นิกร จำานง หารือปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากประเทศทั้งที่มีต้นทุนต่ำและประเทศพัฒนาแล้ว โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการชดเชยเป็นการผลักดันระบบประกันภัยการเกษตรเพื่อลดภาระรัฐและคุ้มครองรายได้เกษตรกรอย่างเป็นธรรมตามระยะการผลิตที่สูญเสีย พร้อมเห็นด้วยกับแนวทางประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เสนอให้ปรับปรุงโดยรวมการทำงานของทั้งสามกระทรวงและตั้งบรรษัทประกันภัยพืชผลเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเรื่องนี้ ขึ้นมานะครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ผมเองนี่ทํางานเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มานี้ ๓-๔ ท่าน ระยะเวลายาวนานมากนะครับ แล้วก็ผมสนใจ เรื่องพับบลิกเซฟตี (Public Safety) อยู่แล้ว ผมก็เลยลงไปทําแผนแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ทางด้านการเกษตรที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ผมมีส่วนสําคัญในการเขียนขึ้นมา ทีนี้เราก็เลยรู้ชัดว่า ในแต่ละปีมันเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง ประชาชนที่เขาจน เกษตรกรเองนี้ ขณะนี้อยู่ท่ามกลาง ถ้าอยู่ระหว่างเขาควายนี่มันมี ๒ ทางนะครับ ๒ มิติที่จะต้องสู้ แต่ขณะนี้ประชาชนคนไทยเอง ที่เป็นเกษตรกรนี้อยู่ท่ามกลางปัญหา ๓ มิติ คือระหว่างเขาควาย ๒ ข้าง หนีเสือปะจระเข้ เวลาเขาสู้กับประเทศที่จนกว่า เกษตรกรเราขณะนี้ส่งออกและราคาพืชผลนี้ต่ํามากเพราะว่า ไปสู้ค่าแรงเขาไม่ได้ ของเขาถูกกว่าไม่ว่าลาวหรือเขมรก็ดีนะครับ อีกด้านหนึ่งพอหันไป อีกมุมหนึ่งก็คือประเทศที่เขาพัฒนามากกว่าเรา สหรัฐอเมริกาก็ดี ใครที่เป็นคู่ต่อสู้นี้ เราไปสู้ เรื่องการพัฒนาทางเทคโนโลยีด้านการเกษตรเขาไม่ได้เลย เขาใส่เรื่องจีเอ็มโอ (GMOs) เข้ามา ถั่วเหลือง ข้าวโพดมาเป็นพืชเลี้ยงสัตว์ เราก็แพ้เขาอีกไปสู้ราคาในตลาดโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยู่ที่บ้านนี่เรามีปัญหากับธรรมชาติ เกษตรกรของไทยขณะนี้ที่ยากจน จนไม่เห็นหน้าเห็นหลัง ว่าเขามีปัญหาตรงนี้ละครับ ภัยธรรมชาติเดิมยังไม่มีปัญหาแบบนี้ ในน้ํามีปลาในนามีข้าว เดี๋ยวนี้ไม่ตกต้องตามฤดูกาลนึกจะตกก็ตก นึกจะแล้งก็แล้ง คุมสถานการณ์ไม่ได้เลย ดังนั้น เกษตรกรเองที่บอกกันว่าอย่างภาคอีสานทํานาปีละ ๓ ครั้ง ถูกต้อง ครั้งที่ ๑ ทําแล้วแล้ง ตายหมด นั่นครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ พอหลังจากแล้งแล้ว พอหายจากแล้ง ฝนมาก็หว่านนี่ทํานา ครั้งที่ ๒ น้ําท่วมเสียหายหมด มาได้กินเอาครั้งที่ ๓ เราไม่ต้องพูดไปถึงว่ารายรับเขาจะเป็น อย่างไร แล้วก็ในเมื่อชนชั้นล่างขณะนี้หมายถึงว่าเกษตรกรเองผู้มีจํานวนมาก อาจจะทําเงิน เข้าประเทศเป็นภาษีไม่ได้มาก แต่เขาเป็นผู้มีอํานาจซื้อมาก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกําลังพยายาม ประชารัฐที่พูดถึงกันอยู่ขณะนี้ สร้างอํานาจซื้อตรงนี้ ซึ่งลําบากมากเพราะว่าผลิตผลก็ไม่ดี แล้วเขาก็จนมายาวนานมากจากปัญหาเรื่องความเสียหายตรงนี้ โดนนาล่มครั้งหนึ่งนี้กินเข้าไป ในตัวตั้งยาวนานลึกซึ้งมากเกาะติดกระดูกมา รัฐเองก็ช่วยเหลือ ผมเองมีส่วนในการพิจารณา เรื่องการช่วยเหลือ เดิมนี่เราช่วยนาเสียหายเป็นค่าชดเชย ๖๖๖ บาท มาสมัยที่มีการท่วม หนัก ๆ นี้เราเปลี่ยนเป็นครั้งแรกว่าถ้ามีน้ําท่วมรุนแรงขึ้นมาไม่ใช่เฉพาะตรงนั้น ขณะนี้ก็ยัง เพิ่มมาเป็น ๑,๑๐๐ กว่าบาท ก็ช่วยมา คิดใหม่เป็น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ก็เท่ากับว่า นาข้าวนี่นะครับเราจะช่วยอยู่ ๒,๒๒๒ บาทต่อไร่ นั่นคือ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าที่เขา ทําไร่ทํานาทั้งปีเขาก็ยังขาดทุนอยู่ เพราะเวลาที่เสียไปโอกาสที่ไม่กลับมาแล้ว ตรงนี้ยังไม่พูดถึง ค่าเช่านา ช่วยแค่นี้ก็ยังไม่พอ ปรากฏว่าขนาดช่วยแบบนั้นแล้วนี่รัฐเองยังต้องเสียเงินอยู่ ขณะนี้ปีหนึ่งเป็นหมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ก็เป็นข้าวนะครับ ดังนั้นวิธีการที่เราพยายาม ทํากันอยู่เริ่มมาแล้วนี่ เราเริ่มจากข้าวไปครั้งหนึ่งแล้วก็เฟล (Fail) นะครับ แล้วก็มาเริ่มด้วย ข้าวโพดบ้าง อะไรบ้าง ที่ไปคํานวณจํานวนน้ําฝนถือว่าปลอดภัยกว่าสําหรับบริษัทประกัน ซึ่งทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ก็ทําเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าข้าวที่เป็นแมส (Mass) ใหญ่ในการประกันยังเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้ารับประกัน ผมเรียนว่าเรื่องนี้ต้องพูดถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหาร ผมก็ไปค้นว่าจะทําอย่างไรดี ผมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปดําเนินการทดลองทําดูว่า เรื่องการประกันเท่านั้นที่จะช่วยได้ เพราะว่าหลักการคือว่าในเมื่อรัฐต้องจ่ายอยู่เป็นหมื่นล้านบาท เราควรจะทําการประกันภัย ไม่ใช่ประกันราคา ประกันภัยทางด้านการเกษตรมาช่วยจะดีกว่า เงินตรงนี้เอามาช่วยเกษตรกรในการจ่ายค่าประกัน เพราะว่าแบบนี้เป็นการแชร์และทําให้ เกษตรกร ๑. ไม่ใช่ได้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องได้ตามจํานวน ถ้าข้าวเพิ่งตั้งท้องก็ได้ราคาหนึ่ง หมายถึงว่าเพิ่งหว่านเพิ่งไถนี่ราคาหนึ่งเพราะค่าไม่เท่ากัน