นิกร ชี้สภาเสื่อม ห่วงบทบาทลด-ประชาชนไม่สนใจ วอนร่วมฟื้นคุณค่า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๗ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

นิกร จํานง สะท้อนความกังวลต่อภาพลักษณ์และบทบาทของสภาที่ถดถอยลง ทั้งในแง่การมีส่วนร่วม คุณภาพเนื้อหางานประชุมที่ลดลง รวมถึงความสนใจจากสื่อและประชาชนที่ห่างหาย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันฟื้นฟูคุณค่าการประชุมเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเสนอให้เร่งสรุปผลงานที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เน้นผลักดันนโยบายสำคัญที่ส่งผลต่อการปฏิรูป โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ติดขัดจากปัญหาผลประโยชน์และระบบราชการที่ล่าช้า พร้อมผลักดันให้ประเมินความสำเร็จจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแทนการนับปริมาณงาน เพื่อรักษาความหมายและบทบาทของสภาให้ยั่งยืนต่อไป

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ผมนี่เป็นคนหลายใจมาก ผมเสนอชื่อไปจะพูดก่อนหน้านี้แล้ว เป็นลําดับแรก ๆ และผมก็ถอน คือเดิมก็คิดว่าจะมาฟัง ก็อย่างที่ว่าก็คือเพิ่งมาทราบว่า จะมีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ก็ไม่ได้เตรียมอะไร และก็มีเพื่อนมาบังคับก็คือเอ่ยนามก็ได้ เราอยู่ในนี้แล้วก็ไม่ได้ยินไปถึงตรงอื่น ท่านวิทยาบอกว่าคุณต้องพูด เพราะว่าประเด็นหลายอย่าง ที่คุณเสนอไว้เดิม คุณไม่พูดไม่ได้ ผมก็ส่งชื่อไปว่าจะพูด แล้วก็คุยกับท่านสมาชิกท่านหนึ่ง ก็บอกว่าท่านก็มีความเห็นว่าเบื่อแล้วไม่อยากจะพูด เพราะพูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย คือผมอยู่ในสภานี้ผมละล้าละลังที่สุด ถ้าท่านประธานจําได้ว่าเมื่อก่อนนี่ผมจะลุกขึ้นพูดเกือบ ทุกประเด็น จนจะเป็นดาวสภาไปแล้วก็พูดกันว่า จริง ๆ แล้วผมไม่เคยทําแบบนั้นมาก่อน ก็เพียงแต่ว่าเราอยากจะเสนอความเห็น และความเห็นที่ผมเสนอจะย้อนไปถึงงานของ สปช. เดิมที่เราเคยเสนอไปเยอะ ผมยังติดตามตรงนั้นเยอะ แล้วก็จะให้ความเห็นเรื่องสเตียริง คอมมิตตี (Steering Committee) เยอะถ้าท่านประธานจําได้ แล้วอยู่มา ๆ ผมก็รู้สึกตัวเอง ได้ว่าผมก็ติติงเขาไปหมดเลย คือเหมือนอะไรก็ไม่ถูกไปหมดเลย ผมก็เริ่มเบื่อตัวเอง และหลังจากนั้นผมหยุดพูดไปเดือนหนึ่ง เดือนกว่านะครับ แล้วก็ไม่พูดเลย เพราะว่าพูดไป ก็เหมือนกับว่าไปกระทบกระทั่งคนอื่นเขา ผมไม่ใช่เป็นคนร้ายกับใคร ผมเป็นคนขี้เกรงใจ แต่ว่าด้วยความเห็นที่ว่าคิดว่าอยากจะเสนอความเห็นเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง เพราะว่า ผมก็เคยทํางานกฎหมาย เคยบริหารอยู่ใน ครม. ก็เคย คือมองเห็นมุมต่าง ๆ ท่านรองประธาน คนที่สอง ก็คงทราบว่าเวลาไปประชุม ประชุมทั่วไปข้างนอกผมทําตัวอย่างไร ผมไม่เคย ละเลย แต่ว่าก็หยุดไป แล้วตอนหลังก็เห็นว่าต้องมาพูดอีก ตอนหลังเปลี่ยนเป็นว่าพูดในส่วน ที่ไม่ใช่เป็นการชี้ในอาร์กิวเมนต์ (Argument) หรือว่าเห็นคนมีความเห็นแย้ง