กษิต ชี้อนุรักษ์พลังงานรัฐพึ่งเอกชน ต้องเปิดข้อมูล-ตรวจสอบโปร่งใส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๗ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือแนวทางการประหยัดพลังงานในอาคารภาครัฐ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานการออกแบบและวัสดุก่อสร้างที่เอื้อต่อการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการว่าจ้างบริษัทเอกชนที่ควรต้องมีข้อมูลความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐและภาคีเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน รวมถึงการตรวจสอบเกณฑ์คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใสและเข้มงวด

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอนี้มันก็เหมือนกับกีฬาค้ําถ่อ คือจากภาครัฐแล้วก็ กระโดดข้ามมาที่บริษัทเอกชน ก็เลยทําให้ผมคิดว่าแล้วอะไรที่อยู่ตรงกลางในเรื่อง การอนุรักษ์พลังงาน ผมก็ถามว่าที่อยู่ตรงกลางก็มีกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม มีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีแกต (EGAT) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มีสมาคมสถาปนิกสยาม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แล้วก็บริษัท ที่ผลิตวัสดุก่อสร้างในเครือของปูนซีเมนต์ หรือว่าอื่น ๆ ถามว่าหน่วยงานเหล่านี้แล้วก็องค์กร ทางภาคเอกชน องค์กรทางภาคประชาสังคมได้ทําอะไรไปแล้วบ้างในเรื่องของการอนุรักษ์ พลังงาน ต้องมีคําตอบก่อนครับ ก่อนที่เราจะมาร่วมกันตัดสินใจว่าควรจะให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย ไปว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อจะให้มาเป็นกุนซือว่าควรจะใช้ อุปกรณ์ที่มีอยู่ในอาคารเก่า ๆ นั้นใหม่ ๆ อย่างไร ผมว่าต้องมีข้อมูลอันนี้ให้แน่ชัดเสียก่อนว่า มันมีความล้มเหลวอะไรในภาครัฐ แล้วก็สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผมได้กล่าว มาแล้ว ถึงจะต้องกระโดดค้ําถ่อไปให้หน่วยราชการทั้งหมดไปว่าจ้างบริษัทเอกชน นั่นเป็น ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ใครเป็นคนที่จะประเมินขีดความสามารถของบริษัทเอกชน เหล่านี้ ในเอกสารเข้าใจบอกว่ามี ๕๐ เปอร์เซ็นต์มาจากไหนกันนะครับ แล้วบุคลากร เขามาจากไหน เป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติมากน้อยแค่ไหน ที่จะสามารถระบุได้ว่า เป็นผู้ชํานาญการทางด้านอนุรักษ์อาคาร หรือว่าประหยัดพลังงาน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่ามันต้องแยกแยะระหว่างอาคารใหม่กับอาคารเก่า อาคารใหม่นี้มันก็ได้ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้วในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ในช่วงหนึ่ง ก็มีการเปลี่ยนหลอดไฟใช่ไหมครับ จากกลม ๆ สีเหลือง ๆ มาเป็นแบบสติก (Stick) ระยะหลัง ๆ ก็มีการใช้หลอดของพวกเลด (LED) มีการไปดูงานในต่างประเทศของการ ที่จะมีหลังคาเป็นโซลาร์ (Solar) หรือว่าจะปลูกหญ้า ปลูกพืช เพื่อรักษาความเย็นของแอร์ (Air condition) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อาคารใหม่นั้นมันก็มีกรมโยธาธิการและผังเมืองน่าจะ เป็นแม่งานว่าหน่วยงานราชการทั้งหมดจะสร้างอาคารใหม่นั้นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ ที่ประหยัดพลังงานทุกชนิด แล้วมันก็ต้องไปโยงกับกระทรวงอุตสาหกรรม กับสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่าจะส่งเสริมให้บริษัทเอกชนที่เรียกว่า เป็นซัปพลายเออร์ (Supplier) ต้องผลิตวัสดุที่ประหยัดพลังงานอย่างไร รวมทั้งการออกแบบด้วย โดยสถาปนิกของไทย แล้วก็พวกวิศวกรที่จะคํานวณว่าอาคารต่าง ๆ เหล่านี้ คือตราบใดที่ ไม่มีข้อมูลเหล่านี้มาสู่ที่ประชุม แล้วจะให้มีการลงมติเพื่อจะส่งเรื่องไปให้รัฐบาล ผมคิดว่า เป็นการทํางานที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์แบบนักนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง แล้วก็เรื่องของ การประหยัดพลังงานมันก็เป็นเรื่องที่พูดกันทั่วโลก ผมก็ได้พูดหลายครั้ง ได้มีการประชุม ระดับผู้นําโลกที่กรุงปารีส ในเรื่องโลกร้อน ประเทศไทยก็เป็นสมาชิกขององค์กรในเครือข่าย ของสหประชาชาติ คือฮาบิแทต (Habitat) แล้วก็เครือข่ายยูเนป (UNEP) ทางด้านสิ่งแวดล้อม ของสหประชาชาติ แล้วถ้าเผื่อจะเปิดไปที่กูเกิล (Google) หรือจากอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือจากต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะมีข้อมูลมากมายว่าด้วยการประหยัดพลังงาน เพราะฉะนั้น เราต้องมีข้อมูลให้ครบเสียก่อนว่าที่ผ่านมา ๑๐-๒๐ ปีนั้น กระทรวงพลังงานเป็นสําคัญ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มีการดําเนินการอย่างไร เพื่อจะได้ให้มีการประหยัดพลังงาน และมีการแนะนําต่อหน่วยงาน โดยเฉพาะกองวัสดุ จัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานทั้งหลายว่ามันจะเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นส่วนอาคารอย่างไรบ้างเพื่อจะ ช่วยในการประหยัดพลังงาน และต่อไปนี้มันมีกฎเกณฑ์ กฎเหล็กอย่างไรว่าอาคารใหม่ ของหน่วยราชการที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องไม่มีการใช้วัสดุที่จะทําให้สิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งหมด ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะเอาข้อมูลมาสู่การพิจารณากันเสียก่อน แล้วการที่จะกระโดด ข้ามถ่อไปว่าจ้างบริษัทเอกชนที่อาจจะมีการอ้างว่าเชี่ยวชาญชํานาญการในเรื่องประหยัด พลังงานนะครับ มันจะได้มีเวลาได้ไตร่ตรอง แล้วก็จะได้มีการศึกษาความน่าเชื่อถือ ของบริษัทเหล่านี้ด้วย ผมคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนในเรื่องนี้ น่าจะได้ใช้เวลาทบทวน แล้วก็เสนอเข้ามาใหม่ที่จะให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ การจัดซื้อจัดจ้างระหว่างหน่วยงานกับเอกชน มันก็ยังมีเรื่อง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างค้างคาอยู่ การที่จะบอกว่ามันจะมีความโปร่งใส ไม่ฮั้ว ไม่เล่นพรรคเล่นพวก มีผลประโยชน์ทับซ้อน มันก็เป็นเรื่องที่เราหวาดหวั่น แล้วก็ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นอีกนะครับ แต่ว่าเรากําลังจะเสนอให้ หน่วยงานรัฐทั้งหมดนี้เริ่มดําเนินการจัดซื้อว่าจ้างบริษัทเอกชน ที่อ้างว่ามีความชํานาญการ มีความน่าเชื่อถือ โดยที่ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็มาตรการของการรักษาพลังงานต่าง ๆ เหล่านี้มันยังไม่มีภาพที่แน่ชัด หรือว่ายังไม่มีภาพที่คืบหน้า ขอกราบเรียนท่านประธาน ขอบคุณมากครับ