เลิศรัตน์ วิจารณ์รูปแบบคณะกรรมการประกันภัยเกษตร ชี้ขาดตัวแทนภาคประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๗ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดตั้งคณะอนุกรรมการที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคประชาสังคมและเกษตรกร เพื่อให้การเจรจากับบริษัทประกันภัยเอกชนเป็นไปอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติประกันภัยการเกษตร การจัดตั้งกองทุนเนชันนัลพูลในรูปแบบบริษัทกลางเพื่อให้รัฐค้ำประกัน ลดภาระค่าเบี้ยที่สูงเกินไป และเรียกร้องให้ปรับปรุงข้อมูลสัดส่วนค่าสินไหมให้ชัดเจน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตรของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เพราะ เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากกว่าครึ่งประเทศที่อยู่ในธุรกิจด้านการเกษตร ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน เพราะฉะนั้นความพยายามในการช่วยเหลือชาวไร่ ชาวนา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แล้วก็ตรงกับความมุ่งหมายของคณะ คสช. ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ําของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ใน ภาคเกษตรได้มากเท่าไรก็เท่ากับเราจะช่วยให้เขาลืมตาอ้าปากได้ แล้วก็มีฐานะความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้นในการลดความเหลื่อมล้ําที่ตรงกับความมุ่งหมายและตรงประเด็นที่สุด ต้องขอบคุณ กรรมาธิการที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเราอ่านแล้วก็ติดตามเรื่องการเกษตรเรื่องการทําไร่ทํานา ก็จะพบว่ามันมีปัญหามากมาย รัฐบาลต่าง ๆ ก็มีแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่จะทําให้เขาเหล่านั้นได้สามารถมีชีวิตที่ดี อย่างน้อยก็มีเงินทองมาดูแลครอบครัว ลูกหลาน เพราะเขาเป็นกลุ่มรายได้น้อยอยู่แล้ว ทีนี้เรามาดูข้อเสนอของกรรมาธิการในด้านการปฏิรูป การประกันภัยการเกษตร ทั้ง ๒ ท่าน ได้กรุณาให้ข้อมูลเรา ว่าปัญหามันมากมาย และในเรื่อง การประกันภัยการเกษตร พืชผลการเกษตรนั้นก็ไม่ค่อยก้าวไปไหน ไม่ค่อยคืบหน้า มีความ พยายามมาหลายสิบปีในประเทศเรา ในขณะที่ต่างประเทศนั้นเขาได้ไปไกลแล้ว แล้วก็ สามารถทําได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ปัญหาของเรานั้นก็คงมาจากหลายเรื่อง หลายราว อย่างที่ท่านอาจารย์สมชัยได้กรุณาอธิบายให้เราฟัง และท่านอาจารย์ธวัชชัย ด้วยนะครับ ซึ่งผมก็เคารพทั้ง ๒ ท่าน ทั้งความเป็นผู้อาวุโสและเป็นผู้ที่มีภูมิปัญญา มีความตั้งใจในการทํางานให้กับสังคมมาช้านาน

ข้อเสนอประเด็นแรกค่อนข้างยาว มองไป ๑๐ ปี ระยะสั้น ๑ ถึง ๓ ปี เราก็คง ไม่มีโอกาสได้ติดตามว่ารัฐบาลชุดนี้รัฐบาลชุดหน้าจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เท่าไร เพราะปัญหามันค่อนข้างมาก ปัญหาที่พี่น้องชาวเกษตรกรไม่ยอมเข้ามาสู่โครงการนี้ รอรับเงินเยียวยาจากภาครัฐอย่างที่ท่านได้กรุณาชี้แจงแล้ว ซึ่งจะง่ายกว่าไม่ต้องลงทุนอะไร ก่อนด้วย แล้วก็ไม่ต้องไปทําสัญญาอะไรกับใคร เพราะฉะนั้นก็จึงได้วางแผนเป็นระยะยาว เพื่อจะให้ความรู้ความเข้าใจกับชาวเกษตรกรเสียก่อน แล้วก็ขับเคลื่อนการจัดตั้งบริษัท ประกัน ก็ฝากข้อสังเกตในเรื่องคณะกรรมการนะครับ

ข้อเสนอระยะแรกให้มีกรรมการ ๓ ระดับ เป็นกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประกันภัยการเกษตรระดับประเทศ ตรงนี้ข้อเสนอที่จะเสนอไปสู่รัฐบาลนั้นมันต้องค่อนข้าง มีความชัดเจน มีความสมบูรณ์ นําไปสู่การปฏิบัติได้ จึงจะเป็นข้อเสนอการปฏิรูปที่ออกจากเรา แล้วก็มีความพร้อมที่รัฐบาลจะตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่เรื่องการเสนอรูปแบบกรรมการ ก็ต้องเป็นรูปแบบที่เขานําไปใช้ได้เลยหรือไม่ก็ใกล้เคียงนะครับ ตรงนี้ผมดูองค์ประกอบแล้ว ก็ยังค่อนข้างแคบ มีประมาณแค่ ๑๐ คน เป็นภาครัฐเสียทั้งหมดเลย อันนี้เป็นจุดอ่อน เมื่อไร เราตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เป็นคนของรัฐ เป็นฝ่ายการเมืองทั้งนั้น มีนายกรัฐมนตรี มีรอง นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีอีก ๓-๔ ท่านเป็นกรรมการ อธิบดี ปลัดทั้งหลาย มาเป็นเลขานุการ มาเป็นกรรมการร่วม แต่ไม่มีภาคประชาสังคม ไม่มีภาคเอกชน ไม่มีภาค เกษตรกรเลยสักคนเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนที่ทําให้ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ไม่ครอบคลุม ไม่ได้รับฟังถึงข้อปัญหาที่แท้จริง

ประเด็นที่ ๒ มาดูคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัย การเกษตร ตรงนี้ก็มีประธานคือท่านผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร สํานักงานเศรษฐกิจ การคลังมาเป็นประธาน ที่เหลือก็เป็นข้าราชการ อธิบดีทั้งหลาย เมื่อกี้เอาปลัดกับรัฐมนตรี คราวนี้เอาอธิบดี ก็เป็นฟอร์แมต (Format) ที่เราทํากันมา ก็หวังว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะเป็นตัวทํางานตัวจริง ในนี้มีเอกชนอยู่แค่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติคนเดียวที่มาจาก ภาคเกษตร เช่นเดียวกันกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร ระดับจังหวัด ท่านก็ให้มีประธานสภาเกษตรกรจังหวัดคนเดียว เพราะฉะนั้นผมก็จึงขอฝากว่า อยากเห็นรูปแบบของคณะกรรมการที่มันมีความหลากหลาย ที่ตัวแทนของผู้ที่เป็นผู้มีส่วน ได้เสียเข้าไปนั่งอยู่ในนั้น มีภาคประชาสังคม มีผู้ที่คุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ เข้าไป เพราะสู้กับ บริษัทประกันภัยต้องใช้ผู้ที่ทํางานด้านคุ้มครองผู้บริโภคถึงจะสมน้ําสมเนื้อนะครับ ในเรื่อง การประกันภัยเราก็รู้ มันไม่ใช่ของง่าย ทุกครั้งที่รถเราไปชนกับใครก่อนจะเจรจาต้าอวยได้ กว่าจะไปยอมให้ไปซ่อมอู่ที่เราต้องการ กว่าจะมีการจ่ายเงินที่คุ้มกับความเสียหายต่าง ๆ มัน ยากเย็นแสนเข็ญครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการประกันภัยคือธุรกิจชนิดหนึ่ง แล้วยิ่งเป็นบริษัทประกันของเอกชน เขาก็ต้องรักษาประโยชน์ของเขา พยายามทํากําไรให้ สูงสุด ท่านมีข้อเสนอใน ๑ ถึง ๓ ปี ก็จะต้องการให้มีพระราชบัญญัติขึ้นมา ก็ยังไม่ได้ยกร่าง นะครับ พระราชบัญญัติการประกันภัยการเกษตร ยังไม่มีโครงร่างยังไม่มีข้อเสนอแนะ ซึ่งผม คิดว่าถ้าขึ้นไปถึงข้างบน ถ้าไม่มีขึ้นไป โอกาสที่การเสนอการปฏิรูปจะสําเร็จก็คงจะยาก

มาดูในเรื่องของอัตราค่าเบี้ยประกันภัยซึ่งท่านก็บอกว่าสูงอยู่ สูงเพราะมัน ไปขัดกับทฤษฎี ทฤษฎีแห่งจํานวน เรื่องประกันภัยนั้น หรือเรื่องแบงกิง (Banking) ถ้าจํานวนเยอะเราก็กําไรต่อหัวน้อย เราก็สามารถคิดค่าฟี (Fee) ลงต่ําได้ หรือสามารถ เก็บค่าประกันต่ําลง เพราะฉะนั้นตอนนี้จํานวนยังน้อย ท่านก็ตั้งเป้าหมายว่าในปี ๒๕๕๙ จะให้ค่าเบี้ยประกันภัยอยู่ในอัตราไม่เกิน ๑๒๐ บาทต่อไร่ แต่ตรงนี้ไม่ได้ชัดเจนว่ารัฐจะ เข้ามาซับซิไดซ์ (Subsidize) เท่าไร หรือชาวไร่ชาวนาต้องจ่ายเอง เพราะแต่ก่อนชาวไร่ ชาวนาจ่ายแค่ ๕๐ บาท ที่เหลือรัฐรับผิดชอบไป กับท่านบอกว่าจะต้องเพิ่มพื้นที่เข้าร่วม โครงการถึง ๓๐ ล้านไร่ ก็ไม่ทราบว่ามันจะไปได้ขนาดไหน

ท่านอาจารย์ธวัชชัยได้ให้ข้อมูลในช่วงสุดท้ายของท่าน ซึ่งผมคิดว่ามีความ สําคัญยิ่ง ท่านพูดถึงเนชันนัลพูล (National Pool) คือการรวมบริษัทประกันภัยเข้าด้วยกัน ให้รัฐทําหน้าที่ค้ําประกัน เพราะถ้าเราให้บริษัทประกันภัยต่างคนต่างทําเหมือนกับการ ประกันชีวิต เหมือนกับการประกันอัคคีภัยที่ทําอยู่ทุกวันนี้ในโลกธุรกิจของบริษัทประกันภัยนั้น ชาวไร่ชาวนาไม่มีปัญญาไปต่อรองว่าเมื่อไรมันจะถือว่าเป็นภัยพิบัติ แล้วจะชดใช้ในอัตรา เท่าไร อย่างไร เป็นเรื่องยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงวิธีการในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่อง ประกันภัยอันหนึ่ง คือเรื่องของการประกันภัยผู้ประสบอุบัติภัยบนถนน ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้ง เป็นบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยทางถนนขึ้น ก็หมายความว่าเป็นบริษัทซึ่งดําเนินการ โดยรัฐ รัฐลงทุนให้แล้วก็เป็นบริษัทที่ดําเนินการเป็นอิสระ มีคณะกรรมการ เขาก็ทําหน้าที่ ในการเก็บเลย ประกันที่เราเรียก พ.ร.บ. ที่ทุกท่านที่มีรถไปจ่ายอยู่ปีละ ๖๐๐ กว่าบาททุกคัน เสร็จแล้วก็ไปเข้าบริษัทประกันนี้ บริษัทกลาง จากนั้นเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาบริษัทกลางก็นําเงิน หรือสินไหมไปชดใช้ให้กับผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ อุบัติภัย จะเป็นคน เป็นรถ เป็นทรัพย์สินก็แล้วแต่ ตรงนี้ก็ทําให้การดําเนินการมันง่าย เพราะบริษัทกลางเขาจะมีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัด รถชน ตูมปุ๊บมีรายงานเข้ามาเขาสั่งเจ้าหน้าที่เขาไปเลยประเมินความเสียหายต่าง ๆ อีก ๒ ถึง ๓ วัน เขาเอาเงินไปจ่ายให้เลย อันนี้เป็นเรื่องจริงนี้นะครับ มีประสิทธิภาพมากแล้วเขาก็ไม่ได้ไปลด ค่าสินไหม คือแฟร์ (Fair) ใช้คําว่าแฟร์ (Fair) แล้วกัน เพราะคนที่มาทํางานเป็นคนที่ เหมือนกับเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีประโยชน์กับว่าจะกําไรมากกําไรน้อย อันนั้นไม่ใช่ เป้าหมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราทําให้ธุรกิจประกันในลักษณะของบริษัทกลางคุ้มครอง ผู้ประสบภัยบนถนนได้ มันจะทําให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่เอาประกัน เพราะฉะนั้น การเอาประกันในรูปแบบนั้นคือการเก็บจากทุกคน แต่ในเรื่องของการประกันสินค้าเกษตร จะทําอย่างไร แต่ท่านได้เผยขึ้นมาว่าถ้ามาในรูปแบบของบริษัท พูล (Pool) เนชันนัลพูล (National Pool) อันนั้นเป็นทิศทางหนึ่งที่ทําให้ทุกบริษัทไม่ต้องมาแข่งขันกันที่จะสร้างกําไร ยิ่งเดี๋ยวนี้มีตลาดหุ้นวันนี้มีพิธีเปิดตลาดหุ้น มีเสด็จพระราชดําเนินด้วย บริษัทพวกนี้ก็ยิ่ง ต้องการให้ราคาหุ้นของตัวเองขึ้นก็พยายามเอากําไรให้มากที่สุด เวลาแถลงรายได้หรือว่า ผลประกอบการประจําปี ประจํางวด เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนท่านว่าน่าจะคิดแนวทางเสนอ ที่จะเป็นในรูปแบบของบริษัทประกันภัยทางการเกษตรแห่งชาติทําออกมาในรูปแบบนั้นก็จะ ทําให้การดําเนินงานเป็นที่ยอมรับ แล้วผมเชื่อว่าถ้าชาวไร่ชาวนาต้องจ่ายเงินสัก ๔๐-๕๐บาท ต่อไร่เพื่อประกันผลิตผลของเขา เขาก็คงจะเข้าร่วมมือเข้าร่วมในโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น

ประเด็นสุดท้ายครับ ผมสงสัยตัวเลขที่อาจารย์ธวัชชัยให้ ประมาณตอนท้าย ๆ ของท่าน ท่านบอกว่าสัดส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทนต่อ ค่าเบี้ยประกันในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ สูงถึงร้อยละ ๕๕๓.๙๔ และร้อยละ ๕๓๒.๒๒ ตามลําดับ ๕๐๐ กว่านะครับ ต่อมาคือปีถัดมา ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ สัดส่วนดังกล่าวลดลงเล็กน้อย จะเห็นว่าถือว่าสูงคือร้อยละ ๗๒ และร้อยละ ๓๐.๑๘ อันนี้คือถ้าเขียนอย่างนี้มันเหมือนกับ ว่าปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ มันเป็นร้อยละ ๗๒ และเป็นร้อยละ ๓๐ แล้วไปบอกว่าลดลงเล็กน้อย ผมก็เลยงงนิดหน่อยว่าท่านหมายถึงว่าอย่างไร ร้อยละ ๗๒ กับร้อยละ ๓๐ อันนี้ ถ้าเป็น ตัวเลขค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกันในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ มันไม่ลดลงเล็กน้อยหรืออันนี้ คือส่วนที่ลดลงก็ขอขอบพระคุณครับ แล้วก็ขอเป็นกําลังใจให้กับคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่า ถ้าท่านปรับปรุงอีกสักนิดหน่อยให้มันมีความสมบูรณ์ขึ้น ให้มีข้อมูลเพียงพอ เพราะถ้าเรา ส่งไปแค่นี้มันอาจจะไม่รู้ใครจะไปทํางานต่อได้ แล้วยิ่งเป็นโครงการระยะยาวด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน