวลาทํางาน คนเขาก็น้อย แล้วทั้งนี้ท่านก็ต้องดู ข้อยกเว้นในกรณีกรอบเวลาของการคัดค้านตามมาตรา ๒๐ ด้วย ว่าข้อมูลที่ท่านเปิดเผยไป เกี่ยวข้องกับบุคลที่สาม เขายื่นคัดค้านมา ท่านก็มีเวลาให้เขาคัดค้านอีก ตกลงหน่วยงาน เขาผิดแน่นอน ไม่ผิดมาตรานั้น ก็ผิดมาตรานี้ เพราะฉะนั้นมันไม่สอดคล้องกัน ในมาตรา ๑๙ ก็อยากจะให้เพิ่มการคุ้มครองข้อมูลที่ไม่ต้องเปิดเผยด้วยนะครับ ก็จึงขอเสนอว่าข้อมูล ที่เปิดเผยและจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ของเอกชน ที่เกี่ยวข้อง เพราะมันอาจจะมีกรณีที่เอกชนใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. นี้มาขอข้อมูลของคู่แข่ง ของตัวเอง หรือขอข้อมูลเพื่อไปฟ้องร้องคนอื่น

อีกเรื่องก็คือรายชื่อของบุคคลหรือถ้อยคําที่มาให้ปากคําในการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง หรือการสืบสวนทางกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองพยาน ก็ไม่ควรจะเปิดเผย ผมเองก็ประสบมานะครับ มีเรื่องที่ราชการหน่วยเหนือสั่งให้สอบสวนการดําเนินงานในอดีต แล้วก็ผู้ถูกสอบสวนมาขอดูผลการสอบสวนซึ่งยังไม่ยุตินะครับ โดยอ้าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ พ.ศ. .... อันนี้เป็นเรื่องที่จริง ๆ คสช. สั่งให้สอบสวนด้วยนะครับ ก็เป็นการใช้ อะบิวส์ (Abuse) สิทธิเพื่อเขาจะได้ไปข่มขู่หรือไปทําลายขวัญของผู้ที่กําลังดําเนินการ สอบสวนเขาอยู่นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้วนะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือมาตราสุดท้ายที่จะขอคอมเมนต์ (Comment) คือ มาตรา ๕๐ คณะกรรมการ ขสธ. มีอํานาจปรับทางปกครองนะครับ คิดว่าอํานาจนี้ การกําหนดโทษ ในการฝ่าฝืนนี้ บางเรื่องที่เป็นอํานาจ โทษอาญานี้อาจจะมากเกินไป แล้วรุนแรงเกินไป สําหรับข้าราชการครับ น่าจะมีโทษทางวินัยก็ควรจะเหมาะสม ท่านประธานครับ เพื่อน สปท. ผมอีกท่านหนึ่งที่วันนี้ต้องไปสัมมนาอบรม ครู ก ครู ข อยู่ที่ต่างจังหวัด คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ไม่สามารถมาได้ แต่ท่านก็สนใจในเรื่องนี้ ท่านก็ฝากว่าท่านมี ประเด็นที่ได้ยื่นต่อท่านประธานเป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะฝากไปให้คณะกรรมาธิการ ได้รับไปด้วยประมาณ ๔-๕ มาตรา นะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยความเจตนาดี เพราะผมเอง ก็เป็นข้าราชการพลเรือนมาก่อน ยินดีที่จะเปิดเผยครับ เป็นคนสุจริต แต่ว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ของท่านคือ ความสมดุล ได้ดุล ระหว่าง กว้างขวาง กับ คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล นะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านฝากของท่านสุรินทร์เลยนะคะ แล้วก็ให้กรรมาธิการส่งมา รู้สึกท่านจะแจก แจกดิฉันด้วย ท่านตั้งใจมากนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนอย่างยิ่ง ร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วผมก็เห็นว่าถึงแม้จะสนับสนุนอย่างไร การผลักดันให้ก้าวเดินต่อไป ถ้าสําเร็จมันก็จะเป็นหลักใหม่สําคัญของการปฏิรูปประเทศ เพราะนี่คือการปฏิรูปใหญ่ครับ แล้วก็เป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ต้องมี หน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๗ หรือตั้งแต่มาตรา ๗ ถึงมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ ก็จะเป็นการ เพิ่มภาระครั้งใหญ่นะครับ แต่กระผมเห็นว่านี่ละครับเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เป็นการปฏิรูป ที่แท้จริง อาจกล่าวได้ว่าทั้งเป็นการปฏิรูปการเมือง เป็นการปฏิรูปการป้องกันและการ ปราบปรามการทุจริต แล้วก็เป็นการปฏิรูปสื่อมวลชนไปด้วยครับ ด้านหนึ่งในเรื่องการปฏิรูป ทางการเมือง มันก็เป็นการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมขึ้นมาให้คู่ขนานไปกับ ประชาธิปไตยโดยผู้แทนนะครับ อีกด้านหนึ่งที่เป็นการปฏิรูปการป้องกันและปราบปราม การทุจริตนั้นก็เพราะว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ผมเติบโตขึ้นมานี้ บ้านเราก็พูดกันถึง แต่ปัญหาคอร์รัปชัน แล้วเราก็สาละวนกันอยู่แต่การตั้งองค์กรขึ้นมา จาก กปป. สมัยผมเด็ก มาเป็น ป.ป.ป. ใช่ไหมครับ แล้วต่อมาก็เป็น ป.ป.ช. ซึ่งก็มีหลายระยะ แสวงหากฎหมาย ในการปราบปราม แสวงหาลู่ทางในการตัดสินคดี แต่การคอร์รัปชันก็เพิ่มมากขึ้นมา โดยตลอดครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการปฏิรูปการป้องกันและการปราบปรามการ ทุจริตที่ฐานราก คือไม่ได้หวังพึ่งแต่องค์กรปราบปรามหรือตัวบทกฎหมายในการปราบปราม แต่เน้นตั้งแต่เบื้องต้น ก็คือเน้นให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งพูดรวม ๆ ก็คือ

ประการที่ ๑ เกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินทั้งสิ้น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้ครับ ก็ทําให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสที่จะรับทราบข้อมูลข่าวสาร แล้วสามารถที่จะตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ร้องเรียนได้ในกรณีที่มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

ประการที่ ๒ เมื่อมีร่างกฎหมายอย่างนี้เกิดขึ้นมา บุคคลหรือองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดินเขาก็จะต้องมีความระมัดระวังยิ่งขึ้น ทําให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะว่ามันตรวจสอบได้ครับ

ประการสุดท้าย ก็เป็นการกดดันองค์กรอย่าง ป.ป.ช. ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นเพียงยกตัวอย่างครับ สตง. หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปราม นะครับว่า ท่านกําลังเผชิญคู่แข่งที่สําคัญคือพี่น้องประชาชนที่สามารถจะใช้สิทธิโดยตรง ท่านก็ต้องทําหน้าที่ของท่านให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นครับ

หัวใจของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ได้อภิปรายกันมา แล้วก็น่าจะเป็น ประเด็นใหญ่ก็คือตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติจากร่างพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของทางราชการ เปลี่ยนมาเป็น ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยให้นิยามศัพท์ไว้ในมาตรา ๔ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะทั้งสิ้น ผมขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยนะครับ ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ หมายความว่าข้อมูลข่าวสารทุกประเภท รวมถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกี่ยวกับบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานที่ดําเนินการ ใด ๆ โดย ๑. ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ๒. สาธารณสมบัติ ๓. งบประมาณแผ่นดิน ๔. อํานาจ ของหน่วยงานรัฐ ๕. สิทธิหรือหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่มอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ดําเนินการ แทนเพื่อประโยชน์สาธารณะ กระผมเห็นว่ามีความกว้างขวางและครอบคลุมมากครับ ที่จะรักษาทรัพย์สินของแผ่นดินเอาไว้ให้มีการใช้อย่างถูกต้อง ความในมาตรา ๔ ที่เป็น นิยามศัพท์นี้ก็ได้ไปขยายความอีกครั้งหนึ่งในมาตรา ๙ ซึ่งก็เป็นมาตราที่สําคัญอย่างยิ่ง นะครับว่าข้อมูลสาธารณะใดที่จะต้องเปิดเผย ขออนุญาตอ่านมาตรา ๙ เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ท่านสมาชิกนะครับว่า หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการจ่ายเงินงบประมาณหรือการได้รับอนุญาต สัญญา สัมปทาน หรือ สิทธิในการดําเนินการซึ่งอาศัยอํานาจทางกฎหมายหรืออํานาจของหน่วยงานรัฐ หรือใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือการถือครองที่ดิน ของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน ก็กว้างขวางมากครับ แต่กระผมขออนุญาตแก้ไขแทน คณะกรรมาธิการ ไม่ทราบว่ากระผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่นะครับว่าพอเปิดเผยออกมาอย่างนี้ แล้วสิ่งที่สังคมกังวลก็คือว่า เอ๊ะ นี่รัฐจะก้าวก่ายไปถึงข้อมูลของเอกชนหรือ เอกชนมีหน้าที่ ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลหรือ ขออนุญาตเรียนว่าไม่ใช่ครับ หน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่ ต้องเปิดเผยข้อมูลและอันที่จริงตามพระราชบัญญัติเดิม ปี ๒๕๔๐ นั้น ข้อมูลข่าวสารของ ทางราชการก็หมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารของเอกชนอยู่แล้ว ดังในนิยามศัพท์ของพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ ที่ว่า ข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเอกชน ขอเรียนครับ นี่เป็นนิยามเก่าของคําว่า ข้อมูลข่าวสารของทางราชการตาม กฎหมาย ปี ๒๕๔๐ และในนิยามศัพท์ของร่างกฎหมายฉบับนี้มิได้เปลี่ยนแปลงนิยามศัพท์ ของข้อมูลข่าวสารของทางราชการเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นเอกชนใดที่เข้ามาดําเนิน กิจการเกี่ยวกับสาธารณะนั้น ข้อมูลของท่าน ท่านก็ไม่ต้องเปิดเผยกับใคร แต่ว่าหน่วยงาน ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับท่านเขามีหน้าที่ที่จะต้องมีข้อมูลของท่านและมีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผย อันนี้ขอย้ําเพื่อความเข้าใจนะครับ เพราะว่าก็จะมีเสียงกล่าวหาว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้อํานาจรัฐเข้ามายุ่มย่ามกับข้อมูลของเอกชนมากเกินไปหรือไม่ ขอย้ําว่าไม่ครับ เป็นไปตาม กฎหมายเดิม ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ขยายความให้มีความหมายครอบคลุมยิ่งขึ้นว่าเอกชนรายใด ที่หน่วยงานของรัฐเขาจะต้องเปิดเผยข้อมูลของท่านได้ ถ้าท่านทํามาหากินขายก๋วยเตี๋ยว ไม่มีใครมีสิทธิไปเปิดเผยข้อมูลของท่านนะครับ แต่ถ้าท่านได้สัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ให้ขายก๋วยเตี๋ยว ข้อมูลสาธารณะของท่านว่าท่านได้สัมปทานมาอย่างไร มีการประมูล มีการ ประกวดราคาถูกต้องหรือไม่ อันนั้นต้องเปิดเผยครับ แล้วก็เป็นการเปิดเผยโดยหน่วยงาน ของรัฐ อันนี้ก็เป็นการขยายความให้ชัดเจนไปเลย ผมเห็นว่าเอกชนที่สุจริตไม่ต้องกังวลครับ และเอกชนที่ไม่ได้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับหลาย ๆ คําในนิยาม คืออาศัยสิทธิหน้าที่ ของหน่วยงานของรัฐ ทําแทนหน่วยงานของรัฐได้รับสัมปทานหรือใช้เงินแผ่นดินก็ไม่ต้อง กังวลใด ๆ ครับ กระผมเองขออนุญาตท่านประธานนะครับว่าตั้งใจจะสนับสนุนอย่างยิ่ง และขอยกตัวอย่างว่าสมัยที่กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา เคยประสบปัญหาทางตันในการ ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐอยู่อย่างน้อยที่สุด ๑ กรณี ก็คือการตรวจสอบเรื่องสัญญา ขายข้าวจีทูจี (G to G) ครับ ตรวจสอบไปแล้วเห็นความไม่ชอบมาพากล สุดท้ายถึงทางตัน ใช้ข้อมูลสาธารณะไม่ได้ครับ อันนี้เราจะต้องแก้ไขตรงจุดนี้ อันนี้ก็เป็นการทําให้ระบบรัฐสภา มีเครื่องมือในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารมากยิ่งขึ้นด้วย กฎหมายฉบับนี้กระผมเห็นว่า ในส่วนของมาตราที่สําคัญที่สุดจะอยู่ในหมวด ๒ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเฉพาะในมาตรา ๗ ซึ่งก็เห็นใจนะครับว่าใครที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ซึ่งคําว่า หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ก็มีการขยายความไปจากนิยามของกฎหมาย ปี ๒๕๔๐ มากขึ้นนะครับ หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ตามมาตรา ๗ ที่เพิ่มขึ้นมาก ทีเดียวครับ คือท่านจะต้องทํา ๓ ประการ ขออนุญาตต่ออีกสักนิดนะครับท่านประธาน ๑. คือรวบรวม จัดเก็บ ๒. คือเปิดเผยและเผยแพร่ ๓. คือให้ข้อมูลและชี้แจง มิหนําซ้ําครับในมาตรา ๗ โดยเฉพาะวรรคสองก็กําหนดมาตรฐานขั้นต่ําว่าการดําเนินการในทั้ง ๓ ประการข้างต้น อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๔ ประการด้วยกัน ก็คือ ๑. จุดติดต่อที่ประชาชนจะต้องเข้าถึง ได้โดยง่ายและเปิดในเวลาราชการ ๒. ฐานข้อมูลกลาง ๓. ลําดับรายการเอกสารหรือข้อมูลที่ ท่านจะเปิดเผย ๔. ระบบเครือข่ายสารสนเทศหรือเว็บไซต์ (Web site) ที่สามารถเข้าถึงได้ โดยง่ายนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ไม่ใช่สักแต่ว่าเปิดเผย หรือนําขึ้นเว็บไซต์ (Web site) แล้วก็ไปทําอย่างอื่นครับ มาตรา ๑๐ วรรคสามบังคับไว้ว่า ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ รวมทั้งต้องจัดให้มีช่องทางการรับแจ้งจากประชาชนที่ตรวจสอบ พบว่าข้อมูลข่าวสาร สาธารณะใดเปลี่ยนแปลงหรือไม่ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงในขณะนั้นเพื่อนําไปตรวจสอบ และแก้ไขให้ถูกต้อง ก็เข้าใจแล้วก็เห็นใจครับว่าเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น

อีกประการหนึ่งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะถูกโจมตีก็คือว่า เอ๊ะ ไม่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ กระผมมีเวลาน้อยครับแต่อยากกราบเรียนว่าการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นยังคงเป็นไปตามเดิม คือตามพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็เพิ่มเติม ให้รัดกุมยิ่งขึ้นครับ ท่านสามารถอ่านได้ในมาตรา ๒๔ ถึงมาตรา ๒๕ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นได้ว่ารัดกุมขึ้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นก็คือ ให้กรรมการข้อมูลข่าวสาร สาธารณะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้ก็สําคัญครับ แต่การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านก็เขียนไว้ ดีครับว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมาย ป.ป.ช. ด้วย หมายถึงท่านก็ต้องสุจริตด้วยนะครับ แล้วท่านก็ยังมีอํานาจสั่งให้บุคคล หรือหน่วยงานส่งเอกสารหรือให้ข้อมูลที่มีผู้ร้องเรียน บทกําหนดโทษ ก็เริ่มมีคนสอบถาม กระผมเหมือนกันครับว่าโอ้โฮถึงขั้นจะมีโทษหรือ ก็กราบเรียนว่าพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ มีบทกําหนดโทษอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิม จําคุกไม่เกิน ๓ เดือน ปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ก็เพิ่มขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อและสภาพ เศรษฐกิจนะครับ เป็น จําคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แล้วก็เพิ่มโทษทางปกครอง แล้วที่สําคัญก็คือเป็นการเพิ่มโทษขึ้นมาเป็นครั้งแรกสําหรับผู้ยื่น คําร้องหรือผู้ยื่นขอโดยไม่สุจริตครับ ท่านก็มีสิทธิที่จะโดนโทษทางปกครองด้วย ผมอ่าน ทั้งหมดแล้วครับ ความจริงมีข้อสังเกตอยู่อีกหลายประการด้วยกัน จะทําเป็นเอกสารต่อไป ถ้าเผื่อพอจะสรุปได้นะครับ แต่โดยเวลาเพียงเท่านี้กระผมเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มี ความเหมาะสม มีความพอดีอยู่ตามสมควรทีเดียว แต่แน่นอนละครับว่าเพิ่มภาระให้กับ หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ แต่กระผมขอยืนยันว่าไม่มี ทางเลือกครับ เรากําลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปการเมืองครั้งสําคัญ เรากําลังอยู่ในช่วงของ การตั้งคําถามว่าคุณค่า ความหมายของระบอบประชาธิปไตยคืออะไร เรากําลังอยู่ในช่วงของ การถูกตั้งคําถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เราจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา ได้อย่างไร กระผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะเป็นหนึ่งในเครื่องมือ สําคัญที่จะเป็นการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่เพียง ประชาธิปไตยโดยผู้แทนที่มีผู้กล่าวขานว่าในบางกรณีหรือหลายกรณีก็เป็นประชาธิปไตย ๔ วินาที หรือประชาธิปไตย ๒ วินาที สถาปนาเผด็จการ ๔ ปี หนึ่งในเครื่องมือสําคัญ อีกอาวุธหนึ่งที่จะเป็นเครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมขึ้นมาเป็นทาง สายอ้อมเมืองหรือเป็นทางสายบายพาส (Bypass) ของระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทน กระผมได้อภิปรายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ประมาณนี้นะครับ อาจจะจําชื่อผิดเพี้ยนไปสักนิดหนึ่ง กระผมเห็นว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผ่านออกมาบังคับใช้ได้ภายในระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะมีรัฐบาลใหม่นั้น พวกเราในฐานะ ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย สามารถตอบคําถามโลก ตอบคําถามชาวโลกได้อย่างภาคภูมิใจเลยครับ ว่าในช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เราได้ทําหน้าที่สร้างประชาธิปไตยขึ้นมา อย่างสมบูรณ์ เป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย เราได้สร้างรัฐธรรมนูญสําหรับการ มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ เราได้สร้างรัฐธรรมนูญสําหรับ ประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางสาธารณะ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร จะเป็น รูปแบบไหน กระผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเมื่อรวมกับร่างพระราชบัญญัติ อีกฉบับหนึ่งที่เราผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นคุณค่าและความหมายของประชาธิปไตย ที่ประชาชนจับต้องได้และกินได้ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านคํานูณค่ะ ต่อไปเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ นะคะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบ ของ สปท. ซึ่งได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... นี้ขึ้น เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เป็นเรื่องที่เราจะต้องปฏิรูปมานานแล้วถึงแม้ว่าเราจะมี กฎหมายเดิมอยู่ แต่ว่าก็ใช้มานานแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปแล้วก็เป็นโอกาสที่ดีนะคะ และนอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะตอบโจทย์ของเรื่องของการปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเป็นไปตามปฏิญญาสากลที่สําคัญก็คือปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) ซึ่งประเทศไทย ก็เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติตั้งนานแล้ว แล้วก็เมื่อปี ๒๕๓๕ ก็มีการประชุมสุดยอด ของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน แล้วก็ได้กําหนดปฏิญญาขึ้นมาหลายฉบับนะคะ แล้วก็ ฉบับหนึ่งที่เรียกว่าปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) หลักการที่สําคัญก็คือเรื่องของสิทธิ และความรับผิดชอบของสหประชาชาติในการดําเนินการพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต ของประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็เป็นหลักการข้อที่ ๑๐ ของ ปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) ฉบับนั้น เพราะฉะนั้นประเทศต่าง ๆ ก็พากันมาออกกฎหมาย รวมทั้งประเทศไทยก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีอารยะ เพราะว่ามีกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ออกมา แล้วก็เป็นที่ชื่นชมยินดีนะคะ เพราะว่าอย่างน้อยมีกฎหมายฉบับนั้น ก็เป็นที่แน่ใจได้ว่า ข้อมูลข่าวสารของรัฐ ประชาชนก็จะเข้าถึงได้ เพราะว่าพวกเขาได้รับผลจากการตัดสินใจต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรถึงจะให้เรื่องของการปกปิดเป็นหลัก ก็จะเปลี่ยนเป็นเปิดเผย เป็นหลักนะคะ อันนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญแล้วก็หลายครั้งที่เราพูดถึงมาตรา ๙ ในกฎหมายเดิม เราก็อยากจะให้มีการทบทวนแล้วก็มีการแก้ไข คราวนี้ก็ถึงเวลาแล้วจะต้องขอขอบพระคุณ กรรมาธิการชุดนี้ที่ได้ปรับให้มาตรา ๙ ในกฎหมายเดิมมาเป็นมาตรา ๑๒ ในครั้งนี้ มีการขยาย แล้วก็ทําให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะหลายครั้งที่ประชาชนจะต้องร้องไปที่คณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารพบว่าหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ เพราะ ไม่แน่ใจว่าเปิดเผยแล้วจะมีความผิดหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็มีความห่วงกังวลว่าตัวเอง จะได้รับโทษจากการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นความลับหรือไม่เป็นความลับนะคะ ประชาชนก็ต้องร้องไปที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร แล้วบางทีก็ไม่สามารถที่จะได้ข้อมูล เหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อมูลของโครงการหรือนโยบายของรัฐที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบ ซึ่งในที่สุดก็ต้องไปจบลงที่ศาลปกครองแล้วก็ต้องใช้เวลานานมากนะคะ แล้วหลายครั้ง ประชาชนก็ได้ประโยชน์จากการร้องในเรื่องนี้ แต่ถ้าเขียนให้ชัดลงไปเลยดิฉันคิดว่าก็จะเป็น เรื่องที่ช่วยเหลือประชาชนมาก ก็ถือว่าดิฉันเห็นด้วยในเรื่องของการแก้ไขตรงนี้นะคะ

แล้วก็นอกจากนี้ดิฉันยังมองว่าหลายเรื่องในร่างฉบับนี้ก็สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านอาจารย์มีชัย และคณะร่างเสร็จแล้ว แล้วเรารอที่จะลงประชามติกัน เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีเรื่องของการรับรู้ ให้ประชาชนรับรู้ถึง ๖ มาตรา ตั้งแต่ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๓ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๗๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ประชาชนจะต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขกฎหมาย ที่จะให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะลงประชามติกันนะคะ แล้วก็ถือว่าดิฉัน เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และจะดียิ่งขึ้นนะคะ ดิฉันมีความห่วงกังวลเล็กน้อย ในบางเรื่องที่อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ ในเรื่องที่ให้คนต่างด้าวสามารถที่จะขอข้อมูลได้ ซึ่งเดิมในกฎหมายเดิมก็สามารถที่จะขอได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ เพราะว่าก็มีการเขียนไว้ อยู่เหมือนกัน แต่คราวนี้เขียนค่อนข้างจะเปิดกว้างขึ้นมานิดหนึ่ง ก็อยากจะให้ลองไปดูว่า อันนี้เราจะแก้ให้เปิดเผยขนาดนั้นเลยหรือเปล่า

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่ง คือการคุ้มครอง ที่สําคัญคือดิฉันได้ถามทางกรรมาธิการ บางท่านแล้วว่าทําไมถึงคุ้มครองข้าราชการ ก็บอกว่าการคุ้มครองนี้เป็นการคุ้มครอง ข้าราชการที่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าเขาเปิดเผยข้อมูลตามร่างฉบับนี้ก็จะ เป็นการปกป้องพวกเขา ก็ถือว่ามีเอกสิทธิ์ในเรื่องนี้ อันนั้นก็ถ้าอธิบายแบบนั้นได้ดิฉัน ก็เห็นชอบ ก็ต้องขอขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะเรียนเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการ บริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญค่ะ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมจะ อภิปรายในฐานะสื่อนะครับ ซึ่งใช้บริการ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วก็ใช้ไม่ได้ ในชีวิตนี้ใช้แค่ครั้งเดียว ผมมีแนวทางในการทํางานก็คือสื่อสารไม่พอ ก็คือ ตรวจสอบด้วย การตรวจสอบนะครับ เคยใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วมีปัญหามากนะครับ นั่นก็คือว่าทางรัฐเป็นคนวินิจฉัยว่าจะให้ ไม่ให้ แต่ว่ากฎหมาย ฉบับใหม่ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... กลับวิธีคิด นั่นก็คือว่า ผมไม่ต้องขอแต่ เป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องเปิด จะต้องเปิดนี่ครับ สื่อมวลชนอย่างผมก็ไม่มีฐานะอะไรดีกว่า ประชาชน ถ้าเกิดบอกว่าฝ่ายรัฐมีอํานาจ ผมเป็นสื่อ ผมก็ใช้อํานาจสาธารณะ ผมมาขอ บัญญัติศัพท์หน่อยนะครับ สอนหนังสือมาเยอะเรื่องนี้ คําว่า อํานาจสาธารณะ ได้ยินมาจาก ประเทศอเมริกานะครับ ผมเป็นสื่อ ผู้บริโภคสื่อเชื่อผม ผมสื่อสารไปเขาเชื่อผม ไม่ได้เชื่อ ในข้อมูลข่าวสาร เชื่อผม เขาถึงเชื่อข้อมูลข่าวสาร ผมเลยมีอํานาจ ฉะนั้นเวลานักข่าวไปไหน ราชการจะกลัว ซึ่งไม่ถูก ที่ถูกต้องนะครับ ข้าราชการต้องเกรงใจประชาชนทุกคน แล้วสื่อ ไม่ควรจะมีสิทธิอะไรดีกว่าประชาชน ต้องเท่ากัน หรือว่าการรับรู้ เพราะทุกคนเสียภาษีเท่ากัน สละอํานาจส่วนหนึ่งไปให้รัฐเอาไปบริหารไปจัดการ ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมเหมือนกัน ฉะนั้นวิธีคิดของ พ.ร.บ. ข้อมูลสาธารณะ พ.ศ. .... ผมว่าถูกนะครับ

