ธวัชชัย ยงกิตติกุล หารือแนวทางพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตร โดยเสนอให้ปรับปรุงระบบเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากข้าวนาปีก่อนขยายผลไปทุกพืชทั่วประเทศภายใน 10 ปี พร้อมเน้นความจำเป็นของข้อมูลที่แม่นยำและการสนับสนุนเงินอุดหนุนจากรัฐเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม นอกจากนี้ยังเสนอการจัดตั้งกองทุนประกันภัยภาครัฐเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ร่างกฎหมายเกษตรพันธสัญญาเพื่อคุ้มครองเกษตรกร รวมถึงการให้ความรู้ด้านตลาดและผู้บริโภค พร้อมเรียกร้องให้มีการพิจารณาการประกันราคาและรายได้เกษตรกรอย่างรอบคอบทั้งในด้านเทคนิคและบริบทการเมือง โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน
ขอบพระคุณ ครับท่านประธาน ผมขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํา ต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากนะครับ ผมขอตอบคําถามง่าย ๆ ก่อนนะครับ
ขอขอบพระคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ที่ได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องหลายข้อ ด้วยกันนะครับ ซึ่งกระผมกับคณะก็จะรับไปปรับปรุงตามที่ท่านได้กรุณาให้คําแนะนําไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่ายังมีจุดอ่อน อยู่มากซึ่งจะต้องนําภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรเข้ามาร่วมอยู่ด้วย แล้วก็เรื่องที่ ท่านถามผมเรื่องสัดส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกัน ผมขอเรียนสารภาพว่า เขียนผิดไปครับ ที่ท่านคอมเมนต์ (Comment) ถูกแล้วก็คือลดลงมากครับ แต่ก็ยังนับว่าสูงอยู่ ผมไม่ทราบว่าเขียนออกมาได้อย่างไรผิดพลาดได้ เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนะครับ
ผมขอเรียนภาพกว้าง ๆ ที่เสนอไว้อย่างนี้นะครับ ก็คือว่าขั้นตอนที่เราเสนอไว้ ก็คือว่าเราจะเริ่มต้นโดยการปรับปรุงระบบที่มีอยู่ให้มั่นคงเสียก่อน ขณะนี้ที่ทําอยู่แล้วก็คิดว่า ที่จะปรับปรุงได้ง่าย ก็คือการประกันเฉพาะข้าวนาปีนะครับ ซึ่งขณะนี้ก็มีเกษตรกรเข้าร่วม เพียง ๑.๕ ล้านไร่ แล้วก็คิดว่าภายใน ๓ ปีแรกจะต้องเพิ่มขึ้นให้เป็น ๓๐ ล้านไร่ให้ได้ แต่ตัวเลขนี้เมื่อหารือกันแล้วก็เลยเชิญบริษัทประกันต่าง ๆ มาหารือว่าถ้าเป็น ๓๐ ล้านไร่ เบี้ยประกันจะเป็นสักเท่าไรนะครับ ขณะนี้ก็ยังอยู่ในช่วงการต่อรอง แต่ว่าในขณะนี้ค่าเบี้ย ประกันถ้าที่เขาเสนอมาก็เหลือประมาณ ๑๒๐ บาท ซึ่งผมคิดว่าก็ยังเป็นเรื่องที่เรายังจะ สามารถจะต่อรองกันได้นะครับ แต่ในที่สุดแล้วถ้าจะให้เกษตรกรเข้าร่วม การอุดหนุนของ ภาครัฐก็ยังจําเป็นอยู่ เท่าที่สอบถามจากเกษตรกรคือว่าคงจะยินดีรับแค่ประมาณไร่ละ ๕๐ บาท เพราะฉะนั้นรัฐกับส่วนหนึ่งก็คือ ธ.ก.ส. ด้วยนะครับ ถ้าเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ธ.ก.ส. ก็จะสามารถได้รับเงินอุดหนุนจาก ธ.ก.ส. อีกไร่ละ ๑๐ บาท เพราะฉะนั้นก็มี ความเป็นไปได้สูงนะครับ ถ้าขยายพื้นที่ประกันข้าวนาปีไปถึง ๓๐ ล้านไร่ เงินอุดหนุนของรัฐบาลทั้งหมดก็ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก อันนี้ก็จะใช้เวลาต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องกฎหมายที่จะต้องออก ที่ท่านกรุณาให้คําแนะนํามา ก็จะต้องทําให้เสร็จภายใน ๓ ปีนะครับ ทีนี้เมื่อครั้งที่ ๒ คือ จาก ๓ ถึง ๕ ปี เราก็จะขยาย ข้าวนาปีไปทั่วประเทศ ถึงตอนนั้นผมคิดว่าความพร้อมต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้น ความพร้อม ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คืออย่างนี้ครับ ก็คือว่าระบบประกันถ้าจะทําให้ได้แล้วก็เกิดความ ยุติธรรมกับทุกฝ่าย สถิติจะต้องมีแม่นยํามาก ขณะนี้สถิติของเรายังน้อยเกินยังไม่พอนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าใช้เวลาประมาณ ๓ ปี ผมคิดว่าสถิติเรื่องแอเรียยีลด์ (Area yield) หรือ ผลผลิตต่อไร่ก็ดีนะครับ เรื่องสภาพภูมิอากาศก็ดีนะครับ ก็เพียงพอที่จะใช้ในการคํานวณ ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิด แล้วก็จะได้สามารถเป็นพื้นฐานในการคํานวณว่า เบี้ยประกันจะเป็นเท่าไร ค่าชดเชย ค่าสินไหมทดแทนควรจะเป็นเท่าไร ในที่สุดแล้วก็จะต้อง ขยายให้สามารถครอบคลุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรให้ได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ขั้นระยะยาว ๑๐ ปี ก็คือว่าจะขยายไปถึงพืชทุกประเภทเลย ซึ่งในขณะนี้ก็แปลว่าเราจะต้องพยายามเก็บข้อมูลแอเรียยีลด์ (Area yield) ของพืชต่าง ๆ ทยอยไปทีละพืช ๒ พืช เช่น อ้อย ข้าวโพด อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องเก็บไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายใน ๑๐ ปี เราจะสามารถทําให้ระบบประกันสามารถครอบคลุม ได้ถึงพืชทุกประเภทแล้วก็ทั่วประเทศ แล้วก็จะสามารถทําให้เบี้ยประกันแล้วก็ค่าชดเชย เป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ทั้ง ๒ ฝ่าย
ส่วนเนชันนัลพูล (National Pool) ผมคิดว่าในขั้นแรกผมยังไม่อยากจะให้รัฐ เข้ามาเป็นผู้ดูแลเพราะว่าผมเกรงว่าประสบการณ์ของรัฐยังไม่พอ แต่ขั้นแรกก็คือว่าจะทําให้ ระบบการประกันช่วงหรือประกันภัยต่อ แทนที่จะส่งไปให้บริษัทต่างประเทศเป็นผู้ประกันต่อ รัฐรับเสียเอง เพราะฉะนั้นเบี้ยประกันที่รับมา มาอยู่ที่รัฐ ถ้าหากว่าปีไหนไม่มีความเสียหายมาก รัฐบาลไม่ต้องจ่าย เงินก้อนนี้ก็ยังอยู่ แล้วถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นมากมายก่ายกอง เงินก้อนนี้ก็จะมาชดเชย แทนที่จะไปให้บริษัทต่างประเทศ ปีหนึ่ง ๆ เราก็จ่ายเบี้ยประกันภัย ต่อให้ต่างประเทศสูงมากนะครับ อันนี้เราก็คิดว่าจะพยายามดึงกลับมาทําเองภายในประเทศ โดยรัฐบาลทํานะครับ
ผมขอขอบคุณ คุณหมอชูชัยนะครับที่ได้ให้คําแนะนําอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งจะ มีประโยชน์มาก เรื่องของเกษตรพันธสัญญา อยากจะเรียนว่าขณะนี้อยู่ในขั้นของการร่าง กฎหมายแล้วนะครับ ซึ่งผมก็เผอิญได้เป็นกรรมการอยู่ด้วย ผมก่อนที่จะเข้ามาทําเรื่องนี้ ผมกับดอกเตอร์กอบศักดิ์ซึ่งทําเรื่องนี้อยู่ก็ไปดูปัญหาในพื้นที่ก็ได้เก็บข้อมูลมาเป็นจํานวนมาก แล้วก็หวังว่าร่างกฎหมายที่ออกมาจะสามารถทําให้เกษตรกรรอดพ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยบริษัทเกษตรให้ได้นะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าความผิดของส่วนหนึ่งก็เกิดจาก ตัวเกษตรกรเองด้วยที่ไม่เข้าใจว่าทุกวันนี้การทําเกษตร อย่าไปพูดถึงเอาใจบริษัทที่เข้ามาทํา เกษตรพันธสัญญาเลย ผมคิดว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคมีความถี่ถ้วนมาก เพราะฉะนั้นถ้าเกษตรกร ไม่เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรก็จะหาตลาดยากนะครับ ผู้บริโภคทุกวันนี้ ก็สนใจมากนะครับว่าพืชตัวไหน ผลไม้ตัวไหน ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อประเด็น เหล่านี้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังมองข้ามความสําคัญไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าจะต้องทํา พร้อมกับเรื่องของเกษตรพันธสัญญาที่จะต้องให้ความรู้แก่เกษตรกรด้วยนะครับ
ที่ท่านกษิตพูดถึงเรื่องการประกันราคา ประกันรายได้ คณะของเราก็คิดอยู่ แต่ว่าขณะนี้ยังไม่กล้าเสนอเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ รายได้ ขนาดไหนถึงจะเพียงพอ ประกันราคามันก็มีหลายวิธีซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ จะต้องเข้าใจระบบการเมืองดีกว่านี้ ถ้าพวกเรามีโอกาสทําคงจะได้คําแนะนําจากท่านที่มี ความเชี่ยวชาญมีความรู้ทางการเมืองเข้ามาแนะนําด้วย เพราะอันนั้นจะนอกเหนือจากเรื่อง ของสถิติธรรมดาเลยนะครับ มันจะต้องมีเทคนิคด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามข้อแนะนําของ ท่านเหล่านี้ผมกับท่านประธานดอกเตอร์สมชัยก็จะรับไปแล้วก็พยายามจะปรับปรุงให้โดยเร็ว ที่สุด โดยเฉพาะการร่างกฎหมายก็จะเป็นเรื่องที่คงจะต้องรีบทํานะครับ ผมขอขอบพระคุณ ทุกท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ขอบคุณครับ