ดุสิต เครืองาม หารือแนวทางส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาครัฐผ่านกลไกบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) โดยเสนอให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ พร้อมเน้นการแบ่งปันผลประหยัดที่เกิดขึ้นและรับประกันผลลัพธ์ได้จริง ทั้งยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณ รวมถึงจัดตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อพิจารณาโครงการนำร่องอย่างโปร่งใส ก่อนขยายผลทั่วทั้งประเทศเพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ในฐานะเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการ ท่านคุรุจิต ให้นําเสนอรายละเอียดในหัวข้อการปฏิรูป เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน หรือชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า อีเอสซีโอ (ESCO) อ่านว่า เอสโก (ESCO) ครับ หัวข้อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานในครั้งนี้ กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นเรื่องของการหาแนวทางในการที่จะทําให้เกิดการประหยัดพลังงาน นั่นเอง แล้วก็กลุ่มเป้าหมายของอาคารที่จะประหยัดพลังงานในครั้งนี้ก็คือหน่วยงานราชการ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นําเสนอประกอบการบรรยายด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขออนุญาตไปรูปนี้เลยนะครับ เป้าหมายการประหยัดหรือว่าอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงานซึ่งได้นําเสนอภายใต้ แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี (PDP) และได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไปแล้วในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้านั้นได้กําหนดไว้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ จะเป็นภาคที่อยู่อาศัย อาคารธุรกิจทั่วไป หรือแม้แต่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ละเซกเตอร์ (Sector) แต่ละภาคนั้น จะต้องมีความรับผิดชอบในการที่จะต้องลดการใช้พลังงานลง ซึ่งในที่นี้ก็คือพลังงานไฟฟ้า นั่นเอง เพราะเกี่ยวข้องกับอาคารโดยตรงเป็นส่วนใหญ่
ในส่วนของการที่จะประหยัดการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐนั้นถือว่า เป็นตัวเลขที่ท้าทายมากครับ ใน ๒๐ ปีข้างหน้าจะต้องลดการใช้พลังงานให้ได้ถึงประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านหน่วย ประมาณสูงมาก ๗,๐๐๐ ล้านหน่วย ถ้าเทียบกับเป้าหมายของ ทั้งประเทศคือ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยใน ๒๐ ปีข้างหน้า หากเรานําเอาตัวเลขที่จะลดการใช้ ไฟฟ้าภาครัฐ ภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมมารวมกันแล้วทั้งหมดก็คือจะได้ ตัวเลขประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย นั่นคือเป้าหมายของรัฐบาลครับ การที่จะลดการใช้ ไฟฟ้าให้ได้ถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยใน ๒๐ ปีข้างหน้านั้นเท่ากับว่าเราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้า ใหม่ถึง ๑๐ กว่าโรง ถ้าโรงละ ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ ก็คือ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ตรงนี้ถือว่าจะ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการสูญเสียได้อย่างมากมายครับ
