กวินา กิจกำแหง ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะฉบับใหม่เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ หลักธรรมาธิบาล และการพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยเน้นการเสริมสร้างสิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล สนับสนุนความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง พร้อมเสนอการปรับโครงสร้างคณะกรรมการและสำนักงานข้อมูลข่าวสารให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน และขยายความครอบคลุมของข้อมูลที่ต้องเปิดเผย รวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ
กราบเรียน ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทุกท่าน ก็จะขอนําเสนอตัวร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งในเอกสารที่ท่านได้รับจะมีตัวรายละเอียด ตัวเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่จะ นําเสนอต่อไปนะคะ อย่างที่ท่านปานเทพ แล้วก็ท่านอนุสิษฐได้กรุณานําเสนอก่อนหน้านี้ เรื่องเหตุผลความจําเป็นในการที่เราจะต้องมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พุทธศักราช ๒๕๔๐ ฉบับเดิม ก็จะขออนุญาตเริ่มการนําเสนอนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เริ่มที่ ตัวแผนภาพจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) โดยดอกเตอร์เดือนเด่นและคุณธิปไตยนะคะ ตัวแผนภาพนี้ก็จะแสดงให้เห็นพัฒนาการของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งได้มีการประกาศใช้ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เช่นเดียวกัน ตอนช่วงที่ประกาศใช้ในช่วงแรกได้สร้างความตระหนักถึง การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างมากนะคะ แต่ว่าหน่วยงานหรือว่าราชการอาจจะยังไม่ สามารถจะปฏิบัติตามได้ เมื่อมีการบังคับใช้ไประยะหนึ่ง ๒-๓ ปี จะเป็นช่วงที่มีการบังคับใช้ กฎหมายมากที่สุด ก็คือในช่วงระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ ถึง ๒๕๔๘ นะคะ ซึ่งช่วงนี้ ประชาชน สื่อ แล้วก็หน่วยงานรัฐมีการเรียกร้องมากขึ้นให้มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ว่าก็เริ่ม ที่จะมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แล้วในช่วงสุดท้ายก็คือหลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นต้นมา การบังคับใช้กฎหมายก็เริ่มมีปัญหา ไม่สามารถที่จะบังคับได้ตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติเดิม หน่วยงานรัฐเองก็เริ่มที่จะค้นพบวิธีการที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ได้เปิดเผย ข้อมูลข่าวสารตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์การเปิดเผยข้อมูลของตัวพระราชบัญญัติ ของตัวข้อมูลข่าวสาร พุทธศักราช ๒๕๔๐ ทําให้สื่อแล้วก็สังคมหรือประชาชนเองก็ให้ ความสนใจกับตัวพระราชบัญญัติหรือใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติเพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูล น้อยลงไปด้วยนะคะ
พัฒนาการที่ว่ามานี้ก็ทําให้เกิดสภาพปัญหาที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการ เปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ตัวพระราชบัญญัติเองได้เปิดช่องให้ผู้ปฏิบัติสามารถ ที่จะใช้ดุลยพินิจในขอบเขตที่ค่อนข้างกว้างขวาง ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยมีกรอบ ค่อนข้างกว้าง แล้วก็ไม่ได้กําหนดกรอบในการพิจารณาอย่างชัดเจนมากนัก ทําให้ในการ ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารค่อนข้างจะมีข้อติดขัด รวมถึงข้อติดขัดในการทํางานของ คณะกรรมการเอง ซึ่งทําให้ไม่สามารถปฏิบัติงานในเชิงรุกได้ ทําให้การออกประกาศ หรือหลักเกณฑ์เพิ่มเติม โดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติมีน้อย ผลที่ตามมาหลังจากนั้น ก็คือ หน่วยงานรัฐจากการสํารวจในงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ก็พบว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นจํานวนเพียงร้อยละ ๒๘ เท่านั้นที่มีการปฏิบัติตาม มีการรายงาน ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ นอกนั้นไม่ได้มีการดําเนินการที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเองมีแรงจูงใจที่จะให้ ปกปิดมากกว่าเปิดเผย กรณีที่คณะกรรมการก็ไม่ได้มีอํานาจเด็ดขาดในการที่จะบังคับใช้ กฎหมาย รวมถึงกรณีที่พิจารณาแล้วไม่เปิดเผยข้อมูล กระบวนการหลังจากนั้นใช้เวลา ค่อนข้างมาก ทําให้เมื่อผ่านกระบวนการไปแล้วกว่าจะได้ข้อมูล บางครั้งข้อมูลก็ไม่ได้ มีประโยชน์แล้ว แล้วในกรณีของคณะกรรมการเองก็ไม่ได้มีอํานาจลงโทษรัฐหรือหน่วยงานรัฐ
