คํานูณ สิทธิสมาน อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกลไกตรวจสอบให้ทันสมัยและเข้มงวดขึ้น พร้อมเน้นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและบทลงโทษที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนอย่างยิ่ง ร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วผมก็เห็นว่าถึงแม้จะสนับสนุนอย่างไร การผลักดันให้ก้าวเดินต่อไป ถ้าสําเร็จมันก็จะเป็นหลักใหม่สําคัญของการปฏิรูปประเทศ เพราะนี่คือการปฏิรูปใหญ่ครับ แล้วก็เป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ต้องมี หน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๗ หรือตั้งแต่มาตรา ๗ ถึงมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ ก็จะเป็นการ เพิ่มภาระครั้งใหญ่นะครับ แต่กระผมเห็นว่านี่ละครับเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เป็นการปฏิรูป ที่แท้จริง อาจกล่าวได้ว่าทั้งเป็นการปฏิรูปการเมือง เป็นการปฏิรูปการป้องกันและการ ปราบปรามการทุจริต แล้วก็เป็นการปฏิรูปสื่อมวลชนไปด้วยครับ ด้านหนึ่งในเรื่องการปฏิรูป ทางการเมือง มันก็เป็นการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมขึ้นมาให้คู่ขนานไปกับ ประชาธิปไตยโดยผู้แทนนะครับ อีกด้านหนึ่งที่เป็นการปฏิรูปการป้องกันและปราบปราม การทุจริตนั้นก็เพราะว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ผมเติบโตขึ้นมานี้ บ้านเราก็พูดกันถึง แต่ปัญหาคอร์รัปชัน แล้วเราก็สาละวนกันอยู่แต่การตั้งองค์กรขึ้นมา จาก กปป. สมัยผมเด็ก มาเป็น ป.ป.ป. ใช่ไหมครับ แล้วต่อมาก็เป็น ป.ป.ช. ซึ่งก็มีหลายระยะ แสวงหากฎหมาย ในการปราบปราม แสวงหาลู่ทางในการตัดสินคดี แต่การคอร์รัปชันก็เพิ่มมากขึ้นมา โดยตลอดครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการปฏิรูปการป้องกันและการปราบปรามการ ทุจริตที่ฐานราก คือไม่ได้หวังพึ่งแต่องค์กรปราบปรามหรือตัวบทกฎหมายในการปราบปราม แต่เน้นตั้งแต่เบื้องต้น ก็คือเน้นให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งพูดรวม ๆ ก็คือ
ประการที่ ๑ เกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินทั้งสิ้น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้ครับ ก็ทําให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสที่จะรับทราบข้อมูลข่าวสาร แล้วสามารถที่จะตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ร้องเรียนได้ในกรณีที่มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
ประการที่ ๒ เมื่อมีร่างกฎหมายอย่างนี้เกิดขึ้นมา บุคคลหรือองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดินเขาก็จะต้องมีความระมัดระวังยิ่งขึ้น ทําให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะว่ามันตรวจสอบได้ครับ
ประการสุดท้าย ก็เป็นการกดดันองค์กรอย่าง ป.ป.ช. ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นเพียงยกตัวอย่างครับ สตง. หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปราม นะครับว่า ท่านกําลังเผชิญคู่แข่งที่สําคัญคือพี่น้องประชาชนที่สามารถจะใช้สิทธิโดยตรง ท่านก็ต้องทําหน้าที่ของท่านให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นครับ
หัวใจของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ได้อภิปรายกันมา แล้วก็น่าจะเป็น ประเด็นใหญ่ก็คือตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติจากร่างพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของทางราชการ เปลี่ยนมาเป็น ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยให้นิยามศัพท์ไว้ในมาตรา ๔ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะทั้งสิ้น ผมขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยนะครับ ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ หมายความว่าข้อมูลข่าวสารทุกประเภท รวมถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกี่ยวกับบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานที่ดําเนินการ ใด ๆ โดย ๑. ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ๒. สาธารณสมบัติ ๓. งบประมาณแผ่นดิน ๔. อํานาจ ของหน่วยงานรัฐ ๕. สิทธิหรือหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่มอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ดําเนินการ แทนเพื่อประโยชน์สาธารณะ กระผมเห็นว่ามีความกว้างขวางและครอบคลุมมากครับ ที่จะรักษาทรัพย์สินของแผ่นดินเอาไว้ให้มีการใช้อย่างถูกต้อง ความในมาตรา ๔ ที่เป็น นิยามศัพท์นี้ก็ได้ไปขยายความอีกครั้งหนึ่งในมาตรา ๙ ซึ่งก็เป็นมาตราที่สําคัญอย่างยิ่ง นะครับว่าข้อมูลสาธารณะใดที่จะต้องเปิดเผย ขออนุญาตอ่านมาตรา ๙ เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ท่านสมาชิกนะครับว่า หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการจ่ายเงินงบประมาณหรือการได้รับอนุญาต สัญญา สัมปทาน หรือ สิทธิในการดําเนินการซึ่งอาศัยอํานาจทางกฎหมายหรืออํานาจของหน่วยงานรัฐ หรือใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือการถือครองที่ดิน ของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน ก็กว้างขวางมากครับ แต่กระผมขออนุญาตแก้ไขแทน คณะกรรมาธิการ ไม่ทราบว่ากระผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่นะครับว่าพอเปิดเผยออกมาอย่างนี้ แล้วสิ่งที่สังคมกังวลก็คือว่า เอ๊ะ นี่รัฐจะก้าวก่ายไปถึงข้อมูลของเอกชนหรือ เอกชนมีหน้าที่ ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลหรือ ขออนุญาตเรียนว่าไม่ใช่ครับ หน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่ ต้องเปิดเผยข้อมูลและอันที่จริงตามพระราชบัญญัติเดิม ปี ๒๕๔๐ นั้น ข้อมูลข่าวสารของ ทางราชการก็หมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารของเอกชนอยู่แล้ว ดังในนิยามศัพท์ของพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ ที่ว่า ข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเอกชน ขอเรียนครับ นี่เป็นนิยามเก่าของคําว่า ข้อมูลข่าวสารของทางราชการตาม กฎหมาย ปี ๒๕๔๐ และในนิยามศัพท์ของร่างกฎหมายฉบับนี้มิได้เปลี่ยนแปลงนิยามศัพท์ ของข้อมูลข่าวสารของทางราชการเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นเอกชนใดที่เข้ามาดําเนิน กิจการเกี่ยวกับสาธารณะนั้น ข้อมูลของท่าน ท่านก็ไม่ต้องเปิดเผยกับใคร แต่ว่าหน่วยงาน ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับท่านเขามีหน้าที่ที่จะต้องมีข้อมูลของท่านและมีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผย อันนี้ขอย้ําเพื่อความเข้าใจนะครับ เพราะว่าก็จะมีเสียงกล่าวหาว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้อํานาจรัฐเข้ามายุ่มย่ามกับข้อมูลของเอกชนมากเกินไปหรือไม่ ขอย้ําว่าไม่ครับ เป็นไปตาม กฎหมายเดิม ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ขยายความให้มีความหมายครอบคลุมยิ่งขึ้นว่าเอกชนรายใด ที่หน่วยงานของรัฐเขาจะต้องเปิดเผยข้อมูลของท่านได้ ถ้าท่านทํามาหากินขายก๋วยเตี๋ยว ไม่มีใครมีสิทธิไปเปิดเผยข้อมูลของท่านนะครับ แต่ถ้าท่านได้สัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ให้ขายก๋วยเตี๋ยว ข้อมูลสาธารณะของท่านว่าท่านได้สัมปทานมาอย่างไร มีการประมูล มีการ ประกวดราคาถูกต้องหรือไม่ อันนั้นต้องเปิดเผยครับ แล้วก็เป็นการเปิดเผยโดยหน่วยงาน ของรัฐ อันนี้ก็เป็นการขยายความให้ชัดเจนไปเลย ผมเห็นว่าเอกชนที่สุจริตไม่ต้องกังวลครับ และเอกชนที่ไม่ได้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับหลาย ๆ คําในนิยาม คืออาศัยสิทธิหน้าที่ ของหน่วยงานของรัฐ ทําแทนหน่วยงานของรัฐได้รับสัมปทานหรือใช้เงินแผ่นดินก็ไม่ต้อง กังวลใด ๆ ครับ กระผมเองขออนุญาตท่านประธานนะครับว่าตั้งใจจะสนับสนุนอย่างยิ่ง และขอยกตัวอย่างว่าสมัยที่กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา เคยประสบปัญหาทางตันในการ ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐอยู่อย่างน้อยที่สุด ๑ กรณี ก็คือการตรวจสอบเรื่องสัญญา ขายข้าวจีทูจี (G to G) ครับ ตรวจสอบไปแล้วเห็นความไม่ชอบมาพากล สุดท้ายถึงทางตัน ใช้ข้อมูลสาธารณะไม่ได้ครับ อันนี้เราจะต้องแก้ไขตรงจุดนี้ อันนี้ก็เป็นการทําให้ระบบรัฐสภา มีเครื่องมือในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารมากยิ่งขึ้นด้วย กฎหมายฉบับนี้กระผมเห็นว่า ในส่วนของมาตราที่สําคัญที่สุดจะอยู่ในหมวด ๒ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเฉพาะในมาตรา ๗ ซึ่งก็เห็นใจนะครับว่าใครที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ซึ่งคําว่า หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ก็มีการขยายความไปจากนิยามของกฎหมาย ปี ๒๕๔๐ มากขึ้นนะครับ หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ตามมาตรา ๗ ที่เพิ่มขึ้นมาก ทีเดียวครับ คือท่านจะต้องทํา ๓ ประการ ขออนุญาตต่ออีกสักนิดนะครับท่านประธาน ๑. คือรวบรวม จัดเก็บ ๒. คือเปิดเผยและเผยแพร่ ๓. คือให้ข้อมูลและชี้แจง มิหนําซ้ําครับในมาตรา ๗ โดยเฉพาะวรรคสองก็กําหนดมาตรฐานขั้นต่ําว่าการดําเนินการในทั้ง ๓ ประการข้างต้น อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๔ ประการด้วยกัน ก็คือ ๑. จุดติดต่อที่ประชาชนจะต้องเข้าถึง ได้โดยง่ายและเปิดในเวลาราชการ ๒. ฐานข้อมูลกลาง ๓. ลําดับรายการเอกสารหรือข้อมูลที่ ท่านจะเปิดเผย ๔. ระบบเครือข่ายสารสนเทศหรือเว็บไซต์ (Web site) ที่สามารถเข้าถึงได้ โดยง่ายนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ไม่ใช่สักแต่ว่าเปิดเผย หรือนําขึ้นเว็บไซต์ (Web site) แล้วก็ไปทําอย่างอื่นครับ มาตรา ๑๐ วรรคสามบังคับไว้ว่า ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ รวมทั้งต้องจัดให้มีช่องทางการรับแจ้งจากประชาชนที่ตรวจสอบ พบว่าข้อมูลข่าวสาร สาธารณะใดเปลี่ยนแปลงหรือไม่ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงในขณะนั้นเพื่อนําไปตรวจสอบ และแก้ไขให้ถูกต้อง ก็เข้าใจแล้วก็เห็นใจครับว่าเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น
อีกประการหนึ่งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะถูกโจมตีก็คือว่า เอ๊ะ ไม่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ กระผมมีเวลาน้อยครับแต่อยากกราบเรียนว่าการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นยังคงเป็นไปตามเดิม คือตามพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็เพิ่มเติม ให้รัดกุมยิ่งขึ้นครับ ท่านสามารถอ่านได้ในมาตรา ๒๔ ถึงมาตรา ๒๕ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นได้ว่ารัดกุมขึ้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นก็คือ ให้กรรมการข้อมูลข่าวสาร สาธารณะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้ก็สําคัญครับ แต่การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านก็เขียนไว้ ดีครับว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมาย ป.ป.ช. ด้วย หมายถึงท่านก็ต้องสุจริตด้วยนะครับ แล้วท่านก็ยังมีอํานาจสั่งให้บุคคล หรือหน่วยงานส่งเอกสารหรือให้ข้อมูลที่มีผู้ร้องเรียน บทกําหนดโทษ ก็เริ่มมีคนสอบถาม กระผมเหมือนกันครับว่าโอ้โฮถึงขั้นจะมีโทษหรือ ก็กราบเรียนว่าพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๐ มีบทกําหนดโทษอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิม จําคุกไม่เกิน ๓ เดือน ปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ก็เพิ่มขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อและสภาพ เศรษฐกิจนะครับ เป็น จําคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แล้วก็เพิ่มโทษทางปกครอง แล้วที่สําคัญก็คือเป็นการเพิ่มโทษขึ้นมาเป็นครั้งแรกสําหรับผู้ยื่น คําร้องหรือผู้ยื่นขอโดยไม่สุจริตครับ ท่านก็มีสิทธิที่จะโดนโทษทางปกครองด้วย ผมอ่าน ทั้งหมดแล้วครับ ความจริงมีข้อสังเกตอยู่อีกหลายประการด้วยกัน จะทําเป็นเอกสารต่อไป ถ้าเผื่อพอจะสรุปได้นะครับ แต่โดยเวลาเพียงเท่านี้กระผมเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มี ความเหมาะสม มีความพอดีอยู่ตามสมควรทีเดียว แต่แน่นอนละครับว่าเพิ่มภาระให้กับ หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ แต่กระผมขอยืนยันว่าไม่มี ทางเลือกครับ เรากําลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปการเมืองครั้งสําคัญ เรากําลังอยู่ในช่วงของ การตั้งคําถามว่าคุณค่า ความหมายของระบอบประชาธิปไตยคืออะไร เรากําลังอยู่ในช่วงของ การถูกตั้งคําถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เราจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา ได้อย่างไร กระผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะเป็นหนึ่งในเครื่องมือ สําคัญที่จะเป็นการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่เพียง ประชาธิปไตยโดยผู้แทนที่มีผู้กล่าวขานว่าในบางกรณีหรือหลายกรณีก็เป็นประชาธิปไตย ๔ วินาที หรือประชาธิปไตย ๒ วินาที สถาปนาเผด็จการ ๔ ปี หนึ่งในเครื่องมือสําคัญ อีกอาวุธหนึ่งที่จะเป็นเครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมขึ้นมาเป็นทาง สายอ้อมเมืองหรือเป็นทางสายบายพาส (Bypass) ของระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทน กระผมได้อภิปรายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ประมาณนี้นะครับ อาจจะจําชื่อผิดเพี้ยนไปสักนิดหนึ่ง กระผมเห็นว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผ่านออกมาบังคับใช้ได้ภายในระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะมีรัฐบาลใหม่นั้น พวกเราในฐานะ ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย สามารถตอบคําถามโลก ตอบคําถามชาวโลกได้อย่างภาคภูมิใจเลยครับ ว่าในช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เราได้ทําหน้าที่สร้างประชาธิปไตยขึ้นมา อย่างสมบูรณ์ เป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย เราได้สร้างรัฐธรรมนูญสําหรับการ มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ เราได้สร้างรัฐธรรมนูญสําหรับ ประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางสาธารณะ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร จะเป็น รูปแบบไหน กระผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเมื่อรวมกับร่างพระราชบัญญัติ อีกฉบับหนึ่งที่เราผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นคุณค่าและความหมายของประชาธิปไตย ที่ประชาชนจับต้องได้และกินได้ กราบขอบพระคุณครับ