อีกประการหนึ่งผมไปทราบมาจากเรื่องการปราบทุจริตของประเทศเกาหลีใต้ นะครับ เมื่อก่อนเขาก็มีปัญหาเยอะนะครับ จนวันหนึ่งประธานาธิบดีเขาไปโดดภูเขาตาย โดดหน้าผาตาย เพราะอับอาย ไม่มี ป.ป.ช. ต้องไปสอบอะไรนะครับ ก็เลยโดดภูเขาตาย จนวันนี้ก็ไปสงสัยเหมือนกันว่าประเทศเกาหลีเขาทําอย่างไรครับ เขาไปกินอะไรมา ปรากฏว่า จริง ๆ แล้วมันเกิดจากรากฐานของประชาชนครับ ประชาชนเขาตื่นตัว ประชาชนเขาไม่ยอม ประชาชนเขาไม่ทําผิดกฎหมาย เพราะถ้าเกิดประชาชนทําผิดกฎหมายแล้วมีเส้นเมื่อไร พอมีเส้นแล้วมันก็จะมีแผ่น เพราะแผ่นมันจะใหญ่กว่าเส้น แล้วจากแผ่นก็จะเป็นแท่ง มันก็จะใช้อํานาจซ้อนอํานาจไปเรื่อย ๆ ไม่จบ แต่ประเทศเกาหลีเขาไม่ยอมครับ ทุกวันนี้ ประชาชนเขาไม่ยอม เขาไม่ทําผิด และเขาไม่ยอมให้ใครทําผิด ฉะนั้นเมื่อประชาชนลุกฮือ อย่างนี้นะครับ ประชาธิปไตยเขาเกิด รัฐเขาโกงไม่ได้เลย บริษัทยักษ์ใหญ่โกงไม่ได้ นี่เป็น หลักหนึ่งที่ผมเห็น และผมก็เคยอภิปรายเรื่องการเลี้ยงคนเลี้ยงเสือในสภานี้นะครับ ยิ่งเรามี องค์กรตรวจสอบมากเท่าไร การทุจริตก็มากขึ้น เพราะคนมันแย่งอาหารเสือกันกิน ท้ายที่สุด เสือตาย ฉะนั้นสิ่งที่ดีคือไม่ต้องมีคนเลี้ยงเสือ ให้ประชาชนมาช่วยกันดู นั่นก็คือ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ผมดู สังเกตก็คือว่าเรามี ความหวังตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ นะครับ ว่าตั้งองค์กรอิสระมาแล้วการทุจริตจะน้อยลง ผมเป็น นักข่าว ๓๐ กว่าปี ผมได้ยินเงินใต้โต๊ะตั้งแต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ จนวันนี้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ มีให้พูดกัน ไม่เห็น แต่ว่ามีการพูดกัน ก็สงสัยทําไมยิ่งปราบยิ่งเยอะนะครับ นั่นก็คือ เราก็ปราบผิด เพราะว่าเราเอาภาระทั้งหมดไปโยนให้กับองค์กรอิสระ ซึ่งท่านทําไม่ไหว ท่านก็ทํานะครับ ไม่ใช่ท่านไม่ทํา ท่านก็สู้ของท่านนะครับ โดนปาระเบิดบ้างอะไรบ้าง ก็ตามสภาพ แต่ที่ไม่ได้ผลเพราะว่า ประชาชนไม่ร่วมมือ เหตุที่ประชาชนไม่ร่วมมือเพราะประชาชนไม่มีข้อมูล ประชาชนไม่รู้ว่า ตัวเองมีอํานาจ ประชาชนไม่รู้ว่าอํานาจสาธารณะมันมีอยู่นะครับ ทีนี้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่ผมเห็น ผมก็เห็นด้วยครับ ในมาตรา ๔ ซึ่งผมเห็นด้วยแล้วคงจะต้องถามท่านกรรมาธิการว่า เราเขียนกฎหมายฉบับนี้เพื่อไปล้อกับยูเอ็นซีเอซี (UNCAC) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ ของสหประชาชาตินะครับ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ แล้วไปเซ็นชื่อกับเขาแล้วด้วย แล้วเราก็ทําไม่ค่อยครบ แต่อันนี้ท่าจะทําครบ ก็คือเปิดเผย ข้อมูล เปิดมากกว่าปิด ประเด็นมันอย่างนี้นะครับก็คือว่า คําว่า สาธารณะ ของท่านนี้นะครับ ครอบคลุมถึงไหน เพราะเดิมเราคิดแต่เรื่องราชการ แล้วก็ไปบี้กับฝ่ายราชการอย่างเดียว แต่อันอื่นเยอะขึ้นนะครับ เดี๋ยวนี้เงินที่จะโกงกันไม่ได้อยู่ในหลวงแล้ว ไปอยู่ที่อื่นก็มี ผมถาม นิดหนึ่งครับ เงินวัดเป็นเงินสาธารณะไหมครับ พระไม่ได้ค้าขายนะครับ เงินที่ได้มาได้จากเงิน ของประชาชนเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้เสียในรูปของภาษี เสียในรูปของเงินบริจาค ต้องเปิด ไหมครับ หรือแม้กระทั่งองค์กรที่เป็นองค์กรเอกชนนี่ละ หรือแม้กระทั่งสื่ออย่างผมที่ใช้ อํานาจสาธารณะอยู่ ต้องถูกตรวจสอบไหมครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ใคร ๓ คน ๗ คน ก็ไปตั้ง อะไรขึ้นมาก็ได้ แล้วก็ประกาศตัว ก็แล้วเที่ยวไปตรวจสอบชาวบ้านเขานะครับ ตรวจไม่พอ ตบด้วยครับ ตบทรัพย์เขาก็มี ดีก็เยอะนะครับ ผมไม่ได้ว่าว่าไม่ดีนะครับ ดีก็เยอะ แต่จะทํา อย่างไรเอาพวกตบทรัพย์นี่ออกไป วัน ๆ ไม่ทํางานแต่มีเงินใช้ ไปเที่ยวต่างประเทศได้ คนทํามาหากินอย่างผมนี้ครับเสียภาษีโดยสุจริตครบถ้วน จะไปต่างประเทศครั้งหนึ่งคิดเยอะ เพราะเงินไม่ค่อยมี คนพวกนี้เอาเงินมาจากไหนครับ พวกนี้ต้องถูกตรวจสอบไหมครับ ถ้าไม่ตรวจสอบ จะเรียกว่าเขาเป็นองค์กรสาธารณะไหมครับ ฉะนั้นผมว่ากฎหมายฉบับนี้ ดีแล้วครับ แต่ว่าอยากจะให้บัญญัติให้ชัดนิดหนึ่งว่าสาธารณะคืออะไร ไปถึงไหนนะครับ แล้วถ้าถึงไหนให้ตรวจสอบถึงนั่น ไหน ๆ เราอยากจะไปดูนะครับ เขามีไฝฝ้าอะไรบ้าง คนจะไปตรวจก็ต้องแก้ผ้าด้วยเหมือนกัน ให้เขาตรวจได้ด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น มันก็จะสนุกอยู่ฝ่ายเดียว ประกาศตัวเลยเป็นวีรบุรุษแล้วก็ไปเที่ยวตรวจคนโน้นตรวจคนนี้ ทําตัวเป็นคนดีนะครับ แต่ผมเป็นสื่อผมก็รู้อยู่นะว่าใครทําอะไรอย่างไร ผมก็อยากให้ท่าน ไปพิจารณากันนิดหนึ่งนะครับว่าสาธารณะจะเอาถึงไหน ไม่รวมถึงราชการ ไม่รวมถึง ภาคเอกชนที่ไปใช้อํานาจราชการหรือหน่วยงานราชการ แต่อะไรที่เป็นสาธารณะอื่น ๆ ผมว่าสมควรจะตรวจด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านรักษาเวลาดีมากเลยนะคะ ต่อไป พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากเสนอเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไม่มากนะครับ คิดว่าใช้เวลาไม่ถึง ในประเด็นของกฎหมายฉบับนี้นั้นสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างการรอลงประชามติเป็นอย่างยิ่ง คําว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เท่าที่ผมนึกได้ในเวลานี้อย่างเร็ว ๆ ประการแรกคือการเลือกตั้ง ประการที่ ๒ ก็คือ การลงประชามติ ประการที่ ๓ คือการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ประการที่ ๔ และประการที่ ๕ นั้น คือร่างกฎหมายที่เราได้พิจารณาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ และกฎหมายฉบับนี้ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ก็เหมือนกับมือซ้ายมือขวาของประชาชนที่จะล้วงเข้าไปให้มีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร ราชการแผ่นดินและกระบวนการนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมต้องขอ เรียนว่าผมเห็นด้วย แล้วก็สนับสนุนอย่างยิ่ง ทั้งโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างที่สุด เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ผมขออนุญาตทั้งเรียนถามและ ขออนุญาตเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อเสนอแนะบางประการ ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณา ชี้แจงด้วย ในประเด็นของคําจํากัดความของกฎหมายฉบับนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านขยายให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่มีกฎหมายรองรับ ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐที่ได้รับสัมปทาน หรือภาคเอกชน ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ แต่สิ่งที่อยากจะให้ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาเพิ่มไปด้วย คือ บทบาทที่เกี่ยวข้องกับอนุญาโตตุลาการ อันนี้ท่านไม่ได้เขียนเอาไว้ ทั้งคําพิพากษา ไม่ใช่ คําพิพากษาขออภัย ทั้งคําตัดสิน คําพิจารณาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนุญาโตตุลาการนั้น ทุกวันนี้มีบทบาทในวงราชการหรือในวงสังคมไทยในการบริหารงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง ท่านช่วยกรุณาเพิ่มไว้ด้วยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ประเด็นถัดมาว่าด้วยคนต่างด้าว ผมค่อนข้างจะเห็นต่างจากทางกรรมาธิการ ท่านไปมีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในกฎหมายฉบับนี้ ถ้าเทียบกับ กฎหมาย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ในปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๙ ของกฎหมายฉบับเดิมนั้น เขียนไว้ว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กําหนดโดยกฎกระทรวง ถ้าตีความโดยตัวหนังสือนะครับ ความหมายนี้คือหมายความว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิ ตามมาตรานี้มากน้อยแค่ไหนเพียงใดอย่างไร คือให้ไปเขียนไว้ในกฎกระทรวง แต่สิ่งที่ทาง กรรมาธิการท่านได้กรุณาท่านได้ไปแก้ไขอยู่ในมาตรา ๑๔ เขียนไว้ว่า บุคคลต่างด้าว ที่เดินทางเข้าประเทศโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตให้ทํางาน หรือประกอบ กิจการทางธุรกิจ หรือมีถิ่นพํานักในราชอาณาจักร มีสิทธิเข้าตรวจดูขอสําเนาหรือขอสําเนา ที่มีคํารับรองของข้อมูลข่าวสารสาธารณะจากหน่วยของรัฐ ...ว่าไปนะครับ ทั้งนี้ให้เป็นไป ตามระเบียบนี้ ความหมายก็คือว่าในกฎหมายฉบับเดิม ก่อนจะมีสิทธิ มีสิทธิมากน้อยเพียงใด ให้มีกฎกระทรวงรองรับไว้ก่อน แต่สิ่งที่ท่านแก้ไขเริ่มต้นก็มีสิทธิแล้ว แต่จะมีสิทธิอย่างไร ให้เป็นไปตามระเบียบที่จะลงในราชกิจจานุเบกษา ท่านช่วยกรุณาไปพิจารณา เพราะอันนี้ ผมมองว่ามันจะเกี่ยวข้องกับกิจการงานต่าง ๆ หลายอย่าง รวมทั้งระบบเศรษฐกิจและความ มั่นคงของประเทศ ความแตกต่างทั้ง ๒ อย่างนี้มีความสําคัญ

ประการถัดมาครับท่านประธาน ผมเป็นแพทย์ผมจะเกี่ยวข้องกับเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับประวัติข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ป่วยอยู่โดยตลอด ตั้งแต่ประกอบวิชาชีพนี้มา มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอระหว่างผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย กับสถานพยาบาล ว่าเวชระเบียนซึ่งเป็น ประวัติส่วนตัวของผู้ป่วยของคนไข้นั้นเป็นสมบัติของใครกันแน่ เป็นสมบัติของโรงพยาบาล หรือเป็นสมบัติหรือสิทธิส่วนตัวของผู้ป่วย เป็นข้อมูลส่วนตัวที่ผู้ใดจะล่วงรู้หรือจะละเมิดมิได้ หรือเปล่า ในกฎหมายฉบับนี้ท่านได้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ผมอยากจะให้มีความ ชัดเจน ไหน ๆ ที่จะมีการแก้ไขแล้ว ความหมายของกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านได้เพิ่มเติมมา คืออยู่ในมาตรา ๒๖ การเปิดเผยรายงานการแพทย์ที่เกี่ยวกับบุคคลใด ถ้ากรณีมีเหตุอันควร หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยต่อแพทย์ที่บุคคลนั้นมอบหมายก็ได้ อ่านดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มี อะไร แต่ผมขออนุญาตเรียนว่า จะเปิดเผยได้เฉพาะที่บุคคลนั้นมอบหมาย อันนี้ผมเห็นว่า ไหน ๆ จะแก้กฎหมายแล้ว ท่านช่วยกรุณาแก้ไขให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะในกรณี ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอย่างฉุกเฉินอาจจะไม่รู้ตัว หมดสติ ช็อกหรืออย่างไร ก็แล้วแต่ อุบัติเหตุ เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลนั้น เขาไม่สามารถที่จะทําหนังสือ มอบอํานาจใด ๆ ได้ บ่อยครั้งที่มีกรณีที่ต้องขอประวัติข้ามโรงพยาบาล ข้ามสถานพยาบาล สถานพยาบาลที่ได้รับเขาไม่รู้หรอกครับว่าข้อมูลที่ขอไปนั้นจะเอาไปทําอะไร คนโทรศัพท์ไป ญาติถือจดหมายถืออะไรไปก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้เป็นหนังสือมอบอํานาจ เพราะฉะนั้นท่านช่วย กรุณาเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่เป็นประโยชน์เพื่อการรักษาสุขภาพในกรณีฉุกเฉินหรือรักษาชีวิต ในกรณีฉุกเฉินที่เป็นเจ้าของข้อมูล ให้เปิดเผยได้ คือในภาวะวิกฤตนั้นไม่ต้องรอหนังสือ มอบอํานาจเลยครับ โทรศัพท์ไปขอประวัติว่าคนไข้คนนี้มาช็อกอยู่ที่โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า เคยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่จังหวัดปราจีนบุรี ย่อมโทรศัพท์ไปที่ โรงพยาบาลที่จังหวัดปราจีนบุรีขอข้อมูลว่าเขาเป็นโรคประจําตัวหรืออะไรต่าง ๆ ได้ ถ้าหากว่า โรงพยาบาลเข้มงวด เขาก็ไม่เปิดเผย กรณีนี้มีปัญหาร้องเรียนและฟ้องร้องกันอยู่เนือง ๆ

ประการถัดมาครับท่านประธาน บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้กล่าวถึง คณะกรรมการข้อมูลสาธารณะ ซึ่งองค์ประกอบ คุณสมบัติต่าง ๆ นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง กับกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายฉบับเดิมนั้น ต้องเรียนว่าคณะกรรมการมีอยู่เป็นจํานวนมาก เกินไป อันนั้นผมเห็นด้วย กฎหมายฉบับใหม่ที่ท่านกําลังแก้ไขอยู่นั้นคณะกรรมการชุดนี้ องค์ประกอบน้อยลง กระชับขึ้น ที่แน่ ๆ คือมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ผมเห็นว่า ท่านขาดไปอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง คือผู้อํานวยการสํานักข่าวกรอง แห่งชาติ ท่านขาดตรงนี้ไปได้อย่างไร หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของข้อมูล ข่าวสารที่เป็นความลับ หรือที่เป็นความมั่นคงของชาติ สมควรที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วม ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย ประการหนึ่งครับท่านประธาน ผมฝากเป็นข้อสังเกตก็แล้วกัน ถ้ามีการยกระดับของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งเขียนไว้ในกฎหมายว่า คณะกรรมการชุดนี้ต้อง ได้รับการโปรดเกล้าฯ คือพูดง่าย ๆ ว่าต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น คณะกรรมการชุดนี้ กฎหมายฉบับเดิมนั้นไม่มีลักษณะที่จะต้องยกขึ้นมาถึงระดับอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าท่านเขียนขั้นตอนต่าง ๆ ของการสรรหา การแต่งตั้ง ขั้นตอน ต่าง ๆ นั้นมีอยู่หลายกระบวนการ ขาด ทําอย่างไร คุณสมบัติเป็นอย่างไร ท่านเขียนไว้ใน พระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ผมเห็นว่าท่านขาดองค์ประกอบหรือขั้นตอนที่สําคัญไปอีกอย่างหนึ่ง คือขั้นตอนที่ควรให้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา เพราะอย่าลืมว่าตําแหน่งหน้าที่ที่มี ความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนี้ควรจะต้องมีการกลั่นกรองคุณสมบัติ กลั่นกรองวุฒิภาวะ กลั่นกรองอะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งองค์กรอิสระหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีลักษณะ หน่วยงานที่มีความสําคัญแบบนี้ สมควรที่จะต้องผ่านการพิจารณาในขั้นตอนของสภาด้วย เพื่อให้มีตัวแทนของประชาชนเข้ามามีส่วนในการพิจารณาด้วย เพราะผมยังแปลกใจว่า เลขาธิการคณะกรรมการสํานักงานข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั้น ขั้นตอนสุดท้ายท่านให้ผ่าน วุฒิสภาก่อนนะครับ ถึงจะโปรดเกล้าฯ แต่ทําไมพอคณะกรรมการท่านไม่ได้ให้ผ่านวุฒิสภา เพราะฉะนั้นท่านช่วยกรุณาชี้แจง และถ้าหากว่าท่านเห็นด้วยท่านช่วยกรุณาไปเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้ด้วย และในตําแหน่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วคือ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสาธารณะนั้น ที่ผมแปลกใจก็เพราะว่าท่านเขียนไว้ว่า ระเบียบที่มาของเลขาธิการ คุณสมบัติต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามระเบียบที่ประธานเสนอและลงในราชกิจจานุเบกษา ผมแปลกใจเพราะว่าตําแหน่งนี้ท่านเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ว่าให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่เรื่องของคุณสมบัติ เรื่องที่มาที่ไปนั้นท่านให้ไปเขียนระเบียบ ตําแหน่งถึงขนาดที่ต้อง โปรดเกล้าฯ แต่เพียงเขียนระเบียบ ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมและไม่บังควร คุณสมบัติต่าง ๆ ที่มาที่ไปของเลขาธิการนั้นก็ควรจะเขียนไว้ในร่างพระราชบัญญัติด้วยครับ ไม่ใช่ให้ไปเขียน ไว้ในระเบียบเล็ก ๆ ซึ่งมันจะเป็นปัญหาในเรื่องของการพิจารณาต่อไปในอนาคต ขอความ กรุณาท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาไปเพิ่มเติมด้วยว่า คุณสมบัติ ระเบียบต่าง ๆ นั้น ท่านไม่ต้อง พูดถึงระเบียบแล้ว ควรจะใส่ไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้เลย

โดยสรุป ผมเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่สิ่งที่ผมปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้น ในการพิจารณาในอนาคตท่านเขียนมาในกฎหมายฉบับนี้ด้วย คือ คณะกรรมการวินิจฉัย พิจารณาข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ในกฎหมายฉบับเดิมนั้นขั้นตอนเวลาถูกอุทธรณ์ ผมเคยอยู่ ในกระบวนการนี้ และผมเข้าใจความยุ่งยากลําบากมาโดยตลอด ท่านให้ ในกฎหมายฉบับเดิม ให้ไปผ่านคณะกรรมการวินิจฉัย และคณะกรรมการวินิจฉัยนั้นก็จะทําความเห็นซึ่งเป็นที่สุด เสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ แต่ในกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านกําลังแก้ไขนั้น ท่านบอกว่า คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั้นมีอํานาจในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เลย ท่านไปเขียนไว้ว่า คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารนั้นอาจตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูล ข่าวสารได้ อาจตั้ง นะครับ ผมจึงเสนอว่าขั้นตอนที่จะเหมาะสมให้เป็นประโยชน์ต่อทาง ราชการและประชาชนมากที่สุดนั้น ควรจะเขียนไว้เลยว่า ให้มีคณะกรรมการพิจารณา วินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกอุทธรณ์ต่าง ๆ นั้น เสนอไปที่คณะกรรมการชุดนี้ก่อน ยังไม่จําเป็นต้องเสนอคณะใหญ่ครับ คณะใหญ่นั้นจะเป็นผู้ตัดสินวินิจฉัย ข้อสําคัญคือท่าน ต้องไปเขียนกฎหมายนี้ให้ชัดเจนว่าคําว่า ถึงที่สุด จะไปที่สุดที่ไหน ที่สุดที่คณะกรรมการ วินิจฉัยข้อมูลข่าวสารหรือที่สุดที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะเลย ใครจะเป็น ผู้วินิจฉัยในคนสุดท้าย อันนี้จะมีความสําคัญมากในการปฏิบัติราชการจริง ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติมไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณนะครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้คํา เสนอแนะแล้วก็คําถามต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านคุรุจิต ท่านสุรินทร์ ท่านคํานูณ ท่านถวิลวดี ท่านวรวิทย์ แล้วก็ท่านคุณหมอเฉลิมชัยนะครับ ในคําตอบต่าง ๆ นี้ เดี๋ยวผมจะ ขออนุญาตให้ทางด้านของท่านอนุสิษฐ กับทางด้านคุณกวินาได้ตอบนะครับ แต่อย่างไรก็ดี ผมพูดในเบื้องต้นว่าสําหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราได้พยายามปรับปรุงจากร่าง พระราชบัญญัติเดิม คือร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่าง ๆ โดยพยายามที่จะดูถึงข้อบกพร่องอะไรต่าง ๆ นะครับ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือการให้สิทธิ ต่อประชาชนที่จะเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ แล้วก็พยายามที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ นี้ งดเว้นการ ใช้ดุลยพินิจให้มากที่สุดที่ว่าดุลยพินิจปกปิดมากกว่าเปิดเผยอะไรอย่างนี้นะครับ ก็พยายาม อยู่ตรงนั้น นอกจากนั้นแล้วยังมีต้องกําหนดไว้ให้ชัดเจนถึงคํานิยามต่าง ๆ ว่าจะเปิดเผยอะไรได้ อะไรจะปกปิดได้ แล้วก็จะมีบทลงโทษอะไรต่าง ๆ มากมายนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็พยายาม ทําให้มันสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ว่าข้อมูลต่าง ๆ ก็เป็นประโยชน์มาก ผมจะขออนุญาต ท่านประธานให้ทางด้านของท่านอนุสิษฐได้ตอบคําถามครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านอนุสิษฐค่ะ

นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ มีหลายคําถามที่เป็นประเด็นแล้วก็เป็นข้อสังเกตที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนําเรื่องนี้ ไปปรับปรุงแก้ไขอย่างมากนะครับ

ประเด็นของท่านคุรุจิตในประการแรก ผมอยากจะเรียนว่าทางเจตนารมณ์ หรือข้อสันนิษฐานในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ จริง ๆ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นครับว่า ประเด็นของการเปิดเผยข้อมูลนั้นไม่ใช่เรื่องของการป้องกันการทุจริตเท่านั้น การทุจริต เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเองครับ แต่พัฒนาการของประเทศ ความโปร่งใสของประเทศ เป็นเรื่องที่สําคัญ ฉะนั้นประเด็นตรงนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่สําคัญยิ่งว่าทําอย่างไร ที่เราจะทําให้ทุกส่วนราชการหรือภาคเอกชนที่ทําหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะหรือมี กิจการสาธารณะนั้น สร้างความโปร่งใส สามารถยอมรับการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง เมื่อนํางบประมาณแผ่นดิน งานสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน มีกิจการต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับ ภาครัฐหรือประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ท่านทั้งหลายจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งอันนี้ ผมคิดว่าเป็นหลักสากลโดยทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตต้องเรียนครับว่าข้าราชการหลายคน ถูกสอบสวน ถูกไต่สวนว่าเป็นผู้กระทําความผิดด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประการที่สําคัญก็คือการปกปิดข้อมูลของส่วนราชการ แล้วในท้ายที่สุดครับ เจ้าหน้าที่ ของรัฐเองไม่สามารถจะอาศัยความโปร่งใสนั้นปกป้องตัวเองได้ ฉะนั้นในโอกาสต่อไปนี้ถ้าเกิด กฎหมายฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากสภา จากรัฐบาล จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติจนถึง ขั้นการออกกฎหมายแล้ว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ก็จะเป็นเกราะป้องกันให้ข้าราชการ ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐเรา รวมทั้งภาคเอกชนที่เป็นผู้ที่ประกอบสัมมาอาชีพผู้ปฏิบัติ หน้าที่โดยสุจริตนั้น ได้มีเกราะป้องกัน ก็คือความโปร่งใส อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญครับ

ประเด็นที่ ๒ ครับ ขออนุญาตไปเรื่องของความซ้ําซ้อนของ พ.ร.บ. อํานวย ความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ผมเรียนว่า พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้นมีประเด็น ที่สําคัญในเรื่องของการอนุมัติ ในเรื่องของการอนุญาต ในเรื่องของการกําหนดขั้นตอน เวลาที่มีความชัดเจนเพื่อให้มีการอํานวยความสะดวก และประเด็นในเรื่องของตัว พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางนะครับ รวมถึงการ ครอบลงไปในตัว พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่หน่วยงานของรัฐทําหน้าที่ภายใต้กฎหมายอื่น ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สําคัญ เพราะว่าเป็นกฎหมายกลางและเป็นกฎหมายใหญ่ที่จะทําให้องค์กรต่าง ๆ หน่วยงาน ต่าง ๆ ที่มีกฎหมายที่ให้ต้องปฏิบัตินั้นต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน ต่อสังคมนะครับ แต่ก็ขอขอบพระคุณครับในเรื่องของช่วงระยะเวลา ในเรื่องของวันทําการ การที่จะขออนุมัติ ในเรื่องของการขอข้อมูลต่าง ๆ จริง ๆ แล้วกฎหมายในมาตรา ๑๕ ในวรรคท้าย จริง ๆ ก็มีการขยายระยะเวลาให้ได้ แล้วในท้ายที่สุดรวมเวลาแล้วก็คือ ๓๐ วัน แต่ในเรื่องของ วันทําการนั้นก็แน่นอนครับ ก็คงจะต้องไปเทียบเคียงกับกฎหมายโดยทั่วไปนะครับว่า ส่วนใหญ่ก็จะใช้ ๓๐ วันตามปกตินะครับ

ในเรื่องของการมีโทษทางปกครอง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ทางกรรมาธิการเอง ก็ได้มีข้อพิจารณาในเรื่องนี้เป็นอย่างมากครับ จนในท้ายที่สุดนี้ได้ข้อยุติว่าในโทษ ทางปกครองนั้นสําหรับผู้ที่กระทําหน้าที่โดยสุจริต แล้วก็มีเกราะป้องกันภายใต้กฎหมาย ฉบับนี้ ในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลแล้วนี่ ผมคิดว่าเขาเหล่านั้นสามารถที่จะรับความเสี่ยง ในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งแน่นอนครับ ราชการในอนาคตจะต้องเป็นตัวแบบเป็นตัวอย่างที่ดี ให้กับสังคม การทุจริตและประพฤติมิชอบในอดีตที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของ ภาคราชการทั้งสิ้นครับ เอกชนไม่สามารถทําการทุจริตและคอร์รัปชันได้ถ้าไม่มีภาคราชการ เข้าไปร่วม ฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่เป็นความสําคัญยิ่งครับ

สําหรับท่านคํานูณครับ ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่งในข้อสังเกตและ ในข้อเสนอและการให้การสนับสนุนในหลาย ๆ ประการที่ทําให้กรรมาธิการได้มีประเด็น ที่จะนําไปขยายผลต่อในการประชุมร่วม ๓ ฝ่าย หรือในการชี้แจง หากมีโอกาสก็ไปชี้แจง ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ

ในส่วนเรื่องของคนต่างด้าวนะครับ อันนี้จะมีในเรื่องที่ท่านอาจารย์ถวิลวดี ได้ให้ข้อสังเกต ซึ่งแน่นอนครับ ในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นประเด็นในกฎหมายตามมาตรา ๑๔ เองนี้ คณะกรรมาธิการของข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... นั้นจะต้องไปออกข้อกําหนด เป็นกฎหมายระดับรองว่าคนต่างด้าวนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แค่ไหน เพียงใด

สําหรับคุณวรวิทย์ ขออนุญาตเอ่ยนามทุกท่านนะครับ เราได้คุยกันครับ ในเรื่องของวัด เรื่องเงินบริจาค ในอนุกรรมาธิการก็ได้คุยกันมากครับว่าเงินบริจาคนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่เป็นเงินของแผ่นดิน แต่การจัดตั้งวัด พ.ร.บ. คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็ดี ก็จะมีกฎหมายพิเศษอื่น ๆ ลงไปกํากับดูแล ฉะนั้นในเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่เป็น สาระสําคัญแล้วก็เป็นกระแสของสังคมว่าขณะนี้ทรัพย์สมบัติภายในศาสนสถานต่าง ๆ นั้น ใครเป็นผู้ดูแล ใครเป็นผู้กํากับ การเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ในเรื่องของบัญชีของรัฐต่าง ๆ นั้น จะต้องทําอย่างไร ผมคิดว่าในส่วนนี้ผมคิดว่าในส่วนนี้คณะกรรมาธิการข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ พ.ศ. .... จะต้องมีข้อพิจารณา แต่การกําหนดไว้ในกฎหมายในขณะนี้เองคิดว่า ในส่วนของคําจํากัดความในเรื่องข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั้นยังไปไม่ถึงในเรื่องของเงิน บริจาค อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนให้ทราบนะครับ

