เฉลิมชัย สนับสนุนร่างกฎหมายมีส่วนร่วม-เสนอเพิ่มบทบาทอนุญาโตตุลาการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๗ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม แสดงความเห็นและเสนอแนะหลายประเด็นในร่างกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ข้อมูลข่าวสาร และการเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์ โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมแต่เสนอให้เพิ่มความชัดเจนในบทบาทของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะการเสนอให้ปรับปรุงบทนิยามของหน่วยงานภายใต้กฎหมาย รวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรา 14 ที่อาจขยายสิทธิให้คนต่างด้าวโดยไม่ต้องรอประกาศกระทรวง ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อให้เปิดเผยเวชระเบียนได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน และปรับปรุงกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเพิ่มผู้แทนจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติและกำหนดคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ในกฎหมายหลัก เพื่อให้การอุทธรณ์มีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้ตัดสินสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิของประชาชนและการบริหารงานของรัฐ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากเสนอเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไม่มากนะครับ คิดว่าใช้เวลาไม่ถึง ในประเด็นของกฎหมายฉบับนี้นั้นสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างการรอลงประชามติเป็นอย่างยิ่ง คําว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เท่าที่ผมนึกได้ในเวลานี้อย่างเร็ว ๆ ประการแรกคือการเลือกตั้ง ประการที่ ๒ ก็คือ การลงประชามติ ประการที่ ๓ คือการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ประการที่ ๔ และประการที่ ๕ นั้น คือร่างกฎหมายที่เราได้พิจารณาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ และกฎหมายฉบับนี้ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ก็เหมือนกับมือซ้ายมือขวาของประชาชนที่จะล้วงเข้าไปให้มีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร ราชการแผ่นดินและกระบวนการนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมต้องขอ เรียนว่าผมเห็นด้วย แล้วก็สนับสนุนอย่างยิ่ง ทั้งโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างที่สุด เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ผมขออนุญาตทั้งเรียนถามและ ขออนุญาตเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อเสนอแนะบางประการ ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณา ชี้แจงด้วย ในประเด็นของคําจํากัดความของกฎหมายฉบับนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านขยายให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่มีกฎหมายรองรับ ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐที่ได้รับสัมปทาน หรือภาคเอกชน ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ แต่สิ่งที่อยากจะให้ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาเพิ่มไปด้วย คือ บทบาทที่เกี่ยวข้องกับอนุญาโตตุลาการ อันนี้ท่านไม่ได้เขียนเอาไว้ ทั้งคําพิพากษา ไม่ใช่ คําพิพากษาขออภัย ทั้งคําตัดสิน คําพิจารณาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนุญาโตตุลาการนั้น ทุกวันนี้มีบทบาทในวงราชการหรือในวงสังคมไทยในการบริหารงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง ท่านช่วยกรุณาเพิ่มไว้ด้วยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ประเด็นถัดมาว่าด้วยคนต่างด้าว ผมค่อนข้างจะเห็นต่างจากทางกรรมาธิการ ท่านไปมีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในกฎหมายฉบับนี้ ถ้าเทียบกับ กฎหมาย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ในปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๙ ของกฎหมายฉบับเดิมนั้น เขียนไว้ว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กําหนดโดยกฎกระทรวง ถ้าตีความโดยตัวหนังสือนะครับ ความหมายนี้คือหมายความว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิ ตามมาตรานี้มากน้อยแค่ไหนเพียงใดอย่างไร คือให้ไปเขียนไว้ในกฎกระทรวง แต่สิ่งที่ทาง กรรมาธิการท่านได้กรุณาท่านได้ไปแก้ไขอยู่ในมาตรา ๑๔ เขียนไว้ว่า บุคคลต่างด้าว ที่เดินทางเข้าประเทศโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตให้ทํางาน หรือประกอบ กิจการทางธุรกิจ หรือมีถิ่นพํานักในราชอาณาจักร มีสิทธิเข้าตรวจดูขอสําเนาหรือขอสําเนา ที่มีคํารับรองของข้อมูลข่าวสารสาธารณะจากหน่วยของรัฐ ...ว่าไปนะครับ ทั้งนี้ให้เป็นไป ตามระเบียบนี้ ความหมายก็คือว่าในกฎหมายฉบับเดิม ก่อนจะมีสิทธิ มีสิทธิมากน้อยเพียงใด ให้มีกฎกระทรวงรองรับไว้ก่อน แต่สิ่งที่ท่านแก้ไขเริ่มต้นก็มีสิทธิแล้ว แต่จะมีสิทธิอย่างไร ให้เป็นไปตามระเบียบที่จะลงในราชกิจจานุเบกษา ท่านช่วยกรุณาไปพิจารณา เพราะอันนี้ ผมมองว่ามันจะเกี่ยวข้องกับกิจการงานต่าง ๆ หลายอย่าง รวมทั้งระบบเศรษฐกิจและความ มั่นคงของประเทศ ความแตกต่างทั้ง ๒ อย่างนี้มีความสําคัญ

ประการถัดมาครับท่านประธาน ผมเป็นแพทย์ผมจะเกี่ยวข้องกับเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับประวัติข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ป่วยอยู่โดยตลอด ตั้งแต่ประกอบวิชาชีพนี้มา มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอระหว่างผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย กับสถานพยาบาล ว่าเวชระเบียนซึ่งเป็น ประวัติส่วนตัวของผู้ป่วยของคนไข้นั้นเป็นสมบัติของใครกันแน่ เป็นสมบัติของโรงพยาบาล หรือเป็นสมบัติหรือสิทธิส่วนตัวของผู้ป่วย เป็นข้อมูลส่วนตัวที่ผู้ใดจะล่วงรู้หรือจะละเมิดมิได้ หรือเปล่า ในกฎหมายฉบับนี้ท่านได้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ผมอยากจะให้มีความ ชัดเจน ไหน ๆ ที่จะมีการแก้ไขแล้ว ความหมายของกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านได้เพิ่มเติมมา คืออยู่ในมาตรา ๒๖ การเปิดเผยรายงานการแพทย์ที่เกี่ยวกับบุคคลใด ถ้ากรณีมีเหตุอันควร หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยต่อแพทย์ที่บุคคลนั้นมอบหมายก็ได้ อ่านดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มี อะไร แต่ผมขออนุญาตเรียนว่า จะเปิดเผยได้เฉพาะที่บุคคลนั้นมอบหมาย อันนี้ผมเห็นว่า ไหน ๆ จะแก้กฎหมายแล้ว ท่านช่วยกรุณาแก้ไขให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะในกรณี ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอย่างฉุกเฉินอาจจะไม่รู้ตัว หมดสติ ช็อกหรืออย่างไร ก็แล้วแต่ อุบัติเหตุ เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลนั้น เขาไม่สามารถที่จะทําหนังสือ มอบอํานาจใด ๆ ได้ บ่อยครั้งที่มีกรณีที่ต้องขอประวัติข้ามโรงพยาบาล ข้ามสถานพยาบาล สถานพยาบาลที่ได้รับเขาไม่รู้หรอกครับว่าข้อมูลที่ขอไปนั้นจะเอาไปทําอะไร คนโทรศัพท์ไป ญาติถือจดหมายถืออะไรไปก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้เป็นหนังสือมอบอํานาจ เพราะฉะนั้นท่านช่วย กรุณาเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่เป็นประโยชน์เพื่อการรักษาสุขภาพในกรณีฉุกเฉินหรือรักษาชีวิต ในกรณีฉุกเฉินที่เป็นเจ้าของข้อมูล ให้เปิดเผยได้ คือในภาวะวิกฤตนั้นไม่ต้องรอหนังสือ มอบอํานาจเลยครับ โทรศัพท์ไปขอประวัติว่าคนไข้คนนี้มาช็อกอยู่ที่โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า เคยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่จังหวัดปราจีนบุรี ย่อมโทรศัพท์ไปที่ โรงพยาบาลที่จังหวัดปราจีนบุรีขอข้อมูลว่าเขาเป็นโรคประจําตัวหรืออะไรต่าง ๆ ได้ ถ้าหากว่า โรงพยาบาลเข้มงวด เขาก็ไม่เปิดเผย กรณีนี้มีปัญหาร้องเรียนและฟ้องร้องกันอยู่เนือง ๆ

ประการถัดมาครับท่านประธาน บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้กล่าวถึง คณะกรรมการข้อมูลสาธารณะ ซึ่งองค์ประกอบ คุณสมบัติต่าง ๆ นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง กับกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายฉบับเดิมนั้น ต้องเรียนว่าคณะกรรมการมีอยู่เป็นจํานวนมาก เกินไป อันนั้นผมเห็นด้วย กฎหมายฉบับใหม่ที่ท่านกําลังแก้ไขอยู่นั้นคณะกรรมการชุดนี้ องค์ประกอบน้อยลง กระชับขึ้น ที่แน่ ๆ คือมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ผมเห็นว่า ท่านขาดไปอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง คือผู้อํานวยการสํานักข่าวกรอง แห่งชาติ ท่านขาดตรงนี้ไปได้อย่างไร หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของข้อมูล ข่าวสารที่เป็นความลับ หรือที่เป็นความมั่นคงของชาติ สมควรที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วม ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย ประการหนึ่งครับท่านประธาน ผมฝากเป็นข้อสังเกตก็แล้วกัน ถ้ามีการยกระดับของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งเขียนไว้ในกฎหมายว่า คณะกรรมการชุดนี้ต้อง ได้รับการโปรดเกล้าฯ คือพูดง่าย ๆ ว่าต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น คณะกรรมการชุดนี้ กฎหมายฉบับเดิมนั้นไม่มีลักษณะที่จะต้องยกขึ้นมาถึงระดับอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าท่านเขียนขั้นตอนต่าง ๆ ของการสรรหา การแต่งตั้ง ขั้นตอน ต่าง ๆ นั้นมีอยู่หลายกระบวนการ ขาด ทําอย่างไร คุณสมบัติเป็นอย่างไร ท่านเขียนไว้ใน พระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ผมเห็นว่าท่านขาดองค์ประกอบหรือขั้นตอนที่สําคัญไปอีกอย่างหนึ่ง คือขั้นตอนที่ควรให้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา เพราะอย่าลืมว่าตําแหน่งหน้าที่ที่มี ความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนี้ควรจะต้องมีการกลั่นกรองคุณสมบัติ กลั่นกรองวุฒิภาวะ กลั่นกรองอะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งองค์กรอิสระหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีลักษณะ หน่วยงานที่มีความสําคัญแบบนี้ สมควรที่จะต้องผ่านการพิจารณาในขั้นตอนของสภาด้วย เพื่อให้มีตัวแทนของประชาชนเข้ามามีส่วนในการพิจารณาด้วย เพราะผมยังแปลกใจว่า เลขาธิการคณะกรรมการสํานักงานข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั้น ขั้นตอนสุดท้ายท่านให้ผ่าน วุฒิสภาก่อนนะครับ ถึงจะโปรดเกล้าฯ แต่ทําไมพอคณะกรรมการท่านไม่ได้ให้ผ่านวุฒิสภา เพราะฉะนั้นท่านช่วยกรุณาชี้แจง และถ้าหากว่าท่านเห็นด้วยท่านช่วยกรุณาไปเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้ด้วย และในตําแหน่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วคือ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสาธารณะนั้น ที่ผมแปลกใจก็เพราะว่าท่านเขียนไว้ว่า ระเบียบที่มาของเลขาธิการ คุณสมบัติต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามระเบียบที่ประธานเสนอและลงในราชกิจจานุเบกษา ผมแปลกใจเพราะว่าตําแหน่งนี้ท่านเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ว่าให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่เรื่องของคุณสมบัติ เรื่องที่มาที่ไปนั้นท่านให้ไปเขียนระเบียบ ตําแหน่งถึงขนาดที่ต้อง โปรดเกล้าฯ แต่เพียงเขียนระเบียบ ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมและไม่บังควร คุณสมบัติต่าง ๆ ที่มาที่ไปของเลขาธิการนั้นก็ควรจะเขียนไว้ในร่างพระราชบัญญัติด้วยครับ ไม่ใช่ให้ไปเขียน ไว้ในระเบียบเล็ก ๆ ซึ่งมันจะเป็นปัญหาในเรื่องของการพิจารณาต่อไปในอนาคต ขอความ กรุณาท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาไปเพิ่มเติมด้วยว่า คุณสมบัติ ระเบียบต่าง ๆ นั้น ท่านไม่ต้อง พูดถึงระเบียบแล้ว ควรจะใส่ไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้เลย

โดยสรุป ผมเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่สิ่งที่ผมปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้น ในการพิจารณาในอนาคตท่านเขียนมาในกฎหมายฉบับนี้ด้วย คือ คณะกรรมการวินิจฉัย พิจารณาข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ในกฎหมายฉบับเดิมนั้นขั้นตอนเวลาถูกอุทธรณ์ ผมเคยอยู่ ในกระบวนการนี้ และผมเข้าใจความยุ่งยากลําบากมาโดยตลอด ท่านให้ ในกฎหมายฉบับเดิม ให้ไปผ่านคณะกรรมการวินิจฉัย และคณะกรรมการวินิจฉัยนั้นก็จะทําความเห็นซึ่งเป็นที่สุด เสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ แต่ในกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านกําลังแก้ไขนั้น ท่านบอกว่า คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั้นมีอํานาจในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เลย ท่านไปเขียนไว้ว่า คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารนั้นอาจตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูล ข่าวสารได้ อาจตั้ง นะครับ ผมจึงเสนอว่าขั้นตอนที่จะเหมาะสมให้เป็นประโยชน์ต่อทาง ราชการและประชาชนมากที่สุดนั้น ควรจะเขียนไว้เลยว่า ให้มีคณะกรรมการพิจารณา วินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกอุทธรณ์ต่าง ๆ นั้น เสนอไปที่คณะกรรมการชุดนี้ก่อน ยังไม่จําเป็นต้องเสนอคณะใหญ่ครับ คณะใหญ่นั้นจะเป็นผู้ตัดสินวินิจฉัย ข้อสําคัญคือท่าน ต้องไปเขียนกฎหมายนี้ให้ชัดเจนว่าคําว่า ถึงที่สุด จะไปที่สุดที่ไหน ที่สุดที่คณะกรรมการ วินิจฉัยข้อมูลข่าวสารหรือที่สุดที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะเลย ใครจะเป็น ผู้วินิจฉัยในคนสุดท้าย อันนี้จะมีความสําคัญมากในการปฏิบัติราชการจริง ขอบพระคุณครับ