เมื่อเราพิจารณาสภาพปัญหาที่ว่ามานี้ จึงเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้อง ปรับปรุงตัวกฎหมาย ทั้งในส่วนของบทบัญญัติที่จะต้องชัดเจนมากขึ้น ปรับปรุงเชิงสถาบัน คือตัวคณะกรรมการเอง ให้สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็มีความเป็น อิสระมากขึ้น จากเหตุผลและความจําเป็นดังกล่าวนี้ ประกอบกับที่เมื่อสักครู่ท่านปานเทพ กับท่านอนุสิษฐได้กล่าวถึงนะคะว่า ตัวพระราชบัญญัติเองมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลา ค่อนข้างนาน คือตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ นับถึงปัจจุบันก็เกือบ ๒๐ ปี แล้วยังไม่ได้ มีการปรับปรุงแก้ไขนะคะ ในขณะที่ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนทั้งด้านการเมือง ด้านสังคม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทําให้สภาพต่าง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก รวมไปถึงการส่งเสริมสิทธิการรับรู้ ซึ่งเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานในการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างที่เราก็อาจจะเห็นในตัวร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เช่นเดียวกัน ในมาตรา ๗๘ ประกอบกับให้มันสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หลักสากลในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หลักการ มีส่วนร่วมและการเปิดเผยข้อมูลในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสิทธิการรับรู้ ของประชาชน หน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการต้องเปิดเผยข้อมูล รวมถึงในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้กําหนดหน้าที่เฉพาะให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่นด้วยนะคะ เช่น ในมาตรา ๒๕๓ ที่กําหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองมีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้กับ ประชาชนด้วยนะคะ นอกจากนี้ก็ให้สอดคล้องกับหลักธรรมาธิบาลหรือว่าหลักการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี เราจึงเห็นว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพิจารณาให้ปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารนะคะ
ได้มีการร่างพระราชบัญญัติขึ้น คือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ตัวร่างพระราชบัญญัติเองนี้ประกอบด้วย ๑๐ หมวด จะมีบทนิยามในตอนต้น ซึ่งเราได้มีการให้คํานิยามใหม่ ๆ บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นคําว่า ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การขยายความหมายของหน่วยงานของรัฐ แล้วก็ในตัวบทบัญญัติเองเราแบ่งหมวดหลัก ๆ ออกเป็น ๑๐ หมวดนะคะ หมวดแรกจะเป็นหมวดบททั่วไป ซึ่งก็จะเป็นตัววัตถุประสงค์ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่จะใช้ประโยชน์ในการตีความบทบัญญัติมาตราอื่น ๆ ด้วย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนะคะ ในหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ เป็นหมวดหลักที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ได้มีการปรับปรุงไปจากเดิม ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการกําหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หัวหน้าหน่วยงานรัฐ กําหนด ข้อมูลที่จะต้องมีการเปิดเผยนะคะ แล้วก็มีการกําหนดข้อยกเว้นไว้ในหมวด ๔ นะคะ ในหมวด ๕ และหมวด ๖ จะเป็นหมวดที่คงหลักการเดิมจากตัวพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ นะคะ หมวด ๕ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลก็จะ คงหลักการตามหมวด ๓ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารนะคะ เพียงแต่มีการปรับปรุงในรายละเอียดให้สอดคล้องกับวิธีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ ในส่วนของหมวด ๖ ข้อมูลประวัติศาสตร์ก็จะ สอดคล้องกับหลักการเดิมในหมวด ๔ เอกสารประวัติศาสตร์ตามพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีการเปลี่ยนแปลงบางประการเช่นเดียวกัน ในส่วน ของหมวด ๗ หมวด ๘ และหมวด ๙ จะเป็นหมวดที่ว่าด้วยองค์ประกอบของสํานักงานข้อมูล ข่าวสารสาธารณะ แล้วก็ในส่วนของการวินิจฉัยคําอุทธรณ์ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมี การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ทั้งในส่วนขององค์ประกอบที่มาของคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะนะคะ สถานะของสํานักงาน ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ รวมถึง กระบวนการในการวินิจฉัยคําอุทธรณ์ด้วยนะคะ หมวด ๑๐ ของร่างพระราชบัญญัติ จะว่าด้วยการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนะคะ การบังคับทางปกครอง กรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็บทลงโทษนะคะ
กราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือว่าในตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้เราได้มีการ พิจารณาตั้งแต่สมัยในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คือเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างกรรมาธิการ หลายคณะ ทั้งกรรมาธิการการเมือง กรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารมวลชน แล้วก็กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต แล้วก็ได้มีการนําเสนอต่อสภาปฏิรูปที่ได้มีการเห็นชอบแล้วก็นําเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี อันนี้ขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งนะคะ หลังจากนั้นเมื่อนํากลับมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ มีการปรับปรุงจากตัวร่างที่ผ่านการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วนะคะ ก็ได้มีการ ปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วก็ให้สอดคล้อง กับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มเติม
ในส่วนของตัวร่างพระราชบัญญัตินะคะ เนื่องจากมีการแก้ไขในสาระสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของหมวดต่าง ๆ การจัดเรียงในโครงสร้างของคณะกรรมการโครงสร้าง การปฏิบัติการนี้ค่ะ เราจึงเสนอว่าสมควรที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ นะคะ แล้วก็มีการร่างพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อ พระราชบัญญัติจากพระราชบัญญัติข้อมูลของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็น พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะแสดงเจตนารมณ์ว่าในเรื่องของการเปิดเผย ข้อมูลนะคะ อยากให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก แล้วร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เรากําหนดว่า ให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกําหนด ๑๘๐ วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษานะคะ
สําหรับกรอบหลักการและเหตุผลของตัวร่างพระราชบัญญัติ จากพระราชบัญญัติ ฉบับปัจจุบัน หลักการที่ต้องการให้ประชาชนได้มีโอกาสกว้างขวางในการได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนินการต่าง ๆ ของรัฐ การรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึง ข้อมูล หลักการนี้ยังคงอยู่เพียงแต่ว่าเรามีการเพิ่มเติมกรอบหลักการและเหตุผลมากขึ้น โดยให้ตัวร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะเป็นเหมือนกฎหมายกลางในการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เป็นกฎหมายที่จะเชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูลที่ในปัจจุบันนี้อาจจะกระจายอยู่ในกฎหมาย หลาย ๆ ฉบับ โดยนอกจากนั้นเองก็เพื่อที่จะมีการปรับปรุงกระบวนการทํางาน กระบวนการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้มันสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แล้วก็ ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้สอดรับกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสิทธิของประชาชนหรือหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และที่สําคัญคือเป็นเครื่องมือในการที่จะ คุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นกลไก สําคัญในการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพิ่มอํานาจของประชาชน และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงเป็นกลไกสําคัญในการป้องกัน การทุจริตและประพฤติมิชอบ
จากกรอบหลักการและเหตุผลดังกล่าวนี้ เราก็ได้มีการนํามาบัญญัติไว้ ในวัตถุประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติในมาตรา ๖ จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ของร่าง พระราชบัญญัติ คือ
ข้อ ๑ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวาง หลักการนี้ยังคงอยู่ คือให้ ประชาชนมีโอกาสอย่างกว้างขวางในการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ
ข้อ ๒ ในขณะเดียวกันก็เพื่อที่จะเป็นการกําหนดให้หน่วยงานรัฐเอง ต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครอง ยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง โดยในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้ต้องกระทําอย่างเหมาะสมด้วย คือหมายความว่าต้องสะดวก ทันต่อเวลา แล้วก็ไม่ทําให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูง เกินไป
ข้อ ๓ ก็จะสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ คือเพื่อที่จะให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน มากที่สุด ต้องเปิดเผยข้อมูล แล้วก็รายงานผลการดําเนินการให้ประชาชนทราบ
ข้อ ๔ ก็คืออย่างที่ได้กล่าวไปในกรอบวัตถุประสงค์ ก็คือว่าเพื่อที่จะส่งเสริม การใช้สิทธิของประชาชนตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะสิทธิในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งมันจะ เป็นกลไกสําคัญในการที่จะเรียนรู้ แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงจะเป็นกลไก สําคัญในการเอื้อให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เพื่อให้การใช้ อํานาจนี้มีความโปร่งใส เป็นการพิทักษ์สิทธิของสาธารณะ ในขณะเดียวกันก็มีการคุ้มครอง สิทธิของบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างสมดุลกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นกลไก ในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบด้วยนะคะ
สําหรับในส่วนแรกก็คือนิยาม จากพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบันที่ได้มีการ ให้ความหมายของข้อมูลข่าวสารไว้ ตัวร่างพระราชบัญญัติของเราเองถ้าเปรียบเทียบกับ ตัวพระราชบัญญัติฉบับเดิม ซึ่งมีการให้ความหมายของข้อมูลข่าวสารของราชการไว้นะคะ ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือความดูแลของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการของรัฐหรือเอกชน ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เราได้มีการบัญญัติคําศัพท์คําว่า ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ขึ้น ให้หมายความถึงข้อมูลข่าวสาร ทุกประเภท รวมถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร หรือว่าหน่วยงานที่ดําเนินการใด ๆ โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสมบัติ ใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือว่าใช้อํานาจแทนหน่วยงานรัฐ มีสิทธิหน้าที่ของ หน่วยงานรัฐที่ได้มอบหมายให้เพื่อประโยชน์สาธารณะ การให้ความหมายในที่นี้ การเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่เราว่านี้ค่ะก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ของตัวร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งก็จะมีหลักการการเปิดเผยหลักนี้อยู่ในหมวด ๒ และหมวด ๓ แล้วก็มีข้อยกเว้นอยู่ในหมวด ๔ ของร่างพระราชบัญญัติ
ในส่วนของหน่วยงานของรัฐเองก็ได้มีการปรับปรุงขยายขอบข่ายของคําว่า หน่วยงานรัฐ ขึ้น จากพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ได้มีการ นิยามไว้ว่า หน่วยงานของรัฐ หมายถึงราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาล เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี องค์กรควบคุม การประกอบวิชาชีพ หน่วยงานอิสระของรัฐและหน่วยงานอื่น นอกจากความหมายนี้แล้ว ในตัวร่างพระราชบัญญัติของเราก็ได้ขยายขอบข่ายของหน่วยงานรัฐเช่นว่านี้ โดยให้ ครอบคลุมองค์กรอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรมหาชน สํานักงานอัยการสูงสุด หน่วยงาน ที่เป็นองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายอื่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานหรือนิติบุคคลที่จัดตั้งโดยกฎหมายหรือการอนุมัติ อนุญาต โดยหน่วยงานรัฐ รวมถึงหน่วยงานเอกชนที่ได้รับสัมปทาน หรือมีการดําเนินกิจการสาธารณะ หรือให้บริการ สาธารณะแทนรัฐ รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อํานาจทางปกครอง หรือดําเนินกิจกรรมทางปกครอง ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าหน่วยงานที่ว่ามานี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชนจะมีการใช้งบประมาณแผ่นดินหรือไม่ก็ตามนะคะ