ในประเด็นอื่น ๆ ผมขออนุญาตเรียนว่าเจตนารมณ์ในการนําเสนอ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... นั้นเป็นเจตนารมณ์ที่ถูกผลักดัน ผมคิดว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ในช่วง ๓ ปี หรือ ๔ ปีแรกนั้นมีเสียงสะท้อนจากประชาชนครับว่ารัฐบาลโปร่งใส เปิดเผย พยายามให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่หลังจากการใช้กฎหมายฉบับนี้ไปสัก ระยะเวลาหนึ่งมีประเด็นในการตั้งคําถามมากว่า รัฐใช้ดุลยพินิจในการปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นรอง ด้วยเหตุผลอย่างที่หลายท่านได้เรียนว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐเองไม่เข้าใจว่าข้อมูลเหล่านี้ เปิดได้หรือไม่ เปิดแล้วมีความผิดหรือไม่ ผลสุดท้ายกฎหมายที่มีอยู่จึงไม่สามารถที่จะทําให้ เจตนารมณ์ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชนสามารถบังเกิดผลได้อย่างแท้จริง ฉะนั้นการยกร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเรื่องสําคัญ ผมเชื่อว่าทุกกรรมาธิการที่ต้องการให้เห็น ภาพของความโปร่งใส เพื่อจะทําให้การบริหารราชการในทุก ๆ มิตินั้นสามารถเดินไปได้ สามารถมีธรรมาภิบาล สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ บางประเด็น ที่ผมยังไม่ได้พูดไว้ แต่ก็มีการจดไว้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่จะขอนําไปหารือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดตั้งคณะกรรมการ กขร. รวมทั้งตัวท่านเลขาธิการ ของ กขร. ในโครงสร้างใหม่นั้นก็มีข้อหารือกันอยู่เหมือนกันครับว่าการยกระดับที่จะให้ผ่าน เข้ามาในวุฒิสภา แล้วให้มีการโปรดเกล้าฯ ในตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้น ผมคิดว่าถ้าทําไป ถึงขั้นนั้นได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทางกรรมาธิการจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ซึ่งจะไป หารือกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ก็ขออนุญาตนําเรียนแค่นี้ มีท่านวสันต์จะขออนุญาต เพิ่มเติมในบางประเด็นครับท่านครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญค่ะ โดยสรุปนะคะ เชิญค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานและท่าน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผมจะขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่า กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายที่สําคัญ ที่เริ่มจากความร่วมมือของกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ และกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สิ่งที่ เราอยากเห็นก็คือเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน เรื่องการสร้างความ โปร่งใสเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ กําหนดนโยบายแล้วก็การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐต่าง ๆ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... นี้เราคิดว่าจําเป็นจะต้องปรับปรุง เนื่องจากว่าใช้งานมาเกือบ ๒๐ ปี แล้วก็มีช่องโหว่ หรือว่ามีข้อบกพร่องอยู่พอสมควร ที่สําคัญก็คือเจตนารมณ์ที่เราต้องการเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น ในระยะหลังนี้ไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังนะครับ เราคิดว่าควรจะต้อง มีการปรับปรุงกฎหมายนี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้ครอบคลุมมากขึ้น ในกฎหมาย ก็เลยมีรายละเอียดหลาย ๆ อย่างที่จะทําให้เจตนารมณ์ที่ว่านี้เป็นจริงขึ้น คือการเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ในเรื่องของการเปิดเผยเราก็กําหนดให้ชัดขึ้นนะครับว่านอกจากข้อมูลของ ทางราชการแล้ว ข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นข้อมูลสาธารณะที่เกิดจากการใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่เกิดจากการใช้อํานาจรัฐหรืออํานาจทางปกครองจะต้องได้รับการเปิดเผยด้วย แต่การ เปิดเผยข้อมูลของเอกชนนั้น ไม่ได้เปิดเผยเป็นการทั่วไป เปิดเผยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การใช้งบประมาณของแผ่นดินหรือใช้อํานาจรัฐ ส่วนเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็ยัง เป็นไปตามหลักการเดิมครับ ไม่ได้มีปัญหา สิทธิของคนต่างด้าวที่เราเขียนกําหนดเอาไว้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่มากมายเกิน เกินที่ควรจะเป็น เราเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ การเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนมีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชนควรจะได้รับรู้นั้นเป็นเรื่องที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเปิดเผย แล้วการเปิดเผยจะต้องมีการแทนที่จะตั้งรับแล้วก็ เปิดเผยในที่ตั้ง อาจจะต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปมาก การเปิดเผยก็คือเปิดเผยทางออนไลน์ (Online) เปิดเผยในด้านต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งที่คนต่างด้าว จะสามารถรับรู้ได้ก็คือเป็นเรื่องที่เปิดเผยโดยทั่วไปอยู่แล้ว หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเขา โดยตรง อย่างไรก็ตามข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากท่านสมาชิก ทางกรรมาธิการ ก็จะขอรับไปหารือกันเพื่อที่จะปรับปรุงให้ร่างสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นนะครับ เพราะเราคิดว่า ร่างนี้จะเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปทั้งในด้านการสร้างความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของ ประชาชน แล้วก็สิทธิการรับรู้ของประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารงาน ภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
พลตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานขออนุญาตนิดหนึ่งครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเฉลิมชัย

พลตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ระหว่างเช็ก (Check) องค์ประชุมที่ผมเรียนถามทางกรรมาธิการเรื่องอนุญาโตตุลาการ ไม่ทราบท่านรับไว้หรือเปล่าครับ ข้อมูลของอนุญาโตตุลาการ

นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ

ได้จดประเด็นเรื่องนี้ไว้แล้วครับ เดี๋ยวจะรับไปดูครับ เดี๋ยวจะหารือท่านด้วย

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปขอเชิญท่านเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยค่ะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุม นะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การบริหารงาน ภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกทุกท่านใช้สิทธิลงคะแนนหมดแล้วนะคะ เชิญค่ะ

พลเอก วัฒนา สรรพานิช

ผม พลเอก วัฒนา สรรพานิช หมายเลข ๑๓๔ บัตรไม่สามารถที่จะแสดงตนและออกเสียงได้ ผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยนะคะ มีท่านไหนอีกไหมคะ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่านนะคะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อ พิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติชอบแล้ว ขอบคุณ คณะกรรมาธิการทุกท่านนะคะ

ท่านสมาชิกคะเรายังมีอีก ๒ เรื่องที่จะต้องพิจารณากันในวันนี้นะคะ คือ เรื่องการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร และเรื่องบริษัทจัดการพลังงานค่ะ ดิฉันขอให้ ทุกท่านบริหารเวลาด้วยนะคะ

ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร

เชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเข้าประจําที่ค่ะ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

วันนี้ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ ติดภารกิจไม่สามารถเข้ามาชี้แจงได้ทันค่ะ จึงได้มอบหมายให้ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ โฆษกกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ กรรมการกฤษฎีกา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต ชี้แจงแทนนะคะ

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วอนุญาตตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่านนะคะ คือท่านธวัชชัย ยงกิตติกุล และท่านพจนีย์ ธนวรานิช ค่ะ เชิญนะคะ

(นายธวัชชัย ยงกิตติกุล และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช รองประธานอนุ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเงินการคลัง เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

ขอเรียนเชิญท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมค่ะ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพรัก กราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่านครับ การปฏิรูปการประกันภัยการเกษตรที่นําเสนอวันนี้ ความจริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบการเงินการคลังเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งในเรื่องนี้เรามีเรื่องทั้งหมด มีมาตรการทั้งหมดอยู่ ๕ เรื่องด้วยกันนะครับ เรื่องแรก คือเรื่องการปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นธรรม เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการตั้งสถาบัน การเงินชุมชน เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการตั้งธนาคารที่ดินนะครับ ส่วนเรื่องที่ ๔ คือเรื่องการ ปฏิรูประบบการประกันภัยการเกษตร แล้วก็เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์นะครับ

สําหรับเรื่องแรก เรื่องการปฏิรูปเกษตรพันธสัญญานั้น ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาและเห็นชอบแล้ว ขณะนี้เรื่องอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกานะครับ

เรื่องที่ ๒ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติได้เห็นชอบไปแล้ว แล้วก็ได้ เสนอต่อคณะรัฐบาลไปแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็เช่นเดียวกันครับ คือเรื่องการปฏิรูปธนาคารที่ดิน เรื่องการจัดตั้ง ธนาคารที่ดิน ที่สภาแห่งนี้ได้เห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน แล้วก็เรื่องอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของคณะรัฐบาลนะครับ

เรื่องที่ ๔ คือเรื่องที่เสนอวันนี้ คือเรื่องการประกันภัยการเกษตร

เรื่องที่ ๕ นั้นยังอยู่ในระหว่างการดําเนินการของคณะอนุกรรมาธิการ ชุดผม คือชุดการปฏิรูปด้านการเงินการคลังนะครับ

สําหรับเรื่องนี้ วันนี้ที่เสนอเป็นเรื่องที่เกิดจากความเป็นจริงที่ว่าภาคเกษตรนี้ เป็นภาคที่มีความเสี่ยงสูง เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงมาก นอกจากจะต้องเผชิญ กับความเสี่ยงของการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งส่วนมากก็เป็นราคาโลก ซึ่งผันผวน อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ยังจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภัยธรรมชาติ ทั้งน้ําท่วม ทั้งฝนแล้ง ทั้งแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นโดยปกติภาคเกษตรก็ได้รับการอุดหนุน จากรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ หรือไม่ถ้าเป็นระบบที่ทันสมัยมากขึ้น แล้วก็เป็นกลไกตลาด มากขึ้น ก็ใช้ระบบการประกันภัยนะครับ เพราะฉะนั้นการประกันภัยพืชผล การประกันภัย ภาคเกษตรจึงเป็นระบบการเงินที่มีความสําคัญมากต่อการประกอบการทางภาคเกษตร ถ้าเผื่อไม่มีระบบประกันภัยที่มีประสิทธิภาพ แล้วที่เป็นที่พึ่งได้ ภาคเกษตรก็จะต้อง ทุกข์ยากแล้วก็ยากจนเหมือนอย่างที่เรากําลังเผชิญปัญหาอยู่ในขณะนี้นะครับ ความจริง ประเทศไทยได้พยายามที่จะพัฒนาการประกันภัยภาคเกษตรมานานแล้วในหลายรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าความพยายามเหล่านั้นไม่ประสบความสําเร็จนะครับ ไม่ใช่เพราะรัฐบาล ไม่ตั้งใจหรือไม่ดี แต่ว่าเป็นเพราะว่าการพัฒนาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญและ มีความยากลําบากอยู่ มันต้องอาศัยระดับขั้นแห่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เข้าไปรองรับด้วย นะครับ เหตุที่ยังไม่สําเร็จนี้ก็วิเคราะห์กันได้หลายอย่างนะครับ แต่ผมว่าด้านหลักเป็นเพราะว่า สังคมไทยโดยรวม ยังไม่ได้ตระหนักรู้ถึงความสําคัญของการประกันภัยภาคเกษตร และยัง ไม่ได้ทุ่มเทดําเนินการอย่างจริงจังแบบมีคอมมิตเมนต์ (Commitment) ที่จะทําให้มันสําเร็จ ฉะนั้นภาวการณ์ปัจจุบันของภาคเกษตรนี้ ในเรื่องระบบการประกันภัยนี้ ก็อยู่ในภาวะที่ เบื้องต้นที่ยังด้อยพัฒนาอยู่มาก ถ้าดูกันวิเคราะห์จริง ๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่าผู้รับประกันภัย ทางเกษตรนี้ ไม่สามารถดําเนินธุรกิจตามปกติอย่างต่อเนื่องได้ เพราะว่าไม่มีปริมาณธุรกิจ มากพอ แล้วสิ่งที่เรียกว่าลอว์ ออฟ ลาร์จ นัมเบอร์ (Law of Large Number) คือกฎว่าด้วย จํานวนมาก นี่คือหลักสําคัญของการประกันภัย การประกันภัยคือการกระจายความเสี่ยง มันต้องมีตัวแปร มีองค์ประกอบ มีสมาชิก มีผู้เอาประกันจํานวนมาก แล้วก็ตลอดเวลา เขาจึงสามารถกระจายความเสี่ยงจากผู้ที่ประสบภัยไปสู่ผู้ที่ไม่ประสบภัย แล้วก็จากเวลาที่มีภัย ไปสู่เวลาที่ไม่มีภัย โดยหลักแล้วก็คือเขากระจายความเสี่ยงข้ามเวลากับกระจายความเสี่ยง ระหว่างสมาชิกต่าง ๆ ซึ่งประสบภัยไม่พร้อมกัน เราจะต้องมีสมาชิกจํานวนมาก มีผู้เอาประกัน จํานวนมาก แล้วตัวนี้ไม่เกิดในประเทศไทย เหตุที่ไม่เกิดเพราะว่าเรายังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ แล้วก็เกิดภาวการณ์ที่ว่าชาวนาชาวไร่ ที่เห็นว่าจะมีภัยมา มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ําท่วมหรือ เกิดฝนแล้งเขาก็ไปประกัน ปีไหนไม่มีเขาก็ไม่ประกัน คนที่คิดว่ามีก็ไปประกัน คนที่คิดว่าตัวเอง ปลอดภัยไม่มีภัยก็จะไม่ประกัน ก็เลยทําให้จํานวนผู้เอาประกันมีจํานวนน้อย หลักการกระจาย ความเสี่ยงข้ามเวลา และข้ามคน และข้ามระหว่างสมาชิกด้วยกันจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้นจึงเปรียบเทียบกับความพยายามของเราเมื่อก่อนนี้ที่ให้การขับรถยนต์ มีการประกัน จะเห็นว่าทําอยู่นานแล้วไม่สําเร็จ แต่หลัง ๆ มาใช้ระบบการบังคับให้ทุกคน ต้องมีประกันที่เรียกว่า พ.ร.บ. ประกัน พ.ร.บ. นะครับ ก็จะเห็นว่ามีสมาชิกมีคนขับรถ ที่ประกันกันเยอะแยะ จํานวนมากของผู้เอาประกันก็จะเกิดขึ้น ลอว์ ออฟ ลาร์จ นัมเบอร์ (Law of Large Number) ก็บังคับใช้ได้ ก็จะมีผล มันก็จะทําให้ระบบประกันภัยสามารถ ประกอบธุรกิจได้ตามปกตินะครับ เมื่อไม่มีระบบประกันภัย เกษตรกรผู้ที่เข้าไปรับ เข้าไปซื้อ ประกันภัยบ้าง บางรายก็ไม่สามารถพึ่งประกันภัยได้ เหตุเพราะภาคประกันภัยสําหรับกรณี ที่มีผู้เอาประกันจํานวนน้อยก็จะแพงมาก แล้วความมั่นคงของบริษัทประกันภัยก็ไม่มี ความแน่ใจว่าจะได้รับเงินชดเชยก็ไม่สามารถเกิดความมั่นใจขึ้นได้ นอกจากนั้นแล้วธุรกิจ ประกันภัยในประเภทนี้ก็ไม่สามารถดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลานะครับ

อีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า ขณะนี้ระบบการประกันภัยของเรา เราอาศัย การประกาศเขตภัยพิบัติของผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อประเมินความเสียหาย การประเมิน ความเสียหายนี้อาศัยดุลยพินิจของคนที่ไปทํานี้ แม้จะมีความสุจริต มีความตั้งใจดีอย่างไรก็มี ความผิดพลาดและมีความไม่ทันเวลาได้มาก ก็เป็นปัญหาทําให้คนเกิดความรู้สึกว่าเขามีภัย แต่ว่าไม่ได้รับการประกาศ หรือได้รับการประกาศล่าช้าก็เลยไม่ได้รับการชดเชยตามที่สมควร นอกจากนั้นระบบการประกันภัยของภาคเกษตรมันเป็นการประกันภัยเฉพาะ ซึ่งไม่เหมือนกับ การประกันภัยอื่น มันจึงต้องการกฎ ระเบียบ ต้องการกติกา ต้องการกํากับดูแลที่เป็นเฉพาะ เจาะจงของมัน เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษเฉพาะของการประกันภัย ภาคเกษตรนะครับ ขณะนี้เราก็ยังไม่มีนะครับ

อีกประการหนึ่ง คือระบบการเก็บข้อมูลเพื่อทําฐานข้อมูลที่มีชีวิต เพื่อสนอง ต่อการตัดสินใจในการเอาประกัน หรือการรับประกันของบริษัทประกันภัยก็มีไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นเกษตรกรก็เลยต้องหวังพึ่งการเยียวยาการชดเชยจากรัฐบาลเป็นหลัก ไม่มี โอกาสที่จะมีตัวเลือก มีทางเลือกในการที่จะถ่ายโอนความเสี่ยงหรือถ่ายโอนภัยพิบัติไปสู่ ระบบการประกันภัยได้ ก็เลยจําเป็นต้องพึ่งรัฐบาล แล้วก็การที่รัฐบาลจะเป็นที่พึ่งในเรื่องนี้ ตลอดไป และจํานวนอย่างเพียงพอ ก็จะเป็นภาระของงบประมาณอย่างมาก แล้วก็จะทําให้ ไม่สามารถที่จะจ่ายชดเชยได้เท่ากับจํานวนที่ชาวนาชาวไร่ได้ประสบภัยพิบัตินะครับ ในการที่ ขาดความสามารถที่จะไปพึ่งพาระบบประกันภัยได้ก็ทําให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกในการที่จะ ถ่ายโอนความเสี่ยง แล้วก็ต้องรับภาระความเสี่ยงไว้เอง หรือว่าหวังพึ่งเงินชดเชยเยียวยาจาก รัฐบาล ทําให้ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรนั้นต้องทุกข์ยาก เวลามีภัยพิบัติมาก็ต้องไปกู้หนี้ ยืมสินมาประทังชีวิตและกลายเป็นคนยากจนของสังคม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ํา ในสังคมที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะมาพิจารณาว่าถ้าเราจะปฏิรูปเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ําก็ต้องกล้าที่จะเอาเรื่องนี้ขึ้นมาคิด ขึ้นมาทํา ขึ้นมาแก้ จึงเห็นว่าสมควรที่จะ ต้องมาพิจารณาอย่างจริงจัง เรื่องการพัฒนาระบบประกันภัยภาคเกษตรให้เป็นจริงเป็นจังขึ้น โดยรัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจและกล้าลงทุนนะครับ เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระสําคัญของการ ปฏิรูปนี้ก็จะมีหลายข้อนะครับ

ข้อแรกคือว่าต้องเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลจากการที่พยายามมุ่งเน้นการ ชดเชยเยียวยาซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น มาเป็นการมุ่งสร้างระบบประกันภัยการเกษตร อย่างขยันขันแข็ง อย่างเป็นระบบ และอย่างมีความตั้งใจมั่นที่จะทําให้เกิดความสําเร็จขึ้น คือ รัฐบาลต้องมีคอมมิตเมนต์ (Commitment) ในเรื่องนี้และดําเนินการอย่างจริงจังนะครับ

ข้อที่ ๒ ต้องใช้งบประมาณจํานวนมากซึ่งใช้ไปเพื่อการชดเชยเยียวยา มาเปลี่ยนเป็นงบประมาณที่ใช้เพื่อการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อให้ชาวนาชาวไร่ ซึ่งเอาประกันภัย เขาจะจ่ายค่าเบี้ยประกันน้อยลง และเพื่อเขาจะได้รู้สึกว่าจะได้ประโยชน์ มากขึ้น เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการประกันภัยนะครับ และเพื่อให้บริษัทประกันภัยมีลูกค้า มากพอ แล้วก็สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกําไรที่เหมาะสม ไม่ค้ากําไร เกินควร แต่ว่าก็ให้บริการขั้นพื้นฐานว่าด้วยการประกันภัยกับเกษตรกรได้นะครับ นอกจากนั้น เราคิดว่าระบบธนาคารสามารถช่วยได้ ในภาคการประกันภัยอย่างอื่นเราก็เคยใช้ ผมเคยเป็น ประธานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็ได้ทราบว่าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เวลาที่ผู้ซื้อบ้าน จะไปกู้เงินเพื่อมาผ่อนบ้าน เขาก็ให้มีเงื่อนไขว่าต้องทําการประกันอัคคีภัยสําหรับบ้านที่เอามา เป็นหลักประกันนั้นนะครับ ในทํานองเดียวกันเราก็อาจจะกําหนดให้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตรซึ่งเป็นผู้ให้กู้หลักต่อภาคเกษตรกรกําหนดเป็นเงื่อนไขว่าเกษตรกร ที่จะมากู้เงินเพื่อไปทําการเกษตรต้องทําประกันภัยการเกษตรเพื่อเป็นหลักประกันของการชําระ คืนของเงินต้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การประเมินความ เสียหายนะครับ ระบบการประเมินความเสียหายซึ่งขณะนี้ใช้ระบบการประกาศเขตภัยพิบัติ ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ อันนี้ก็ควรจะเปลี่ยนเป็นระบบที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น อาศัยดัชนีภูมิอากาศ เรียกว่าเวตเทอร์อินเดกซ์ (Weather Index) เพื่อจะเป็นตัวชี้วัด ถ้าเกิด ภัยพิบัติขึ้นก็ให้ตามดัชนีนั้น ก็ให้การชดเชยเยียวยาได้โดยไม่ต้องรอการประกาศ นอกจากนั้น ก็ควรจะมีการกํากับดูแลให้ธุรกิจการประกันภัยมีการแข่งขันกันเพื่อไม่ให้มีการผูกขาด แล้วก็ ให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นนะครับ นอกจากนั้นก็จะมีการสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนา ธุรกิจการประกันภัย ขณะเดียวกันผมคิดว่าภารกิจใหญ่อีกอันหนึ่งก็คือภารกิจทางการทํา ความเข้าใจเรื่องการประกันภัย เรื่องความสําคัญการประกันภัยต่อเกษตรกรและต่อสังคม โดยส่วนรวม เพราะคิดว่าขณะนี้ความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ยังมีไม่เพียงพอ ถ้าหากว่าได้ปลุก ทุกคนให้ตื่นขึ้นและเห็นถึงความสําคัญในเรื่องนี้และหันมามีความตั้งใจมั่นที่ได้ดําเนินการ เรื่องนี้ก็จะทําให้ทําการปฏิรูปได้ มีรายละเอียดเรื่องแผน เรื่องรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งผมจะขอ อนุญาตท่านประธานว่าขอเชิญท่านดอกเตอร์ธวัชชัย ยงกิตติกุล เพราะท่านเป็นผู้ศึกษาหลัก คนหนึ่งในเรื่องนี้ได้นําเสนอต่อไปครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านธวัชชัย ยงกิตติกุล ค่ะ

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภา กราบเรียนท่านสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านครับ กระผมขอเสนอรายงาน ผลการศึกษาเรื่องการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตรดังต่อไปนี้นะครับ

ในหัวข้อที่ ๑ คือเรื่องหลักการและเหตุผล เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่า การเกษตรเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงทั้งจากภัยธรรมชาติและจากราคาตกต่ํา เมื่อได้รับ ความเสียหายแต่ละครั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ก็จะไม่สามารถรับภาระนั้นได้ทําให้เกิดเป็นหนี้ เป็นสิน และบางรายถึงขนาดสูญเสียที่ดินทํากินก็มี ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็มีนโยบาย ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลจากภัยพิบัติ ความช่วยเหลือส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของ การจ่ายเงินช่วยเหลือโดยตรงโดยรัฐบาล แล้วบางทีก็มีการอุดหนุนเบี้ยประกันสําหรับ เกษตรกรด้วย ในปัจจุบันการอุดหนุนเบี้ยประกันเป็นมาตรการที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทุกประเทศ นอกจากนี้บางประเทศก็มีรัฐบาลเข้ามาทําหน้าที่เป็นผู้รับประกันภัยต่อด้วย ในกรณีที่บริษัทรับประกันเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงไม่สามารถจะรับภาระได้ทั้งหมดก็จะส่งให้ รัฐบาลประกันต่อ น่าสังเกตว่าประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาซึ่งจัดเป็นประเทศ ที่มีภาคเกษตรที่เจริญมาก เจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศใด ๆ ในโลกนี้รัฐบาลก็ให้การ สนับสนุนการประกันภัยทุกรูปแบบ มาตรการสนับสนุนนอกจากจะมีการอุดหนุนค่าเบี้ย ประกันแล้ว โดยเฉพาะในกรณีสหรัฐอเมริการัฐบาลยังให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการ บริหาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาอีกเป็นจํานวนมากด้วย ในประเทศไทยนั้น การสนับสนุนจากรัฐส่วนใหญ่เป็นการอุดหนุนหรือชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ โดยตรง แต่ว่าการจ่ายชดเชยของรัฐก็เป็นจํานวนเพียงเล็กน้อยแต่ละรายที่ได้รับก็ไม่เพียงพอ นอกจากนั้นก็ไม่ครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายอย่างถ้วนหน้าหรือเท่าเทียมกัน การซื้อประกันจากบริษัทเอกชนเพิ่งจะมีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แล้วก็ยังมีเกษตรกรเข้าร่วม ค่อนข้างน้อยทําให้ค่าเบี้ยประกันค่อนข้างสูง

ข้อที่ ๒ หลักเกณฑ์ในการจ่ายชดเชยในกรณีที่เกษตรกรได้รับความเสียหาย ในปัจจุบันก็ยังขาดความชัดเจน กล่าวคือรัฐก็ยังใช้ประกาศการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเป็นประกาศที่มิได้มีเจตนาที่จะช่วยเกษตรกรโดยตรง แต่เป็นการช่วยผู้ที่ประสบภัยจากภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์จึงไม่ค่อยสอดคล้องกับ ความเสียหายของเกษตรกรที่ได้รับ แล้วก็มักจะมีการร้องเรียนเสมอว่าไม่เป็นธรรม ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทําให้การประกันภัยไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จึงต้องอาศัย การสนับสนุนจากรัฐเพื่อผลักดันให้เกษตรกรเห็นความสําคัญของการประกันภัยพืชผล เพื่อจะเป็นมาตรการที่จะช่วยลดหรือบรรเทาความเสียหายของเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าในปัจจุบัน ประเด็นการปฏิรูปก็จะมีดังต่อไปนี้นะครับ

ประการที่ ๑ ประเทศกําลังพัฒนาที่กิจการประกันภัยยังไม่มีความพร้อม รัฐบาลจําต้องมีบทบาทในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

ประการที่ ๒ แต่การช่วยเหลือของรัฐมีอุปสรรคหลายประการ กล่าวคือ ภัยพิบัติธรรมชาติไม่มีความแน่นอนทําให้รัฐบาลมีปัญหาในการจัดเตรียมงบประมาณ บางปีก็อาจจะเป็นจํานวนสูงมากทําให้การเตรียมงบประมาณเป็นไปด้วยความล่าช้า แล้วก็อาจจะไม่พอเพียง นอกจากนี้กลไกของรัฐก็ไม่มีความคล่องตัว กว่าเงินชดเชย จะไปถึงมือเกษตรกรก็ใช้เวลานานมาก

ประการสุดท้าย ก็คือการจ่ายเงินชดเชยก็ยังขาดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ชัดเจน ทําให้เกิดปัญหาไม่เท่าเทียมกัน

ข้อที่ ๓ แม้กิจการประกันภัยในปัจจุบันจะได้พัฒนาไปมากแล้ว แต่เกษตรกร ส่วนใหญ่ก็ยังไม่นิยมทําประกันเพราะขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเนื่องจาก การที่เกษตรกรเข้าร่วมประกันตนเองน้อยจึงทําให้ค่าเบี้ยประกันแพง

ข้อที่ ๔ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงจําต้องมีบทบาทในการผลักดันให้เกษตรกร ประกันตนเองมากขึ้นเพื่อลดภาระของรัฐและช่วยเหลือช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้ชีวิต เกษตรกร

ผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่อเกษตรกรในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัด นะครับว่าเกษตรกรประสบภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง มีทั้งภัยจากน้ําท่วม ฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง วาตภัย และศัตรูพืช เป็นต้น ประเทศไทยมีเกษตรกรประมาณ ๑๗ ล้านคน คิดเป็นประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ ในจํานวนนี้เป็นชาวนาประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๑๓ ล้านคนเศษ สัดส่วนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติก็มี ความผันแปรสูงในระหว่างปีต่าง ๆ นะครับ ในปีที่สัดส่วนต่ําที่สุดคือในปี ๒๕๕๒ ก็มีเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์เศษ แต่ปีที่เกษตรกรได้รับผลกระทบสูงมาก เช่น ในปี ๒๕๔๗ นั้นมีเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่โดยทั่วไปแล้ว สัดส่วนของเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายก็จะผันแปรอยู่ในช่วงประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรทั้งประเทศ

ในด้านพื้นที่ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อคิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ต่อพื้นที่ทั้งประเทศก็จะมีความผันแปรระหว่างร้อยละ ๒ ร้อยละ ๓ ของพื้นที่ทั้งหมด และในปี ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นปีที่เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรง สัดส่วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๗.๖ ของพื้นที่ เพาะปลูกทั้งประเทศ

ปัญหาตามมาคืองบประมาณของรัฐในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็จะชี้ให้เห็น สภาพปัญหาเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นปีที่จํานวนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูก ได้รับความเสียหายสูงสุดนั้น สูงสุดในรอบ ๑๐ ปีนะครับ รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยเกษตรกร เป็นเงินสูงถึง ๓,๗๙๔ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๔ ซึ่งจํานวนเกษตรกรและพื้นที่ เพาะปลูกได้รับความเสียหายน้อยกว่าในปี ๒๕๔๗ รัฐบาลใช้งบประมาณในการชดเชย เกษตรกรเป็นจํานวนสูงกว่ามากมายและจัดว่าสูงสุดติดต่อกันทั้ง ๒ ปี คือในปี ๒๕๔๗ ใช้ถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ในปีต่อมาก็ ๓๑,๒๐๐ กว่าล้านบาท ดังนั้นก็จะเห็น ความไม่แน่นอนของจํานวนเงินชดเชยที่จะต้องจัดเตรียมทุกปี แต่โดยทั่วไปแล้วก็จะผันแปร อยู่ในช่วงประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แม้จํานวนเงินที่รัฐจ่ายชดเชยดังที่กล่าวนี้ จะค่อนข้างสูงแต่ก็ยังต่ํากว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และบ่อยครั้งที่มีการร้องเรียนว่า เกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยก็ไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรมด้วย ในประเทศไทยนั้น ก็ได้มีความพยายามที่จะนําหลักการประกันภัยมาใช้นะครับ ในปี ๒๕๑๓ รัฐบาลได้ริเริ่มจัดให้มีการศึกษาโดยกรมการประกันภัย แต่หลังจากศึกษาแล้วก็ไม่มีการ ดําเนินการอย่างไรต่อไป ในปี ๒๕๒๑ ถึงปี ๒๕๒๓ ได้มีการทดลองกับการประกันภัยฝ้าย ที่อําเภอปากช่องเป็นเวลา ๓ ปี ก็ปรากฏว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมเพียงประมาณ ๕๐๐ ราย อัตราค่าเบี้ยประกันไร่ละ ๕๐ บาท คุ้มครองไร่ละ ๑,๔๐๐ บาท ผลการทดลอง ๒ ปี ก็ปรากฏว่าใน ๒ ปีแรกได้กําไรรวมกันทั้งสิ้น ๑๘๐,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ แต่ในปีที่ ๓ ก็ขาดทุนจํานวนเงินเกือบเท่ากัน เพราะฉะนั้นขาดทุนปีเดียวลบกําไร ๒ ปีแรกหมดเกลี้ยง เลยนะครับ ต่อมาในปี ๒๕๒๕ ถึงปี ๒๕๒๗ กรมส่งเสริมการเกษตรก็ดําเนินการต่อ ผลดําเนินการ ๓ ปี ก็ปรากฏว่าขาดทุนล้านกว่าบาท ต่อมาในปี ๒๕๔๘ ธนาคารโลก ได้ทําการศึกษาความเป็นไปได้ของการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยใช้ดัชนีสภาพอากาศ ในอําเภอปากช่องแทนการสํารวจนะครับ แล้วก็จะมีการใช้งานจริงในปี ๒๕๕๓ แต่ว่าผลของ การดําเนินงานก็ไม่เป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามครับในปี ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบัน กระทรวงการคลังได้จัดทํา โครงการประกันภัยข้าวทั่วประเทศ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบริษัทประกัน เป็นการประกันโดยความสมัครใจของเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในปัจจุบันก็ยังมีน้อย รัฐจึงให้สิ่งจูงใจเพื่อชักจูงให้เกษตรกรเข้าร่วมมากขึ้น ในปี ๒๕๕๘ รัฐบาลได้อนุมัติเบี้ยประกันภัยตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่เพาะปลูก โดยมีอัตรา ตั้งแต่ไร่ละ ๑๒๔ บาท จนถึงไร่ละ ๔๘๓ บาท และรัฐบาลได้จ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกัน ไร่ละ ๖๔ บาท จนถึงไร่ละ ๓๘๓ บาท และให้ ธ.ก.ส. สมทบกรณีที่เกษตรกรเป็นลูกค้า อีกไร่ละ ๑๐ บาท ดังนั้นเกษตรกรก็จะจ่ายสุทธิเพียงไร่ละ ๕๐ บาท ถึงประมาณ ๙๐ บาท เป้าหมายดําเนินการในปี ๒๕๑๘ ก็คือ ๑.๕ ล้านไร่นะครับ มาในปัจจุบันรัฐบาลก็เห็น ความสําคัญของการประกันภัยพืชผลิต จึงได้ชักชวนบริษัทประกันเข้าร่วม ๑๐ บริษัทด้วยกัน โดยมี ธ.ก.ส. เป็นแกนนํา ผลดําเนินการสําหรับข้าวนาปีนะครับ ในปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๗ มีดังนี้ครับ ในจํานวนพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศประมาณ ๖๑ ล้านไร่ มีพื้นที่เอาประกันเพียง ร้อยละ ๑.๓ ถึงร้อยละ ๑.๗ ของพื้นที่ทั้งหมด ในจํานวนพื้นที่เอาประกันแต่ละปี มีพื้นที่ ขอรับสินไหมทดแทนในปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๕ ร้อยละ ๕๙ และร้อยละ ๖๑ ต่อปี ต่อมา ในปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๕๗ พื้นที่ขอรับสินไหมทดแทนลดลงเหลือร้อยละ ๒๓ ถึงร้อยละ ๑๑ ต่อปีนะครับ ดังนั้นก็จะเห็นว่าสัดส่วนสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกันจะต้องสูงตามไปด้วย ในปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๙ สูงถึงร้อยละ ๕๕๓.๙ และร้อยละ ๕๓๒.๒ ตามลําดับ แต่มาในปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๕๗ สัดส่วนดังกล่าวก็ลดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังนับว่าสูงอยู่คือ ร้อยละ ๗๒ และร้อยละ ๓๐ ตามลําดับ ด้วยเหตุนี้บริษัทประกันส่วนใหญ่จึงขาดทุนนะครับ แต่ก็ได้มีการส่งประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศ บริษัทที่รับประกันต่างประเทศก็ต้องเป็นผู้รับ ขาดทุนไปนะครับ เมื่อปัญหาต่าง ๆ เป็นดังนี้นะครับ จึงขอเสนอแนวทางการปฏิรูป โดยแบ่งเป็น ๒ ระยะ ดังนี้นะครับ

ระยะแรกใช้เวลา ๑ ถึง ๓ ปี สิ่งที่จะต้องทําในระยะแรกก็คือว่า

๑. ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่ยังบกพร่องหรือว่าไม่มีนะครับ เพื่อครอบคลุม ปัญหาต่าง ๆ ของการประกันให้ได้ทั่วถึง

๒. เกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยสินไหมทดแทนของรัฐบาลก็จะต้องกําหนดให้เป็น แบบสมทบกับการจ่ายชดเชยของบริษัทประกันนะครับ

๓. พัฒนาวิธีการตั้งแปลงเพื่อทดสอบผลผลิตเป็นเกณฑ์ในการจ่ายความ เสียหาย

๔. อัตราเบี้ยประกันและเงินคุ้มครองก็จะต้องเพิ่มพื้นที่เป้าหมายและปรับลด อัตราเบี้ยประกันลง เพื่อเป็นไปตามหลักลอว์ ออฟ ลาร์จ นัมเบอร์ (Law of Large Number) คือหมายความว่าจะต้องให้สิ่งจูงใจให้เกษตรกรเข้าทําประกันมากขึ้น เพื่อทําให้เบี้ยประกันลดลง

๕. สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการโดยการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ย ประกันบางส่วน

๖. ต้องเพิ่มจํานวนผู้รับประกันในประเทศให้บริษัทประกันเข้าร่วมมากขึ้น จากปัจจุบันซึ่งมีเพียง ๑๐ บริษัท จะต้องชักชวนให้บริษัทต่าง ๆ เข้าร่วมมากขึ้น

๗. การบูรณาการข้อมูลและการจัดการข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลสามารถใช้เป็น สถิติในการคํานวณความเป็นไปได้ของความเสียหายและความถี่ของเหตุการณ์ที่อาจจะ เกิดขึ้น

๘. จะต้องลดวงเงินเยียวยาของภาครัฐลงไปตามลําดับ เพื่อให้เงินชดเชย จากภาคประกันภัยเพิ่มขึ้นทดแทน

๙. สร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรเพื่อให้มีความเชื่อใจและเข้าร่วมทํา ประกันมากขึ้น

๑๐. ต้องสร้างเครื่องมือในการประเมินความเสียหายโดยใช้ดัชนีสภาพอากาศ และดัชนีแอเรียยีลด์ (Area yield) เป็นต้นนะครับ

สําหรับระยะที่ ๒ จะใช้เวลาประมาณ ๓ ปี ถึง ๕ ปี โดยมีสิ่งที่จะต้องดําเนินการ ดังนี้

ข้อ ๑ พื้นที่เข้าร่วมโครงการจะต้องขยายให้ครอบคลุมถึงข้าวทั่วประเทศ

ข้อ ๒ เครื่องมือในการประเมินความเสียหายก็จะต้องปรับปรุงไปตามจํานวน เกษตรกรและพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น คือจะต้องใช้ดัชนีสภาพอากาศและดัชนีแอเรียยีลด์ (Area yield) เป็นหลักนะครับ

และข้อสุดท้ายนะครับ จะต้องสร้างความสามารถในการรับความเสี่ยงโดย การเพิ่มจํานวนผู้รับประกันในประเทศ รวมทั้งบริษัทที่รับประกันก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย แล้วรัฐก็ อาจจะเปลี่ยนบทบาทจากการที่เป็นผู้ชดเชยช่วยเหลือนะครับ โดยผลักภาระไปให้บริษัท ประกันเพิ่มขึ้นตามลําดับ

ประการสุดท้ายระยะยาวคือประมาณ ๑๐ ปี ขยายพื้นที่การเข้าร่วมโครงการ ให้ครอบคลุมทุกพืชทั่วประเทศนะครับ แล้วก็ต้องสร้างเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยง ความเสียหาย ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ในการวัดดัชนีต่าง ๆ ให้ได้ อย่างทั่วถึง ต่อไปก็คือจะต้องมีนโยบายในการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่า จะต้องนํานโยบายโซนนิง (Zoning) มาใช้ทั่วประเทศ เพื่อลดการที่นําพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไปปลูกพืชบางอย่างนะครับ

แล้วก็ประการสุดท้ายนะครับ ในที่สุดแล้วเนื่องจากการประกันภัยพืชผลก็ยัง มีความเสี่ยงสูง บริษัทประกันต่าง ๆ ก็มักจะไปประกันภัยต่อกับต่างประเทศ เสนอแนะว่า รัฐบาลควรจะตั้งเป็นเนชันนัลพูล (National Pool) อินชัวรันซ์พูล (Insurance Pool) ก็คือ ให้บริษัทประกันรวมเป็นกองเดียวกันแล้วก็รัฐบาลเป็นผู้ค้ําประกันต่อ อย่างนี้ก็จะเป็น การประหยัดงบประมาณ แล้วก็ไม่ทําให้เงินรั่วไหลไปต่างประเทศด้วยนะครับ ทั้งหมดนี้ ก็เป็นข้อเสนอซึ่งในคณะอนุกรรมาธิการก็มีความเชื่อว่า หากทําได้อย่างจริงจังก็จะสามารถ ลดความเสี่ยงของเกษตรกร ทําให้อาชีพเกษตรกรมีความมั่นคงยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบันครับ ขอขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานต่อที่ประชุมแล้ว ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีต สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตรของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เพราะ เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากกว่าครึ่งประเทศที่อยู่ในธุรกิจด้านการเกษตร ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน เพราะฉะนั้นความพยายามในการช่วยเหลือชาวไร่ ชาวนา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แล้วก็ตรงกับความมุ่งหมายของคณะ คสช. ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ําของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ใน ภาคเกษตรได้มากเท่าไรก็เท่ากับเราจะช่วยให้เขาลืมตาอ้าปากได้ แล้วก็มีฐานะความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้นในการลดความเหลื่อมล้ําที่ตรงกับความมุ่งหมายและตรงประเด็นที่สุด ต้องขอบคุณ กรรมาธิการที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเราอ่านแล้วก็ติดตามเรื่องการเกษตรเรื่องการทําไร่ทํานา ก็จะพบว่ามันมีปัญหามากมาย รัฐบาลต่าง ๆ ก็มีแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่จะทําให้เขาเหล่านั้นได้สามารถมีชีวิตที่ดี อย่างน้อยก็มีเงินทองมาดูแลครอบครัว ลูกหลาน เพราะเขาเป็นกลุ่มรายได้น้อยอยู่แล้ว ทีนี้เรามาดูข้อเสนอของกรรมาธิการในด้านการปฏิรูป การประกันภัยการเกษตร ทั้ง ๒ ท่าน ได้กรุณาให้ข้อมูลเรา ว่าปัญหามันมากมาย และในเรื่อง การประกันภัยการเกษตร พืชผลการเกษตรนั้นก็ไม่ค่อยก้าวไปไหน ไม่ค่อยคืบหน้า มีความ พยายามมาหลายสิบปีในประเทศเรา ในขณะที่ต่างประเทศนั้นเขาได้ไปไกลแล้ว แล้วก็ สามารถทําได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ปัญหาของเรานั้นก็คงมาจากหลายเรื่อง หลายราว อย่างที่ท่านอาจารย์สมชัยได้กรุณาอธิบายให้เราฟัง และท่านอาจารย์ธวัชชัย ด้วยนะครับ ซึ่งผมก็เคารพทั้ง ๒ ท่าน ทั้งความเป็นผู้อาวุโสและเป็นผู้ที่มีภูมิปัญญา มีความตั้งใจในการทํางานให้กับสังคมมาช้านาน

ข้อเสนอประเด็นแรกค่อนข้างยาว มองไป ๑๐ ปี ระยะสั้น ๑ ถึง ๓ ปี เราก็คง ไม่มีโอกาสได้ติดตามว่ารัฐบาลชุดนี้รัฐบาลชุดหน้าจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เท่าไร เพราะปัญหามันค่อนข้างมาก ปัญหาที่พี่น้องชาวเกษตรกรไม่ยอมเข้ามาสู่โครงการนี้ รอรับเงินเยียวยาจากภาครัฐอย่างที่ท่านได้กรุณาชี้แจงแล้ว ซึ่งจะง่ายกว่าไม่ต้องลงทุนอะไร ก่อนด้วย แล้วก็ไม่ต้องไปทําสัญญาอะไรกับใคร เพราะฉะนั้นก็จึงได้วางแผนเป็นระยะยาว เพื่อจะให้ความรู้ความเข้าใจกับชาวเกษตรกรเสียก่อน แล้วก็ขับเคลื่อนการจัดตั้งบริษัท ประกัน ก็ฝากข้อสังเกตในเรื่องคณะกรรมการนะครับ

ข้อเสนอระยะแรกให้มีกรรมการ ๓ ระดับ เป็นกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประกันภัยการเกษตรระดับประเทศ ตรงนี้ข้อเสนอที่จะเสนอไปสู่รัฐบาลนั้นมันต้องค่อนข้าง มีความชัดเจน มีความสมบูรณ์ นําไปสู่การปฏิบัติได้ จึงจะเป็นข้อเสนอการปฏิรูปที่ออกจากเรา แล้วก็มีความพร้อมที่รัฐบาลจะตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่เรื่องการเสนอรูปแบบกรรมการ ก็ต้องเป็นรูปแบบที่เขานําไปใช้ได้เลยหรือไม่ก็ใกล้เคียงนะครับ ตรงนี้ผมดูองค์ประกอบแล้ว ก็ยังค่อนข้างแคบ มีประมาณแค่ ๑๐ คน เป็นภาครัฐเสียทั้งหมดเลย อันนี้เป็นจุดอ่อน เมื่อไร เราตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เป็นคนของรัฐ เป็นฝ่ายการเมืองทั้งนั้น มีนายกรัฐมนตรี มีรอง นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีอีก ๓-๔ ท่านเป็นกรรมการ อธิบดี ปลัดทั้งหลาย มาเป็นเลขานุการ มาเป็นกรรมการร่วม แต่ไม่มีภาคประชาสังคม ไม่มีภาคเอกชน ไม่มีภาค เกษตรกรเลยสักคนเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนที่ทําให้ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ไม่ครอบคลุม ไม่ได้รับฟังถึงข้อปัญหาที่แท้จริง

ประเด็นที่ ๒ มาดูคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัย การเกษตร ตรงนี้ก็มีประธานคือท่านผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร สํานักงานเศรษฐกิจ การคลังมาเป็นประธาน ที่เหลือก็เป็นข้าราชการ อธิบดีทั้งหลาย เมื่อกี้เอาปลัดกับรัฐมนตรี คราวนี้เอาอธิบดี ก็เป็นฟอร์แมต (Format) ที่เราทํากันมา ก็หวังว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะเป็นตัวทํางานตัวจริง ในนี้มีเอกชนอยู่แค่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติคนเดียวที่มาจาก ภาคเกษตร เช่นเดียวกันกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร ระดับจังหวัด ท่านก็ให้มีประธานสภาเกษตรกรจังหวัดคนเดียว เพราะฉะนั้นผมก็จึงขอฝากว่า อยากเห็นรูปแบบของคณะกรรมการที่มันมีความหลากหลาย ที่ตัวแทนของผู้ที่เป็นผู้มีส่วน ได้เสียเข้าไปนั่งอยู่ในนั้น มีภาคประชาสังคม มีผู้ที่คุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ เข้าไป เพราะสู้กับ บริษัทประกันภัยต้องใช้ผู้ที่ทํางานด้านคุ้มครองผู้บริโภคถึงจะสมน้ําสมเนื้อนะครับ ในเรื่อง การประกันภัยเราก็รู้ มันไม่ใช่ของง่าย ทุกครั้งที่รถเราไปชนกับใครก่อนจะเจรจาต้าอวยได้ กว่าจะไปยอมให้ไปซ่อมอู่ที่เราต้องการ กว่าจะมีการจ่ายเงินที่คุ้มกับความเสียหายต่าง ๆ มัน ยากเย็นแสนเข็ญครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการประกันภัยคือธุรกิจชนิดหนึ่ง แล้วยิ่งเป็นบริษัทประกันของเอกชน เขาก็ต้องรักษาประโยชน์ของเขา พยายามทํากําไรให้ สูงสุด ท่านมีข้อเสนอใน ๑ ถึง ๓ ปี ก็จะต้องการให้มีพระราชบัญญัติขึ้นมา ก็ยังไม่ได้ยกร่าง นะครับ พระราชบัญญัติการประกันภัยการเกษตร ยังไม่มีโครงร่างยังไม่มีข้อเสนอแนะ ซึ่งผม คิดว่าถ้าขึ้นไปถึงข้างบน ถ้าไม่มีขึ้นไป โอกาสที่การเสนอการปฏิรูปจะสําเร็จก็คงจะยาก

มาดูในเรื่องของอัตราค่าเบี้ยประกันภัยซึ่งท่านก็บอกว่าสูงอยู่ สูงเพราะมัน ไปขัดกับทฤษฎี ทฤษฎีแห่งจํานวน เรื่องประกันภัยนั้น หรือเรื่องแบงกิง (Banking) ถ้าจํานวนเยอะเราก็กําไรต่อหัวน้อย เราก็สามารถคิดค่าฟี (Fee) ลงต่ําได้ หรือสามารถ เก็บค่าประกันต่ําลง เพราะฉะนั้นตอนนี้จํานวนยังน้อย ท่านก็ตั้งเป้าหมายว่าในปี ๒๕๕๙ จะให้ค่าเบี้ยประกันภัยอยู่ในอัตราไม่เกิน ๑๒๐ บาทต่อไร่ แต่ตรงนี้ไม่ได้ชัดเจนว่ารัฐจะ เข้ามาซับซิไดซ์ (Subsidize) เท่าไร หรือชาวไร่ชาวนาต้องจ่ายเอง เพราะแต่ก่อนชาวไร่ ชาวนาจ่ายแค่ ๕๐ บาท ที่เหลือรัฐรับผิดชอบไป กับท่านบอกว่าจะต้องเพิ่มพื้นที่เข้าร่วม โครงการถึง ๓๐ ล้านไร่ ก็ไม่ทราบว่ามันจะไปได้ขนาดไหน

ท่านอาจารย์ธวัชชัยได้ให้ข้อมูลในช่วงสุดท้ายของท่าน ซึ่งผมคิดว่ามีความ สําคัญยิ่ง ท่านพูดถึงเนชันนัลพูล (National Pool) คือการรวมบริษัทประกันภัยเข้าด้วยกัน ให้รัฐทําหน้าที่ค้ําประกัน เพราะถ้าเราให้บริษัทประกันภัยต่างคนต่างทําเหมือนกับการ ประกันชีวิต เหมือนกับการประกันอัคคีภัยที่ทําอยู่ทุกวันนี้ในโลกธุรกิจของบริษัทประกันภัยนั้น ชาวไร่ชาวนาไม่มีปัญญาไปต่อรองว่าเมื่อไรมันจะถือว่าเป็นภัยพิบัติ แล้วจะชดใช้ในอัตรา เท่าไร อย่างไร เป็นเรื่องยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงวิธีการในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่อง ประกันภัยอันหนึ่ง คือเรื่องของการประกันภัยผู้ประสบอุบัติภัยบนถนน ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้ง เป็นบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยทางถนนขึ้น ก็หมายความว่าเป็นบริษัทซึ่งดําเนินการ โดยรัฐ รัฐลงทุนให้แล้วก็เป็นบริษัทที่ดําเนินการเป็นอิสระ มีคณะกรรมการ เขาก็ทําหน้าที่ ในการเก็บเลย ประกันที่เราเรียก พ.ร.บ. ที่ทุกท่านที่มีรถไปจ่ายอยู่ปีละ ๖๐๐ กว่าบาททุกคัน เสร็จแล้วก็ไปเข้าบริษัทประกันนี้ บริษัทกลาง จากนั้นเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาบริษัทกลางก็นําเงิน หรือสินไหมไปชดใช้ให้กับผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ อุบัติภัย จะเป็นคน เป็นรถ เป็นทรัพย์สินก็แล้วแต่ ตรงนี้ก็ทําให้การดําเนินการมันง่าย เพราะบริษัทกลางเขาจะมีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัด รถชน ตูมปุ๊บมีรายงานเข้ามาเขาสั่งเจ้าหน้าที่เขาไปเลยประเมินความเสียหายต่าง ๆ อีก ๒ ถึง ๓ วัน เขาเอาเงินไปจ่ายให้เลย อันนี้เป็นเรื่องจริงนี้นะครับ มีประสิทธิภาพมากแล้วเขาก็ไม่ได้ไปลด ค่าสินไหม คือแฟร์ (Fair) ใช้คําว่าแฟร์ (Fair) แล้วกัน เพราะคนที่มาทํางานเป็นคนที่ เหมือนกับเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีประโยชน์กับว่าจะกําไรมากกําไรน้อย อันนั้นไม่ใช่ เป้าหมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราทําให้ธุรกิจประกันในลักษณะของบริษัทกลางคุ้มครอง ผู้ประสบภัยบนถนนได้ มันจะทําให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่เอาประกัน เพราะฉะนั้น การเอาประกันในรูปแบบนั้นคือการเก็บจากทุกคน แต่ในเรื่องของการประกันสินค้าเกษตร จะทําอย่างไร แต่ท่านได้เผยขึ้นมาว่าถ้ามาในรูปแบบของบริษัท พูล (Pool) เนชันนัลพูล (National Pool) อันนั้นเป็นทิศทางหนึ่งที่ทําให้ทุกบริษัทไม่ต้องมาแข่งขันกันที่จะสร้างกําไร ยิ่งเดี๋ยวนี้มีตลาดหุ้นวันนี้มีพิธีเปิดตลาดหุ้น มีเสด็จพระราชดําเนินด้วย บริษัทพวกนี้ก็ยิ่ง ต้องการให้ราคาหุ้นของตัวเองขึ้นก็พยายามเอากําไรให้มากที่สุด เวลาแถลงรายได้หรือว่า ผลประกอบการประจําปี ประจํางวด เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนท่านว่าน่าจะคิดแนวทางเสนอ ที่จะเป็นในรูปแบบของบริษัทประกันภัยทางการเกษตรแห่งชาติทําออกมาในรูปแบบนั้นก็จะ ทําให้การดําเนินงานเป็นที่ยอมรับ แล้วผมเชื่อว่าถ้าชาวไร่ชาวนาต้องจ่ายเงินสัก ๔๐-๕๐บาท ต่อไร่เพื่อประกันผลิตผลของเขา เขาก็คงจะเข้าร่วมมือเข้าร่วมในโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น

ประเด็นสุดท้ายครับ ผมสงสัยตัวเลขที่อาจารย์ธวัชชัยให้ ประมาณตอนท้าย ๆ ของท่าน ท่านบอกว่าสัดส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทนต่อ ค่าเบี้ยประกันในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ สูงถึงร้อยละ ๕๕๓.๙๔ และร้อยละ ๕๓๒.๒๒ ตามลําดับ ๕๐๐ กว่านะครับ ต่อมาคือปีถัดมา ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ สัดส่วนดังกล่าวลดลงเล็กน้อย จะเห็นว่าถือว่าสูงคือร้อยละ ๗๒ และร้อยละ ๓๐.๑๘ อันนี้คือถ้าเขียนอย่างนี้มันเหมือนกับ ว่าปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ มันเป็นร้อยละ ๗๒ และเป็นร้อยละ ๓๐ แล้วไปบอกว่าลดลงเล็กน้อย ผมก็เลยงงนิดหน่อยว่าท่านหมายถึงว่าอย่างไร ร้อยละ ๗๒ กับร้อยละ ๓๐ อันนี้ ถ้าเป็น ตัวเลขค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกันในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ มันไม่ลดลงเล็กน้อยหรืออันนี้ คือส่วนที่ลดลงก็ขอขอบพระคุณครับ แล้วก็ขอเป็นกําลังใจให้กับคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่า ถ้าท่านปรับปรุงอีกสักนิดหน่อยให้มันมีความสมบูรณ์ขึ้น ให้มีข้อมูลเพียงพอ เพราะถ้าเรา ส่งไปแค่นี้มันอาจจะไม่รู้ใครจะไปทํางานต่อได้ แล้วยิ่งเป็นโครงการระยะยาวด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม แล้วก็จะต่อด้วยท่านกษิต ภิรมย์ เป็นท่านสุดท้ายนะครับ ก่อนที่กรรมาธิการจะได้ ชี้แจง ขอเชิญครับ

