กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการประกันพืชผลจากภัยพิบัติ เน้นความจำเป็นในการดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างครบวงจร โดยเฉพาะผู้เช่าที่ดินและแรงงานเกษตรที่ยังขาดการคุ้มครอง พร้อมเสนอจัดตั้งองค์กรกลางเชื่อมโยงเกษตรกรกับบริษัทประกันภัย สนับสนุนค่าประกันภัยให้เกษตรกรรายย่อย ใช้งบช่วยเหลือภัยพิบัติเป็นกองทุนตั้งต้น และผลักดันให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ หลายท่านคงจะแปลกใจ ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ แต่จะมาอภิปรายเรื่องเกษตรกร ที่จริงก็อยู่ที่กรมเศรษฐกิจเป็นเวลาค่อนข้างนานที่กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องข้องแวะกัน เรื่องเกษตร เคยไปช่วยราชการทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่หลายปีด้วยนะครับ แล้วก็ได้มีโอกาสเจรจาความทั้งที่กรุงโรม เอฟเอโอ (FAO) แล้วก็ ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือว่าแกตต์ (GATT) ก่อนหน้านั้นที่นครเจนีวา ท่านประธานครับ เรื่องประกันพืชผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุดอันหนึ่งของการที่จะ ดูแลภาคเกษตรแล้วก็เกษตรกรของไทยดังที่อารยประเทศทั่วโลกเขากระทํากัน แต่ว่าจะดูแค่ตรงประกันภัยแล้วไม่ดูภารกิจเคียงข้าง เช่น การประกันราคาพืชผล ประกัน รายได้ ประกันการได้มา หรือการเข้าถึงซึ่งเครดิต แล้วก็ปัจจัยการผลิต จะเป็นน้ํา เครื่องมือทางการเกษตร ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง แมลงต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย แล้วก็ในเอกสาร แล้วก็ ในการชี้แจงนําเรื่องนี้ต่อที่ประชุมก็ได้กล่าวถึงหลาย ๆ ประเทศด้วยกัน โดยเฉพาะประเทศ สหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา แล้วก็ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แล้วก็ประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประเทศไต้หวัน ซึ่งทั้งหมดนี้เขามีนโยบาย และมาตรการที่จะดูแลภาคเกษตร เกษตรกรเขาอย่างครบวงจร เพราะฉะนั้นเวลาอ้างถึงว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มประกันภัยจากพืชผลนี้ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๐ โดยประมาณ แต่ต้อง พูดด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาเขาก็ทําอีก ๓-๔ ด้านพร้อม ๆ กันไปด้วย แล้วเมื่อเขาสามารถ ที่จะประกันราคาพืชผล แล้วก็รายได้ให้กับเกษตรกรอเมริกัน การที่เกษตรกรอเมริกันจะมา เสียค่าประกันภัย มันก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกินวิสัย แต่ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ของเราต้องไปกู้ทุกปี จาก ธ.ก.ส. หรือจากอะไรครับ นายทุน หรือว่าร้านชํา มันก็มีภาระมากมายอยู่แล้วที่จะไปซื้อ เมล็ดพันธุ์พืช ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วยังจะต้องมาเสียค่าประกัน มันก็จะ เป็นการเพิ่มภาระอย่างใหญ่หลวงให้กับเกษตรกร ผมจึงขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ว่าต้องมี สถิติแยกแยะประเภทของเกษตรกรของพืชต่าง ๆ เสียก่อนว่ามีขนาดกลาง ใหญ่ ขนาดไหน ที่สามารถที่จะช่วยตนเองได้ แล้วก็คู่ขนานไปก็จะมีพวกกองทุนออมทรัพย์ แล้วก็สหกรณ์ ต่าง ๆ ที่สามารถที่จะประกันร่วมกันได้ ก็ถือว่าอันนี้เป็นหนึ่งประเภทแรกที่สามารถที่จะช่วย ตนเอง แล้วสามารถที่จะจ่ายค่าประกันได้ แต่คราวนี้มีอีก ๓ ประเภทที่จะต้องมีสถิติให้แน่ชัด คือเกษตรกรรายย่อยที่มีที่นา ๓ ไร่ ๕ ไร่ อย่างเก่งไม่เกิน ๑๐ ไร่ ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วก็มี เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินเขาทํากิน แล้วก็ประเภทที่ ๓ ก็คือเกษตรกรแรงงาน หรือว่ารับจ้าง เมื่อเกิดภัยพิบัติ ทั้ง ๓ ประเภทนี้ไม่มีใครช่วยเหลือ เพราะว่าการประกันภัยก็จะไปที่ คนที่ประกันตัวเองได้ แต่ ๓ ประเภทหลัง โดยเฉพาะที่เช่าที่ดิน แล้วก็ที่เป็นแรงงานเกษตรกร ไม่มีผู้ดูแลครับ ไม่มีเจ้ามือ ก็อยากจะฝากตรงนี้เป็นประเด็นที่จะต้องคิด แล้วก็สามารถที่จะมี มาตรการรองรับไปด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับผู้อภิปรายคนก่อน ท่านนิกร ว่าจะปล่อยให้เรื่องประกันเป็นการโยงใยระหว่างเกษตรกรกับบริษัทเอกชนทางด้านประกันภัย โดยตรง คงจะเป็นการยากลําบาก แล้วน่าจะศึกษาวิธีการของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไต้หวัน ไปที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปที่ในยุโรป ไปที่อเมริกา ว่าตรงกลางนั้นเขามีองค์กรกลางอย่างไรที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับบริษัทเอกชน ทางด้านประกันภัย ท่านนิกรเพื่อนสมาชิกได้เสนอเรื่องบรรษัทประกันภัยแห่งรัฐ ผมคิดว่า อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะกระทําได้ ในขณะเดียวกันเราก็มีธนาคารรัฐ ธ.ก.ส. ก็ดี ธนาคารออมสินก็ดี เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ก็จะขอให้ธนาคารเหล่านี้กันเงินส่วนหนึ่งมาเป็นกองกลางได้ไหมครับ เพราะว่า ในขณะเดียวกันเราก็มีบรรษัท เรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ช่วยการันตี (Guarantee) ประกันความเสี่ยงของโรงงาน หรือว่ากิจการเอสเอ็มอี (SMEs) ฉันใดฉันนั้นก็น่าที่จะ กระทําได้กับทางภาคเกษตรโดยรัฐเข้ามาอยู่ตรงกองกลาง แล้วก็ดังที่ท่านนิกรหรือว่าในเอกสารก็ได้บอกไว้แล้วว่าในปี ๆ หนึ่ง ก็มีการจัดงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในภัยพิบัติประมาณหมื่นล้านบาท ก็เอาเงินจํานวนนี้มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็เกษตรกรที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ผมก็อยากจะเสนอให้รัฐเป็นคนจ่ายค่าประกันไปให้เลย จะเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อย ข้าว มันสําปะหลังอะไรก็แล้วแต่ ระหว่าง ๕๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาท จะ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ออกไปให้ก่อนล่วงหน้า เมื่อเกิดภัยพิบัติก็ได้เงินประกันคืนมาก็หัก ไปคืนรัฐบาล ที่เหลือก็เป็นของเกษตรกร มันจะได้มีจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นการโยนภาระ แล้วก็ เพิ่มภาระให้แก่เกษตรกรรายย่อย เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดิน แล้วก็พวกแรงงานเกษตรกร อันนี้ก็จะเป็นเรื่องการให้ขวัญและกําลังใจให้กับเกษตรกรโดยทั่วไป แล้วก็เป็นการสร้าง ความมั่นคง มั่นใจให้กับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทําเรื่องนี้คู่ขนาน ไปกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย ดังที่ผมได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น คือเรื่องของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมทั้ง เครดิตที่จะพึงมีด้วย มันจะต้องมีองค์กรกลางทําให้ คือจะมอบให้ไปที่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ก็ไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราก็ไปดูงานกันเยอะแยะ เอาที่ไปดู กันมาก ก็ที่ประเทศนิวซีแลนด์ใกล้หน่อย หรือแม้กระทั่งที่ประเทศญี่ปุ่นหรือที่ประเทศไต้หวัน ว่าไม่เป็นเรื่องอะไรแล้วเขาไม่พยายามจะไม่ให้งานสําคัญ ๆ นั้นกระจัดกระจายไปหลายกระทรวง ทบวง กรม ก็นี่เป็นเรื่องภาคเกษตรก็ให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ณ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไหม เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) จุดเดียว แล้วก็ขอยืมบุคลากรจาก หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความชํานาญทางด้านการเงินหรือการประกันภัยมาอยู่ที่นี่ในระยะแรก ของการเริ่มต้น ในการที่จะดูแลเกษตรกรของไทยอย่างจริง ๆ จัง ๆ ครับ ขอขอบคุณมาก ท่านประธานครับ