ถัดไปก็คือเราจะขอนําเสนอตัวองค์กร ก็คือคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร จากเดิมนี้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งหากเราพิจารณาองค์ประกอบแล้วนี่ จะมีรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายโดยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีจํานวนคณะกรรมการ มีองค์ประกอบที่ประกอบด้วยผู้บริหารของกระทรวงต่าง ๆ ก็คือปลัดกระทรวงแล้วก็ ข้าราชการ รวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนค่อนข้างมากนะคะ ในตัวร่างพระราชบัญญัติ ของเราเองนี้เราได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยที่ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะนี้ ประกอบด้วยกรรมการจํานวน ๙ ท่าน แบ่งเป็น ๒ กลุ่มนะคะ คือกรรมการโดยตําแหน่ง ๔ ท่าน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ ท่านที่มาจากการสรรหาคัดเลือก
นอกจากนี้ก็ได้มีการปรับในส่วนขององค์กร โดยการยกระดับสํานักงานข้อมูล ข่าวสารสาธารณะ จากเดิมที่มีฐานะเป็นหน่วยงานภายใต้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เรายกระดับสํานักงานข้อมูลข่าวสารสาธารณะขึ้น ให้มีความเป็นอิสระในการทํางานมากขึ้น มีฐานะเป็นหน่วยราชการระดับกรมที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย ในส่วนของโครงสร้าง ของคณะกรรมการ เราดูในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คณะกรรมการในส่วนที่เป็น กรรมการโดยตําแหน่งจะประกอบด้วย ๔ ท่าน คือปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินี้จะมีจํานวน ๕ ท่าน ๑ ใน ๕ ท่านนี้จะได้รับการเลือกกันเองจากกรรมการขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเช่นว่านี้จะมีกระบวนการในการ เปิดรับสมัคร สรรหา แล้วก็คัดเลือกโดยกรรมการคัดเลือก ซึ่งรายละเอียดนี้จะปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๙ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ คณะกรรมการคัดเลือกเองก็จะประกอบด้วย บุคคลต่าง ๆ ทั้งตัวแทนของหน่วยงานยุติธรรม เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลปกครอง ตัวแทนของ รัฐสภา ผู้นําฝ่ายค้าน ตัวแทนขององค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. ทั้งคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหมดในรายละเอียดนี้ก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๙ นะคะ ตัวคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเองนี้ก็จะมีการกําหนดคุณลักษณะและลักษณะต้องห้ามไว้ ในมาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
โดยรวมแล้วอันดับแรก ก็คือเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นคนสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ ๔๕ ถึง ๗๐ ปี มีคุณสมบัติที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงาน ที่แสดงให้เห็นความสามารถในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยในการคัดเลือกของคณะกรรมการ คัดเลือกนี้ก็จะต้องพิจารณาให้มีความสมดุลและมีความหลากหลาย เนื่องจากคณะกรรมการ เราไม่ได้มีจํานวนมากนะคะ เพื่อให้คณะกรรมการมีองค์ประกอบที่ครบทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ สามารถพิจารณาเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ในการกําหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ ตัวคณะกรรมการเองนี้นอกจากคุณสมบัติเช่นว่านี้แล้วเราก็มีการกําหนดคุณสมบัติว่าจะต้อง ไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจ ไม่ดํารงตําแหน่งในบริษัทเอกชน ไม่เป็นผู้ที่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง ไม่เป็นข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกรณีที่เป็นอยู่ก่อนนี้ก็จะมีบทบัญญัติที่กําหนดว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะต้องนําหลักฐานว่าได้ลาออกจากตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาแสดงภายใน ๓๐ วันนะคะ ป.ป.ช. กําหนดให้ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย นอกจากนี้ตัวคณะกรรมการเอง โดยเรากําหนดว่า จะมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่คณะกรรมการ ...