ภาพถัดไปครับ ถามว่าในการที่เราจะลดการใช้พลังงานต่าง ๆ นั้นเราจะมี วิธีการอย่างไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วก็อาจจะดําเนินการโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน พฤติกรรมของพวกเรานั่นละนะครับ อย่างเช่นเวลาไม่อยู่ในห้อง ไม่อยู่ในบ้านก็ปิดสวิตซ์ ปิดไฟ ปิดน้ํา ปิดแอร์ (Air condition) หรือว่าเพิ่มอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม อีกมาตรการหนึ่งก็คือไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นก็จะ ทําให้ลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงานลงครับ
ภาพถัดไปครับ ในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ซึ่งท่านประธานคุรุจิตได้กล่าวเกริ่นไปแล้วนั้น ผมขออนุญาตนําเสนออีกนิดหนึ่งว่า เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้นะครับทาง สปท. ได้ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน หรือเรียกย่อ ๆ ว่าบิลดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านกับมติดังกล่าว เรื่องดังกล่าวเขาส่งไปที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ก็ให้ความเห็นชอบส่งต่อไปที่ประชุมแม่น้ํา ๓ สาย ก็ให้ความเห็นชอบแล้ว บัดนี้เรื่องการที่จะ ออกกฎกระทรวงเรื่องบิลดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) หรือว่าการออกแบบ การก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานนั้นอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงพลังงานกําลังยกร่าง กฎกระทรวงรายละเอียดอยู่ นั่นก็คือขาหนึ่งที่เราได้ทําไปแล้ว ขณะเดียวกันครับในวันนี้ก็จะ ถือว่าเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ กัน แต่มาเล็งเป้าไปที่อาคารของภาครัฐเป็นการเฉพาะซึ่งในวันนี้ เราจะขอนําเสนอเรื่องการใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงานหรือเอสโก (ESCO) เข้ามาเป็น เครื่องมือในการที่จะให้หน่วยงานของภาครัฐได้ประหยัดพลังงานนั่นเอง
ภาพถัดไปครับ ถามว่าชื่อที่เราเรียกกันว่าบริษัทจัดการพลังงาน หมายความว่า อะไรครับ เป็นคําที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี อีเอสซีโอ (Energy Service Company : ESCO) เรียกว่า เอสโก (ESCO) เป็นศัพท์สากลที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่ เป็นศัพท์ที่ประเทศไทยเราคิดเป็นประเทศแรกนะครับ หลาย ๆ ประเทศเขาก็ดําเนินการ มาแล้ว แล้วก็ไม่ใช่เป็นชื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นลักษณะของกิจกรรมที่บริษัทนั้น เขาทําอยู่ หมายถึงบริษัทที่ดําเนินธุรกิจที่ให้บริการด้านการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงาน ทดแทนซึ่งให้บริการแบบครบวงจร โดยผู้รับบริการสามารถนําผลประหยัดที่เกิดขึ้นมา ตอบแทนคืนให้แก่บริษัทเอสโก (ESCO) ได้นะครับ หลักการสําคัญของเอสโก (ESCO) นั้น ก็คือว่าจะต้องมีการรับประกันผลงานต้องมีความน่าเชื่อถือ แล้วก็ต้องมีการตรวจวัด พิสูจน์ผลได้ นั่นก็คือคํานิยามทั่วไปของบริษัทประเภทที่เรียกว่าเอสโก (ESCO) คือผู้ให้บริการ ด้านพลังงานนั่นเอง
ถัดไปครับ รูปแบบการให้บริการของบริษัทเอสโก (ESCO) นั้นมีด้วยกัน หลายแบบ ที่สําคัญก็คือ
แบบที่ ๑ ก็คือว่าเป็นการที่เจ้าของอาคารเป็นผู้ลงทุนเจ้าของอาคารลงทุน อย่างเช่น เจ้าของอาคารเปิดโครงการขึ้นมาที่เขาเรียกว่าเขียน ทีโออาร์ (TOR) หรือว่า สเปก (Spec) แล้วเปิดการประมูลขึ้นมา บริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นเอสโก (ESCO) ก็เข้าไป แข่งขันครับ ผู้ลงทุนคือเจ้าของอาคาร บริษัทเอสโก (ESCO) เขาก็ไปแข่งขัน ใครชนะก็คือ ชนะการประมูลก็ไปซื้อเครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ประหยัดพลังงานเข้าไปติดตั้ง อันนี้ก็คือเป็น การประมูลทั่ว ๆ ไป คือเจ้าของอาคารเป็นคนลงทุน แล้วก็เอสโก (ESCO) บอกว่าจะรับประกัน ว่าเครื่องปรับอากาศนี้จะใช้งานได้ ๕ ปี ๑๐ ปี จะประหยัดไฟฟ้ามากกว่าเดิมกี่หน่วยอะไร ก็แล้วแต่ แล้วเอสโก (ESCO) จะต้องรับประกันด้วยว่าจะประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าได้เป็นเงิน เท่าไร กี่หน่วยต่อเดือน ต่อปี ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้เมื่อเทียบกับเครื่องจักรปกตินั้นเอสโก (ESCO) ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนคืนกลับไป เอสโก (ESCO) ได้ทั้งค่าจ้างในการขาย เครื่องจักร ได้ทั้งส่วนแบ่งพลังงานที่ลดลง แบบนี้ไม่ใช่เป็นวัตถุประสงค์ที่เรานําเสนอในวันนี้ ครับท่านประธาน แต่เป็นแบบที่ ๒ นะครับ
แบบที่ ๒ ก็คือหน่วยงานของภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเลย ไม่ต้องลงทุนนะครับ เพียงแต่หน่วยงานภาครัฐบอกขอเชิญเข้ามาปรับปรุงระบบไฟฟ้า แสงสว่างเหมือนกับอาคารรัฐสภาแห่งนี้ รัฐสภาไม่ต้องลงทุนไม่ต้องไปของบประมาณแผ่นดิน ที่ไหนมาครับ เรากําลังบอกว่ามาตรการที่เรากําลังเสนอท่านอยู่ในวันนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณ แผ่นดินในการที่จะต้องมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างไม่ต้องครับ สีเขียวที่ระบายอันนี้ก็คือ บริษัทเอสโก (ESCO) บอกว่าจะเข้าไปปรับปรุงเครื่องปรับอากาศ ไฟฟ้าแสงสว่างให้ เอสโก (ESCO) เป็นคนลงทุนให้ ขออย่างเดียวครับ ถ้าไฟฟ้ามันลดลงไปจากเดิมเท่าไรแล้ว ขอส่วนแบ่งเหล่านั้นคืนให้กับบริษัทเอสโก (ESCO) ไปเถอะ จะเป็นสัญญากี่ปีก็แล้วแต่ ความเหมาะสม อันนี้คือเป็นวิธีที่เรานําเสนอในวันนี้นะครับ
แบบที่ ๓ เป็นเรื่องของสัญญาสัมปทาน ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด ถ้าหากว่าทําแบบนี้ได้
ขออนุญาตรูปถัดไปครับ ประเทศไทยโดยรัฐบาลจะประหยัดงบประมาณ มหาศาล เมื่อสักครู่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ใบแรก ๆ ที่นําเสนอ กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าไปว่าหน่วยงานภาครัฐจะต้องประหยัดการใช้พลังงานให้ได้ถึง ๗,๐๐๐ ล้านหน่วย ถ้าเรา ไม่เสนอโครงการนี้เข้ามา ๗,๐๐๐ ล้านหน่วยที่จะประหยัดได้นี้ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะต้องหา งบประมาณแผ่นดินมาลงทุนเป็นอินเวสต์เมนต์ (Investment) นี่ กี่หมื่นกี่แสนล้านบาท ใน ๒๐ ปีข้างหน้า แต่ถ้าหากว่าเราใช้โครงการเอสโก (ESCO) ที่กรรมาธิการเรากําลังนําเสนอ ในวันนี้ รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยครับ เปิดโอกาสเท่านั้น เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามา ปรับปรุงแล้วก็แบ่งปันส่วนที่ลดการใช้พลังงานลงไปได้ ถามว่าแล้วทําไมต้องมาพูดเรื่องนี้ ในสภาครับ ก็เพราะว่าทุกวันนี้มาตรการเอสโก (ESCO) ไม่สามารถเอามาใช้กับหน่วยงาน ภาคราชการได้เลย ในประเทศไทยเราในระบบเอสโก (ESCO) นี่นะครับ โดยกระทรวงพลังงานหรือกรมพัฒนา พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เขามีมาตรการเรื่องเอสโก (ESCO) อยู่แล้ว โดยบอกว่า เอกชนกับเอกชนทํากันเองนะ เจ้าของอาคารคือเอกชน ผู้เข้าไปปรับปรุงพลังงาน ผู้ลงทุนคือ เอกชน ส่วนแบ่งคืน เอกชนก็คืนให้เอกชนไป เขาทํามาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่พอมา ถามว่าเอกชนนั้นจะมาขอลงทุนให้หน่วยงานราชการ ทําไม่ได้ครับทุกวันนี้ เพราะท่านก็ ทราบดีอยู่แล้วว่าหน่วยงานราชการรู้จักอยู่อย่างเดียว ตั้งงบมา เปิดประมูลตามสเปก (Spec) แข่งขัน ขายของ ซื้อของกัน พอมาใช้วิธีมาตรการ ราชการงงครับ ไม่รู้มันคืออะไร ไม่มีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีรองรับ ไม่มีระเบียบของงบประมาณมารองรับ ตรงนี้ถือว่าเป็นเส้นผม บังภูเขา แล้วก็ต้องขออนุญาตมอบเครดิตเรื่องนี้ให้กับท่านรองประธานของเรานะครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เมื่อปีที่แล้วซึ่งท่านได้เป็นประธานอนุกรรมาธิการเรื่องการอนุรักษ์ พลังงาน ท่านได้คิดริเริ่มเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ยังไม่สําเร็จครับ ตอนนี้ สปท. เรากําลังต่อยอด ตามเจตนารมณ์อยู่เมื่อเป็นดังนี้
ขออนุญาตภาพถัดไปนะครับ กระบวนการที่เรากําลังนําเสนออยู่นี้ โดยสรุป ง่าย ๆ นี้ก็คือโฟลว์ชาร์ต (Flowchart) ตามที่เสนอนี้หน่วยงานภาครัฐซึ่งผมระบายเป็น สีม่วง ๆ อยู่ข้างล่าง บริษัทจัดการพลังงานซึ่งจะเป็นผู้ลงทุนให้นี้ สีเขียว ๆ อยู่ข้างบนนี้ครับ ก็ขอให้หน่วยงานภาครัฐกับบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นเอสโก (ESCO) นี่ทําสัญญากันเสีย แล้วสัญญาที่พูดถึงนี้ไม่ใช่เขียนกันเล่น ๆ นะครับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน เขาจะเป็นหน่วยงานกลางในการที่จะยกร่างสัญญามาตรฐานขึ้นมาให้ เราเรียกว่า เป็นสัญญาแบ่งปันผลประหยัดพลังงาน มีละเอียดยิบเลยครับ ใครจะเป็นบริษัทเอสโก (ESCO) ได้ ต้องมีประสบการณ์ ต้องมีผลงาน ต้องมีการรับประกัน ต้องมีบุคลากร ต้องมี การตรวจวัด ต้องมีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อมีสัญญาเสร็จ บริษัทเอสโก (ESCO) ก็เข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่าง ติดตั้งให้เสร็จ ส่งมอบระบบให้กับเจ้าของอาคารไป พอเวลาผ่านไป ๑ เดือนหรือ ๑ ปี ไฟฟ้าลดลง ๑๐ ล้านบาท ๑๕ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาทต่อปี ค่าไฟฟ้าที่ลดลงนั้นเราก็อยากจะให้แบ่งทยอยผ่อนส่ง จะเป็นรายเดือนหรือว่ารายปีค่อย ๆ คืนให้กับบริษัทเอสโก (ESCO) ไป แต่ตรงนี้นะครับ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าหน่วยงานราชการนี้ไม่สามารถผ่อนส่งค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ ทุกท่าน ที่มาจากหน่วยราชการทราบอยู่แล้วว่าค่าไฟฟ้านั้นงบประมาณในระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง มันเป็นค่าใช้จ่ายงบประมาณนั้นเรียกว่าเป็นค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้ากี่ล้านบาทท่านก็ต้อง เบิกจากกระทรวงการคลังมาเท่านั้น ประหยัดไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท งงครับ คือต้องส่งคืนกระทรวงการคลังอย่างเดียว เราอยากจะแก้ไขปัญหาตรงนั้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทที่ประหยัดได้ทําอย่างไรที่จะเอาไปผ่อนส่งคืนให้กับ บริษัทที่เข้ามาทําเรื่องประหยัดพลังงานให้กับเรา
ภาพถัดไปครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราทําแบบนั้นได้ เดี๋ยวคําว่า ถ้า นี่ทําอย่างไร เราจะมีเสนออยู่ ๔-๕ ข้อนะครับ เอาเป็นว่าถ้าหากเราทําแบบนี้ได้แล้วรัฐก็จะ ประหยัดงบประมาณของประเทศในอนาคตได้หลายหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาทเลย แล้วก็ยังมีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดก๊าซเรือนกระจกอะไร ต่าง ๆ ได้มากมายมหาศาลครับ
ภาพต่อไปเลยครับ ข้อดีของการดําเนินการโดยใช้บริษัทเอสโก (ESCO) นี้ ซึ่งความจริงทั่วไปผมก็ได้บรรยายไปแล้วนะครับ ขอไปที่เรื่องของการเสนอการปฏิรูปเลย นะครับว่า เราจะเสนอว่าอะไร
ข้อ ๑ ขอเสนอให้มีการใช้มาตรการนําเอากลไกที่เรียกว่าบริษัทเอสโก (ESCO) ซึ่งขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกระทรวงพลังงาน เข้าไปให้บริการกับหน่วยงานราชการ ในมาตรการที่เรียกว่า แบ่งปันผลประหยัด คือเอสโก (ESCO) เข้าไปลงทุนให้ ประหยัดเท่าไร ก็มาผ่อนส่งแบ่งให้กับเอสโก (ESCO) เขากลับไป แล้วก็เอาไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ จะทําให้ เกิดการประหยัดงบประมาณแผ่นดินขึ้นมา
ข้อ ๒ ขอเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งผมเรียน แล้วว่าเงินที่จะต้องเสียค่าน้ําค่าไฟถ้ามันเหลือเท่าไร หน่วยงานราชการต้องคืนกระทรวง การคลัง ก็คือเบิกมาตามเท่านั้น ลดมาเท่าไรไม่รู้อย่างไรมันไม่มีระเบียบรองรับ เราก็อยากจะ ขอความรู้ความสามารถของคณะกรรมการขึ้นมาสักคณะหนึ่ง ให้เขามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ จะมาแก้ไขระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างหรือการงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสํานัก งบประมาณ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรมบัญชีกลาง หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาช่วยกันระดมความคิด ก็ขอให้มีคณะกรรมการกลาง ประกอบด้วยกรรมการประมาณ ๑๓ ท่าน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นรองประธาน มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง รวมทั้งผู้แทนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเขาเป็นมืออาชีพเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นกรรมการและเลขานุการ อย่างนี้เป็นต้น อยากจะให้มีคณะกรรมการเขาช่วยกันมาแก้ไขระเบียบว่าจะทําอย่างไรให้เกิด การปฏิรูปแบบนี้ขึ้นได้ ถ้าทําแบบนี้ได้ก็จะเป็นกระบวนการที่ ๓
ข้อ ๓ พอมีคณะกรรมการปั๊บ ให้เขาลองยกร่างระเบียบขึ้นมา แล้วก็เอา ระเบียบใหม่มาประยุกต์ใช้ทําเป็นโครงการนําร่องขึ้นมา โดยทดลองใช้กันสักระยะหนึ่ง ถ้าได้ผลก็นําไปขยายกับทุกกระทรวง ทบวง กรม
ข้อ ๔ ให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเขาเป็นมืออาชีพ ในเรื่องของการกําหนดมาตรการการประหยัดพลังงาน การคํานวณผลตอบแทนที่คุ้มค่า หน่วยงานของรัฐต้องไม่เสียเปรียบ บริษัทเอสโก (ESCO) ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร อะไรที่เรียกว่า เป็นประหยัดพลังงาน อะไรไม่เป็นการประหยัดพลังงาน กําหนดกฎเกณฑ์กติกาในการสร้าง ผลตอบแทนให้ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ก็ให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เขายกร่างเรื่องตรงนี้ขึ้นมา อย่างเช่น อาจจะบอกว่าผลตอบแทนที่จะส่งคืนให้กับบริษัทเอกชน ที่เข้ามาปรับปรุงนั้นอาจจะไม่เกินร้อยละ ๗๕ ของมูลค่าที่ประหยัดได้ต่อปี แล้วก็ต่อเนื่อง ไม่เกิน ๕ ปี หรือ ๔ ปี หรือ ๓ ปีอะไรก็แล้วแต่ก็ว่ากันไป ตรงนี้ต้องตรวจสอบได้ แล้วที่สําคัญ ผลประโยชน์จะต้องให้หน่วยงานของภาครัฐได้อย่างคุ้มค่า มีความคุ้มค่าแล้วก็คงจะต้องมี การคัดเลือกบริษัทเอสโก (ESCO) ที่จะเข้าไปดําเนินในแต่ละโครงการอย่างมีหลักเกณฑ์ รวมทั้ง แน่นอนก็เข้าไปตรวจสอบผลการประหยัดพลังงานต่าง ๆ ด้วย
เมื่อเป็นดังนี้คณะกรรมาธิการของเราก็คิดว่าถ้าปฏิรูปเรื่องนี้ได้ หน่วยงาน ภาครัฐโดยระเบียบสํานักงบประมาณเปิดใจที่จะสามารถสร้างกลไกเหล่านี้ได้ จะทําให้เกิด ผลประโยชน์มากมาย
๑. เกิดการอนุรักษ์พลังงานในภาครัฐอย่างมีนัยสําคัญ โดยไม่ต้องใช้ งบประมาณแผ่นดินเลย
๒. ประหยัดเงินของงบประมาณแผ่นดินได้หลายหมื่นล้านบาท เราประเมินแล้ว ๗,๐๐๐ ล้านหน่วยก็จะประหยัดได้ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทใน ๒๐ ปีข้างหน้า
๓. หน่วยงานภาครัฐเมื่อประหยัดพลังงานแล้ว ยังสามารถนําเงินนั้นไปลงทุน หรือทําอย่างอื่นอีกก็ย่อมได้ ก็จะมีมูลค่าเพิ่มอีกมากมายจากการประหยัดพลังงาน
๔. พนักงานหรือองค์กรก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน ว่าทําอย่างนั้นมันประหยัดไฟ ทําอย่างนี้มันประหยัดแสงสว่าง ก็จะเกิดวัฏจักรลูกโซ่ในการทําให้เกิดความรู้ในการประหยัด พลังงานให้กับองค์กร ให้กับพนักงาน ลูกจ้างที่อยู่ในหน่วยงานนั้น ๆ ครับ
๕. เราก็จะได้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส
๖. แล้วก็ที่สําคัญจะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมายขึ้นมาในประเทศ
๗. แล้วก็แน่นอนครับเมื่อประหยัดพลังงานได้ประเทศไทยเราก็จะสง่าผ่าเผย ในการอยู่ในเวทีโลกตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเป็นสักขีพยานในสนธิสัญญาคอร์ป ๒๑ (COP 21) ที่กรุงปารีส เอาไว้เมื่อปีที่แล้ว
สุดท้ายนี้กระผมจึงขอสรุปว่าการปฏิรูปเรื่องนี้ใช้เวลาไม่นานครับ ถ้าเรื่องนี้ ออกจาก สปท. เราไปได้ แล้วก็เรื่องนี้ถ้าไปถึงกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังก็ให้ เขาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ใช้เวลา สมมุติว่า ๓ เดือน แล้วก็ไปยกร่างระเบียบที่จะแก้ไขกัน แล้วก็ไปทําโครงการนําร่อง ไม่เกิน ๗ หรือ ๘ เดือนก็น่าจะได้เห็นโครงการนําร่องเกิดขึ้นได้ เรียนว่าไม่ต้องแก้กฎหมายนะครับ ไม่ต้องไปแก้กฎหมาย ก็คือเป็นเรื่องของขั้นตอนของระเบียบ
ภาพถัดไปครับ งบประมาณก็คือถ้าขับเคลื่อนได้ก็จะเป็นเรื่องของ การประชาสัมพันธ์ ทุกกระทรวง ทุกกรมเปิดใจที่จะใช้มาตรการเอสโก (ESCO) นี้ หรือว่า กรม กองไหน บอกฉันอยากจัดซื้อจัดจ้างเหมือนเดิมเพราะฉันชอบแบบนั้น ก็ทําได้ ไม่ได้ ว่าอะไร ไม่ใช่ว่าการจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิมจะยกเลิกไป ไม่ต้องครับ ขอบคุณครับ
ขอภาพถัดไปครับ แล้วก็สุดท้ายนี้ขอเสนอ ขอรับการสนับสนุนจากท่าน สปท. ทุกท่าน ได้โปรดพิจารณาเห็นชอบที่จะนําเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ ครม. พิจารณาและมีมติเห็นชอบ ข้อที่ ๑ ให้ใช้มาตรการเอสโก (ESCO) กับหน่วยงาน ราชการ ข้อที่ ๒ ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพื่อยกร่างระเบียบรองรับ ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๔ ก็คือให้มีการกําหนดหลักเกณฑ์ที่รัดกุม ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมี โครงการนําร่องขึ้นเป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ครับ ขอขอบพระคุณครับ