สมชัย ฤชุพันธุ์ หารือการพัฒนาข้อเสนอปฏิรูปประกันภัยภาคเกษตร โดยเห็นว่าปัญหาเกิดจากความไม่พร้อมของเกษตรกรและทัศนคติของบริษัทประกันภัย พร้อมสนับสนุนข้อเสนอให้รัฐช่วยจ่ายเบี้ยประกันแก่เกษตรกรยากจนเพื่อสร้างระบบรองรับที่ยั่งยืน และเสนอให้ย้ายกรมการประกันภัยมาอยู่ใต้กระทรวงการคลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเรียกร้องให้ปรับกฎระเบียบที่จำกัดบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสนอเปลี่ยนจากการกำหนดรายการสิ่งที่ทำได้ เป็นการระบุข้อห้ามเฉพาะ เพื่อให้ อปท. สามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างคล่องตัวและตรงกับความต้องการจริง
ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านสมาชิกหลายท่านที่ให้ความเมตตาต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็น ประโยชน์หลายอย่างนะครับ ผมคิดว่าข้อคิดเห็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายมานั้นเป็นข้อคิดเห็น ที่มีค่ามาก แล้วก็จะรับข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปพัฒนาปรับปรุงข้อเสนอให้ดีขึ้นให้ได้มาตรฐาน ขึ้นนะครับ
ข้อเสนอของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เกี่ยวกับเรื่องบรรษัทหรือกองทุนประกันภัย ภาคเกษตรของรัฐ ที่จะร่วมเป็นพูล (Pool) ใหญ่ที่จัดการปัญหานี้ทํานองเดียวกันกับบรรษัท ประกันภัย อุบัติเหตุบนท้องถนน ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในแนวคิดของเรา แต่ว่าต้อง เรียนตามตรงว่าความคิดของเราที่คิดนั้นยังไม่กระจ่างชัดเท่าที่ท่านชี้ให้ เพราะฉะนั้นขอรับไป พัฒนานะครับ
ของท่านนิกร จํานง ท่านได้พูดหลายเรื่องซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญหาเรื่องนี้ แล้วถึงความยากลําบากในการทําให้เรื่องนี้สําเร็จ ความจริงความยากลําบากเหล่านี้ เราก็ เห็นด้วยแล้วก็ได้ใช้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูปนี้ขึ้นมานะครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความพร้อมของภาคเกษตรที่ไม่มีความพร้อม หรือว่าการที่บริษัทประกันภัยไม่กล้า ที่จะรับทําการประกันภัยในพืชผลภาคเกษตรนะครับ สิ่งเหล่านี้เราได้มองเห็นแล้ว แต่ว่า ต้องเรียนตามตรงว่าคนอย่างผม อย่างอาจารย์ธวัชชัย ไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ชัดเจน ละเอียดลออ แล้วก็ลึกซึ้งเท่ากับท่านผู้อภิปรายทั้ง ๔ ท่านที่พูดมาแล้วนะครับ เพราะท่าน เหล่านั้นผมคิดว่าท่านเป็นนักการเมือง เป็นผู้ที่คร่ําหวอดในเวทีแล้วก็รู้เรื่องเหล่านี้ดีมาก ผมขอคารวะและขอรับบทเรียนครับ
สําหรับเรื่องกระทรวงที่ท่านนิกรห่วงใยอยู่ว่ามันมีถึง ๓ กระทรวง เวลานี้ ปัญหาดีขึ้นนิดหนึ่งจะได้ลดเหลือ ๒ กระทรวงแล้วนะครับ คือกรมการประกันภัยได้ย้ายมาอยู่ กระทรวงการคลังแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องทําการประสานงานกันอย่างดี เพื่อจะได้แก้ปัญหาของ เกษตรกรไทยนะครับ
สําหรับท่านกษิต ผมคิดว่าท่านให้ความเห็นที่ดีมาก ท่านไม่ใช่ห่วงใยเฉพาะ การให้หลักประกันว่าภาคเกษตรต้องมีการประกันภัย แต่ท่านยังห่วงถึงว่าคนที่ไม่สามารถ ใช้ประโยชน์จากการประกันภัย แล้วก็เป็นเกษตรกรที่ยากจน รัฐจะช่วยอย่างไร แล้วท่านได้ ให้ข้อเสนอแนะที่ดีอีกข้อหนึ่งก็คือว่า สําหรับคนที่อยู่ในภาคเกษตร แล้วก็ประกอบกิจการ ทางการเกษตร แต่ว่าไม่อยู่ในฐานะที่จ่ายค่าประกันได้เลยนะครับ ท่านเสนอว่ารัฐบาลควรจะ ออกให้ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แล้วผมคิดว่าเคส (Case) นี้จะมีจริง ๆ นะครับ ถ้าเราจัดการเรื่องนี้ได้ดีแทนที่รัฐจะไปช่วย ช่วยหลังจากที่มีภัยแล้ว แล้วไปให้การบรรเทา ทุกข์กับการให้เขาพัฒนาความรู้ความเข้าใจกลไกของการประกันภัยในการจ่ายเป็นค่าเบี้ย ประกันให้เขา ผมคิดว่าอันนี้จะทําให้ระบบมันเดินได้เองดีกว่าครับ
ต้องขอบคุณท่านนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ ที่ท่านได้กรุณาให้การ สนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลังมาตลอด สิ่งที่ท่านห่วงใย คือบทบาทของ อปท. ผมคิดว่าเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ในขณะที่ทําข้อเสนออันนี้ เรื่องประกันภัย พืชผล อย่างไรก็ตามเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นผมก็ทํางานเรื่องนี้มาพอสมควร แล้วโดย เป็นคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ก็ได้เห็นว่า อปท. น่าจะมีบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อ สังคมได้เยอะ ถ้าหากว่าเราจัดระบบให้ถูกต้อง ปัญหาที่ อปท. พบขณะนี้จริง ๆ แล้ว อปท. อยากจะทําการช่วยเหลือประชาชน ทําในสิ่งที่ควรจะทํา แต่ว่าติดด้วยกฎระเบียบหรือ ระบบงานของเรา ก็คือว่าระบบของเรา เรายังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่มี หน้าที่รับผิดชอบเชิงพื้นที่กับหน่วยงานเชิงภารกิจ เชิงฟังก์ชัน (Function) เราถนัดและ คุ้นเคยกับการสร้างหน่วยงานเชิงฟังก์ชัน (Function) เราจึงเขียนอํานาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง โดยใช้โพซิทิฟ ลิสต์ (Positive List) คือรายการทําได้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ที่ไม่ได้เขียนไว้ทําไม่ได้หมด เพราะฉะนั้น กระทรวงศึกษาจะมีหน้าที่จัดการศึกษา หน้าที่ออกหลักสูตร หน้าที่อะไร ก็เขียนลิสต์ (List) ไว้หมดนะครับ กระทรวงพลังงานก็จะมีหน้าที่ที่ชัดเจน ทีนี้ถึง อปท. มีหน้าที่อะไรเขาจะ พยายามเขียนหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ไปถึง ๓๘ ข้อ ๑๒๒ ข้ออะไรก็ตาม แต่พอจะทําข้อที่ ๑๒๓ นี้ มันไม่ได้เขียนไว้ ข้อที่ ๑๒๓ นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาซึ่งคนนึกไม่ถึงว่าต้องทํา แต่มันเป็น เรื่องเกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบของประชาชน เช่น มี อบต. มาบอกว่าเขาถูกตรวจสอบโดย สตง. ว่าเขาซื้อของมาแจกเด็กในวันเด็กซื้ออาหารมาให้เด็กกินนะครับ เราไปตรวจสอบดูแล้ว หน้าที่ อบต. ไม่มีหน้าที่ซื้ออาหารให้เด็กกิน มันไม่มีจริง ๆ แล้วเวลาที่เราเขียนไว้ในโพซิทิฟลิสต์ (Positive List) เรานึกไม่ถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการเขียนอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานเชิงพื้นที่ ผมว่าต้องเขียนว่ามีอํานาจทําอะไรก็ได้ที่เป็นเรื่อง เกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบของประชาชนในท้องถิ่นหรือการพัฒนาท้องถิ่น ยกเว้นข้อต่อไปนี้ จะยกเว้นไป ๓๘ ข้อ ๑๒๒ ข้อก็ได้ เป็นเนกะทิฟลิสต์ (Negative List) ไม่ใช่โพซิทิฟลิสต์ (Positive List) ถ้าเขียนอย่างนี้ อบต. ก็จะทําเลี้ยงอาหารเด็กในวันเด็กได้ หรือจะช่วยชาวนา เวลามีทุพภิกขภัยก็ได้โดยไม่ต้องเขียนไว้ เพราะทั้ง ๒ อย่างนี้ผมเชื่อว่าในสามัญชนยอมรับได้ ว่าเป็นงานที่พึงทํา ขอบคุณครับ ไม่ทราบท่านธวัชชัยจะมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