ส่วนมากจะ สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ ถือเอาแต่ส่วนดีครับ เพราะเห็นว่าเราก็อยู่ที่นี่แล้ว นี่ก็ครอบครัวเรา อย่างไรก็ตาม มาอยู่กันระยะหนึ่งก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ต้องดูดายไม่ได้จะทําอย่างไร ไม่อย่างนั้นแล้วจะมาทําไม แล้วงานที่ท่านประธานมอบหมายนี้ผมเร่งรัดมาก เพราะอยากจะ ให้เป็นผลงานของพวกเราทั้งหมด วันนี้ผมก็จะลงนามไปยังกระทรวงมหาดไทย เพราะว่า สิ่งที่ทําได้ก็คือให้งานมันเสร็จ แล้วก็กรรมาธิการวิสามัญที่ท่านประธานตั้ง ผมก็เคาะให้เสร็จ ก่อนเวลา นี่ก็เหลืออีก ๖๐ วัน ผมนับ ให้เจ้าหน้าที่ส่งไปก่อนวันประชุมทุกวันว่าเหลือกี่วัน คือทําให้มันเสร็จแล้วจะได้ส่ง ในขณะที่ใช้วิธีแบบท่านประธาน ก็คือผมประสานเขาทั่ว โทรไปหาเขา อธิบดีผมก็โทรไปเชิญท่านมา ก็คือโทรไปแบบที่ท่านว่า บางทีเราต้องประสาน แบบข้างหลังบ้าง ก็ต้องทําทุกอย่างเพื่อให้งานสําเร็จ ผมจะขอพูด ใช้เวลาอีกนิดเดียวนะครับ ว่าถ้าอย่างนั้นเราจะมามองสภา วันนี้เราพูดไปก็ไม่มีใครได้ยิน เราพูดเราคุยกันในบ้าน ผมมองว่าภาพรวม หมายถึงวันนี้ความเป็นสภาเราลดลงเรื่อย ๆ ถ้าท่านจําได้ที่ว่าเรามี การกําหนดว่าพูดกัน ๕ นาที ผมเคยบอกว่าขยายเถอะ เพราะว่าผมไม่ได้กลัวว่าเวลาที่พูด จะไม่มี ผมกลัวจะไม่มีเรื่องที่จะพูด ถ้าจําได้ ตอนนั้นท่านอลงกรณ์นั่งเป็นประธานอยู่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ขณะนี้เราสังเกตดูว่าเราประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน คือถ้าเราไม่หลอกตัวเอง นะครับ แล้วประเด็นที่เราจะพูดกันมันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ เหลือวันเดียว แล้วเราก็บอก ข้างนอกว่าเราของดประชุมเพื่อให้กรรมาธิการได้ทํางานกันอย่างเต็มที่ เราใช้เสมอมา แต่ความเป็นสภาเว้นจนกระทั่งประชุมสภาอาทิตย์หนึ่ง อีกอาทิตย์หน้าเว้น แล้วตอนหลัง เหลือสัปดาห์ละ ๒ วัน ตอนหลังเหลือสัปดาห์ละวัน แล้วตอนหลังเหลือครึ่งวัน สังเกต ไหมครับ มันจะน้อยลง ผู้ที่จะพูดนี่ก็น้อยลง น้อยลง น้อยลง เรื่องจะเป็นประเด็นอินดีเทล (In detail) มากขึ้น ๆ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่เร่งก็ไม่มีเรื่องจะพูด ผมยืนยันเลย ความเป็นสภาน้อยลง เวลาเราประชุมคล้ายกันแบบนี้ไหม มีใครสนใจเราประชุมไหม สื่อไม่มีใครสนใจเลย ประเด็นที่เราประชุมแถลงก็ไม่เป็นประเด็น ประเด็นที่พูดกันไม่มีใคร ใส่ใจเราทั้งนั้น น่าเป็นห่วงมากตรงนี้ ข้างนอกก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นประเด็นที่เรา เป็นประเด็นคือประเด็นที่ขัดแย้งทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องการเมืองบ้าง เป็นเรื่องอะไรที่มันเป็น เนกะทิฟ (Negative) มีความขัดแย้งกับภายนอกก็เลยได้ไปขึ้นหน้า ๑ เป็นแบบนี้หมด ประเด็นที่เป็นบวกไม่มีประเด็นในสื่อที่จะรับทราบ ลองไปทวนดู ผมสแกน (Scan) สื่อทุกวัน ผมทําหน้าที่นี้อยู่ ผมเห็นตรงนี้แล้วผมไม่สบายใจ แต่ว่าก็ไม่อยากจะพูด ทีนี้เรามาดูว่างาน ขอเวลาอีกสักหน่อยหนึ่งนะครับ ผมจะไม่เกินอีก ๕ นาที เวลาเราทํางานเรานับกันตรงไหน เหมือนอย่างคํากล่าวที่ว่า ผมจะยึดถือเสมอว่าบางทีเราทํางานการเมืองหรือทํางาน เพื่อส่วนรวม เราจะทําเยอะ ผมจะถือว่าที่เขาบอกว่า อิต ดาสซึ่น แมตเทอร์ วอต ยู แฮฟ ดัน อิต แมตเทอร์ วอต ยู แอ็กชีฟ (It doesn’t matter what you have done. It matters what you achieve.) มันไม่สําคัญนะคุณทําอะไรบ้าง กี่อย่าง เมื่อไร อย่างไร มันสําคัญว่าคุณสัมฤทธิผลอะไร ต่างหากที่นับกัน ไม่นับเรื่องที่จะทํา เพราะว่าความสัมฤทธิผลเป็นเรื่องที่เขาต้องการ เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งที่เราทําเพื่อส่วนรวม ถ้าตัวเองก็ไม่เป็นไร นับกันที่ความ สัมฤทธิผล เพราะฉะนั้นเราจะเริ่มนับกันตรงนี้ ผมดูประเด็นแล้วตั้งแต่แรกที่ผมเคยพูดไว้ ตอนเริ่มสภาว่าผมเป็นห่วงเรื่องของ สปช. เดิม เพราะว่าเราส่งไปแล้วเขาก็เริ่มตอบเนกะทิฟ (Negative) หมด ผมตามอยู่นี่ ที่ผมบอกว่าหายไปพักหนึ่ง ท่านวิทยาชี้ตรงนี้ว่าคุณตามเสมอ ว่ารัฐบาลตอบมาว่าอย่างไร พอเราไปพูดเหมือนจิ้มรัฐบาล เราเสนอเข้าไป งาน สปท. เดิม เรานี่ถูกกําหนดมาให้ทํางานตาม สปช. แต่งานที่ สปช. เดินไป ๓๗ เรื่องที่ท่านประธานว่า เขาไม่เอาด้วย เขาส่งกลับมาเกินครึ่งและเยอะมาก ระบบราชการเราก็รู้อยู่ พอลงไปก็เข้า ครม. ไปแล้ว ครม. ก็จ่ายลงไปข้างล่าง ข้างล่างก็ประชุมกัน นโยบายไม่รู้ เราไม่คุมแบบ ท่านประธานคุมไว้ ข้างล่างเขาก็รีเจกต์ (Reject) หมด เขาไม่เอาหมด พอไม่เอามันก็ย้อนไป รัฐมนตรีก็เลยเซ็นกลับมาว่าเรื่องนี้ทําอยู่แล้ว ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้ว เรื่องนี้ข้อมูลไม่พอ เรื่องนี้ ต้องเพิ่มเติม เรื่องนี้ไม่เห็นด้วย เรื่องที่เห็นด้วยน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราตาม ที่เราจะทําอยู่ ๓๗ ประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่เราต้องรีบเคลียร์ (Clear) ออกโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นเราจะวิ่งวนลูป (Loop) เก่า แล้วไปเจอเป้าที่ตายแล้วเสมอ ผมกลัวตรงนี้มาก แล้วก็เป็นนะครับ มันเป็นเรื่องวงกลม วิ่งแล้ววิ่งตาม แล้วของเราพอตั้งกรรมาธิการขึ้น เรื่องที่เราเสนอหลายเรื่องมากในนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่เอาแล้ว คือเขาสวนมาไม่เอา เราก็ส่ง ตามไปเรื่องเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าเรื่องผังเมืองหรือเรื่องอะไรพวกนี้ มันก็กลายเป็นรีพีต (Repeat) ย้อนกลับ ความไม่สําเร็จ ความไม่แอ็กชีฟ (Achieve) ที่ผมพูดถึงเมื่อกี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ พอเรามาทํากันขึ้นเรามาสร้างวงกลมใหม่ขึ้นมา วงกลมเป็นอย่างไร ในรายงานนี้ชัด เราจะ เห็นว่ากรอบที่เสนอใบนี้ก็ชัดว่าโครงสร้างใหม่ของเราเป็นอย่างไร โครงสร้างเดิมมันหมุนไปที่ ระบบราชการแล้วย้อนกลับมา ครม. ปฏิเสธ โครงสร้างใหม่ที่ตั้งจะเริ่มที่รายงานไปที่ นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไปไหนละ ไปกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย อีกด้านหนึ่งไป รองนายกรัฐมนตรี ๖ คณะ รองนายกรัฐมนตรี ๖ คณะเขาไม่ได้ตั้งมาเพื่อเรา เขาตั้งมาเพื่อ จะจัดการกับรายละเอียดของงานเป็น ๖ รองนายกรัฐมนตรีที่แยกงานกันตามนโยบายรัฐบาล พอเรื่องเข้าไปก็มีการพิจารณา เราเสนอเรื่องทั้งหมดไปที่นายกรัฐมนตรีหมด เราไม่ได้เสนอ ไปที่ประธาน คสช. ที่มีอํานาจ เราก็คิดว่าเสนอไปนายกรัฐมนตรี แต่โดยรูปแบบแล้วไปที่ นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไปไหน ก็ไปถามความเห็น นายกรัฐมนตรีจะรู้ทุกเรื่อง ได้อย่างไร พอเขาตอบมาเขาก็ต้องถามไปหน่วยราชการถูกไหม หน่วยราชการก็ตอบมา เรื่องนี้พอได้ที่ สปท. เสนอไป นายกรัฐมนตรีก็เคาะ พอเคาะกลับมาว่าโอเค (Okay) พอโอเค (Okay) ก็ส่งไปที่ ครม. ครม. ก็กลับไปลูป (Loop) เดิม ก็คือกลับไปหน่วยราชการอีก หน่วยราชการก็ไปพิจารณาแล้วก็ย้อนกลับมา เรานับได้เลยว่างานจะสําเร็จได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ อย่างไร ท่านดูในรายงานตรงนี้ก็ได้ เรื่อง ๕ ประเด็นของท่านประธานผมเห็นด้วยว่าเป็น ความพยายามของท่าน แต่ไม่ใช่เป็นความผิดของท่าน เรื่องแรกโอเค (Okay)

เรื่องที่ ๒ การติดตามอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกา เราก็รู้ว่าเป็นคอขวดที่เรียวมาก แต่ใหญ่มากของประเทศนี้ ๒ ปี นานมาก เพราะว่างานที่ คณะกรรมการกฤษฎีกาติดอยู่ตรงนั้นไปไม่ได้ เพราะว่ามันมีระบบปัญหาเองของคณะกรรมการ กฤษฎีกา ไม่ใช่โทษคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ระบบประเทศเราเรื่องกฎหมาย ตรงนี้ต้อง ทะลวงโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นกฎหมายไปติด ๒ ปี ๒ ปี นะครับ

ต่อมาก็คือเรื่องขัดผลประโยชน์ ไปคณะกรรมการกฤษฎีกาเหมือนกัน เรื่อง พัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เสนอไปนี้ เรื่องนี้ไม่เป็นผลแน่นอน ผมอยู่ในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ผมรู้ เพราะว่าท่านประธานได้กรุณาว่าเป็นเรื่องสําคัญ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็แทงลงมาจริง แต่พอลงมาข้างล่างนี้มันเป็นเรื่องสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน เราจะใช้ รัฐไปกําหนดเขาได้อย่างไร เรื่องนี้ในตัวมันเองตาย ก็คือไปไม่ได้ ผมเคยทําเรื่องการโยง ระหว่างคอนแทรกต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) มาก่อนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รู้ว่ามีปัญหาซับซ้อนมากในนี้ เขียนเป็นกฎหมายไม่ได้

ประเด็นต่อมาก็คือว่าเรื่องการบริหารจัดการน้ําแล้ง เราจะสังเกตว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องด่วน แต่ตอนนี้ฝนตกแล้ว ผ่านมาแล้วซีซัน (Season) หนึ่งแล้ว แสดงว่าเรื่องนี้ ยังไม่ออก ก็แสดงว่าจบไปแล้วเรื่องนี้ ด้วยความกรุณาของท่านประธานต้องการจะป้องกัน ภัยแล้งใช่ไหมครับ ตอนนี้หน้าฝนแล้ว เลยมาแล้ว เราจะเห็นว่าแล้วต่อจากนั้นเสนอ นายกรัฐมนตรีหมดเลย งานทั้งหมดเสนอนายกรัฐมนตรีแบบที่ผมพูดเมื่อสักครู่ไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ส่งไปศึกษาว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าเป็นไปได้ก็บอกว่า เอา ใช่ไหมครับ เราก็บอกนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว กลับไป ครม. ใหม่ พอไป ครม. กลับไปที่กระทรวง กระทรวงกลับไปที่หน่วยราชการ คณะกรรมการพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ เสนอกลับมา มีอยู่แล้ว เห็นด้วยไม่เห็นด้วย เพราะว่ารัฐมนตรีเองฟังทางกระทรวง พอฟังกระทรวง จริง ๆ นโยบายพวกนี้ถ้าเห็นชอบต้องเคาะ ก็คือว่าแบบนี้กระทรวง เห็นแบบนี้ แต่ฝ่ายนโยบายเห็นแบบนี้ คุณไปปรับมา ต้องหักกันแบบนี้ ถ้าหากว่าไปตามใจ ระบบที่เป็นอยู่ ไม่มีทางสําเร็จสักเรื่อง ผมยืนยัน แล้วมันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ

ประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนว่า ผมคงหมดเวลา แล้วละครับ เรามานับกันแบบนี้ดีกว่าถ้าต่อจากนี้งานของเราในเวลาที่เหลือนี้ ผมคิดว่า เราคงจะต้องเลือกทํางาน เพราะเวลาเราเหลือน้อย ผมนี้เร็วกว่านะครับ รัฐธรรมนูญผ่าน ผมก็ลาออก ได้เวลาก็ต้องไปทําหน้าที่ทางการเมืองผมต่อ เราคงต้องดูว่าไซส์ (Size) ของงาน ที่จะทํามันต้องใหญ่พอเรื่องปฏิรูปแต่ละเรื่อง ไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีอิมแพกต์ (Impact) ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นรายละเอียดหมด แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือว่าแก้ปัญหาในอดีตได้อย่างไร ปฏิรูปก็คือเรามีปัญหาค้างในอดีตหลายเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาก ถ้าจิ้มไปตรงนี้สังคมและ ประเทศชาติคงจะได้ประโยชน์จากเรา

ประเด็นต่อมาคือภาพที่ปรากฏต่อประชาชนในปัญหาของเขาก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่ง ดังนั้นผมสรุปสุดท้ายว่าต่อจากนี้เราคงต้องเลิกนับ ที่เราทําขณะนี้เหมือนกับ วิ่งมาราธอน (Marathon) เราปล่อยไป ๑๐,๐๐๐ คน แล้วเราก็นับทั้งหมื่นคน เพราะว่า เราปล่อยไป ๑๐,๐๐๐ เรื่องแล้วขณะนี้ เราต้องไปนับที่เส้นชัยแล้วต่อจากนี้ นับกันเวลาถึง เส้นชัยดีกว่าว่าปล่อยมา ๑๐,๐๐๐ คน แต่ว่ามาราธอน (Marathon) นี้นับกันที่ถึงเส้นชัย กี่คน กี่เรื่อง แล้วบางทีเราอาจจะต้องดูว่าบางคนนี้จะถึงอยู่แล้วไปขาดน้ําอยู่กลางทาง ก็เอาน้ําไปเสริมตรงนี้เพื่อให้ถึงเส้นชัย แล้วก็ตั้งเป้าว่าต่อจากนี้ผมว่า ๖ เดือนหลังครับ ท่านประธาน ไปรอนับที่เส้นชัยกันดีกว่า แล้วนับว่านั่นคือผลงานของเรา พอได้มาสักเรื่องหนึ่ง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็เติมให้เต็ม แต่พอเรื่องนี้เราทําสําเร็จเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่อย่างนั้นเราจะ ไม่มีตัวตนความเป็นสภา สปท. เราก็จะหายไป ซึ่งเป็นเรื่องครอบครัวของเราเอง ผมด้วย ความเป็นห่วง แล้วก็ด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน