ถวิลวดี บุรีกุล หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยขอให้การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้ชัดเจนและเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของรัฐให้กับประชาชน เธอยังเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่อาจารย์มีชัยและคณะร่างเสร็จแล้ว และตั้งคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลและข้าราชการ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ นะคะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบ ของ สปท. ซึ่งได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... นี้ขึ้น เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เป็นเรื่องที่เราจะต้องปฏิรูปมานานแล้วถึงแม้ว่าเราจะมี กฎหมายเดิมอยู่ แต่ว่าก็ใช้มานานแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปแล้วก็เป็นโอกาสที่ดีนะคะ และนอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะตอบโจทย์ของเรื่องของการปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเป็นไปตามปฏิญญาสากลที่สําคัญก็คือปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) ซึ่งประเทศไทย ก็เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติตั้งนานแล้ว แล้วก็เมื่อปี ๒๕๓๕ ก็มีการประชุมสุดยอด ของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน แล้วก็ได้กําหนดปฏิญญาขึ้นมาหลายฉบับนะคะ แล้วก็ ฉบับหนึ่งที่เรียกว่าปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) หลักการที่สําคัญก็คือเรื่องของสิทธิ และความรับผิดชอบของสหประชาชาติในการดําเนินการพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต ของประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็เป็นหลักการข้อที่ ๑๐ ของ ปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) ฉบับนั้น เพราะฉะนั้นประเทศต่าง ๆ ก็พากันมาออกกฎหมาย รวมทั้งประเทศไทยก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีอารยะ เพราะว่ามีกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ออกมา แล้วก็เป็นที่ชื่นชมยินดีนะคะ เพราะว่าอย่างน้อยมีกฎหมายฉบับนั้น ก็เป็นที่แน่ใจได้ว่า ข้อมูลข่าวสารของรัฐ ประชาชนก็จะเข้าถึงได้ เพราะว่าพวกเขาได้รับผลจากการตัดสินใจต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรถึงจะให้เรื่องของการปกปิดเป็นหลัก ก็จะเปลี่ยนเป็นเปิดเผย เป็นหลักนะคะ อันนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญแล้วก็หลายครั้งที่เราพูดถึงมาตรา ๙ ในกฎหมายเดิม เราก็อยากจะให้มีการทบทวนแล้วก็มีการแก้ไข คราวนี้ก็ถึงเวลาแล้วจะต้องขอขอบพระคุณ กรรมาธิการชุดนี้ที่ได้ปรับให้มาตรา ๙ ในกฎหมายเดิมมาเป็นมาตรา ๑๒ ในครั้งนี้ มีการขยาย แล้วก็ทําให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะหลายครั้งที่ประชาชนจะต้องร้องไปที่คณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารพบว่าหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ เพราะ ไม่แน่ใจว่าเปิดเผยแล้วจะมีความผิดหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็มีความห่วงกังวลว่าตัวเอง จะได้รับโทษจากการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นความลับหรือไม่เป็นความลับนะคะ ประชาชนก็ต้องร้องไปที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร แล้วบางทีก็ไม่สามารถที่จะได้ข้อมูล เหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อมูลของโครงการหรือนโยบายของรัฐที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบ ซึ่งในที่สุดก็ต้องไปจบลงที่ศาลปกครองแล้วก็ต้องใช้เวลานานมากนะคะ แล้วหลายครั้ง ประชาชนก็ได้ประโยชน์จากการร้องในเรื่องนี้ แต่ถ้าเขียนให้ชัดลงไปเลยดิฉันคิดว่าก็จะเป็น เรื่องที่ช่วยเหลือประชาชนมาก ก็ถือว่าดิฉันเห็นด้วยในเรื่องของการแก้ไขตรงนี้นะคะ
แล้วก็นอกจากนี้ดิฉันยังมองว่าหลายเรื่องในร่างฉบับนี้ก็สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านอาจารย์มีชัย และคณะร่างเสร็จแล้ว แล้วเรารอที่จะลงประชามติกัน เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีเรื่องของการรับรู้ ให้ประชาชนรับรู้ถึง ๖ มาตรา ตั้งแต่ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๓ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๗๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ประชาชนจะต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขกฎหมาย ที่จะให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะลงประชามติกันนะคะ แล้วก็ถือว่าดิฉัน เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และจะดียิ่งขึ้นนะคะ ดิฉันมีความห่วงกังวลเล็กน้อย ในบางเรื่องที่อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ ในเรื่องที่ให้คนต่างด้าวสามารถที่จะขอข้อมูลได้ ซึ่งเดิมในกฎหมายเดิมก็สามารถที่จะขอได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ เพราะว่าก็มีการเขียนไว้ อยู่เหมือนกัน แต่คราวนี้เขียนค่อนข้างจะเปิดกว้างขึ้นมานิดหนึ่ง ก็อยากจะให้ลองไปดูว่า อันนี้เราจะแก้ให้เปิดเผยขนาดนั้นเลยหรือเปล่า
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่ง คือการคุ้มครอง ที่สําคัญคือดิฉันได้ถามทางกรรมาธิการ บางท่านแล้วว่าทําไมถึงคุ้มครองข้าราชการ ก็บอกว่าการคุ้มครองนี้เป็นการคุ้มครอง ข้าราชการที่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าเขาเปิดเผยข้อมูลตามร่างฉบับนี้ก็จะ เป็นการปกป้องพวกเขา ก็ถือว่ามีเอกสิทธิ์ในเรื่องนี้ อันนั้นก็ถ้าอธิบายแบบนั้นได้ดิฉัน ก็เห็นชอบ ก็ต้องขอขอบคุณค่ะ