พอเริ่มมีรวงก็ได้ราคา กําลังจะเก็บ เกี่ยวแต่ว่าเสียหายก็อีกราคาหนึ่ง เพราะว่าวัน เวลา คือค่าสูญเสียปุ๋ย ค่าปุ๋ย ค่าเวลาของ เกษตรกรเป็นค่าสูญเสียหมดนะครับ จุดตรงนี้มีการทบทวน แล้วก็ลองเข้าไปทําดู ๒ ปี ที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปทํา ผมก็เพิ่งทราบว่าจริง ๆ แล้ว ในเรื่องนี้มาจากการเสนอตั้งกองทุนในการประกันตรงนี้ ในสมัยท่านบรรหารตอนปี ๒๕๓๙ ผมไปค้นเรื่องเจอ พอเราทําไปสักพักก็มีการเสนอต่อ ครม. เสนอต่อ ครม. ไปว่าจะให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอยู่กับกรมการข้าวด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามา ทําเรื่องการประกันเป็นการช่วยป้องกันการเสียหายของรัฐในการจ่ายเงินช่วยเหลือ เพราะว่า มาจ่ายเป็นค่าประกันดีกว่ามาก พยายามจะทําตรงนี้ ก็ปรากฏว่ากระทรวงการคลัง นี่เป็น ประเด็นนะครับท่านประธาน กระทรวงการคลังขอดึงเรื่องนี้กลับไปทํา โดยการไปอ้างถึง กองทุนที่ว่า ตอนหลังเดินไปไกลแล้วก็ต้องถอยกลับมาอยู่กระทรวงการคลัง ผมบอกว่าเรื่องนี้ มีปัญหา ผมรีมาร์ก (Remark) ไว้นะครับ ดังนั้นตอนหลังก็เลยมีเพราะว่ามันจะเกิดการที่ว่า กระทรวงการคลังเป็นคนทําอยู่แต่เดิม ก็เลยดึงเรื่องนี้กลับไป ก็ยุติไป แต่ก่อนหน้านั้น ผมเรียน ท่านประธานว่าผมเองไปศึกษา มีการศึกษาจากข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ท่านหนึ่ง ท่านวัลลาภ์ตอนนี้ท่านเกษียณไปแล้ว เมื่อวานผมยังโทรคุยกับท่าน ท่านไป ศึกษาไว้ตั้งแต่เริ่มเลย เพราะสนใจเรื่องนี้มาก แล้วเทียบประเทศสหรัฐอเมริกา เทียบประเทศ ต่าง ๆ และมีข้อสรุปท่านทําไว้ ทําถึงขั้นว่าเมื่อไม่นานนี่สัก ๕-๖ ปี ถึงขั้นว่าลงไปศึกษา เกษตรกรว่าเขาพร้อมที่จะทําประกันสักเท่าไร ข้อมูลเหล่านี้อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หมดแล้วขณะนี้ ถ้าท่านจะทําท่านต้องไปเอาเรื่องนี้มา เขาลงไปสํารวจละเอียดมาก แล้วก็ มีประโยชน์มาก ผมดูมาแล้ว ถ้าไม่มีที่ผมนี้มี พอลงไปดูแล้ว คือศึกษาดูว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้น ตอนเราไปทําที่ให้เป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ไปให้กรมส่งเสริมการเกษตรทํา เกษตรกรพร้อมที่จะจ่ายแค่ประมาณ ๔๐-๕๐ บาทต่อไร่เท่านั้น ที่เขาพร้อมที่จะจ่าย เพราะฉะนั้น รัฐจะต้องจ่ายรวมกับเขาไปเท่าไร ตรงนี้ที่เราต้องคิด ลําพังให้เขาจ่ายเองตามลําพังไม่ต้องไปคิด เขาไม่รับด้วย เพราะว่าอย่างสมมุติว่าเราจะให้เขาจ่าย ในที่เสนอ สมมุติ ๑,๑๐๐ กว่าบาท และในขณะนี้รัฐจ่ายเป็นค่าเสียหายให้ ค่าชดเชยให้ ๑,๑๑๑ บาท