นายนิกร จํานง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเรื่องนี้ ขึ้นมานะครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ผมเองนี่ทํางานเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มานี้ ๓-๔ ท่าน ระยะเวลายาวนานมากนะครับ แล้วก็ผมสนใจ เรื่องพับบลิกเซฟตี (Public Safety) อยู่แล้ว ผมก็เลยลงไปทําแผนแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ทางด้านการเกษตรที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ผมมีส่วนสําคัญในการเขียนขึ้นมา ทีนี้เราก็เลยรู้ชัดว่า ในแต่ละปีมันเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง ประชาชนที่เขาจน เกษตรกรเองนี้ ขณะนี้อยู่ท่ามกลาง ถ้าอยู่ระหว่างเขาควายนี่มันมี ๒ ทางนะครับ ๒ มิติที่จะต้องสู้ แต่ขณะนี้ประชาชนคนไทยเอง ที่เป็นเกษตรกรนี้อยู่ท่ามกลางปัญหา ๓ มิติ คือระหว่างเขาควาย ๒ ข้าง หนีเสือปะจระเข้ เวลาเขาสู้กับประเทศที่จนกว่า เกษตรกรเราขณะนี้ส่งออกและราคาพืชผลนี้ต่ํามากเพราะว่า ไปสู้ค่าแรงเขาไม่ได้ ของเขาถูกกว่าไม่ว่าลาวหรือเขมรก็ดีนะครับ อีกด้านหนึ่งพอหันไป อีกมุมหนึ่งก็คือประเทศที่เขาพัฒนามากกว่าเรา สหรัฐอเมริกาก็ดี ใครที่เป็นคู่ต่อสู้นี้ เราไปสู้ เรื่องการพัฒนาทางเทคโนโลยีด้านการเกษตรเขาไม่ได้เลย เขาใส่เรื่องจีเอ็มโอ (GMOs) เข้ามา ถั่วเหลือง ข้าวโพดมาเป็นพืชเลี้ยงสัตว์ เราก็แพ้เขาอีกไปสู้ราคาในตลาดโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยู่ที่บ้านนี่เรามีปัญหากับธรรมชาติ เกษตรกรของไทยขณะนี้ที่ยากจน จนไม่เห็นหน้าเห็นหลัง ว่าเขามีปัญหาตรงนี้ละครับ ภัยธรรมชาติเดิมยังไม่มีปัญหาแบบนี้ ในน้ํามีปลาในนามีข้าว เดี๋ยวนี้ไม่ตกต้องตามฤดูกาลนึกจะตกก็ตก นึกจะแล้งก็แล้ง คุมสถานการณ์ไม่ได้เลย ดังนั้น เกษตรกรเองที่บอกกันว่าอย่างภาคอีสานทํานาปีละ ๓ ครั้ง ถูกต้อง ครั้งที่ ๑ ทําแล้วแล้ง ตายหมด นั่นครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ พอหลังจากแล้งแล้ว พอหายจากแล้ง ฝนมาก็หว่านนี่ทํานา ครั้งที่ ๒ น้ําท่วมเสียหายหมด มาได้กินเอาครั้งที่ ๓ เราไม่ต้องพูดไปถึงว่ารายรับเขาจะเป็น อย่างไร แล้วก็ในเมื่อชนชั้นล่างขณะนี้หมายถึงว่าเกษตรกรเองผู้มีจํานวนมาก อาจจะทําเงิน เข้าประเทศเป็นภาษีไม่ได้มาก แต่เขาเป็นผู้มีอํานาจซื้อมาก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกําลังพยายาม ประชารัฐที่พูดถึงกันอยู่ขณะนี้ สร้างอํานาจซื้อตรงนี้ ซึ่งลําบากมากเพราะว่าผลิตผลก็ไม่ดี แล้วเขาก็จนมายาวนานมากจากปัญหาเรื่องความเสียหายตรงนี้ โดนนาล่มครั้งหนึ่งนี้กินเข้าไป ในตัวตั้งยาวนานลึกซึ้งมากเกาะติดกระดูกมา รัฐเองก็ช่วยเหลือ ผมเองมีส่วนในการพิจารณา เรื่องการช่วยเหลือ เดิมนี่เราช่วยนาเสียหายเป็นค่าชดเชย ๖๖๖ บาท มาสมัยที่มีการท่วม หนัก ๆ นี้เราเปลี่ยนเป็นครั้งแรกว่าถ้ามีน้ําท่วมรุนแรงขึ้นมาไม่ใช่เฉพาะตรงนั้น ขณะนี้ก็ยัง เพิ่มมาเป็น ๑,๑๐๐ กว่าบาท ก็ช่วยมา คิดใหม่เป็น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ก็เท่ากับว่า นาข้าวนี่นะครับเราจะช่วยอยู่ ๒,๒๒๒ บาทต่อไร่ นั่นคือ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าที่เขา ทําไร่ทํานาทั้งปีเขาก็ยังขาดทุนอยู่ เพราะเวลาที่เสียไปโอกาสที่ไม่กลับมาแล้ว ตรงนี้ยังไม่พูดถึง ค่าเช่านา ช่วยแค่นี้ก็ยังไม่พอ ปรากฏว่าขนาดช่วยแบบนั้นแล้วนี่รัฐเองยังต้องเสียเงินอยู่ ขณะนี้ปีหนึ่งเป็นหมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ก็เป็นข้าวนะครับ ดังนั้นวิธีการที่เราพยายาม ทํากันอยู่เริ่มมาแล้วนี่ เราเริ่มจากข้าวไปครั้งหนึ่งแล้วก็เฟล (Fail) นะครับ แล้วก็มาเริ่มด้วย ข้าวโพดบ้าง อะไรบ้าง ที่ไปคํานวณจํานวนน้ําฝนถือว่าปลอดภัยกว่าสําหรับบริษัทประกัน ซึ่งทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ก็ทําเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าข้าวที่เป็นแมส (Mass) ใหญ่ในการประกันยังเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้ารับประกัน ผมเรียนว่าเรื่องนี้ต้องพูดถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหาร ผมก็ไปค้นว่าจะทําอย่างไรดี ผมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปดําเนินการทดลองทําดูว่า เรื่องการประกันเท่านั้นที่จะช่วยได้ เพราะว่าหลักการคือว่าในเมื่อรัฐต้องจ่ายอยู่เป็นหมื่นล้านบาท เราควรจะทําการประกันภัย ไม่ใช่ประกันราคา ประกันภัยทางด้านการเกษตรมาช่วยจะดีกว่า เงินตรงนี้เอามาช่วยเกษตรกรในการจ่ายค่าประกัน เพราะว่าแบบนี้เป็นการแชร์และทําให้ เกษตรกร ๑. ไม่ใช่ได้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องได้ตามจํานวน ถ้าข้าวเพิ่งตั้งท้องก็ได้ราคาหนึ่ง หมายถึงว่าเพิ่งหว่านเพิ่งไถนี่ราคาหนึ่งเพราะค่าไม่เท่ากัน พอเริ่มมีรวงก็ได้ราคา กําลังจะเก็บ เกี่ยวแต่ว่าเสียหายก็อีกราคาหนึ่ง เพราะว่าวัน เวลา คือค่าสูญเสียปุ๋ย ค่าปุ๋ย ค่าเวลาของ เกษตรกรเป็นค่าสูญเสียหมดนะครับ จุดตรงนี้มีการทบทวน แล้วก็ลองเข้าไปทําดู ๒ ปี ที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปทํา ผมก็เพิ่งทราบว่าจริง ๆ แล้ว ในเรื่องนี้มาจากการเสนอตั้งกองทุนในการประกันตรงนี้ ในสมัยท่านบรรหารตอนปี ๒๕๓๙ ผมไปค้นเรื่องเจอ พอเราทําไปสักพักก็มีการเสนอต่อ ครม. เสนอต่อ ครม. ไปว่าจะให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอยู่กับกรมการข้าวด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามา ทําเรื่องการประกันเป็นการช่วยป้องกันการเสียหายของรัฐในการจ่ายเงินช่วยเหลือ เพราะว่า มาจ่ายเป็นค่าประกันดีกว่ามาก พยายามจะทําตรงนี้ ก็ปรากฏว่ากระทรวงการคลัง นี่เป็น ประเด็นนะครับท่านประธาน กระทรวงการคลังขอดึงเรื่องนี้กลับไปทํา โดยการไปอ้างถึง กองทุนที่ว่า ตอนหลังเดินไปไกลแล้วก็ต้องถอยกลับมาอยู่กระทรวงการคลัง ผมบอกว่าเรื่องนี้ มีปัญหา ผมรีมาร์ก (Remark) ไว้นะครับ ดังนั้นตอนหลังก็เลยมีเพราะว่ามันจะเกิดการที่ว่า กระทรวงการคลังเป็นคนทําอยู่แต่เดิม ก็เลยดึงเรื่องนี้กลับไป ก็ยุติไป แต่ก่อนหน้านั้น ผมเรียน ท่านประธานว่าผมเองไปศึกษา มีการศึกษาจากข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ท่านหนึ่ง ท่านวัลลาภ์ตอนนี้ท่านเกษียณไปแล้ว เมื่อวานผมยังโทรคุยกับท่าน ท่านไป ศึกษาไว้ตั้งแต่เริ่มเลย เพราะสนใจเรื่องนี้มาก แล้วเทียบประเทศสหรัฐอเมริกา เทียบประเทศ ต่าง ๆ และมีข้อสรุปท่านทําไว้ ทําถึงขั้นว่าเมื่อไม่นานนี่สัก ๕-๖ ปี ถึงขั้นว่าลงไปศึกษา เกษตรกรว่าเขาพร้อมที่จะทําประกันสักเท่าไร ข้อมูลเหล่านี้อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หมดแล้วขณะนี้ ถ้าท่านจะทําท่านต้องไปเอาเรื่องนี้มา เขาลงไปสํารวจละเอียดมาก แล้วก็ มีประโยชน์มาก ผมดูมาแล้ว ถ้าไม่มีที่ผมนี้มี พอลงไปดูแล้ว คือศึกษาดูว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้น ตอนเราไปทําที่ให้เป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ไปให้กรมส่งเสริมการเกษตรทํา เกษตรกรพร้อมที่จะจ่ายแค่ประมาณ ๔๐-๕๐ บาทต่อไร่เท่านั้น ที่เขาพร้อมที่จะจ่าย เพราะฉะนั้น รัฐจะต้องจ่ายรวมกับเขาไปเท่าไร ตรงนี้ที่เราต้องคิด ลําพังให้เขาจ่ายเองตามลําพังไม่ต้องไปคิด เขาไม่รับด้วย เพราะว่าอย่างสมมุติว่าเราจะให้เขาจ่าย ในที่เสนอ สมมุติ ๑,๑๐๐ กว่าบาท และในขณะนี้รัฐจ่ายเป็นค่าเสียหายให้ ค่าชดเชยให้ ๑,๑๑๑ บาท สมมุติเราจะคิดให้เขาจ่าย ๑,๑๑๓ บาท สมมุตินะครับ แล้วเรื่องอะไรเขาจะไปทําประกัน รอเอาจากรัฐบาลที่ให้เวลา นาเขาล่มไม่ดีกว่าหรือ แล้วอีกอย่างหนึ่งตรงนั้นที่ได้ไปก็ไม่สามารถจะคัฟเวอร์ (Cover) ความเสียหายให้เขาได้ ผมเลยจะชี้ว่าอย่างนี้ครับ เรื่องนี้ผมอยากให้ท่านทําเป็นอย่างมากเลย เพราะมันจะเป็นทางออกที่สําคัญมาก ๆ สําหรับเกษตรกรของเรา เป็นการแชร์รัฐต้องจ่าย จุดสําคัญคือรัฐต้องจ่ายหมื่นล้านบาท ประมาณหมื่นล้านบาทอยู่แล้วเฉย ๆ ถ้าเอามาทําเป็น สมทบกับประกันกับเกษตรกรเป็นเงินในส่วน สมมุติว่าเป็น ๒ ส่วน เกษตรกรจ่าย ๑ ส่วน สัดส่วนน่าจะเป็นแบบนี้ เราสามารถช่วยได้เยอะ แล้วเป็นค่าเฉลี่ยให้เกษตรกรมาร่วมกันจ่าย เขาจะได้กลับไปสามารถจะลืมตาอ้าปากได้ ไม่ใช่ได้ไปส่วนหนึ่งแล้วก็ยังจนอยู่ ยังขาดทุน แต่ขาดทุนน้อยดีกว่าไม่ได้ แบบนี้เกษตรกรชอบทั้งนั้นการประกันเขาบอกว่าดีกว่าไม่ได้เลย นี่ไม่ใช่ ประกันต้องได้กลับไปตามสมควร จุดปัญหาที่ผมอยากจะนําเสนอว่าผมเห็นด้วย เป็นอย่างมาก แต่ว่าอยากจะชี้ปัญหาที่อยากจะให้แก้ไขนะครับ คือว่าปัญหาเรื่อง เกษตรกร เขาพร้อมขนาดไหน เพียงไร ตรงนี้ต้องลงไปศึกษากับเขาอย่างเอาจริงเอาจัง แล้วเขตที่น้ําท่วมบ่อย ๆ กับน้ําไม่ท่วม ทัศนคติเขาไม่เหมือนกันนะครับ สมมุติว่าอย่างใน อีสานมันอาศัยน้ําฝนจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ในภาคกลางตอนนี้น้ําท่วมมากขึ้นเป็นฟลัดเวย์ (Floodway) เขาจะคิดอีกแบบหนึ่ง ตรงนี้ต้องไปขบให้แตกว่าจะเป็นอย่างไร แล้ววงที่จะทํา จะสักกี่อําเภอ เท่าไร ตรงนี้สําคัญ จุดต่อมาก็คือรัฐ ความขัดแย้งระหว่างรัฐ เกษตรกรอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่กับกรมการข้าว อยู่กับกรมส่งเสริมการเกษตร แต่คนที่จะมารัน (Run) เรื่องนี้คือ กระทรวงการคลังใช่ไหมครับ ที่จะทํานี้สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สิ่งที่ดึงมาทําเป็นหลัก ก็คือกรมการประกันภัย ๓ กระทรวง พอ ๓ กระทรวงแล้ว รอยแยกระหว่าง ๓ กระทรวง ตรงนี้เป็นปัญหาเป็นรอยแยกระหว่าง ๓ กระทรวงนี้เป็นหลุมขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น นโยบายนี้สําเร็จหรือไม่ ถ้าเราไม่อินทิเกรต (Integrate) ระหว่าง ๓ ส่วนเข้าด้วยกันแล้วเดิน ไปด้วยกัน แล้วแยกกันทํา แล้วก็ส่วนที่ทัชชิง (Touching) หรือแตะอยู่กับเกษตรกรเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนถือเงินกระทรวงการคลัง คนปฏิบัติเป็นกรมการประกันภัย ไปไม่ได้ ไปไม่รอด ประเด็นที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งในฝ่ายของการประกันภัยหลังจากการไป ศึกษาแล้ว บริษัทประกันภัยเอกชนไม่มีใครกล้าทํา เพราะการประกันขนาดใหญ่แบบนี้ สมมุติว่าน้ําท่วมใหญ่เหมือนคราวนั้นบริษัทล่มเลย ไม่มีใครกล้า พอไม่กล้าแล้วสิ่งที่จะ ป้องกันความเสียหายเขาได้เพื่อให้เขาปลอดภัย บริษัทเขาก็ต้องชาร์จ (Charge) ค่าประกันสูง พอชาร์จ (Charge) ค่าประกันสูง เกษตรกรก็แบกไม่ไหว รัฐก็แบกไม่ไหว เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เอง ที่ทดลองไปแล้วบริษัทประกันจะไม่มีใครกล้ามาทําเรื่องนี้เลย ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศเป็นแบบนี้หมด เพราะว่ากําลังสู้กับสิ่งที่อันโนว์น (Unknown) ก็คือไม่รู้ว่า มันจะเกิดปัญหา แล้วภัยพิบัตินี้โลกร้อนแบบนี้มันมากขึ้น ๆ เสมอ ท่านจะหาบริษัทประกัน ได้แบบไหน ที่เราศึกษาไว้ ที่เคยศึกษาไว้เสนออย่างนี้ครับ น่าจะเป็นทางออกที่ผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ ออกกฎหมายตั้งบรรษัทประกันภัยพืชผล หมายความว่าบรรษัทตัวนี้จะเป็น ตัวรับแรงปะทะแทน แล้วก็บริษัทประกันเอกชนคุณก็ไปรับในพื้นที่ของคุณ คุณมีนายหน้า ไปขายก็เชิญตามสะดวก แต่ตัวบัฟเฟอร์ (Buffer) ตัวนี้ก็คือบรรษัทประกันภัยพืชผลของรัฐ เงินหมื่นล้านที่เราเสียทุกปีใส่เข้าไปตรงนี้ ถ้าปีไหนต้องจ่ายก็จ่าย ถ้าปีไหนไม่ต้องจ่ายก็เก็บไว้ เหลือ ตัวนี้จะเป็นบัฟเฟอร์ (Buffer) หรือกันชนตัวสําคัญ แล้วก็ที่ต้องดีไซน์ (Design) ขึ้นมา รองรับอีกอันหนึ่งก็คือบริษัทประกันภัยต่อแบบต่างประเทศ คือถ้าหากว่าบริษัทเหล่านั้น รับมาก็มาประกันภัยต่อเหมือนกับที่เขาเล่นหวยกัน รับเบอร์นี้มาแล้วก็ไปวางต่ออะไรแบบนี้ ก็คือว่าบริษัทประกันภัยต่อจะเป็นทางออก

สุดท้ายนะครับ ผมค้างรายการทีวี (TV) อยู่นะครับ ก็อยากจะเรียนวันนี้ รีบวิ่งมาเพราะว่าเป็นห่วงเรื่องนี้มาก ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการด้วยความตั้งใจจริง ๆ ว่า ผมเห็นด้วยมาก และทางนี้จะเป็นทางออกสําหรับทุก ๆ คน ต่อรัฐด้วยที่เซฟ (Save) ค่าใช้จ่าย ต่อเกษตรกรด้วย แต่ว่าวิธีการที่เสนอตรงนี้ผมมองว่ายังไม่เวิร์ก (Work) ครับท่าน ต้องขออภัย เพราะว่าผมลงไปคลุกมาก่อนแล้ว หมายถึงในทุ่งนาเอง เพราะว่าได้สั่งให้ดําเนินการเรื่องนี้มา ๒ ปีติดต่อเพื่อจะดูเรื่องนี้แล้วก็เห็นปัญหามาแล้ว ก็เลยอยากจะเรียนท่านว่าให้อินทิเกรต (Integrate) กันระหว่าง ๓ หน่วย ก็คือ ๓ กระทรวง แล้วก็ลองดูว่าถ้าเรายกกฎหมาย กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าบรรษัทประกันภัยพืชผล ผมมองว่าต้องตั้ง แล้วก็อีกอย่างประกันภัยต่อที่ต้องเสริม มันจะได้ผลตามที่เราต้องการ ก็นําเรียนด้วยความเคารพ แล้วก็ขอสนับสนุนครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ และอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อครับ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ หลายท่านคงจะแปลกใจ ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ แต่จะมาอภิปรายเรื่องเกษตรกร ที่จริงก็อยู่ที่กรมเศรษฐกิจเป็นเวลาค่อนข้างนานที่กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องข้องแวะกัน เรื่องเกษตร เคยไปช่วยราชการทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่หลายปีด้วยนะครับ แล้วก็ได้มีโอกาสเจรจาความทั้งที่กรุงโรม เอฟเอโอ (FAO) แล้วก็ ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือว่าแกตต์ (GATT) ก่อนหน้านั้นที่นครเจนีวา ท่านประธานครับ เรื่องประกันพืชผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุดอันหนึ่งของการที่จะ ดูแลภาคเกษตรแล้วก็เกษตรกรของไทยดังที่อารยประเทศทั่วโลกเขากระทํากัน แต่ว่าจะดูแค่ตรงประกันภัยแล้วไม่ดูภารกิจเคียงข้าง เช่น การประกันราคาพืชผล ประกัน รายได้ ประกันการได้มา หรือการเข้าถึงซึ่งเครดิต แล้วก็ปัจจัยการผลิต จะเป็นน้ํา เครื่องมือทางการเกษตร ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง แมลงต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย แล้วก็ในเอกสาร แล้วก็ ในการชี้แจงนําเรื่องนี้ต่อที่ประชุมก็ได้กล่าวถึงหลาย ๆ ประเทศด้วยกัน โดยเฉพาะประเทศ สหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา แล้วก็ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แล้วก็ประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประเทศไต้หวัน ซึ่งทั้งหมดนี้เขามีนโยบาย และมาตรการที่จะดูแลภาคเกษตร เกษตรกรเขาอย่างครบวงจร เพราะฉะนั้นเวลาอ้างถึงว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มประกันภัยจากพืชผลนี้ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๐ โดยประมาณ แต่ต้อง พูดด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาเขาก็ทําอีก ๓-๔ ด้านพร้อม ๆ กันไปด้วย แล้วเมื่อเขาสามารถ ที่จะประกันราคาพืชผล แล้วก็รายได้ให้กับเกษตรกรอเมริกัน การที่เกษตรกรอเมริกันจะมา เสียค่าประกันภัย มันก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกินวิสัย แต่ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ของเราต้องไปกู้ทุกปี จาก ธ.ก.ส. หรือจากอะไรครับ นายทุน หรือว่าร้านชํา มันก็มีภาระมากมายอยู่แล้วที่จะไปซื้อ เมล็ดพันธุ์พืช ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วยังจะต้องมาเสียค่าประกัน มันก็จะ เป็นการเพิ่มภาระอย่างใหญ่หลวงให้กับเกษตรกร ผมจึงขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ว่าต้องมี สถิติแยกแยะประเภทของเกษตรกรของพืชต่าง ๆ เสียก่อนว่ามีขนาดกลาง ใหญ่ ขนาดไหน ที่สามารถที่จะช่วยตนเองได้ แล้วก็คู่ขนานไปก็จะมีพวกกองทุนออมทรัพย์ แล้วก็สหกรณ์ ต่าง ๆ ที่สามารถที่จะประกันร่วมกันได้ ก็ถือว่าอันนี้เป็นหนึ่งประเภทแรกที่สามารถที่จะช่วย ตนเอง แล้วสามารถที่จะจ่ายค่าประกันได้ แต่คราวนี้มีอีก ๓ ประเภทที่จะต้องมีสถิติให้แน่ชัด คือเกษตรกรรายย่อยที่มีที่นา ๓ ไร่ ๕ ไร่ อย่างเก่งไม่เกิน ๑๐ ไร่ ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วก็มี เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินเขาทํากิน แล้วก็ประเภทที่ ๓ ก็คือเกษตรกรแรงงาน หรือว่ารับจ้าง เมื่อเกิดภัยพิบัติ ทั้ง ๓ ประเภทนี้ไม่มีใครช่วยเหลือ เพราะว่าการประกันภัยก็จะไปที่ คนที่ประกันตัวเองได้ แต่ ๓ ประเภทหลัง โดยเฉพาะที่เช่าที่ดิน แล้วก็ที่เป็นแรงงานเกษตรกร ไม่มีผู้ดูแลครับ ไม่มีเจ้ามือ ก็อยากจะฝากตรงนี้เป็นประเด็นที่จะต้องคิด แล้วก็สามารถที่จะมี มาตรการรองรับไปด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับผู้อภิปรายคนก่อน ท่านนิกร ว่าจะปล่อยให้เรื่องประกันเป็นการโยงใยระหว่างเกษตรกรกับบริษัทเอกชนทางด้านประกันภัย โดยตรง คงจะเป็นการยากลําบาก แล้วน่าจะศึกษาวิธีการของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไต้หวัน ไปที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปที่ในยุโรป ไปที่อเมริกา ว่าตรงกลางนั้นเขามีองค์กรกลางอย่างไรที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับบริษัทเอกชน ทางด้านประกันภัย ท่านนิกรเพื่อนสมาชิกได้เสนอเรื่องบรรษัทประกันภัยแห่งรัฐ ผมคิดว่า อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะกระทําได้ ในขณะเดียวกันเราก็มีธนาคารรัฐ ธ.ก.ส. ก็ดี ธนาคารออมสินก็ดี เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ก็จะขอให้ธนาคารเหล่านี้กันเงินส่วนหนึ่งมาเป็นกองกลางได้ไหมครับ เพราะว่า ในขณะเดียวกันเราก็มีบรรษัท เรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ช่วยการันตี (Guarantee) ประกันความเสี่ยงของโรงงาน หรือว่ากิจการเอสเอ็มอี (SMEs) ฉันใดฉันนั้นก็น่าที่จะ กระทําได้กับทางภาคเกษตรโดยรัฐเข้ามาอยู่ตรงกองกลาง แล้วก็ดังที่ท่านนิกรหรือว่าในเอกสารก็ได้บอกไว้แล้วว่าในปี ๆ หนึ่ง ก็มีการจัดงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในภัยพิบัติประมาณหมื่นล้านบาท ก็เอาเงินจํานวนนี้มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็เกษตรกรที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ผมก็อยากจะเสนอให้รัฐเป็นคนจ่ายค่าประกันไปให้เลย จะเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อย ข้าว มันสําปะหลังอะไรก็แล้วแต่ ระหว่าง ๕๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาท จะ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ออกไปให้ก่อนล่วงหน้า เมื่อเกิดภัยพิบัติก็ได้เงินประกันคืนมาก็หัก ไปคืนรัฐบาล ที่เหลือก็เป็นของเกษตรกร มันจะได้มีจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นการโยนภาระ แล้วก็ เพิ่มภาระให้แก่เกษตรกรรายย่อย เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดิน แล้วก็พวกแรงงานเกษตรกร อันนี้ก็จะเป็นเรื่องการให้ขวัญและกําลังใจให้กับเกษตรกรโดยทั่วไป แล้วก็เป็นการสร้าง ความมั่นคง มั่นใจให้กับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทําเรื่องนี้คู่ขนาน ไปกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย ดังที่ผมได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น คือเรื่องของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมทั้ง เครดิตที่จะพึงมีด้วย มันจะต้องมีองค์กรกลางทําให้ คือจะมอบให้ไปที่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ก็ไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราก็ไปดูงานกันเยอะแยะ เอาที่ไปดู กันมาก ก็ที่ประเทศนิวซีแลนด์ใกล้หน่อย หรือแม้กระทั่งที่ประเทศญี่ปุ่นหรือที่ประเทศไต้หวัน ว่าไม่เป็นเรื่องอะไรแล้วเขาไม่พยายามจะไม่ให้งานสําคัญ ๆ นั้นกระจัดกระจายไปหลายกระทรวง ทบวง กรม ก็นี่เป็นเรื่องภาคเกษตรก็ให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ณ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไหม เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) จุดเดียว แล้วก็ขอยืมบุคลากรจาก หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความชํานาญทางด้านการเงินหรือการประกันภัยมาอยู่ที่นี่ในระยะแรก ของการเริ่มต้น ในการที่จะดูแลเกษตรกรของไทยอย่างจริง ๆ จัง ๆ ครับ ขอขอบคุณมาก ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีอีกท่านหนึ่งนะครับ ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ที่จะขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ โดยเฉพาะท่านอาจารย์สมชัย ท่านอาจารย์ธวัชชัย ที่ได้นําเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมืองอย่างมาก ข้อเสนอนั้น เป็นการเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจการเงิน การคลัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ําใน ๕ มาตรการ ด้วยกันนะครับ แท้จริงแล้ว ๕ มาตรการที่ว่าก็คือ การปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นธรรม อันนี้เป็นหัวใจที่สําคัญยิ่งเลยครับ การจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน การจัดตั้งธนาคารที่ดิน การปฏิรูประบบประกันภัยการเกษตรที่รออภิปรายอยู่ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือการปฏิรูป สหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นเรื่องที่จะเข้ามาต่อไป ท่านประธานครับ ในสมัยที่ประมาณ ๒๐-๓๐ ปี ที่ผ่านมานี้ ผมก็ไปดูศึกษางานในชุมชนต่าง ๆ ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยเหตุที่ว่ามีการรวมตัวของประชาชนในหมู่บ้าน ในชุมชน ในการรวมตัวกันจัดตั้งกองทุน ออมทรัพย์บ้าง กองทุนสัจจะบ้าง แต่ว่าผมมีคําถามอยู่ตลอดเวลาว่าแล้วต่อไปคืออะไร เพราะว่าเราไม่มีความรู้มากพอที่จะให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน คําตอบ ก็คือว่าเงินต่าง ๆ ในหมู่บ้านในชุมชนนั้นก็ไปฝากธนาคารพาณิชย์ ก็จะถูกเข้าไปในระบบเดิม แต่ว่าในที่สุดข้อเสนอของกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้เสนอให้มีการปฏิรูป โดยจัดตั้งสถาบันการเงิน ชุมชนออกมารองรับ แล้วมี ธ.ก.ส. มีธนาคารออมสิน ทําให้เห็นภาพได้ว่าชุมชนต่าง ๆ ที่ขณะนี้มีกองทุนทั่วประเทศ ใน ๑๐ กว่าปีข้างหน้าเงินเหล่านี้จะหมุนเวียนสําหรับผู้คน ในฐานล่าง แล้วจะทําให้ประเทศมีความมั่นคงและเข้มแข็งขึ้น กระทบถึงผู้คนประมาณ ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ คน ถึง ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนั้นเป็นประเด็นที่เรื่องของสถาบันการเงิน ชุมชน แต่ว่ามันจะมีความเชื่อมต่อกับสิ่งเหล่านี้นะครับ เช่นเดียวกับเรื่องของเกษตร พันธสัญญาหรือสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ในชุมชนบางแห่งที่ไปพบนี้ จะมี ความเข้มแข็งได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะต้องผูกติดกับสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นแล้ว มันไปไม่ได้ครับ ข้อเสนอถ้าการปฏิรูป ระบบเกษตรพันธสัญญาที่ไม่เป็นธรรมออกมาที่เป็นธรรมมากขึ้นและที่เป็นธรรมกับเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ทั่วประเทศ การที่ให้ระบบชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เช่นเดียวกับเรื่องของหลายชุมชนที่ไปดูนะครับ ชาวนาชาวไร่เกษตรกรสูญเสียที่ดินไปอย่าง ไม่ควรที่จะสูญเสีย แต่ว่าข้อเสนอกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอเรื่องธนาคารที่ดินออกมารองรับ อันนี้เป็นหลักประกันที่ทําให้มั่นใจว่าต่อไปที่ดินจะไม่หลุดมือไปจากชุมชนได้อย่างง่าย เหมือนเดิมนะครับ และในที่สุดมาวันนี้นะครับพูดเรื่องของหลักประกันพืชผลซึ่งเป็นเรื่องที่ สําคัญมากนะครับ ผมนั่งฟังตลอดตั้งแต่หลักการและรายละเอียดและเห็นว่าเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์อย่างยิ่ง ประเด็นอย่างเดียวนะครับที่เราจะสงสัยอยู่ก็คือว่าในเมื่อรัฐบาลกลาง จะต้องจ่ายเงินอุดหนุนไปปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านนิกร จํานง ท่านอภิปรายถึงเงินจํานวนนี้นะครับ ทีนี้ก็มีข้อเสนอว่าเป็นเงินอุดหนุนในการทําประกัน ในหลักประกัน เพราะว่าในต่างประเทศที่เคยไปดูงานแล้วพูดคุยกับเกษตรกรชาวนาชาวไร่ ผมดูแล้วเกษตรกรชาวนาชาวไร่ของผู้คนในประเทศที่พัฒนา เขามีคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือ มีคุณสมบัติของความเป็นพลเมือง ความเป็นพลเมืองที่มีศักดิ์ศรี ความเป็นพลเมืองที่ไม่ต้อง พึ่งพาในระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย การจัดความสัมพันธ์ในแนวราบของ ผู้คนที่สามารถยืนบนแผ่นดินของตัวเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนนี่เป็นหัวใจของฐานราก ประชาธิปไตยที่เราถวิลหานะครับ เพราะฉะนั้นในรัฐบาลประเทศที่พัฒนาแล้ว การอุดหนุน เงินค่าเบี้ยประกันทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งหมดอาจจะบางกรณีในบางส่วนโดยคนทั่วไปที่ใช้ หลักของคนจํานวนมากที่ทําให้ระบบประกันอยู่ได้ สนับสนุนการบริหารจัดการที่ทําให้เกิด ความเสี่ยงลดลง แต่ที่สําคัญคือสนับสนุนการทําวิจัยพัฒนา พัฒนาและวิจัย สิ่งนี้ละครับที่จะ เป็นคําตอบที่ให้มีความมั่นใจว่าเรื่องนี้สามารถที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ โดยที่เราอาจจะ ยังไม่ได้มีคําตอบในรายละเอียดในวันนี้นะครับ ถ้าจะมีคําถามลงในรายละเอียดในวันนี้ผมก็มี คําถามอยู่เหมือนกันนะครับ ผมอาจจะมีคําถามว่าเมื่อรัฐบาลกลางมีบทบาทในการอุดหนุน ดังที่กล่าวมาแล้วเช่นเดียวกับในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย รัฐบาลท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล อบจ. อะไรต่าง ๆ จะมีบทบาทในส่วนนี้อย่างไร เพราะว่าเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ หรือหลายต่อหลายครั้งในขณะที่เรายังไม่มีระบบประกันที่ชัดเจน รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่ง ที่มีประสิทธิภาพก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาได้ ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ บางแห่ง ก็สามารถที่จะเยียวยาได้ทันท่วงทีเพราะว่าระบบของรัฐบาลกลางปัจจุบัน เมื่อสักครู่ได้มีการ นําเสนอว่ากว่าเงินจะถึง กว่าอะไรต่าง ๆ ด้วยระบบของราชการ ความเสียหาย ความเสี่ยงภัย ก็เกิดขึ้นและยากแก่การเยียวยาแล้วนะครับ ส่วนในเรื่องการบริหารจัดการเมื่อมีภาคธุรกิจ เข้ามาดําเนินการและรัฐบาลมีหลักประกันที่อุดหนุนและมีเกษตรกรชาวนาชาวไร่จํานวน ที่มากพอเข้ามาร่วม ผมคิดว่าระบบนี้จะเป็นกลไกอันหนึ่งและมาตรการอันหนึ่งที่สําคัญ ในการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมและทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งต่อไปครับ ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านด้วยนะครับที่เสนอเรื่องที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ กับประเทศชาติบ้านเมืองโดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในฐานล่างของประเทศ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จะมีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มีผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านสมาชิกหลายท่านที่ให้ความเมตตาต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็น ประโยชน์หลายอย่างนะครับ ผมคิดว่าข้อคิดเห็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายมานั้นเป็นข้อคิดเห็น ที่มีค่ามาก แล้วก็จะรับข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปพัฒนาปรับปรุงข้อเสนอให้ดีขึ้นให้ได้มาตรฐาน ขึ้นนะครับ

ข้อเสนอของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เกี่ยวกับเรื่องบรรษัทหรือกองทุนประกันภัย ภาคเกษตรของรัฐ ที่จะร่วมเป็นพูล (Pool) ใหญ่ที่จัดการปัญหานี้ทํานองเดียวกันกับบรรษัท ประกันภัย อุบัติเหตุบนท้องถนน ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในแนวคิดของเรา แต่ว่าต้อง เรียนตามตรงว่าความคิดของเราที่คิดนั้นยังไม่กระจ่างชัดเท่าที่ท่านชี้ให้ เพราะฉะนั้นขอรับไป พัฒนานะครับ

ของท่านนิกร จํานง ท่านได้พูดหลายเรื่องซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญหาเรื่องนี้ แล้วถึงความยากลําบากในการทําให้เรื่องนี้สําเร็จ ความจริงความยากลําบากเหล่านี้ เราก็ เห็นด้วยแล้วก็ได้ใช้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูปนี้ขึ้นมานะครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความพร้อมของภาคเกษตรที่ไม่มีความพร้อม หรือว่าการที่บริษัทประกันภัยไม่กล้า ที่จะรับทําการประกันภัยในพืชผลภาคเกษตรนะครับ สิ่งเหล่านี้เราได้มองเห็นแล้ว แต่ว่า ต้องเรียนตามตรงว่าคนอย่างผม อย่างอาจารย์ธวัชชัย ไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ชัดเจน ละเอียดลออ แล้วก็ลึกซึ้งเท่ากับท่านผู้อภิปรายทั้ง ๔ ท่านที่พูดมาแล้วนะครับ เพราะท่าน เหล่านั้นผมคิดว่าท่านเป็นนักการเมือง เป็นผู้ที่คร่ําหวอดในเวทีแล้วก็รู้เรื่องเหล่านี้ดีมาก ผมขอคารวะและขอรับบทเรียนครับ

สําหรับเรื่องกระทรวงที่ท่านนิกรห่วงใยอยู่ว่ามันมีถึง ๓ กระทรวง เวลานี้ ปัญหาดีขึ้นนิดหนึ่งจะได้ลดเหลือ ๒ กระทรวงแล้วนะครับ คือกรมการประกันภัยได้ย้ายมาอยู่ กระทรวงการคลังแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องทําการประสานงานกันอย่างดี เพื่อจะได้แก้ปัญหาของ เกษตรกรไทยนะครับ

สําหรับท่านกษิต ผมคิดว่าท่านให้ความเห็นที่ดีมาก ท่านไม่ใช่ห่วงใยเฉพาะ การให้หลักประกันว่าภาคเกษตรต้องมีการประกันภัย แต่ท่านยังห่วงถึงว่าคนที่ไม่สามารถ ใช้ประโยชน์จากการประกันภัย แล้วก็เป็นเกษตรกรที่ยากจน รัฐจะช่วยอย่างไร แล้วท่านได้ ให้ข้อเสนอแนะที่ดีอีกข้อหนึ่งก็คือว่า สําหรับคนที่อยู่ในภาคเกษตร แล้วก็ประกอบกิจการ ทางการเกษตร แต่ว่าไม่อยู่ในฐานะที่จ่ายค่าประกันได้เลยนะครับ ท่านเสนอว่ารัฐบาลควรจะ ออกให้ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แล้วผมคิดว่าเคส (Case) นี้จะมีจริง ๆ นะครับ ถ้าเราจัดการเรื่องนี้ได้ดีแทนที่รัฐจะไปช่วย ช่วยหลังจากที่มีภัยแล้ว แล้วไปให้การบรรเทา ทุกข์กับการให้เขาพัฒนาความรู้ความเข้าใจกลไกของการประกันภัยในการจ่ายเป็นค่าเบี้ย ประกันให้เขา ผมคิดว่าอันนี้จะทําให้ระบบมันเดินได้เองดีกว่าครับ

ต้องขอบคุณท่านนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ ที่ท่านได้กรุณาให้การ สนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลังมาตลอด สิ่งที่ท่านห่วงใย คือบทบาทของ อปท. ผมคิดว่าเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ในขณะที่ทําข้อเสนออันนี้ เรื่องประกันภัย พืชผล อย่างไรก็ตามเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นผมก็ทํางานเรื่องนี้มาพอสมควร แล้วโดย เป็นคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ก็ได้เห็นว่า อปท. น่าจะมีบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อ สังคมได้เยอะ ถ้าหากว่าเราจัดระบบให้ถูกต้อง ปัญหาที่ อปท. พบขณะนี้จริง ๆ แล้ว อปท. อยากจะทําการช่วยเหลือประชาชน ทําในสิ่งที่ควรจะทํา แต่ว่าติดด้วยกฎระเบียบหรือ ระบบงานของเรา ก็คือว่าระบบของเรา เรายังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่มี หน้าที่รับผิดชอบเชิงพื้นที่กับหน่วยงานเชิงภารกิจ เชิงฟังก์ชัน (Function) เราถนัดและ คุ้นเคยกับการสร้างหน่วยงานเชิงฟังก์ชัน (Function) เราจึงเขียนอํานาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง โดยใช้โพซิทิฟ ลิสต์ (Positive List) คือรายการทําได้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ที่ไม่ได้เขียนไว้ทําไม่ได้หมด เพราะฉะนั้น กระทรวงศึกษาจะมีหน้าที่จัดการศึกษา หน้าที่ออกหลักสูตร หน้าที่อะไร ก็เขียนลิสต์ (List) ไว้หมดนะครับ กระทรวงพลังงานก็จะมีหน้าที่ที่ชัดเจน ทีนี้ถึง อปท. มีหน้าที่อะไรเขาจะ พยายามเขียนหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ไปถึง ๓๘ ข้อ ๑๒๒ ข้ออะไรก็ตาม แต่พอจะทําข้อที่ ๑๒๓ นี้ มันไม่ได้เขียนไว้ ข้อที่ ๑๒๓ นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาซึ่งคนนึกไม่ถึงว่าต้องทํา แต่มันเป็น เรื่องเกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบของประชาชน เช่น มี อบต. มาบอกว่าเขาถูกตรวจสอบโดย สตง. ว่าเขาซื้อของมาแจกเด็กในวันเด็กซื้ออาหารมาให้เด็กกินนะครับ เราไปตรวจสอบดูแล้ว หน้าที่ อบต. ไม่มีหน้าที่ซื้ออาหารให้เด็กกิน มันไม่มีจริง ๆ แล้วเวลาที่เราเขียนไว้ในโพซิทิฟลิสต์ (Positive List) เรานึกไม่ถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการเขียนอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานเชิงพื้นที่ ผมว่าต้องเขียนว่ามีอํานาจทําอะไรก็ได้ที่เป็นเรื่อง เกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบของประชาชนในท้องถิ่นหรือการพัฒนาท้องถิ่น ยกเว้นข้อต่อไปนี้ จะยกเว้นไป ๓๘ ข้อ ๑๒๒ ข้อก็ได้ เป็นเนกะทิฟลิสต์ (Negative List) ไม่ใช่โพซิทิฟลิสต์ (Positive List) ถ้าเขียนอย่างนี้ อบต. ก็จะทําเลี้ยงอาหารเด็กในวันเด็กได้ หรือจะช่วยชาวนา เวลามีทุพภิกขภัยก็ได้โดยไม่ต้องเขียนไว้ เพราะทั้ง ๒ อย่างนี้ผมเชื่อว่าในสามัญชนยอมรับได้ ว่าเป็นงานที่พึงทํา ขอบคุณครับ ไม่ทราบท่านธวัชชัยจะมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านธวัชชัยครับ

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณ ครับท่านประธาน ผมขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํา ต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากนะครับ ผมขอตอบคําถามง่าย ๆ ก่อนนะครับ

ขอขอบพระคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ที่ได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องหลายข้อ ด้วยกันนะครับ ซึ่งกระผมกับคณะก็จะรับไปปรับปรุงตามที่ท่านได้กรุณาให้คําแนะนําไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่ายังมีจุดอ่อน อยู่มากซึ่งจะต้องนําภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรเข้ามาร่วมอยู่ด้วย แล้วก็เรื่องที่ ท่านถามผมเรื่องสัดส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกัน ผมขอเรียนสารภาพว่า เขียนผิดไปครับ ที่ท่านคอมเมนต์ (Comment) ถูกแล้วก็คือลดลงมากครับ แต่ก็ยังนับว่าสูงอยู่ ผมไม่ทราบว่าเขียนออกมาได้อย่างไรผิดพลาดได้ เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนะครับ

ผมขอเรียนภาพกว้าง ๆ ที่เสนอไว้อย่างนี้นะครับ ก็คือว่าขั้นตอนที่เราเสนอไว้ ก็คือว่าเราจะเริ่มต้นโดยการปรับปรุงระบบที่มีอยู่ให้มั่นคงเสียก่อน ขณะนี้ที่ทําอยู่แล้วก็คิดว่า ที่จะปรับปรุงได้ง่าย ก็คือการประกันเฉพาะข้าวนาปีนะครับ ซึ่งขณะนี้ก็มีเกษตรกรเข้าร่วม เพียง ๑.๕ ล้านไร่ แล้วก็คิดว่าภายใน ๓ ปีแรกจะต้องเพิ่มขึ้นให้เป็น ๓๐ ล้านไร่ให้ได้ แต่ตัวเลขนี้เมื่อหารือกันแล้วก็เลยเชิญบริษัทประกันต่าง ๆ มาหารือว่าถ้าเป็น ๓๐ ล้านไร่ เบี้ยประกันจะเป็นสักเท่าไรนะครับ ขณะนี้ก็ยังอยู่ในช่วงการต่อรอง แต่ว่าในขณะนี้ค่าเบี้ย ประกันถ้าที่เขาเสนอมาก็เหลือประมาณ ๑๒๐ บาท ซึ่งผมคิดว่าก็ยังเป็นเรื่องที่เรายังจะ สามารถจะต่อรองกันได้นะครับ แต่ในที่สุดแล้วถ้าจะให้เกษตรกรเข้าร่วม การอุดหนุนของ ภาครัฐก็ยังจําเป็นอยู่ เท่าที่สอบถามจากเกษตรกรคือว่าคงจะยินดีรับแค่ประมาณไร่ละ ๕๐ บาท เพราะฉะนั้นรัฐกับส่วนหนึ่งก็คือ ธ.ก.ส. ด้วยนะครับ ถ้าเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ธ.ก.ส. ก็จะสามารถได้รับเงินอุดหนุนจาก ธ.ก.ส. อีกไร่ละ ๑๐ บาท เพราะฉะนั้นก็มี ความเป็นไปได้สูงนะครับ ถ้าขยายพื้นที่ประกันข้าวนาปีไปถึง ๓๐ ล้านไร่ เงินอุดหนุนของรัฐบาลทั้งหมดก็ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก อันนี้ก็จะใช้เวลาต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องกฎหมายที่จะต้องออก ที่ท่านกรุณาให้คําแนะนํามา ก็จะต้องทําให้เสร็จภายใน ๓ ปีนะครับ ทีนี้เมื่อครั้งที่ ๒ คือ จาก ๓ ถึง ๕ ปี เราก็จะขยาย ข้าวนาปีไปทั่วประเทศ ถึงตอนนั้นผมคิดว่าความพร้อมต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้น ความพร้อม ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คืออย่างนี้ครับ ก็คือว่าระบบประกันถ้าจะทําให้ได้แล้วก็เกิดความ ยุติธรรมกับทุกฝ่าย สถิติจะต้องมีแม่นยํามาก ขณะนี้สถิติของเรายังน้อยเกินยังไม่พอนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าใช้เวลาประมาณ ๓ ปี ผมคิดว่าสถิติเรื่องแอเรียยีลด์ (Area yield) หรือ ผลผลิตต่อไร่ก็ดีนะครับ เรื่องสภาพภูมิอากาศก็ดีนะครับ ก็เพียงพอที่จะใช้ในการคํานวณ ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิด แล้วก็จะได้สามารถเป็นพื้นฐานในการคํานวณว่า เบี้ยประกันจะเป็นเท่าไร ค่าชดเชย ค่าสินไหมทดแทนควรจะเป็นเท่าไร ในที่สุดแล้วก็จะต้อง ขยายให้สามารถครอบคลุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรให้ได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ขั้นระยะยาว ๑๐ ปี ก็คือว่าจะขยายไปถึงพืชทุกประเภทเลย ซึ่งในขณะนี้ก็แปลว่าเราจะต้องพยายามเก็บข้อมูลแอเรียยีลด์ (Area yield) ของพืชต่าง ๆ ทยอยไปทีละพืช ๒ พืช เช่น อ้อย ข้าวโพด อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องเก็บไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายใน ๑๐ ปี เราจะสามารถทําให้ระบบประกันสามารถครอบคลุม ได้ถึงพืชทุกประเภทแล้วก็ทั่วประเทศ แล้วก็จะสามารถทําให้เบี้ยประกันแล้วก็ค่าชดเชย เป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ทั้ง ๒ ฝ่าย

ส่วนเนชันนัลพูล (National Pool) ผมคิดว่าในขั้นแรกผมยังไม่อยากจะให้รัฐ เข้ามาเป็นผู้ดูแลเพราะว่าผมเกรงว่าประสบการณ์ของรัฐยังไม่พอ แต่ขั้นแรกก็คือว่าจะทําให้ ระบบการประกันช่วงหรือประกันภัยต่อ แทนที่จะส่งไปให้บริษัทต่างประเทศเป็นผู้ประกันต่อ รัฐรับเสียเอง เพราะฉะนั้นเบี้ยประกันที่รับมา มาอยู่ที่รัฐ ถ้าหากว่าปีไหนไม่มีความเสียหายมาก รัฐบาลไม่ต้องจ่าย เงินก้อนนี้ก็ยังอยู่ แล้วถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นมากมายก่ายกอง เงินก้อนนี้ก็จะมาชดเชย แทนที่จะไปให้บริษัทต่างประเทศ ปีหนึ่ง ๆ เราก็จ่ายเบี้ยประกันภัย ต่อให้ต่างประเทศสูงมากนะครับ อันนี้เราก็คิดว่าจะพยายามดึงกลับมาทําเองภายในประเทศ โดยรัฐบาลทํานะครับ

ผมขอขอบคุณ คุณหมอชูชัยนะครับที่ได้ให้คําแนะนําอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งจะ มีประโยชน์มาก เรื่องของเกษตรพันธสัญญา อยากจะเรียนว่าขณะนี้อยู่ในขั้นของการร่าง กฎหมายแล้วนะครับ ซึ่งผมก็เผอิญได้เป็นกรรมการอยู่ด้วย ผมก่อนที่จะเข้ามาทําเรื่องนี้ ผมกับดอกเตอร์กอบศักดิ์ซึ่งทําเรื่องนี้อยู่ก็ไปดูปัญหาในพื้นที่ก็ได้เก็บข้อมูลมาเป็นจํานวนมาก แล้วก็หวังว่าร่างกฎหมายที่ออกมาจะสามารถทําให้เกษตรกรรอดพ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยบริษัทเกษตรให้ได้นะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าความผิดของส่วนหนึ่งก็เกิดจาก ตัวเกษตรกรเองด้วยที่ไม่เข้าใจว่าทุกวันนี้การทําเกษตร อย่าไปพูดถึงเอาใจบริษัทที่เข้ามาทํา เกษตรพันธสัญญาเลย ผมคิดว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคมีความถี่ถ้วนมาก เพราะฉะนั้นถ้าเกษตรกร ไม่เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรก็จะหาตลาดยากนะครับ ผู้บริโภคทุกวันนี้ ก็สนใจมากนะครับว่าพืชตัวไหน ผลไม้ตัวไหน ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อประเด็น เหล่านี้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังมองข้ามความสําคัญไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าจะต้องทํา พร้อมกับเรื่องของเกษตรพันธสัญญาที่จะต้องให้ความรู้แก่เกษตรกรด้วยนะครับ

ที่ท่านกษิตพูดถึงเรื่องการประกันราคา ประกันรายได้ คณะของเราก็คิดอยู่ แต่ว่าขณะนี้ยังไม่กล้าเสนอเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ รายได้ ขนาดไหนถึงจะเพียงพอ ประกันราคามันก็มีหลายวิธีซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ จะต้องเข้าใจระบบการเมืองดีกว่านี้ ถ้าพวกเรามีโอกาสทําคงจะได้คําแนะนําจากท่านที่มี ความเชี่ยวชาญมีความรู้ทางการเมืองเข้ามาแนะนําด้วย เพราะอันนั้นจะนอกเหนือจากเรื่อง ของสถิติธรรมดาเลยนะครับ มันจะต้องมีเทคนิคด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามข้อแนะนําของ ท่านเหล่านี้ผมกับท่านประธานดอกเตอร์สมชัยก็จะรับไปแล้วก็พยายามจะปรับปรุงให้โดยเร็ว ที่สุด โดยเฉพาะการร่างกฎหมายก็จะเป็นเรื่องที่คงจะต้องรีบทํานะครับ ผมขอขอบพระคุณ ทุกท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร เรียบร้อยแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ใช้เวลาสักครู่สมาชิกกําลังทยอยเดินเข้ามานะครับ ข้างหลังเรียบร้อยไหมครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าเรียบร้อยแล้วก็ขอเชิญเจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๔ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป การประกันภัยการเกษตรหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไป

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิลงคะแนนแล้วผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลการลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปการประกันภัยการเกษตรแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ

ก่อนจะพิจารณารายงานฉบับต่อไป ขอแจ้งให้ทราบว่า เนื่องจากเรามีรายงาน ๓ วาระด้วยกัน จึงได้จัดอาหารเย็นไว้นะครับ เมื่อพิจารณาในรายงานสุดท้ายเสร็จแล้ว ก็ขอเชิญรับประทานอาหารด้วยนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๓

๓.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ความจริงเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีกษิตได้เสนอความเห็นนะครับว่าในเรื่องอนุรักษ์ พลังงานเป็นเรื่องสําคัญมาก ก็หวังว่าท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมในการอภิปรายในครั้งนี้ด้วย

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มี หนังสือขออนุญาตให้นายอํานวย ทองสถิตย์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบ ประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งได้ขออนุญาตในการที่จะ แจกเอกสารตลอดจนการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ข้อ ๕๘ จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ

(นายอํานวย ทองสถิตย์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

เมื่อประธานคณะกรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญแถลงรายงานต่อที่ประชุมครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สปท. ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขออนุญาตนําเสนอ รายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ

ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้พิจารณาและเห็นชอบแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เมื่อวันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งประกอบไปด้วย ประเด็นสําคัญเร่งด่วน จํานวน ๔ เรื่อง คือ

๑. บทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง

๒. การพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงาน

๓. การส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชน

๔. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยข้อบัญญัติพลังงานสําหรับอาคาร หรือบิลดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) และการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงานเอสโก (ESCO) นั้น

คณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานต่อสภาแห่งนี้ไป ๒ เรื่องแล้วนะครับ คือ ๑. เรื่องบทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และ ๒. คือเรื่องของ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยข้อบัญญัติพลังงานสําหรับอาคารหรือบิลดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) สําหรับวันนี้ก็จะเสนอรายงานในเรื่องของการส่งเสริมการ อนุรักษ์พลังงานเพื่อประสิทธิภาพในการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ โดยใช้มาตรการ บริษัทจัดการพลังงานหรือเอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Service Company)

ท่านประธานครับ โดยที่การจะส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของหน่วยงาน ภาครัฐให้สัมฤทธิผลได้ดีนั้น ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีและเครื่องจักรอุปกรณ์ ที่ทันสมัย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐก็จําเป็นจะต้องมีการลงทุนโดยใช้งบประมาณประจําปี ในแต่ละปีเป็นจํานวนมาก หากมีวิธีการปฏิรูปโดยให้บริษัทเอกชนมาศึกษาและลงทุนเปลี่ยน เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เพื่อให้เกิดการประหยัดไปก่อน แล้วหน่วยงานภาครัฐจึงจ่ายคืนเงินที่ได้จากการประหยัด โดยมีวิธีการที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก็จะเป็นการประหยัดงบประมาณของประเทศได้จํานวนมาก และในปัจจุบัน ก็ได้มีการดําเนินการโดยใช้บริษัทจัดการพลังงาน หรือเอสโก (ESCO) นี้ ในภาคเอกชน ตามตัวอย่างที่ได้ยกมาในรายงานนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาอุปสรรคของการดําเนินงาน ในเรื่องนี้ในส่วนของภาครัฐ ก็คือระเบียบว่าด้วยการใช้จ่ายงบประมาณ และระเบียบว่าด้วย การจัดซื้อจัดจ้างหรือระเบียบพัสดุ บัดนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ได้จัดทํารายงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Service Company) หรือเอสโก (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐเสร็จแล้ว จึงขอนําเสนอรายงานดังกล่าวตามสําเนาเอกสารที่ได้ เวียนอยู่บนโต๊ะของท่านสมาชิก พร้อมทั้งภาพฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ตัวย่อ ที่สรุปรายงาน ซึ่งได้แจกในที่ประชุมแล้ว เพื่อขอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้กรุณาพิจารณาและให้ความเห็นชอบเพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดําเนินการต่อไป ซึ่งการปฏิรูปในเรื่องนี้ไม่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายใหม่ ไม่ได้มีการจัดตั้ง หน่วยงานใหม่ แต่เป็นการบูรณาการเพื่อปรับปรุงระเบียบให้เอื้อต่อการที่ภาครัฐไม่ต้องลงทุน และเอกชนมาลงทุนให้ ในลําดับต่อไป กระผมขออนุญาตเรียนเชิญให้ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งที่ปรึกษา คณะกรรมาธิการได้เข้าร่วมชี้แจงในรายละเอียดต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ในฐานะเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการ ท่านคุรุจิต ให้นําเสนอรายละเอียดในหัวข้อการปฏิรูป เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน หรือชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า อีเอสซีโอ (ESCO) อ่านว่า เอสโก (ESCO) ครับ หัวข้อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานในครั้งนี้ กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นเรื่องของการหาแนวทางในการที่จะทําให้เกิดการประหยัดพลังงาน นั่นเอง แล้วก็กลุ่มเป้าหมายของอาคารที่จะประหยัดพลังงานในครั้งนี้ก็คือหน่วยงานราชการ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นําเสนอประกอบการบรรยายด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขออนุญาตไปรูปนี้เลยนะครับ เป้าหมายการประหยัดหรือว่าอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงานซึ่งได้นําเสนอภายใต้ แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี (PDP) และได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไปแล้วในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้านั้นได้กําหนดไว้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ จะเป็นภาคที่อยู่อาศัย อาคารธุรกิจทั่วไป หรือแม้แต่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ละเซกเตอร์ (Sector) แต่ละภาคนั้น จะต้องมีความรับผิดชอบในการที่จะต้องลดการใช้พลังงานลง ซึ่งในที่นี้ก็คือพลังงานไฟฟ้า นั่นเอง เพราะเกี่ยวข้องกับอาคารโดยตรงเป็นส่วนใหญ่

ในส่วนของการที่จะประหยัดการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐนั้นถือว่า เป็นตัวเลขที่ท้าทายมากครับ ใน ๒๐ ปีข้างหน้าจะต้องลดการใช้พลังงานให้ได้ถึงประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านหน่วย ประมาณสูงมาก ๗,๐๐๐ ล้านหน่วย ถ้าเทียบกับเป้าหมายของ ทั้งประเทศคือ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยใน ๒๐ ปีข้างหน้า หากเรานําเอาตัวเลขที่จะลดการใช้ ไฟฟ้าภาครัฐ ภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมมารวมกันแล้วทั้งหมดก็คือจะได้ ตัวเลขประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย นั่นคือเป้าหมายของรัฐบาลครับ การที่จะลดการใช้ ไฟฟ้าให้ได้ถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยใน ๒๐ ปีข้างหน้านั้นเท่ากับว่าเราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้า ใหม่ถึง ๑๐ กว่าโรง ถ้าโรงละ ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ ก็คือ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ตรงนี้ถือว่าจะ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการสูญเสียได้อย่างมากมายครับ

ภาพถัดไปครับ ถามว่าในการที่เราจะลดการใช้พลังงานต่าง ๆ นั้นเราจะมี วิธีการอย่างไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วก็อาจจะดําเนินการโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน พฤติกรรมของพวกเรานั่นละนะครับ อย่างเช่นเวลาไม่อยู่ในห้อง ไม่อยู่ในบ้านก็ปิดสวิตซ์ ปิดไฟ ปิดน้ํา ปิดแอร์ (Air condition) หรือว่าเพิ่มอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม อีกมาตรการหนึ่งก็คือไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นก็จะ ทําให้ลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงานลงครับ

ภาพถัดไปครับ ในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ซึ่งท่านประธานคุรุจิตได้กล่าวเกริ่นไปแล้วนั้น ผมขออนุญาตนําเสนออีกนิดหนึ่งว่า เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้นะครับทาง สปท. ได้ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน หรือเรียกย่อ ๆ ว่าบิลดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านกับมติดังกล่าว เรื่องดังกล่าวเขาส่งไปที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ก็ให้ความเห็นชอบส่งต่อไปที่ประชุมแม่น้ํา ๓ สาย ก็ให้ความเห็นชอบแล้ว บัดนี้เรื่องการที่จะ ออกกฎกระทรวงเรื่องบิลดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) หรือว่าการออกแบบ การก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานนั้นอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงพลังงานกําลังยกร่าง กฎกระทรวงรายละเอียดอยู่ นั่นก็คือขาหนึ่งที่เราได้ทําไปแล้ว ขณะเดียวกันครับในวันนี้ก็จะ ถือว่าเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ กัน แต่มาเล็งเป้าไปที่อาคารของภาครัฐเป็นการเฉพาะซึ่งในวันนี้ เราจะขอนําเสนอเรื่องการใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงานหรือเอสโก (ESCO) เข้ามาเป็น เครื่องมือในการที่จะให้หน่วยงานของภาครัฐได้ประหยัดพลังงานนั่นเอง

ภาพถัดไปครับ ถามว่าชื่อที่เราเรียกกันว่าบริษัทจัดการพลังงาน หมายความว่า อะไรครับ เป็นคําที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี อีเอสซีโอ (Energy Service Company : ESCO) เรียกว่า เอสโก (ESCO) เป็นศัพท์สากลที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่ เป็นศัพท์ที่ประเทศไทยเราคิดเป็นประเทศแรกนะครับ หลาย ๆ ประเทศเขาก็ดําเนินการ มาแล้ว แล้วก็ไม่ใช่เป็นชื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นลักษณะของกิจกรรมที่บริษัทนั้น เขาทําอยู่ หมายถึงบริษัทที่ดําเนินธุรกิจที่ให้บริการด้านการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงาน ทดแทนซึ่งให้บริการแบบครบวงจร โดยผู้รับบริการสามารถนําผลประหยัดที่เกิดขึ้นมา ตอบแทนคืนให้แก่บริษัทเอสโก (ESCO) ได้นะครับ หลักการสําคัญของเอสโก (ESCO) นั้น ก็คือว่าจะต้องมีการรับประกันผลงานต้องมีความน่าเชื่อถือ แล้วก็ต้องมีการตรวจวัด พิสูจน์ผลได้ นั่นก็คือคํานิยามทั่วไปของบริษัทประเภทที่เรียกว่าเอสโก (ESCO) คือผู้ให้บริการ ด้านพลังงานนั่นเอง

ถัดไปครับ รูปแบบการให้บริการของบริษัทเอสโก (ESCO) นั้นมีด้วยกัน หลายแบบ ที่สําคัญก็คือ

แบบที่ ๑ ก็คือว่าเป็นการที่เจ้าของอาคารเป็นผู้ลงทุนเจ้าของอาคารลงทุน อย่างเช่น เจ้าของอาคารเปิดโครงการขึ้นมาที่เขาเรียกว่าเขียน ทีโออาร์ (TOR) หรือว่า สเปก (Spec) แล้วเปิดการประมูลขึ้นมา บริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นเอสโก (ESCO) ก็เข้าไป แข่งขันครับ ผู้ลงทุนคือเจ้าของอาคาร บริษัทเอสโก (ESCO) เขาก็ไปแข่งขัน ใครชนะก็คือ ชนะการประมูลก็ไปซื้อเครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ประหยัดพลังงานเข้าไปติดตั้ง อันนี้ก็คือเป็น การประมูลทั่ว ๆ ไป คือเจ้าของอาคารเป็นคนลงทุน แล้วก็เอสโก (ESCO) บอกว่าจะรับประกัน ว่าเครื่องปรับอากาศนี้จะใช้งานได้ ๕ ปี ๑๐ ปี จะประหยัดไฟฟ้ามากกว่าเดิมกี่หน่วยอะไร ก็แล้วแต่ แล้วเอสโก (ESCO) จะต้องรับประกันด้วยว่าจะประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าได้เป็นเงิน เท่าไร กี่หน่วยต่อเดือน ต่อปี ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้เมื่อเทียบกับเครื่องจักรปกตินั้นเอสโก (ESCO) ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนคืนกลับไป เอสโก (ESCO) ได้ทั้งค่าจ้างในการขาย เครื่องจักร ได้ทั้งส่วนแบ่งพลังงานที่ลดลง แบบนี้ไม่ใช่เป็นวัตถุประสงค์ที่เรานําเสนอในวันนี้ ครับท่านประธาน แต่เป็นแบบที่ ๒ นะครับ

แบบที่ ๒ ก็คือหน่วยงานของภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเลย ไม่ต้องลงทุนนะครับ เพียงแต่หน่วยงานภาครัฐบอกขอเชิญเข้ามาปรับปรุงระบบไฟฟ้า แสงสว่างเหมือนกับอาคารรัฐสภาแห่งนี้ รัฐสภาไม่ต้องลงทุนไม่ต้องไปของบประมาณแผ่นดิน ที่ไหนมาครับ เรากําลังบอกว่ามาตรการที่เรากําลังเสนอท่านอยู่ในวันนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณ แผ่นดินในการที่จะต้องมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างไม่ต้องครับ สีเขียวที่ระบายอันนี้ก็คือ บริษัทเอสโก (ESCO) บอกว่าจะเข้าไปปรับปรุงเครื่องปรับอากาศ ไฟฟ้าแสงสว่างให้ เอสโก (ESCO) เป็นคนลงทุนให้ ขออย่างเดียวครับ ถ้าไฟฟ้ามันลดลงไปจากเดิมเท่าไรแล้ว ขอส่วนแบ่งเหล่านั้นคืนให้กับบริษัทเอสโก (ESCO) ไปเถอะ จะเป็นสัญญากี่ปีก็แล้วแต่ ความเหมาะสม อันนี้คือเป็นวิธีที่เรานําเสนอในวันนี้นะครับ

แบบที่ ๓ เป็นเรื่องของสัญญาสัมปทาน ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด ถ้าหากว่าทําแบบนี้ได้

ขออนุญาตรูปถัดไปครับ ประเทศไทยโดยรัฐบาลจะประหยัดงบประมาณ มหาศาล เมื่อสักครู่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ใบแรก ๆ ที่นําเสนอ กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าไปว่าหน่วยงานภาครัฐจะต้องประหยัดการใช้พลังงานให้ได้ถึง ๗,๐๐๐ ล้านหน่วย ถ้าเรา ไม่เสนอโครงการนี้เข้ามา ๗,๐๐๐ ล้านหน่วยที่จะประหยัดได้นี้ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะต้องหา งบประมาณแผ่นดินมาลงทุนเป็นอินเวสต์เมนต์ (Investment) นี่ กี่หมื่นกี่แสนล้านบาท ใน ๒๐ ปีข้างหน้า แต่ถ้าหากว่าเราใช้โครงการเอสโก (ESCO) ที่กรรมาธิการเรากําลังนําเสนอ ในวันนี้ รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยครับ เปิดโอกาสเท่านั้น เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามา ปรับปรุงแล้วก็แบ่งปันส่วนที่ลดการใช้พลังงานลงไปได้ ถามว่าแล้วทําไมต้องมาพูดเรื่องนี้ ในสภาครับ ก็เพราะว่าทุกวันนี้มาตรการเอสโก (ESCO) ไม่สามารถเอามาใช้กับหน่วยงาน ภาคราชการได้เลย ในประเทศไทยเราในระบบเอสโก (ESCO) นี่นะครับ โดยกระทรวงพลังงานหรือกรมพัฒนา พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เขามีมาตรการเรื่องเอสโก (ESCO) อยู่แล้ว โดยบอกว่า เอกชนกับเอกชนทํากันเองนะ เจ้าของอาคารคือเอกชน ผู้เข้าไปปรับปรุงพลังงาน ผู้ลงทุนคือ เอกชน ส่วนแบ่งคืน เอกชนก็คืนให้เอกชนไป เขาทํามาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่พอมา ถามว่าเอกชนนั้นจะมาขอลงทุนให้หน่วยงานราชการ ทําไม่ได้ครับทุกวันนี้ เพราะท่านก็ ทราบดีอยู่แล้วว่าหน่วยงานราชการรู้จักอยู่อย่างเดียว ตั้งงบมา เปิดประมูลตามสเปก (Spec) แข่งขัน ขายของ ซื้อของกัน พอมาใช้วิธีมาตรการ ราชการงงครับ ไม่รู้มันคืออะไร ไม่มีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีรองรับ ไม่มีระเบียบของงบประมาณมารองรับ ตรงนี้ถือว่าเป็นเส้นผม บังภูเขา แล้วก็ต้องขออนุญาตมอบเครดิตเรื่องนี้ให้กับท่านรองประธานของเรานะครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เมื่อปีที่แล้วซึ่งท่านได้เป็นประธานอนุกรรมาธิการเรื่องการอนุรักษ์ พลังงาน ท่านได้คิดริเริ่มเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ยังไม่สําเร็จครับ ตอนนี้ สปท. เรากําลังต่อยอด ตามเจตนารมณ์อยู่เมื่อเป็นดังนี้

ขออนุญาตภาพถัดไปนะครับ กระบวนการที่เรากําลังนําเสนออยู่นี้ โดยสรุป ง่าย ๆ นี้ก็คือโฟลว์ชาร์ต (Flowchart) ตามที่เสนอนี้หน่วยงานภาครัฐซึ่งผมระบายเป็น สีม่วง ๆ อยู่ข้างล่าง บริษัทจัดการพลังงานซึ่งจะเป็นผู้ลงทุนให้นี้ สีเขียว ๆ อยู่ข้างบนนี้ครับ ก็ขอให้หน่วยงานภาครัฐกับบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นเอสโก (ESCO) นี่ทําสัญญากันเสีย แล้วสัญญาที่พูดถึงนี้ไม่ใช่เขียนกันเล่น ๆ นะครับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน เขาจะเป็นหน่วยงานกลางในการที่จะยกร่างสัญญามาตรฐานขึ้นมาให้ เราเรียกว่า เป็นสัญญาแบ่งปันผลประหยัดพลังงาน มีละเอียดยิบเลยครับ ใครจะเป็นบริษัทเอสโก (ESCO) ได้ ต้องมีประสบการณ์ ต้องมีผลงาน ต้องมีการรับประกัน ต้องมีบุคลากร ต้องมี การตรวจวัด ต้องมีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อมีสัญญาเสร็จ บริษัทเอสโก (ESCO) ก็เข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่าง ติดตั้งให้เสร็จ ส่งมอบระบบให้กับเจ้าของอาคารไป พอเวลาผ่านไป ๑ เดือนหรือ ๑ ปี ไฟฟ้าลดลง ๑๐ ล้านบาท ๑๕ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาทต่อปี ค่าไฟฟ้าที่ลดลงนั้นเราก็อยากจะให้แบ่งทยอยผ่อนส่ง จะเป็นรายเดือนหรือว่ารายปีค่อย ๆ คืนให้กับบริษัทเอสโก (ESCO) ไป แต่ตรงนี้นะครับ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าหน่วยงานราชการนี้ไม่สามารถผ่อนส่งค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ ทุกท่าน ที่มาจากหน่วยราชการทราบอยู่แล้วว่าค่าไฟฟ้านั้นงบประมาณในระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง มันเป็นค่าใช้จ่ายงบประมาณนั้นเรียกว่าเป็นค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้ากี่ล้านบาทท่านก็ต้อง เบิกจากกระทรวงการคลังมาเท่านั้น ประหยัดไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท งงครับ คือต้องส่งคืนกระทรวงการคลังอย่างเดียว เราอยากจะแก้ไขปัญหาตรงนั้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทที่ประหยัดได้ทําอย่างไรที่จะเอาไปผ่อนส่งคืนให้กับ บริษัทที่เข้ามาทําเรื่องประหยัดพลังงานให้กับเรา

ภาพถัดไปครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราทําแบบนั้นได้ เดี๋ยวคําว่า ถ้า นี่ทําอย่างไร เราจะมีเสนออยู่ ๔-๕ ข้อนะครับ เอาเป็นว่าถ้าหากเราทําแบบนี้ได้แล้วรัฐก็จะ ประหยัดงบประมาณของประเทศในอนาคตได้หลายหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาทเลย แล้วก็ยังมีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดก๊าซเรือนกระจกอะไร ต่าง ๆ ได้มากมายมหาศาลครับ

ภาพต่อไปเลยครับ ข้อดีของการดําเนินการโดยใช้บริษัทเอสโก (ESCO) นี้ ซึ่งความจริงทั่วไปผมก็ได้บรรยายไปแล้วนะครับ ขอไปที่เรื่องของการเสนอการปฏิรูปเลย นะครับว่า เราจะเสนอว่าอะไร

ข้อ ๑ ขอเสนอให้มีการใช้มาตรการนําเอากลไกที่เรียกว่าบริษัทเอสโก (ESCO) ซึ่งขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกระทรวงพลังงาน เข้าไปให้บริการกับหน่วยงานราชการ ในมาตรการที่เรียกว่า แบ่งปันผลประหยัด คือเอสโก (ESCO) เข้าไปลงทุนให้ ประหยัดเท่าไร ก็มาผ่อนส่งแบ่งให้กับเอสโก (ESCO) เขากลับไป แล้วก็เอาไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ จะทําให้ เกิดการประหยัดงบประมาณแผ่นดินขึ้นมา

ข้อ ๒ ขอเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งผมเรียน แล้วว่าเงินที่จะต้องเสียค่าน้ําค่าไฟถ้ามันเหลือเท่าไร หน่วยงานราชการต้องคืนกระทรวง การคลัง ก็คือเบิกมาตามเท่านั้น ลดมาเท่าไรไม่รู้อย่างไรมันไม่มีระเบียบรองรับ เราก็อยากจะ ขอความรู้ความสามารถของคณะกรรมการขึ้นมาสักคณะหนึ่ง ให้เขามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ จะมาแก้ไขระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างหรือการงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสํานัก งบประมาณ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรมบัญชีกลาง หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาช่วยกันระดมความคิด ก็ขอให้มีคณะกรรมการกลาง ประกอบด้วยกรรมการประมาณ ๑๓ ท่าน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นรองประธาน มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง รวมทั้งผู้แทนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเขาเป็นมืออาชีพเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นกรรมการและเลขานุการ อย่างนี้เป็นต้น อยากจะให้มีคณะกรรมการเขาช่วยกันมาแก้ไขระเบียบว่าจะทําอย่างไรให้เกิด การปฏิรูปแบบนี้ขึ้นได้ ถ้าทําแบบนี้ได้ก็จะเป็นกระบวนการที่ ๓

ข้อ ๓ พอมีคณะกรรมการปั๊บ ให้เขาลองยกร่างระเบียบขึ้นมา แล้วก็เอา ระเบียบใหม่มาประยุกต์ใช้ทําเป็นโครงการนําร่องขึ้นมา โดยทดลองใช้กันสักระยะหนึ่ง ถ้าได้ผลก็นําไปขยายกับทุกกระทรวง ทบวง กรม

ข้อ ๔ ให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเขาเป็นมืออาชีพ ในเรื่องของการกําหนดมาตรการการประหยัดพลังงาน การคํานวณผลตอบแทนที่คุ้มค่า หน่วยงานของรัฐต้องไม่เสียเปรียบ บริษัทเอสโก (ESCO) ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร อะไรที่เรียกว่า เป็นประหยัดพลังงาน อะไรไม่เป็นการประหยัดพลังงาน กําหนดกฎเกณฑ์กติกาในการสร้าง ผลตอบแทนให้ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ก็ให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เขายกร่างเรื่องตรงนี้ขึ้นมา อย่างเช่น อาจจะบอกว่าผลตอบแทนที่จะส่งคืนให้กับบริษัทเอกชน ที่เข้ามาปรับปรุงนั้นอาจจะไม่เกินร้อยละ ๗๕ ของมูลค่าที่ประหยัดได้ต่อปี แล้วก็ต่อเนื่อง ไม่เกิน ๕ ปี หรือ ๔ ปี หรือ ๓ ปีอะไรก็แล้วแต่ก็ว่ากันไป ตรงนี้ต้องตรวจสอบได้ แล้วที่สําคัญ ผลประโยชน์จะต้องให้หน่วยงานของภาครัฐได้อย่างคุ้มค่า มีความคุ้มค่าแล้วก็คงจะต้องมี การคัดเลือกบริษัทเอสโก (ESCO) ที่จะเข้าไปดําเนินในแต่ละโครงการอย่างมีหลักเกณฑ์ รวมทั้ง แน่นอนก็เข้าไปตรวจสอบผลการประหยัดพลังงานต่าง ๆ ด้วย

เมื่อเป็นดังนี้คณะกรรมาธิการของเราก็คิดว่าถ้าปฏิรูปเรื่องนี้ได้ หน่วยงาน ภาครัฐโดยระเบียบสํานักงบประมาณเปิดใจที่จะสามารถสร้างกลไกเหล่านี้ได้ จะทําให้เกิด ผลประโยชน์มากมาย

๑. เกิดการอนุรักษ์พลังงานในภาครัฐอย่างมีนัยสําคัญ โดยไม่ต้องใช้ งบประมาณแผ่นดินเลย

๒. ประหยัดเงินของงบประมาณแผ่นดินได้หลายหมื่นล้านบาท เราประเมินแล้ว ๗,๐๐๐ ล้านหน่วยก็จะประหยัดได้ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทใน ๒๐ ปีข้างหน้า

๓. หน่วยงานภาครัฐเมื่อประหยัดพลังงานแล้ว ยังสามารถนําเงินนั้นไปลงทุน หรือทําอย่างอื่นอีกก็ย่อมได้ ก็จะมีมูลค่าเพิ่มอีกมากมายจากการประหยัดพลังงาน

๔. พนักงานหรือองค์กรก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน ว่าทําอย่างนั้นมันประหยัดไฟ ทําอย่างนี้มันประหยัดแสงสว่าง ก็จะเกิดวัฏจักรลูกโซ่ในการทําให้เกิดความรู้ในการประหยัด พลังงานให้กับองค์กร ให้กับพนักงาน ลูกจ้างที่อยู่ในหน่วยงานนั้น ๆ ครับ

๕. เราก็จะได้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส

๖. แล้วก็ที่สําคัญจะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมายขึ้นมาในประเทศ

๗. แล้วก็แน่นอนครับเมื่อประหยัดพลังงานได้ประเทศไทยเราก็จะสง่าผ่าเผย ในการอยู่ในเวทีโลกตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเป็นสักขีพยานในสนธิสัญญาคอร์ป ๒๑ (COP 21) ที่กรุงปารีส เอาไว้เมื่อปีที่แล้ว

สุดท้ายนี้กระผมจึงขอสรุปว่าการปฏิรูปเรื่องนี้ใช้เวลาไม่นานครับ ถ้าเรื่องนี้ ออกจาก สปท. เราไปได้ แล้วก็เรื่องนี้ถ้าไปถึงกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังก็ให้ เขาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ใช้เวลา สมมุติว่า ๓ เดือน แล้วก็ไปยกร่างระเบียบที่จะแก้ไขกัน แล้วก็ไปทําโครงการนําร่อง ไม่เกิน ๗ หรือ ๘ เดือนก็น่าจะได้เห็นโครงการนําร่องเกิดขึ้นได้ เรียนว่าไม่ต้องแก้กฎหมายนะครับ ไม่ต้องไปแก้กฎหมาย ก็คือเป็นเรื่องของขั้นตอนของระเบียบ

ภาพถัดไปครับ งบประมาณก็คือถ้าขับเคลื่อนได้ก็จะเป็นเรื่องของ การประชาสัมพันธ์ ทุกกระทรวง ทุกกรมเปิดใจที่จะใช้มาตรการเอสโก (ESCO) นี้ หรือว่า กรม กองไหน บอกฉันอยากจัดซื้อจัดจ้างเหมือนเดิมเพราะฉันชอบแบบนั้น ก็ทําได้ ไม่ได้ ว่าอะไร ไม่ใช่ว่าการจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิมจะยกเลิกไป ไม่ต้องครับ ขอบคุณครับ

ขอภาพถัดไปครับ แล้วก็สุดท้ายนี้ขอเสนอ ขอรับการสนับสนุนจากท่าน สปท. ทุกท่าน ได้โปรดพิจารณาเห็นชอบที่จะนําเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ ครม. พิจารณาและมีมติเห็นชอบ ข้อที่ ๑ ให้ใช้มาตรการเอสโก (ESCO) กับหน่วยงาน ราชการ ข้อที่ ๒ ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพื่อยกร่างระเบียบรองรับ ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๔ ก็คือให้มีการกําหนดหลักเกณฑ์ที่รัดกุม ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมี โครงการนําร่องขึ้นเป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการครับ ต่อไปมีผู้อภิปราย ๒ ท่านนะครับ เป็นรัฐมนตรีทั้งคู่เลยครับ ท่านหนึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อีกท่านหนึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กําลังรออดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานอยู่ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอนี้มันก็เหมือนกับกีฬาค้ําถ่อ คือจากภาครัฐแล้วก็ กระโดดข้ามมาที่บริษัทเอกชน ก็เลยทําให้ผมคิดว่าแล้วอะไรที่อยู่ตรงกลางในเรื่อง การอนุรักษ์พลังงาน ผมก็ถามว่าที่อยู่ตรงกลางก็มีกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม มีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีแกต (EGAT) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มีสมาคมสถาปนิกสยาม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แล้วก็บริษัท ที่ผลิตวัสดุก่อสร้างในเครือของปูนซีเมนต์ หรือว่าอื่น ๆ ถามว่าหน่วยงานเหล่านี้แล้วก็องค์กร ทางภาคเอกชน องค์กรทางภาคประชาสังคมได้ทําอะไรไปแล้วบ้างในเรื่องของการอนุรักษ์ พลังงาน ต้องมีคําตอบก่อนครับ ก่อนที่เราจะมาร่วมกันตัดสินใจว่าควรจะให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย ไปว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อจะให้มาเป็นกุนซือว่าควรจะใช้ อุปกรณ์ที่มีอยู่ในอาคารเก่า ๆ นั้นใหม่ ๆ อย่างไร ผมว่าต้องมีข้อมูลอันนี้ให้แน่ชัดเสียก่อนว่า มันมีความล้มเหลวอะไรในภาครัฐ แล้วก็สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผมได้กล่าว มาแล้ว ถึงจะต้องกระโดดค้ําถ่อไปให้หน่วยราชการทั้งหมดไปว่าจ้างบริษัทเอกชน นั่นเป็น ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ใครเป็นคนที่จะประเมินขีดความสามารถของบริษัทเอกชน เหล่านี้ ในเอกสารเข้าใจบอกว่ามี ๕๐ เปอร์เซ็นต์มาจากไหนกันนะครับ แล้วบุคลากร เขามาจากไหน เป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติมากน้อยแค่ไหน ที่จะสามารถระบุได้ว่า เป็นผู้ชํานาญการทางด้านอนุรักษ์อาคาร หรือว่าประหยัดพลังงาน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่ามันต้องแยกแยะระหว่างอาคารใหม่กับอาคารเก่า อาคารใหม่นี้มันก็ได้ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้วในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ในช่วงหนึ่ง ก็มีการเปลี่ยนหลอดไฟใช่ไหมครับ จากกลม ๆ สีเหลือง ๆ มาเป็นแบบสติก (Stick) ระยะหลัง ๆ ก็มีการใช้หลอดของพวกเลด (LED) มีการไปดูงานในต่างประเทศของการ ที่จะมีหลังคาเป็นโซลาร์ (Solar) หรือว่าจะปลูกหญ้า ปลูกพืช เพื่อรักษาความเย็นของแอร์ (Air condition) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อาคารใหม่นั้นมันก็มีกรมโยธาธิการและผังเมืองน่าจะ เป็นแม่งานว่าหน่วยงานราชการทั้งหมดจะสร้างอาคารใหม่นั้นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ ที่ประหยัดพลังงานทุกชนิด แล้วมันก็ต้องไปโยงกับกระทรวงอุตสาหกรรม กับสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่าจะส่งเสริมให้บริษัทเอกชนที่เรียกว่า เป็นซัปพลายเออร์ (Supplier) ต้องผลิตวัสดุที่ประหยัดพลังงานอย่างไร รวมทั้งการออกแบบด้วย โดยสถาปนิกของไทย แล้วก็พวกวิศวกรที่จะคํานวณว่าอาคารต่าง ๆ เหล่านี้ คือตราบใดที่ ไม่มีข้อมูลเหล่านี้มาสู่ที่ประชุม แล้วจะให้มีการลงมติเพื่อจะส่งเรื่องไปให้รัฐบาล ผมคิดว่า เป็นการทํางานที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์แบบนักนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง แล้วก็เรื่องของ การประหยัดพลังงานมันก็เป็นเรื่องที่พูดกันทั่วโลก ผมก็ได้พูดหลายครั้ง ได้มีการประชุม ระดับผู้นําโลกที่กรุงปารีส ในเรื่องโลกร้อน ประเทศไทยก็เป็นสมาชิกขององค์กรในเครือข่าย ของสหประชาชาติ คือฮาบิแทต (Habitat) แล้วก็เครือข่ายยูเนป (UNEP) ทางด้านสิ่งแวดล้อม ของสหประชาชาติ แล้วถ้าเผื่อจะเปิดไปที่กูเกิล (Google) หรือจากอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือจากต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะมีข้อมูลมากมายว่าด้วยการประหยัดพลังงาน เพราะฉะนั้น เราต้องมีข้อมูลให้ครบเสียก่อนว่าที่ผ่านมา ๑๐-๒๐ ปีนั้น กระทรวงพลังงานเป็นสําคัญ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มีการดําเนินการอย่างไร เพื่อจะได้ให้มีการประหยัดพลังงาน และมีการแนะนําต่อหน่วยงาน โดยเฉพาะกองวัสดุ จัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานทั้งหลายว่ามันจะเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นส่วนอาคารอย่างไรบ้างเพื่อจะ ช่วยในการประหยัดพลังงาน และต่อไปนี้มันมีกฎเกณฑ์ กฎเหล็กอย่างไรว่าอาคารใหม่ ของหน่วยราชการที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องไม่มีการใช้วัสดุที่จะทําให้สิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งหมด ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะเอาข้อมูลมาสู่การพิจารณากันเสียก่อน แล้วการที่จะกระโดด ข้ามถ่อไปว่าจ้างบริษัทเอกชนที่อาจจะมีการอ้างว่าเชี่ยวชาญชํานาญการในเรื่องประหยัด พลังงานนะครับ มันจะได้มีเวลาได้ไตร่ตรอง แล้วก็จะได้มีการศึกษาความน่าเชื่อถือ ของบริษัทเหล่านี้ด้วย ผมคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนในเรื่องนี้ น่าจะได้ใช้เวลาทบทวน แล้วก็เสนอเข้ามาใหม่ที่จะให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ การจัดซื้อจัดจ้างระหว่างหน่วยงานกับเอกชน มันก็ยังมีเรื่อง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างค้างคาอยู่ การที่จะบอกว่ามันจะมีความโปร่งใส ไม่ฮั้ว ไม่เล่นพรรคเล่นพวก มีผลประโยชน์ทับซ้อน มันก็เป็นเรื่องที่เราหวาดหวั่น แล้วก็ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นอีกนะครับ แต่ว่าเรากําลังจะเสนอให้ หน่วยงานรัฐทั้งหมดนี้เริ่มดําเนินการจัดซื้อว่าจ้างบริษัทเอกชน ที่อ้างว่ามีความชํานาญการ มีความน่าเชื่อถือ โดยที่ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็มาตรการของการรักษาพลังงานต่าง ๆ เหล่านี้มันยังไม่มีภาพที่แน่ชัด หรือว่ายังไม่มีภาพที่คืบหน้า ขอกราบเรียนท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ความจริงเรื่องนี้ที่ท่านรองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานชี้แจงพาดพิงผมเล็กน้อยนี้ ก็เป็นคนทําเรื่องนี้มาตอนเป็น สปช. ครับ เรื่องนี้เป็นการปฏิวัติการอนุรักษ์พลังงานครั้งใหญ่ของประเทศเลย รวมทั้งเรื่อง บีอีซี (BEC) กับเรื่องเอสโก (ESCO) นี้ต้องไปด้วยกัน แต่ว่าเดี๋ยวกรรมาธิการคงมีผู้ชี้แจง แล้วก็ถ้าครบถ้วนแล้วผมจะไม่เสริม แต่มิเช่นนั้นผมก็จะเสริมเพื่อให้เกิดภาพรวมและภาพเล็ก ให้ชัดเจนว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างไรกับการปฏิรูปพลังงาน ต่อไปขอเชิญท่าน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีต ส.ส. ท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ต้องเอ่ยก่อนเลยครับ ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับคณะกรรมาธิการนะครับ ที่คิดเรื่อง ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ง่าย ๆ ในการแก้ระเบียบ แล้วก็เป็นการทะลวงท่อที่มีปัญหาอยู่นะครับ ผมได้ยินเรื่องนี้มานานพอสมควรครับ โดยเฉพาะตอนที่อยู่ในสภานี้ ๒-๓ ปีเราจะมีวาระหนึ่ง ก็คือเรื่องพิจารณาเงินค่าไฟฟ้าค้างจ่ายของหน่วยราชการ ๒ ปี ๓ ปีจะล้างบัญชีกันครั้งหนึ่ง ทุกหน่วยราชการของประเทศไทยนี้ค้างสตางค์เขาเป็นประจําครับ คือตั้งงบมาแล้วไม่พอ เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องล้างบัญชีค้างท่อในกรณีค่าใช้จ่ายไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า เป็นหลักนะครับ ทีนี้ก็มีเรื่องที่เคยได้ยินครับว่ามีภาคเอกชนเขาเริ่มใช้มาตรการในการ ประหยัดพลังงาน โดยการลงทุนอย่างที่ว่านะครับ เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเสียหมดเป็นระบบ แอลอีดี (LED) ประหยัดไปเท่าไร เปลี่ยนระบบไฟฟ้าทั้งหมด ปูสนามข้างบน หลาย ๆ มาตรการเข้ามา ทําให้เขาประหยัดพลังงานลงไป แต่ทีนี้พอภาครัฐมาใช้อย่างที่ท่านว่านะครับ ว่ามันก็เป็นปัญหาครับ เวลาจะตั้งงบประมาณเพื่อประหยัดไฟฟ้า อาคารเพิ่งสร้างได้ ๓ ปี ๔ ปี มาขอตั้งงบอีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาเพื่อประหยัดพลังงาน ก็เป็นเรื่อง ของของบประมาณยาก คราวนี้วิธีการที่ท่านนําเสนอขึ้นมาในการตั้งเปิดช่องให้มีบริษัทกลาง เข้ามาเสนอข้อตกลงในการประหยัดพลังงาน ผมเคยทราบข่าวครับว่ามีเอกชนพยายามติดต่อ นะครับ อาจจะมีโรงพยาบาลของรัฐบางแห่ง ซึ่งมีเงินนอกงบประมาณสามารถดําเนินการได้ เขาได้เริ่มนําร่องไปแล้ว ซึ่งเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการคงไปติดตามศึกษามาพอสมควร มีท้องถิ่น บางแห่งครับ ที่ได้รับข้อเสนอในการดําเนินการแบบนี้ แต่เมื่อศึกษาข้อระเบียบทั้งหมดแล้ว มันก็ค่อนข้างติดขัดจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ที่จะลดการลงทุนภาครัฐไป แล้วก็เอาเอกชนเข้ามาร่วม แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อที่อยากจะให้กรรมาธิการเราคิดต่อไปนิดหนึ่งครับ ข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายมาเมื่อสักครู่ครับ ก็คือ ๑. กรรมาธิการเราช่วยคิดต่อ ได้ไหมครับว่า สมมุติว่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้โดยปกติในอาคารหนึ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บริษัท ที่มาเสนอในการที่จะลดประหยัดพลังงานนี้ควรจะมีมาตรฐานขั้นต่ําลดลงไปได้สัก กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าเคยใช้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ลดไปได้แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ผมคิดว่ามาตรฐานในการที่จะทําเรื่องลดพลังงานนี้ เราน่าจะมีมาตรฐานที่สามารถ ได้ตัวเลขมากกว่านี้ เมื่อได้ตัวเลขมากกว่านี้ก็คิดต่อไปอีกนิดเถอะครับว่า ถ้าเราเปิดช่องว่าง เลยครับว่า อย่างน้อยมาลดได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าปล่อยให้ หน่วยงานราชการไปเริ่มต้นเองทั้งหมด ข้อวิตกของเพื่อนสมาชิกครั้งแรกก็อาจจะเกิดขึ้นว่า สมมุติว่าผมเป็นเจ้ากระทรวงพลังงาน ผมใช้ไฟฟ้าปีละ ๑๐๐ ล้านบาท มีบริษัทเอกชน เข้ามาเสนอว่าจะลดพลังงานให้ผม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ปีละ ๒๐ ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่าบริษัทขอข้อตกลงว่าส่วนที่ลดได้ขอเป็นของบริษัทมีระยะเวลา สัก ๕ ปี ๑๐ ปี แต่พอทําเข้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทเขาลดได้ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขา ได้สัญญาไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี อย่างนี้ผมคิดว่าระยะเวลาคุ้มทุนเหล่านี้ คณะกรรมาธิการน่าจะ คิดวางกรอบต่อไปสักนิดหนึ่ง เพื่อว่าเรารุกไปข้างหน้าเพื่อเตรียมเข้าไปสู่สังคมธรรมาภิบาล และสังคมที่บริสุทธิ์จริง ๆ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการ เป็นข้อศึกษาที่ผมคิดว่าพร้อมที่จะให้การสนับสนุน แล้วก็ที่ห้อยติ่งไว้อันสุดท้ายดีมากครับ ดีกว่าที่ช่วงเราพูดเมื่อเช้าก็คือเรื่องนี้ท่านนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นก็หาช่องทาง ในการนําเข้าคณะรัฐมนตรีไม่ต้องไปตกที่ท่านนายกรัฐมนตรีอีกครับ เพราะเมื่อช่วงเช้าที่เรา พูดเรื่องผลงานที่ผ่านมาเรื่องไปค้างอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราเลือกช่องไปคณะรัฐมนตรีผมคิดว่าทางน่าจะคล่องกว่า

สุดท้ายครับก็ขอคณะกรรมาธิการไปช่วยวางมาตรการเพิ่มในการเสนอกับ คณะรัฐมนตรีว่า ๑. เรามีมาตรฐานขั้นต่ําสักกี่เปอร์เซ็นต์ในการลดค่าไฟ ๒. ผลตอบแทน จะแบ่งกันอย่างไรเพื่อที่ให้เอกชนอยู่ได้ในการเสียดอกเบี้ย และขณะเดียวกันรัฐก็ไม่ต้องจ่าย ไปทั้งก้อน เช่น ลดไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เอกชนยกไปทั้ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คุณเอาไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยแล้วก็คุ้ม ถัดลงมาเรื่อย ๆ ตารางพวกนี้ ผมคิดว่าเราสามารถทําเสนอควบคู่ไป เสนอกับคณะรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะเป็นความรอบคอบ และสะท้อนให้เห็นว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราพร้อมที่จะร่วมมือในการที่จะป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการได้ดีที่สุดครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกที่จะอภิปรายอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ก็ขอปิดอภิปรายนะครับ เพราะว่ามีประเด็นคมมากสําหรับ ๒ รัฐมนตรี นะครับ ต่อไปก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ตอนนี้เป็น อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ใช่ครับ ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่กรุณาอภิปราย ให้ข้อสังเกตนะครับ เดี๋ยวผมจะขอให้ท่านที่ปรึกษาคือ ท่านอํานวย ทองสถิตย์ ซึ่งเป็นอดีต อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ตอบในเรื่องเทคนิคสักนิดหนึ่ง แต่ขออนุญาตตอบท่านกษิตก่อนนะครับว่าจริง ๆ ตัวอย่างเราก็แนบมาในภาคผนวกนะครับ แล้วจริง ๆ ที่เรานําเสนอนี้เพราะว่าภาคเอกชนเขาทําไปตั้ง ๕-๖ ปีแล้ว ทีนี้ที่ท่านถามว่า ภาคราชการได้เคยทําอะไรมาบ้างหรือเปล่า ถ้าผมจะแยกก็คืออันนี้เป็นเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) เรื่องซอฟต์แวร์ (Software) นี่ทํามานานแล้วครับ ถ้าท่านจําได้สมัยท่านยัง รับราชการอยู่ สํานักงาน ก.พ.ร. เคยกําหนดเป็นตัวชี้วัดให้ส่วนราชการต้องแข่งกันลดการใช้ พลังงานปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ บางปีถึงกับว่าถ้าลดได้เท่าไรก็จะพิจารณาเอาเงินที่ประหยัด ได้มาเป็นโบนัสเราถึงต้องมี ก.พ.ร. เข้าไปอยู่ในกรรมการนี้ เพราะเขาจะเป็นคนกําหนด ตัวชี้วัด

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านกษิตก็คือว่า เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป ตลอดเวลาครับ แอร์ (Air condition) เบอร์ ๕ เมื่อ ๕ ปีก่อน กับแอร์ (Air condition) เบอร์ ๕ เมื่อปัจจุบันนี้มาตรฐานมันคนละเรื่อง เหมือนกับรถยนต์ครับ เมื่อก่อนเคยกินน้ํามัน ๑๐ กิโลเมตร ต่อลิตร ตอนนี้รถยนต์ก็กินน้ํามัน ๑๖ กิโลเมตรต่อลิตร ๒๐ กิโลเมตรต่อลิตร เพราะฉะนั้น อุปกรณ์มันก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ทีนี้ราชการส่วนใหญ่ก็ลดจนไม่มีอะไรจะลด เหมือน รีดเลือดกับปู เพราะว่าลดในเรื่องซอฟต์แวร์ (Software) แล้ว ลดการใช้ ปรับแอร์ (Air condition) ให้มันสูงขึ้น เปิดแอร์ (Air condition) ให้มันช้าลง เหล่านี้เป็นต้นนะครับ ก็ได้พยายามแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากจะพยายามให้ทัดเทียมกับประเทศในยุโรป ท่านเคยได้ยินประเทศเดนมาร์ก ไหมครับ เขารีโทรฟิต (Retrofit) เมืองทั้งเมืองเลยรื้อท่อรื้ออะไร แล้วการเอาภาคเอกชน มาลงทุนต้องเรียนว่าภาครัฐไม่ได้ออกสตางค์เลยครับ แล้วถ้าเขาประหยัดการันตี (Guarantee) ผลประหยัดไม่ได้ตามมาตรการที่ราชการจะกําหนด เช่น มีเคพีไอ (KPI) ว่าคุณต้องลดได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านวิทยาพูด ถ้าลดไม่ได้ก็ไม่ได้สตางค์นะครับ แล้วจริง ๆ เราก็เสนอ สูตรมาด้วยแต่เป็นสูตรขั้นบน เพราะเราก็ไม่อยากจะไปมัดมือคณะกรรมการกลางที่เขาจะ เกิดขึ้น เราก็ยกตัวอย่างว่าจะแบ่งให้รัฐอย่างน้อยต้องได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ทุกปีคืนมาจาก ผลประหยัด ขึ้นอยู่ว่าคุณใช้อุปกรณ์อะไร แล้วก็ไม่เกิน ๕ ปี ไม่ใช่เป็น ๑๐ ปีนะครับ ถ้าท่าน เปลี่ยนหลอดไฟอย่างเดียวบางทีสัญญานี้อาจจะแค่ปีเดียว พอท่านเปลี่ยนหลอดไฟก็แค่นั้น ก็ปีเดียวจบนะครับ อันนี้ก็อยากกราบเรียนส่วนเรื่องเทคนิคของเอสโก (ESCO) ผมขออนุญาต ให้ท่านอํานวยพูดสักนิดหนึ่งครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอดีตอธิบดีอํานวยครับ

นายอํานวย ทองสถิตย์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผม อํานวย ทองสถิตย์ ที่ปรึกษากรรมาธิการ อดีตอธิบดีกรมพลังงาน ทดแทนและอนุรักษ์พลังงานครับ ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องประเด็นความพร้อมของเอสโก (ESCO) นะครับ จริง ๆ แล้วเรื่องเอสโก (ESCO) นี้ในระบบประเทศไทยทํามานานแล้วครับ เกือบ ๑๐ ปีแล้วนะครับ แต่ทํากับภาคเอกชน ซึ่งบริษัทจัดการพลังงานหรือเอสโก (ESCO) ก็มีการดูแลมาโดยตลอด โดยกระทรวงพลังงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานกัน และมอบหมายให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้จดทะเบียนขึ้นทะเบียนเอสโก (ESCO) ซึ่งตอนนี้มีประมาณ ๖๐ บริษัท ซึ่งขึ้นทะเบียนได้นั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์หลาย ๆ เรื่อง ในเรื่องความพร้อมของบุคลากร ในเรื่องของความรู้ด้านอนุรักษ์พลังงาน และเรื่องความมั่นคง สมุดทะเบียนต่าง ๆ มีการพัฒนาหลายข้อ ประเด็นของความพร้อมของเอสโก (ESCO) ถือว่า ตอนนี้มีความพร้อมพอสมควร แล้วก็มีความน่าเชื่อถือได้ว่าเอสโก (ESCO) ที่เข้ามาทํางาน น่าจะเป็นสิ่งที่น่าเชื่อได้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ที่ชัดเจนที่สุดคือนอกจากที่ จะมีการปรับเปลี่ยนการใช้งานแล้วนะครับ สิ่งสําคัญคือการเปลี่ยนอุปกรณ์ รัฐเข้าไปช่วย หลาย ๆ อย่าง อย่างเช่น ใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานและปรับเปลี่ยนแอร์ (Air condition) ให้ทางราชการอยู่มากมายหลายหมื่นตัว ณ เวลานี้นะครับ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่พยายามจะ โฟกัส (Focus) วิธีการอนุรักษ์พลังงานหรือประหยัดไฟฟ้าในภาคราชการที่เป้าหมายอยู่ ๔,๐๐๐ ล้านหน่วย ในปีที่ ๗๙ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราดําเนินงานในเรื่องเหล่านี้ไป เราก็ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินไปเรื่อย ๆ เอสโก (ESCO) ต้องการเข้ามาดูแลตรงนี้ ที่โครงการนี้ภาครัฐไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเลย เพียงแต่ติดขัดเรื่องระเบียบเท่านั้นเอง ภาคเอกชนลงทุนให้ทั้งหมดนะครับ การจะลงทุนได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการประเมินอาคาร เสียก่อนนะครับว่าอาคารนี้ย้อนหลังไป ๑ ปี มีการใช้ไฟฟ้าเท่าไร มีการใช้พลังงานเท่าไร มีอุปกรณ์อะไรบ้างในอาคารนั้น ๆ ซึ่ง พพ. หรือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงานก็ให้เขาดูแลได้ว่าก่อนหน้าเอสโก (ESCO) จะเข้ามาอาคารนั้น ๆ มีการใช้พลังงาน เท่าไร แล้วข้อเสนอเอสโก (ESCO) ที่เสนอเข้ามาและแข่งขันกันนี่นะครับ ว่าจากตัวเลขไฟฟ้า เดิมที่มีอยู่เขาปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อะไรบ้าง แล้วจะประหยัดพลังงานเท่าไรก็มาดูกันนะครับ ดูเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์กันว่าประหยัดไปได้กี่เปอร์เซ็นต์ โดยปกติแล้วแสงสว่างก็จะ ประหยัดได้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าระบบเครื่องเย็นชิลเลอร์ (Chiller) ก็ประหยัด ได้มาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ โดยเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ที่ใช้ชิลเลอร์ (Chiller) เยอะก็จะประหยัดไฟฟ้าไปได้เยอะ เพราะฉะนั้นในภาพรวมด้านเทคนิคทางภาครัฐเอง โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานก็น่าจะมีความพร้อมทุกอย่างที่จะ เข้ามาดูแลด้านเทคนิค เรื่องสัญญาต่าง ๆ ที่จะดูแลให้ การแบ่งปันผลประโยชน์ด้วยนะครับ ว่าเป็นเท่าไร ๆ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องดูกัน แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขแต่ละอาคารอาจจะ ไม่เท่ากันนะครับ เพราะว่าอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักรอะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ว่าคงจะ มีหลักเกณฑ์กลางอยู่ที่เข้ามาทําได้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านดุสิตเอาสั้น ๆ นะครับ ก็ได้ประเด็นชัดเจนครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ

ครับ กระผม ดุสิต อีกครั้ง นะครับ ก็ขอกราบเรียนสรุปสั้น ๆ อีกนิดหนึ่งว่าในส่วนของอาคารภาครัฐที่จะขอก่อสร้าง ใหม่นี่นะครับ ในกรณีที่จะขอก่อสร้างใหม่ ได้มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีตามมติ คณะรัฐมนตรีกําหนดบังคับอยู่แล้วว่าอาคารราชการที่จะสร้างใหม่ที่จะของบประมาณ แผ่นดินไปก่อสร้างนั้นจะต้องก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานหรือบีอีซี (BEC) ซึ่งหน่วยงานภาครัฐถูกบังคับใช้อยู่แล้ว แต่ว่าออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรีนี่นะครับ หน่วยงานภาครัฐที่จะก่อสร้างอาคารใหม่จะต้องส่งแบบดรอว์อิง (Drawing) พร้อมรายการ คํานวณที่แสดงว่าเป็นอาคารประหยัดพลังงานส่งไปที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ถ้าไม่ทําตามขั้นตอนนี้หน่วยงานภาครัฐนั้นแม้ว่าจะได้รับงบประมาณ จากรัฐสภา แม้ว่าจะได้งบประมาณจากสํานักงบประมาณแล้ว อาคารภาครัฐจะสร้างใหม่ ไม่ได้ แล้วก็เมื่อเดือนมีนาคมที่กรรมาธิการเราได้นําเสนอเรื่องบีอีซี (BEC) ไปนั้นเป็นการ ให้ออกมาเป็นกฎกระทรวงเลย ครอบจักรวาลทั้งอาคารภาครัฐและภาคเอกชนสําหรับอาคาร ที่จะก่อสร้างใหม่นะครับ สําหรับในวันนี้เรื่องการปรับปรุงการประหยัดพลังงานโดยใช้ มาตรการเอสโก (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ ก็คือเป็นการใช้กับอาคารเก่าที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาคารเก่าที่มีอยู่แล้วถ้าใครอยากจะ เปลี่ยนแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ บอยเลอร์ (Boiler) ชิลเลอร์ (Chiller) อะไรนี่นะครับ หน่วยงานภาครัฐเขาใช้งบประมาณแผ่นดินก็ได้หรือว่าใช้โครงการที่เราเสนอในวันนี้นะครับ ในมาตรการเอสโก (ESCO) ของหน่วยงานภาครัฐก็ย่อมได้ ตามที่ท่านกษิตได้ให้คอมเมนต์ (Comment) เมื่อสักครู่นี้ กระผมขอเรียนว่าเรื่องของการประหยัดพลังงานนั้นจริง ๆ ที่เราเสนอ เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเป็นความล้มเหลวใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นเจตนารมณ์ดี ก็ขอบคุณท่านวิทยา แก้วภราดัย ที่ได้สรุปให้เราแล้วว่าเป็นเจตนาดีที่เราริเริ่มขึ้นมาก็เพื่อให้เกิดการประหยัด งบประมาณแผ่นดิน แล้วก็เกณฑ์การคัดเลือกนั้นก็ต้องมีการแข่งขันกันนะครับ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เอสโก (ESCO) เดินเข้ามาแล้วจะทําให้หน่วยงานนั้นบอกอย่างนั้นทําไปเลย ไม่ใช่ครับ มันก็ ต้องมีระเบียบการแข่งขันและการประมูลกันอย่างยุติธรรมต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกษิตยังติดใจนะครับ ขอถามประเด็นที่ยังไม่ได้ตอบนะครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ประโยคเดียวครับท่าน คือผมต้องการได้รับการยืนยันว่ารัฐบาลไทย ณ วันนี้ไม่มีบุคลากร ที่จะให้คําแนะนําต่อหน่วยราชการต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับอาคาร ถึงต้องมีข้อเสนอให้ไป ว่าจ้างบริษัทเอกชน เมื่อสักครู่นี้ผมได้กล่าวถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง หน่วยงาน ในกระทรวงพลังงานนะครับ ผมอาจจะขยายไปจนถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็บรรดาสมาคมวิชาชีพที่สามารถจะเป็นกลุ่มก้อนในการที่จะให้คําแนะนําต่อหน่วยราชการ ในการประหยัดพลังงานทั้งอาคารเก่าแล้วก็อาคารใหม่ได้หรือไม่ ถ้าเผื่อไม่มีมันก็มีเหตุผล อันเพียงพอที่จะต้องไปว่าจ้างกลุ่มบริษัทเอกชนต่าง ๆ เหล่านี้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ความจริงเรื่องนี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าข้อเสนอการปฏิรูปบางเรื่องมันควร เกิดมานานแล้วแต่ว่ามันติดด้วยกฎเกณฑ์ระเบียบอะไรสารพัดอย่างนี่นะครับ เขาถึงบอกว่า หลักการคือนางฟ้า รายละเอียดคือซาตาน ก็คือว่าหลักการเรื่องนั้นดีมากแต่ปรากฏว่าพอลง รายละเอียดมันไปติดข้อระเบียบ ผมเรียนท่านนะครับว่าการจัดการเรื่องของการอนุรักษ์ พลังงานอาคารภาครัฐซึ่งมีเกือบ ๑๐,๐๐๐ หน่วยยูนิต (Unit) แล้วเป็นอาคารขนาดใหญ่ ที่อยู่ในกฎหมายควบคุม ๘๕๐ อาคาร เวลาเราจะเปลี่ยนต้องของบประมาณ แต่ระบบเอสโก (ESCO) จริง ๆ ต้องเรียกว่าเป็นระบบจะทําให้คนเข้าใจมากขึ้นว่าเป็นระบบการจัดการ การอนุรักษ์พลังงาน ภาคเอกชนดําเนินการมา ๕๐ กว่าปีแล้วครับ ประเทศไทยเกือบ ๑๐ ปี โดยมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แล้วก็หน่วยงานที่ท่านได้กล่าวถึงนะครับก็ได้เชิญมา ทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ว่าแทนที่จะมาของบประมาณในการที่จะเปลี่ยนพวกอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มีระบบการจัดการเรื่องนี้เข้ามาเปลี่ยนให้หมดเลยแล้วไม่ต้องใช้งบประมาณ คือเอาค่าไฟฟ้า เดิมนั่นล่ะ แล้วก็ต้องมีสัญญามาตรฐานนะครับที่จะประกันอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดถึง ได้ตั้งข้อสังเกตนั้นตรงเป้าที่สุดเลย สัญญาที่ประกันตามที่สัญญาว่าจะลดได้เท่าไรกับ ๒. คือระบบเขาเรียกว่าเอ็มแอนด์วี (M&V) เมชัวร์เมนต์ แอนด์ เวริฟิเคชัน (Measurement and verification) ก็คือมีหน่วยที่จะไปตรวจสอบแล้วก็รับรองว่าเป็นเช่นนั้นจริงนะครับ ผมได้ เจรจากับผู้อํานวยการสํานักงบประมาณครับ คือหลักใหญ่ระเบียบอยู่ที่สํานักงบประมาณ เท่านั้นเอง แก้ตรงนี้ได้นิดเดียวเท่านั้นเอง ตรงนี้ภาครัฐของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่าง รวดเร็วแล้วก็ไม่เป็นภาระของงบประมาณ แล้วแจ้งข่าวให้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานได้ทราบนะครับ เมื่อไปตรวจเยี่ยมการปฏิรูปโรงพักตัวอย่างที่จังหวัด นครสวรรค์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็เป็น ๑ ในการติดตามงานของเราเรื่องการปฏิรูปกิจการ ตํารวจ ปรากฏว่าท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาตินะครับท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา รวมทั้งท่านผู้การวุฒิพงศ์ เพ็ชรกําเหนิด นะครับซึ่งเป็นผู้บังคับการกองโยธาธิการ สํานักงานส่งกําลังบํารุงของ สตช. บอกว่าเรื่องนี้เผอิญคุยไปคุยมาก็เลยพูดถึงโรงพักเก่าว่า มีแอร์ (Air condition) ก็เก่า หลอดไฟฟ้าก็เก่า กินไฟมาก ท่านก็เลยบอกว่าตอนนี้ข้อเสนอของเราความจริงเรื่องนี้พูดกันตอนที่เสนอภาพรวมเมื่อเดือน ธันวาคมแล้วรอบหนึ่งนะครับ ภาพรวมการอนุรักษ์พลังงาน ปรากฏเขาไปดําเนินการนะครับ ความคืบหน้าก็คือว่าสํานักงบประมาณตกลงด้วยว่าแก้ไขได้และเดินเรื่องนี้ได้ เพียงแต่ว่าจะต้อง ปฏิบัติข้อเสนอที่ว่าจะต้องไปเขียนหลักเกณฑ์ให้มันชัดแล้วก็รัฐบาลยอมรับ แล้วก็เดินได้เลย ไม่กี่เดือนอย่างที่ทางกรรมาธิการเขาเสนอครับ ก็ดูว่าเป็นการเคลียร์ (Clear) เส้นผมบังภูเขา แล้วก็จะลดงบประมาณเราได้เป็นหลายหมื่นล้านบาท และที่สําคัญคือทําได้อย่างรวดเร็วและ เป็นไปตามแผนการอนุรักษ์พลังงาน ๒๐ ปี นี่บางทีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาถึงบอกว่าหลักการ เป็นนางฟ้า แต่ว่ารายละเอียดเป็นซาตาน คือมันข้ามซาตานไม่ได้ เราก็มีหน้าที่มาฆ่าซาตาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมจะขอมติเลยนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ ยังมีสมาชิกทยอยเดินเข้ามานะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๑ ท่านนะครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ ถ้าใช้สิทธิกันเรียบร้อย หมดแล้วก็ขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงครับ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

ขอแจ้งว่าคณะกรรมการประสานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่นัดหมาย ตอนสี่โมงเย็น แต่เราก็มีข้อตกลงไว้ว่าจะประชุมหลังจากปิดการประชุมนี้นะครับ ก็คือตอน ห้าโมงเย็น เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญประชุมที่เดิม เพื่อพิจารณาระเบียบวาระที่จะเข้าสู่การ พิจารณาของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย หรือวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ในวันพรุ่งนี้ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านนะครับ ผมขอ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา