เลิศรัตน์ รัตนวานิช แสดงความชื่นชมต่อการทำงานของประธานและรองประธานสภาฯ พร้อมเสนอให้ชี้แจงนโยบายการใช้งบประมาณของกรรมาธิการอย่างชัดเจนเพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ทั้งยังสะท้อนความกังวลต่อความร่วมมือที่ขาดหายไปในการปฏิรูปประเทศ ความต่อเนื่องของนโยบาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีข้อมูลการประชุมรั่วไหลออกสู่สื่อจนก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในสมาชิก
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตแสดง ความคิดเห็นนะครับ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจอภิปราย มีคนมาถาม มายุ บอกว่าพี่อู้ไม่พูดอะไรหรือ ก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านประธานมาเป็นเวลา ๗-๘ เดือนแล้วนะครับ ก่อนอื่นก็ขอชื่นชม ท่านประธานและท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่านที่ได้ทุ่มเททํางานให้กับพวกเรา ให้กับบ้านเมือง อย่างเต็มที่เลย อันนี้พูดด้วยความจริงใจว่าท่านได้ทุ่มเท ท่านได้ทํางานกันอย่างหนักมาก ทั้ง ๓ ท่าน สมควรที่จะได้รับคําชื่นชมจากพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนการทํางานของ กรรมาธิการทั้ง ๑๑ คณะ แล้วก็กรรมาธิการวิสามัญอีก ๑ คณะก็ได้ทํางานมาผมคิดว่า มีผลงาน ก็คงจะตั้ง ๒-๓ ประเด็นนะครับ เพราะว่าเราอยู่กันเอง ไม่มีสื่อ ก็คงจะพูดกันได้ อย่างลึก ๆ หรือว่าเคลียร์ใจในเรื่องบางอย่างเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ท่านประธานและ รองประธานด้วยที่จะเป็นเหมือนกับกระจกสะท้อน
ประเด็นแรกเรื่องการใช้งบประมาณ ก็เห็นมีงบประมาณให้คณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ในบางเรื่องก็อาจจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น หรือในบางเรื่องอย่างที่ ท่านประมนต์บอกเน้นการขับเคลื่อนนี้ การขับเคลื่อนบางทีต้องใช้เงินเหมือนกัน เพราะมัน ก็แล้วแต่ว่าเราทําเรื่องอะไรนะครับ บางทีอาจจะต้องไปทดสอบ ทดลอง ไปแซมพลิง (Sampling) ไปพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) ก่อนเพื่อให้ได้ความชัดเจนว่าที่เราคิด ที่เราจะเสนอนี้มันใช่ไหม อันนี้ก็ต้องขอนโยบายให้ท่านประธานได้ให้นโยบายแก่กรรมาธิการ แก่พวกเราว่ามันจะใช้เงินเพิ่มไปจากที่พวกเรามีอยู่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทได้ไหม หรือใช้ เพื่อการอื่น เพราะใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้นมันก็จะล็อกเอาไว้ว่าทําอะไรได้บ้างนะครับ ก็ฝากเป็นข้อถามให้ท่านประธานได้ให้กับพวกเรา มิฉะนั้นบางท่านอาจจะไปคิดโครงการ ขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้รับการสนับสนุน
ถัดไปคือเรื่องที่เกี่ยวกับการนําการปฏิรูปนี้ไปสู่ประชาชน ก็มีการดําเนินการอยู่ ยิ่งของท่านรองประธาน คนที่หนึ่งนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นรีฟอร์ม อิน แอ็กชัน (Reform in action) รีฟอร์มอะแคเดมี (Reform Academy) รีฟอร์มลีดเดอร์ (Reform Leader) รีฟอร์ม พับบลิก รีเลชัน (Reform Public Relation) ต่าง ๆ ผมชื่นชมท่าน ท่านได้พยายาม ทํางาน พยายามนําพวกเรา ผลงานของพวกเรานี้ไปสู่ประชาชน แล้วบางท่านก็มีแนวคิด แนวที่เป็นอดีตนักการเมือง มีประสบการณ์สูง เห็นภาพการทํางานที่จะนําไปสู่ผลสัมฤทธิ์ ผลสําเร็จได้ แต่ประเด็นที่อยากจะตั้งนี้ฝากท่านไปพิจารณานี้ คือดูตรงนี้แล้ว ข้อจํากัด ของเวลาที่มีอยู่ ๔-๕ เดือนข้างหน้า ถ้าเราไปสร้างรีฟอร์มลีดเดอร์ (Reform Leader) รีฟอร์มอะแคเดมี (Reform Academy) นี้ พอเราหมดหน้าที่ไปแล้วมันจะไปตรงไหน ใครจะไปทําต่ออย่างไร แล้วผลที่ได้มันจะไปอยู่ตรงไหน อันนี้ก็ฝากท่านไปช่วยคิด กับการทํางานในส่วนนี้จากเสียงที่มาจากเพื่อน สปท. หลาย ๆ ท่าน จากที่สื่อพยายาม เขียนถึง เขาจะมองว่าเป็นการทํางานที่อาจจะไม่ได้รับฉันทามติจากที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือว่า หลาย ๆ เรื่องที่ท่านไปทํา ท่านทําเองด้วยความหวังดี ท่านประธานให้ความเห็นชอบ แต่เมื่อไม่ใช่เป็นความมีส่วนร่วมของสมาชิกส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นความเห็นด้วยของสมาชิก ส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นความเห็นชอบของสมาชิกส่วนใหญ่แล้ว ก็อาจจะเกิดความรู้สึกที่ว่าถ้างาน มันสําเร็จด้วยดีก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้างานมันเกิดไปมีปัญหา เพราะสื่อก็พยายามกระทุ้ง กระแทกอยู่เหมือนกันเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งที่เป็นความหวังดีของท่านประธานและ ท่านรองประธานในการทํางาน แต่ผมคิดว่าแล้วถ้าเราดูองคาพยพที่เราไปทําอยู่นี้ ที่แจกไปนี้ คณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และมีอนุกรรมาธิการอีก ๓-๔ คณะ ที่ตั้งขึ้นมา ก็จะเป็นคนนอกทั้งนั้นเลย คนนอกซึ่งมาจากเครือข่ายที่พวกเราก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง ในการให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งต่าง ๆ ผมมองใน ๒ แง่ ผมมองว่าเป็นความปรารถนาดี แล้วก็เป็นการต้องการนําเรื่องการปฏิรูปที่เราทํานี้ไปสู่ภาคประชาชน ไปสู่ภาคสื่อมวลชน แต่งานลักษณะนี้มันมีผลกระทบได้ เพราะมันอาจจะส่อเข้านโยบายรัฐบาลไหม รัฐบาลก็ทํา ประชารัฐทําอะไรอยู่หลาย ๆ อย่างเหมือนกันนะครับ ก็ฝากท่านเป็นข้อพิจารณาเท่านั้นล่ะ ไม่ได้มีอะไรที่มากมายว่าถ้าการดําเนินการลักษณะอันนี้ที่ประชุมนี้ให้ความเห็นชอบ มีส่วนร่วม ในการดําเนินงานมากกว่านี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะบางเรื่องก็อาจจะ เห็นตรงกัน เห็นไม่ตรงกัน
ประเด็นสุดท้ายก็คือความเป็นเอกภาพของสมาชิก ผมคิดว่าเรามีปัญหา อยู่บ้าง มีการนําเรื่องข้างในนี้ เรื่องในครอบครัวไปพูดให้คนข้างนอกฟัง ยกตัวอย่างล่าสุดเลย เรื่องคลองไทย หรือคลองคอดกระ ก็มีการเสนอในวิป (Whip) ท่านประธานก็รับจะไปเคลียร์ (Clear) ข้างบนให้ว่าเรื่องนี้สมควรจะดําเนินการไหม สัปดาห์ถัดมาท่านก็มาบอกว่ายัง ไม่สมควรจะดําเนินการ มีความเห็นว่าภาวะของประเทศขณะนี้ถ้ามาพูดเรื่องนี้มันจะเพิ่ม ความขัดแย้ง มันก็จบไป อีก ๒ วันต่อมา โครงการทั้งหมดนี้สื่อเอามาลงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ลงแบบดีมาก ๆ เสร็จแล้วก็ไปแหย่ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ซัดมา เต็ม ๆ เลย ทั้งที่เรื่องก็จบไปแล้ว ก็แสดงว่ามีผู้หวังดีประสงค์ร้ายเอาเรื่องออกไปให้สื่อกัน ทํากันอยู่เป็นประจํา นี่เป็นเรื่องตัวอย่าง ๑ ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ มีอีกหลาย ๆ เรื่องนะครับ อย่างเรื่องที่เขียนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสภาแห่งนี้ ที่สื่อนําไปลงก็มาจากนี่ครับ การดําเนินการ ก็คงจะมีใคร หรืออาจจะไม่ใช่พวกเราก็ได้ เพราะเวลาประชุมวิป (Whip) ก็มีคนนอก อีกมากมายที่นั่งอยู่ห้องนั้น แต่ผมฝากเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณครับ