รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ ห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา อาคารรัฐสภา (เกียกกาย)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ต่อไปนี้ก็อนุญาตให้ท่านสมาชิกหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๔ รายชื่อผู้หารือในวันนี้ มีดังต่อไปนี้ครับ
สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑. นายภาควัต ศรีสุรพล ๒. นายนพพล เหลืองทองนารา ๓. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๔. นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ๕. นายคำพอง เทพาคำ ขอโทษครับท่านครับ ขออภัยด้วยครับ ท่านที่ ๑. นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ๒. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ๓. นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ๔. นางสาวธนพร โสมทองแดง ๕. นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ๖. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ๗. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๘. นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ๙. นายบุญแก้ว สมวงศ์ ๑๐. นายองค์การ ชัยบุตร ๑๑. นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ๑๒. นายรังสิมันต์ โรม ๑๓. นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ๑๔. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ๑๕. นายจิรทัศ ไกรเดชา พรรคร่วมรัฐบาล ๑. นางสาวพัชรินทร์ ขำศิริพงษ์ ๒. นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ๓. นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ๔. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๕. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๖. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ๗. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ๘. นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ๙. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ๑๐. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๑๑. นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ๑๒. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๑๓. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๑๔. นายจีรเดช ศรีวิราช ๑๕. นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ท่านสมาชิกท่านที่ ๑ พรรคร่วมฝ่ายค้าน นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ รักษากติกาเหมือนเมื่อวานนะครับ ซึ่งเมื่อวานนี้ทุกฝ่ายก็ทำได้ตรงเวลา เชิญนะครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือท่านประธานเพื่อให้ท่านประธานประสานไปยังกรุงเทพมหานคร เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาวดังนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ ครับ ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองต่าง ๆ ในพื้นที่ ในขณะนี้มีสภาพ น้ำเน่าเสีย มีสีดำแล้วก็ส่งกลิ่นเหม็นเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็นคลองบางขวด ที่มีระยะทาง ๒ กิโลเมตร เริ่มต้นจากถนนประดิษฐ์มนูธรรมสิ้นสุดไปที่คลองบางเตย
เรื่องที่ ๒ คลองบางชวดด้วนมีความยาว ๒ กิโลเมตร เริ่มต้นจากถนน รามอินทราไหลไปเชื่อมกับคลองบางเตย น้ำในคลองมีสภาพเหม็นเหมือนกันครับ ชาวบ้าน ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะคลองที่อยู่บริเวณท้ายหมู่บ้านของหมู่บ้านปัฐวิกรณ์อยากให้ ท่านประธานช่วยประสานไปยังกรุงเทพมหานครเร่งแก้ไขนะครับ
เรื่อง ๓ ขอให้ท่านประธานช่วยประสานไปยังกรุงเทพมหานครเพื่อจัดสรร งบประมาณในการปรับปรุงภูมิทัศน์ของโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริบึงกุ่ม ซึ่งแก้มลิงนี้มีพื้นที่ ๙๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ปัจจุบันนี้ถูกปล่อยทิ้งให้อยู่ในสภาพ แบบทรุดโทรมเป็นแหล่งมั่วสุมของยาเสพติดซึ่งถ้าเกิดกรุงเทพมหานครมีงบประมาณ มาจัดสรรมาปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวก็จะสามารถเป็นปอดแห่งใหม่ของพี่น้องชาวบึงกุ่ม คันนายาวได้ เพราะว่าสภาพของบึงน้ำนี้ก็เป็นบึงน้ำที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ แล้วสามารถใช้เป็น สวนสาธารณะใช้เป็นที่ออกกำลังกายของพี่น้องที่อยู่ในบริเวณนี้ได้ครับ
เรื่องต่อไป ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไขแล้วก็หามาตรการในการป้องกัน ฝุ่นละออง พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตมีนบุรี ฝากท่านประธาน หารือทางสำนักงานเขตมีนบุรีด้วยครับ มีการถมที่ดินให้วัสดุก่อสร้างเป็นจำนวนมาก บนถนนรามอินทรา กม. ๑๔ ขอบพระคุณมากครับ
เชิญต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีข้อหารือท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกันค่ะ
ประการแรก เป็นเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่างที่ไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะว่าเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน อย่างในพื้นที่ดิฉันก็ในบริเวณริมเขื่อนทางออกถนน หน้าวัดยานนาวา หรือซอยเจริญกรุง ๕๗ ตั้งแต่ทางเข้าป่าช้าวัดดอน เขตสาทร ไฟฟ้าดับสนิท แล้วก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร จึงอยากหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ให้เข้ามาตรวจสอบแล้วก็ดำเนินการแก้ไข
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องต้นไม้ใหญ่บริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ของการเคหะและที่ทรัพย์สิน ได้แก่ชุมชนแฟลตการเคหะบ่อนไก่ ชุมชนพระเจน เขตปทุมวัน และชุมชนบ้านเอื้ออาทร สวนพลูพัฒนา เขตสาทร ที่ผ่านมาได้มีการประสานขอให้ตัดแต่งต้นไม้หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ เนื่องจากว่าต้นไม้ใหญ่อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ที่อยู่ บริเวณดังกล่าวได้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเมื่อมีฝนตกหนักทำให้ต้นไม้โค่นทับบริเวณบ้านเรือน เสียหายแต่ยังโชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตัดแต่ง ต้นไม้ในบริเวณดังกล่าวด้วย
ประการสุดท้ายคือเรื่องของเครื่องออกกำลังกายและเครื่องเด็กเล่นที่ชำรุด บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและชุมชน บ้านเอื้ออาทรสวนพลูพัฒนา เขตสาทร รวมทั้งยังมีอีกหลากหลายพื้นที่ที่มีการชำรุด ก็อยากจะให้มีการปรับเปลี่ยนรวมถึงซ่อมแซมให้ใช้การได้ แล้วส่วนที่ใช้การไม่ได้ก็เก็บให้ เรียบร้อยนะคะ เพราะว่าอาจทำให้เกิดอันตรายกับประชาชนที่มาใช้ จึงอยากขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว ขอบคุณค่ะ
เชิญต่อไปครับ คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคอนาคตใหม่ ผมอยากหารือท่านประธานไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรีในการพิจารณากำหนดวันหยุดราชการ โดยคำนึงถึงความหลากหลายและความเท่าเทียมกันทางศาสนาครับ ท่านประธานครับ ผมกำลังเรียกร้องวันหยุดราชการให้กับพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่มีปริมาณมากกว่า ๔ ล้านคน และอาจจะมากถึง ๗ ล้านคน เมื่อมีการเคลื่อนย้ายถิ่นด้วย วันฮารีรายอที่เป็นวันสำคัญ ผมเคยมีโอกาสเข้าร่วมที่จังหวัดปัตตานีเป็นวันที่สวยงามมาก พี่น้องชาวไทยมุสลิมกลับไปที่ ภูมิลำเนาพบปะให้อภัยกัน แล้วก็แบ่งปันสิ่งที่ดีต่อกันนะครับ เมื่อเราดูวันหยุดราชการ ทั้งหมด ๑๙ วัน ที่ไม่รวมวันแรงงานแล้วก็วันหยุดของธนาคารครับ เราจะพบว่าไม่มีสัดส่วน ของศาสนาอื่นอยู่ในวันหยุดราชการเลย เมื่อเราเปรียบเทียบกับประเทศที่มีความก้าวหน้า ทางประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์นะครับ มีวันหยุดราชการสำหรับทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นวันวิสาขบูชา วันฮารีรายอ วันดีปาวลีของชาวฮินดูครับ เมื่อผมมีโอกาสได้เห็นว่า วันหยุดราชการมันไม่เป็นแค่เรื่องของวันหยุดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการโอบรับความ หลากหลาย เป็นเรื่องของการให้สิทธิ เป็นเรื่องของความเท่าเทียมกันครับ ที่มันจะนำไปสู่ การยอมรับความแตกต่างในประเทศไทย แล้วระบุว่าตัวตนของชาวมุสลิมนั้นมีความสำคัญ ต่อประเทศนี้และเป็นคนไทยที่เท่าเทียมกัน นำพาไปสู่เรื่องของการแก้ปัญหาหลายอย่างได้ นะครับ เมื่อเรายอมรับว่าชาวไทยมุสลิมมีความสำคัญแล้วผมคิดว่าจะนำไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่านี้ ได้ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาเรื่องสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพุดคุยกันในการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกัน ท่านประธานครับ ชาวไทยมุสลิมยังได้รับความไม่เท่าเทียมในเรื่องของวัฒนธรรม อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติทางศาสนาในโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การมีคำพูดที่เรียกชาวไทยมุสลิมว่าเป็นแขก ที่หมายความว่าบ้านนี้อาจจะไม่ใช้บ้านของเขา ผมจึงคิดว่าถ้าเราเริ่มต้นด้วยวันหยุดราชการเราจะสามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป นางสาวกานต์กนิษฐ์ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ พระนคร ป้อมปราบ สัมพันธวงศ์ และดุสิตค่ะ ดิฉันขอหารือท่านประธานในเรื่องของ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากปัจจุบันนี้เวลา เราเดินทางไปไหนมาไหนก็มักได้รับเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนว่าค้าขายไม่ดีเลย เศรษฐกิจตกต่ำ ดิฉันจึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานครหรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้เร่งจัดกิจกรรมปิดถนนคนเดินให้กับ พี่น้องในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อที่จะให้คนในพื้นที่ได้ออกมาค้าขาย แล้วก็มีคนออกมา จับจ่ายใช้สอยเยอะ ๆ และยังตรงกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการชิมช้อปใช้ด้วยค่ะ นอกจากนั้นแล้วเมื่อมีการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็ตามมาด้วยเรื่องของการท่องเที่ยว ที่เป็นเรื่องคู่ขนานกันไป อย่างในพื้นที่เขต ๑ ของดิฉันไม่ว่าจะเป็นเขตพระนคร ย่านถนนข้าวสาร บางลำพู ถนนพระสุเมรุก็ล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็ย่านสัมพันธวงศ์ ไม่ว่าจะเป็น เยาวราชหรือว่าสำเพ็งทุกจุดเหล่านี้เดิมทีเคยเป็นจุดที่มีการค้าที่ฟูเฟื่องมีคนมาเที่ยว มาช้อป (Shop) มากินจำนวนมาก แต่ว่าตอนนี้ได้น้อยลงไปแล้ว ดิฉันเชื่อว่าถ้าเกิดว่าทางภาครัฐ ได้เร่งจัดถนนคนเดินให้พี่น้องประชาชนย่อมเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชาวบ้านได้ อย่างแน่นอนค่ะ ฝากท่านประธานถึง กทม. และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปครับ นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ดิฉันมีข้อหารือท่านประธานสภา ดังนี้ค่ะ
จากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพบปะกับพี่น้องประชาชนจะมีคำถาม และคำทวงถามจากผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากว่าพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้ว่า หากได้รับการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลแล้วจะปรับเบี้ยผู้สูงอายุที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ บาททุกช่วงอายุ มีคำถามมากมายเหลือเกินค่ะท่านประธานว่าเมื่อไร เมื่อไร เมื่อไรจะได้ เป็นคำถามที่ดิฉันได้ยินจากผู้สูงอายุตลอดเวลา และดิฉันมั่นใจว่า เป็นคำถามที่ผู้สูงอายุค้างคาใจกันอยู่ทั้งประเทศในตอนนี้ จึงอยากกราบเรียนท่านประธานสภา ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลว่าเบี้ยผู้สูงอายุที่พรรคร่วมรัฐบาลท่านเคย ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงว่าจะให้ผู้สูงอายุได้เมื่อใด ขอให้ท่านอย่าปล่อยปละละเลย ผู้สูงอายุให้รอจนเก้อ และผู้สูงอายุบางท่านที่ดิฉันเคยได้ยินมาก็ยังไปบอกว่าหรือจะเป็น นโยบายที่หลอกลวงประชาชน เลยอยากฝากท่านรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุด้วย เพราะว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีการคาดการณ์ว่าภายในปี ๒๕๖๔ นี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จึงฝากท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องผู้สูงอายุจะได้เป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้สูงอายุทั้งประเทศค่ะ
ส่วนเรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากดิฉันเคยหารือไปเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องค่าตอบแทนของคณะกรรมการชุมชนและประธานชุมชนซึ่งทำหน้าที่เหมือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนใด ๆ จึงฝากท่านประธานสภาไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยช่วยดูแลเรื่องนี้เป็นกรณีด้วย เพื่อจะได้เป็น ขวัญกำลังใจให้กับคณะกรรมการชุมชนต่อไป ขอบคุณค่ะ
ต่อไปนะครับ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ไม่อยู่นะครับ ขออนุญาตต่อไป นางสาวธนพร โสมทองแดง ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ดิฉัน นางสาวธนพร โสมทองแดง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ภูมิลำเนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงกลาโหม ท่านประธานคะ เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมามีข่าวดังเรื่องนางงามถูกลวนลาม ในผับดังย่านเอกมัย ดิฉันติดตามข่าวแล้วรู้สึกสลดหดหู่ใจ เพราะผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ลิ่วล้อของผู้กระทำดังกล่าวนี้พยายามมาไกล่เกลี่ยว่ากระทำไปเพราะความมึนเมา ท่านประธานคะ บ้านนี้เมืองนี้ชีวิตพี่น้องประชาชนจะอยู่สุขได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าหน้าที่ ของรัฐกระทำเสียเอง ล่าสุดนางงามดังกล่าวออกมาชี้แจงว่าผู้ที่กระทำเป็นทหารยศใหญ่ ดิฉันกังวลใจว่าการกระทำแบบนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสม เพราะว่าหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชน เป็นของตำรวจและฝ่ายปกครอง สำหรับทหารนั้นดูแลป้องกันประเทศและเอกราชของชาติ ท่านประธานคะ ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดส่งทหารรายนี้มาคุ้มครองผับ (Pub) ดังกล่าว ดิฉันเกรงว่าจะใช้งบประมาณของทหารแบบซ้ำซ้อน ถึงแม้ว่านางงามดังกล่าวจะไม่ติดใจ แต่สังคมติดใจ ขอฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแลทหารโดยตรง ให้ตรวจสอบพฤติกรรม วินัยของทหารดังกล่าวอย่าให้เป็นเช่นสุภาษิตโบราณกล่าวว่า ปลาตายตัวเดียวเหม็นกันทั้งข้อง ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปนายประกอบ รัตนพันธ์ เชิญครับ อาจารย์ประกอบไม่อยู่ ต่อไปขอเชิญ นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ขอปรึกษาหารือความเดือดร้อนของประชาชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ๓ เรื่องผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาที่ ๑ ปัญหาภัยแล้งขาดน้ำอุปโภคและน้ำเพื่อการเกษตรของประชาชน ตำบลห้วยต้อน อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ บ้านคำน้อย บ้านชีลองเหนือ บ้านชีลองกลาง บ้านชีลองใต้ บ้านใหม่ผาเอียง และบ้านห้วยต้อน จึงขอให้พิจารณาสร้างเขื่อนขนาดกลาง บริเวณยอดลำห้วยชีลองในพื้นที่ตำบลห้วยต้อนและตำบลท่าหินโงม เพื่อเก็บกักน้ำที่ไหลจาก เทือกเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติตาดโตนในฤดูน้ำหลาก และก่อนหน้านี้เคยมีหนังสือ ของประชาชนชื่อ นายสมศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ไปยังกรมชลประทานขอให้พิจารณาสร้างเขื่อน ขนาดกลาง และมีหนังสือตอบกลับจากกรมชลประทานเมื่อปี ๒๕๕๕ โดยสำนักชลประทานที่ ๖ มอบหมายให้สำนักงานก่อสร้าง ๑๑ สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางตรวจสอบ และ ส่วนวิศวกรรมบริหารพยายามที่จะออกแบบตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ขณะนี้ ๗ ปียังไม่มีโครงการเกิดขึ้น ไม่มีหน่วยงานราชการเข้าไปพบ ฉะนั้นฝากเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานกรมชลประทานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมช่วยพิจารณา มอบเขื่อนขนาดกลางให้กับพี่น้องชาวตำบลห้วยต้อนด้วยครับ
ปัญหาที่ ๒ ปัญหาภัยแล้ง ขาดน้ำอุปโภคและน้ำเพื่อการเกษตรของประชาชน ใน ๓ ตำบล ประกอบด้วยกุดตุ้ม หนองไผ่ บุ่งคล้า เนื่องจากว่าฝายน้ำล้นลำปะทาวตอนกลาง ชำรุดรุนแรง เขาขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยซ่อมแซมฝายน้ำล้นลำปะทาวตอนกลาง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ให้อย่างเร่งด่วนด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย มีปัญหาปรึกษาหารือกับทางท่านประธานสภาแห่งนี้ครับ คือจากการประชุมผังเมืองรวม อำเภอชัยบาดาล เทศบาลตำบลลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ในปี ๒๕๕๘ เห็นว่า ควรมีการปรับสีผังเมืองในบางพื้นที่ให้ทันต่อสภาพปัจจุบันมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่อนุรักษ์ชนบทการเกษตรกรรมแทบทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดการสร้างผังเมืองปัจจุบันทำให้ความเจริญของเมืองกระจุกตัวอยู่ตรงกลาง ไม่สามารถพัฒนาที่ดินหรือขยายความเจริญออกไปโดยรอบได้ เห็นควรให้มีการปรับสีผังเมือง บริเวณ ๒ ข้างทางของถนนหมายเลข ๒๑ และหมายเลข ๒๐๕ ให้มีความกว้างมากขึ้น เพราะปัจจุบันถนนที่ผ่านมามีบางพื้นที่ที่เขาปรับเป็นผังเมืองเป็นสีเขียว เป็นพื้นที่ที่อยู่ใน ชุมชนและเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่ให้สามารถก่อสร้างพัฒนาพื้นที่หรือว่าทำเป็นโรงงานอะไรได้ ผมอยากจะฝากท่านประธานสภาผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยโดยการควบคุมของ ท่านรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของกรมโยธาธิการและผังเมือง ให้ปรับปรุงผังเมืองเส้นนี้ ให้สมเหตุสมผล
เรื่องที่ ๒ อีกเรื่องหนึ่งคือทางหลวงหมายเลข ๒๒๕๖ ชัยบาดาล-ด่านขุนทด ทางเส้นนี้เป็นทางสัญจรที่มีจราจรแออัดมากขึ้น ขอให้ทางกรมทางหลวงพิจารณาสร้างเป็น ถนน ๔ เลนขึ้นครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคอนาคตใหม่ จะขอปรึกษาหารือเรื่องปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่เขตอนุรักษ์ ทำลายพืชผลทางการเกษตร ทรัพย์สินและทำร้ายชาวบ้าน ในเขตพื้นที่จันทบุรี เขต ๓ อำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอสอยดาว อำเภอมะขาม อำเภอขลุง ทั้ง ๔ อำเภอนี้มีปัญหาในเรื่องของช้างป่าทั้งหมดเลยนะคะ ในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จนถึงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๒ นั้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด ๑๑ ราย และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๑๒ ราย ในทุกชุมชนที่มีปัญหา ในเรื่องของช้างป่าจะมีอาสาผลักดันช้างอยู่ทุกชุมชน ปัญหาก็คือว่าชาวบ้านต้องควักเงิน ในการออกค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวังช้างเอง เช่น ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันในการลาดตระเวนช้าง ไฟส่องช้าง น้ำดื่ม ค่าอาหารต่าง ๆ ซึ่งกฎระเบียบที่ใช้ในการจ่ายค่าชดเชยเยียวยานั้น ก็ยังไม่มี ทาง อบต. ทางองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือว่าทางอำเภอไม่สามารถที่จะจ่ายเงิน ให้กับตรงส่วนนี้ได้ เพราะเนื่องจากว่าติดในเรื่องของกฎระเบียบ ภัยจากเรื่องช้างไปอยู่รวม กับภัยอื่น ๆ ที่เป็นภัยน้ำท่วม ภัยจากลมพายุ ทำให้การจ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยานั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างเช่น พืชสวนจะจ่าย ๑ ไร่ เท่ากับ ๑,๖๙๐ บาท ๑ ไร่ เท่ากับ ๒๕ ต้น ดังนั้นดิฉันเห็นควรว่าควรที่จะมีการแก้ไขกฎระเบียบเหล่านี้เพื่อทำให้ มีการสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบคุณค่ะ
ต่อไป นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอสำนักแต้ว อำเภอสำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ในพื้นที่ผมถือว่าโชคดีนะครับเป็นพื้นที่ที่มีด่านชายแดนติดกับ ประเทศมาเลเซีย ๒ ด่าน ก็คือด่านประกอบที่อำเภอนาทวี แล้วก็ด่านสะเดาที่อำเภอสะเดา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นท่านประธานที่เคารพครับวันนี้ด่านประกอบซึ่งติดกับรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย มีปัญหาเรื่องการก่อสร้างถนน ๔ เลน เพราะว่าไม่สามารถจะเวนคืนที่ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่า ๑๖ จุด และเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ๔ จุด ดังนั้นขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานในการพิจารณาแก้ปัญหาการสร้างถนน ๔ เลนให้สุดเส้นทาง
ในส่วนที่ ๒ ก็คือด่านนอกหรือว่าด่านสะเดาซึ่งเป็นด่านขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นด่านที่มีประชากรหรือว่านักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ คน วันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ประมาณ ๑๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คน และเป็นด่านชายแดนที่มีการค้าขายหรือว่าส่งออกมากที่สุดในประเทศ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่ามีข้อตกลงในการก่อสร้างด่านระหว่างประเทศมาเลเซีย กับประเทศไทย ตอนนี้ประเทศมาเลเซียสร้างเสร็จแล้วครับ ปรากฏว่ามี ๒๑ ช่องทางออก แต่ของประเทศไทยนั้นมี ๔ ช่องทางเข้า มันก็เลยเกิดปัญหารถติด แต่ประเทศไทย ก็แก้ปัญหาโดยสร้างด่านแห่งใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีทางออกไปชนกับด่านประเทศมาเลเซีย ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจุรินทร์ก็เดินทางไปมอบนโยบายแต่ว่าการแก้ปัญหาในขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ก็ขอฝากไปยังกระทรวงการคลัง และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไปแก้ปัญหาเรื่องการเข้าออกของนักท่องเที่ยว ขอบคุณครับ
ผมขอย้อนไปให้ ท่านนพดล เข้ามาแล้วนะครับ เชิญเลยครับท่านนพดล แก้วสุพัฒน์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไทย ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่องดังนี้นะครับ
เรื่องแรกเป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับจากท่านผู้ใหญ่ พิเชษฐ์ บุญจวง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ร้องขอให้ ติดตั้งไฟสัญญาณจราจรตรงสี่แยกบ้านเป็ด หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพราะว่ามีปัญหาเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ถ้าไม่ได้ทั้งสี่แยกก็ขอทำเป็น สะพานข้ามแยกเลยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ขอให้การอุดหนุนของงบประมาณท้องถิ่นที่ให้กับการไฟฟ้า และการประปาเพื่อขยายเขตแล้วทรัพย์สินไปเป็นของหน่วยงานดังกล่าว เมื่อเวลาซ่อม หลอดไฟหรือว่าซ่อมท่อที่แตกเสียหายทางท้องถิ่นไม่สามารถเข้าไปซ่อมได้ เพราะว่า ทรัพย์สินนั้นตกไปเป็นของการไฟฟ้า ทั้งที่งบลงทุนนั้นเป็นการลงทุนของท้องถิ่น ซึ่งเป็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งเกิดความเดือดร้อนในเวลาเบิกจ่าย จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้า และการประปาหาทางช่วยแก้ไขเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบประมาณ ต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ ท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอแกดำ ตำบลแก้งแก อำเภอโกสุมพิสัย มีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง ก็คือ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
๑. ปัญหาถนนทางหลวงท้องถิ่น มค.ถ ๑-๐๐๑๑ ชำรุด ซึ่งจากรูปมีอยู่ ๒ ช่วง ซึ่งประชาชนในพื้นที่ตำบลโนนภิบาล ตำบลหนองกุง ตำบลแกดำ ตำบลมิตรภาพ ได้รับความเดือดร้อนมาก นี่เป็นรูปที่พี่น้องทุกขเวทนามากว่า ๑๐ ปี มี ๒ ช่วงนะครับ ช่วงที่ ๑ จากบ้านหมากค่า ตำบลแกดำ ถึงบ้านวงค์พัฒนา ตำบลโนนภิบาล อำเภอแกดำ ระยะทาง ๑.๘๙ กิโลเมตร ช่วงที่ ๒ คือช่วงจากบ้านนาคูณ ตำบลโนนภิบาล ถึงบ้านโนนภิบาล ตำบลโนนภิบาล อำเภอแกดำ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ซึ่งพี่น้องทั้ง ๔ ตำบลนี้ใช้เป็นการสัญจร เข้าสู่อำเภอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลอำเภอแกดำ ซึ่งลำบากมาก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ผมได้ประสานไปทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคามทราบว่างบไม่เพียงพอนะครับ และทราบว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท.๐๘๑๐.๔/ว๕๕๓ เรื่องขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซมถนนทางหลวงท้องถิ่นนะครับ จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพื่อจะให้พี่น้องได้แก้ไข ความเดือดร้อนนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องปัญหาไฟฟ้าแสงสว่างถนนทางหลวงหมายเลข ๒๓ ครับ ส่วนถนนทางหลวง ๒๓ ฝั่งซ้ายมือมีแสงสว่างไม่เพียงพอจากหน้าเรือนจำมหาสารคาม ถึงปากทางบ้านติ้ว ตำบลเขวา ขอฝากผู้เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากชาวบ้านในพื้นที่ของตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ และตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดทะเลและชาวบ้านทำอาชีพ ประมงเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ หลังจากที่ชาวบ้านในบริเวณนี้ได้ถูกจัดเก็บ ค่าตอบแทนรายปี กรณีที่อยู่อาศัยถูกสำรวจว่ารุกล้ำลำน้ำตามพระราชบัญญัติการเดินเรือ ในน่านน้ำไทยในอัตราตารางเมตรละ ๕ บาทต่อปี ซึ่งชาวบ้านต้องจ่ายค่าตอบแทน หลักพันบาทให้แก่เจ้าท่า ซึ่งผ่านทางองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้าน เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยและไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ข้อเท็จจริงพบว่าชาวบ้าน อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาเป็นเวลานาน และบางส่วนเคยอาศัยอยู่ในพื้นดินที่เคยมีโฉนด แต่โดนน้ำกัดเซาะจึงทำให้บ้านรุกล้ำลำน้ำในที่สุด ดิฉันเข้าใจว่าการที่ชาวบ้านต้องมีบ้านอยู่ รุกล้ำลำน้ำ การจัดระเบียบสิ่งรุกล้ำลำน้ำเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นผลดี ต่อการเดินเรือ แต่ท่านประธานที่เคารพ อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือความเป็นธรรม ของชาวบ้าน ทราบมาว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้ออกคำสั่งระงับการจัดเก็บเงิน ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาปัญหาข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นคำสั่งชั่วคราวของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหรือจะเป็น ในเรื่องของพื้นดินที่โดนน้ำกัดเซาะจนเหลือแต่พื้นน้ำ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่แน่นอนค่ะ ท่านประธาน แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดนั่นคือชาวบ้านอาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน จากรุ่นสู่รุ่น และหลายรายเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ดิฉันจึงขอนำเรียนท่านประธานฝากไปยังกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ช่วยจัดการเรื่องนี้โดยด่วนค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปนะครับ นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ จังหวัดปัตตานี พรรคประชาชาติ ผมขอบอกเล่าปัญหา ในพื้นที่ชายแดนใต้ในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเกี่ยวกับสุขภาพของพี่น้องในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเกี่ยวกับสุขภาพของพี่น้อง ในพื้นที่ สิ่งที่อยากจะให้กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการ ก็คือให้มีโครงการ ๑ ตำบล ๑ แพทย์ ซึ่งในอดีตสมัยท่านพลเอก สุรยุทธ์ ได้สนับสนุน พยาบาล ๓,๐๐๐ คน หลักการและเหตุผลที่ผมได้เสนอวันนี้ก็คือ ชายแดนใต้อาจจะมีปัญหา มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง ยาเสพติด พี่น้องมีฐานะยากจน ซึ่งอีกข้อหนึ่ง ก็คือเรื่องสาธารณสุข ผมกำลังจะบอกว่าปัญหาเหล่านี้คือปัญหาที่มากที่สุดในพื้นที่ ในประเทศไทย สิ่งที่ผมอยากจะให้มีก็เพราะว่า ถ้าถามว่าการเป็นโรคดัง ๆ ในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัด ก็คือหัวใจ เบาหวาน หรืออีกหลายโรค ถามว่าเป็นพฤติกรรม ของประชาชนหรือเป็นเพราะการจัดการ ถ้าเราย้อนไปดูที่รัฐกลันตัน แล้วก็ในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส ปรากฏว่าที่รัฐกลันตันมีแพทย์ประจำอยู่ที่สถานีอนามัย ๓ คน แต่วันนี้โรงพยาบาลสุขภาพในพื้นที่ปรากฏว่าเราไม่มีแพทย์ วันนี้ผมจึงอยากเสนอ ให้มีโครงการเหล่านี้ต่อท่านประธานเพื่อผ่านให้กระทรวงสาธารณสุข ขอบคุณมากครับ
ต่อไปครับ นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดนครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานเป็นความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนชาวอำเภอกำแพงแสนในการใช้รถใช้ถนนบริเวณแยกไฟแดงถนนทางหลวง หมายเลข ๓๔๖ สายกำแพงแสน-พระแท่น ถนนเส้นนี้เป็นถนนหลักที่เชื่อมต่อ ๓ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และยังเป็นสถานที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และโรงพยาบาลกำแพงแสน ทำให้มีผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นนี้ เป็นจำนวนมาก ในชั่วโมงเร่งด่วนรถจะติดสะสมยาวประมาณ ๒-๓ กิโลเมตร
(เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดคลิปภาพ)
หลังจากที่ผมได้ลงไปดูปัญหา ก็มีความเห็นร่วมกับชาวบ้านว่าสมควรที่จะขยายช่องทางเบี่ยงซ้าย เพื่อรถที่จะรอเบี่ยงซ้าย เพื่อจะมุ่งหน้าไปถนนทางหลวงหมายเลข ๓๒๑ จะได้ไม่ต้องรอ จะได้เบี่ยงซ้ายออกได้ทันที ผมจึงนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบ และก่อสร้างช่องทางเลี้ยวซ้ายเพื่อลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดและลดอุบัติเหตุให้กับ พ่อแม่พี่น้องและประชาชนชาวอำเภอกำแพงแสน ขอขอบคุณครับ
ต่อไปครับ นายบุญแก้ว สมวงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญแก้ว สมวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียน จากพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือที่พี่น้องเกษตรกรถูกน้ำท่วม ไร่นาและครัวเรือนจังหวัดยโสธร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี และหลายจังหวัด ของภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมไร่นาไร่ละ ๑,๑๑๓ บาท ท่วมบ้านเรือนไร่ละ ๕,๐๐๐ บาท ช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ ๕๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๕ ไร่ต่อครัวเรือน เป็นเงิน ๗,๕๐๐ บาท ต่อครัวเรือน อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบรีบช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกรได้รับเงินเยียวยาอย่างรีบด่วนด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง เนื่องจากถนน สาย ๒๓ ของจังหวัดยโสธร-อุบลราชธานี ในช่วงที่ชำรุดเสียหาย อยากให้กรมทางหลวง ช่วยปรับปรุงซ่อมแซมและช่วยเพิ่มจุดกลับรถตรงจุดบ้านแหล่งหนู ตำบลดงเจริญ อำเภอคำเขื่อนแก้ว และจุดบ้านสร้างแป้น บ้านแหล่งแป้น ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว และจุดบ้านดงแคนใหญ่ ตำบลดงแคนใหญ่ อำเภอคำเขื่อนแก้ว และอยากให้กรมชลประทาน ก่อสร้างฝายกั้นน้ำให้กับพี่น้องประชาชนช่วงบ้านเวินชัยด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปครับ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอไปยังกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเร่งรัดโครงการขุดลอกและปรับปรุง เขื่อนสรีดภงส์หรือทำนบพระร่วงซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยราว ๘๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ส่งน้ำหล่อเลี้ยงพี่น้องกรุงเก่า สุโขทัยและพื้นที่โดยรอบนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วยังเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งที่รองรับ การประกาศจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นเมืองมรดกโลก ในประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ว่า อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เป็นข้อยืนยันว่าสุโขทัยมีระบบชลประทานและผังเมืองที่ดีเยี่ยม ในศตวรรษที่ ๑๖ ในปี ๒๕๑๑ ได้มีการบูรณะให้มีความจุน้ำ ๔๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร ๑,๕๐๐ ครัวเรือน แล้วยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกด้วย ตอนนี้ปัจจุบันก็มีความทรุดโทรมและตื้นเขินมาก กรมชลประทานได้เสนอแผนปรับปรุง แล้วก็พัฒนาโดยใช้งบประมาณจำนวน ๘๐ ล้านบาทแล้วเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการนี้จึงขอนำเรียนท่านประธานสภาเพื่อเร่งรัดไปยังกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเร็วเพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของการเป็นโบราณสถาน ซึ่งขณะนี้จังหวัดสุโขทัยได้รับการประกาศ จากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นมรดกโลกถึง ๓ เรื่องด้วยกัน คืออุทยานประวัติศาสตร์ ที่ครอบคลุมพื้นที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ แล้วศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ จังหวัดสุโขทัยยังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านอีกด้วย จึงเร่งรัดโครงการดังกล่าวเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ที่ดีขึ้นโดยเร็ว ขอบพระคุณมากค่ะ
ต่อไปครับ คุณองค์การ ชัยบุตร ครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายองค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดมุกดาหาร วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ กระผมได้รับการร้องเรียนจากนายมั่น คนไว นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลนาสะเม็งและชาวบ้านนาสะโน บ้านนาหว้า ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เนื่องจากถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านเป็นหลุมเป็นบ่อและเป็นทางลูกรัง ครับท่านประธาน โดยเฉพาะหน้าฝนชาวบ้านสัญจรไปมาลำบากมาก บรรทุกผลผลิต ออกจากไร่จากนาก็ลำบากได้รับความเดือดร้อนมากครับท่านประธาน ชาวบ้านต้องการ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนคอนกรีตให้กับชาวบ้าน เพราะเคยเสนอมาหลายครั้ง แล้วแต่ไม่ได้รับการเหลียวแล ชาวบ้านจึงขอร้องผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการให้กับชาวบ้านด้วย กระผมมีเอกสารจัดส่งให้ท่านประธานด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ ดงบังอี่ แปลงดงบังอี่แปลงที่ ๑ ถึงแปลงที่ ๗ ได้แก่ อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอหนองสูง อำเภอคำชะอี อำเภอดอนตาล และอำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยเฉพาะตำบลนาโสก อำเภอเมือง ตำบลนากอก ตำบลหนองแวงใหญ่ อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และตำบลอื่น ๆ ในพื้นที่ ชาวบ้านต้องการให้รัฐเร่งดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่อยู่อาศัย ของชาวบ้าน ในหมู่บ้านและชุมชน อีกส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านที่ถือครองเอกสารสิทธิที่รัฐออกให้ มานานแล้ว เช่น ส.ค.๑ ภ.บ.ท.๕ และที่ว่างเปล่าซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้านมาก่อนหลายช่วงอายุคนแล้ว พื้นที่ดังกล่าว ไม่มีสภาพเป็นป่า รัฐต้องให้สิทธิกับชาวบ้านในการยื่นขอเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าวด้วย ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบดำเนินการด้วย ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ต่อไปครับ นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ทนายกฤษณ์ แก้วอยู่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานครับ เนื่องจาก ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี ได้แก่ ตำบลลาดโพธิ์ ตำบลสำมะโรง ตำบลโพพระ ตำบลนาพันสาม และตำบลบางแก้วบางส่วน ซึ่งพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา มีเนื้อที่นารวมกันกว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ พี่น้องประชาชนทั้ง ๕ ตำบล ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากมีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำนา ซึ่งน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน ในปีที่ผ่านมานั้นมีปริมาณความจุถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของความจุเขื่อน จึงขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพิ่มปริมาณจำนวนน้ำให้กับพี่น้องประชาชนให้เพียงพอต่อการทำนาด้วยครับ และขอให้เร่งซ่อมแซมคลองส่งน้ำสาย ๓ ซึ่งเป็นคลองส่งน้ำสายหลักให้กับพี่น้องประชาชน ในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรีและในอำเภอบ้านแหลมให้ได้ทำนากันอย่างต่อเนื่องด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนในเขตอำเภอบ้านแหลม ได้แก่ ตำบลปากทะเล ตำบลบางแก้ว ตำบลบางขุนไทร ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากเกิดความไม่สะดวก ในการนำเรือประมงออกไปหาปลาในทะเล เนื่องจากว่าปากร่องน้ำตื้นเขินเพราะเหตุว่า มีเปลือกหอยและกระซ้ามาทับถมบริเวณปากแม่น้ำ โดยเฉพาะปากคลองปากทะเล ปากคลองบางอินทร์ ปากคลองวัวในตำบลบางแก้ว และปากคลองบางขุนไทร จึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยขุดลอกปากคลอง ทั้ง ๔ คลองนี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ต่อไปนายคุณากร ปรีชาชนะชัย ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ในเรื่องของ การแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว ซึ่งได้รับผลกระทบพี่น้องเกษตรกรชาวจังหวัดสุรินทร์ กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ๑๔๔ ตำบล ๑,๔๘๙ หมู่บ้าน ๔๓,๐๐๐ กว่าชีวิตที่ได้รับความเดือดร้อน ตอนนี้กำลังรอมาตรการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากรัฐบาล เห็นว่ารัฐบาลจะชดเชยให้อยู่ ที่ไร่ละ ๑,๑๑๓ บาท ซึ่งผมมองว่าไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกร เพราะว่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณานี้ใช้มา ๑๐ ปี ๒๐ ปีแล้วครับ ควรจะมีการปรับปรุงแก้ไข ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน อย่างไรก็ต้องฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องนี้
เรื่องที่ ๒ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใหญ่ยงยุทธ ชัยปราณีเดช บ้านหนองหว้า ตำบลระเวียง อำเภอโนนนารายณ์ ถึงความเดือดร้อนถนนหนทาง ๓ เส้นทาง เส้นแรก เป็นบ้านหนองหว้าไปตัวอำเภอโนนนารายณ์ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร สภาพเป็น ถนนดินเดิม ถนนแคบไม่สามารถสวนกันได้ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ พี่น้องที่ได้รับผลประโยชน์ จากถนนเส้นนี้ บ้านหนองแคน บ้านระเวียง และอีกหลาย ๆ หมู่บ้าน เส้นที่ ๒ จากบ้านหนองหว้าไปบ้านก้านเหลืองเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้าน ระยะทาง ๑.๖ กิโลเมตร ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ และเส้นสุดท้ายจากบ้านหนองหว้าไปบ้านซาด ได้รับการปรับปรุงเป็นบางส่วนแล้วแต่ยังขาดอีก ๘๐๐ เมตร จึงอยากฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขสำรวจถนน ๓ เส้นนี้ครับ
เรื่องสุดท้าย พี่น้องเกษตรกรฝากมาทวงถามถึงมาตรการโครงการพักชำระหนี้ ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะว่าเกษตรกรหนี้สินเยอะใช้ชีวิตลำบากมาก ก็ฝากท่านประธาน ไปยังรัฐบาลในการที่จะแก้ไข จะรีบดำเนินการเป็นการด่วนครับ
ต่อไปนางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องขอหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานที่ทำงานค่ะ ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่ดี การตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานที่ทำงาน เป็นการให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวทำให้พ่อแม่ที่มีลูกเล็กสามารถทำงาน อย่างปราศจากความกังวลและเป็นการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งเป็นสารอาหาร ที่สำคัญที่สุดของเด็กทารกค่ะ ซึ่งตัวดิฉันเองก็ประสบเหตุการณ์เช่นนี้เหมือนกัน คือไม่สามารถ หาห้องที่มีความเป็นส่วนตัวสำหรับการใช้ปั๊มนมให้ลูกได้ รวมถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกหลายท่านและเจ้าหน้าที่ และข้าราชการในรัฐสภาค่ะ มีข้อมูลจากการวิจัยหลายฉบับ ระบุตรงกันว่าเด็กวัยแรกเกิดจนถึง ๖ ขวบเป็นช่วงสำคัญที่สุดของชีวิตเพราะสมองเติบโต มากที่สุด เช่นเดียวกับการลงทุนในเด็กที่จะได้รับผลตอบแทนกลับมาถึง ๗ เท่า ทั้งนี้รัฐบาล ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเด็กซึ่งที่ผ่านมาก็มีโครงการอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูแรกเกิด ๔๐๐ บาท ต่อเดือนแล้วก็มีการสนับสนุนให้มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน ทั้งในสถานที่ของรัฐ และเอกชน ทั้งนี้โดยมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๖๑ ก็ได้มีมาตรการภาษีได้รับความเห็นชอบ เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็ก สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ ๑ ล้านบาท ดิฉันจึงอยากขอฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการกิจการสภาเพื่อพิจารณาจัดตั้ง ศูนย์รับเลี้ยงเด็กในรัฐสภาที่กำลังก่อสร้างนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับสถานที่ราชการอื่น ๆ อีกต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณรังสิมันต์ โรม ครับ
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากการที่ผมได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตวันนี้มีประเด็น ที่จะต้องหารือกับท่านประธานถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
เรื่องแรก ปัญหาไม่มีไฟฟ้าในพื้นที่ ท่านประธานครับ ชาวบ้านชุมชนกิ่งแก้ว หมู่ที่ ๓ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต มีจำนวนประชากรประมาณ ๗,๐๐๐ คน เป็นชุมชนที่ยังขาดสายส่งไฟฟ้าเนื่องจากติดปัญหาข้อพิพาทในเรื่องของที่ดินกับรัฐ แต่สิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ผมขอกราบเรียนหารือท่านประธานไปถึงคณะรัฐมนตรีให้ได้โปรดมีมาตรการในการผ่อนปรน มติ ครม. เพื่อให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการจัดทำสายส่งไฟฟ้าและจ่ายกระแสไฟฟ้า ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ชุมชนบ้านเกาะโหลน ตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีจำนวนประชาชนประมาณ ๕๐๐ คนยังขาดสายส่งไฟฟ้า ทำให้พื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ขอให้ท่านประธานได้โปรดส่งเรื่องไปยังไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการจัดทำสายส่งไฟฟ้าและ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้อย่างเร่งด่วน
เรื่องที่ ๒ การจราจรบนถนนพระบารมีบริเวณซอยควนยางทางหลวง หมายเลข ๔๐๒๙ ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ที่ปัจจุบันเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนมีการตั้งสำนักงานกู้ภัยมูลนิธิกุศลธรรมในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้มีความยากลำบาก ในการเข้าออกหมู่บ้านดังกล่าว จากการลงพื้นที่ประชาชนและสภาเทศบาลได้ขอให้ มีการก่อสร้างสะพานกลับรถแบบเกือกม้าในบริเวณดังกล่าว จึงขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมขอได้โปรดดำเนินการสร้างสะพานดังกล่าวด้วยขอบคุณครับ
ต่อไปคุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง มีเรื่องอยากจะหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลแสวงหา แล้วก็ต่อเนื่องไปที่ชุมชนวัดดอนกร่าง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง เส้นทางหลวงชนบท ๔๐๐๙ เส้นนี้ถนนสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ว่ายังขาดเรื่องของไฟส่องสว่าง พี่น้องประชาชน สัญจรไปมาในช่วงเวลาค่ำคืนก็มีอุบัติบ่อยครั้ง ดังนั้นขอให้ท่านประธานประสานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรมทางหลวงให้มาดูแลเรื่องไฟส่องสว่างเพื่อแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องสนามกีฬาที่อำเภอโพธิ์ทอง สนามกีฬาแห่งนี้ได้รับงบประมาณ จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากกรมพลศึกษาได้สร้างสนามเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ สภาพสนามหลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว ตั้งแต่สร้างเสร็จเป็นต้นมายังไม่เคย ได้มีการเข้าไปใช้งานเพราะว่าติดปัญหาเรื่องของการส่งมอบงานระหว่างกรมพลศึกษาจังหวัด แล้วก็ทางเทศบาลโพธิ์ทอง พี่น้องประชาชนเห็นสภาพสนามแบบนี้ละครับ ก็อยากจะเข้าไปใช้ แต่เข้าไปใช้ไม่ได้ เทศบาลโพธิ์ทองก็ต้องการที่จะเข้าไปปรับปรุงแต่ก็เข้าไปปรับปรุงไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รับการถ่ายโอนมาเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นขอท่านประธานแจ้งไปยังกรมพลศึกษา ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้วก็ทางเทศบาลอำเภอโพธิ์ทองให้ช่วยกันเร่งรัด แล้วก็แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อจะได้มีสนามกีฬาระดับอำเภอให้กับ พี่น้องประชาชนได้ใช้งานครับ
เรื่องสุดท้ายครับ ก็คือเรื่องสนามกีฬาที่อำเภอสามโก้ อำเภอสามโก้ เป็นอำเภอขนาดเล็ก มีพี่น้องประชาชนประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น แต่ไม่มีสนามกีฬา ให้กับพี่น้องประชาชนได้ออกกำลังกายที่เป็นส่วนรวมเลย ดังนั้นฝากท่านประธานผ่านไปยัง กรมพลศึกษาแล้วก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ช่วยพิจารณาให้สร้างสนามกีฬา ประจำอำเภอเพื่อให้พี่น้องประชาชนในเขตอำเภอสามโก้ได้มีสถานที่ในการออกกำลังกายครับ
ต่อไปคุณวิวัฒน์ชัยครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับการประสานงานจากตัวแทนชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ ว่าได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ในตำบลหนองหว้า ตำบลเสียว ตำบลหนองฮาง เดือดร้อนเกี่ยวกับการสัญจรไปมาและ การขนส่งสินค้าการเกษตรสู่ท้องตลาด ซึ่งมี ๕ เส้นทาง เส้นทางที่ ๑ เป็นถนนบ้านหนองเลิง ถึงบ้านหนองปลาซิว ระยะทาง ๗ กิโลเมตร ถนนสายที่ ๒ ถนนบ้านหนองเลิงถึงบ้านหนองบัวใหญ่ ระยะทาง ๔ กิโลเมตร ถนนสายที่ ๓ คือถนนจากบ้านแดงถึงบ้านหนองบัวใหญ่ ระยะทาง ๓.๕ กิโลเมตร ถนนสายที่ ๔ คือถนนจากบ้านไผ่หนองแคน ตำบลหนองฮาง ถึงที่ว่าการ อำเภอเบญจลักษ์ ระยะทาง ๕ กิโลเมตร ถนนสายที่ ๕ คือถนนจากบ้านไผ่หนองแคน ตำบลหนองฮาง ถึงบ้านไร่เจริญ ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษณ์ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ซึ่งถนนดังกล่าว ๕ เส้นทางนั้นขาดการบำรุงรักษามาไม่ต่ำกว่า ๕-๖ ปี อยู่ในความรับผิดชอบ ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งรายละเอียดผมจะส่งให้กับท่านประธาน
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าขยายเขตเพื่อการเกษตร ซึ่งได้รับ การประสานงานจากนายสมศักดิ์ ธรรมวัฒน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตำแย ซึ่งรายละเอียดจะส่งมอบให้กับทางท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมได้รับการประสานงานจากนายสุเทพ บริสุทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านสำโรงโคเฒ่าหมู่ ๔ ตำบลพรหมสวัสดิ์ อำเภอพยุห์ ว่าขณะนี้พี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดศรีสะเกษนั้นได้รับความเดือดร้อนจากความเสียหายของโรคไหม้คอรวงข้าว ขณะนี้กำลังระบาดหนัก เพราะฉะนั้นถือโอกาสนี้นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไป นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ดิฉันขอหารือท่านประธานเรื่องของการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ อย่างยั่งยืนของพื้นที่ตำบลนบพิตำ ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปเจอกับผู้นำท้องที่ท้องถิ่น นายคนึง สันธานเดชา ท่านผู้ใหญ่คำรณ เชาวลิต ผู้ใหญ่มาลี สันธานเดชา แล้วก็สมาชิกท่านวิเชียร ไม้ทิพย์ นายปรีชา บัวเผียน และนายรังสรรค์ พรหมหงส์ ท่านได้นำเรียนอย่างนี้ค่ะ ทุกครั้งของตำบลนบพิตำทุกปีจะเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ แล้วก็วิกฤติหนักตั้งแต่เจอปัญหา น้ำท่วมหนัก ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ทุก ๆ ปีจะเจอปัญหาก็คือพี่น้องที่อยู่ในตำบลนบพิตำกว่า ๒,๓๐๐ ครัวเรือน พี่น้องประชาชนกว่า ๗,๘๐๐ คน ต้องขาดแคลนน้ำ น้ำกินไม่ต้องพูดถึงค่ะ ท่านประธาน ยิ่งน้ำใช้ ทาง อบต. ต้องแก้ไขปัญหาโดยเอาน้ำในรถน้ำเอาไปแจกจ่าย ตามครัวเรือนต่าง ๆ ทีนี้เขาก็เลยขอความร่วมมือไปยังกรมชลประทาน โดยทางสำนัก ชลประทานที่ ๑๕ ให้ช่วยไปออกแบบแล้วก็แก้ไขปัญหาก็คือเรามีฝายอยู่แล้วค่ะ คือฝายคลองกันที่สร้างอยู่หมู่ที่ ๒ ให้ไปแก้ปัญหาก็คือไปเอาทรายที่เกิดจากน้ำท่วมออก แล้วก็ไปปรับปรุงซ่อมแซมฝายคลองกัน ก่อสร้างฝายคลองเก ในบริเวณหมู่ ๙ และที่สำคัญ คือสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกรุงชิง ในอาทิตย์ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ ๑๕ ได้ลงไปกับผู้นำท้องที่ท้องถิ่นทำการสำรวจเลยขอให้เร่งทำแผนเพื่อก่อสร้างแล้วก็ขอสนับสนุน งบประมาณจากกรมชลประทานให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำทั้งอำเภอนบพิตำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตำบลนบพิตำด้วยค่ะ เพราะชาวบ้านเขาบอกว่าขาดแคลนมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปนะครับ นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากกรณีการจับกุมลิขสิทธิ์กระทงซึ่งเป็นข่าวที่ทราบกันดีอยู่แล้วในสังคม ขณะนี้ก็เพราะเกิดช่องว่างทางกฎหมาย ทั้งอัตราโทษและกระบวนการการจับกุมที่ทำให้ เจ้าหน้าที่นั้นสามารถหาประโยชน์ส่วนตนได้ จึงอยากจะเรียนประธานสภาฝากไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาและกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติใช้กฎหมายเพื่อปกป้องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา และดูแลประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นเหยื่อ เพราะนี่คืออาชญากรรมซ้อนอาชญากรรมที่ผู้คุมกฎกลายเป็น โจรเสียเอง ตัวเลขการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๑ มีถึง ๑,๙๓๐ คดี และปีนี้จากเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนมีถึง ๑,๐๗๙ คดี ซึ่งสูงขึ้น ๑๑ เปอร์เซ็นต์ มันดูเหมือนสูงขึ้นใช่ไหม มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจหรือเปล่าในขณะที่ เราเดินไปตามท้องถนนนั้นเรายังเห็นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาลิขสิทธิ์ต่าง ๆ มากมายจึงอยากจะให้มีการรณรงค์สื่อสารกับประชาชนไปถึงเกี่ยวกับการไม่ใช้สินค้า ไม่ซื้อสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าต้องอบรมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภายใน ต้องไม่มีการทำอาชญากรรมซ้อนอาชญากรรมและใช้กฎข่มขู่ประชาชนให้เป็นเหยื่อ ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ต่อไปนะครับ นายจีรเดช ศรีวิราช
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย เนื่องด้วย พี่น้องของเราจำนวนหนึ่งซึ่งทำงานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด อาสาดูแลหมู่บ้านชุมชน ให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ยามที่เมื่อไม่มีภัยก็ไม่ได้ว่างเว้นจากภารกิจงานบริการ สาธารณะ ทั้งงานบวช งานบุญ งานแต่งงาน งานเผาศพ เราก็มักจะเห็นพวกเขาเหล่านี้ ออกมาดูแลสังคมอยู่เสมอ แม้ยามมีภัยก็ได้พวกเขาเข้ามาช่วยเหลือหน่วยงานราชการ ปฏิบัติงานกันอย่างเข้มแข็ง จะเห็นได้จากไม่กี่วันที่ผ่านมาที่จังหวัดยะลาชายแดนภาคใต้ ถูกผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธกราดยิงเสียชีวิตไปถึง ๑๕ นาย บาดเจ็บสาหัสอีกหลายนาย นี่คือวีรกรรมบางส่วนที่พวกเขาเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อแผ่นดิน ไม่ใช่เสียสละแค่หยาดเหงื่อ แรงกาย แต่หมายรวมถึงชีวิตที่เขาอุทิศให้กับชาติบ้านเมือง เขาเหล่านี้ที่ผมอยากจะเอ่ยถึง นั่นคือพี่น้อง ชรบ. หรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และพี่น้อง อปพร. หรืออาสาสมัคร ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ขณะนี้พวกเขาเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะที่พี่น้อง อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านก็ได้รับค่าตอบแทน ไปนานแล้ว ดังนั้นผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญ กับพวกเขาเหล่านั้น โดยการจัดสรรงบประมาณมาเป็นค่าตอบแทนให้กับพี่น้อง ชรบ. และ อปพร. ด้วยครับ อย่างน้อยก็เพื่อที่จะเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานราชการในการรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยให้มีความสงบ ปลอดภัยต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณจิรทัศ ไกรเดชา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจิรทัศ ไกรเดชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องมาหารือกับท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่องผู้ประกอบการบริษัท ซีฟี้ อินดัสตรี จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๘ หมู่ที่ ๒ ตำบลลาดบัวหลวง โรงงานประกอบอุตสาหกรรมล้อมวัสดุเหลือใช้ได้ส่งกลิ่นเหม็นคล้ายการเผาสายไฟ เผาพลาสติก ทำให้พี่น้องประชาชน ๔๐๐ ครัวเรือนหายใจไม่สะดวก มึนงง แสบจมูก ฝากประธานผ่านไป ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรมลงมา ตรวจสอบโรงงานว่าได้มาตรฐานตามอุตสาหกรรมแล้วก็พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเด็ก แล้วก็ผู้สูงอายุไม่สามารถที่จะอยู่ในบ้านเรือนของตัวเองได้ ก็อยากฝากท่านประธานไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วนนะครับ ผมมีเอกสารมาให้ท่านประธานด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวอำเภอลาดบัวหลวง และผู้สัญจรไปมาบนถนนสายไม้ตรา ลาดบัวหลวง รับผิดชอบโดยทางหลวงชนบท หมายเลข ๓๐๐๖ ซึ่งถนนสายทางนี้เป็นถนนสายทางลัดมีพี่น้องประชาชนใช้สอยกัน อย่างมากมายเลยนะครับ ซึ่งเป็นถนน ๒ เลนจราจร ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายถนนเส้นนี้เป็นถนน ๔ ช่องจราจร เพราะเป็นถนนสายทางลัด ถ้าเข้าทางปากทาง อำเภอลาดบัวหลวงมาถึงไม้ตราสามารถไปจังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถ้าเข้าทางไม้ตราไปถึงลาดบัวหลวงไปอำเภอบางบัวทอง ไปจังหวัดสุพรรณบุรีเพราะเป็น ถนนสายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะมีรถดิน รถทรายและภาคการเกษตรพี่น้องที่ทำไร่ ทำนา ทำสวนก็สามารถวิ่งเส้นทางนี้โดยเฉพาะช่วงเทศกาลจะมีผู้ใช้สอยเป็นจำนวนมาก ก็ฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอขอบคุณครับ
ต่อไปครับ นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ พรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร วันนี้ดิฉันมีเรื่อง อยากจะหารือท่านประธานเรื่องการสนับสนุนการใช้รถพลังงานไฟฟ้าหรือรถอีวี (EV) โดยก่อนหน้านี้ดิฉันได้เคยหารือกับท่านประธานไปแล้วถึงมาตรการระยะสั้น ในเรื่องของ การจัดการปัญหามลพิษนะคะ แต่วันนี้ดิฉันอยากจะขอหารือเกี่ยวกับมาตรการระยะยาว ในการจัดการปัญหามลพิษ โดยเฉพาะ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งจะเป็นมาตรการที่จัดการ มลพิษอย่างยั่งยืน คือวันนี้ดิฉันอยากจะขอให้รัฐบาลพิจารณาถึงนโยบายการให้เงินสนับสนุน เพื่อให้คนที่ใช้รถดีเซล (Diesel) เป็นจากรถดีเซล (Diesel) มาเป็นรถพลังงานสะอาด หรือรถอีวี (EV) อยากจะให้พิจารณาว่าเงินสนับสนุนก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่มาใช้ฟุ่มเฟือยหรือว่า เป็นเงินที่นำมาเป็นประชานิยมแต่อย่างใด ในประเทศหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน หรือว่าในประเทศยุโรปรัฐบาลก็ต้องให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งในการที่ให้คนสามารถเปลี่ยน จากรถใช้น้ำมันมาเป็นรถพลังงานไฟฟ้า อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันนี้รถพลังงานไฟฟ้า ยังมีหลายส่วนที่ต้องนำเข้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นภาษีนำเข้า ภาษีแบตเตอรี (Battery) หรืออีกหลาย ๆ อย่างทำให้ราคายังจับต้องไม่ได้ยังมีราคาสูงอยู่ วันนี้ดิฉันอยากจะให้รัฐบาล พิจารณาโดยแบ่งกลุ่มออกเป็น ๒ กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถตู้ รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก แล้วก็รถมอเตอร์ไซค์ อยากจะให้รัฐสั่งการลงไปเพื่อวางแผนให้คนในกลุ่มนี้สามารถเปลี่ยน มาเป็นรถพลังงานสะอาดได้โดยเร็วที่สุด
กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มรถโดยสารส่วนบุคคล กลุ่มนี้อยากจะให้รัฐเร่งออกนโยบาย ทั้งเงินสนับสนุนและแรงจูงใจเพื่อให้เขาหันหรือเปลี่ยนมาใช้เป็นรถพลังงานสะอาดให้มากที่สุด ขออนุญาตฝากไปยังกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังผ่านท่านประธานด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอรบกวนทั้งประธาน ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ ขอความกรุณาท่านประธานส่งหนังสือไปถึงกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยกรมชลประทานได้เร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังหีบตามพระราชดำริ ท่านประธานครับ ขั้นตอนในการดำเนินการเหลือเพียงเริ่มการก่อสร้างแต่ว่าเนิ่นนานมามาก พอสมควร เพราะฉะนั้นขอความกรุณาให้ท่านช่วยเร่งรัดเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้อง ชาวอำเภอทุ่งสง อำเภอบางขัน อำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอนาบอน เพราะว่าอ่างเก็บน้ำอ่างนี้ ใช้ป้องกันเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้งและน้ำเพื่อการบริโภค อุปโภค น้ำเพื่อการเกษตรได้ ต้อง ๔ อำเภอ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนอย่างมาก
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่ผมได้กราบเรียนหารือท่านประธาน ๑ ครั้งแล้วครับ แต่เป็นเรื่องที่วิกฤติจริง ๆ ก็คือเรื่องถนนเส้นสายป่าแต้ว ตำบลบ้านนิคม ถึงไสยาสน์ ตำบลบ้านลำนาว ประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร ถนนนี้ ๖๐ ปีแล้วยังเป็นถนนดินแดง มีชุมชนมากเลย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่มีเจ้าของครับ ผมไปถามทางหลวงชนบท ทางหลวง ชนบทบอกว่าไม่ใช่เส้นทางของเขา ไปถาม อบจ. จังหวัดนครศรีธรรมราชบอกว่าโอนให้ อบต. ไปถาม อบต. อบต. บอกว่าเขายังไม่ได้รับโอนก็เลยยังไม่มีเจ้าของ กราบเรียนท่านประธาน ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย สงสารชาวบ้าน ๖๐ ปีแล้วยังไม่มีถนนลาดยางเลย กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณท่านสมาชิก ทุกท่านที่รักษาเวลาแล้วก็นำเรื่องชาวบ้านจริง ๆ สำหรับท่านสมาชิกที่ไม่สามารถเสนอได้ทัน ใน ๒ นาที ได้กรุณาทำเรื่องมานะครับ ผมจะส่งไปยังรัฐบาลให้ทุกเรื่องครับ ก็ขอขอบคุณ เชิญสมาชิกครับ ยังไม่ได้เปิดประชุมนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวถึงปัญหาของสภา ในบางส่วนให้ท่านประธานได้รับทราบ มีหลายท่านได้ฝากผมมาว่าเรื่องของอาหาร อาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่ามาตรฐานของอาหารยังไม่ถึงขั้นที่ปลอดภัย แล้วก็เหมาะสมสำหรับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการที่เราอยู่ในสภาทั้งสภาเก่าและสภาใหม่ มีผู้รับเหมาอยู่หลายเจ้า ผมคิดว่าที่เราได้สัมผัสมานี้มาตรฐานอาหารต่ำมาก เขาว่ามีมาเฟีย ที่ติดตามมาจากสภาเก่าและมาสภาใหม่แล้วก็มารับเหมา อยากจะฝากท่านประธานว่า ขอให้มาตรฐานอาหารในสภาได้ดีกว่านี้นะครับ ฝากท่านประธานด้วยครับ มีเพื่อนฝากมา หลายท่าน ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านพิเชษฐ์นะครับ ผมขออนุญาตครับ ท่านเลขาธิการพอจะอธิบายอะไรได้ไหมครับ ขออนุญาตให้ท่านเลขาธิการ ได้อธิบายสักนิดหนึ่งนะครับ เชิญเลยครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ เรื่องมาตรฐานของอาหารขณะนี้เราก็จัดไว้อยู่ด้วยกัน ๓ ลักษณะด้วยกัน ลักษณะแรกก็คือจัดให้กับท่านสมาชิกในการประชุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ อีกส่วนหนึ่ง ก็คืออาหารที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดไว้ให้กับสมาชิกในการประชุมสภา ที่บริเวณชั้น ๒ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คืออาหารร้านค้าต่าง ๆ ที่สำนักงานอนุญาตให้เข้ามาขาย ภายในบริเวณสภา เพื่อจำหน่ายให้กับข้าราชการและบุคคลทั่ว ๆ ไปที่เข้ามาอยู่ในบริเวณสภา กรณีของท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพานนั้น กระผมขออนุญาตจะรับไว้ทั้งหมดเพื่อที่จะไป ปรับปรุงไปดำเนินการตามที่ท่านสมาชิกได้แจ้งความประสงค์ไว้ ขอบพระคุณครับ
ผมจะหารือกับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยครับ วันก่อนเราก็ประชุมคณะกรรมาธิการทุกคณะ รับเรื่องหลายเรื่องมาพิจารณา แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็เป็นคนกลางที่คอยรายงานปัญหาต่าง ๆ เพื่อบรรเทาปัญหาที่เรามีปัญหา บางเรื่อง ผมก็ไปดูด้วยตัวเอง เรื่องห้องน้ำ เพราะว่าสมาชิกบ่น ผมก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ด้วยตัวผมเอง ว่าต้องเข้าไปทำทุกครั้งเมื่อคนเข้าห้องน้ำออกมาแล้วเมื่อวานซืนนี้ก็สั่งเจ้าหน้าที่ รองเลขาธิการให้เพิ่มเครื่องมือให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะเข้าใจว่าเครื่องมืออาจจะไม่ค่อยพร้อม มากนัก ห้องของกรรมาธิการงบประมาณ ที่พักของผู้มาชี้แจงนั้นร้อนนะครับ สัปดาห์ที่แล้ว พวกเราสมาชิกก็เป็นทุกข์ร้อนแทน สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เลยให้เลขาธิการเพิ่มเครื่องปรับอากาศให้ เมื่อวานซืนนี้ผมไปเยี่ยม สถานการณ์ก็ดีขึ้น
-๑๖/๑ อันนี้ก็ต้องขอบคุณสมาชิกที่เป็นหูเป็นตานะครับ ลำพังผมคนเดียวกับรองประธาน ๒ ท่าน ก็ไม่ทั่วถึง อาศัยกรรมาธิการด้วยช่วยชี้นำ ยกเว้นบางเรื่องที่ทำไม่ได้ มีบางเรื่องที่เป็น ความไม่เท่าเทียม เช่น กรรมาธิการ เงินของกรรมาธิการเทียบกับวุฒิสภาของเราน้อยกว่า มาจากเลือกตั้งนี่น้อยกว่า ผมก็ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรงเรื่องนี้ บอกว่าเรื่องนี้ มันไม่ถูกต้องเนื่องจากว่าตอนนั้นไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการจัดงบประมาณ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยสมบูรณ์นะครับ อันนี้ก็เรียนเพราะว่าไม่ได้มีโอกาสได้เรียนให้สมาชิกทราบ หลายเรื่องก็ติดตาม แล้วสมาชิกมีอะไรก็ส่งผ่านกรรมาธิการได้นะครับ ผมประสาน กับกรรมาธิการโดยตรงเกือบทุกสัปดาห์ สมาชิกมีอะไรเชิญนะครับ เชิญท่านกรณ์ครับ ยังไม่เปิดประชุมนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอใช้โอกาสนี้ในการหารือท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ ในส่วนของวาระการประชุม ที่เราเตรียมจะพิจารณากันในวันนี้ในส่วนของการรับทราบรายงานประจำปีของคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน ซึ่งอยู่ในวาระที่จะมีการพิจารณากันในบ่ายวันนี้ ประเด็นคืออย่างนี้ ท่านประธานครับ รายงานประจำปีงบประมาณที่เรากำลังจะพิจารณากันคือรายงานประจำปี งบประมาณ ปี ๒๕๖๐ ตามเล่มฉบับที่ได้มีการแจกจ่าย ประเด็นก็คือเวลามันล่วงมา ความจริงรายงานประจำปีงบประมาณปีถัดไป คือปี ๒๕๖๑ ของ กกพ. ก็ได้มีการพิมพ์แล้วก็ แจกจ่าย ถ้าเข้าไปดูในเว็บไซต์ (Website) จะเห็น ผมก็เลยอยากที่จะปรึกษาท่านประธานว่า มันมีความเป็นไปได้แค่ไหน เพื่อที่จะทำให้เราใช้เวลาของสภาแห่งนี้ให้มีประสิทธิภาพ ที่เราจะสามารถที่จะพิจารณารายงานประจำปีของ ๒ ปีพร้อมกันเลย มิเช่นนั้นผมคิดว่า เราก็จะดูล้าสมัยนะครับ แล้วก็เหมือนกับทำงานล่าช้า ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความผิดของสภา แต่อย่างใด ถ้ามีความเป็นไปได้ก็ยังสามารถที่จะขอให้ทางสำนักงาน กกพ. นำเอกสาร ปี ๒๕๖๑ มาแจกจ่ายให้กับพวกเราตอนนี้เลยได้ แล้วในการพิจารณาเราก็จะได้ไม่เสียเวลา ในอนาคตของสภา ผมไม่แน่ใจว่าตามกฎระเบียบสามารถที่จะทำได้หรือเปล่า แต่ถ้าทำได้ ผมคิดว่าจะมีประสิทธิภาพในการทำงานของสภามากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
ก่อนพิจารณาเสร็จ เราสามารถบรรจุเพิ่มเติมได้ครับ ท่านเลขาธิการเรื่องมาหรือยัง ปี ๒๕๖๑ ยังไม่มา ท่านกรณ์ เห็นที่ไหนครับ ยังไม่ได้ส่งมาครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้ากดเข้าไปดูในเว็บไซต์ (Website) ของเขาจะเห็นนะครับ เพราะว่าก็หมดปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ มานานแล้ว เอกสารลักษณะแบบนี้ของ กกพ. สำหรับปี ๒๕๖๑ ออกแล้ว ถ้าทางฝ่ายเลขาธิการติดต่อไปที่สำนักงานให้เขาเร่งที่จะนำมาแจกจ่ายให้กับพวกเรา ได้มีโอกาสพิจารณา ผมคิดว่าน่าจะทันท่วงทีครับ
เดี๋ยวผมจะดูให้นะครับ ไหน ๆ พูดเรื่องนี้ก็เรียนเพื่อนสมาชิกว่าพวกเราก็บ่นเรื่องแจ้งเพื่อทราบบรรจุไว้หลายเรื่อง แล้วก็มีสมาชิกบางท่านก็มาบอกผมว่าดูไม่ทันซึ่งก็เป็นเรื่องจริง สมาชิกบางท่านก็บ่นว่า ไม่อยากจะเสียเวลากับเรื่องเพื่อทราบแต่ว่ามันเป็นกฎหมายบังคับ คือองค์กรเหล่านี้ เขามีหน้าที่ต้องแจ้งสภาเพื่อทราบ จริง ๆ ก็ให้เกียรติสภา แล้วเที่ยวนี้เข้ามาเที่ยวที่แล้ว ๖ ฉบับ เที่ยวนี้ ๗ ฉบับ สมาชิกก็กังวลว่ามันเข้ามามากอย่างนี้เชียวหรือ ก็เรียนว่าเป็น ช่วงเวลาของสิ้นปีงบประมาณครับ มันเป็นเรื่องเพื่อทราบเขาจะต้องแจ้งมาในช่วงนี้ ซึ่งต่อไป เรื่องเหล่านี้ก็จะหมดไป ขึ้นปีใหม่สิ้นปีงบประมาณก็จะมาใหม่ อันนี้ก็เรียนเพื่อทราบ ก็ได้คุยกับท่านผู้นำฝ่ายค้านและผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๒ ฝ่ายว่ากรณีที่มีเรื่องเพื่อทราบเข้ามา หลายเรื่อง ผมก็จะพิจารณาทบทวนกับเจ้าหน้าที่ว่าอาจจะบรรจุเพียงสักส่วนหนึ่ง เช่นสัก ๓ เรื่อง ไม่บรรจุทีละ ๖ เรื่อง หรือ ๗ เรื่องซึ่งยากที่จะดูแลได้ทัน ก็ได้หารือเจ้าหน้าที่ว่าเอกสาร กองอยู่มากมายหลายร้อยชุด ถ้าเป็นไปได้ก็คือจะขอความร่วมมือสมาชิกว่าผู้ใดสนใจ เรื่องอะไรมาขอเอกสาร คือสมมุติเรื่องเพื่อทราบแจ้งมาวันนี้ แทนที่ผมจะบรรจุสัปดาห์หน้า ก็อาจจะเลื่อนไปอีกสัปดาห์หนึ่ง แต่แจ้งสมาชิกว่าบัดนี้มีเรื่องนี้เข้ามา เอกสารเขาส่งมาแล้ว เขาส่งมาหลายร้อยชุดนะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกสามารถที่จะมารับเอกสารเพื่อดูได้ แล้วหลังจากนั้นก็บรรจุระเบียบวาระต่อไป เพื่อสมาชิกได้มีโอกาสได้พิจารณาเรื่องเหล่านั้น โดยละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร อันนี้เรียนเป็นหลักการกับเพื่อน ๆ ไว้ครับ สมาชิกมีอะไร จะหารือ อนุญาตนะครับ ก่อนที่จะเปิดประชุม เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานเนื่องจากรายงานเพื่อทราบ มากไปเราไม่สามารถที่จะอ่านทัน เพราะฉะนั้นท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ว่าถ้ามีเรื่องเข้ามาขอให้แจ้ง ในที่ประชุมก่อนก็ได้ว่ามีเข้ามากี่เรื่อง สมาชิกผู้ใดที่สนใจเรื่องใดให้ไปรับเอกสารมาอ่าน เพราะถ้าเราจะมาดูในห้องเลย ถ้ามัวอ่านอยู่แล้วมันไม่ได้ทำอะไรท่านประธาน ผมเห็นด้วย ท่านความคิดดี
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านประธานเพื่อช่วยเหลือกัน ดูแลกันในบริเวณสภาเนื่องจากรถที่มาจอดในบริเวณสภาแออัดมาก บางทีจอดข้างทาง จนรถออกไม่ได้ครับท่านประธาน เวลาจะไปจะมามันเบียดกัน อันนี้หารือท่านประธาน แจ้งหน่วยงานที่ดูแลด้วยเพราะว่ามันไปไม่ได้ บางทีเวลาเราจะออกรถก็ออกไม่ได้เพราะว่า มันจอดชิด ๆ กัน ผมขับรถไม่เก่งนะครับท่านประธาน กลัวจะเบียดกันแล้วมันจะเสียหาย เลยกราบเรียนท่านประธานด้วย นอกจากเรื่องอาหารซึ่งท่านพิเชษฐ์หารือก็ถูกต้อง ต้องดูแล วันนี้มันคุณภาพต่ำจริง ๆ ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณท่านนิยมนะครับ ขอเรียนเรื่องที่จอดรถว่าได้หารือกับกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรว่าจะต้องขอร้อง พวกเรา ผู้ติดตามนะครับ ถ้าเรามีผู้ติดตามมา ๑๐ คนทุกคนเอารถมา เรา ๕๐๐ คน คิดดูครับ จะมีรถเข้ามากี่คัน อันนี้ก็เลยคุยกับท่านประธานกรรมาธิการว่าอาจจะต้องขอร้องพวกเราว่า กรณีขอบัตรจอดรถอะไรต่าง ๆ นี่เราก็เลยขอเข้มงวดนะครับ รวมทั้งเข้มงวดตำรวจ ที่ตรวจสอบตอนเราเข้ามาสมาชิกอย่ารำคาญนะครับ ผมบอกเขาเองว่าเวลามีเรื่องพวกคุณ ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นอย่าไปเกรงใจผู้ใด ถ้าเห็นว่าผิดปกติก็ให้ตรวจสอบได้เลย แม้กระทั่งผู้สื่อข่าวถ้าเห็นว่าไม่ค่อยปกติ มีวัสดุหรืออุปกรณ์บางอย่างที่จะมีปัญหา ก็ให้ตรวจสอบได้ อันนี้ก็เรียนเพื่อน ๆ สมาชิกได้รับทราบ ที่จอดรถก็คำนวณไว้ว่า ถ้าทุกคนมีผู้ติดตามและผู้ติดตามเอารถมาจะมีปัญหา เราก็กำลังหาข้อยุติกันในเรื่องนี้ เช่น เมื่อเรามีสภาใหม่ ห้องประชุมสุริยันในอนาคตนี้ก็จะคำนวณเรื่องนี้แล้วก็จะอนุมัติว่าควรจะ อนุญาตได้กี่ราย เพราะว่ามีสมาชิกได้เสนอ ได้ขออนุญาต ฝ่ายเลขาธิการได้รายงานผม ได้ขออนุญาตเอารถเข้ามาจอด ซึ่งผมบอกต้องดูว่ามันจะทำให้มีปัญหากับสมาชิกไหม มีคนนอกเข้ามาจอดมากจนกระทั่งสมาชิกไม่มีที่จอดรถก็จะมีปัญหา เราเจอปัญหาเรื่องนี้ มาก่อนแล้ว ถึงได้ระมัดระวังเป็นพิเศษ ผมรับข้อสังเกตของพวกเราไว้ สมาชิกมีอะไรครับ ท่านวิรัชเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ต่อข้อหารือท่านประธาน ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า เรื่องที่ ๑ เกี่ยวกับข้อหารือโดยเฉพาะของบรรดาท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในตอนช่วงเช้า โดยเฉพาะอย่างวันนี้ที่ท่านประธานได้ดำริให้ลดลงมาเหลืออยู่ฝั่งละ ๑๕ ท่าน มองดูก็ดูดีครับ ท่านประธาน แต่ในขณะเดียวกันคนที่เคยทำอยู่ข้างละ ๒๐ ก็มีความรู้สึกว่าบรรดาท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน มีเรื่องเดือดร้อนประจำอาทิตย์เลยแทบจะว่าได้ แล้วทุกคนมาแจ้งความจำนงในการที่จะ หารือกับท่านประธาน จะเป็นไปได้หรือไม่ครับท่านประธานถ้าจะขอเป็นเท่าเดิมคือฝั่งละ ๒๐ ซึ่งก็จะใช้กินเวลาจากเดิมอีกฝั่งละ ๕ ก็คงไม่มาก ท่านละ ๒ นาทีเหมือนเดิมครับ ก็อยู่ในตรงนี้ อันนี้ขอกราบเรียนท่านประธานหารือ
รับทราบครับ
เรื่องที่ ๒ ในส่วนเกี่ยวกับ เรื่องวาระรับทราบ เมื่อวานตอนช่วงที่ท่านประธานขึ้นมาทำหน้าที่คือท่านศุภชัยผมก็ได้หารือ เกี่ยวกับเรื่องการรับทราบรายงานประจำปีของแต่ละหน่วยงานที่ส่งเข้ามาแล้วก็ส่งเข้ามาตั้งแต่ เราประชุมอยู่ที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แล้ว ในตอนช่วงนั้นก็มีในลักษณะอย่างนี้ ถ้าเราจะไม่พิจารณาเลยผมคิดว่ามันจะยาวไป แล้วข้อที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนว่าจะต้อง รายงานให้รัฐสภาเพื่อทราบ
แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งต้องเรียนท่านประธานก็คือวันนี้จะมีเกี่ยวกับในด้าน ที่รัฐบาลส่งมาที่จะต้องประชุมทั้งสองสภา ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่วิป (Whip) รัฐบาลรับไว้ แล้วก็ส่งกลับไปที่รัฐบาล ในส่วนตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานว่าถ้าส่งลงมาแล้ว เราจะดำเนินการอย่างไรที่จะประชุม ๒ สภา เพราะห้องนี้ก็อย่างที่ท่านเห็นก็คือเล็กแล้วก็แคบ
เรื่องที่ ๓ ที่จะต้องเรียนท่านประธานก็คือ ที่ท่านประธานดำริที่จะประชุม ในวันที่ ๒๒ ผมเองก็แจ้งบรรดาสมาชิกโดยเฉพาะในซีกของฝ่ายรัฐบาลก็ทราบโดยทั่วกันแล้ว ว่าเราจะประชุมกันวันที่ ๒๒ เพื่อจะต้องดูเรื่องที่ค้างพิจารณาโดยเฉพาะในเรื่องญัตติธรรมดา ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นมา ท่านประธานครับ เรายังไม่ได้มีการพิจารณาเลยแม้แต่เรื่องเดียว ซึ่งก็ต้อง ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่เราจะได้นำเรื่อง โดยเฉพาะตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา โครงการผันน้ำโขง ชี มูล ป่าสัก แล้วก็เรื่องอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในส่วนนี้ครับก็ได้คุยกับ เพื่อนสมาชิกแล้วก็ไม่มีใครขัดข้องครับท่านประธาน ก็เลยเรียนท่านประธานเพื่อทราบครับ
ผมได้ทำความเข้าใจ กับเพื่อน ๆ เป็นส่วนตัวหลายท่าน เพราะบางท่านก็มีความเห็นเรื่องใช้เวลาปรึกษาว่า ยาวไปหรือไม่ แต่ว่าเราได้เปิดโอกาสในช่วงสมัยประชุมที่แล้วนะครับ เราถือว่า ๕ ปี เราไม่มีสภา มีเรื่องคั่งค้างที่เราต่างก็มีปัญหาความทุกข์ร้อนของพี่น้องทะลักเข้ามาจึงได้ เปิดโอกาสไปเต็มที่เมื่อสมัยที่แล้วเราก็ผ่านไปถึงพันกว่าข้อปรึกษา เที่ยวนี้ก็ผ่านไป แล้วตอนหลังช่วงเหล่านี้ก็เริ่มเบาลงหน่อยครับ เพราะฉะนั้นที่ตัดสินใจหารือกันแล้วก็เห็นว่า เพื่อไม่กินเวลารายการปกติมากนัก ขอวันละ ๓๐ ก็เสนอปรึกษา ก็พอเหมาะสมครับ ทีนี้ไหน ๆ เรียนเรื่องจะประชุมพิเศษ ผมถือโอกาสเรียนพวกเราก่อนเปิดประชุมเสียเลยว่า เรามีญัตติทั่วไป ญัตติทั่วไปที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาเลยอย่างที่ท่านวิรัชพูดตั้งแต่ สมัยประชุมที่แล้ว วาระที่ค้างพิจารณาตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๑๐ แล้วมีเรื่องเสนอใหม่ ๑ เรื่องของ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม รวมทั้งหมด ๑๑๑ ญัตติ ยังไม่เคยแตะเลยสักญัตติเดียว เพราะว่า มีญัตติด่วนเข้ามาก่อนทั้งหมด ถ้าเราไม่ทำเรื่องนี้มันก็เหมือนในอดีตคือสิ้นสภา ยุบสภา หมดสภาก็จะมีค้างอยู่เป็นจำนวนหลายร้อยเรื่องก็เลยถือโอกาสคุยกับท่านผู้นำฝ่ายค้าน คุยกับผู้ควบคุมเสียงฝ่ายรัฐบาลว่าขอ เราเคยทำได้ผลเมื่อสมัยประชุมที่แล้ว เราประชุมพิเศษ วันศุกร์ ๑ ครั้ง เราสามารถผ่านญัตติได้เกือบ ๒๐ ญัตติในวันนั้น เพราะเราตกลงกันว่าญัตตินี้ มีผู้อภิปรายกี่ท่าน ท่านคุมเวลานะ เพราะฉะนั้น ๑๑๑ ญัตตินี้ผมขอวันศุกร์ที่ ๒๒ เดิมผมเสนอวันที่ ๒๙ แต่ว่าทางผู้นำฝ่ายค้าน มาขอว่าวันที่ ๒๒ ได้ไหม เกรงว่าปลายเดือนพฤศจิกายนจะมีปัญหาก็เลยหารือทางผู้คุมเสียง ฝ่ายรัฐบาลก็รับได้ เมื่อรับได้ก็ตกลงว่าวันที่ ๒๒ ผมขอเรียนสมาชิกจะออกวาระประชุม อีกทีหนึ่ง ประชุมเฉพาะเรื่องญัตติทั่วไปที่ค้างอยู่ ๑๑๑ เรื่อง โดยผมแยกกลุ่มไว้แล้วครับ เรียนท่านสมาชิกเพื่อรับทราบ ผมแยกมาทั้งหมดประมาณ ๑๑ กลุ่มครับ ใน ๑๑๑ ญัตตินี้ ประมาณ ๑๑ กลุ่ม บางกลุ่มมีอยู่ถึง ๙ ญัตติ เช่นเรื่องน้ำ ซึ่งท่านสมาชิกบางท่านก็บ่นกับผม ว่าทำไมเรื่องนี้ไม่ได้พิจารณา เรื่อง โขง ชี มูล ป่าสัก เรื่องแหล่งน้ำ เรื่อง กก ปิง ยม น่าน และอื่น ๆ รวมทั้งหมด ๙ ญัตติ ผมจะเชิญเจ้าของญัตติ เช่น ท่านสุทัศน์ ท่านอุบลศักดิ์ ท่านรังสิกร ท่านชูวิทย์ พันตำรวจโท ไวพจน์ ท่านสุชาติ ท่านฉลาด ขามช่วง ท่านเกษม อุประ เหล่านี้มาหารือว่า ๙ ญัตตินี้เราพิจารณาร่วมกัน ท่านขอเวลาเท่าไร ๙ ญัตติขอเวลา เท่าไร และท่านนำไปบริหารเวลา เช่นสมมุติท่านขอเวลา ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง และท่านก็ไป บริหารเวลาให้จบภายใน ๒ หรือ ๓ ชั่วโมง และเราจะแปรญัตติ ต่อไปกลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภา มีเจ้าของญัตติ ๒ ญัตติ ท่านสมคิด เชื้อคง ท่านศุภชัย ใจสมุทร ก็จะเชิญทั้ง ๒ ท่านมาคุยว่า ๒ ญัตตินี้ท่านใช้เวลาเท่าไร พอจบแล้ว เราจะไปกลุ่มที่ ๓ นะครับ กลุ่มที่ ๓ ก็คือ กลุ่มตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาตรวจสอบ แนวการแก้ปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการเกษตร ญัตตินี้มีเกือบ ๑๐ ญัตติครับ มีอยู่ขณะนี้ประมาณ ๗ ญัตติ เราก็จะคุยว่า ๗ ญัตตินี้ขอเวลาเท่าไร แล้วบริหารให้ได้ตามเวลา อันนี้ก็เป็นศักยภาพของท่านเองด้วย และเราจะมีความรับผิดชอบร่วมกัน ผมก็ยังคิดว่า ถ้าเราผ่านเพียงแค่ ๓ ญัตติในวันศุกร์ ถ้าเราผ่าน ๓ กลุ่มนี้เราสามารถนำญัตติต่าง ๆ ผ่านไปได้ ๒๐ กว่าเรื่องครับ เพียงวันศุกร์วันเดียว ผมเชื่อว่าอันนี้คือวิธีบริหารแนวใหม่ ที่เราจะนำมาใช้เพื่อไม่ให้สิ้นปีของสมัยประชุมและมีเรื่องค้างยาวเหยียดอย่างที่เป็นในอดีต ขอเรียนเอ่ยชื่อไปทั้งหมดเพื่อสมาชิกจะได้เตรียมตัวว่าเรามาหารือกันครับ ผมขออนุญาตว่า สัปดาห์หน้าก่อนถึงวันศุกร์ ผมขอเชิญเจ้าของญัตตินี้มาคุยกันว่าแต่ละกลุ่มจะใช้เวลาเท่าไร และท่านเอาไปบริหารเวลาให้ได้ในเวลานั้น เราก็สามารถผ่านญัตติไปได้เพียงวันศุกร์วันเดียว ไม่น้อยกว่า ๒๐ ญัตติก็จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณา เพราะทุกเรื่องเป็นเรื่องสำคัญครับ เป็นเรื่องผลงานของท่านทั้งสิ้นที่จะนำปัญหาของประชาชนมาพูด เรียนที่ประชุมได้รับทราบ เพราะฉะนั้นวันศุกร์หน้าเฉพาะเรื่องญัตติทั่วไป ไม่มีญัตติด่วน ไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก ทำเฉพาะเรื่องญัตติทั่วไป ขอสมาชิกแต่เพียงว่านัดเวลา ๙ โมงครึ่ง ถ้าสมมุติเราสามารถ เสร็จได้ภายในเวลาอันเร็ว ๔-๕ โมงเราก็เลิกประชุมได้ ถ้าไม่เสร็จก็อาจจะขอต่อไปอีกระยะหนึ่ง ผมเข้าใจว่าวันนั้นเพื่อนสมาชิกต้องเดินทางหลายท่านก็อาจจะเตรียมจองตั๋วเครื่องบิน ไปแล้วอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นจะพยายามไม่ให้กินเวลาลึก เพราะว่าเรามาแต่หัววันหน่อย ก็คือมาตามเวลา ๙ โมงครึ่ง แล้วเราจะเริ่มพิจารณา โดยท่านเตรียมดูด้วยนะครับที่ผมเอ่ยชื่อ ทั้งหมดได้เตรียมด้วย ประมาณวันพุธหรือวันพฤหัสบดี ผมจะขอเชิญมาพบเป็นส่วนตัว เพื่อคุยว่าเราจะแบ่ง ๔ กลุ่มเหล่านี้ ไม่โลภมากเกินไปครับ ไม่เอาไปไกลถึงกลุ่มที่ ๑๐ ที่ ๑๑ แต่ว่าเอาเพียงแค่ประมาณ ๓-๔ กลุ่มให้เสร็จแล้วก็จะผ่านไปได้ เดือนธันวาคมก็จะขอเพิ่ม สักวันหนึ่ง แต่ผมจะขอหารือผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๒ ฝ่ายอีกทีหนึ่งนะครับ รวมทั้งรัฐบาลด้วย เพราะหลายเรื่องรัฐบาลก็ต้องมีส่วนเข้ามาชี้แจงเข้ามาตอบด้วย ก็เรียนเพื่อน ๆ ได้มีโอกาส ได้รับทราบถึงแนวที่เราปฏิบัติในสัปดาห์ต่อไปนะครับ ท่านสมาชิกมีอะไรข้องใจไหมครับ เชิญเลยครับ คุณนริศเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ในฐานะที่ผมได้เป็นผู้ถามกระทู้ถามแยกเฉพาะเป็นคนแรกนะครับว่ากระทู้ถามแยกเฉพาะ เป็นประโยชน์ต่อการได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาแล้วก็พัฒนาบ้านเมืองเรา ได้มากทีเดียว แล้วก็พึงคิดว่าจะได้แก้ไขเรื่องกระทู้ที่สะสมเอาไว้ในสภานี้ได้เช่นกัน แต่กราบเรียนท่านประธานว่าบรรยากาศการซักถามในที่ประชุม แม้ว่าเนื้อหาจะได้ครบถ้วน แต่ว่าเป็นห้องเล็ก ๆ ครับ ผมทราบข้อจำกัดของสภาเราดี แต่ถ้าจัดห้องใหญ่กว่านั้นได้ เพราะวันที่ผมถามกระทู้แยกเฉพาะวันนั้น เจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเข้าไปได้ แม้แต่ท่านเดียว และผมเองก็เข้าไปคนเดียวแล้วก็มีท่านประธาน รองประธานศุภชัย อีกท่านหนึ่ง แค่ ๓ ท่าน นอกนั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าถ้ามีห้องใหญ่สักนิดหนึ่ง ให้ทางเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐมนตรีเข้าไปได้ แล้วก็มีผู้สนใจหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปได้สัก ๓๐-๔๐ คน ผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า หากวันใดที่สภาไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าขอความกรุณาให้จัดห้องประชุมกระทู้ถามแยกเฉพาะ ให้ดูบรรยากาศคล้าย ๆ กับในสภาแห่งนี้ ผมยืนยันว่ากระทู้ถามแยกเฉพาะเป็นประโยชน์ ต่อสภา เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกที่จะได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ขอบคุณท่านประธาน ครับ
เรื่องนี้ก็ได้หารือกัน เหมือนกัน ผมก็ตามดูการถ่ายทอดในตอนดึกนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกถามวันนั้น เมื่อประชุมสภาเลิกเขาก็ออกอากาศให้ทันที รับที่ท่านนริศได้หารือ ได้หารือกันก่อนเพราะว่า มีพวกเรา มีผู้ควบคุมเสียงมาหารือผมเหมือนกันว่าอยากให้หาห้องพิเศษ ก็แน่นอนครับ ยังไม่พร้อมเพราะนี่เราขอยืมเขาชั่วคราวห้องอะไรก็ยังไม่ค่อยพร้อม แต่ว่าจะพยายาม ปรับปรุง ท่านอันวาร์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากว่าผมขอหารือ ท่านประธานว่าในคราวที่ประชุมประธานคณะกรรมาธิการ ผมได้หารือกับท่านประธานว่า ในห้องกรรมาธิการมีเรื่องของไมโครโฟนที่ยังขาดแล้วก็ไม่สะดวกในกรณีที่ผู้มาชี้แจงเข้ามาชี้แจง ซึ่งคราวนั้นก็สักระยะหนึ่งแล้ว ผมก็เลยมาเรียนปรึกษาหารือกับท่านประธานว่าตอนนี้ก็ยัง ไม่ได้มีการเพิ่มแต่อย่างใด ผมก็เลยขอหารืออีกครั้งหนึ่งว่าให้ท่านได้ช่วยดำเนินการเรื่องนี้ ด้วยครับ
วันนั้นรับเรื่องมาก็แจ้ง ทางฝ่ายเลขาธิการว่าให้ไปปรับปรุงบอกวันนั้นเลยครับ เพราะว่าเลขาธิการนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย วันนั้น ท่านเลขาธิการตามเรื่องนี้ด้วยนะครับ ผมจำได้วันนั้นบอกท่านวันนั้นเลย เพราะว่า ท่านนั่งอยู่ด้วย ขอบคุณมาก
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ก็พอสมควรนะครับ ได้หารือพอสมควรแล้ว เราก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ร่วมมือ อย่าลืมนะครับ ผมตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้สถาบันแห่งนี้เป็นหลักของบ้านเมือง ที่สถาบันอื่น จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ว่าสถาบันนี้คือสถาบันที่มาจากประชาชนเลือก ท่านต้องรักษา เกียรติยศ ศักดิ์ศรี รักษามาตรฐานของเราให้เป็นที่ยอมรับ ที่นี่ไม่ใช่ที่ทะเลาะกัน ที่นี่ไม่ใช่ ที่แย่งกันพูดอย่างที่เขาเคยว่าเรา ที่นี่ไม่ใช่เป็นที่มาเรียกร้องผลประโยชน์ แต่ที่นี่คือ ที่ปากเสียงของประชาชน เราคือฝ่ายนิติบัญญัติ เราผู้ออกกฎหมาย เราหนึ่งในอำนาจอธิปไตย เรามีความสำคัญ เท่ากับสถาบันอื่น เราเป็นฝ่ายออกกฎหมายบังคับคนทั่วประเทศ เราต้องเป็นตัวอย่าง ผู้เคารพกฎหมาย อย่าให้สภาท้องถิ่นเขาวิจารณ์ ทะเลาะกันในท้องถิ่นแล้วก็บอกว่า สภาผู้แทนราษฎรยังทะเลาะกันเลย ขอให้เขาวิจารณ์ว่าเราต้องเอาอย่างสภาผู้แทนราษฎร ประชุมต้องมีระเบียบ สมาชิกเขาตั้ง ๕๐๐ คน เขายังอยู่ในวินัยได้ เราท้องถิ่นอยู่เพียงแค่ ๑๐-๒๐ กว่าคนทำไมทำไม่ได้ ให้เขาคิดอย่างนั้นครับ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่พวกเราต้องมีส่วนร่วม ผมตั้งใจจริง ๆ อย่างนั้นว่าเราต้องทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติของเรามีความหมายและเป็นสถาบัน ที่ทุกฝ่ายยอมรับเชื่อถือได้ ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติ ตามระเบียบข้อบังคับครับ
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๒ คน
บัดนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๓๒๐ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี ได้แจ้งไปก่อน เปิดประชุม
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ก็ค้างจาก เมื่อวานขอเชิญกรรมาธิการที่พิจารณาเมื่อวานนี้เชิญขึ้นมาครับ เพื่อดำเนินการในวาระ ที่ค้างพิจารณาจากเมื่อวานต่อไปครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำได้ประชุมเลิกตอนดึก ท่านรองประธานสุชาติอยู่ แล้วก็ปิดประชุมตอนประมาณเกือบ ๔ ทุ่ม มีกรรมาธิการได้ชี้แจงไป ได้ใช้เวลาพอสมควรนะครับ เพราะว่าเป็นขบวนการใหม่ก็คือให้อนุกรรมาธิการชี้แจง แล้วก็ มีสมาชิกอภิปรายทั้งหมด สอบถามรายชื่อแล้วทั้งหมด ๑๒ ท่าน เมื่อวานนี้ค้างอยู่ ๕ ท่าน วันนี้ได้มีการเสนอชื่อเข้ามาทั้งหมด ๖ ท่าน ผมขออนุญาตว่าเราได้ใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นจะอนุญาตให้ ๖ ท่านได้อภิปราย โดยขอแต่ละท่านสัก ๗ นาที ผมคิดว่าจะทำให้ เราสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นข้อสังเกตที่จะต้องขออนุมัติต่อไป เพราะฉะนั้นขออนุญาตดำเนินการต่อไปครับ ผู้อภิปรายท่านต่อไปที่เสนอมาขอ ๗ นาที ไม่เกินนะครับ ถ้าไม่ถึงก็ดีครับ ท่านพีรเดช คำสมุทร หลังจากนั้นก็จะท่านคำพอง เทพาคำ ท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ ท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายอันวาร์ สาและ ขอเชิญท่านพีรเดชครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพีรเดช คำสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ ต้องขอขอบคุณท่านประธาน เมื่อคืนนี้เรารอจนถึงดึกเลยนะครับ แล้ววันนี้ก็โดนลดเวลา ผมจะรีบพูดให้เร็ว จากรายงานเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ พิจารณาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จากหนังสือเล่มใหญ่เล่มนี้ มีพืชเศรษฐกิจ บางอย่างที่ไม่ได้พูดถึงนั่นก็คือ ใบยาสูบ อยากถามท่านประธานครับ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๒ มีการยื่นหนังสือให้กับกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ แต่เมื่อเปิดหนังสือไปประมาณหน้า ๓๐๐ กว่า มีการพูดถึงเพียงน้อยนิดในเรื่องของพืชเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในญัตติด่วนในเดือนตุลาคม หรือว่า มีบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถบรรจุเข้าไปได้ แต่ไม่เป็นไรครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคมที่ผ่านมามีการเดินทางมาของชาวเกษตรกร ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายเดินทางมา เสียค่าเดินทางมาครับท่านประธาน เพื่อมายื่นหนังสือ ซึ่งผมก็ได้รับเหมือนกัน ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาหรือความผิดพลาด ผมก็ไม่แน่ใจครับ หลังจากประกาศ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ปี ๒๕๖๒ มีปัญหาเรื่องของราคาแล้วโควตา ของชาวไร่ยาสูบมีปัญหาครับ เรื่องของราคาและโควตาของชาวไร่ยาสูบ ท่านประธานครับ จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัด ที่มีการปลูกไร่ยาสูบถึง ๕,๗๘๘ ไร่ ทั่วประเทศมีทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว เนื่องจาก การขายบุหรี่ในประเทศไทยมีการลดน้อยลงจึงมีรายได้เข้ามาในประเทศน้อยมาก ส่งผลให้กับโควตาของชาวไร่ยาสูบ ปัญหานี้สืบเนื่องมาจากราคาของบุหรี่ในประเทศไทย ต้องไปสู้กับราคาของบุหรี่นอกในราคาเท่ากัน ต้องขอบอกก่อนครับท่านประธาน ผมไม่ใช่ คนที่สูบบุหรี่ แต่ว่านี่คือเงินรายได้ของประเทศไทย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดครับ บุหรี่นอกทะลัก เข้ามาตามตะเข็บชายแดน ผมซึ่งอยู่จังหวัดเชียงรายเห็นเยอะครับ พี่น้องชาวไร่ยาสูบ เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครมายื่นหนังสือคิดว่าจะมีอยู่ในหนังสือสักนิดหนึ่ง มีเพียง น้อยนิดมากที่พูดถึงพืชไร่เกษตรกร คราวนี้พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทยเรามีอยู่ พันธุ์เวอร์จิเนีย ที่ภาคเหนือ แล้วก็พันธุ์เตอร์กิชที่ภาคตะวันออก พันธุ์เบอร์เลย์ที่ภาคใต้ เพราะเหตุนี้โรงงาน ยาสูบจึงมีรายได้น้อยลงเพราะขายได้น้อยลง โควตาของชาวไร่ยาสูบจึงลดลงกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา มีอยู่ ๕,๐๐๐ ครอบครัว ถูกลดโควตาลง ท่านประธาน รู้ไหมครับ โควตาสำหรับชาวไร่ยาสูบเปรียบเสมือนสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่สามารถนำไปค้ำประกัน วันนี้ชาวบ้านที่ทำไร่ยาสูบถูกลดกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจะอยู่อย่างไร ผมจะจำแนกเป็น ๒ ประเภท ก็คือชาวไร่ยาสูบที่มีหนี้สินจากการกู้ยืมไปทำเครื่องบ่มใบยากับชาวบ้านที่ถูก ลดโควตาลง ผมจึงอยากจะเสนอกับท่านประธานและฝากไปยังท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พูดถึง ๕๐,๐๐๐ กว่าครอบครัวทั่วประเทศ ผมอยากเสนอ
อย่างแรก ก็คือให้ชะลอการขึ้นภาษีให้เป็นระดับ จากปกติอยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้จะเพิ่มเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่ามันมากเกินไป ค่อย ๆ เพิ่มเพื่อที่จะให้ชาวไร่ยาสูบ เขามีเวลาในการปรับตัว อาจจะเพิ่มทีละ ๕ ทีละ ๖ ทีละ ๑๐ ก็ได้
อย่างที่ ๒ ผมอยากให้ท่านฝากไปยังการยาสูบแห่งประเทศไทยว่าไปศึกษา พันธุ์ที่ชื่อว่า พันธุ์เวอร์จิเนีย เพราะในอนาคตผมเชื่อว่าพันธุ์นี้ในตลาดจะมีความสำคัญ ในอุตสาหกรรมการสูบบุหรี่มาก
อย่างที่ ๓ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะลดโควตามากกว่านี้เพราะว่าเรายังหา พืชผลทางการผลิตอย่างอื่นมาทดแทนยังไม่ได้
และเรื่องที่สำคัญกว่านี้ก็คือเงินที่ชดเชย จากรายงานเล่มนี้ทางรัฐบาลอาจจะ มีเงินชดเชยให้กับชาวไร่หลาย ๆ อย่าง อย่างข้าว อย่างข้าวโพด หรือว่าปาล์ม ยางต่าง ๆ แต่อย่าลืมว่ายังมีพืชเศรษฐกิจบางอย่างที่เขาก็ต้องการเงินชดเชยเหมือนเดิมก็ได้ ไม่ต้องเพิ่ม ก็ได้ ให้เหมือนปีที่แล้วนี่คือเสียงที่สะท้อน ผมได้ฟังตั้งแต่เมื่อวานได้ฟังหลาย ๆ อย่าง แต่พอดีไม่มีในเรื่องของยาสูบ วันนี้ถ้าเกิดผมไม่ได้พูดผมคงกลับไปที่เชียงรายไม่ได้แน่นอน ผมขอฝากท่านประธานไปยังประธานกรรมาธิการวิสามัญด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านสมาชิกครับ ต่อไปท่านคำพอง เทพาคำ ไม่อยู่นะครับ ผมขอท่านคุณหมอประสงค์ เชิญคุณหมอครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กระผม ได้ฟังและได้ศึกษาการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งเล่มหนาตึกเลยครับ ผมตื่นเต้นมากเพราะว่าได้ศึกษากันอย่างจริงจึงมีประโยชน์จริงเหลือเกิน รวมทั้งการศึกษา ทางอนุกรรมาธิการด้วยนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนของเราเป็นอย่างยิ่งครับ ผมต้องขอขอบพระคุณแทนพวกเขาด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ การศึกษาเหล่านี้ไม่ใช่ว่ากรรมาธิการเราอย่างเดียว ประกอบด้วยข้าราชการ นักวิชาการที่มามากมาย และมิหนำซ้ำพวกเราทั้งหลายที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในที่นี้ได้อภิปรายทั้งส่งเสริมให้ข้อเสนอแนะนับว่าการศึกษาในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ มีความยิ่งใหญ่มากทีเดียวสำหรับพี่น้องประชาชนเกษตรกรของเรา ประธานที่เคารพครับ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายที่ออกกฎหมายเสนอแนะไปยังรัฐบาล แล้วก็ควบคุมในการบริหาร ราชการแผ่นดินก็มีหน้าที่เพียงแค่นี้ การที่จะเสนอไปที่รัฐบาลนั้นรัฐบาลจะรับก็เป็นสิ่งที่ดี ผมยังเชื่ออย่างนั้นเพราะว่ากรรมาธิการเหล่านี้ที่ได้พิจารณาเหมือนกับไม่มีพรรคการเมืองเลย การว่าพรรคการเมืองคือประชาชนที่เลือกเข้ามาทั้งนั้น ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่าน่าจะเป็น สิ่งที่รัฐบาลน่าจะรับไว้หรือส่งไปยังรัฐบาล แต่มีสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธาน ก็คือถ้าเขาจะรับหรือไม่รับ หมายถึงฝ่ายบริหารนะครับ เพราะผู้ที่เป็นบริหารนั้นก็มีข้าราชการ เพราะขณะนี้เรากำลังพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็คงมีโครงการและ เงินทองจบไปในแต่ละโครงการอยู่แล้ว ผมก็อยากเรียนถามท่านประธานกรรมาธิการว่า ๑. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขานำเรื่องของเรา เรื่องที่พิจารณาในวันนี้ไปพิจารณา ไปทำงาน ไปปฏิบัติเพื่อเป็นรูปธรรมต่อไป ๒. ถ้ารับไปพิจารณาแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาทำไปได้ แค่ไหน ผลเป็นอย่างไร ๓. เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เราจะผ่องถ่ายมาสู่สภาเราหรือไปสู่พี่น้อง ประชาชนเกษตรกรได้อย่างไร เราจะวัดผลอย่างไร มีพีเรียด (Period) อย่างไร กระผม อยากกราบเรียนท่านประธานว่าการประชุมปรึกษาหารือนั้นจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุม และการบริหารแผ่นดินนะครับ เพราะว่ามีการถามแค่ ๒ นาทีเท่านั้น แต่มีการตอบสนองของ ฝ่ายข้าราชการแต่ละแห่งอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการซักถามไปยังคือท่านประธานและคณะ ก็ถามไปให้เขาตอบมาก็มีเบอร์โทรศัพท์ เบอร์อะไรถามอย่างนี้ ผมอยากจะเสนอท่านประธาน ว่าเราจะควบคุมอย่างไร เราจะรู้อย่างไร เพราะสิ่งที่ผมผ่านมาหลายสมัยที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร บางทีเรื่องที่เป็นญัตติเสนอกันไปมันก็เงียบหายไป ผลก็ไม่ตกแก่ พี่น้องประชาชนเลย เพราะฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่ค้างคามาเรื่องเกษตรกรเรายากจนมา ก็ตั้งแต่มีสภามีเลือกตั้งก็เป็นอย่างนี้ก็แก้ไขไม่ได้สักที ซึ่งผิดกับต่างประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร ทำงานโดยส่วนตัวอย่างไรเขาร่ำรวย ทั้ง ๆ ที่เขาปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อยก็เหมือนกับเรา แต่ทำไมเขาร่ำรวยเขาอยู่ได้ เขามีชีวิตอยู่อย่างสบาย ผิดกับพี่น้อง ที่เป็นเกษตรกรบ้านเรา เพราะฉะนั้นผมจึงฝากเรื่องนี้ในการควบคุมและการบริหารแผ่นดิน ของสภาของเราด้วยนะครับว่าเราอยากรู้ว่าไปแค่ไหน รับเราได้อย่างไร รับหรือไม่ รับแล้ว ไปทำอย่างไร ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณคุณหมอครับ ต่อไปท่านอันวาร์ สาและ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เห็นรายงาน ของทางคณะแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรของคณะกรรมาธิการ วิสามัญซึ่งได้ศึกษาไว้แล้ว ผมคิดว่าในส่วนของการแก้ปัญหาของราคาพืชผลน่าจะมีแนวคิด ที่จะต้องมีเติมเต็มในส่วนอื่นบ้างนะครับ โดยที่ดูว่าในภาวการณ์แข่งขันของปัจจุบันนี้ นำมาเป็นข้อเปรียบเทียบด้วย อย่างเช่นในกรณีของพื้นที่ผมก็จะมีพืชผลทางการเกษตร อยู่ไม่กี่ตัวครับ แต่ทุกครั้งที่ออกมาก็จะออกมาพร้อม ๆ กันแล้วราคาก็จะตกทุกครั้ง แล้วก็ จะเป็นแบบนี้มาเป็นระยะเวลานาน แต่ดีครับครั้งนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ท่านได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็รวดเร็วทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดไว้ จริง ๆ ผมเองอยากจะมองว่าวันนี้ถ้าเราดูเยาวชนหรือว่าประชาชนคนไทยทั่วประเทศตอนนี้ ท่านสังเกตเห็นไหมครับว่าเรามีสินค้าหลายตัวที่ดี ๆ แต่ในขณะเดียวกันภาพในการแก้ปัญหา ในมุมที่นอกกรอบผมคิดว่าวันนี้เรายังขาดส่วนนี้อยู่ ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่นกรณีอาหาร ท่านเข้าไปในห้างไหมครับ อาหารญี่ปุ่นวันนี้ตีตลาดทั่วประเทศครับ ถามว่าอาหารญี่ปุ่น ปลาแซลมอนชิ้นหนึ่งราคาเท่าไรครับ มีปลาอยู่หลายชิ้นหลายอย่าง ราคา ๓๐๐-๔๐๐ บาท บางทีบางร้านบางห้างเป็นพันบาท แต่ทำไมปลาไทยที่สด ๆ แล้วก็เอามาจากพี่น้องประชาชน ตรงนี้ไม่ได้ถูกมาขึ้นในเมนู และในระดับราคาที่ผมกล้าบอกได้เลยว่าราคาปลาของเรา ต่ำกว่าเขาเยอะ แต่ความสดความดีของคุณภาพอาหารเราดีกว่าเขาเยอะครับ เป็นไปได้ไหม ว่าวันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลองส่งเสริมเรื่องนี้ ผมคิดว่า เรามีหลายอย่างเช่นผลไม้ อย่างเช่นปลา ผมอยากเห็นครับว่าเราวิเคราะห์ถึงความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าการเกษตรในแต่ละปีว่าเราสูญเสียจากการที่ราคาตกต่ำหรืออะไรก็แล้วแต่ เอามูลค่าของการสูญเสียเจียดมาเป็นว่าเรามีงบโฆษณาผลไม้ไทย ไม่ใช่เฉพาะโฆษณา ในต่างประเทศ ผมชื่นชมในกรณีที่ผมเห็นรายงานแล้วเมื่อวานมีกรรมาธิการได้ขึ้นบอร์ด (Board) ในกรณีที่ทำเป็นเว็บไซต์ (Website) แล้วก็บอกว่าพื้นที่ของผลไม้แต่ละภาคคลิก (Click) จากส่วนนั้นก็จะได้ว่ามีที่ไหนบ้าง แล้วลงรายละเอียดไปในแต่ละจังหวัดอันนี้ผมขอ ชื่นชมว่าดีครับ แต่ผมอยากเห็นว่าเวลาชาวต่างชาติเข้ามาในเมืองไทยบางทีสี่แยกสี่แยกหนึ่ง แทนที่จะเป็นโฆษณาของยาชูกำลังหรืออะไรก็แล้วแต่กลายเป็นผลไม้ที่มีภาพสวย ๆ แล้วก็มีคุณค่าเป็นจุดหลัก จุดแข็งของประเทศเรา ผลไม้ไทยกล้าพูดได้เลยครับว่าดีกว่า หลาย ๆ ประเทศทำไมเราไม่เอาผลไม้ในแต่ละจุดแต่ละภาคเป็นวาระเลยครับ เราคิดไว้ ล่วงหน้าเลยครับว่าสิ่งที่เราต้องเจอในภาวะต่อไปในเดือนอะไรก่อนถึงเริ่มต้นตรงนั้น เราทำล่วงหน้าเลยว่าจะต้องวางแผนว่าเราจะโฆษณาในช่วงเวลาไหนบวกเข้าไปกับ การท่องเที่ยวได้ครับไปเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สินค้าของไทย ประชาชนหรือเกษตรกรของไทยได้รับการดูแลและประกันว่าเขาทำสิ่งนี้แล้วจะอยู่ได้ แล้วราคาของเขาไม่ตกต่ำ วันนี้เป็นอย่างไรครับ เวลาส่งเสริมเขาแห่กัน เช่นโชคดีนะครับ ภาคใต้วันนี้ทุเรียนดี แล้วผมก็ว่าเป็นโอกาสของทุกภาคด้วย ทุเรียนเป็นที่ชื่นชอบนิยม ของทางประเทศจีนแล้วก็ทางยุโรป โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศที่หนาว ผมคิดว่านี่ก็เป็นโอกาสหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเราก็คงคาดหวังกับอย่างนี้แล้วต้องมองด้วยครับ วันนี้ที่ดีเพราะว่าเราส่งไปต่างประเทศส่วนใหญ่ แต่ล้งที่รับซื้อผมว่าวันนี้การแข่งขันที่ผ่านมา คนไทยสู้เขาไม่ได้ สุดท้ายก็คือล้งรายใหญ่เข้ามากวาดซื้อ ต้องระวังว่าต่อไปเหตุการณ์ ข้างหน้าถ้าสมมุติเกิดของเรามีน้อยเขาบังคับราคา ควบคุมราคาได้อาจจะทำให้ราคาตกต่ำ เหมือนลำไยอีกนะครับ อันนี้ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ทางคณะกรรมาธิการผมมีข้อเสนอแนะ อีกอย่างหนึ่งผมเห็นในรายงาน ผมดูแล้วผมไม่เห็นในเรื่องของผลกระทบในเรื่องการแบน (Ban) สารเคมี ซึ่งผมอาจจะไม่ได้เรียกคำว่า สารพิษ ผมคิดว่าทุกวันนี้ที่เราอยู่ในบ้าน รอบตัวเราเป็นสารพิษทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราใช้ถูกต้องหรือเปล่า การล้างจานก็เป็นสารพิษ ถ้าคุณเอาไปกินก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สารเคมีพวกนี้ผมเองอยู่ในคณะกรรมาธิการ ที่แบน (Ban) สาร ๓ ตัวนี้ด้วย แต่ผมไปสืบหาข้อมูลอีกด้านหนึ่งในกรรมาธิการรู้สึกว่าข้อมูล ด้านนี้อาจจะยังน้อยไป ผลกระทบของการแบน (Ban) มีอยู่หลายเรื่องครับ ผมว่าอีกหน่อย ท่านอาจจะต้องตั้งกรรมาธิการอีกรอบหนึ่งเพราะว่าอะไรครับ เมื่อแบน (Ban) ๓ สารตัวนี้ ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีก บางชนิดเพิ่มถึง ๓ เท่า แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับมันเป็นสิ่งที่ น่าแปลกมาก ประเทศที่เข้มงวดกวดขันกับเรื่องสารเหล่านี้ไม่ให้เข้าประเทศอย่างเช่นยุโรป อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าผมยกตัวอย่างมันสำปะหลัง ผมถามว่าเกษตรกรที่ทำใช้สารพวกนี้ไหม ใช้ครับ แต่ทำไมจากเดิมในอดีตสั่งมันสำปะหลังจากเรา ๑ ล้านตัน วันนี้กลายเป็น ๔ ล้านตัน เกือบ ๕ ล้านตัน อันนี้มันมีนัยบางอย่าง ถ้าไม่ระวังครั้งหน้า ถ้าสมมุติว่าไม่หาทางออกให้ดี การแบน (Ban) สารพิษ แบน (Ban) ฉับพลันอย่าลืมว่าสิ่งที่แบน (Ban) ยังอยู่ในการ ครอบครองของประชาชนชาวบ้านอยู่ ยังครอบครองในผู้ประกอบการอยู่ สิ่งเหล่านี้ ที่ครอบครองอยู่ถ้าผิดเราไม่มีมาตรการอะไรช่วยเหลือเขา รับรองเลยครับหลังจากนี้เกิดการ กลั่นแกล้งแล้วก็ฟ้องร้องกันอีกเยอะจะตามมา อันนี้ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ผมคิดว่ามาตรการ ที่จะทำให้ราคาที่สูง อันนี้ก็เป็นทางหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังแล้วก็ดูด้วย ผมคิดว่าการที่จะ แบน (Ban) อะไรก็แล้วแต่ท่านต้องมีทางออกให้เขา ให้เวลากับเขาหรือทำอย่างไรก็แล้วแต่ อาจจะมีบอกว่ารัฐรับซื้อทั้งหมดและให้ประเทศอื่นที่ยังไม่แบน (Ban) สารพวกนี้ อย่างน้อย ก็ไปช่วยเหลือเขาส่วนนี้ได้ เวลาค่อนข้างเข้มงวดมากผมคิดว่าผมคงต้องจบแล้ว ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่าน คำพองครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมขออนุญาตท่านประธานในการที่จะอภิปรายถึงรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหา ราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ทำการศึกษาและเสนอสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ก็ต้องขออภัยว่าที่จะยกกรณีพื้นที่ภาคอีสานขึ้นมาอ้างอิง ซึ่งวันนี้ชีวิตของเกษตรกร ทั่วประเทศก็มีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันมากนักในเรื่องของราคาพืชผลตกต่ำ เรื่องการเกษตร ท่านประธาน พืชการเกษตรคนอีสานทำมาทุกเรื่อง เมื่อก่อนถ้าจะเป็นเรื่องยางพารา คนอีสานก็ต้องมุ่งหน้าลงภาคใต้ มันสำปะหลัง สับปะรดก็ต้องไปภาคตะวันออก ถ้าเป็นอ้อย ก็ต้องลงไปที่ภาคกลาง จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี ถ้าข้าวโพดก็ต้องขึ้นไปที่ จังหวัดกำแพงเพชร แต่วันนี้คนอีสานทำการเกษตรปลูกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้เองทุกประเภท ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้กำลังรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร นี่ก็ครบทุกประเภทที่ชาวอีสาน ปลูกกัน เรื่องอ้อยหลายปีก่อนขึ้นป้ายตรงภาคอีสานเลยบอกว่าปลูกอ้อยแล้วรวย พี่น้องเรา ก็คิดว่ามันน่าจะรวย ช่วงนี้หลังจากที่เรามีสภาพอเปิดสภาคณะกรรมาธิการชุดแรกที่เราทำ ก็คือที่เราคิดก็ศึกษาปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร วันนี้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว แล้วลมหนาวมาข้าวกำลังจะเกี่ยว อ้อยกำลังจะตัด แต่จากหน้าแรกที่ทางคณะกรรมาธิการ ทำการศึกษาเขาบอกคาดการณ์ว่าราคาของอ้อยจะตกลงอีก ซึ่งถ้าดูจากการประชุมของ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายก็อยู่ที่ ๗๒๐ บาท ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทางเกษตรกรปีนี้จะได้ ใช้หนี้ได้หรือไม่ เรามาดูที่ผลการศึกษาซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีกรอบการพิจารณา เราจะเห็นว่าถ้าในเรื่องของการแก้ไขกฎระเบียบก็บอกว่าจะให้ผลพลอยได้ที่ได้จากการผลิต น้ำตาลทรายก็จะมีผลพลอยได้ ไม่ว่าจะเป็นกากน้ำตาล กากอ้อย การผลิตไฟฟ้า ถามว่า มันมีสักกี่เมกะวัตต์ รวมทั้งเอทานอล (Ethanol) ด้วยกี่ลิตรต่อตันที่จะนำไปคำนวณเป็น ราคาอ้อยเบื้องต้น
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการหักค่าความหวาน หักค่าความหวาน ทางกรรมาธิการก็ให้ความเห็นว่าอ้อยไหม้ไฟจะต้องมีการประเมิน ต้องมีการหักราคา อันนี้ไม่รู้ว่าในการหักจะหักขนาดไหนในระดับความหวาน เพราะถ้าดูการนำเสนอ ของกรรมาธิการไม่รู้ว่าคณะรัฐบาลชุดนี้การขายอ้อยในฤดูกาลเก็บเกี่ยวทีนี้จากการพิจารณา มาตรการต่าง ๆ ในการช่วยเหลือเกษตรกรมันจะทันกับฤดูกาลปลูกอ้อย ฤดูกาลตัดอ้อย หรือไม่นะครับ เพราะผมเข้าใจว่าอีกไม่นานอ้อยก็จะเข้าสู่โรงน้ำตาลแล้วนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการก่อสร้างโรงงานนะครับ ฉะนั้นการก่อสร้าง โรงงานซึ่งบอกว่าจะต้องอยู่ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรนะครับ อย่าลืมนะครับว่าตอนนี้ถ้าไป ก่อสร้างโรงงานน้ำตาลที่ไหน พี่น้องก็จะได้รับผลกระทบจากภาวะสิ่งแวดล้อมทั้งนั้นนะครับ ผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมกับวิถีชีวิต ฉะนั้นในเรื่องของ ๕๐ กิโลเมตร รัศมีของการปลูกอ้อย จะต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบนะครับ เพราะว่ามันสามารถที่จะมีมาตรการอื่น เช่น การขนส่งการที่จะไปลดภาษีไปตัดภาษีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถบรรทุกที่จะบรรทุกอ้อย เข้าโรงงานก็จะมีหลายมาตรการที่น่าที่จะไม่จำเป็นต้องไปกำหนดว่าจะต้องอยู่ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรนะครับ ซึ่งเรื่องของสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นปัญหาสำคัญ ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นบีโอไอ (BOI) อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเกี่ยวกับในเรื่องของการที่จะไปคำนวณราคาอ้อยเบื้องต้นด้วย หรือเปล่าอันนี้ทางกรรมาธิการอาจจะต้องมีข้อศึกษามีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลทราย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะ แก้กฎหมายในเรื่องของการไปสนับสนุนโรงงานนี่ถามว่ามันจะนำไปบวกไปใช้ในการคำนวณ ราคาอ้อยเบื้องต้น แล้วเกษตรกรจะได้ประโยชน์อะไรจากการคำนวณนั้นและที่สำคัญ ก็คือฤดูกาลที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันนี้เราจะมีอ้อยออกสู่โรงงานแล้วนะครับมาตรการของรัฐบาล ในการที่จะแก้ไขปัญหาราคาอ้อยตกต่ำจะทันฤดูกาลหรือไม่อันนี้กรรมาธิการอาจจะต้อง นำเสนอรัฐบาลให้ทันท่วงทีด้วย เพราะชาวไร่อ้อยกำลังรอผลงานของสภาผู้แทนราษฎรแห่ง นี้อยู่ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านคำพองนะครับ ต่อไปครับ ท่านณัฐวุฒิครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ตั้งแต่เช้าครับผมได้รับฟังท่านประธานแสดงเจตนารมณ์ แสดงปณิธานว่าจะทำให้สภาแห่งนี้ เป็นตัวอย่างเป็นโมเดล (Model) ของสภาท้องถิ่นให้ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ หลายเรื่องในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นโมเดล (Model) ได้แล้วครับยกตัวอย่างเช่น การปรึกษาหารือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับท่านประธาน เมื่อวานนี้ผมปรึกษาหารือ ท่านประธานในเรื่องผักตบชวาที่เหนือประตูระบายน้ำบางสาม ตำบลบางตะเคียน ผมหารือ ตอนเช้า ตอนบ่ายกรมชลประทานส่งรถไปดำเนินการกำจัดผักตบชวาให้เรียบร้อยแล้วครับ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอบพระคุณไปยังอธิบดีกรมชลประทานที่กรุณา ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอสองพี่น้อง
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ รายงานในวันนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของความรับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง หลังจากไม่มี สภาผู้แทนราษฎรมา ๕ ปี เราตระเวนไปหาเสียง เราตระเวนไปพบชาวบ้าน เรื่องหลักคือ เรื่องปากท้อง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่ง ภารกิจตรงนี้ถือเป็น เรื่องหลักเรื่องสำคัญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ครับ ญัตติ ๑๑ ญัตติด่วนเข้าสู่สภา เป็นญัตติแรกของสภาชุดนี้ครับ ส.ส. อภิปรายกี่วันครับ อภิปรายถึง ๓ วันต่อเนื่องกัน ๒ สัปดาห์ครับ นี่ด้วยความตระหนักว่าเรามาทำหน้าที่อะไรในขณะนี้ เราแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาความเดือดร้อน แก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องเกษตรกรเป็นอันดับแรกครับ อันดับ ๒ กำลังรอเราอยู่ครับ นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในสภาอยู่ในระเบียบวาระ อยู่แล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอชื่นชมประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๓๘ ท่านรวมทั้งท่านประธานได้ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทครับ เชิญหน่วยงานมาทั้งหมด ๑๕ หน่วยงาน รวมทั้งเอกชนอีกหลายหน่วยงานไปดูงานถึง ๑๔ ครั้งด้วยกัน ตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาเชิงลึกถึง ๖ คณะอนุกรรมาธิการด้วยกัน ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงถือว่าเป็นรายงานต้นแบบที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกด้านครับ แล้วถามว่ารายงานฉบับนี้ไปไหน เราจะต้องส่งไปให้รัฐบาลดำเนินการทางเดียวหรือไม่ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผล เกษตรกรรม มีท่านประธานวีระกร คำประกอบ เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการชุดนี้ อยู่ด้วยครับ รายงานฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการสามัญชุดผมเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เราจะไปต่อยอดครับ เราจะไปทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แล้วถามว่าจะทำให้สมบูรณ์ อย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมจะขอทำหนังสือถึงท่านประธานครับ คำอภิปรายของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการรับทราบรายงานฉบับนี้ ผมจะขออนุญาต ท่านประธานนำไปเป็นข้อมูลในการปรับปรุง ในการเพิ่มเติม ในการต่อยอดให้รายงานฉบับนี้ สมบูรณ์ และนำไปสู่การแก้ไขให้ได้ในอนาคตครับท่านประธาน ท่านประธานในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการที่ทำงานร่วมกับท่านประธานวีระกร คำประกอบ นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านอำนาจ หลาย ๆ ท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ปัญหาที่เราพบเห็น ยกตัวอย่างผลไม้ ผมยกตัวอย่างหอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่เราผลิตได้ปีละประมาณ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ตัน ความต้องการภายในประเทศ อุปสงค์ภายในประเทศถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วถามว่าหอมหัวใหญ่ทำไมราคาตก ทั้ง ๆ ที่ความต้องการสูงกว่า มะพร้าวทำไมราคาถึงตก นี่ฝีมือท่านประธานวีระกร คำประกอบ ท่านบอกว่าตอนท่านเข้ามานี้ ๕ บาทต่อลูก ขณะนี้ ท่านปิดประตูช่องทางที่จะลักลอบนำมะพร้าวเข้าอย่างผิดกฎหมาย ขณะนี้มะพร้าวขึ้นไป ราคาลูกละ ๑๕-๒๐ บาท ประตูตรงนี้สำคัญ ประตูการลักลอบนำพืชผลทางการเกษตร หลายตัวเข้ามา หอมหัวใหญ่ก็เช่นเดียวกันครับ ผมทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ว่าชะลอหน่อยเถอะช่วงเวลาเดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ที่หอมหัวใหญ่บ้านเราออกนี่ทำอย่างไรจะชะลอการลักลอบการนำเข้าเข้ามา ไม่ใช่ผิด ที่นโยบายนะ ภาคปฏิบัติครับ ภาคปฏิบัติเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์หลาย ๆ ตัว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ท่านประธานที่เคารพครับ อ้อยก็เช่นเดียวกัน ผมทำหนังสือ ถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมขอ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทปีนี้ครับ เพื่อช่วยพี่น้องชาวไร่อ้อย จีพีเอส (GPS) ที่ไปกำหนดรถขนอ้อยก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน อีกหลายตัวครับ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณท่านณัฐวุฒิครับ ต่อไปท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี เขต ๒ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง ๒ อำเภอนี้ก็คงจะพอทราบ ผมจะขอพูดแต่เรื่องสับปะรดนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำทุกท่านที่ทุ่มเท พยายามค้นคว้า รวบรวม เพื่อนำเสนอการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ ส.ส. จะเป็นต่างจังหวัดเยอะ รัฐบาลจะได้ฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ถ้าท่านตั้งใจฟังให้ดีเพราะว่า เรามาช่วยกันให้ข้อมูลกับทางรัฐบาล หน้าที่ผู้แทนก็คือสะท้อนปัญหา แต่วันนี้การใช้ งบประมาณที่จะเกิดข้างหน้านี้ก็ยังไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะราคาสินค้าหลัก ๆ วันนี้ยังพูดถึง เรื่องข้าว อ้อย มันสำปะหลัง มะพร้าว สับปะรดและพืชอื่น ๆ อยู่เลย แสดงว่าสิ่งที่ผ่าน ที่พูดเป็นทฤษฎีได้เวลาปฏิบัติจริงมันไม่ได้ ผู้แทนจะรู้ปัญหาดีก็นำเสนอปัญหาให้ท่าน ๔ เดือนที่กรรมาธิการวิสามัญทำงานมาด้วยความยากลำบากก็ได้สมุดเล่มหนา ๆ มา ๑ เล่ม เพื่อที่จะได้ให้แล้วก็มารับแจ้ง รับฟังปัญหาจากในสภาแห่งนี้ซึ่งประกอบไปด้วย เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็เป็นห่วงว่าหลังจากที่ได้รับรายงานฉบับนี้ไปแล้ว ทางรัฐบาลจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ผมสนับสนุนนะครับ เมื่อสักครู่เหตุผลท่านคุณหมอประสงค์ บูรณ์พงศ์ ได้พูดถึง วันนี้เราพูด ข้อเท็จจริงเยอะ หลักการของมันครับ ถามว่ากรรมาธิการมีหน้าที่อะไรครับ รวบรวม เสนอ แล้วก็หยุดใช่ไหมครับ และรัฐบาลมีหน้าที่อะไรครับ จะต้องแจ้งกลับมาอย่างไร ตรงนี้ล่ะครับ สุดท้ายสุดมันคือการรายงานกลับ คือรีพอร์ต (Report) ต่าง ๆ แบบฟอร์ม (Form) ต่าง ๆ ก็อยากให้ผู้เกี่ยวข้องได้ช่วยดู ไม่อยากจะให้สิ่งที่รายงานฉบับใหญ่นี้ที่เป็นประโยชน์ อย่างมากของพี่น้องเกษตรกรจะไม่มีประโยชน์ ถ้ารัฐบาลนำไปใช้และรายงานกับสภาจะเป็น ประโยชน์อย่างมากครับ ส่วนใหญ่แล้วที่ผมเห็นมันจะเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่ยังแก้ไขไม่ได้ ไม่เชื่อท่านลองดูนะครับ มากี่สมัยก็จะต้องพูดเรื่องนี้ ผมก็แปลกใจว่าในเมื่อส่วนราชการ ที่มีข้อมูลหลังท่านเจ้ากระทรวงมีข้อมูลเยอะมาก ทำไมถึงเอาปัญหาแบบนี้ไม่อยู่ ทำไม ต้องปล่อยให้เป็นปัญหาทุกปี ท่านเวียนไปเถอะครับ เดี๋ยวก็จะเมม (Mem) เรื่องโน้นเรื่องนี้ ตลอดเวลา ก็อยากให้ท่านได้จริงจังกับการแก้ปัญหาเกษตร เพราะว่าข้าราชการมีข้อมูลเยอะ เหลือเกิน ปัญหาที่พูดที่ผมได้ฟังมาจากท่านกรรมาธิการวิสามัญในชุดแก้ปัญหาราคามะพร้าว สับปะรด ผมก็ได้ยินมาเรื่องของมะพร้าว แต่สับปะรดผมไม่ได้ยิน ทั้งสับปะรดยอดส่งออก เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นอันดับ ๑ ที่ส่งออกมาก เป็นห่วงครับ ไม่เห็นมีรายงานสรุปตรงนี้เพื่อกระตุ้นให้ว่าหัวใจของมันคืออะไรในเรื่องสับปะรด ตอนนี้ราคา มันดีขึ้นเพราะผลผลิตน้อย เดี๋ยวเวลามันออกมามากราคาก็ตก มันไม่พ้นรัฐบาลล่ะครับ โน่นล่ะครับ ศาลากลางจังหวัดก็ต้องมานั่งครับ ผ่านกลไกรัฐบาลว่าพี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน จริง ๆ ในเรื่องของสับปะรดและอื่น ๆ ผมก็คิดว่ามันหลักการคล้าย ๆ กัน ปัญหาสับปะรด ที่ผมดู ๆ จากในรายงานมาก็คือเรื่องน้ำต้องเพียงพอ เคยอภิปรายอยู่ครั้งหนึ่งแล้วนะครับ เพราะว่าดูนโยบาย ดูงบประมาณจากภาครัฐที่เพิ่มแหล่งน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ก็ไม่มาก งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ว่าไปเพิ่มในงบประมาณอื่น ๆ ซึ่งผมเห็นว่าไปเพิ่มในเขื่อนเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ ประชาชนจะชอบมากกว่า ตอบได้เลยว่า จะมีน้ำใช้ ก็ฝากรัฐบาลช่วยดูนะครับ การสร้างแหล่งน้ำในเขื่อนหรือในอ่างเก็บน้ำ เรื่องของ ต้นทุนราคาปุ๋ย ราคายา รัฐบาลถ้าท่านกำหนดอะไรขึ้นมาท่านต้องช่วยรองรับมาตรการด้วย เพราะว่าต้นทุนที่ชาวบ้านต้องรับอยู่นี่เขาปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะเรื่องที่เรามีนโยบาย พูดกันถึงเรื่องการแบน (Ban) ๓ สารพิษ ต้นทุนต่างกันแน่นอนครับ รัฐบาลควรจะหาสิ่งที่ปุ๋ย ยาที่ต้นทุนถูกแล้วก็แนะนำให้ชาวบ้านใช้ หรือไม่ทันก็ต้องชดเชยอย่างไร เพราะต้นทุน มันแพงมากนะครับ
สำคัญที่สุดครับ ปัญหามันจะหมดไปเรื่องของการตลาด ผมเองอยู่ใน ภาคอุตสาหกรรม การตลาดสำคัญมาก ถ้าตลาดดี ราคาดี สิ่งที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ปัญหาน้อยมาก มีเงินจ่ายค่าแรง มีเงินซื้อปุ๋ย ซื้อยา มีเงินจ่ายทุกอย่าง แต่ถ้าราคามันตก มันสะท้อนแย่ไปหมดครับ อยากให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยดูหน่อยครับ การส่งเสริมการขาย เปิดตลาดใหม่ ๆ ให้มากที่สุด โดยเฉพาะตอนนี้เราเจอเรื่องจีเอสพี (GSP) ผมเองอยู่ใน ภาคอุตสาหกรรมลำบากมากครับถ้าเจอแบบนี้ต้นทุนจะสูงขึ้น ต้นทุนหมายถึงว่าต้นทุน ที่เราจะไปขายของเขา เราก็สู้ต่างประเทศไม่ได้ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ เราสู้ไม่ได้ ก็อยากให้ช่วยดูจริงจังหน่อยครับว่าจีเอสพี (GSP) ที่เราโดนอยู่ ช่วยเร่ง ๆ หน่อย เดี๋ยวผลกระทบจะตามเข้ามาในภาคอุตสาหกรรมมากมายนะครับ ตอนนี้ผมเห็นชาวบ้าน ก็ช่วยกัน ขายของข้างทาง เช่น สับปะรดหรือพืชผลตัวอื่นนะครับ มีการขายมากก็คือ ช่วยกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็แล้วแต่ในการที่ขาย แต่ว่ารัฐบาล ต้องมีนโยบายโครงการที่ชัดเจนจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ไปจัดรวมกันหมด จะจัดอะไรก็จัดเป็น เรื่อง ๆ ไป ไม่ใช่กิจกรรมพืชผลเกษตรแฟร์ (Fair) ก็รวมทั้งหมดนะครับ มันขาดความชัดเจน ก็เลยฝากว่ารัฐบาลควรมีความชัดเจนพืชในแต่ละตัว ๆ พูดชัด ๆ เลยครับว่าท่านจะทำอะไร ลงไปนะครับ
ผมอยากสรุปว่าอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับรายงานที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำให้มากนะครับ เพราะว่า เป็นการสะท้อนปัญหาให้ท่าน ท่านจะแก้ได้ง่ายมากนะครับ เพราะท่านรู้วิธีปฏิบัติระเบียบ ราชการ ผมอยากเห็นปัญหาเรื่องพืชผลการเกษตรของเราลดน้อยลงไป ครั้งต่อไปไม่อยาก ได้ยินข้าวมีปัญหา ไม่อยากได้ยิน อยากมีตัวอื่น ๆ บ้าง ขอความกรุณาทางรัฐบาลได้ช่วยดูแล ปัญหาและกำหนดวิธีการ และเวลาแก้ไขที่ชัดเจนให้เกษตรกรด้วยครับ ขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านพรเทพ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ที่ไปศึกษามาซึ่งทำมาเล่มใหญ่มากแล้วก็จับเฉพาะพืชที่สำคัญนี้ ผมให้ความสนใจในเรื่องของ ยางพารา เพราะเรื่องของยางพาราเรากำลังพูดถึงเกษตรกร ๑.๗ ล้านราย หรือถ้าคิดเป็นคน แต่ละครอบครัวตกอยู่ที่ประมาณ ๘ ล้านคน ใน ๘ ล้านคนนี้ ต้องยอมรับว่าที่มาของญัตติอันนี้ เนื่องจากปัญหาของยางพาราราคาตกต่ำ ในอดีตที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหาโดยลำดับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรัฐบาลซึ่งพรรคที่ผมสังกัดคือพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการ ในฐานะที่เป็นฝ่ายนโยบายนั้นก็มีลำดับของการแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ว่าในรายงานที่ คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปศึกษามานั้น เรื่องของยางพารา ซึ่งในระดับหนึ่งผมคิดว่าเราพูดถึง ตัวของระบบของการผลิตยาง เรื่องของการตลาดและการขายไว้อย่างค่อนข้างครอบคลุม แต่ผมก็ยังเห็นว่าเรายังไม่ได้ลงลึกไปถึงปัจจัยปัญหาของโครงสร้างของการผลิตยางพารา อย่างจริงจัง ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของเอกสารสิทธิของประชาชนที่ปลูกยางพารา ซึ่งถ้าตามตัวเลขแล้วคนซึ่งมีเอกสารสิทธิในที่ดินที่ปลูกยางมีอยู่ประมาณ ๑.๔ ล้านราย หรือประมาณ ๑๕ ล้านไร่ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิมีอยู่ประมาณ ๒.๙ แสนราย หรือประมาณ ๔.๘ ล้านไร่ เกือบ ๆ ๕ ล้านไร่ครับ ในส่วนนี้เป็นประเด็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาของ โครงสร้างของการผลิตยางแล้วก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งทุนในการที่จะปรับปรุงยางพารา ของตนเองได้ แต่อย่างไรก็ตามใน ๒ ส่วนของรายงานที่ผมสนใจก็คือ ๑. คณะกรรมาธิการ ได้พูดถึงเรื่องของโครงการประกันรายได้ แต่ว่าในเอกสารของกรรมาธิการเอง หน้า ๒๒๔ เราเรียกชื่อโครงการผิดไปครับ เราเรียกว่าเรื่องของการประกันราคา ความจริงเรื่องของ การประกันรายได้นี้เป็นเรื่องของนโยบายในเชิงสวัสดิการที่จะเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งราคาของยางพาราในราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ที่ผ่านมาการช่วยเหลือของรัฐไปถึงเฉพาะผู้มีเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่เที่ยวนี้รัฐบาลภายใต้ การนำของท่านนายกรัฐมนตรีและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลพร้อมทั้งเพื่อนใน ครม. ทั้งหมดได้มีการประกันราคา ประกันรายได้ ครอบคลุมไปถึงเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิด้วย ผมถือว่าอันนี้เป็นครั้งแรก เป็นครั้ง ประวัติศาสตร์ แต่หลายคนมองเรื่องนี้ว่าจะมีปัญหาต่อไปในอนาคตหรือไม่ เพราะมองว่า เกษตรกรที่มาจากสวนยางพาราที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้นไปรุกป่าหรือเปล่า แต่ความเป็นจริง ถ้ากรรมาธิการศึกษาลึกลงไปจะพบว่าการไม่มีเอกสารสิทธินั้นมันมาจากหลายสาเหตุครับ อุทยานทับที่ ประกาศป่าทับที่ชาวบ้านอย่างที่เคยเกิดขึ้นในหลายที่ในประเทศไทย หลายที่ รอการประกาศ ส.ป.ก. ลงหลักปักหมุดแล้ว แต่ ส.ป.ก. ไม่มีงบพอที่จะไปรังวัดแบ่งแปลง ให้เขา รอเป็น ๑๐ ปีเขาไม่มีเอกสารสิทธิ คนเหล่านี้ถูกตัดออกจากวงจรการช่วยเหลือ ของรัฐบาลมาโดยตลอดครับ นโยบายประกันรายได้ครั้งนี้ที่ทำขึ้นมาจึงไปช่วยเหลือเกษตรกร เหล่านี้ให้ลืมตาอ้าปากได้ นี่เป็นเรื่องที่เราในฐานะที่เป็นสมาชิกควรจะให้การสนับสนุนแล้วก็ ช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนโยบายประกันรายได้มีปัญหาซึ่งกรรมาธิการเขียนเอาไว้ ก็คือกรณีสวนรายใหญ่แล้วมีการแบ่งแปลงเช่าซึ่งเป็นลักษณะการทุจริต อันนี้เป็นประเด็น ที่การยางแห่งประเทศไทยจะต้องไปจัดการนะครับ
แต่มีอีกปัญหาหนึ่งซึ่งนโยบายประกันรายได้นี้ไปถึง คือการช่วยเหลือนั้น สวนยางจะมีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่เป็นคนรับจ้างกรีดยาง ภาษาใต้ เรียกว่า คนกรีดยางหวะ คนจำนวนนี้มีกว่า ๓ ล้านคน อดีตที่ผ่านมานั้นการช่วยเหลือไปไม่ถึงลูกจ้างเหล่านี้ แต่เที่ยวนี้ประกันรายได้ไปถึงครับ แยกบัญชีจ่าย เจ้าของสวนยางบัญชีหนึ่ง ลูกจ้างกรีดยาง อีกบัญชีหนึ่ง แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นขณะนี้คือ กยท. ไม่อัปเดต (Update) ข้อมูล ผมพบกับ ท่านผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยเมื่อวานนี้ผมก็แจ้งท่านบอกว่าต้องอัปเดต (Update) ข้อมูลนะครับ เพราะรายชื่อของลูกจ้างกรีดยางนั้นเป็นคนเก่าอยู่เขาได้เงิน เขาไม่ให้รายใหม่ จำเป็นจะต้องมีการปรับระบบนี้ขึ้นมา แต่ระยะยาวครับประกันรายได้มันช่วยได้แค่ชั่วคราว ที่เป็นสวัสดิการเท่านั้น แต่เรื่องใหญ่สุดคือการปรับเรื่องของโครงสร้างราคาของยางพารา ทั้งระบบ ท่านลืมไปเรื่องหนึ่งครับ ในนี้แตะไว้น้อยมากก็คือสถาบันเกษตรกรหมายถึง กลุ่มสถาบันเกษตรกรที่รวมตัว เช่น สหกรณ์โรงรมยางขนาดเล็ก ซึ่งเป็นนโยบายในสมัย ที่ท่านประธานรัฐสภาขณะนี้เป็นนายกรัฐมนตรี มีคุณบุญชู โรจนสเถียร ในขณะนั้น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนี้มีจำนวนอยู่ ๓๐๐ กว่าราย แต่ถ้ารวมสถาบัน เกษตรกรทั้งหมดใน ๑,๐๐๐ กว่ารายนี้จะมีสมาชิกอยู่ถึง ๓๗๐,๐๐๐ กว่าราย การเข้าไป ช่วยเหลือของรัฐต่อเรื่องสถาบันเกษตรกรเหล่านี้ขณะนี้ถือว่าน้อยมากนะครับ ส่วนนี้ที่จะ ทำให้โครงสร้างราคาซึ่งเดิมอยู่ในมือของนายทุนรายใหญ่นั้นจะตกอยู่ในมือของเกษตรกร ตัวจริงแต่การช่วยเหลือของรัฐเข้าไปไม่ถึง ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ศึกษาไว้รวมถึง ข้อสังเกตไม่ได้เขียนเรื่องนี้อย่างชัดเจนนัก อันนี้ละครับคือการปรับโครงสร้างเรื่องของ ผลผลิตและราคายางพาราอย่างแท้จริง ถ้าเราศึกษาในส่วนนี้มีโครงการหลายตัวที่เข้าไปถึง ขณะนี้สถาบันเกษตรกรที่เป็นโรงรมยางขนาดเล็กก็ดีที่รวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์ก็ดี กำลังจะล้มครับ เพราะการผันผวนของราคาพวกเขาเป็นชาวบ้านมารวมตัวกันทำงาน ไม่มีปัจจัยเรื่องทุนเข้าไปสนับสนุนเพียงพอขาดทุนมากครับ หลายที่พยายามจะเปลี่ยนวิธีการ ไปทำโรงงานจะผลิตแปรรูปขั้นต้น แต่การส่งเสริมของรัฐก็ไปเป็นในลักษณะที่ฉาบฉวยมาก ความจริงถ้ากรรมาธิการศึกษาลึกเรื่องนี้เราเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตได้ แต่เรื่องเดียว ที่ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการมากที่สุด ก็คือบอกว่าเกษตรกรต้องเปลี่ยนทัศนคติ จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นเรื่องผสมผสานอันนี้ถูกต้อง และควรที่จะศึกษาเรื่องนี้ ในลักษณะที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งเป็นประเด็นเสนอในทางนโยบาย เสียดายนะครับ ๒-๓ เรื่องนี้ความจริงค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มาก แต่เราแตะไม่ลึกนัก แต่โดยรวมผมก็ขอบคุณกรรมาธิการนะครับ ที่เราได้พูดถึงเรื่องยางพาราค่อนข้างจะครบถ้วน พอสมควร เพราะฉะนั้นประเด็นที่ฝากไปถึงรัฐบาลก็คงจะเป็นประเด็นที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสาทิตย์ครับ ท่านประธานกรรมาธิการ มีอะไรจะสรุปเลยนะครับ สั้น ๆ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณนะครับเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณา ให้ความคิดเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะหลายประการ
คำถามแรกโดยท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เรื่องเกี่ยวกับการเดินทางจากจังหวัดนครพนม ไปประเทศจีนนั้น ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดินทางไป ผมก็ได้มีโอกาสพบท่านชวลิตที่จังหวัดนครพนม ซึ่งท่านก็ฝากไปดูเรื่องถนนว่าถนนสายอาร์ ๑๒ (R 12) ที่ผ่านประเทศลาวเข้าสู่ประเทศเวียดนาม มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง เพราะมีผู้ที่ร้องเรียนมาว่าถนนอยู่ในสภาพที่ไม่ดี ก่อนไปเราเข้าใจว่า ถนนคงจะลำบากมาก แต่ก็ปรากฏว่าพอเราเดินทางไปจริง ๆ ถนนดีครับ เป็นเรื่องแปลกมาก คือผิดความคาดหมาย พอไปจริง ๆ แล้วถนนเรียบร้อย แล้วก็เป็นแอสฟัลติก (Asphaltic) ที่ผิวจราจรน่าจะ ๘ เมตรก็วิ่งได้สะดวกครับ ไปจนใกล้กับชายแดนที่จะเข้าด่านจอหลอ ของประเทศเวียดนาม ช่วงนั้นประมาณสัก ๑๐-๑๒ กิโลเมตร จะมีลักษณะขึ้นเขาชันมาก ขึ้นไปประมาณสัก ๑,๐๐๐ กว่าเมตร ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีดินถล่มกลบถนนบางช่วง รถบรรทุก ผลไม้ไทยที่จะเข้าสู่ประเทศจีนโดยผ่านประเทศลาวเข้าประเทศเวียดนามจะไปติดตรงนั้น บางครั้งก็หลายวัน แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลลาวได้แก้ไขปัญหาเยอะครับ เช่นการทำแบงก์ โพรเทกชัน (Bank protection) ริมไหล่ของภูเขาก็เริ่มทำได้เยอะครับ แล้วก็ได้แก้ไขปัญหา มีรถในการดูแลเวลาดินถล่มก็จะมีการดูแลอย่างฉับพลัน เพราะฉะนั้นถือได้ว่าทางรัฐบาลลาว ก็ดูแลถนนสายนี้เป็นอย่างดี ต้องฝากไปยังรัฐบาลไทยถ้าเป็นไปได้เวลามีโอกาสพูดคุยกับ ทางรัฐบาลลาวเนื่องจากถนนสายนี้เป็นประโยชน์ต่อการส่งผลไม้ประเทศไทยมาก ผมว่า ยอดส่งผลไม้ประเทศไทยที่ท่านชวลิตได้กล่าวว่าลดลง ผมว่ามันเพิ่มขึ้นนะครับ ผมว่ายังคง เพิ่มขึ้นหรืออยู่ในลักษณะที่เพิ่มขึ้นจะมากจะน้อยไม่ทราบ แต่ได้รับทราบจากหลาย ๆ อย่าง จากที่เราได้ไป เมื่อสักครู่นี้ท่านอันวาร์ สาและ ได้พูดถึงว่าผลไม้ไทยเป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียง สมควรที่จะต้องโฆษณาตามสี่แยกตามอะไรต่าง ๆ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องหนึ่งก็คือเวลาเราเข้า จากประเทศเวียดนามเข้าสู่ประเทศจีนไปสู่เมืองหนานหนิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของกว่างซีจ้วง มณฑลกว่างซีจ้วง เมืองหนานหนิงซึ่งเป็นเมืองหลวง ๒ ข้างถนนประดับประดาด้วยทุเรียนไทย และมังคุดไทยซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากครับ เขามีความชื่นชมผลไม้ไทยเสียขนาดนั้นเลยครับ คนจีนเอาทุเรียนไทยเรียง ๒ ข้างเลยครับ คืออยู่ที่เสาไฟฟ้า ๒ ข้างถนน ประดับประดา เป็นทุเรียนไทย ท่านเชื่อไหมเขาเรียกตัวจังหวัดของเขาเอง เมืองของเขาเอง เมืองหนานหนิง คือเมืองหลวงแห่งผลไม้ไทย เขาชื่นชมผลไม้ไทยขนาดนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย กับคุณอันวาร์ สาและ ว่าไม่ว่าจังหวัดจันทบุรีก็ดี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของผลไม้ไทยจริง ๆ แล้วก็อีกหลาย ๆ จังหวัดทางภาคใต้ หรือแม้แต่ ในกรุงเทพมหานครก็สมควรจะต้องประดับประดาสิ่งเหล่านี้ เพราะมันเป็นที่ชื่นชอบของ ผู้คนทั่วโลกนะ ผมว่าไม่ใช่เฉพาะประเทศจีน ทุกคนชื่นชมผลไม้ไทย ผมอยากจะเห็นว่า กทม. ก็ดี และจังหวัดต่าง ๆ ได้พยายามที่จะรณรงค์ว่าถ้าไปจังหวัดนี้ในเดือนนี้เดือนนั้น และเราไปกินผลไม้ไทยกันที่นั่น ผลไม้ทุเรียนก็ดี มังคุดก็ดี ลำไยก็ดี ภาคเหนือก็จะเป็นลำไย จังหวัดลำพูนและจังหวัดเชียงใหม่ก็ถือเป็นเมืองหลวงของลำไยนะครับ ก็อยากจะฝาก ท่านด้วยว่าช่วยรณรงค์ด้วย
สำหรับในเรื่องใบยาสูบเดี๋ยวทางท่านรองประธานกรรมาธิการซึ่งได้ดูแล เรื่องใบยาสูบ ผมอยากจะเรียนว่าใน ๑๑ ญัตตินั้นไม่ได้มีญัตติของใบยาสูบเข้ามาด้วยนะครับ แต่ว่าเราก็รับเรื่องร้องเรียนไว้ แต่เนื่องจากเวลาจำกัดเหลือเกินนะครับ ที่ท่านเห็นว่า เราใช้เวลาถึง ๔ เดือนในการพิจารณาแค่พืชทั้งหมด ๘ ตัวที่เราดูเป็นหลัก ทางกรรมาธิการ เขาทำงานกันอย่างหนักมาก การเดินทางของคณะกรรมาธิการไปเมืองจีน ไปเมืองกวางโจว ไปตลาดเจียงหนาน ไปดูตลาดผลไม้ไทยเพื่อซึมซับความรู้สึกของคนจีน เราควักกระเป๋ากันเอง ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว ก็ขอเรียนเพื่อทราบครับ เดี๋ยวกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ ก็จะได้ตอบที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ เชิญท่านอนุกรรมาธิการกรุณาไม่ยาวอย่างเมื่อวานนะครับ กรุณาสั้น ๆ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องมะพร้าว และสับปะรด ผมขอตอบคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อวานท่านจอมขวัญได้ถามว่า เหตุใดจึงไม่พูดถึงเรื่องมะพร้าวน้ำหอม เพราะว่าการศึกษาพิจารณาครั้งนี้มะพร้าวมีอยู่ ๒ ชนิด คือมะพร้าวผลแก่ มะพร้าวผลแก่เอามาทำกะทิสำเร็จรูป เอามาทำมะพร้าวขูด เพื่อบริโภค และเอามาทำน้ำมันมะพร้าว ส่วนมะพร้าวน้ำหอมหรือมะพร้าวอ่อนซึ่งพื้นที่ ส่วนใหญ่จะปลูกที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นมะพร้าวพันธุ์เตี้ย และ ๒ ปีเศษ ๆ หรือ ๓ ปีสามารถมีผลผลิตได้และราคาไม่ได้ตกต่ำ ผมได้ลงพื้นที่เพื่อไปประชุมเกี่ยวกับปัญหาเรื่องมะพร้าวที่จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วก็ได้ เข้าไปดูพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ซึ่งตอนนั้นขายได้ผลละประมาณ ๑๒ บาท ทะลายหนึ่งมีประมาณ ๑๐ กว่าผล และ ๒๐ วันเก็บได้ ๑ ครั้ง ๑ ปีเก็บได้ ๑๒-๑๕ ครั้ง เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผลละ ๑๒ บาท ผู้เก็บเกี่ยวไปเก็บเกี่ยวดำเนินการเอง ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นราคาสินค้าผลผลิตของมะพร้าวน้ำหอมหรือมะพร้าวอ่อนจึงไม่มีปัญหา ในการศึกษามากมายเท่าไรนัก
ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่ท่านรังสิมาได้ถามผมว่าทำไมไม่ทำ บาย โพรดักต์ (By product) ของมะพร้าว โดยเฉพาะเมื่อวานท่านบอกว่าน้ำมะพร้าวนำมาทำเป็นวุ้นมะพร้าว มะพร้าว ๑ ผล คือมะพร้าวแก่สามารถที่จะทำได้หลาย ๆ อย่าง ๑. ได้เนื้อมะพร้าว ๒. ได้น้ำมะพร้าว โดยเฉพาะน้ำมะพร้าวเป็นที่นิยมชมชอบของลูกค้าต่างประเทศ เพราะมีการส่งออกเยอะ ๓. กะลามะพร้าว กะลามะพร้าวก็เอามาทำถ่านคาร์บอน และเปลือกมะพร้าว ซึ่งมาทำ ใยมะพร้าวสามารถเอาไปทำหมอนหรือที่นอนได้ เพราะฉะนั้นส่วนต่าง ๆ ของมะพร้าวทุกชิ้น ทุกอย่าง สามารถใช้เป็นประโยชน์ได้หมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหาเรื่องราคามะพร้าว ที่เราได้ดำเนินการแก้ปัญหาอยู่ หลักเกณฑ์และปัญหาใหญ่ ๆ คือการป้องกันการลักลอบ นำมะพร้าวเถื่อนให้เข้มงวดกวดขันมากที่สุด ๒. มะพร้าวที่นำเข้าถูกต้องเราต้องเข้มงวดกวดขัน และที่ท่านสมาชิกถามว่าเมื่อเรามาประชุมมาสร้างกฎเกณฑ์กติกาแล้ว และจะเกิดปัญหา กลับไปวังวนเดิมอีกหรือไม่ ผมกราบเรียนว่าประชุมทั้ง ๗-๘ หน่วย ผมก็พยายามบอก ข้าราชการว่าความสำเร็จครั้งนี้หรือผลแก้ปัญหามะพร้าวที่สำเร็จครั้งนี้ เพราะด้วยความร่วมมือ ของข้าราชการทุกท่าน ผมบอกว่าผมให้เกียรติท่าน ท่านต้องให้เกียรติสภาด้วย เพราะฉะนั้น ผมฝากข้าราชการไปทุกหน่วยว่าเมื่อเราสรุปผลออกมาอย่างนี้ ขอให้ท่านช่วยปฏิบัติเข้มงวด ให้ได้ประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลด้วย ผมขอกราบเรียนสั้น ๆ ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการวิชิตครับ เชิญสั้น ๆ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องมะพร้าว และสับปะรด กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อวานท่านประธานอนุกรรมาธิการของผม นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านพูดเรื่องมะพร้าวเป็นหลัก แต่ก็มีพี่น้องเกษตรกรหลายท่านได้โทรศัพท์มาถามผมว่า เอ๊ะ แล้วสับปะรดไม่พูดหรืออย่างไร เพราะว่าหนังสือที่ศึกษาไปนั้นอยู่แต่ในมือของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ พี่น้องเกษตรกร ท่านยังไม่ได้รับ ยังไม่ได้ทราบ ท่านก็อยากจะฟังพวกเราอภิปรายหรือชี้แจงว่าราคาสับปะรด ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมาราคาสับปะรดตกลงมากครับ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ เหลือแค่กิโลกรัมละ ๒ บาทเศษ ๆ วันนี้กิโลกรัมละ ๗ บาทเศษ ๆ พอจะคุ้มทุนพี่น้องเกษตรกรชาวไร่สับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะอย่างสหกรณ์ ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอดถามผมว่าราคาจะตกอีกไหม การศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ยืนยันได้ไหมว่าราคาจะไม่ตกอีก ผมก็ตอบไปว่าอย่าไปหวังว่าราคาจะตกหรือไม่ วันนี้ผมหวัง อย่างเดียวครับ ราคายืนอยู่ที่กิโลกรัมละ ๗ บาทกว่าของราคาสับปะรดพี่น้องเกษตรกรอยู่ได้ แต่ถ้าหากว่าผลการศึกษานี้ถึงมือรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วท่านนำเอา ผลการศึกษานี้ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการชุดนี้ไปพิจารณา ผมเชื่อว่าราคาสับปะรด พี่น้องเกษตรกรชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และทั่วประเทศคงจะไม่เดือดร้อนเหมือนปีที่ผ่านมา กราบเรียนท่านประธานครับ หัวใจของสับปะรดอยู่ที่ไหน หัวใจของสับปะรดอยู่ที่การส่งออก สับปะรด ๒ ล้านตัน ตัวเลขกลม ๆ ที่ผ่านมาที่มีผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๒ ล้านตันส่งออกไปต่างประเทศโดยผ่านโรงงานอุตสาหกรรม อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้บริโภคในประเทศ เพราะฉะนั้นราคาสับปะรดพี่น้องเกษตรกรจะขายได้ราคาหรือไม่ อยู่ที่หัวใจตรงนี้ครับ แต่รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ราคาสับปะรดขึ้นราคาได้อย่างยั่งยืนก็อยู่ตรง หัวใจนี่ละครับ ท่านจะมีกลไกใดที่จะผลักดันให้เกิดการค้าขาย เกิดการขายสินค้า ราคาสับปะรด เกิดการขายสับปะรดกระป๋อง อย่างไรให้ตลาดโลกสามารถที่จะซื้อได้มากขึ้น ส่งอานิสงส์ให้พี่น้องเกษตรกรเพราะราคาสับปะรดของพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกผูกพันอยู่กับ ราคาต่างประเทศของราคาผลไม้กระป๋อง เพราะฉะนั้นผมวิงวอนรัฐบาลดูรายละเอียด ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้อย่างละเอียด แล้วท่านผลักดันหน่วยงานให้ช่วยกันครับ ช่วยกันหาตลาดใหม่ ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร ปัจจุบันนี้ตลาดลูกค้ารายใหญ่ของสับปะรด กระป๋องอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่ยุโรปบางประเทศ
ท่านวิชิตกรุณาสรุปนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าหัวใจของสับปะรดอยู่ตรงนั้นครับ
อีกประการหนึ่งครับ เรื่องของมะพร้าวที่ท่านประธานประมวลได้พูดถึง ผมกราบเรียนสั้น ๆ ท่านประธานว่าปัญหาเกิดจากอะไรราคาถึงตกต่ำขนาดนี้ ถูกแล้วครับ หัวใจอยู่ที่ทางรัฐบาลนี้อนุญาตให้นำเข้า และนำเข้าก็แฝงมาด้วยการลักลอบนำเข้าด้วย พอลักลอบนำเข้ากลไกตลาดก็บิดเบือน เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรปลูกมะพร้าวก็ส่งขายให้กับ พ่อค้าคนกลาง พ่อค้าคนกลางก็ส่งขายให้ล้ง ล้งกะเทาะเปลือกเอาเนื้อมะพร้าวไปส่งให้ โรงงาน พอโรงงานสั่งให้นำเข้ามีผลไม้ มีมะพร้าวนำเข้าไปกะเทาะก็ไม่ได้เพราะโรงงานเต็ม พอโรงงานเต็มก็บีบราคาของพี่น้องเกษตรกร อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าท่านประมวล ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการท่านได้ชี้แจงไปนั้นถูกต้องแล้วครับ สิ่งที่ผมคิดว่าต้องช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งสับปะรดและมะพร้าวนั้น รัฐบาลควรจะต้องดู และช่วยเหลือโรงงานผลิตทั้งโรงงานมะพร้าวและโรงงานสับปะรด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริม ให้ใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมให้ใช้อุปกรณ์ที่ราคาถูก แล้วก็ที่สำคัญส่งเสริมพี่น้องเกษตรกร ลดราคาปุ๋ย แล้วที่สำคัญอย่างที่ ส.ส. พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านได้พูดถึงเรื่องแหล่งน้ำ และ ส.ส. อีกหลายท่านพูดถึงเรื่องแหล่งน้ำ ผมกราบเรียนสำคัญ จริง ๆ ครับ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์แหล่งน้ำ ผมว่าทางผู้บริหารจังหวัดไม่ว่าจะเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดท่านให้ความสนใจครับ ท่านเป็นคนดี ท่านขยันแต่ยังขยันไม่พอที่จะไปดูเรื่องแหล่งน้ำให้พี่น้องเกษตรกร วันนี้ก็ขอเรียกร้อง ขอเรียนยืนยันว่าผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสับปะรด เรื่องมะพร้าว ถ้ารัฐบาลนี้ได้รับแล้วดูแลอย่างดี ผมเชื่อว่าราคาสับปะรดและราคามะพร้าว จะคงยั่งยืนให้พี่น้องเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปท่านกรรมาธิการ ประกอบ เชิญครับ ขอความกรุณาสรุปนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประกอบ รัตนพันธ์ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตตอบคำถามของเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ ท่านสมาชิกอย่างน้อย ๓ ท่านด้วยกันได้กรุณาให้ข้อสังเกตในรายงานของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องยางกับปาล์ม ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ให้ข้อคิดเห็นอย่างดี ท่านเทพไทท่านกังวลว่าถ้าเกิดเราใช้วิธีการประกัน รายได้ยางพาราก็เป็นมาตรการชั่วคราว ก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ อย่างยั่งยืน ท่านเสนอแนะในเรื่องของการฉุดราคายางให้เกินต้นทุนการผลิต ก็กราบเรียน ท่านเทพไทว่า จริง ๆ มาตรการประกันรายได้ที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้กรุณาช่วยเหลือ พี่น้องชาวสวนยางและชาวสวนปาล์ม และพี่น้องเกษตรกรที่มีพืชหลัก ๕ ชนิดนั้น เป็นมาตรการเพียงชั่วคราวเพื่อรอในการที่รัฐจะบริหารจัดการผลักดันราคาปาล์ม ยาง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ให้ได้ในระดับที่พี่น้องเกษตรกรอยู่ได้ กราบเรียนท่าน ด้วยความเคารพว่า คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอแนะเรื่องนี้ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ยางพารา สูงขึ้น ไม่ว่าเรื่องมาตรการเฉพาะหน้าที่ผมกราบเรียนไปแล้ว มาตรการเร่งด่วนที่ส่งเสริม ในการทำถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ในการทำถนนพาราแอสฟัลติกซีเมนต์ คอนกรีต แล้วก็ระยะยาวในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูปยางภายในประเทศ จุดการใช้ยาง ที่เราใช้อยู่ขณะนี้ประมาณร้อยละ ๑๔ ร้อยละ ๑๕ ให้ถึงร้อยละ ๓๐ ให้ได้ รวมทั้งส่งเสริม การแปรรูปยางในประเทศ และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศ ไม่ว่ายางล้ออะไรก็แล้วแต่ และที่สำคัญที่สุดเรื่องความยั่งยืนในเรื่องการบริหารจัดการสวนยางพารา ที่เสนอแนะ ในเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรปลูกไม้เสริมในสัดส่วนยาง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ ที่มีคุณค่า เป็นไม้ที่มีประโยชน์อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำอย่างนี้ได้เป็นการลดพื้นที่ยางไป โดยปริยาย แล้วก็ทำให้ยางพาราสูงขึ้นตามลำดับ
ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านกรุณาเสนอแนะว่าคณะกรรมาธิการ ควรที่จะเพ่งเล็งไปถึงเรื่องราคาปาล์มน้ำมัน ในเรื่องของการป้องกันการลักลอบน้ำมันปาล์ม จากต่างประเทศ การจำหน่ายน้ำมันปาล์มไปต่างประเทศ อย่างเช่นประเทศอินเดีย และเรื่องการส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตเชื้อเพลิงภายในประเทศก็กราบเรียน ท่านประเสริฐพงษ์ว่าทั้ง ๓ เรื่องคณะกรรมาธิการก็ได้ดำเนินการและอยู่ในบันทึกการประชุม เรียบร้อยแล้ว เพราะเราเห็นสอดคล้องกับความคิดเห็นของท่าน
สุดท้าย ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านกังวลในเรื่องของพี่น้องชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรภาคใต้ว่าทำอย่างไรให้ยางหรือว่า ปาล์มราคา อย่างน้อยที่สุดก็เกินต้นทุนในการผลิตให้ได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องประกันรายได้ หรือประกันราคาซึ่งเป็นภาระของรัฐบาลทุกสมัย ก็กราบเรียนท่านสาทิตย์ว่ามาตรการ ที่ท่านเสนอแนะนั้น ทั้งในเรื่องการดูแลสหกรณ์นิคมการยางที่รับซื้อน้ำยางและไปแปรรูป เบื้องต้นนั้นขณะนี้ทางรัฐบาลและทางคณะกรรมาธิการก็ได้เสนอแนะในเรื่องของการอุดหนุน เงินทุนเพื่อให้เขาได้หมุนเวียนอยู่ได้
เรื่องที่ ๒ เรื่องการแปรรูปยางพาราเบื้องต้นในลักษณะของเอสเอ็มอี (SMEs) ก็กราบเรียนท่านว่าเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้เสนอแนะรัฐบาลในการสนับสนุนเงินทุน สนับสนุนเครื่องจักรกลให้เขาสามารถที่จะแปรรูปเบื้องต้นได้