สมมุติเราจะคิดให้เขาจ่าย ๑,๑๑๓ บาท สมมุตินะครับ แล้วเรื่องอะไรเขาจะไปทําประกัน รอเอาจากรัฐบาลที่ให้เวลา นาเขาล่มไม่ดีกว่าหรือ แล้วอีกอย่างหนึ่งตรงนั้นที่ได้ไปก็ไม่สามารถจะคัฟเวอร์ (Cover) ความเสียหายให้เขาได้ ผมเลยจะชี้ว่าอย่างนี้ครับ เรื่องนี้ผมอยากให้ท่านทําเป็นอย่างมากเลย เพราะมันจะเป็นทางออกที่สําคัญมาก ๆ สําหรับเกษตรกรของเรา เป็นการแชร์รัฐต้องจ่าย จุดสําคัญคือรัฐต้องจ่ายหมื่นล้านบาท ประมาณหมื่นล้านบาทอยู่แล้วเฉย ๆ ถ้าเอามาทําเป็น สมทบกับประกันกับเกษตรกรเป็นเงินในส่วน สมมุติว่าเป็น ๒ ส่วน เกษตรกรจ่าย ๑ ส่วน สัดส่วนน่าจะเป็นแบบนี้ เราสามารถช่วยได้เยอะ แล้วเป็นค่าเฉลี่ยให้เกษตรกรมาร่วมกันจ่าย เขาจะได้กลับไปสามารถจะลืมตาอ้าปากได้ ไม่ใช่ได้ไปส่วนหนึ่งแล้วก็ยังจนอยู่ ยังขาดทุน แต่ขาดทุนน้อยดีกว่าไม่ได้ แบบนี้เกษตรกรชอบทั้งนั้นการประกันเขาบอกว่าดีกว่าไม่ได้เลย นี่ไม่ใช่ ประกันต้องได้กลับไปตามสมควร จุดปัญหาที่ผมอยากจะนําเสนอว่าผมเห็นด้วย เป็นอย่างมาก แต่ว่าอยากจะชี้ปัญหาที่อยากจะให้แก้ไขนะครับ คือว่าปัญหาเรื่อง เกษตรกร เขาพร้อมขนาดไหน เพียงไร ตรงนี้ต้องลงไปศึกษากับเขาอย่างเอาจริงเอาจัง แล้วเขตที่น้ําท่วมบ่อย ๆ กับน้ําไม่ท่วม ทัศนคติเขาไม่เหมือนกันนะครับ สมมุติว่าอย่างใน อีสานมันอาศัยน้ําฝนจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ในภาคกลางตอนนี้น้ําท่วมมากขึ้นเป็นฟลัดเวย์ (Floodway) เขาจะคิดอีกแบบหนึ่ง ตรงนี้ต้องไปขบให้แตกว่าจะเป็นอย่างไร แล้ววงที่จะทํา จะสักกี่อําเภอ เท่าไร ตรงนี้สําคัญ จุดต่อมาก็คือรัฐ ความขัดแย้งระหว่างรัฐ เกษตรกรอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่กับกรมการข้าว อยู่กับกรมส่งเสริมการเกษตร แต่คนที่จะมารัน (Run) เรื่องนี้คือ กระทรวงการคลังใช่ไหมครับ ที่จะทํานี้สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สิ่งที่ดึงมาทําเป็นหลัก ก็คือกรมการประกันภัย ๓ กระทรวง พอ ๓ กระทรวงแล้ว รอยแยกระหว่าง ๓ กระทรวง ตรงนี้เป็นปัญหาเป็นรอยแยกระหว่าง ๓ กระทรวงนี้เป็นหลุมขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น นโยบายนี้สําเร็จหรือไม่ ถ้าเราไม่อินทิเกรต (Integrate) ระหว่าง ๓ ส่วนเข้าด้วยกันแล้วเดิน ไปด้วยกัน แล้วแยกกันทํา แล้วก็ส่วนที่ทัชชิง (Touching) หรือแตะอยู่กับเกษตรกรเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนถือเงินกระทรวงการคลัง คนปฏิบัติเป็นกรมการประกันภัย ไปไม่ได้ ไปไม่รอด ประเด็นที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งในฝ่ายของการประกันภัยหลังจากการไป ศึกษาแล้ว บริษัทประกันภัยเอกชนไม่มีใครกล้าทํา เพราะการประกันขนาดใหญ่แบบนี้ สมมุติว่าน้ําท่วมใหญ่เหมือนคราวนั้นบริษัทล่มเลย ไม่มีใครกล้า พอไม่กล้าแล้วสิ่งที่จะ ป้องกันความเสียหายเขาได้เพื่อให้เขาปลอดภัย บริษัทเขาก็ต้องชาร์จ (Charge) ค่าประกันสูง พอชาร์จ (Charge) ค่าประกันสูง เกษตรกรก็แบกไม่ไหว รัฐก็แบกไม่ไหว เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เอง ที่ทดลองไปแล้วบริษัทประกันจะไม่มีใครกล้ามาทําเรื่องนี้เลย ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศเป็นแบบนี้หมด เพราะว่ากําลังสู้กับสิ่งที่อันโนว์น (Unknown) ก็คือไม่รู้ว่า มันจะเกิดปัญหา แล้วภัยพิบัตินี้โลกร้อนแบบนี้มันมากขึ้น ๆ เสมอ ท่านจะหาบริษัทประกัน ได้แบบไหน ที่เราศึกษาไว้ ที่เคยศึกษาไว้เสนออย่างนี้ครับ น่าจะเป็นทางออกที่ผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ ออกกฎหมายตั้งบรรษัทประกันภัยพืชผล หมายความว่าบรรษัทตัวนี้จะเป็น ตัวรับแรงปะทะแทน แล้วก็บริษัทประกันเอกชนคุณก็ไปรับในพื้นที่ของคุณ คุณมีนายหน้า ไปขายก็เชิญตามสะดวก แต่ตัวบัฟเฟอร์ (Buffer) ตัวนี้ก็คือบรรษัทประกันภัยพืชผลของรัฐ เงินหมื่นล้านที่เราเสียทุกปีใส่เข้าไปตรงนี้ ถ้าปีไหนต้องจ่ายก็จ่าย ถ้าปีไหนไม่ต้องจ่ายก็เก็บไว้ เหลือ ตัวนี้จะเป็นบัฟเฟอร์ (Buffer) หรือกันชนตัวสําคัญ แล้วก็ที่ต้องดีไซน์ (Design) ขึ้นมา รองรับอีกอันหนึ่งก็คือบริษัทประกันภัยต่อแบบต่างประเทศ คือถ้าหากว่าบริษัทเหล่านั้น รับมาก็มาประกันภัยต่อเหมือนกับที่เขาเล่นหวยกัน รับเบอร์นี้มาแล้วก็ไปวางต่ออะไรแบบนี้ ก็คือว่าบริษัทประกันภัยต่อจะเป็นทางออก
สุดท้ายนะครับ ผมค้างรายการทีวี (TV) อยู่นะครับ ก็อยากจะเรียนวันนี้ รีบวิ่งมาเพราะว่าเป็นห่วงเรื่องนี้มาก ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการด้วยความตั้งใจจริง ๆ ว่า ผมเห็นด้วยมาก และทางนี้จะเป็นทางออกสําหรับทุก ๆ คน ต่อรัฐด้วยที่เซฟ (Save) ค่าใช้จ่าย ต่อเกษตรกรด้วย แต่ว่าวิธีการที่เสนอตรงนี้ผมมองว่ายังไม่เวิร์ก (Work) ครับท่าน ต้องขออภัย เพราะว่าผมลงไปคลุกมาก่อนแล้ว หมายถึงในทุ่งนาเอง เพราะว่าได้สั่งให้ดําเนินการเรื่องนี้มา ๒ ปีติดต่อเพื่อจะดูเรื่องนี้แล้วก็เห็นปัญหามาแล้ว ก็เลยอยากจะเรียนท่านว่าให้อินทิเกรต (Integrate) กันระหว่าง ๓ หน่วย ก็คือ ๓ กระทรวง แล้วก็ลองดูว่าถ้าเรายกกฎหมาย กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าบรรษัทประกันภัยพืชผล ผมมองว่าต้องตั้ง แล้วก็อีกอย่างประกันภัยต่อที่ต้องเสริม มันจะได้ผลตามที่เราต้องการ ก็นําเรียนด้วยความเคารพ แล้วก็ขอสนับสนุนครับ ขอบพระคุณครับ