และสุดท้ายเรื่องของอุตสาหกรรมการยาง ซึ่งจริง ๆ อยู่ในพระราชบัญญัติ การยางแห่งประเทศไทยแล้วว่า คณะกรรมการต้องส่งเสริมเรื่องแปรรูปอุตสาหกรรมการยาง กราบเรียนทั้ง ๓ ท่านที่ท่านกรุณาให้ข้อสังเกตและกังวลในเรื่องนี้ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ มีกรรมาธิการเชิญครับ กรุณาสรุปนะครับ เพราะว่าในขั้นพิจารณาเมื่อวานนี้ยืดยาวมากครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องอ้อย ขอขอบคุณท่านสมาชิก หลายท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านสมาชิกท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้ให้ข้อเสนอแนะเมื่อวานนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ คณะกรรมาธิการกราบเรียนว่าเราได้เชิญพี่น้องเกษตรกรมาให้ข้อมูลและลงไปรับฟังข้อมูล เกี่ยวกับการยกเลิกสารกำจัดศัตรูพืช ๓ ชนิดดังกล่าว เกษตรกรมีความกังวลในเรื่อง ถ้ายกเลิกสารกำจัดศัตรูพืชแล้วจะมีสารตัวใดมาแทนและจะราคาค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมากหรือไม่ ก็ดีครับว่าขณะนี้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบคณะกรรมาธิการได้ปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวถึงแม้จะเป็นความกังวลของพี่น้องเกษตรกรแต่ขณะนี้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องนี้โดยตรง และขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาของศัตรูพืช ในภาพรวมแล้ว คณะกรรมาธิการจึงมีมติเห็นว่าขอตัดข้อสังเกตเรื่องอ้อยในข้อ ๗ ขอตัด ข้อสังเกตเรื่องอ้อยในข้อ ๗ ในหน้า ๓๖๒ ของเอกสารที่นำเสนอ แล้วก็ปรับเลื่อนข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ขึ้นมาแทนตามลำดับ อันนี้ก็กราบเรียนให้ท่านชวลิตและ ท่านที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนะครับ สำหรับข่าวที่น่าจะเป็นข่าวดีหรือว่าจะพอใจหรือไม่ ไม่ทราบ เมื่อวานนี้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย เมื่อวานวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน เขามีมติว่าราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้ที่พี่น้องเกษตรกรรอคอยมานานเมื่อไร จะประกาศจะเปิดหีบอ้อยอยู่แล้วยังไม่ประกาศสักที เมื่อวานนี้ตัวเลขที่ไม่เป็นทางการ ราคาอ้อยขั้นต้น ๗๒๐ บาทต่อตัน ที่ความหวานหรือที่ ๑๐ ซีซีเอส (CCS) ปีที่แล้ว ๗๐๐ บาท ปีนี้ ๗๒๐ บาทก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกัน ผมอธิบายเพิ่มเติมว่า ๗๒๐ บาทต่อตัน ที่ความหวาน ๑๐ ซีซีเอส (CCS) นั้นไม่รวมค่าความหวานที่เพิ่มขึ้น เพราะอ้อยส่วนใหญ่ อยู่ที่ ๑๒ ซีซีเอส (CCS) ๑๒.๕ ซีซีเอส (CCS) ราคาค่าความหวานต่าง ๆ นั้นจะนำมาคิดเพิ่ม โดยถือว่า ๖ เปอร์เซ็นต์ของ ๗๒๐ บาท ต่อ ๑ ซีซีเอส (CCS) ของความหวานต่อตัน คิดแล้วจะอยู่ที่ประมาณ ๔๓ บาท อันนี้เป็นสิ่งที่จะได้เพิ่มจาก ๗๒๐ บาท และเงินช่วย ค่าปัจจัยการผลิตปีที่แล้วอยู่ที่ ๗๐ บาทต่อตัน ๗๐ บาทต่อตัน ส่วนใหญ่ก็รับไปแล้ว เป็น ๒ งวด งวดแรก ๕๓ บาท งวดสอง ๑๗ บาท ปีนี้ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ประมาณ ๕๐-๑๐๐ บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นอีกจากเดิมก็ประมาณ ๕๐-๑๐๐ บาทต่อตัน เพราะท่านวีระกร คำประกอบ ของเรานี่ละครับเป็นผู้ผลักดัน และคณะกรรมาธิการของเราก็ไปคุยกับ ท่านรัฐมนตรีว่าปีที่แล้วจัดเงินช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ๖,๕๐๐ บาท ปีนี้ขอเพิ่มเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แนวโน้มดีมากก็คงเป็นเรื่องนี้ทำให้เงินช่วยเพิ่มขึ้นอาจจะ ถึง ๑๐๐ บาทต่อตัน นอกจากนี้จะมีเงินช่วย เงินเพิ่มจากค่าอ้อยสด เพราะว่าอ้อยไฟไหม้ ที่เข้าไปสู่โรงงานจะถูกหักลดราคาลงตันละ ๓๐ บาท ๓๐ บาทไม่ได้ไปไหนเอามาเพิ่มให้กับ อ้อยสดเป็นรางวัลให้กับผู้ไปส่งอ้อยสด แต่ละโรงงานอาจจะไม่เท่ากันเพราะว่ายังมีค่าที่ ถ้าโรงงานซื้อเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะถูกตัดอีกตันละ ๑๒ บาท ๑๒ บาทที่ปรับนั้นก็จะนำมา เพิ่มให้กับเกษตรกร ก็กราบเรียนว่าอันนี้คือสิ่งที่เราจะได้รับเพิ่มขึ้น ก็คิดว่าในเรื่องของ คำถามอีกอันหนึ่งตอบสั้น ๆ ว่าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอ้อยประชาชนได้ประโยชน์อะไร ผมกราบเรียนว่า พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ นั้น ถ้ามีการแก้ไขเรื่องนิยาม คือสามารถที่จะเอาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากระบบการผลิตน้ำตาลมาคิดคำนวณเป็น ผลประโยชน์ที่จะมาส่วนแบ่งระหว่างเกษตรกรกับโรงงาน พี่น้องเกษตรกรก็จะมีโอกาสได้รับ เงินส่วนแบ่งนี้เพิ่มขึ้นก็กราบเรียนว่าในส่วนนี้ยังมีรายละเอียดอีก เพราะว่าถ้ามีการแก้ไข ในเรื่องของส่วนแบ่ง ๗๐ ๓๐ ซึ่งจะต้องเป็นข้อตกลงร่วมกัน ปัญหาต่าง ๆ ไม่ง่ายครับ ก็คงเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรว่าถ้าเราแก้กฎหมายแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร กฎหมายฉบับนี้ อยู่ที่กฤษฎีกา ถ้าผ่านกฤษฎีกามาเข้าคณะรัฐมนตรีเสร็จแล้วจึงจะส่งถึงสภาก็เป็นหน้าที่ ของเราจะพิจารณาในรายละเอียดต่อไปครับ
อีกเรื่องหนึ่งการแก้ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี ๒๕๖๒ เนื้อหา ก็คือว่าไม่ให้นำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาสนับสนุนหรืออุดหนุนน้ำมันชีวภาพเอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) ถ้าเราแก้ตรงนี้ก็จะทำให้ราคาของเอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งแข่งขันอยู่ในตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงสู้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil) ได้ ผลดีก็คือถ้าสู้ได้อ้อยจะนำมาผลิตเอทานอล (Ethanol) มาก ราคาอ้อยก็จะดีขึ้น พี่น้องเกษตรกร จะได้ตรงนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการอีกกี่ท่านเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการเรื่องข้าว ก็ขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิก ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ท่านคารม พลพรกลาง ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ท่านสัญญา นิลสุพรรณ ท่านบัลลังก์ อรรณนพพร ท่านจีรเดช ศรีวิราช ท่านอิสสระ สมชัย และอีกหลายท่านที่เป็นห่วงในเรื่องข้าว ประเด็นที่ท่านเป็นห่วงนั้นมีหลายเรื่องตั้งแต่ เรื่องแหล่งน้ำ เรื่องการส่งเสริมการใช้เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เรื่องการชดเชยภัยแล้ง กับน้ำท่วม แล้วก็เรื่องเงินทุนที่จะสนับสนุน ทั้งหมดนี้กรรมาธิการก็มีความเป็นห่วงแล้วก็ ได้มีการพูดคุยเรียนเชิญจากหน่วยราชการทุกภาคส่วนมา แล้วก็ได้มีการบรรจุในข้อสังเกต ของกรรมาธิการ ในหน้าที่ ๓๕๖ และหน้าที่ ๓๕ ในเรื่องของเงินทุน เพราะว่าการที่ท่าน ส.ส. หลายท่านบอกว่าในเรื่องของโรงสีหรือสหกรณ์ไม่มีเงินทุน กรรมาธิการก็มีความเห็นว่า อยากจะให้รัฐบาลได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเป็นการให้เป็นทุนหมุนเวียนในการซื้อ ให้สหกรณ์ได้ซื้อในตลาดนำเป้าหมายเพื่อราคาได้พยุงขึ้นไม่ให้ตก เพราะฉะนั้นพ่อค้า ก็จะได้ช่วยกัน และการให้สหกรณ์นั้นก็จะส่งผลไปยังสมาชิกสหกรณ์ด้วย ส่วนค่าชดเชยนั้น กรรมาธิการก็เป็นห่วงในเรื่องของการล่าช้าในเรื่องของน้ำท่วมก็ได้นำเรียนผ่านทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าการชดเชย ๑,๑๑๓ บาทนั้นเป็นจำนวน ที่น้อยก็เหมือนกับที่กรรมาธิการทุกท่านคิด ท่านสมาชิกทุกท่านคิดว่ามันเป็นระยะเวลา ยาวนานในค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไปน่าจะเพิ่มแล้วก็จะรวดเร็วขึ้น ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ กรรมาธิการมีเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับท่านอุบลศักดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการและอีกฐานะหนึ่ง เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องข้าว ต้องกราบขอบพระคุณ ท่าน ส.ส. คารม พลพรกลาง ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส. สัญญา นิลสุพรรณ ส.ส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ที่กรุณาได้ให้คำแนะนำและเสนอแนะ ต้องกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้รับมอบหมายจากสภาแห่งนี้ให้มาทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า สิ่งที่ท่านแนะนำท้วงติงมานั้น คณะกรรมาธิการของเราน้อมรับฟังเสมอ พร้อมจะแก้ไข ตามความคิดของท่านเพราะถือสภากรรมาธิการชุดนี้นั้นไปทำหน้าที่รวบรวม เรียบเรียง แล้ว ก็กลั่นกรองเพื่อนำมาเสนอต่อสภา เมื่อเสนอต่อสภา ความเห็นของสภาเป็นประการใด ก็จะนำส่งไปยังรัฐบาล ประเด็นสำคัญสรุปสั้น ๆ ว่าท่าน ส.ส. ทั้งหลายที่ได้กรุณาเป็นห่วง ตั้งแต่เริ่มผลิต ผลิตนั้นที่ท่านเป็นห่วงว่า ๑. เรื่องพื้นที่ดิน ดินมีทั้งมีเอกสารสิทธิ มีโฉนด ไม่มีเอกสาร ใช้เอกสารบางส่วนที่มาประกอบการนั้นว่าจะทำอย่างไร ส่วนปัญหา เรื่องขาดแคลนน้ำ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร คือท่านชวน หลีกภัย ท่านไม่ต้องห่วงท่านได้รับปากกับพวกเราแล้วว่าโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ป่าสัก โครงการที่ ๒ คือโครงการผันน้ำกก อิง น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก แม่กลอง ท่าจีน ท่านจะได้บรรจุในโอกาสต่อไปอย่างเร่งด่วน เพราะฉะนั้นการที่ท่านทั้งหลายห่วงว่ามีดินไม่มีน้ำ ปรากฏปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรทำนาที่ปัจจุบันนี้ข้าวแห้งตาย ไม่น้อยกว่า ๒ ครั้งเป็นครั้งที่ ๓ หนี้สินล้นพ้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเป็นห่วงว่าการกู้เงิน กับ ธ.ก.ส. ดอกเบี้ยมันแพงนั้น ผมต้องเรียนว่าวันนี้เรามีกองทุนหลายกองทุน เขาเรียก กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เงินนี้มาจากไหนครับ เงินมาจากขายข้าวออกไปต่างประเทศ เขาเรียกว่า ค่าพรีเมียม (Premium) สมัยก่อน และมาตั้งกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เราก็มีเงินจำนวนพอสมควรที่อุดหนุนปลอดดอกเบี้ยเพื่อไปให้องค์กรเกษตรกร ไม่ว่าสหกรณ์ ไม่ว่ากลุ่มเกษตรกรหรือองค์กรที่รัฐดูแลนั้นเอาไปดำเนินการช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหา ก็ดำเนินการมาโดยตลอด ส่วนสหกรณ์นั้นมีเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์อีกจำนวนมาก หลายพันล้านบาท ก็จะแบ่งเกรด (Grade) ไปว่าถ้าหากว่าเกรด ๑ (Grade 1) เกรด ๒ (Grade 2) เกรด ๓ (Grade 3) ก็จะมีดอกเบี้ย ๑ บาท ๒ บาท ๓ บาท ขึ้นอยู่กับสหกรณ์นั้น ๆ ก็สามารถจะนำไปแก้ไขปัญหาพืชผลทางเกษตรได้ คณะกรรมาธิการชุดนี้เราได้ศึกษา โครงการตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่ารวบรวมข้าวเปลือก จำนำข้าวเปลือกหรือประกันข้าวเปลือกนั้น ผมต้องเรียนว่าเราได้สรุปข้อมูลต่าง ๆ ข้อดี ข้อเสีย ส่งไว้ให้ท่านได้ดูเรียบร้อยแล้วว่า ปัญหาเกิดขึ้นอย่างไร เราคงไม่เอามาอภิปรายในที่นี้ เราก็จะหาวิธีการใหม่ ทำอย่างไร ที่พี่น้องเกษตรกรชาวนานั้นจะปลูกข้าวคุ้มต้นทุน ท่านทราบไหมว่าวันนี้พี่น้องทำนาส่วนใหญ่ เช่านาเขาทำ มีทั้งเช่านาเขาทำ ส่วนใหญ่ ๖๐–๗๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่ทำกินที่มีเอกสารสิทธิ นั้นได้ถูกไปจำนอง จำนำ ขาดไปเกือบหมดแล้ว เพราะว่าเป็นหนี้สินจากการทำนา แต่อย่างไรก็ ตามผมคิดว่าปัญหาตัวนี้เรามีวิธีการแนวทางแก้ไขต่อไปว่าทำอย่างไรที่รัฐบาลไม่ต้องมาทุ่มเท เอาเงินภาษีของพี่น้องประชาชนมาเพื่อที่จะไปแจกจ่ายหรือเรียกประชานิยม คณะกรรมการเรา ก็ได้สรุปแล้วว่าเราจะเพิ่มมูลค่าของข้าว เราจะรวมตัวเป็นองค์กร
ท่านอุบลศักดิ์สรุปหน่อย นะครับ
จะสรุปให้เห็นว่าเมื่อวานนี้ มีสมาชิกได้อภิปรายเรื่องปัญหาเรื่องทุนไม่มี ดอกเบี้ยก็สูง ที่ถูกยึดเราก็แนะนำว่าวันนี้ เรามีกองทุนหลายกองทุน ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายหรือเกษตรกรที่ยังไม่เข้าถึงเราก็จะ ประชาสัมพันธ์ไปทุกจังหวัดอยู่แล้วครับ เพราะเรามีกลุ่มเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ มีสหกรณ์ อยู่ทั่วประเทศ เขาก็พอจะทราบดีอยู่แล้วยกเว้นเกษตรกรที่ไม่สังกัดก็ต้องไปหาแหล่งทุน ตามส่วนท้องถิ่นบ้างหรือสถาบันการเงินบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ให้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เราจะแปรรูป วิธีการเราจะแปรรูปบูรณาการพืชผลทางการเกษตรข้าว เราจะแปรให้เป็น สหกรณ์ที่มีความพร้อม มียุ้ง มีฉาง มีลาน มีตาชั่ง สามารถจะเพิ่มมูลค่าว่าสหกรณ์ใด ที่มีความสนใจจะแปรรูปเป็นอย่างไร เราก็จะสนับสนุนตรงนั้นไปนะครับ ทุกอย่างเมื่อวาน ได้กราบเรียนแล้วอยู่ในเอกสารชี้แจงจากรายงานการประชุมว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น ข้าวนั้นสามารถแปรรูปได้ตั้งระดับขั้นต่ำ แล้วเมื่อวานได้ชี้แจงแล้วว่าเราจะทำอย่างไร ข้าวเกวียนหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาทนะครับ เมื่อวานอธิบายไปเรียบร้อยแล้วว่าทำได้ ไม่ต้องมาประกันหรือไม่ต้องมาจำนำ เพราะจากประสบการณ์ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ เป็นต้นมานั้น ผมรับผิดชอบกรรมการนโยบายข้าวและกรรมการ คจก. การช่วยเหลือเกษตรกรจึงเข้าใจตรงนี้ เอาบทเรียนทั้งหมดมากองมารวมว่าในอนาคตนี้เราจะพึ่งตัวเองได้อย่างไร ก็กราบเรียน ไปเบื้องต้น ปัญหาเรื่องจำนำยุ้งฉางนั้น ยุ้งฉางจะมีอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง จะไม่มีนะครับ เราก็มีโครงการสมัยก่อนเรามีการจำนำยุ้งฉาง มีช่องว่างช่องโหว่ทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้เราเห็นด้วยว่าในอนาคตข้างหน้านั้นผมกราบเรียนนิดหนึ่ง เครื่องมือ การเกษตรก็แพง วันนี้ทางรัฐบาลก็ห้ามเอาเครื่องจักรกลชั้น ๒ เข้ามา แต่ขณะเดียวกันนั้น ราคาต้องไปซื้อราคาของใหม่มันแพงมากเกษตรกรไม่มีกำลังจะซื้อ ผมกราบเรียนนิดหนึ่งว่า หลาย ๆ ประเทศนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นชาวนาทั้งจังหวัดนั้นเขาไม่มีรถไถ รถเกี่ยว รถนวดเลย เขาไม่มีเครื่องมือการเกษตร รัฐ หน่วยงานตรงนั้นรับผิดชอบ เขาก็จะ มีองค์กรของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาจะเวียนกันไปเป็นเดือน ๆ ไถบ้างแล้วก็หว่านไปเรื่อย ๆ ข้าวของเขาจึงออกทุกเดือนทุกฤดูกาล แต่ของเรานั้นไม่ได้ทำพื้นที่หรือแบ่งพื้นที่เพาะปลูก หรือไม่ได้ทำโซนนิง (Zoning) ถ้าหากทำอย่างที่เราได้แนะนำไปแล้วนั้นพี่น้องเกษตรกร ก็จะเข้าออกทุกเดือน อำนาจการขายอยู่กับผู้ผลิต แต่ที่ผ่านมาเราทำพร้อมกันทีเดียว อำนาจการซื้ออยู่ที่ผู้ซื้อ เพราะฉะนั้นวันนี้การแปรรูปนั้นผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า เราจะพยายามผลักดันโครงการนี้และเมื่อวานนี้ผมก็ได้นำกราบเรียนไปแล้วว่าวันนี้ หลายหน่วยงานครับ ทางมหาวิทยาลัย หลายมหาวิทยาลัยก็มีการวิจัย วิเคราะห์ว่าแปรรูป อย่างไร เกือบทุกมหาวิทยาลัยเขาได้มาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการแล้ว ที่ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าแปรรูปชั้น ๑ ข้าวจะได้ไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าเราแปรรูปชั้นสูง เช่น เอาไป ทำสาโท สาเกต่าง ๆ นั้นก็สามารถจะจำหน่ายได้ไม่น้อยกว่า ๑๖๐,๐๐๐ บาท ที่ผมกราบเรียน เมื่อวานนี้และมีตัวอย่างให้เห็นแล้วที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เราก็พาคณะกรรมการ หลายคณะไปศึกษาดูข้อเท็จจริงว่าจริงหรือไม่ อันนี้ได้ประจักษ์ต่อทั้งสมาชิกของเรา และทั้งสื่อมวลชนที่นำไปศึกษาดูงานตรงนั้น เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า วิธีการแก้ที่ท่านถามว่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาลมีความตั้งใจอยากจะช่วยชาวนา โครงการ ทุกโครงการดี แต่คนปฏิบัติก็หาช่องว่างช่องโหว่เพื่อฉกฉวยช่วงชิงโอกาส ตรงนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าวิธีการของเรานั้นถ้าแปรสภาพเพิ่มมูลค่า อย่างในเอกสารที่นำเรียนไปแล้วนั้น ผมมั่นใจว่าในอนาคตข้างหน้านั้นถ้าเราสามารถ ตั้งกระทรวงการข้าวได้ ผมเรียนเลยว่าชาวนาจะเป็นคนกำหนดราคาผลผลิตของตัวเองขึ้นมา ที่ผ่านมายอมรับกันว่าผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าทุกตัว แต่มีอาชีพเกษตรกรหรือชาวนา เท่านั้นผลิตได้แล้วต้องไปถามเถ้าแก่จะให้เท่าไร แต่ถ้าหากว่าท่านเชื่อมั่นว่าโครงการ ที่คณะกรรมาธิการไปศึกษาแล้ว หาแนวทางออกแล้ว เมื่อนั่นเรามีตลาดซื้อขายล่วงหน้า อยู่แล้วถ้าไปดูในระบบ เพราะฉะนั้นถึงเวลาจุดนั้นชาวนาจะเป็นผู้กำหนดราคาข้าวของตัวเอง ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านกรรมาธิการมีใครยัง ไม่ได้พูดไหมครับ พิธา เชิญนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ผมคงไม่ขอรบกวนเวลาของสภาแห่งนี้มากในการที่จะอภิปรายเสริมที่ท่านประธานอุบลศักดิ์ ได้พูดไป แล้วก็ใช้โอกาสชี้แจงกับเพื่อนสมาชิก ถ้าจะสรุปบทเรียนจากการทำงาน ในกรรมาธิการครั้งนี้ภายในประโยคเดียวคงจะพูดได้ว่า การเพิ่มราคาสินค้าเกษตรกับ การยกระดับสินค้าเกษตรไม่เหมือนกัน เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม เมื่อเราอภิปรายเพื่อที่จะตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญแห่งนี้ ราคาข้าวอยู่ที่ระดับเท่านี้ ผ่านไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ราคาข้าวเหนียว ราคาข้าวหอมมะลิ ราคาข้าวหอมปทุมธานีขึ้นมาสูงกว่าราคาที่รัฐบาล จะประกันด้วยซ้ำไป ง่ายนิดเดียวครับก็ปล่อยให้แล้งไป ปล่อยให้ท่วมไปก็สามารถที่จะทำให้ ราคามันขึ้นมาโดยปริยาย แต่คำถามก็คือว่าข้าวนี้อยู่ในมือของชาวนาหรือไม่ แล้วชาวนา ได้รับประโยชน์ตรงนี้หรือไม่ สำหรับเรื่องข้าวนั้นถ้าจะให้สรุปอีกเพียงในประโยคเดียว ก็ง่ายนิดเดียวครับ เราต้องยกระดับข้าวจากคำว่า โภคภัณฑ์ ให้เป็น ผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็คือ ตรงกับที่ทางท่านประธานอุบลศักดิ์ได้พูดมา การที่จะยกระดับจากโภคภัณฑ์ให้เป็น ผลิตภัณฑ์นั้นเราต้องคิดแบบบูรณาการ เราต้องคิดแบบเป็นระบบ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อที่จะไม่ให้เป็นการรบกวนเวลาของสภาแห่งนี้มาก
เรื่องแรกในระยะสั้นเรื่องของประกัน ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลของไทยมีวิธีคิด ในการอุดหนุนอยู่ ๒ ขั้ว มีทั้งประกัน มีทั้งจำนำ สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะประกันหรือจะจำนำ ในระยะสั้นถ้ามันมีความจำเป็น มีทั้งข้อดีข้อเสีย รัฐบาลต้องเลือกใช้เครื่องมือความหลากหลาย ทางนโยบายให้ถูกต้องกับประเภทของข้าว การประกันราคาข้าวนั้นมีข้อดีตรงที่ว่ามีผู้เล่นน้อย โรงสีไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง อคส. หรือว่าองค์การคลังสินค้าไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น โอกาสในการรั่วไหล โอกาสในการทุจริตก็มีน้อย เหมาะกับการทำข้าวที่มีการออกมาหลาย ๆ รอบ ส่วนในด้านจำนำมีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือการดึงข้าวออกจากระบบสำหรับข้าวที่ออกปีละครอป (Crop) เดียว ตอนที่ข้าวออกมาราคามันต้องตกลง ถูกต้องไหมครับ แต่พอออกมาเรื่อย ๆ พอปลายครอป (Crop) ราคาก็จะต้องสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราสามารถดึงข้าวออกจากระบบได้ และสามารถที่จะสมูท เอาต์ ดีมานด์ (Smooth out demand) ตรงนี้ได้ราคาข้าวจะทรง จะไม่มีราคาที่ต่ำไปหรือสูงไปอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นความหลากหลายทางนโยบายในการช่วยเหลือ ชาวนาในระยะสั้นนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องคิดกันเป็นขั้วอีกต่อไปแล้ว หมดยุคนั้นแล้วที่จะคิดว่า จะประกันดีหรือจะจำนำดี มันได้ทั้ง ๒ อย่าง ขึ้นอยู่กับว่าประเภทของข้าวที่ท่านจะใช้ต่างหาก
ป ปลาที่ ๒ ก็คือการปรับพอร์ต (Port) ถ้าท่านดูในราคาตอนนี้ข้าวเจ้า ๕ เปอร์เซ็นต์เป็นอันเดียวที่ ๗,๐๐๐ กว่าบาท แต่รัฐบาลประกันไว้ที่หมื่นกว่าบาทเป็นอันเดียว ที่มีปัญหาอยู่ จากการที่ท่านประธานอุบลศักดิ์พาผมลงพื้นที่ จากการที่เรียกข้าราชการ มาชี้แจง ผมถามว่าทั้งประเทศไทยข้าวเจ้าที่เป็นพอร์ต (Port) มีพันธุ์อะไรบ้าง เพราะว่า กรมการข้าวบอกว่าเขามีการวิจัยออกมามีเป็นพันพันธุ์ มีเป็นหมื่น ๆ พันธุ์ แต่ที่ปลูกจริง ๆ อยู่ในประเทศไทยมีอยู่กี่พันธุ์ เป็นข้าวแข็งกี่พันธุ์ที่จะเอาไว้ส่งออกไปประเทศแอฟริกา เป็นข้าวนุ่มที่จะส่งออกไปประเทศจีนกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครทราบตรงนี้ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ เราจะต้องทำ เพราะว่าถ้าเกิดเราปลูกข้าวแบบเดียวซ้ำไปความหลากหลายทางพันธุ์ไม่มีเมื่อไร ก็หมายความว่าซัปพลาย (Supply) ของข้าวประเภทนั้นออกมาเยอะ ประเทศแอฟริกา ไม่เอาขึ้นภาษีก็ขายไม่ได้ พอประเทศจีนมีคู่แข่งมากขึ้นก็ขายไม่ได้ การที่จะบาลานซ์ (Balance) ต้องมีอยู่
ป ปลาสุดท้ายครับนาทีเดียว ก็คือเรื่องของแปรรูป ท่านประธานอุบลศักดิ์ ได้พูดแล้วเรื่องว่าข้าวสามารถที่จะแปรรูปเป็นเหล้าชุมชน เชิงอรรถที่ผมให้ไว้ในคราวที่แล้ว เดือนกรกฎาคม คือการแปรรูปเป็นสุราชุมชน ไม่ได้หมายถึงว่าสนับสนุนให้มีการดื่มสุราเพิ่ม เพียงแต่ว่าเป็นการสนับสนุนเกษตรกรของเราก็ดีก็เท่านั้นเอง ท่านทราบไหมว่าเหล้าอะวาโมริ ที่ดังที่สุดของโอกินาวาขวดละ ๒,๐๐๐ กว่าบาท ต้องนำเข้าข้าวจากประเทศไทย เราส่งข้าว จากเมืองไทยไปที่โอกินาวาให้เขาทำแบรนด์ (Brand) แล้วส่งกลับมาขายร้านอาหารญี่ปุ่น ของเราที่ทองหล่อทุกวันนี้ เก็บข้าวไว้ในขวดราคามีแต่ขึ้น เก็บข้าวไว้ในโกดังราคามีแต่ลง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการเชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ กรรมาธิการนะครับ ซึ่งต้องกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้ถามเรื่องใบยาสูบนะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผล ทางการเกษตรตกต่ำ เราได้แบ่งคณะอนุกรรมาธิการเป็น ๖ คณะ แต่วันนั้นยังไม่มีเรื่อง ใบยาสูบ ญัตติก็ไม่มี ช่วงเดือนตุลาคมก็มีพี่น้องโดยการนำของท่าน ส.ส. ละออง ติยะไพรัช ได้นำพี่น้องเกษตรกรภาคีเครือข่ายผู้ปลูกยาสูบแห่งประเทศไทยได้พบกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้รวบรวมข้อมูลนะครับ ปัญหาก็เกิดขึ้นจากกรมสรรพสามิตขึ้นภาษี ยาสูบ ทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลงหรือคนหันไปสูบบุหรี่นอกมากขึ้น จึงทำให้บุหรี่ไทยขายได้ น้อยลงแล้วก็เกิดปัญหาให้กับโรงงานยาสูบจึงลดโควตาผู้ปลูกใบยาสูบลงจาก ๑๐ ไร่ ก็จะเหลือ ๕ ไร่ จาก ๕ ไร่ก็จะเหลือ ๒ ไร่ จาก ๒ ไร่ก็จะเหลือ ๑ ไร่ ก็เกิดปัญหาหนี้สิน ที่มีอยู่แล้ว วันนี้สมาคมภาคีเครือข่ายก็ได้มาพบกับคณะกรรมาธิการก็ได้สรุปประเด็นกันว่า ขอให้รัฐชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการลดโควตา ซึ่งรัฐได้ชดเชยไปในปีที่แล้ว แล้วก็ มีมติให้เลื่อนการเก็บภาษี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐจะเริ่มเก็บในปี ๒๕๖๓ ออกไปอีก ๑ ปี แล้วก็ให้มีกองทุนเพื่อดูแลเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ เพราะว่าเรามีกองทุนต่าง ๆ แต่ผู้ปลูก ใบยาสูบยังไม่มีกองทุน แล้วก็ในขณะที่ลดโควตาเสร็จแล้วก็ให้พักหนี้ ธ.ก.ส. ให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกใบยาสูบ ๓ ปี แล้วก็ให้งดดอกเบี้ยซึ่งเป็นมติของกรรมาธิการ วันนั้นผู้ที่มารับการชี้แจง ก็มีกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร แล้วก็การยาสูบแห่งประเทศไทย ก็มีสมาคมเครือข่าย ผู้ปลูกใบยาสูบทั้งหมด ก็ถือโอกาสนี้รายงาน ส่วนยางพาราวันนี้ทางรัฐบาลก็ได้ประกันรายได้ โดยการจ่ายเงินให้กับพี่น้องผู้ปลูกยางใน ๓ เดือน ซึ่งชุดแรกก็คือผู้มีเอกสารสิทธิในที่ดิน คือเกษตรกรที่จะได้ขึ้นบัตรเขียวกับกองทุนสวนยาง แล้วในขณะนี้กรรมาธิการก็เป็น ข้อสังเกตว่าเมื่อท่านจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ปลูกยางที่มีเอกสารสิทธิแล้ว ก็ยังเหลือพี่น้องเรา ที่ปลูกยางในที่ไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ก็ต้องได้เงินค่าส่วนต่าง รายได้ด้วย มติของคณะกรรมาธิการก็สรุปเป็นแบบนั้น ในขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญกรรมาธิการครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษกอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษา ปัญหาเรื่องผัก ผลไม้ และสมุนไพร ขออนุญาตตอบข้อสังเกตของท่าน ส.ส. จอมขวัญว่า ทำไมเราถึงไม่ได้ศึกษาผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น มะม่วง มะนาว ชมพู่ พุทรา ต่าง ๆ เป็นต้น ก็จะขอตอบว่าเนื่องจากเวลาในคณะอนุกรรมาธิการมีเวลาจำกัดมากเพียงแค่ ๑๒๐ วัน เท่านั้น เราจึงเลือกศึกษาพืชเศรษฐกิจหลักทั้ง ๖ ชนิดก่อน แต่ว่าข้อเสนอของกรรมาธิการ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมาย การปรับปรุงระบบการขนส่งหรือแม้แต่กระทั่งเรื่อง ฟรุต แมป (Fruit map) และคิวอาร์โค้ด (QR code) ต่าง ๆ ผลไม้ทุกกลุ่มนั้นสามารถ ที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วก็ขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำของท่านอันวาร์ สาและ ว่าเราควรที่จะทำป้ายโฆษณา ผลไม้ของประเทศไทยในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีผลไม้ ดิฉันได้เป็น ๑ ในกรรมาธิการที่ได้เดินทาง ไปศึกษาดูงานที่ประเทศจีนนะคะ จากด่านผิงเสียงจนกระทั่งถึงเมืองหนานหนิง เราจะสังเกต ได้ว่า ๒ ข้างทางที่เป็นเสาไฟก็จะถูกประดับประดาไปด้วยผลไม้ชนิดต่าง ๆ จากเมืองไทย อย่างเช่น มังคุดและทุเรียน ก็มีความน่าตื่นตาตื่นใจและน่าสนใจมากค่ะ เราก็ควรที่จะ สนับสนุนให้จังหวัดต่าง ๆ ที่มีผลไม้นั้นได้ทำแบบนี้เพราะถือว่าเป็นการส่งเสริมการโฆษณา ผลไม้ของเมืองไทยด้วย แล้วในส่วนของความกังวลเรื่องของล้งจีนนั้น ประเทศไทย ก็มีกฎหมายในการควบคุมดูแลอยู่แล้ว เพียงแต่กำกับดูแลให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาศักยภาพของล้งไทยแล้วก็เกษตรกรไทยควบคู่กันไปด้วยค่ะ ขออนุญาตตอบคำถามแค่นี้ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ
ท่านประธานครับ ขอสรุป แป๊บเดียว ผม วีระกร คำประกอบ ประธานกรรมาธิการครับ นิดเดียวครับ ท่านครับ
ท่านวีระกรครับ ขออนุญาต ประเด็นคือเมื่อตอนที่ผมบอกว่าท่านสาทิตย์เป็นท่านสุดท้ายก็มีหนังสือเข้ามา ท่านพิเชษฐ์ ขอเข้ามานะครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ขอให้ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๓ นาที เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากบอกไปยังท่านประธานกรรมาธิการท่านใช้เวลาของ สภาผู้แทนราษฎรเยอะมาก ๒ วันแล้วครับ บางท่านก็ลุกขึ้นมาพูดหลายรอบ ท่านประธานครับ การแก้ปัญหาราคานะครับ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรารีบแก้ปัญหา เรารีบตั้งกรรมาธิการ ท่านก็ทำมาเป็นเล่มใหญ่ ๆ ก็ดีมาก ในนี้ไม่มีเงินสักบาทเลยที่จะไปแก้ปัญหา ต้องใช้เงินไหมครับ ภัยแล้ง ๓ รอบ วันนี้ยังไม่ได้ค่าชดเชย น้ำท่วมก็ยังไม่ได้ค่าชดเชย ท่านทำมาไม่มีเงินสักบาท ในนี้ว่าตกลงจะให้รัฐบาลนี้ใช้เงินเท่าไรกับการแก้ปัญหา มีไหมครับ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นกระทรวงหลัก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ตกลงให้เขาทำอะไรครับ ถ้าผมเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมก็จะถามว่าที่ส่งมาให้ ผมนี่ให้ผมทำอะไรครับ ผมจะต้องทำอย่างไรต่อครับ ที่ท่านให้ผมมาท่านต้องมีข้อสรุปสิครับ สรุปประเด็นต่าง ๆ ที่ราคาตกต่ำ แก้ไขปัญหาเร่งด่วนทำอย่างไรครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ บอกท่านประยุทธ์ไปสิครับ มันตกต่ำอย่างนี้ เร่งด่วนคืออะไร ระยะกลาง ระยะยาวคืออะไร ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ งบปี ๒๕๖๓ ทันหรือไม่ทัน ใช้งบกลาง เท่าไร แนะนำเขาไปสิครับ วันนี้ท่านต้องทำสรุปส่งรัฐบาล เดี๋ยวเราก็จะต้องโหวต ท่านต้อง ทำสรุปให้ชัดเจนว่ารัฐบาลท่านประยุทธ์จะต้องทำอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เร่งด่วน ชาวบ้านเขาจะ ตายอยู่แล้ว กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านรักษาเวลา เชิญท่านประธานครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ที่จะได้นำรายงานเล่มนี้ซึ่งเราจะส่งไปยังรัฐบาล เอาไปต่อยอด ฝากท่านได้ติดตามข้อเสนอแนะที่เราเสนอไปยังรัฐบาล ถ้ามีเรื่องใดที่รัฐบาล รับแล้วไม่ดำเนินการหรือหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เราได้เสนอแนะไปไม่ดำเนินการเป็นไปตาม ข้อสังเกต ก็ฝากให้ทางกรรมาธิการสามัญประจำสภาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตร โดยท่านประธานณัฐวุฒิได้กรุณานำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการด้วย
และท้ายสุดก็ขอฝากรัฐบาลซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากก็คือการลักลอบนำเข้า พืชผลการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเรื่องปาล์มน้ำมัน น้ำมันปาล์มประเทศไทย ผลิตได้แค่ ๓ ล้านตัน แต่ประเทศมาเลเซียผลิตได้ ๒๑ ล้านตัน การลักลอบนำเข้ามานั้น มหาศาล ๓ ล้านตันของเรานี้ความจริงไม่น่าจะเป็นปัญหาเลยเพราะเรานำมาทำไบโอดีเซล (Biodiesel) ใช้ประมาณ ๒ ล้านตัน ซึ่งในปีหน้าเป็น บี ๒๐ (B20) ก็จะเป็น ๒ ล้านตัน เพราะฉะนั้นการบริโภคเพียง ๑ ล้านตัน ไม่น่ามีปัญหาเลย แต่เนื่องจากปริมาณที่ลักลอบ นำเข้านั้นมหาศาลนะครับ มหาศาล เผลอ ๆ จะมากกว่าที่เราผลิตได้ในประเทศด้วยซ้ำไป จึงฝากให้รัฐบาลต้องแก้ไขเรื่องนี้เป็นการด่วน ไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่จะทำให้ราคาปาล์ม น้ำมันขึ้นได้เลยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายกันทั่วถึง ผู้ที่แสดงความจำนงอภิปรายก็ได้ พูดทุกท่านนะครับ แล้วผมขอขอบคุณที่รักษาเวลาเท่ากับแบ่งเวลาให้เพื่อนได้พูดด้วยครับ
ปัญหาต่อไปก็คือเมื่ออภิปรายจบแล้วโดยข้อบังคับเนื่องจากว่าการพิจารณา ของกรรมาธิการ เอกสารที่ทำนั้นมีข้อสังเกตอยู่ในหน้า ๓๕๖ ตามข้อบังคับเมื่อมีข้อสังเกต ตามข้อบังคับ ข้อที่ ๑๐๕ ในการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการให้สภาลงมติว่า เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย โดยไม่มีการอภิปราย เพราะฉะนั้นข้อสังเกตดังกล่าวนี้สมาชิก ก็ไม่ต้องอภิปราย แต่จะถามความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ ผมจึงขออนุญาตท่านสมาชิก เพื่อถามมตินะครับ ต่อไปเบื้องต้นก็ต้องตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านสมาชิก ที่อยู่ข้างนอกได้กรุณาเข้ามานะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
สมาชิกกรุณาตรวจสอบ องค์ประชุมโดยการแสดงตนนะครับ ที่จริงแล้วการแสดงตนนี้บางท่านไม่ได้แสดงตน ก็ไม่เป็นไรนะครับ เพราะการแสดงตนเพียงเพื่อยืนยันว่าการลงมติเรื่องนี้องค์ประชุม ครบหรือไม่ เพราะฉะนั้นบางท่านไม่ได้แสดงตนแล้วลงมติทีหลังนั้นไม่ได้มีปัญหาเลยครับ สผ ถ้าสมาชิกเห็นด้วยกับข้อสังเกตกรรมาธิการ สภาก็จะส่งเรื่องไปยังรัฐบาลต่อไป ถ้าไม่เห็นด้วย ก็จบนะครับ จบแค่นี้ครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูความพร้อม จะปิดการแสดงตนได้หรือยัง ขอปิดการแสดงตนนะครับ ขอแสดงผลการแสดงตน ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๔๑๐ ท่าน องค์ประชุมสมบูรณ์ครับ
ต่อไปผมจะถามมติ ที่ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ สมาชิกลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดที่มีปัญหา เรื่องบัตร เท่าที่สอบถามเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่บัตรจะมีรอยเปื้อนนะครับ ก็เลยทำให้มีปัญหา เพราะฉะนั้นสมาชิกทำความสะอาดบัตร สำหรับผู้ที่บัตรมีปัญหาเท่านั้นที่จะประกาศชื่อ และลำดับครับ
ท่านประธานครับ บัตรเสียครับ
บัตรเสียนะครับ
ชื่อ นายแพทย์บัญญัติ หมายเลข ๑๙๐ เห็นด้วยครับ
คุณหมอบัญญัติ หมายเลข ๑๙๐ ถ้าบัตรลงคะแนนมีผลอย่าไปลงคะแนนใหม่ครับ จะมีปัญหาครับ อยู่ในช่วงลงมติ ยังให้เวลาอยู่ครับ ยังอยู่ในช่วงลงมตินะครับ สมาชิกทุกท่านไม่มีปัญหานะครับ เมื่อสั่งปิด การลงมติแล้วจะลงใหม่ไม่ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอปิดการลงมติครับ แสดงผลครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ธารา ปิตุเตชะ ขอแสดงตนครับ
ปิดไปแล้วครับ แสดงตน ไม่ต้องครับ ขอแสดงผลครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๔๓๒ ท่าน เห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ ๔๓๒ ท่าน ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ เมื่อสักครู่นี้ ๔๓๒ ท่าน ขานชื่อเพิ่มคุณหมอ ๔๓๔ ครับ
ผมอนุญาตให้สมาชิกพัก ๕ นาที ประทานโทษนะครับ
พักการประชุมเวลา ๑๓.๐๕ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๐๙ นาฬิกา
ครบ ๕ นาทีแล้วนะครับ ขอดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒. ๑ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ สถาบันพระปกเกล้า
ขอเชิญท่านสมาชิกนะครับ มีผู้แสดงความจำนงอภิปรายในเรื่องนี้ไว้หลายท่าน ผมขออนุญาตที่ประชุมว่าขอความกรุณา ท่านผู้อภิปรายได้ใช้เวลาที่เหมาะสม ผมยังไม่กำหนดเวลานะครับ ขอใช้เวลาที่เหมาะสม เพื่อว่าวันนี้มีวาระเพื่อทราบทั้งหมด ๗ วาระ เผื่อว่าเราสามารถทำได้มากที่สุด สัปดาห์หน้า วาระด่วนก็จะได้ไม่เสียเวลาเลื่อนไปอีกครับ เชิญท่านแรกคือท่านนริศ เชิญเลยครับ ท่านจะ ขออนุญาตแถลงก่อนใช่ไหมครับ หรือจะรอให้ท่านสมาชิก ท่านสมาชิกได้ดูเอกสารแล้วครับ เชิญท่านนริศครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตอภิปรายในวาระ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ใช้เวลาไม่มากครับ โดยขออนุญาต เริ่มต้นที่งบประมาณที่ทางสถาบันได้รับ ๒๐๐ กว่าล้านบาท บวกกับดอกเบี้ยที่มาเป็น งบดำเนินการทั้งสิ้นในปี ๒๕๖๑ นั้น ผมเรียนท่านประธานว่างบก้อนนี้หากเปรียบเทียบกับ งานอื่น โครงการอื่นของรัฐบาลแล้วไม่มากครับ แล้วยิ่งจะเห็นว่าไม่มากหากเพื่อนสมาชิก ได้ไปเห็นบรรยากาศของการทำงานที่สถาบันพระปกเกล้า ผมเห็นว่าไม่มาก หากเพื่อนสมาชิก ได้ไปเห็นการเรียน การสอนอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งสถาบันพระปกเกล้าที่ได้ ลงพื้นที่ทั้งต่างจังหวัดและตามสถาบันศึกษาต่าง ๆ แล้วก็ผมคิดว่าเงินก้อนนี้ไม่มากเลย สำหรับการทำงานของสถาบันที่ได้มอบรางวัล ได้สร้างแรงจูงใจให้กับพี่น้องประชาชน และองค์กรต่าง ๆ แต่ว่าที่เพื่อนสมาชิกเท่าที่คุยกันก็มีข้อสังเกตว่า สถาบันพระปกเกล้า ยังจะทำอะไรให้กับสังคมได้มากกว่านี้ ได้มากกว่าที่ทำอยู่ในขณะนี้
เรื่องที่ ๑ เชื่อว่าสถาบันพระปกเกล้าจะสนับสนุนงานของรัฐสภาได้มากกว่า ที่ทำอยู่ในขณะนี้ ขณะนี้แม้ว่าจะมีช่องทางให้สถาบันพระปกเกล้ากับรัฐสภาได้ทำงานร่วมกัน อยู่แล้วแต่ว่ายังไม่เพียงพอ เพราะเราคาดหวังว่าข้อมูลดี ๆ งานวิชาการดี ๆ ที่ทำเข้ามาสู่สมาชิก ป้อนเข้าสู่สมาชิกจะทำให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรดีขึ้นไปได้ ทุกคนจึงคาดหวังว่าสถาบันพระปกเกล้ายังจะสนับสนุนงานของรัฐสภาได้มากกว่าที่เป็นอยู่
เรื่องที่ ๒ กระผมเห็นว่าจุดยืนของสถาบันพระปกเกล้ายังต้องมั่นคง และหนักแน่นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในสถานการณ์ใด ใครปกครอง สถาบันพระปกเกล้าต้องยืนอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างมั่นคง อย่าเปลี่ยนแปลง อย่าหวั่นไหว แล้วเราเชื่อว่าสถาบันพระปกเกล้ายังจะต้องทำให้มั่นคงและหนักแน่นได้กว่าที่ผ่านมา
เรื่องที่ ๓ อยากให้สถาบันพระปกเกล้าสร้างอุดมการณ์ขึ้นมาใหม่ให้กับ สังคมไทยเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตย คนเครือข่ายของสถาบันพระปกเกล้าอยู่กระจาย ในสภาแห่งนี้ ในสภาท้องถิ่น รวมทั้งในมหาวิทยาลัยเต็มไปหมด แต่ว่าขาดอุดมการณ์ร่วมกัน ผมคิดว่าถ้าสมมุติสถาบันสร้างจนถึงขนาดว่าคนที่ผ่านสถาบันพระปกเกล้าไปลงเลือกตั้ง ไม่ซื้อเสียงได้ อันนี้จะประสบความสำเร็จ หรือคนจากสถาบันพระปกเกล้าจบจากสถาบัน พระปกเกล้าไปแล้วยืนพิงประชาธิปไตยโดยไม่วอกแวกกับระบอบการเมืองอื่น ผมว่านี่คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ผมคิดว่าเป็นเป้าหมายของสถาบันอยู่แล้ว สถาบันต้องพยายามอีก ให้บรรลุอุดมการณ์ร่วมกันให้ได้
เรื่องที่ ๔ สถาบันได้ทำโพลล์ (Poll) หลายครั้งแล้วเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อสถาบัน ผมคิดว่าทำเถอะครับ สถาบันคนมั่นใจในโพลล์ (Poll) ของสถาบัน แล้วก็อย่า หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนที่ได้รับผลกระทบจากโพลล์ (Poll) ตรงไปตรงมา ของสถาบันทำต่อไป แล้วถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้สถาบันให้ความเห็นต่อเรื่องต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เช่น เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาแล้วว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน สถาบันพระปกเกล้า ไม่ควรรีรอ เพราะคนรอว่าสถาบันหลักนี้จะมีความเห็นต่อเรื่องรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่อย่างไร เพราะสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้สมาชิกได้เก็บเกี่ยวเอาไว้และนำไปสู่การทำหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก ผมยังอยากเห็น รวมทั้งการออกกฎหมายของสภา สถาบันช่วยทำโพลล์ (Poll) สถาบันช่วยทำ จุดยืนออกมาพวกเราจะได้รับรู้จากทางวิชาการของสถาบัน
เรื่องถัดมาที่มีการพูดกันว่าสถาบันอาจจะมีคนไปทำเครือข่ายคอนเนกชัน (Connection) กัน ผมคิดว่าข้อนี้แก้ไม่ยากครับ หากสถาบันได้คัดเลือกคนที่เข้าไปเรียน มีมาตรฐานพอสมควร คนที่มีมาตรฐานเขาไม่ไปพึ่งพากันในเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลหรอกครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรเข้าไปเรียน ผมก็ไม่เคยไปขออะไรอัยการ หรือศาล หรือเพื่อน ในห้องเรียนเพราะเราต่างมีมาตรฐานซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าการคัดเลือกจะทำให้ลด ข้อครหาเรื่องคอนเนกชัน (Connection) ลงไปได้
อีกเรื่องหนึ่งที่สถาบันจำเป็นจะต้องทำให้มากกว่าก็คือการสร้างประชาธิปไตย ในระดับโรงเรียน ระดับมหาวิทยาลัยให้มากยิ่งขึ้น สิ่งนี้สถาบันได้ทำแต่ว่าก็ยังไม่มากอยู่ และการคัดเลือกคนเข้าไปเรียนในสถาบันควรจะมีครู อาจารย์ ในมหาวิทยาลัยให้มากยิ่งขึ้น กว่านี้ ผมเชื่อว่าครูคนหนึ่งยืนพูดเรื่องประชาธิปไตยกับนักเรียนหน้าแถวโรงเรียนเล็ก ๆ อาจจะมีแรงบันดาลใจให้เด็กคนนั้นผูกพันกับระบอบประชาธิปไตย ไม่โอนอ่อนไปกับ ระบบอื่นได้ในวันต่อไป
ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นเรื่องสุดท้ายก็คืองานวิจัยของทางสถาบัน แม้บางเรื่องผมได้อ่านเฉพาะหัวข้อแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจทั้งสิ้น ผมอยากให้ตีแผ่ ผมอยากให้ นำไปใช้ ผมอยากให้เผยแพร่งานวิจัยของปี ๒๕๖๑ ถึง ๓๘ เรื่องน่าสนใจทั้งสิ้น ให้ทุน วิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ ๑๐ เรื่อง ผมอ่านแล้วน่าสนใจ ถ้าใครนำไปใช้แค่อ่านก็ได้ประโยชน์ นำไปใช้บ้านเมืองยิ่งจะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า งบประมาณที่ทางสถาบันได้รับไปไม่มากเลย เพียงแต่ว่าพวกเราเพื่อนสมาชิกมีข้อกังวล อยู่อย่างเดียวว่าสถาบันพระปกเกล้ายังจะทำอะไรให้สังคมได้มากกว่าที่ทำอยู่ ให้กำลังใจ ทางสถาบันครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านนริศใช้เวลาประมาณ ๗ นาทีครับ เนื่องจากไม่ได้กำหนดเวลาจึงขอพวกเราได้ใช้เวลาประมาณนี้นะครับ ต่อไป ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ ผู้อภิปรายรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ เหตุผล ในการอภิปรายของผมมีความแตกต่างกัน ๒ ข้อถกเถียงด้วยกัน
ข้อถกเถียงประการที่ ๑ ก็คือว่าผมไม่เคยเรียนหรือเข้าอบรมหลักสูตรใด ๆ ของสถาบันพระปกเกล้า แน่นอนอาจจะทำให้ผมไม่รู้จักข้อมูลเชิงลึก ไม่ทราบรายละเอียด ไม่รู้เนื้อหาประเด็นที่อาจจะนำมาซึ่งการอภิปรายในวันนี้ได้
ข้อถกเถียงประการที่ ๒ ก็เพราะว่าผมไม่เคยเรียนในสถาบันพระปกเกล้า อาจจะทำให้การอ่านรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของผมมีความเป็นกลาง มีความเป็นธรรม ซึ่งในทางศาสนาพุทธเราเรียกว่า หลักการโยนิโสมนสิการก็จะทำให้การอภิปรายของผมนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า แน่นอนพรรคอนาคตใหม่ เลือกผมอภิปรายด้วยเหตุผลประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ขณะนี้สถาบันพระปกเกล้า อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์สถาบัน ฉบับที่ ๕ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙-๒๕๖๓ มีประเด็น ยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ทั้งหมด ๖ ประการด้วยกัน วิสัยทัศน์ท่านน่าสนใจนะครับ ท่านบอกว่า ท่านเป็นสถาบันวิชาการชั้นนำด้านพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมจะพูดคุยหรืออภิปรายใน ๔ ประเด็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ และเกี่ยวข้องกับเรื่องผลการดำเนินการของท่าน
ประการที่ ๑ สถาบันพูดถึงการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องการพัฒนา ประชาธิปไตย ส่วนใหญ่อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการ มีตัวชี้วัดต่าง ๆ ผมอยากจะขอความเข้าใจจากท่านนิดหนึ่งครับ ผมอ่านรายงานของท่าน ทั้งหมด ๒๖๐ กว่าหน้า ผมไม่เห็นท่านเขียนความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย ของท่าน ท่านให้ความหมายว่าอย่างไร เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ หรือเป็นประชาธิปไตยแบบสากล บทบาทของท่านในการให้ความหมายประชาธิปไตยนั้นท่านมีจุดยืนต่อการก่อกำเนิดของ การรัฐประหารอย่างไร ท่านมีจุดยืนต่อการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการซึ่งเกิดขึ้น ในสมัยปัจจุบันตลอดมา ๕ ปีกว่าอย่างไร ผมไม่เห็นตรงนี้ ผมอยากขอให้ท่านชี้แจง หรือทำความเข้าใจกับความหมายของความเป็นประชาธิปไตยตรงนี้สักนิดหนึ่งครับ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากความเป็นประชาธิปไตยที่ผ่านมาท่านจะเห็นได้ว่า ณ ขณะนี้ สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ มันมีความเปลี่ยนแปลงไป ถ้าท่านเห็นตามสื่อสารมวลชน ท่านจะเห็นเรื่องการใช้เฮตสปีช (Hate speech) ท่านจะเห็นเรื่องการใช้เฟกนิวส์ (Fake news) หรือข้อมูลที่ไม่เป็นจริงในการโจมตีกัน สิ่งเหล่านี้ท่านมีบทบาทอย่างไร ผมไม่เห็นงานวิจัย ไม่เห็นกระบวนการศึกษา หรือประเด็นที่รองรับกระบวนการดังกล่าว นี่ผมไม่อยากพูดถึง เรื่องความไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกจับกุมกล่าวหาใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ท่านเคยเด่นเรื่องสันติวิธี แต่รายงานในปี ๒๕๖๑ ไม่ตอบโจทย์ดังกล่าวเลยครับ อย่างไรก็ตามมี ๒ รายงานที่ผมคิดว่า มีความน่าสนใจ รายงานฉบับหนึ่งอยู่ในหน้า ๕๕ มีงานวิจัยที่ชื่อว่าชนะสิบทิศ ไม่ใช่ผู้ชนะสิบทิศ นะครับ เพราะเวลาที่เราได้ยินคำว่า ผู้ชนะสิบทิศ ผมจะนึกถึง ส.ส. ท่านหนึ่งของผม ท่านดอกเตอร์วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ท่านบอกประเทศไทยนายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่า เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มันจะทิ้งได้อย่างไรละครับ หันไปข้างหลังก็ไม่เหลือใครแล้ว แต่หนังสือ ชนะสิบทิศเป็นหนังสือที่นายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๖๑ เสียดายผมจำชื่อนายกรัฐมนตรีท่านนั้น ไม่ได้นะครับ ท่านแนะนำให้อ่าน ท่านบอกว่าวันนี้สิ่งที่คนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรจะต้องอ่านที่สุดก็คือหนังสือชนะสิบทิศ แต่ท่านจะให้เขาอ่านอย่างไรละครับ วันนี้ท่านยัง ไม่คืนอำนาจ ท่านยังไม่จัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เสียดายว่ารายงานของท่านเป็นหมันครับ ท่านน่าจะส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้อ่าน อย่างไรก็ตามมีอีกงานวิจัยอยู่ในหน้า ๕๖ เป็นการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและงบประมาณแบบการมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงมิติหญิงชาย ที่เรียกว่าจีอาร์บี (GRB) ท่านไปศึกษาอยู่ ๕ หน่วยงานย่อย ท่านทราบไหมว่า ๕ เทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงอื่น ๆ เขาก็ไปกัน เทศบาลตำบลเกาะคา ท่านลงไปดูสิครับ ๒๐ กระทรวงก็ไปทำงานที่นั่น เทศบาลตำบลดอนแก้วท่านก็ไปดู ผมก็เคยไป องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนางผมก็เคยไป องค์การบริหารส่วนตำบลพลูตาหลวงผมก็เคยไป แต่จีอาร์บี (GRB) ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ อีก ๗,๐๐๐ แห่ง เขาทำอย่างไรครับ ท่านทราบไหมครับว่าในงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ที่เพิ่งเข้าสู่สภาเขาไปดูมาแล้ว มีแค่อย่างมากที่สุด ๔ กระทรวงเท่านั้นที่เอาประเด็นเรื่องของจีอาร์บี (GRB) ไปใช้ แสดงว่า สิ่งที่ท่านวิจัยมาทั้งหมดในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ตรงนี้ไม่มีอยู่ในสิ่งที่มีการนำไปใช้จริง
ประการที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เป็นปัญญาและเป็นประเด็น ที่เป็นปัญหาไปในตัวของมันเองก็คือเรื่องการอบรมการเรียนการสอนหรือหลักสูตรต่าง ๆ ผมไปดูมาแล้วในหน้า ๗๖ เขียนไว้ดีมากเลย ท่านเขียนบอกว่าเรียนแล้วได้อะไรที่นี่มีคำตอบ ผมไม่เคยเรียนตอบท่านไม่ได้นะครับ แต่ท่านทราบไหมครับ คนภายนอกเขาว่าอย่างไร ท่านมีอยู่ทั้งหมด ๒๕ หลักสูตรด้วยกันผมไม่ลงรายละเอียด เพื่อนสมาชิกของผมฝากถามมาว่า ในต้นปีที่ผ่านมาเขาไปร่วมงานแสดงความยินดีในการได้ประกาศนียบัตรของท่านท่านหนึ่งไปแล้ว ๑ ครั้ง เขาก็บอกว่าคนนี้เมื่อปีที่แล้วก็รับประกาศนียบัตร เมื่อ ๒ ปีที่แล้วก็รัประกาศนียบัตร ตกลงแล้วเขาเคยเข้าหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้ามากี่ครั้งแล้วครับ หลักสูตรของสถาบัน พระปกเกล้าเอาเข้าจริง ๆ แล้วตอบโจทย์ของการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงมากน้อยขนาดไหน ท่านกล้ายืนยันไหมครับว่าผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าแทบไม่มีใครที่เคยไป เรียนซ้ำ หรือถ้ามีโอกาสในการเรียนซ้ำมีทั้งหมดเท่าไร การประเมินที่ท่านใช้ในการอบรม ท่านใช้รูปแบบที่เรียกว่า เคิร์กแพทริกโมเดล (Kirkpatrick Model) เรื่องของรีแอกชัน (Reaction) หรือปฏิกิริยาในการเรียนผมไม่พูดถึงนะครับ เรื่องเลิร์นนิง (Learning) ไม่พูดถึง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องบีแฮฟวิเออร์ (Behavior) หรือการปรับพฤติกรรมและเรื่องของ รีซอลต์ (Result) หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากองค์กร ผลลัพธ์ต่อองค์กรท่านวัดมันอย่างไร ถามจริง ๆ ว่าถ้าท่านเห็นบ้านเมืองเป็นแบบนี้ประชาธิปไตยที่ไม่ก้าวหน้า รีซอลต์ (Result) หรือที่เรียกว่าผลรับต่อองค์กรท่านวัดมันอย่างไร ท่านวัดเป็นคะแนนออกมาแบบที่ท่านเขียน จริงหรือไม่ เอาร่างพระราชบัญญัติเดียวที่สถาบันพระปกเกล้านำเสนอก็คือร่างพระราชบัญญัติ การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ท่านเสนอไปแล้ววันนี้รัฐบาล เอาอย่างไร ท่านเสนอไปปีกว่ามันเข้าสภาหรือยัง อันนี้น่าสนใจครับ นั่นเป็นประการที่ ๒ ถ้าท่านบอกว่าท่านวัดได้จริง
ประการที่ ๓ ซึ่งควรจะเป็นหัวใจของงานสถาบันพระปกเกล้าก็คือ งานส่งเสริมวิชาการของสภา ๒๖๐ หน้าของท่านมีอยู่แค่ ๙ หน้าเองครับ ที่พูดถึงงานส่งเสริม งานวิชาการของสภา สภาแห่งนี้เป็นจุดกำเนิดท่าน ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ที่ท่านพูดถึง ผมเป็น ส.ส. มา ๖-๗ เดือนอยากจะอภิปรายนโยบายของรัฐบาล อยากจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำ อยากจะหางานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าว่าท่านวิจารณ์เรื่องความเหลื่อมล้ำไว้ตรงไหน ผมพยายามเข้าไป ไปได้หนังสืออยู่เล่มหนึ่ง สถาบันไม่ได้ส่งให้ผม ผมเดินไปซื้อมาที่ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เสียดายว่าถ้าเล่มนี้ท่านวิเคราะห์เรื่องความเหลื่อมล้ำได้ดีมาก ท่านส่งไปให้คณะรัฐมนตรีดู ส่งไปให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ได้ดู เอามาให้พวกผม ได้ดูก่อน เผลอ ๆ วันนี้รัฐบาลอาจจะไปแล้ว เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ ของการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำแต่ประการใด ตรงนี้เสียดายอย่างยิ่ง แล้วก็ไม่ได้ แตกต่างกับการวิเคราะห์เรื่องของพระราชบัญญัติงบประมาณปีที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิก ของผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณบอกปีหน้าอย่าทำเลยสถาบันพระปกเกล้า ให้สภาแห่งนี้ วิเคราะห์ก็พอครับ เพราะงานวิเคราะห์ของท่านไม่ตอบโจทย์ในการเอาไปใช้ในการวิเคราะห์ เรื่องการจัดทำงบประมาณที่ผ่านมาอย่างแท้จริง ไม่แปลกอะไร ตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ของท่านจึงเป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ ๙.๔ จาก ๑๐ คะแนน ยุทธศาสตร์อื่น ท่านได้คะแนนเต็มหมดเลย ยุทธศาสตร์นี้ท่านได้ ๙.๔ ผมขออนุญาตขอเป็นความรู้ต่อสภาว่า ท่านจะทำให้คะแนนตรงนี้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร
ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายก็คือความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ท่านใช้งบประมาณทั้งหมดต่อปีประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท แน่นอนครับ เป็นงบประมาณราชการ ๒๙๙ ล้านบาท แล้วมีงบสมทบอีกนิดหน่อยอีกประมาณ ๕๐ ล้านบาท ด้วยความเคารพ ปี ๒๕๖๐ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านสร้างรายได้ให้ ๗ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ เหลือ ๗๐๐,๐๐๐ บาท รายได้ดังกล่าวหายไปตรงไหน มันเกิดอะไรขึ้น ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีมาก ท่านผู้อำนวยการก็เป็นคนที่มีความตั้งใจสูง เรื่องของเงินกองทุนต่าง ๆ ท่านมีงบประมาณอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียดว่าท่านใช้งบประมาณในกองทุนดังกล่าวนี้เอาไป ส่งเสริมพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองอย่างไร วันนี้ท่านสร้างเครือข่ายภาคพลเมือง ท่านบอก ปีที่แล้ว ๕๑ แห่ง อยากจะทราบว่าปีนี้เต็มครบทุกจังหวัดหรือยัง เสียดายได้มีโอกาสดู บางรูปก็ไม่พบว่าการพัฒนาการเมืองในระดับจังหวัดนั้นเปิดโอกาสที่กว้างขวางอย่างเพียงพอ ผมขออนุญาตท่านประธานต่อเวลาอีกนิดหน่อยใน ๑๐ นาทีไม่เกินครึ่งนาที ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า ท่านใช้คำอยู่ ๒ คำ ผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทย คำหนึ่งท่านใช้คำว่าคอนเซิร์น ซิติเซน (Concern citizen) ซึ่งผมแปลว่าพลเมืองที่ใส่ใจ อีกคำหนึ่งท่านใช้คำว่า แอกทีฟ ซิติเซน(Active citizen) ซึ่งผมแปลว่าพลเมืองที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามในรายละเอียดทั้งหมดผมไม่พบว่าการจะสร้าง บทบาทของพลเมืองที่เข้มแข็งนั้นเกิดขึ้นจากตัวสถาบัน เกิดขึ้นของบุคลากรในสถาบัน ที่ท่านจะมีจุดยืนต่อการต่อต้านระบอบการรัฐประหารหรือการสืบทอดอำนาจได้อย่างไร ถ้าท่านไม่สามารถแก้ไขโจทย์นั้นได้ท่านก็จะเป็นเพียงแค่ไม้ประดับหรือเครื่องสำอาง ของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ถ้าท่านตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด แล้ววันนี้ท่านสร้าง ธรรมาภิบาล ท่านสร้างสันติวิธีที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมเชื่อได้ว่าท่านจะเป็นสถาบันที่ตอบโจทย์ ของการก่อตั้งและเป็นสถาบันที่ทำให้พวกผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้องค์ความรู้ จากท่านในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาประเทศไทยให้กำลังใจท่านและขอขอบพระคุณท่าน ที่มารายงานประจำปีซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของสถาบันพระปกเกล้านะครับ สถาบันแห่งนี้ ได้มีการก่อตั้งมา ถ้าเอาตามที่รายงานในครั้งนี้ก็คือปี ๒๕๖๑ คือย้อนหลังไปก็ครบ ๒๕ ปี ซึ่งก็มีจุดเริ่มต้นจากการที่ท่านศาสตราจารย์ มารุต บุนนาค ในฐานะประธานรัฐสภาได้มีดำริ ให้มีการตั้งสถาบันพระปกเกล้าเพื่อช่วยสนับสนุนเรื่องของประชาธิปไตยในประเทศไทย เวลา ๒๕ ปีต้องถือว่าเป็นเวลาที่ยาวนาน แล้วก็ทำให้สถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้มีความเติบโต มีลูกศิษย์ลูกหาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรต่าง ๆ จำนวนเป็นหมื่นคน ลำพังแค่หลักสูตร ปรม. และ ปศส. ซึ่งกระผมได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่แล้วปีล่าสุดทั้งหมด ๑๙ รุ่น ก็มีนักศึกษาที่เรียนจบไปทั้ง ๒ หลักสูตรไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน ก็ถือได้ว่ามีบุคลากร ของประเทศไทยที่ได้เข้ามามีส่วนในการเรียนการสอนของสถาบันพระปกเกล้าจำนวนมาก ด้วยกัน แล้วก็ยังมีหลักสูตรอื่น ๆ อีกซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานไม่กี่แห่ง อาจจะเป็นแห่งเดียว เสียด้วยซ้ำที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเมือง การปกครอง เรื่องของกฎหมายมหาชน เรื่องของเศรษฐกิจสาธารณะในลักษณะที่เป็นการเรียนแบบประยุกต์ คือไม่ใช่เป็นการเรียน แบบมหาวิทยาลัยที่เป็นทฤษฎีเป็นหลัก แต่ว่าผู้สอนจะเป็นบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่างมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมอยากจะขออนุญาตให้ข้อเสนอแนะก็คือว่าหลักสูตรเหล่านี้ที่จริงแล้ว มีความเข้มข้นพอสมควร น่าที่จะได้มีการจัดระบบให้สามารถต่อยอดรับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ แทนที่จะปล่อยให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่เขาเอานักศึกษา เหล่านี้ไปเรียนต่อต้องมานั่งเริ่มต้นใหม่ สถาบันพระปกเกล้าน่าที่จะให้การสอนในแต่ละ วิชาต่าง ๆ ได้มีการประเมินว่าเป็นกี่หน่วยกิต เพราะฉะนั้นถ้ามหาวิทยาลัยแห่งใดจะรับ นักศึกษาที่ได้มีการจบจากหลักสูตร เช่น ปศส. หรือ ปรม. ที่กระผมได้สอนมาได้ไปประเมิน แล้วก็ให้เขาสามารถต่อยอดได้ เขาก็จะสามารถที่จะได้รับปริญญาโทได้โดยที่ไม่ต้องไป เสียเวลา ไม่ต้องไปใช้เวลา ๒ ปีอย่างที่เป็นปกติ ผมคิดว่าอาจจะเพียงแค่เทอมเดียวก็สามารถ จบได้ ก็คือในเรื่องของการแต่งเติมในส่วนของที่เป็นวิทยานิพนธ์ซึ่งอาจจะต้องมีในภาค ของทฤษฎีเข้าไปแทรกด้วย อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะที่อยากจะขออนุญาตนำเรียนในส่วนของ การเรียนการสอน
ในส่วนของวิจัยจะเห็นได้ว่าในแต่ละปีทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีการวิจัยมาก ด้วยกัน แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นในเรื่องของการวิจัยก็คือว่าโจทย์ประเทศไทยตอนนี้ ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ ๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตยมี ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการซื้อเสียง ผมตรวจดูแล้วงานวิจัยปี ๒๕๖๑ ที่ท่านทำ มีอะไรที่เกี่ยวกับซื้อเสียงแค่เรื่องเดียว ท่านควรจะต้องให้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังว่า เราจะแก้ปัญหานี้ในประเทศไทยได้อย่างไร นั่นก็เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ทุกวันนี้เราก็ทราบดีว่า สื่อออนไลน์ (Online) มีบทบาทมาก ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย ในต่างประเทศ แม้กระทั่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังมีอิทธิพลของสื่อออนไลน์ (Online) ในการตัดสินใจลงประชามติ หรือลงเลือกตั้ง ผมอยากจะเห็นสถาบันพระปกเกล้าได้ลองวิจัยเรื่องพวกนี้ในเชิงประยุกต์ แล้วก็จะได้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยในส่วนของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
ในเรื่องสุดท้าย ขออนุญาตที่จะให้ข้อคิดเห็นก็คือเรื่องของการตรวจสอบ ของผู้สอบบัญชี สตง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีปรากฏในหน้า ๑๙๐ สตง. ได้บอกว่าเงินสด ของท่านไม่ได้มีการรายงานถึง ๓ บัญชีด้วยกัน เป็นเงินรวมทั้งหมด ๕๒ ล้านบาท ไม่ใช่ เงินเล็ก ๆ ๕๒ ล้านบาทนี้ แต่ผมแปลกใจว่าทำไม สตง. จึงไม่พยายามจะหาหลักฐานว่า ตัวเลขที่ว่าหายไปมันเกิดอะไรขึ้น แต่ว่ามาทิ้งท้ายเพียงแต่ว่า สตง. ไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่าจำเป็นต้องปรับปรุงจำนวนนี้ หรือเปล่า ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ เงิน ๕๒ ล้านบาท แล้วมาทิ้งท้ายว่า ไม่แน่ใจ ไม่สามารถสรุปได้ว่าต้องปรับปรุงหรือเปล่า ตามหลักแล้วในการสอบบัญชี ถ้าเขาเจออะไรผิดหรือเจออะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ต้องบอกกล่าวให้กับผู้ทำบัญชีให้ไป ปรับปรุงงบเสียจะได้ทำให้ถูกต้อง แต่ถ้ามาทิ้งท้ายแบบนี้เราก็จะสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นงบทั้งงบ ที่เขานำเสนอ แล้วก็รับรองอย่างมีเงื่อนไขนี่แล้วมันเชื่อถือได้แค่ไหน อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะ ขออนุญาตให้เราได้คุยกับ สตง. ให้ชัดเจนว่ามีหนทางที่จะปรับปรุงได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เป็น ข้อคิดเห็นคร่าว ๆ ที่กระผมขออนุญาตมาเรียนนำเสนอครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ภูมิลำเนาจังหวัดกระบี่ครับ วันนี้เรามารับทราบรายงานเป็นเอกสารรายงาน ประจำปี ๒๕๖๑ ซึ่งผมเป็นผลผลิตพลเมืองของสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้และผมยังยึดมั่น อยู่เสมอว่าสถาบันแห่งนี้เป็นของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เป็นสถาบันของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่เข้าไปใช้ประโยชน์หรือมีอิทธิพลในเชิงความคิดของการไปเป็นวิทยากรในสถาบันแห่งนั้น ซึ่งในรายงานท่านเลขาธิการได้กล่าวถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนา ผมเชื่อว่า คำเหล่านี้เป็นคำที่น่าจะตรงกันข้ามกับการโอนอ่อนผ่อนลู่ลมไม่สมเกียรติของสถาบัน ผมยืนยันว่าสถาบันแห่งนี้ให้ความรู้กับผมมาหลายหลักสูตรไม่ว่าจะเป็น พีเพิล ออดิต (People’s Audit) หรือหลักสูตรธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง แต่สิ่งที่ผมจะอภิปราย ในวันนี้ ผมจะแปลรายงานหนังสือของท่านที่เสนอต่อสภาให้ออกมาให้เห็นเป็นรูปแบบ รายงานของการกระทำ คลี่ออกมาให้เห็นว่าการกระทำบางอย่างในสถาบันตรงกับธรรมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ของบุคคลากรภายในหรือไม่ ผมยกตัวอย่างเลยว่าวิสัยทัศน์ ซึ่งสถาบันวางเอาไว้ในการรายงานผมคิดว่ามันขัดกับพฤติกรรมหรือรายงานเอกสารนี้ ขัดกับ พฤติกรรมตัวรายงานฉบับเห็นด้วยตา รายงานฉบับเห็นด้วยการกระทำของผม นั่นหมายถึง ประจักษ์พยานในการเป็นลูกศิษย์ ซึ่งผมให้ความเคารพกับบรรดาคณาจารย์ที่มาให้ความรู้ ของผมนะครับ ปี ๒๕๖๑ คือปีที่มีการครบรอบ ๒๐ ปี ผมชื่นชมมากครับ ท่านทำเอกสารดีมาก แต่ที่สำคัญผู้บังคับบัญชาสถาบันพระปกเกล้าโดยตำแหน่งคือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันก็คือท่านชวน หลีกภัย ซึ่งในอดีตมีการเขียนสารแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปี แต่ก็ไม่เคยมีคำตอบหรือให้พวกผมซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหา เมื่อไปอ่านสารของ อดีตประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าอย่างเช่นท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ตั้งคำถามต่อสถาบัน แต่ไม่เคยได้รับคำตอบกลับมาจากตัวสถาบันหรือบุคลากรในระดับผู้บริหารซึ่งแปลว่า เรื่องของการเป็นธรรมาภิบาลมีข้อด่างพร้อยในสถาบันแน่นอน จากรายงานของท่านผมเห็น ถึงการพัฒนาบุคลากรในระดับกลาง แต่ปรากฏว่าทำไมท่านไม่ให้ความสำคัญกับบุคลากร ระดับผู้อำนวยการหลักสูตร เพราะว่าผมเห็นผู้อำนวยการหลักสูตรบางท่าน วันนี้ต้องขออนุญาต ฟ้องท่านประธานเลยนะครับ เพราะว่าท่านประธานเป็นถึงผู้บังคับบัญชานะครับ อย่างเช่น ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี ผมไม่เข้าใจครับว่าท่านบริหารเรื่องสันติวิธีท่านต้องบริหาร ความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันถ้ามีความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องต้องกันในหลักสูตรหรือในหลักวิชาการใด ๆ ของหลักการเรียนการสอน ผู้บริหารหลักสูตรไม่สามารถผลักคนที่มีความคิดเห็นต่างออกไปได้ เดี๋ยวผมจะเอาหลักฐานเสนอท่านประธานว่าอดีตผู้อำนวยการหลักสูตรสำนักสันติวิธี ทำไมถึงผลักไสลูกศิษย์ของผมออกจากไลน์ (Line) กลุ่ม ผมไม่ทราบว่าการได้รับการศึกษา ในระดับประชาธิปไตยถึงประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่มีผลหรืออย่างไรในการทำงาน ของบุคคลดังกล่าว ในรายงานมีสิ่งดีเยอะแยะมากมาย แต่ปรากฏว่าไม่มีลิงก์ (Link) หรือสื่อ ที่จะให้ตามไปดูรายละเอียดที่แจ้งการสัมมนาหรืออภิปรายที่อยู่กันในรายงานฉบับนั้น ซึ่งผมคิดว่าพอผมเปิดอ่านปั๊บผมอยากไปดูผลครับ ผลของการอภิปรายหรือรายงาน มันไม่มีเลย เราจะไปต่อยอดตรงนั้นได้อย่างไร แต่ผมเห็นผลการกระทำของสถาบันแล้วว่า หลายอย่างเราไปสแกน (Scan) แล้วก็ตามดูได้ แต่บางรายการก็ยังมีนะครับ ที่มีข้อบกพร่อง ลักษณะดังกล่าว ความท้าทายของสถาบันที่ท่านเลขาธิการเขียนเอาไว้ปรากฏว่าไม่มีกิจการ หรือไม่มีโครงการรายงานที่ไปสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยให้กับทหาร ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาท ในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยผิดกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๓ ซึ่งเต็มไปด้วยเถยจิต ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ผมคิดว่าความท้าทายนี้ไม่พอที่ท่านเขียนเอาไว้ ท่านไม่มี กิจกรรมโครงการหรือรายงานที่ไปรณรงค์กับตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจถ่วงดุลในการปกป้อง อำนาจประชาธิปไตยหรืออำนาจอธิปไตย ท่านกลัวอะไรครับ ในเมื่อท่านบอกว่าท่านเป็นสถาบัน อันทรงคุณค่าและมีความท้าทาย ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้ปรับเนื้อหาหลักสูตรให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ปัจจุบันแน่นอน ท่านไม่ได้ส่งเสริมความเป็นพลเมืองเพราะท่านยินยอม ให้มีการใช้มาตรา ๔๔ ยกเลิกสภาพัฒนาการเมืองที่มีพระราชบัญญัติรองรับและมีภาคประชาชน ทำกิจการอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่กลับคล้อยตามอำนาจเผด็จการ ปล่อยให้ครอบงำ สถาบันอันทรงเกียรติของเราทุกคน ผมเชื่อว่าการปล่อยปละละเลยของท่านทำให้ ท่านไม่มีรายงานหรืองานวิจัยที่บ่งบอกถึงความเสียหาย เมื่อสภาพัฒนาการเมืองถูกยกเลิก โดยอำนาจมาตรา ๔๔ นี่คือหนึ่งในความท้าทายท่านต้องทำเป็นการบ้านต่อครับ ผมจึงคิดว่า พฤติกรรมของบุคลากรในสถาบันพระปกเกล้าอีก ๑ เคส (Case) ผมเดินผ่านบ่อย ๆ เวทีสาธารณะ ก่อนมีการเลือกตั้งปรากฏว่าท่านเชิญเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ ๆ บางพรรคเท่านั้น ท่านอาจจะมองข้ามพรรคอนาคตใหม่ที่ผมสังกัดอยู่ ผมเชื่อว่าท่านมีการเลือกปฏิบัติ ก่อนการเลือกตั้งครับ เพราะผมไปถามเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าหน้าที่บอกว่าเอาเฉพาะพรรคใหญ่ ๆ ก็แล้วกันพี่ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งก็คงไปสอดคล้องกับบุคลากร บางท่านที่ผมพาดพิงถึงนะครับ มีการสื่อสารว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ชอบทหาร ผมคิดว่า ท่าน พลโท พงศกร รอดชมภู ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค และมีหลายคนที่เป็นทหาร ตำรวจ ทุกคน มีบทบาท ท่านต้องทบทวนนะครับ การตั้งแง่กับพรรคการเมืองใหม่ ๆ เท่ากับการเลือกปฏิบัติ ต่อพรรคการเมือง ซึ่งท่านก็ยังไม่ปรากฏรายงานความเห็นที่คัดค้านกับวิทยากรที่มาบรรยาย ชมเชยเผด็จการ ชมเชยอำนาจนิยม ไม่ปรากฏรายงานความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ต่อวิทยากร ซึ่งบางคนมีข้อกังขาของสังคม เพราะวิทยากรที่ท่านเชิญมาบรรยายนี้ ต้องคดีมาแล้ว เช่นฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นต้น ผมคิดว่าวิทยากรไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วที่สำคัญ เวลาผมตั้งคำถามวิทยากรก็ตอบผมไม่ได้ นี่คือข้อบกพร่องอันหนึ่งที่สถาบันพระปกเกล้า จะต้องรับไปแก้ไขปรับปรุง เพราะไม่เช่นนั้นสถาบันก็จะผิดหลักธรรมาภิบาลที่พร่ำสอน ในหลักสูตรแต่กลับทำการเช่นนั้นเสียเอง ในรายงานปรากฏคำว่า บุคคลภายนอกมาใช้ บริการห้องสมุด ท่านกำลังมองประชาชนว่าเป็นบุคคลภายนอกหรือครับ ทำไมท่านไม่ใช้ศัพท์ คำว่า บุคคลทั่วไป ศัพท์คำบางคำคือตัวสะท้อนวิธีคิดของคนในสถาบันพระปกเกล้า ผมเลยมีความกังวลสงสัยในบทบาทจุดยืนความแน่ชัดของการส่งเสริมประชาธิปไตยของ สถาบันพระปกเกล้า เพราะยังมีวิทยากรที่ยังมีทัศนคติอันเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แถมยังมาควบคุมบางหลักสูตรได้ด้วย ในรายงาน บางจุดก็ไม่มีไฮไลต์ (Highlight) ทอปปิก (Topic) สำคัญ ๆ แต่ลักษณะการรายงานใน ภาพรวม ลักษณะของการเกรงใจผู้มีอำนาจบางอย่างใช้คำว่า ควร จริง ๆ ท่านจะต้องใช้คำว่า ต้อง อย่างหน้า ๗๐ มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม ท่านต้องเขียนเป็นไฮไลต์ (Highlight) ทอปปิก (Topic) หนา ๆ เลยนะครับ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะท่านมุ่งเน้นเหลือเกิน เรื่องหลักธรรมาภิบาล แล้วก็คณะกรรมการติดตามประเมินผล ผมเห็นมีข้อคิดเห็นแค่ ๔ เรื่อง เท่านั้นที่เหลือไม่มี แปลว่าทำดีอยู่แล้ว เชิดชูกันอยู่แล้ว ไม่มีติเพื่อก่อกันเลยหรือครับ วันนี้ผมมาติเพื่อก่อ วันนี้ผมมาเป็นเงาสะท้อนให้เห็นสถาบันพระปกเกล้าที่ผมรักเพราะผม เป็นลูกศิษย์ มีอาจารย์ที่ผมเคารพหลายท่าน แต่พฤติกรรมของท่านในเมื่อเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยบางครั้งก็อาจจะไม่สามารถยกมือไหว้ได้นะครับ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ผมต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าพิจารณาบุคคล ซึ่งเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา
ท่านประเสริฐพงษ์ ครับ
อีกนิดเดียวจบครับ ท่านประธานครับ ขอให้มีการปลดออก ถอดวาง ให้สถาบันพระปกเกล้าฟื้นฟูกลับสู่ ความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับต่อไป ผมอยากให้สถาบันพระปกเกล้าไม่ใช่เป็นต้นไม้ที่เป็น บอนไซหรือดองประชาธิปไตยเก็บไว้ และคำพูดบางคำในสถาบันพระปกเกล้าที่พร่ำสอน แต่คำว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง คำพูดเหล่านั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าหลังจากผมอภิปรายเสร็จผมจะมองหน้ากันติดและเป็นมิตรกันเหมือนเดิม นี่คือสโลแกน (Slogan) ที่ผมวางไว้ในเรื่องอนุญาโตตุลาการ
(รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง : หมดเวลาแล้ว นะครับ
ท่านประธานครับ
พอแล้วครับ เลยเวลามามากแล้วนะครับ ขออนุญาต เชิญครับ
ไม่ได้กำหนดเวลานะครับ เมื่อสักครู่ก่อนหน้าผมเลยเวลาไป ๑ นาที ท่านประธานชวนก็อนุญาตครับ ผมจะจบแล้วครับ ขออีกนิดเดียว ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสมรรถนะขององค์กรจะต้องดีขึ้นแต่ต้องไม่มีวิทยากร บางท่านอยู่ในสถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ และที่สำคัญการมีบุคลากรไปรับใช้อำนาจเผด็จการ ไม่ใช่ประกาศนียบัตรความภาคภูมิใจของบุคลากรสถาบันพระปกเกล้าในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา และที่สำคัญผมคิดว่าเราจะต้องตระหนักและสำนึกหลักในการเป็นสถาบัน อันทรงเกียรติอย่างสถาบันพระปกเกล้าครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ท่านประธานชวนได้หารือเอาไว้ในการรับฟังการรายงานตั้งแต่หลายครั้งที่ผ่านมา และครั้งนี้ ก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่าขอให้ท่านสมาชิกอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที เพราะว่า การรับทราบรายงานความจริงแล้วเป็นระเบียบวาระแจ้งเพื่อทราบ ถ้าหากว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องอภิปรายถึงเนื้อหาสาระก็ขอให้ท่านสมาชิกเราได้นำเอาประเด็นที่มีความสำคัญ ต่อการพัฒนา อย่างเช่นวันนี้รับทราบรายงานของสถาบันพระปกเกล้าเราก็ต้องเอาประเด็น ที่มีความสำคัญต่อการที่จะพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ก็ขอให้รักษาเวลา ไม่ใช่ว่าไม่ได้ กำหนดเวลา แต่ถ้ามากสุดก็คือไม่เกิน ๑๐ นาที ต่อไปเชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเองก็อย่างที่ท่านประธาน ได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ผมก็คงไม่ก้าวล่วง เพราะจริง ๆ แล้วการรับทราบ การมารายงานของแต่ละหน่วยงานของสภาก็เป็นเรื่องของภาพรวม ก็ไม่อยากจะให้ลงไป ในตัวบุคคล อันนี้ก็ฝากความเห็นให้ท่านประธานได้วินิจฉัย ผู้อภิปรายท่านต่อไปถ้ามี เอาเรื่องตัวบุคคลเข้ามาก็ฝากท่านประธานช่วยดูด้วยครับ เพราะว่าเหมือนกับใช้สภาแห่งนี้ มาระบายทุกข์หรือมาระบายความรู้สึกส่วนตัวให้เพื่อนสมาชิกได้รับฟัง ส่วนกระผมเอง วันนี้ได้มีโอกาสมาอภิปรายให้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีการต่อยอดในสิ่งที่ผมคิดว่า เป็นประโยชน์กับทางสถาบันพระปกเกล้า เพราะว่าผมเองนั้นก็กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตร ปปร. ของสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ได้รับรู้การดำเนินการของสถาบันพระปกเกล้า และผมเอง ก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ รายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้าตั้งแต่เมื่อคืนนะครับ ก็รับไป พันธกิจของสถาบันมีอยู่ ๗ ข้อ แต่ผมจะพูดถึง ๓ ข้อนะครับ ให้ทางคณาจารย์ ท่านผู้บริหารสถาบันได้รับไปดำเนินการนะครับ
ข้อแรก คือการศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อสร้างองค์ความรู้และเสนอแนะ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็น ระบบ กราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้การวิจัยหลาย ๆ อย่างในประเทศไทยของเรา ไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่ภาคการปฏิบัติ ทีนี้ถ้าสมมุติว่าเรากำลังจะให้สถาบันพระปกเกล้ามีตัวชี้วัด ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย ผมอยากจะให้ทางสถาบันได้ตั้งตัวชี้วัดเรื่องของการซื้อสิทธิ ขายเสียงว่าถ้าเราสามารถลดการซื้อสิทธิขายเสียงได้ เป็นความสำเร็จของสถาบันในการสร้าง องค์ความรู้ให้กับสังคม สร้างองค์ความรู้ให้กับพี่น้องประชาชน หรือในสมุดเล่มนี้เราเรียกว่า พลเมืองนะครับ ผมคิดว่าก็จะเป็นการดี ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของสถาบันในการที่จะสร้าง องค์ความรู้ สร้างจิตวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตย ของความเป็นประชาธิปไตย ในประเทศไทยอย่างแท้จริงนะครับ การวิจัยในข้อที่ ๑ ที่เป็นพันธกิจของสถาบัน ผมอยากให้ เน้นย้ำเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงเอามาเป็นตัวชี้วัดในการวิจัยเพื่อชี้วัดผลงานของ สถาบันพระปกเกล้า
เรื่องที่ ๒ ก็คือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสนับสนุนความรู้ความเข้าใจ และการใช้สิทธิ หน้าที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อยากจะกราบเรียน ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าครับท่านคณาจารย์ ว่าวันนี้ กกต. มีการตั้ง ศส.ปชต. ไม่ทราบว่า ท่านเคยได้ยินหรือเปล่า ตรงนี้จะมีอาสาสมัครหมู่บ้านละ ๑ คน แต่ กกต. จะมีกิจกรรม ก็ต่อเมื่อจะมีการเลือกตั้งครับ คณาจารย์ครับ ท่านประธาน เจ้าหน้าที่ของ ศส.ปชต. ก็จะได้รับการเชิญจาก กกต. ใกล้จะเลือกตั้ง เพื่อไปทำอะไรครับ ไปรณรงค์ต่อต้านการซื้อสิทธิ ขายเสียง ถามว่าไปรณรงค์อย่างไรครับ ที่ผมเคยเห็นก็ไปเดินถือป้ายแล้วก็เชิญชวนนักเรียน ออกมาเดินรณรงค์เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง แต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงแค่ทางกายภาพ มันไม่ได้สร้างจากจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยให้กับ ศส.ปชต. เป็นไปได้ไหมครับ ที่สถาบันพระปกเกล้าจะประสานกับทาง กกต. นำบุคลากรที่เรามีอยู่มาสร้างจิตวิญญาณ ของความเป็นนักประชาธิปไตยที่ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงจริง ๆ สร้างให้เขาเห็น ผลเสียผลร้ายของการซื้อสิทธิขายเสียง การเข้ามาเป็นทุนการเมืองนะครับ เมื่อนักการเมือง ซื้อสิทธิมาแล้ว การที่พี่น้องประชาชนขายสิทธิของตัวเองไปแล้วมีผลเสียอย่างไร ให้เขาเข้าใจ ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง สร้างจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ศส.ปชต. ตรงนี้ ผมคิดว่า ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติเพราะว่าในพันธกิจข้อที่ ๔ มันเชื่อมโยงในความรู้ ความเข้าใจในการเป็นสิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันนี้ผมอยากจะฝาก ทางท่านคณาจารย์ลองพิจารณาต่อยอดกับ กกต. ดู ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าที่ตรงนี้ก็เป็นแค่ การรณรงค์ทางกายภาพ ไม่ได้จากจิตวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง
เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงคณาจารย์ของ สถาบันพระปกเกล้าว่า พิพิธภัณฑ์ที่ผมไปดูตอนที่ผมได้ไปปฐมนิเทศตอนเป็นนักศึกษา ปปร. ก็ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ทางสถาบัน ได้เอาน้อง ๆ เยาวชน ผมทราบว่ามีมาครับ แต่คิดว่ายังไม่เพียงพอ ให้ทางรัฐสภาและทางรัฐบาล ได้สนับสนุนงบประมาณให้สถาบันเอาน้อง ๆ เยาวชนเหล่านี้มาเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ จะเห็นจุดกำเนิดของความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับพี่น้องพสกนิกรของท่านนะครับ เห็นความเป็นมา ในการเปลี่ยนแปลง จากประเทศที่เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนของเราจะได้ถูกปลูกฝังความเป็นนักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะได้เห็นพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยที่ท่านได้พระราชทานรัฐธรรมนูญและอำนาจของท่านให้พี่น้องประชาชน ตรงนี้ถือว่าเป็นการปลูกฝังเยาวชน การที่เยาวชนได้ไปพิพิธภัณฑ์ ท่านประธาน ได้เห็น ประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่ามาก ผมไปเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องรักแล้วก็หวงแหนไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานนะครับ การได้มาของประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องที่มีคุณค่า อยากให้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้ส่งเสริมพิพิธภัณฑ์ตรงนี้ให้แพร่หลาย ไปสู่น้อง ๆ เยาวชนให้มากขึ้น
สุดท้ายผมขอชื่นชมภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าได้เข้าไปเรียน ได้เข้าไป รับทราบ ก็รู้สึกว่าสถาบันพระปกเกล้านั้นมีประโยชน์กับประเทศจริง ๆ ท่านประธานครับ ได้เห็นบุคลากรที่มาให้ความรู้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ ได้เห็นหลักสูตรที่หลากหลาย ในการที่ผู้ได้เข้าไปรับการเรียนการสอนนั้นได้นำมาใช้ในการบริหารประเทศชาติ นักการเมือง ท้องถิ่นได้เข้าไปรับการเรียนการสอนแล้วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง แล้วที่สำคัญ ได้สร้างจิตวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตยให้กับผู้ที่ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การสัมมนาการเข้าไปเรียน การเข้าไปอบรม การเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ทุกกิจกรรมของ สถาบัน ผมคิดว่าไม่ว่ามาก ไม่ว่าน้อย ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมความเป็นนักประชาธิปไตย ตรงนี้ขอชื่นชมภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าในครั้งนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ลำดับต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา ๑๐ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีความจำเป็นต้องมาแสดงความคิดเห็นกับรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ต้องขอบพระคุณท่านผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า แต่ที่ผมจะพูดต่อไปนี้ขอความกรุณา ท่านต้องเปิดใจให้กว้างรับฟัง ผมเป็นศิษย์เก่าสถาบันพระปกเกล้าครับ ปปร. รุ่นที่ 16 ไปเปิดดูทำเนียบ ชื่อผมยังมีอยู่ นิยม เวชกามา ท่านประธานครับ ผมไปเรียนอยู่ที่นั่น เกือบ ๑๐ เดือน ต้องขอขอบพระคุณท่านครูบาอาจารย์ ผมไม่เป็นศิษย์เนรคุณแน่นอน เพียงแต่ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะลูกศิษย์เก่าคนหนึ่ง ผมอยากเห็นสถาบันพระปกเกล้า แห่งนี้เป็นสถาบันหลักประชาธิปไตยจริง ๆ ชื่อสถาบันพระปกเกล้าเป็นพระนามของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แต่ต้องบอกให้ทราบโดยทั่วกันว่าสถาบันเรา ผมเข้าใจสถาบันผมด้วยนะ เวลามีการเกิดปฏิวัติรัฐประหารสถาบันพระปกเกล้าไม่เคย ออกมารบ ไม่เคยแสดงจุดยืนความเป็นสถาบันทางประชาธิปไตย เพราะนี่คือหลักชัยจริง ๆ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านยอมแม้สละพระราชบัลลังก์เพื่อรักษาประชาธิปไตย แต่วันนี้เราต้องกลับมาทบทวนใหม่ สถาบันเรานะ ผมใช้คำว่า สถาบันเราเลย ผมรักมาก แต่ต้องกราบเรียนว่าวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมาคือการเลือกตั้งจบ วันนี้ประเทศไทยกลับมา เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ก็ไม่เป็นไร ผมจึงบอกว่าผู้บริหารหลักที่อยู่ในนี้ที่ท่านรายงานมา ผมไม่เห็นใครเป็นนักประชาธิปไตยเลย ไปอ่านดู ผมไม่เอ่ยชื่อนะครับ ตั้งแต่ประธานลงมาเลย ผมไม่ต้องไปบอกว่าใครเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย แต่ท่านไปเปิดดูแล้ว ผมไม่เห็นใคร เป็นประชาธิปไตย ล้วนมาจากเผด็จการ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วหลังจากวันที่ ๒๔ มีนาคมผ่านไป การเลือกตั้งอยากให้เกิดขึ้นใหม่ในสถาบันแห่งนี้ ผมมีท่านชวน หลีกภัย เป็นประธานรัฐสภา ท่านชวนจะมาเป็นประธานสถาบันพระปกเกล้าได้ไหม หรือผิดกฎหมาย รองประธาน คนที่สอง เจ้านายผมกลับมาเป็นกรรมการได้ไหม ท่านสุชาติ ตันเจริญ เป็นได้ไหม ผมอยากเห็นครับ ผมแสดงความคิดเห็นในฐานะลูกศิษย์ เพราะวันนี้บุคคลที่เป็นกรรมการทั้งหมด ผมไม่เห็นใคร ท่านดูครับ ผมก็เปิดดู ผมไม่เอ่ยถึงผู้บริหารระดับเลขาธิการนะครับ ตอนผมไปเรียน ท่านเป็นรองเลขาธิการ ผมจะบอกว่าถ้าวันนี้เลือกตั้งแล้วสถาบันเราคือสถาบันหลักประชาธิปไตย ผมอยากเห็น ส.ส. ที่นั่งหน้าสลอนในสภานี้เข้าไปเป็นกรรมการบ้างได้ไหม อันนี้ผมฝากให้ท่านคิด หรือว่า ยังไม่ครบวาระเลยเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมอยากเห็นจริง ๆ ในเรื่องนี้ ผมเปิดดูเมื่อวานนี้แล้ว หนังสือท่านหลายคนก็เป็นคนมีชื่อเสียงผมรู้จักดี แต่ความเป็นนักประชาธิปไตยมันไม่มี ในหนังสือเล่มนี้ ผมจึงกราบเรียนผู้บริหารที่นั่งอยู่ในนี้ว่าทบทวนได้ไหม หลายครั้งที่จัดงาน ศิษย์เก่างานรุ่นอะไร หลายคนมาเป็นประธานรุ่นเป็นอะไร ท่านมอบวุฒิบัตร มอบโล่ทั้งหลาย ให้ผมมองดูแล้วยังอเนจอนาถใจนะครับ เศร้าใจในสถาบันหลักของประชาธิปไตย โล่ที่ท่านมอบให้คนเหล่านั้นเป็นเผด็จการครับท่านประธาน ผมจึงอยากเห็นว่าถ้าคนได้รับโล่ จากสถาบันเรา สถาบันพระปกเกล้าทุกคนทั้งประเทศชื่นชมคนนี้ยอดเป็นนักประชาธิปไตย ผมจึงเห็นแต่คนเป็นประธานสถาบันคือ ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน คนเดียวที่ผมภูมิใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนอื่นผมเองก็ยังเศร้าใจอยู่ ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งของสถาบันแห่งนี้ ผมจึงกราบเรียนท่านผู้บริหารว่าวันนี้ท่านเลขาธิการไม่ได้มา ผมจำได้หลายคนเป็นอาจารย์ ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้นะครับ ผมเรียนอยู่ ๑๐ เดือน เรียนที่สถาบันพระปกเกล้า เทียวไปเทียวมาอยู่ วันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานสภาวันนี้ท่านเป็นประธานสภา ท่านนั่งอยู่ก็ประสานคุยกัน ในสถาบันซึ่งเป็นสถาบันหลักของประชาธิปไตย ท่านต้องแสดงจุดยืนสักอย่างให้เห็นว่า สถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันหลักจริงๆ ไม่ใช่เป็นสถาบันที่เพาะคนไปเรียนแต่ละรุ่นออกมา เพื่อฝากกัน โน่น นี่ นั่น ผมคนหนึ่งที่เรียนอยู่ได้ยินได้ฟังมาไม่สบายใจครับ ผมเป็น ส.ส. บ้านนอกก็จริงแต่ก็เรียน ผมเรียนทั้งสถาบันพระปกเกล้า เรียนทั้ง พตส. ผมจึงเห็นหลายคน ในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นักประชาธิปไตย แต่ท่านก็เอามาเชิดชู ชื่นชม มันไม่ใช่นะครับ ที่ผมพูดมากลับไปทบทวนได้หรือไม่ว่ากลับไปทำใหม่ ส่วนเงินทองอะไรที่ท่านรายงานมา ผมไม่ได้ให้ความสนใจมากในเรื่องโน่น นี่ นั่น เงิน ๓๐๐ ล้านบาท ๔๐๐ ล้านบาท ก็เรื่องของท่าน เพียงแต่หลักของเราคือสถาบันหลักของประชาธิปไตย ต่อจากนี้ไปถ้าเกิดมีปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจฝากเลย ไม่ต้องห่วงตำแหน่ง ไม่ต้องห่วงเก้าอี้ ผู้นำสถาบันออกมายืนอยู่แถวหน้า ออกมารบในฐานะนักรบประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปชื่นชม ยินดี ผู้บริหารสถาบันเราบางคน บางคนนะ ผมใช้คำว่า บางคน พอเขายึดอำนาจกลับไปสลอนช่วยเขาเลย ผมนี่เศร้าใจจริง ๆ ในฐานะเป็นลูกศิษย์ ถ้าวันหนึ่งผมบอกว่าท่านรองประธานศุภชัยเป็นกรรมการบริหาร เป็นกรรมการสภา ท่านสุชาติ ท่านชวน เป็นประธานสภา ผมจะดีใจมากมี ส.ส. เราบ้าง
ท่านนิยม มีเรื่องอื่นจะพูดอีกไหมครับ เพราะเห็นวนแต่เรื่องเดียวหลายนาทีแล้ว มันใกล้จะหมดเวลา แล้วนะครับ
มันเน้นครับ มันเน้นหลักประชาธิปไตย ที่ผมพูดมีหลายเรื่องครับ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ท่านทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์ ผมดูแล้วก็เป็นเรื่องดี ท่านเขียนดี แต่งานวิจัยของท่านมีหลายเรื่องท่านประธาน แต่ผมอยากจะย้ำเน้นให้เห็นว่า สถาบันหลักประชาธิปไตยต้องทำอะไรให้ชัดเจนแก่ประเทศ แก่ชาวโลก ส่วนงานวิจัย มันทำได้ครับ แต่หลายท่านพูดไปแล้ว วิจัยหลักของท่านที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเกี่ยวกับงาน ในด้านประชาธิปไตยท่านยังน้อยมาก ผมดูน้อยจริง ๆ ส่วนใหญ่ยังเป็นนามธรรมเท่าที่ทำมา ใช้เงินมหาศาลเหมือนกันนะครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ๖ ยุทธศาสตร์ของท่าน ผมก็ไม่ได้คัดค้านติติงอะไร เพียงแต่ว่าหลักที่จะก้าวต่อไปของประชาธิปไตยท่านจับมันขึ้นมาเลย มาทำเป็นงานหลัก เพราะสถาบันแห่งนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสถาบันพระปกเกล้า เป็นพระนาม อย่าให้มันเสียชื่อ ตรงนี้ พระนามของท่าน ผมไม่ใช้เวลามากท่านประธานครับ ไม่ทั้งหมดก็ได้ เพียงแต่มายืนยัน กับท่านในวันนี้ว่า รายงานของท่านทำสวยหรู แต่สวยหรูเป็นเล่ม ประชาธิปไตยของท่าน ยังไม่สวยหรู ผมฝากท่านด้วย กลับไปยืนแถวหน้าออกรบ ถึงเวลาแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ที่ช่วยรักษาเวลา ต่อไปเชิญท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ขอท่าน ๑๐ นาที ไม่เกิน ๑๐ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผมขอบคุณที่ให้โอกาสได้รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นประโยชน์กับรายงาน ผมจะพูดในสิ่งที่รายงานนี้ปรากฏอยู่ แล้วก็จะมีการเสนอแนะให้กับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อนำไปพิจารณาประกอบในปีต่อไป
ท่านประธานครับ ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่ก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็กล่าวได้ว่าได้ช่วยสถาบันพระปกเกล้าในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรางวัลพระปกเกล้า เรื่องของการเป็นวิทยากรในบางครั้ง สิ่งเหล่านี้ผมก็สัมผัสได้ในบางเรื่องแต่ก็ขอชมเชย สถาบันพระปกเกล้านิดหนึ่งครับว่า ในส่วนของการแยกแยะรายละเอียดในรายงานนั้น ถือว่าทำได้ดีทีเดียว และทำให้เห็นแต่ละด้านของงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานวิจัย และพัฒนา เรื่องของการบริการวิชาการ การพัฒนาผู้นำ เรื่องของการสร้างพลเมือง และเรื่องของการรายงานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในยุทธศาสตร์ชัดเจน ผมจึงกราบเรียนด้วยความเคารพว่างานสถาบันพระปกเกล้า ด้วยเป้าหมายหลักทั้งหมดเมื่อประมวลทุกยุทธศาสตร์แล้ว ต้องมุ่งไปสู่การส่งเสริม และพัฒนาประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข งานหลักก็คือการพัฒนา ที่เขียนไว้ในวิสัยทัศน์ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย เรื่องของธรรมาภิบาลและ สันติวิธี อันนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการ ผมจะแยกแยะในแต่ละงาน เพื่อจะทำให้สถาบันพระปกเกล้านั้นได้นำไปพิจารณา ก็เรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของงานวิจัยและพัฒนามันมีทั้ง ๓ รูปแบบที่ได้ทำ เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องสร้างองค์ความรู้ เรื่องที่ ๒ ก็คือวิจัยเพื่อปฏิบัติการถอดบทเรียน เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการทำดัชนี ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าทั้ง ๓ เรื่องในงานวิจัย แม้กระทั่งเรื่องอื่น ๆ ก็ตาม เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายบางส่วนแล้ว ผมอยากจะเรียนว่าเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๕๖-๖๘ และในรายงานแต่ละประเภทวิจัย เรื่องวิจัยจะอยู่ในประมาณหน้า ๑๙๕-๒๐๖ เวลาเราอ่าน เรามีความรู้สึกว่ามันจะปะปนกันไปอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่าถ้าจะเน้นจุดประชาธิปไตย หรือเน้นเรื่องของสันติวิธีหรือเรื่องของธรรมาภิบาล ผมอยากให้ทำแยกแยะ สมมุติว่ามีอยู่ ๒๐ เรื่อง บอกได้หรือไม่เรื่องใดที่ตอบโจทย์ เรื่องประชาธิปไตย บอกได้หรือไม่เรื่องใดที่ตอบโจทย์ธรรมาภิบาล หรือสันติวิธี ถ้าแยกแยะ อย่างนี้ผมว่างานวิจัยมันจะดูเป็นภาพรวม ๆ แล้วเราต้องอ่าน เพราะจะต้องสรุปว่า วิจัยและพัฒนาไปตอบโจทย์เรื่องประชาธิปไตย ไปตอบโจทย์เรื่องธรรมาภิบาลอย่างไร นี่คือส่วนที่ ๑ ที่อยากจะเสนอแนะไว้ในหน้าที่กล่าวถึง
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการพัฒนาผู้นำ ทางความคิด การเผยแพร่ประชาธิปไตย ซึ่งท่านก็ทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หลักสูตรต่าง ๆ ที่อบรม เพื่อนสมาชิกได้กล่าวแล้วว่าหลักสูตรที่อบรมมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ตอบโจทย์ให้กับนักการเมือง ตอบโจทย์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้นำด้านอื่น ๆ ในหลักสูตรต่าง ๆ ที่กล่าวแล้ว คือในส่วนนี้ผมคิดว่าเพื่อให้เป็นประโยชน์ ผมเห็นคนไปเรียน ผมเป็นส่วนหนึ่งที่ไปเรียนสถาบันพระปกเกล้าในหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ ๑๔ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ถ้าจะให้เป็นประโยชน์ก็คือคนไปเรียนต้องทำคอมมิตเมนต์ (Commitment) หรือทำบันทึกข้อตกลง เมื่อจบแล้วไปเผยแพร่เรื่องประชาธิปไตย ไปส่งเสริมเรื่องความเป็น พลเมือง หรือแล้วแต่หลักสูตรนั้น ๆ ได้กำหนดเนื้อหาสาระแล้วเมื่อจบแล้วผมอยากให้ สถาบันทำบันทึกข้อตกลง มันจะได้แก้ปัญหาครหาได้ว่าอบรมมาแล้ว เพื่อรับแต่ประกาศนียบัตร แล้วนำไปโชว์ (Show) ไปติดไว้ข้างฝาแล้วไม่ได้ทำอะไรเลยหรือเปล่า แต่คอมมิตเมนต์ (Commitment) มันจะบอกว่าเราไปทำอะไรตามที่คนอบรมนั้นอยู่ในองค์กร อยู่ในสถาบันนั้น ๆ นั่นคือส่วนที่ ๒
ในส่วนที่ ๓ เรื่องของการพัฒนาสร้างความเป็นพลเมือง โรงเรียนพลเมือง หรือไปให้สถาบันการศึกษาตั้งศูนย์พลเมือง อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่าประเทศเรา สิ่งหนึ่งที่ต้องทำมาก ๆ ในการปฏิรูปประเทศก็คือ การสร้างคนให้เป็นพลเมือง ซึ่งสถาบัน ก็ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันจะทำอย่างไรให้เกิดผล อยากจะแนะนำ สักนิดหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาปรากฏในหน้า ๙๘-๑๐๙ ผมเรียนว่าตรงนี้อยากให้สถาบันทำรายงาน เพิ่มเติมให้กับสถาบันไปอบรม ผมคิดว่าการทำให้เกิดมรรคผลก็คือการทำต้นแบบซึ่งบางส่วนก็มี ผมเห็นสถาบันไปให้กับสถาบันราชภัฏบ้าง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องกลับมาเป็นผลผลิตของสถาบัน ก็คือการให้สถาบันนั้น ๆ ทำต้นแบบของพลเมือง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก โรงเรียนพลเมืองก็ดี ซึ่งก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าอาจจะต้องทำว่าต้นแบบที่ไปพัฒนามันมีตรงไหน อย่างไร บุคคลใด แล้วก็สร้างขึ้นมามันเกิดเขาเรียกแพร่กระจายอย่างไรได้บ้าง อันนี้เป็นส่วนที่สำคัญ กับอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผมก็มีส่วนร่วมอยู่ในตอนที่ก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นด้วยกับโครงการ รางวัลพระปกเกล้า รางวัลพระปกเกล้าได้แตกหน่อออกเป็น ๓ ประเภท เช่นประเภทโปร่งใส ซึ่งตอบโจทย์ธรรมาภิบาล แล้วก็แตกหน่อไปเป็นประเภทสันติวิธีประเภทเครือข่าย มีข้อเสนอว่าน่าจะรวมเป็นรางวัลพระปกเกล้ารางวัลเดียว เพราะว่าพี่น้องประชาชน ในองค์กรท้องถิ่นนั้นค่อนข้างจะเข้าใจยากใน ๓ ประเภทแล้วลำบาก ผมอยากจะกราบเรียน ว่าน่าจะทำให้เป็นรางวัลพระปกเกล้าที่ตอบโจทย์เรื่องประชาธิปไตยก็คือไปเพิ่มเนื้อหา เรื่องประชาธิปไตยเข้าไปด้วยตามที่สมาชิกหลายท่านพูด สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้รางวัลนั้น มีเอกภาพในรางวัล ผมอยากจะกราบเรียนว่าเงินของสถาบันพระปกเกล้าที่ได้ปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ไปทำภารกิจมากมายอย่างนี้ ผมเห็นด้วย อาจจะต้องเพิ่มให้ก็ได้ถ้าสถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้ตอบโจทย์ในสิ่งที่ผมพูดมา เรียนท่านประธานว่าในรางวัลบางรางวัล เช่น รางวัล ธรรมาภิบาลของสำนักนายกรัฐมนตรีให้เงิน แต่รางวัลพระปกเกล้าให้เป็นโล่ ผมแค่อยากจะ เพิ่มเติมว่าถ้าจะติดปลายนวมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อไปพัฒนาให้เป็นรางวัล เป็นเงินก็อยากให้พิจารณาด้วย สุดท้ายผมจะกราบเรียนว่าในรายงานต้องไปประเมินผล ของรายงานอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นโครงการทั้งหลายที่ท่านให้ไปตามยุทธศาสตร์ ผมอยากให้ ทำการประเมิน ไม่ว่าหลักสูตรที่เรียน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมพลเมือง จะต้องไปทำรายงานของรายงานสิ่งเหล่านั้นอีกทีหนึ่งเพื่อจะทำให้สภานี้ได้รับทราบว่า สิ่งที่ท่านได้รับไปนั้นได้รายงานกลับมา ไม่ใช่รายงานในฉบับนี้อย่างเดียว แต่เป็นรายงานของ ผลผลิตแต่ละส่วน แต่ละส่วน แต่ละยุทธศาสตร์ด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานสภาไปยัง ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำรายงานสถาบันพระปกเกล้าครั้งนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๘ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้มีโอกาสอ่านรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้าเล่มนี้ ก็ต้องขอชื่นชมสถาบัน ที่ได้ทำหน้าที่ดังพันธกิจหลักของสถาบันพระปกเกล้าที่จะเป็นหน่วยงานที่เป็นแหล่งอ้างอิง ที่น่าเชื่อถือทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการเมืองการปกครองของประเทศไทย งานวิจัยต่าง ๆ ทุกวันนี้มีสภาพที่เราเรียกว่าเป็นงานวิจัยที่อยู่บนหิ้งหรือนำไปใช้ไม่ได้ แต่งานวิจัยหลายงานของสถาบันพระปกเกล้า ผมก็ต้องใช้คำว่า เอาจากหิ้งมาสู่ห้างได้ นั่นก็คือเอาไปใช้งานได้จริง ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเหล่านี้ ตัวอย่างเช่นบทวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ซึ่งผมก็ได้นำมาประกอบ การอภิปรายของผมไปเมื่อครั้งที่แล้ว หรือแม้แต่ประเด็นร่วมสมัย อย่างเช่นหนังสือเล่มนี้ ที่เป็นการทำงบประมาณที่คำนึงถึงเพศหญิงและเพศชาย เป็นไปตามหลักการสากลของ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือเอสดีจี (SDGs) ยังไม่รวมไปถึงผลรายงาน การศึกษาการประเมินรัฐสภา โดยใช้หลักเกณฑ์วิธีการของสหภาพรัฐสภาหรือไอพียู (IPU) ซึ่งผมได้มีโอกาสนำเนื้อหาสาระในบทวิจัยฉบับนี้ไปถกแถลงอภิปรายกับเพื่อนสมาชิก จากรัฐสภาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ก็ได้รับคำนิยมชื่นชมว่ารัฐสภาไทยได้นำหลักเกณฑ์ กลไก ที่ได้รับการยอมรับของสหภาพรัฐสภาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในฐานะประเทศภาคีสมาชิก
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้สังเกตเห็น นั่นก็คือผลงานวิจัยหลาย ๆ งานของสถาบัน ได้ถูกหยิบยกไปอ้างอิงโดยฝ่ายบริหาร อย่างเช่น หนังสือเล่มนี้ชนะสิบทิศ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ได้หยิบยกขึ้นไปใช้ในฝ่ายบริหาร แต่นั่น ยังไม่หมดครับ สิ่งที่ผมอดจะต้องเอามาพูดไม่ได้นั่นก็คือความกล้าหาญทางวิชาการของ สถาบันพระปกเกล้าที่ได้รายงานผลการศึกษา การสำรวจอย่างตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น ความนิยมของรัฐบาล หรือความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมือง ก็ต้องขอชื่นชมครับ ในหลาย ๆ ครั้ง อาจจะสวนทางกับสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากจะได้ยิน แต่สิ่งนี้คือความสวยงามและคุณค่าของ ผลงานวิชาการที่ปราศจากอคติและตรงไปตรงมา มันทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมคะแนนนิยมถึงไม่สูง ใช่เป็นเพราะว่ารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน บกพร่องหรือไม่มีประสิทธิภาพหรือเปล่า หรือเป็นเพราะว่านโยบายประชานิยมที่ใช้เงินธุรกิจ การเมืองได้หยั่งรากลึกเข้าไปในสังคมไทยหรือเป็นเพราะว่าทุกวันนี้สังคมไทยตกอยู่ภายใต้ ข่าวเท็จ ข่าวลวง ทำให้ประเทศ ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงข้างเดียว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จึงนำไปสู่ข้อเสนอที่ผมอยากจะขอแนะนำสถาบันพระปกเกล้าในการดำเนินงาน ๒-๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก เราต้องยอมรับให้ได้ว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ วังวนแห่งปัญหาทางการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิธีเดียว ที่จะแก้ได้นั่นก็คือต้องแก้ที่คน สถาบันพระปกเกล้ามีหน้าที่ในการพัฒนาคน โดยคนเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคนที่มีบทบาทสูงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในอำนาจหรือกำลังก้าวเข้าสู่ อำนาจ คนเหล่านี้จะต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องอะไรครับ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึง ประชาธิปไตย แต่ผมคิดว่าประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่พอครับ เราเป็นประเทศประชาธิปไตย มา ๘๐ กว่าปี แต่เราก็ยังประสบกับปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สถาบันจะต้องสร้างให้ได้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยสุจริตอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ท่านประธานที่เคารพ หลักการของประชาธิปไตยสุจริตนั่นก็คือสถาบันจะต้องมั่นใจให้ได้ว่า สถาบันจะบ่มเพาะคนที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีในคนเดียวกัน
ประเด็นที่ ๒ หลายท่านได้อภิปรายไปบ้างแล้วนั่นก็คือการคัดเลือกบุคคล เข้าเป็นนักศึกษาของสถาบัน สถาบันจะต้องมั่นใจให้ได้ว่าสถาบันมีการคัดกรองที่เข้มข้น เพื่อที่จะมั่นใจว่าคนที่เข้าสู่สถาบันมีพื้นฐานที่เป็นคนดี ผมจึงขอสนับสนุนแนวคิดของ ท่านประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าที่ท่านมีแนวนโยบายให้บุคคล หรือผู้สมัครที่มีเจตนาจงใจไม่ชำระหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับ การคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ของทางสถาบัน
และประเด็นสุดท้าย นั่นก็คือสถาบันจะต้องเป็นที่พึ่งทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญไปกว่านั้นจะต้องพัฒนาผู้นำที่เป็นที่พึ่งของประชาชนให้สมกับวิสัยทัศน์ของ สถาบันที่ว่าจะเป็นสถาบันชั้นนำทางวิชาการ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยสันติวิธี ธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปเหลืออยู่ ๓ ท่าน มีท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านนิกร จำนง แล้วก็ท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ เชิญคุณรังสิมาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันก็เป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้านะคะ ดิฉันเรียนหลักสูตร ปปร. ๙ แล้วก็ พตส. ๗ แล้วก็ตอนที่อภิปรายงบประมาณดิฉันก็จองคิวที่จะอภิปรายของ สถาบันพระปกเกล้าแต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะว่าเวลาน้อย วันนี้ก็ได้มีโอกาสที่จะมาอภิปราย ดิฉันก็เป็นคนตรง ๆ ท่านอย่าโกรธนะคะ ไม่ใช่ว่าศิษย์คิดล้างครูแต่อยากให้เอาไปพัฒนานะคะ คือดิฉันมองว่าหลักสูตรของท่านทุกอย่างดีหมดเลย ดิฉันเห็นด้วย แล้วก็รายงานที่ท่าน เอามาให้รายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ดิฉันมองว่าหลักสูตรต่าง ๆ ท่านคัดคนมาเรียน ดิฉันเห็นว่าบางท่านที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเรียนคนเดียว ๒๗ หลักสูตร ท่านลองไปเช็ก (Check) ดูได้เลย แล้วก็แต่ละท่านที่มาเรียนถ้าเป็นคนที่เสียเงินแล้ว เข้ามาเรียนดิฉันไม่ว่า แต่อันนี้มันเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน บางคนทราบหรือไม่คะ เขาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าเขายังไปเรียนหลักสูตรอื่น ๆ อีกในวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน ดิฉันก็ยืนดูแล้วก็เศร้าใจนะคะ คือมาปิ้งมือเสร็จแล้วก็ไป แล้วพอเสร็จเราจะเลิกก็กลับมา ปิ้งมือ ท่านเช็ก (Check) อย่างนี้ไม่ได้ค่ะ อันนี้เท่ากับการทุจริต ในสภากดบัตรแทนกันดิฉัน ยังไม่ยอมเลย แต่อันนี้ปิ้งมือแล้วไม่เรียนยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ท่านต้องเน้นให้คนมีความซื่อสัตย์ แล้วต้องมีจริยธรรมด้วย คือไปเรียนแล้วต้องเรียนเพราะมันเป็นภาษีของประชาชน ไม่ใช่ ไปเรียนแล้วปิ้งมือเสร็จแล้วก็ไปแล้วก็มาเอาวุฒิบัตร แล้วมันเสียสิทธิคนอื่นเขา ทำไม ท่านไม่มองคนอื่นบ้าง ประชาชนธรรมดาเขาก็ต้องมีสิทธิเรียนเพราะมันเป็นภาษีของเขา แต่ท่านก็เอาพวกนักการเมือง ดิฉันก็ยังพอรับได้ว่าเขาจะต้องมาเป็นนักการเมืองก็ต้องรู้อะไร หลาย ๆ อย่างเพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาอาชีพ แต่บางคนเป็นนักธุรกิจแต่หาคอนเนกชัน (Connection) เรียนทุกหลักสูตร ท่านไปเปิดดูได้เลย ท่านกดชื่อเลยในรุ่นปัจจุบันก็ได้ว่าคนนี้มีเรียนที่ไหนบ้าง เรียนอะไรมาแล้วบ้าง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปดิฉันก็จะติดตาม ดิฉันอยากไปเป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ อนุกรรมาธิการนะ อบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ฉันจะเอาชื่อมาดูให้หมดเลย ถ้าท่าน ตรงเมื่อไรดิฉันจะตัดให้หมดเหมือนกันจะไม่ให้เลย ดิฉันเป็นคนเคี่ยวมากเรื่องงบประมาณ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเงินท่านเอาไปใช้ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ทีนี้ที่ดิฉันพูด ดิฉันก็ไป ดูว่าหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์เขามีเปิดอบรมใช่หรือไม่คะ ดิฉันก็เรียนแต่ว่า หลักสูตรนี้เขาให้จ่ายเงิน ท่านลองให้มีหลักสูตรที่จ่ายเงินสิคนพวกนี้ไม่วิ่งเรียนหรอกค่ะ เพราะมันเสียเงิน แต่ถ้าอันไหนเรียนฟรีก็จะวิ่งเรียนมันทุกหลักสูตร เพราะฉะนั้นตรงนี้ เมื่อปี ๒๕๖๑ ท่านได้งบประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท ดิฉันก็คิดว่าถ้าดิฉันพูดไปแล้วงบประมาณ ดิฉันคิดว่าน่าจะใช้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วจะต้องไม่มีคนซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ
แล้วก็อีกประการหนึ่งอยากจะเสนอแนะว่าคนที่ท่านจะให้มาเรียน ในสถาบันพระปกเกล้านี้ท่านต้องเช็ก (Check) เลยว่าคนนี้เคยเรียนในสถาบันเมื่อปีที่แล้ว หรือเปล่า กี่ปีผ่านมา ท่านต้องกำหนดมาเลยว่าคุณต้องไม่เรียนของสถาบันพระปกเกล้า อย่างน้อยแล้วกี่ปี ไม่ใช่ปีที่แล้วก็เรียน ปีนี้หลักสูตรอะไรก็เรียน ปีหน้าจองเรียนอีกแล้ว แล้วก็ล็อบบี (Lobby) กรรมการว่าขอเรียนอันนี้ ขอเรียนอันนี้วิ่งกัน แต่คนอื่นที่อยากจะ เรียนไม่ได้เรียน เรียนแต่หน้าเดิม ๆ ดิฉันก็พูดตรงนะคะ ท่านพยักหน้าท่านต้องรู้เพราะว่า มันมีการวิ่งเต้นอยากเรียนเยอะ เพราะมันฟรีอย่างไรคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ฝากตรงนี้ไว้ ให้เช็ก (Check) ว่าคนนี้ปีนี้เรียนที่ไหนแล้วบ้าง แล้วต้องเว้นกี่ปี กำหนดมาเลยว่าคุณสมบัติ คุณจะต้องไม่เรียนเท่าไร แล้วดิฉันก็จะคอยติดตามนะคะปีหน้า
ข้อต่อไปงานวิจัย ดิฉันเห็นสถาบันพระปกเกล้าใครไปเรียนทำวิจัยเดี่ยว วิจัยเยอะแยะไปหมดเลย ดิฉันคิดว่าหลายพันวิจัยแล้ว แต่มองเป็นรูปธรรมไม่เห็นเอาวิจัย มาใช้เลย ถ้าท่านได้เอาวิจัยต่าง ๆ ของทุกคนมาใช้ คือคนไหนที่ไม่ได้รางวัลท่านก็สามารถ เอามาใช้ได้นะคะ สามารถเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อันนี้ และวิจัยเดี่ยวดิฉันก็มองว่า ถ้าวิจัยของท่านวิจัยกลุ่มก็จะได้ใช้ประโยชน์มากกว่าวิจัยเดี่ยวด้วยซ้ำไปเพราะทุกคนก็ช่วยกันทำ แล้วก็อีกประการหนึ่งอยากให้นำมาใช้ได้จริง ทำแล้วอย่าเอาไปเก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วก็ให้ถึงกับ ประชาชนให้ได้ใช้ประโยชน์อันนี้ด้วยนะคะ
อีกประการหนึ่งคือประการหลักนะคะที่ดิฉันอยากจะพูดคือเรื่องการซื้อเสียง คือดิฉันก็มองว่าตั้งแต่ดิฉันลงสมัคร ส.ส. มานี้ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ดิฉันก็เป็น ส.ส. มา ๕ สมัย ดิฉันปฏิญาณไว้เลยว่า ๑. ดิฉันจะไม่โกงแผ่นดินเด็ดขาด เพราะฉะนั้นใครทุจริตดิฉันจะสู้ จะเป็นนักสู้สู้กับคนที่ทุจริต อันที่ ๒ ถ้าให้ดิฉันซื้อเสียงแล้วมาเป็นผู้แทนราษฎรดิฉันไม่เป็น ดิฉันไปทำอาชีพอื่น ดิฉันเป็นพยาบาลก็ได้ ไปทำอาชีพอื่น ดิฉันก็มีความรู้ แต่ว่าตั้งแต่ มีสถาบันพระปกเกล้าหรือตั้งแต่ดิฉันลงสมัคร ส.ส. มา ๖ ครั้ง การเลือกตั้งยิ่งมีการซื้อเสียง ทวีคูณมากขึ้นแบบทุกปี ๆ ทุกการเลือกตั้งการซื้อเสียงจะเปลี่ยนไป มันจะมีวิธีการอะไร มากมาย ท่านต้องไปศึกษา ท่านเป็นสถาบัน ท่านต้องหาแนวทางการแก้ไขการซื้อเสียง มันไม่ซื้อแบบสมัยที่แล้วแล้ว เห็นไหมคะ ซื้อ ๖๐,๐๐๐ เสียงเอาแค่ ๓๐,๐๐๐ เสียงพอ การซื้อโอนเข้าบัญชีเลย เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามันไม่มาเดินเหมือนสมัยก่อนแล้ว อำนาจรัฐก็มีส่วนมากพามาซื้อเลย ขนผู้นำมาซื้อที่บ้านของผู้สมัครเลย ไม่มีความผิดอะไรเลย ร้องไปแล้วก็ไม่มีความหมาย ดิฉันถึงแม้จะเป็นรัฐบาลดิฉันก็พูด ดิฉันพูดตรง อยากให้สถาบัน ไปหาแนวทางการแก้ไขแล้วก็ปลุกระดมประชาชนว่าการซื้อเสียงมันมีผลเสียกับประเทศ อย่างใด ดิฉันก็มาคิดของดิฉันเอง คือไปเรียนมาดิฉันก็เอามาใช้ แต่บางทีมันใช้ไม่ได้ประโยชน์ มันต้องใช้เทคนิคของตัวเอง อย่างเช่น ดิฉันมาเป็น ส.ส. ดิฉันก็คิดว่าต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ ดิฉันไปตามโรงเรียนดิฉันก็จะไปพูด พูดมากมันก็ไม่ฟัง พูดมากมันก็ไม่จำ พูดน้อย ๆ แต่ว่า พูดบ่อย ๆ แล้วก็พูดนาน ๆ ดิฉันก็จะไปตามโรงเรียนแล้วก็จะไปบอกเด็กว่าเด็กโตไปแล้ว ถ้ามีสิทธิเลือกตั้งไม่ให้เลือกคนซื้อเสียง แล้วไปบ้านก็ให้ไปบอกพ่อแม่เลือกอะไรก็แล้วแต่ ห้ามเลือกคนซื้อเสียงเด็ดขาด เพราะพวกนี้จะเข้าไปโกงกินแผ่นดินและประเทศก็จะล่มจมฉิบหาย เพราะฉะนั้นเด็กก็จะจำไว้ แล้วพอเด็กมีสิทธิเลือกตั้งได้หรือเด็กพอที่จะเรียนมัธยมได้ ดิฉันก็พาเด็กมาที่สภาผู้แทนราษฎร ดิฉันพยายามหมุนไปเพื่อให้เด็กได้เห็นว่าเลือกผู้แทนไปแล้ว ผู้แทนไปทำอะไร เลือกผู้แทนไปแล้วเขาไปทำงานอยู่ที่ไหน ดิฉันก็จะพามาที่สภาผู้แทนราษฎร มาดูงานตลอดเลย แต่ที่นี่ดิฉันก็ประสานไปแล้ว แต่ว่าสภาเรายังไม่เรียบร้อยและก็ยังไม่เสร็จ ดิฉันก็เลยยังไม่เอามา ดิฉันก็เอามาทุกปี ดิฉันอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันก็จะพาเด็ก ๆ ไปพรรคประชาธิปัตย์ว่าดิฉันอยู่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ไหน เวลาเดือดร้อนอะไรนึกไม่ออกก็ให้ไปที่พรรคประชาธิปัตย์หรือว่ามาที่สภาผู้แทนราษฎร เพราะดิฉันทำงานอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นเราต้องปลูกฝังตั้งแต่เล็ก ๆ ท่านเล่นอบรมเฉพาะ ตอนจะเลือก พอเลือกเสร็จท่านก็ทิ้งไปเลย พอจะเลือกอีกทีสมมุติอยู่ครบ ๔ ปี ใกล้ ๆ จะเลือกตั้งท่านก็เอามาอบรมแล้วก็เลิกไป แล้วท่านก็เอามาอบรมอีก ๔ ปี มันไม่ได้ผลหรอก เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะฝากว่าท่านทำงานดีแล้วแต่ควรแก้ไข ปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ สูงสุด แล้วก็ให้คุ้มค่ากับภาษีของพี่น้องประชาชน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณ ท่านรังสิมานะครับ ต่อไปเชิญท่านนิกร จำนง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา จะขออภิปรายให้ความเห็นต่อ รายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ผมเองเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวพัน ไม่ห่างนักกับสถาบันแห่งนี้มาหลายสิบปีแล้ว ผมเคยร่วมกิจกรรมในนี้ก็มีเมื่อไม่นานนี้ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกรณีการศึกษาการใช้แนวทางประชาธิปไตย ในการมีส่วนร่วมกับเยาวชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ซึ่งในรายงาน หน้า ๖๓ ผมไปร่วมในฐานะเป็นประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย ผลก็ออกมาค่อนข้างดี มีการนำไปเสนอทั่วประเทศ เด็ก ๆ เขาก็ดีใจกันที่เขาได้คิด ได้อ่าน ที่โรงเรียนเทคนิคชัยนาท ขณะนี้ก็เป็นวิทยากรบรรยายอบรมของสถาบันอยู่ต่อเนื่อง ขณะนี้ก็ยังค้างอยู่เรื่องบทบาท หน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งผู้ช่วย ส.ส. ๔ หลักสูตร ผมได้รับเชิญไปบรรยายด้วยความเต็มใจ เพราะว่าจะเป็นประโยชน์กับสมาชิกของเราทุกคน นอกจากนั้นก็ไปร่วมกิจกรรมอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ผมไม่ได้เป็น ผมไม่ได้เป็นนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า ผมอยากจะขอแก้ข้อกล่าวหา ผมอยากไปเรียน ผมเป็นผู้อำนวยการพรรค ผมมีหน้าที่จะต้องส่งนักการเมืองของพรรคไปเรียนมาตลอด ผมไม่ว่าง ไม่มีเวลา ช่วงที่ปิดเทอม ถูกยึดอำนาจ ๕ ปี ผมมีโอกาสผมก็ไปเรียน พตส. แล้วก็สมัครสถาบันพระปกเกล้า ผมเรียน พตส. จบแล้วเหลืออีก ๑ เดือน ที่จริงจบแล้ว ผมไปสมัครไว้สถาบันพระปกเกล้ารับแล้ว แล้วก็เชิญผมไปขอโทษว่า โดยระเบียบของสถาบันพระปกเกล้า ถ้ายังเรียนคาบเกี่ยวกับอันอื่นไม่รับ คำถามก็คือ ผมสนิทกับทั้งเลขาธิการ ทั้งอาจารย์ที่อยู่บนนั้นผมก็สนิทหลายคน แต่ผมไม่สามารถเรียนได้ เพราะระเบียบที่เคร่งครัดของสถาบันพระปกเกล้า ผมก็เลยยืนยันจะขอแก้แทนว่าไม่ใช่ว่า ใครมาเรียนก็ได้ใช้เส้น ใช้เส้นมันมีระเบียบ ผมเองทั้ง ๆ ที่ผูกพันใกล้ชิดก็ไม่มีโอกาสได้เรียน แต่ตอนนี้เรียนไม่ได้แล้วเพราะว่าไม่มีเวลาแล้ว ช่วงมีเวลาก็ไม่ได้เรียน ตกลงผมก็ไม่ได้เป็น ลูกศิษย์ของท่าน ก็ด้วยความเคารพเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าไม่มีโอกาส เพราะว่าระเบียบ กลไกลที่กำหนดไว้เคร่งครัดอยู่ตามสมควรครับ ขอชื่นชมตรงนี้ ผมจะพูดถึงเรื่องแนวทาง การพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ผมเรียนว่าอย่างนี้ สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรของเรานะครับ ของสถาบันแห่งนี้ เราต้องไม่ลืมตรงนี้ ดังนั้นก่อนหน้านี้ช่วงที่เราว่างเราก็ศึกษาเรื่องการปฏิรูป ระบบรัฐสภา เราก็ศึกษาเรื่องนี้ด้วยว่าสถาบันพระปกเกล้าจะช่วยอะไรรัฐสภาได้บ้าง ในการศึกษาตรงนั้นเรามองไปว่ามันมีอะไรใหม่เป็นบริบทใหม่ที่นอกเหนือจากที่ท่านรายงาน และยุทธศาสตร์ของท่านว่าเราจำเป็นอะไรหรือ ปรากฏว่าสิ่งที่เราจำเป็นมากตอนนั้น ที่ตอนนี้ยังหาทางออกกันไม่ชัดเจนนัก ก็คือการรับฟังความเห็นการวิเคราะห์ผลกระทบ ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่ดีมาก ขณะนี้กฎหมายที่ผมยื่นไปท่านประธานครับ กฎหมายเรื่องวิธีพิจารณาความศาลจราจร ตอนนี้ก็ยังไม่มีระบบในการฟังเสียงประชาชน ช่วงนั้นเองตอนกฎหมายนี้ออกคุยกันกับ สถาบันพระปกเกล้าแล้ว และเชิญสถาบันพระปกเกล้าไปคุยว่าเราอยากจะได้เพราะการปฏิบัติ ตามนี้ในความเป็นจริง กระทรวง ทบวง กรม ออกกฎหมายมาแล้วไปฟังความเห็นประชาชน ทุกกระทรวงฟังความเห็นเพื่อให้กฎหมายตัวเองผ่านทั้งนั้นละ คือไบแอส (Bias) คือเข้าข้างกฎหมายตัวเอง แล้วส่วนของสภาเองตอนนี้จนถึงขณะนี้กราบเรียนท่านประธาน เรายังไม่มีการเซตอัป (Set up) ระบบในการที่จะฟังความเห็น ทีนี้ถ้าเราเป็นสภาแล้ว เราฟังความเห็น แล้วสภานี้ที่ออกกฎหมายแล้วเรามาฟังความเห็นเสียเอง ผมมองว่า มันไม่ค่อยเหมาะเพราะเราเป็นผู้ออกกฎหมาย มันต้องมีหน่วยงานกลางที่มีหลักวิชาการ มีระบบอย่างดี ในนั้นเราชี้ไปที่สถาบันพระปกเกล้า เพราะเป็นตรงกลางแล้วสามารถจะ ดำเนินการได้ เป็นขุมความรู้บุคคลากรพอมีระบบระเบียบที่ดีเราก็เลยเสนออย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าการรับฟังความเห็นมันมีช่องว่างอยู่มีหลุมขนาดใหญ่ตรงนี้การปฏิรูปเพื่อให้ กระบวนการตรากฎหมายไปอย่างรวดเร็วครบถ้วนตามที่กล่าว แล้วตามมาตรา ๗๗ เสนอว่า ให้องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รับฟังเสียเอง แล้วอยู่กับสภาอยู่แล้ว แต่ตรงนี้เราอาจจะมีการปรับปรุงกฎหมาย คือถ้าเป็นไปตามนั้นขณะนี้ทำได้ ทำได้เลยตรงที่ว่า ใน พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้าในมาตรา ๖ สามารถดำเนินการได้แต่ไม่ชัด คือถ้าหากว่า เราจะเอาสถาบันพระปกเกล้ามาทำเรื่องนี้ต้องแก้กฎหมายสถาบันพระปกเกล้าเล็กน้อยครับ เพื่อให้เป็นหน่วยงานแล้วก็หน่วยตรงนี้ไม่ใช่เป็นสถาบันที่สอน ต้องเป็นหน่วยงานใหม่เกิดขึ้น ในสถาบันพระปกเกล้า มันคือสถาบันพระปกเกล้าแล้วเราต้องพูดเรื่องงบประมาณ เพราะว่า การฟังความเห็นของประชาชนที่เป็นระบบที่เป็นระเบียบและเป็นหลักการและเป็นกลาง ยังไม่มีตอนนี้ นี่เราไม่พูดถึงประชาชนลงนามกฎหมาย เป็นเรื่องที่น่าจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะตามรัฐธรรมนูญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องดีแต่ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้เสนอในการศึกษาแต่ว่าเราก็หวังว่าในการปฏิรูปการเมืองที่ออกมาเป็น หมวดปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ข้อแรกคือด้านการเมืองเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่อง สร้างปัญหามากนะครับ ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบท่านประธาน หน่วยงานรับผิดชอบตอนนี้ เดิมเราตั้งใจกันว่าผมเองเป็นประธานจะแก้กฎหมายจะไปแก้ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง ที่พูดถึงนี่ล่ะจะได้เอามา ในนั้นเราฝันไว้อย่างนี้คุยกันแล้วว่าสถาบันพระปกเกล้าให้เป็น ฝ่ายบุ๋น ก็คือว่าให้เป็นคนดูแลเกี่ยวกับเรื่องวิชาการแล้วฝ่ายบู๊ก็คือลงไปหาประชาชน มีโครงสร้างประจำตำบลต่าง ๆ ก็คือเอาสภาพัฒนาการเมืองมาเดินเพื่อจะให้ความเห็น เพราะว่าในการปฏิรูปประเทศทางด้านการเมืองข้อ ๑ ก ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตและแตกต่าง แล้วก็ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรงนี้ไม่มีหน่วยงานเลย กกต. เองก็รับไม่ได้ เพราะว่าเขาจะต้องไปทำเรื่องการเลือกตั้ง เดี๋ยวการเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาภาระเยอะ ไม่ใช่งานหลัก ที่ไหนก็ไม่มี อย่างการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจก็ยังมีกระทรวงการคลัง กระทรวงอะไร แต่ปฏิรูปการเมืองที่เป็นสารัตถะสำคัญไม่มีหน่วยงาน แต่ปรากฏว่าทางสภาพัฒนาการเมือง ได้มีปัญหากันอยู่ตอนนั้นถูกยุบไป พอยุบไปมันโบ๋ มันไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ ผมก็เลย ตั้งความหวังฝากท่านประธานด้วยนะครับ ลองพิจารณากันดูว่า ๒ หลักการที่ควรจะให้ สถาบันพระปกเกล้าทำ ๑. คือสภาแห่งนี้เป็นกลางอยู่แล้ว การให้ความรู้ประชาชนเราไม่มี ไบแอส (Bias) ถ้าเป็นกระทรวงต่าง ๆ อาจจะมีเอียงข้างโน้นข้างนี้ข้างนั้น แต่ถ้าสภาเราเป็นกลาง เอาสถาบันพระปกเกล้ามาคอยดูแลเรื่องการพัฒนาการเมือง อย่างน้อยก็ปฏิรูปการเมือง ใน (๑) (๒) เป็นเรื่อง กกต. เรื่องพรรคการเมือง (๓) มีกลไกความรับผิดชอบพรรคการเมือง ก็เป็น กกต. (๔) ได้ การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างที่เราทำอยู่แล้วนี่ล่ะ สร้างผู้บริหารทางการเมืองที่ทุกท่านทำอยู่แล้ว ทำได้ดี ส่วนสำคัญมากก็คือ (๕) ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ มีกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข หน่วยงานนี้ไม่มีคนทำ ท่านประธานลองพิจารณาดูว่าสถาบันพระปกเกล้า จะมารับผิดชอบเรื่องนี้ผมว่าจะเป็นประโยชน์ยิ่ง ตรงนี้มันเป็นรอยแยกทางการเมือง ที่การเมืองมีปัญหามาก แต่เรามีแต่การปฏิรูปการเมืองแต่เราไม่มีหน่วยงาน สภาต้องไปรับ เรื่องนี้เอง แล้วถ้าสภาไปรับเองภารกิจของสภาก็ต้องให้สถาบันพระปกเกล้าไปทำเรื่องนี้ คือการปฏิรูปการเมืองเป็นหลักเลย แล้วก็ขยายไปเพิ่มงบประมาณให้เขา จัดคนเพิ่ม มันจะเป็นคุณูปการในการพัฒนาการเมืองเป็นอย่างมาก ผมก็เลยขอเสนอ ๒ มิติที่ว่าจะเป็น เรื่องใหม่เรื่องใหญ่ตามรัฐธรรมนูญและตามบริบทของความต้องการของประเทศคือ ๑. ให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานหลักในการรับฟังความเห็นประชาชนในการออกกฎหมาย ตามมาตรา ๗๗ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ข้อ ๒ ก็คือเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ ในเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้อยู่กับสภาเรา ก็ฝากให้สถาบันไปพิจารณา แล้วก็ฝากท่านประธานในฐานะเป็นผู้บริหารรัฐสภาของเราด้วยไปพิจารณาเรื่องนี้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพรรณสิริ กุลนาถศิริ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ขอนำเรียนด้วยความชื่นชมไปยังสถาบันพระปกเกล้าที่เป็นสถาบันที่กล่าวได้ว่าเป็นองค์กร ชั้นนำในด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลสันติวิธีเพื่อประโยชน์อย่างมีส่วนร่วม ในการเป็นพลวัตประชาธิปไตยคงไม่สมบูรณ์ที่สุดในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของประชาชน แต่การที่ สถาบันพระปกเกล้าพยายามที่จะพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้นจากการร่วมด้วยช่วยกัน ในทุก ๆ ภาคส่วน และภายใต้พันธกิจทั้ง ๗ ด้าน และยุทธศาสตร์ใน ๖ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ที่องค์กรสถาบันพระปกเกล้า พยายามมุ่งเน้นแล้วก็ผลักดันอย่างต่อเนื่องตลอดมา ๒๐ กว่าปี ดิฉันเองในฐานะที่ได้รับประโยชน์จากสถาบันทั้งในฐานะผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ การนำพาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่การพัฒนาทั้งในด้านของเครือข่าย ในด้านของการ เป็นประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมแล้วก็สันติวิธี ดิฉันได้ใช้เครื่องมือจากสถาบันพระปกเกล้า เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้รับและข้อมูลเอกสารที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง มีความละเอียด มีความสมบูรณ์ มีความตั้งอกตั้งใจที่จะเผยแผ่ออกมา ดิฉันเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่อยากจะ ชื่นชมและต่อยอด ตลอดจนมีข้อเสนอแนะบางประการ เริ่มตั้งแต่ในส่วนของทรัพยากร การลงทุน ทรัพยากรการลงทุนได้ระบุไว้ในหน้าที่ ๓๒ ในเรื่องของบุคลากร ๑๔๐ คนกับการทำงาน สร้างประชาธิปไตย สันติวิธี แล้วก็ในเรื่องของธรรมาภิบาลดิฉันมองว่าบุคลากรของท่าน ก็มีค่อนข้างจำกัด
ในด้านของทุนทรัพยากรงบประมาณ ทราบว่ามีประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท ในส่วนเงินอุดหนุนของรัฐบาลประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็ในส่วนของกองทุนดอกผลบ้าง รายได้บ้างอีก ๕๐ ล้านบาท ดิฉันมองว่าถ้าท่านได้ระบุโดยละเอียดในแผนการจัดการงบประมาณ ในภาพรวมประจำปี ๒๕๖๑ ซึ่งได้ระบุเพียงคร่าว ๆ ไว้ในเอกสารหน้า ๓๔ และหน้า ๓๕ ใน ๗ พันธกิจ ถ้าได้ระบุลึกในรายละเอียด อาทิเช่น พันธกิจที่ ๑ มีจำนวน ๓๑ โครงการ สัดส่วนร้อยละ ๗.๐๒ ถ้าได้เห็นในรายโครงการก็คงจะทำให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสที่จะ ศึกษาเชิงลึกแล้วมองในแง่ของธรรมาภิบาลว่ามีความคุ้มค่า แล้วก็สมในวัตถุประสงค์ และประโยชน์หรือไม่ แต่ในภาพรวมแล้วงบประมาณเท่านี้กับการขับเคลื่อนการทำงานถือว่า ไม่ได้มากมายเลยค่ะ
ในส่วนประเด็นแต่ละยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนการพัฒนาในยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและสันติวิธี มีทั้งในส่วนของ งานวิจัย ๒๐ ปีของสถาบันท่านก็วิเคราะห์แล้วก็เซต (Set) เข้ามาแค่เพียงบางเรื่องบางราวเท่านั้น ซึ่งมองให้เห็นทั้งมิติในเชิงพื้นที่แล้วก็กว้างไกลไปเครือข่ายในระดับสากล น่าชื่นชมมากค่ะ
ในส่วนของเอกสารวิชาการ ดิฉันก็เห็นในเรื่องของเอกสารชนะสิบทิศ เช่นเดียวกัน โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความเห็นไว้ว่า อยากให้ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กทม. อ่านหนังสือเล่มนี้ช่วยกันครับ ดิฉันมองว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสนใจและอยากให้เอกสารตำราเล่มนี้เกิดประโยชน์ ดิฉันมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จากผู้ที่ถ่ายทอดเป็นการศึกษาอีกขั้นตอนหนึ่ง คงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมีคุณค่ามากมาย โดยเฉพาะวิจัย การถอดบทเรียน การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและงบประมาณแบบมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึง บทบาทหญิงชาย ดิฉันอยู่ในภาวะสมัยที่เป็นผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดสุโขทัย ดิฉันมองว่าถ้าสถาบันพระปกเกล้ามีโครงการอะไรลงไปนั่นคือโจทย์ แล้วก็ทิศทางที่ควรจะเป็นไปของสังคม ดิฉันบอกให้บุคลากรในองค์กรรับเรื่องทันทีและ ได้มีวิทยากรกระบวนการเข้าไปในพื้นที่แม้ว่าจะไม่ได้สมัครเป็นกลุ่มวิจัยใน ๕ พื้นที่ ตามที่เอกสารได้รายงานแต่ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก แล้วก็ขยายผลไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในเครือข่าย ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเราตั้งเป็นชมรมสามพี่น้องท้องถิ่น ประกอบไปด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบไปด้วยเทศบาล แล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบล เราจะสื่อสารถึงกัน การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกมิติ ทุกประสบการณ์นั้นนำไปสู่การพัฒนาได้ทั้งสิ้น แม้แต่การเรียนรู้บางประการก็บอกเราว่าสิ่งนี้อาจจะดีหรือไม่ดี นั่นก็คือประสบการณ์ที่เราจะ เลือกสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้
ในส่วนของงานวิจัยเห็นมิติของการพัฒนาที่ลงลึกทั้งในระดับเยาวชน ประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนนในรูปแบบ ของสมัชชาที่ทางสถาบันพระปกเกล้าเลือกเครือข่ายด้วยความเต็มอกเต็มใจ แล้วเครือข่ายนั้น เขาก็จะขยายผลอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วยความเต็มอกเต็มใจนั่นเอง
ในส่วนยุทธศาสตร์ที่ ๒ ดิฉันอยากนำเรียนเป็นจุดที่สำคัญที่สุด จากประสบการณ์ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในมิติแรกของการประเมินในเชิงหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งดิฉันไม่เคยได้เข้าเรียนในหลักสูตรเป็นการเฉพาะ แต่เข้าไปสู่ในระบบในส่วนของหลักสูตร การเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการประเมินใช้ทฤษฎีของเคิร์กแพทริก โมเดล (Kirkpatrick Model) ดิฉันว่าเหมาะสมแล้ว เหมาะสมดีแล้วค่ะ เป็นทฤษฎีที่เป็นสากล เหมาะควรที่จะใช้ในการประเมินอย่างดีเยี่ยมแล้ว ในเรื่องของการศึกษาอบรม ในเรื่องของผู้นำยุคใหม่ก็ดี โครงการเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน เรื่องของการเก็บขยะ ในเรื่องของการดูแลสาธารณะ ในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันมองว่ามีประโยชน์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมองค์ความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนา การดำเนินการให้สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่บอกว่าโครงการรางวัลพระปกเกล้า ทองคำ โครงการนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ในส่วนหนึ่งที่ดิฉันมองว่ามีประโยชน์มากเป็นเหมือน กระบวนการที่จะนำสารัตถะหรือประเด็นอื่น ๆ เข้าไปอยู่ในกระบวนการ ถ้าเราสามารถเลือก ช่องทางของโครงการในสาขาของการสร้างเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อบจ. สุโขทัยรับรางวัล ๓ ปีซ้อนค่ะ โดยมีการคัดเลือกประเด็นเด่นในพื้นที่ อบจ. ชวนเที่ยว เรื่องที่ ๒ ภูมิปัญญาการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของสุขภาวะที่ดีของคนสุโขทัย และคนไทยทั้งประเทศ ๓ ปีซ้อนเกิดรางวัลพระปกเกล้าทองคำ แต่ดิฉันมีข้อเสนอกับ การขยายผล อยากให้สถาบันต่อเนื่องต่อไปนะคะโดยการกระตุ้นหรือแรงจูงใจใด ๆ ก็ตาม หยิบเป็นประเด็นเด่น หยิบเป็นโมเดล (Model) แล้วก็ขยายผลต่อ และการประเมินที่จะ เข้าสู่สถาบันรางวัลพระปกเกล้าก็อยากจะให้ประเมินโดยใช้เกณฑ์ผ่าน ไม่ใช่เกณฑ์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ ถ้าผ่านก็ถือว่าท่านให้เกียรติ ให้แรงจูงใจ มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ตรงนี้ คือประสบการณ์ตรงที่ได้รับประโยชน์และอยากจะให้ขยายผลต่อ ในเรื่องของธรรมาภิบาล ในเรื่องของพหุวัฒนธรรม ท่านก็ลงอย่างเต็มที่ ตลอดจนในยุทธศาสตร์ที่ ๔ การส่งเสริม งานวิชาการของสภา หลายเรื่องเลยค่ะที่อยู่หน้าห้องสภา ในเรื่องของร่างกฎหมายหรือกฎหมาย ที่ได้อนุมัติแล้วก็จะสามารถศึกษาได้ อย่างไรก็ตามมิวเซียม ไทยแลนด์ พอปพูลาร์ โหวต ๒๐๑๘ (Museum Thailand Popular Vote 2018) ดิฉันก็คิดว่านั่นคือสิ่งที่ท่านได้ทำ อย่างยอดเยี่ยมและสุดยอดแล้ว
ในอีกส่วนหนึ่งนะคะ มีข้อสังเกตในเรื่องของการประเมิน ในหน้า ๑๗๙ บุคลากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก็คือบุคลากรของสภา ท่านมีเกณฑ์ประเมินอยู่ที่ร้อยละ ๗๕ โดยการประเมินองค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อประเมินแล้วปรากฏว่าจาก ๑๐๖ คนที่เข้ารับ การอบรมผ่านแค่เพียง ๗๖ คน นั่นก็คือผ่านแค่เพียงร้อยละ ๗๑ แปลว่าตกค่ะ แปลว่าไม่ผ่าน แต่ว่าคณะกรรมการประเมินก็ไม่ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติม ดิฉันก็เลยสงสัยว่าเหตุใดในการอบรม และพัฒนาของกระบวนการสภาจึงไม่ผ่านการประเมิน ทั้งเล่มเห็นมีอยู่ข้อเดียวค่ะ ก็ให้กำลังใจ ต่อสถาบันพระปกเกล้าต่อไปค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปิยบุตร แสงกนกกุล ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ครับ ขออนุญาต ขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลาผมในการอภิปรายในเรื่องนี้ครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่อภิปราย เพราะไม่อยากรบกวนเวลาในที่ประชุมของสภาแห่งนี้มาก เข้าใจว่ามีอีกหลายหน่วยงาน หลายฉบับนะครับ แต่ว่าพอเป็นรายงานของสถาบันพระปกเกล้าผมจำเป็นต้องลุกขึ้น อภิปรายนะครับ แล้วก็ถือว่าเป็นโอกาสแรกในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้ อภิปรายเนื้อหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของสถาบันพระปกเกล้านะครับ ตัวผมเองมีความผูกพัน กับสถาบันพระปกเกล้าค่อนข้างมาก ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาก็มีโอกาสใช้งานวิชาการของ สถาบันพระปกเกล้ามาอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ที่เป็นอาจารย์ของผมหลายท่านก็ทำงานอยู่ใน สถาบันพระปกเกล้านะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ท่านอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย หรือเป็นอาจารย์ในทางตำราอย่างเช่นท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นะครับ ก็มีความผูกพันกันค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย ภรรยาผมเอง ก็ได้ความรู้ ได้วิชาจากสถาบันพระปกเกล้าค่อนข้างเยอะเพราะเคยทำงานอยู่ที่นั่นนะครับ ก็ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กันค่อนข้างใกล้ชิดกันนะครับ แล้วล่าสุดเราก็เลือกประธาน คณะกรรมาธิการสามัญเข้าไปเป็นกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ผมเองก็แสดง ความประสงค์ ความจำนงเลยว่าผมอยากจะเข้าไปอยู่ในกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า เพื่อจะได้ไปผลักไปดันกัน ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการสามัญจากซีกพรรคฝ่ายค้านที่เสียสละยอมเสนอ ผมเข้าไปเป็นในสัดส่วนของประธานคณะกรรมาธิการในซีกของฝ่ายค้านเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ สถาบันพระปกเกล้า ผมขออนุญาตพูดในเรื่องรายงานฉบับนี้นะครับ พูดเป็นภาพรวม เกี่ยวกับเรื่องงานวิจัย งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเป็นประโยชน์มาก ตัวผมเอง ใช้ประโยชน์งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด สมัยเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็นำไปใช้อ้างอิงในการบรรยาย นำไปใช้อ้างอิงไปใช้ประโยชน์ค่อนข้างมาก นำมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่น้อย มาตอนนี้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็นำงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้ามาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นงานที่ตอนนี้เข้าใจว่า ตัวท่านเลขาธิการสภาเองก็คือตัวท่านอาจารย์วุฒิสาร แล้วก็ตัวท่านอาจารย์อรทัย ก๊กผล ท่านรองเลขาธิการ ก็เป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายมาอย่างต่อเนื่องตลอด งานวิจัยหลายชิ้นเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนะครับ แอบกระซิบไว้นิดหนึ่งเสียงดัง ๆ ในสภาเลยว่าหลายเรื่องที่พรรคของผมเอาไปออกแบบนโยบายในเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องการยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ผมนำความรู้มาจากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ค่อนข้างมาก
อีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คืองานวิจัยชิ้นล่าสุดซึ่งได้ไปเห็น จากการประชาสัมพันธ์ของท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ก็คือเรื่องของรายงานการประเมิน สถานการณ์ความเป็นประชาธิปไตยประจำปี ๒๕๖๒ รายงานชิ้นนี้ก็เป็นประโยชน์นะครับ ก็มีให้ดาวน์โหลด (Download) ได้ ส.ส. สมาชิกท่านใดท่านสนใจก็สามารถไปหาดาวน์โหลด (Download) มาใช้งานได้
ในเรื่องของงานวิจัยตามรายงานประจำปีนี้ก็มีการสรุปกันว่าปีที่ผ่านมา ทำงานวิจัยชิ้นใดบ้างโดยต้องการเน้นหนักไปในเรื่องใด มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ รายงานวิจัยที่เกี่ยวกับท่านให้ชื่อว่า พระปกเกล้าศึกษา ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ สำคัญ แล้วผมอยากจะให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป แต่อยากจะให้ลองพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งครับ ในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ ๗ พระองค์เป็นผู้มีบทบาท สำคัญในการร่วมกันกับคณะราษฎรออกแบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๒ ของประเทศไทย ก็คือรัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ผมคิดว่ามันเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ ในช่วงเวลานั้นเองทุกท่านก็ทราบดีว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกัน เจรจากัน ระหว่างในหลวงรัชกาล ที่ ๗ กับคณะราษฎรจนได้ต้นแบบออกมาก็คือเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ผมคิดว่างานวิจัยที่อยู่ในโครงการพระปกเกล้าศึกษา อยากจะฝากทางสถาบัน พระปกเกล้าทางผู้บริหารไปพิจารณาดูว่าถ้าปีนี้หรือปีถัด ๆ ไปลองศึกษางานกลุ่มที่ชื่อว่า พระปกเกล้าศึกษาในแง่มุมนี้ดูในฐานะที่พระองค์ก็เป็นส่วนสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเวลานั้นที่สามารถสร้างการประนีประนอมยอมกันกับคณะราษฎรจนออกมาเป็นโมเดล (Model) รัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นบทบาทสำคัญ เป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญของในหลวงรัชกาลที่ ๗
นอกจากเรื่องนี้แล้วยังอาจจะมาใช้โครงการการศึกษาเรื่องนี้มาอธิบายความกัน ให้ชัดเจนว่าในท้ายที่สุดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแล้ว ในท้ายที่สุดเนื้อหาสาระมันมีอย่างไร เราจะออกแบบสิ่งสำคัญ องค์ประกอบสำคัญของระบอบนี้ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา ผ่านทางคณะรัฐมนตรีและผ่านทางศาล เราจะออกรูปแบบการปกครองอธิบายกันให้ชัด ๆ ว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเนื้อหาสาระที่แท้จริง เป็นอย่างไร มิใช่มีการอ้างกันลอย ๆ โดยที่ไม่ได้เข้าใจในเนื้อหารายละเอียดอาจจะใช้ โครงการวิจัยในกลุ่มพระปกเกล้าศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้นี้ได้ต่อไป
ในส่วนของหลักสูตรอบรมต่าง ๆ วันนี้พอผมได้มาเป็นผู้แทนราษฎรเราก็มีโอกาส ได้คัดผู้ช่วย ส.ส. ผู้ชำนาญการประจำตัว ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ส่งไปอบรม ซึ่งผมก็ได้รับฟีดแบก (Feedback) สะท้อนกลับมาว่าการอบรมนั้นดีมาก แล้วผมก็กำชับคนที่ทางฝั่งพรรคผม ส่งไปครับว่าต้องหมั่นเข้าเรียน ห้ามขาดเรียน แล้วหลายท่านก็ต้องมาขอลายเซ็นผมด้วย ขอลายเซ็นเพื่อจะขอเข้าไปอบรมนะครับ ก็กำชับเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี
ทีนี้ผมอยากให้ทางสถาบันพระปกเกล้าลองเสริมประเด็นนี้เข้ามาดูครับ ไม่ทราบว่าได้คิดทำแล้วหรือยัง คือผมคิดว่าอาจจะต้องมีหลักสูตรอบรมและพัฒนา ข้าราชการของสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ เพราะปฏิเสธไม่ได้ครับงานของพวกเราที่ออกมา ได้เราใช้ความขยันขันแข็ง การทุ่มเทการทำงานของข้าราชการสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมเปรียบเทียบคือเวลาพูดกันเรื่องกฎหมายเรามักจะบอกกันว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นี่เป็นหนึ่งในตองอูเลยยอดที่สุดในเรื่องการร่างกฎหมาย แต่องค์กรที่ออกกฎหมายจริง ๆ คือพวกเราสภาผู้แทนราษฎร แต่มือร่างกฎหมายที่เราบอกว่าคัดกันหัวกะทิมักจะไปอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมอยากให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายวิชาการหรือแม้กระทั่งหน่วยที่ตั้งขึ้นมาเรื่องงบประมาณเฉพาะของสภาผู้แทนราษฎร เราจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถนะครับ อยากจะเสริมสร้างตรงนี้ว่าในฐานะ สถาบันพระปกเกล้าที่เป็นหน่วยวิชาการของสภาถ้าเป็นไปได้สร้างหลักสูตรนี้ออกมา เพื่อพัฒนาข้าราชการสภาผู้แทนราษฎรของเรา
อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมขออนุญาตสนับสนุนสิ่งที่สมาชิก ท่านนิกร จำนง ขออนุญาตเอ่ยนามที่ได้อภิปรายไป ตอนนี้มีปัญหาจริง ๆ ครับ ทางท่านนิกร จำนง เสนอ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจรเข้าไปเป็นร่างแรกของสภาแห่งนี้ที่ ส.ส. เป็นคนเสนอ ทางผมเองก็เสนอลำดับต่อไปคือร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. จำนวน ๑๗ ฉบับ วันนี้ก็เตรียมจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีผลให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนไปใช้ระบบสมัครใจแทน ร่างที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้ถูกบรรจุญัตติเข้ามา ในสภาแห่งนี้เลยครับ สาเหตุก็เนื่องมาจากว่าเรากังวลกันว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ บังคับว่า ต้องแสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นก่อนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหน่วยงานของ สภาผู้แทนราษฎรตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนรองรับ ถ้าเป็นไปได้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ลงมารับผิดชอบเรื่องนี้ให้ก็จะเป็นการดียิ่ง อย่างน้อยสภานี้ จะได้มีร่างพระราชบัญญัติที่พิจารณากันโดยมาจาก ส.ส. เสนอกันเองบ้าง ไม่อย่างนั้น เราจะมีแต่ร่าง ครม. เข้ามาอย่างเดียวครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ หน่วยวิชาการที่สำคัญอย่างสถาบันพระปกเกล้าในอนาคต ผมว่าไม่เร็ว ๆ นี้ก็อีกไม่นานหรอกครับจะต้องมีการพูดถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญครับ ผมว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเป็นหน่วยวิชาการที่สำคัญที่สุดในการผลิตองค์ความรู้ เรื่องเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญและสนับสนุนให้สมาชิกของเราได้นำไปใช้ประกอบการอภิปราย ในการผลักดันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต่อไปนะครับ
สุดท้ายครับ อยากจะฝากท่านประธานไปถึงผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า งานวิจัยที่ท่านผลิตออกมาทั้งหมด ทุกวันนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะมีการจัดมาแจกให้กับ พรรคการเมืองที่มี ส.ส. อยู่ในสภาแห่งนี้ หรือถ้าจะไม่แจก เพราะกลัวแจกแล้วเดี๋ยวจะเอาไป ทิ้งขว้างกันไม่อ่าน ก็ให้ ส.ส. แสดงความจำนงก็ได้นะครับ หลายเรื่องคือผมใช้วิธีค้นเอาเอง ผมก็ตามไปส่องเพจ (Page) ของท่านผู้บริหารหลาย ๆ ท่าน ผมตามไปเปิดเว็บ (Web) ดูว่าวันนี้มีเล่มใหม่มาแล้วหรือยัง อย่างเมื่อวานก็เพิ่งเห็นของท่านดอกเตอร์ถวิลวดี ที่โพสต์ (Post) ลงมา แล้วก็รีบดาวน์โหลด (Download) เก็บเอาไว้เลย ถ้าเป็นไปได้ ทำเป็นบาย ดีฟอลต์ (By default) ได้หรือไม่ครับว่าพอมีงานวิจัยออกมาปุ๊บก็แจ้งมาที่นี่ และไปแสดงความจำนงขอรับ เพราะว่าถ้ายังไม่ได้แจ้งมาอย่างนี้ผมก็ตั้งใจว่าวันอังคารหน้า จะมีการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ผมจะไปขอเหมือนกันงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้น จะจำหน่ายจ่ายแจกด้วยวิธีไหนก็ได้ จะจำหน่ายก็ได้ครับ หรือจะอย่างไรก็ได้ แต่อย่างน้อย สมาชิกแห่งนี้จะได้ทราบว่ามีงานวิจัยฉบับไหนออกมาแล้วบ้างหรือไม่ อย่างไร ก็ฝากเรียน ผ่านไปยังผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าทุกท่าน ผมให้กำลังใจและหน่วยงานแห่งนี้จะเป็น หน่วยงานสำคัญในการผลิตงานวิชาการด้วยความเป็นกลางและด้วยความรู้ ขอบคุณครับ
ก็ถือว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้าแล้วนะครับ ท่านรองเลขาธิการตัวแทนทางสถาบันพระปกเกล้าจะชี้แจง เชิญครับ
ต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ในนามของ สถาบันพระปกเกล้าต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณาให้ความคิดเห็นแล้วก็ ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับสถาบันพระปกเกล้าในรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๖๑ มีเพียงแค่บางข้อเสนอแนะในเรื่องของการปรับปรุงและรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมด สถาบันพระปกเกล้าน้อมรับที่จะไปดำเนินการครับ โดยเฉพาะในเรื่องของข้อเสนอแนะ ของท่านนิกรและท่านปิยบุตรที่มีส่วนที่สถาบันพระปกเกล้ายินดีที่จะรับแล้วก็คงหารือ เสนอสภาสถาบันพระปกเกล้าต่อไป สำหรับเรื่องการส่งเสริมงานวิชาการนั้นตัวงานเอกสาร และข้อมูลทั้งหมดในส่วนของสถาบันพระปกเกล้ากำลังดำเนินการทำแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะให้ท่านสมาชิกทั้งหมดได้เข้าสู่กระบวนการในการรับข้อมูลข่าวสาร จากสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งงานเอกสารวิจัยทั้งหมดนั้นเราก็ออกตัวเล่มส่งให้ท่านด้วย เช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอดตั้งแต่มีสถาบันพระปกเกล้ามา สำหรับข้อมูลขออนุญาตเรียนนิดหนึ่งในส่วนของท่านอาจารย์ดอกเตอร์พิสิฐที่กรุณาถาม ในเรื่องของการรับรองงบการเงินของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่มีข้อรับรองแบบมีเงื่อนไข ต้องขออนุญาตนำเรียนว่าจริง ๆ กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ตั้งมาครบ ๒๐ ปีแล้ว ประเด็นก็คือ งบการเงินไม่ได้คอนโซลิเดต (Consolidated) บัญชีอีก ๒ บัญชี ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า ได้ดำเนินการแบบนี้มา ๒๐ ปีเต็ม ก็ถือว่าเป็นเงินส่วนของกองทุนสวัสดิการพนักงาน ซึ่งมาจากการเก็บเงินพนักงานแล้วก็มาจากการมีรายได้เหลือจ่ายของการจัดการเรียนการสอน ที่มีตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งอยู่ในข้อบังคับของระเบียบว่าด้วยสถาบันพระปกเกล้าว่าด้วย วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับเงินอุดหนุนจากแหล่งทุนภายนอก แล้วก็มีระเบียบที่เกี่ยวข้อง อีก ๓ ระเบียบ ก็คือระเบียบว่าด้วยกองทุนสวัสดิการพนักงาน แล้วก็ระเบียบว่าด้วยกองทุน เพื่อการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นส่วนของเงินอื่นที่ไม่ใช่เงินงบประมาณแผ่นดิน และไม่ใช่เงินของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งตัวนี้ในปีถัดไปก็จะหารือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อีกทีหนึ่งนะครับว่าจะให้เราคอนโซลิเดต (Consolidated) อยู่ในงบการเงินประจำปีต่อไป หรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นส่วนที่ทาง สตง. เองเพิ่งจะเขียนในปีล่าสุดนี้เอง ซึ่งแต่ละปีที่ผ่านมา สตง. ก็ไม่เคยทักท้วงเลย ก็ขออนุญาตนำเรียนเบื้องต้น
สำหรับในเรื่องของการจัดการศึกษาอบรมทั้งหมดจะมีระเบียบแล้วก็การคัดเลือก ค่อนข้างเยอะพอสมควรสำหรับในแต่ละหลักสูตร ซึ่งก็มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ที่ได้กรุณาชี้แจงไปให้สถาบันพระปกเกล้าแล้ว สำหรับงานวิจัยอื่น ๆ ที่ท่านผู้ทรงเกียรติ แนะนำนั้น สถาบันพระปกเกล้าน้อมรับที่จะไปดำเนินการนะครับ
ประเด็นถัดไปก็คือเรื่องของงานในส่วนของการจัดการคัดเลือกนักศึกษา ซึ่งก็มีระเบียบที่ชัดเจนพอสมควร แล้วก็ในส่วนของการเมืองภาคพลเมืองเป็นภารกิจสำคัญ ของสถาบันพระปกเกล้าอีก ๑ เรื่องที่ทำมาโดยต่อเนื่องตลอด ๒๐ ปีเต็ม แล้วก็มีการจัดทำ ศูนย์การเมืองภาคพลเมืองประจำจังหวัด ซึ่งในส่วนนี้เองทั้งหมดการเมืองภาคพลเมือง ตั้งแต่มีสภาวะทางการเมืองมา สถาบันพระปกเกล้าก็ไม่เคยได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ในการสนับสนุนเรื่องการเมืองภาคพลเมืองเลย ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่สถาบันพระปกเกล้า ใช้เงินส่วนของสถาบันพระปกเกล้าที่มีอยู่ในการสนับสนุนการดำเนินการในเรื่องของ การเมืองภาคพลเมือง ซึ่งก็ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอด แล้วก็ยังมีส่วนภารกิจสำคัญ ที่ต้องดำเนินการ เพราะสถาบันพระปกเกล้าเล็งเห็นความสำคัญว่าการพัฒนาภาคประชาสังคมนั้น เป็นส่วนพลังสำคัญในการที่จะผลักดันให้สังคมมีความเข้มแข็งในการที่จะจรรโลงในเรื่องของ ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตชี้แจงในเบื้องต้นเท่านี้ แล้วก็ขออนุญาตน้อมรับข้อแนะนำจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เพื่อนำไปเสนอ ในข้อปรับปรุงกับกรรมการสภาต่อไป ขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ
ก็ถือว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้านะครับ ขอขอบคุณ คณะตัวแทนของสถาบันพระปกเกล้า ขอขอบคุณที่ให้เกียรติทางสภาเราครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่
๒.๒ รับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ ของคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ข้อ ๓๑ เพราะฉะนั้นขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม ๑. นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ๒. นางสาวจีรวรรณ โรจน์เจริญชัย ผู้อำนวยการฝ่ายแผนและจัดหาพลังงาน ๓. นายมนยศ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการฝ่ายอัตรา ค่าบริการพลังงาน ๔. นางปิยวรรณ สุขใส ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงานกองทุน พัฒนาไฟฟ้า ๕. นางปนัดดา ดาราฉาย มา ๓ ท่าน เจ้าหน้าที่ต้องรีบส่งให้ไวหน่อยนะครับ ขออภัยนะครับ ที่มาชี้แจงได้มี ๑. คุณเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ๒. นางสาวนฤภัทร อมรโฆสิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และ ๓. นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการ พลังงาน เชิญนะครับ
(ผู้ชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เข้าประจำที่)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้อภิปราย ท่านกรณ์ จาติกวณิช เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ทาง กกพ. ได้มารายงานตามภาระหน้าที่ทางกฎหมาย โดยเมื่อเช้านี้ ผมก็ได้ปรึกษากับท่านประธานว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะขอให้ทาง กกพ. นั้น ได้นำเสนอรายงานประจำปีงบประมาณ ไม่ใช่เพียงแค่ปี ๒๕๖๐ ซึ่งก็เวลาล่วงมาแล้ว ๒ ปี แต่ขอให้เสนอรายงานพร้อมกันสำหรับปี ๒๕๖๑ ด้วย ซึ่งก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สภาว่า รายงานประจำปี ๒๕๖๑ ยังไม่ได้มีการพิจารณาในชั้นของคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายเลย ยังไม่สามารถนำเสนอเพื่อให้สภาของเราพิจารณาได้ แต่ก็ได้รับแจ้งโดยท่านประธาน เมื่อสักครู่ว่ารายงานปี ๒๕๖๐ ได้มีการพิจารณาและอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ปี ๒๕๖๒ ซึ่ง ณ วันที่ ครม. ได้พิจารณางบปี ๒๕๖๐ พูดง่าย ๆ ก็คือรายงาน ปี ๒๕๖๑ ก็ออกมาแล้วเหมือนกัน จริง ๆ ก็คืออยากที่จะฝากเรียนทาง กกพ. ว่าเพื่อที่จะ ยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานทั้ง กกพ. แล้วก็ของทั้งพวกเราที่อยู่ในสภา ถ้าเป็นไปได้ เมื่อต้นปีนี้ถ้าท่านสามารถที่จะนำเสนอให้ ครม. พิจารณารายงานทั้ง ๒ ปีพร้อมกัน วันนี้เราก็น่าจะสามารถพิจารณาพร้อมกันได้ มิฉะนั้นเดี๋ยวก็ต้องรออีก ๑ ปี กว่าที่จะได้รับ การพิจารณารายงานที่จริง ๆ เสร็จมาแล้วก็ปีกว่าแล้วเสียเวลาเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไร ก็แล้วแต่วันนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการทำงานของ กกพ. ซึ่งก็อยากจะเรียนท่านประธานว่า ผมเองก็ได้มีโอกาสได้เข้าพบกับท่านประธาน แล้วก็คณะกรรมการ ในเรื่องที่มีผลต่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในฐานะผู้ใช้ไฟ แล้วก็ได้รับการพิจารณาโดย กกพ. แต่ทำให้ผมเองก็ยังมีประเด็นคำถามอยากที่จะตั้งให้กับ ท่านประธาน และผู้ที่มาชี้แจงได้มีโอกาสได้ชี้แจงให้พวกเราที่เป็น ส.ส. แล้วก็ผ่านพวกเรา ไปสู่พี่น้องประชาชนถึงบทบาทหน้าที่ของท่านในการที่จะกำกับดูแลอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป้าหมายวัตถุประสงค์สุดท้าย หรือเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุด ก็คือการดูแล ให้มีความมั่นคงในแง่ของการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้า แล้วที่สำคัญก็คือมีต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย การใช้ไฟโดยพี่น้องประชาชนที่ต่ำที่สุดที่เป็นไปได้โดยไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เมื่อเป็นเช่นนั้นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุด ก็คือเรื่องของการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าที่ต้องเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมโปร่งใส แล้วก็นำมาซึ่งผลตอบแทนหรือว่าค่าไฟที่ต่ำที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผม เมื่อปี ๒๕๖๑ ได้เข้ายื่นร้องเรียนต่อ กกพ. เรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างการแข่งขัน การผลิตไฟฟ้าในประเทศของเรา จากกรณีที่มีบริษัทในเครือของทาง ปตท. ก็คือจีพีเอสซี (GPSC) ณ วันนั้นมีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการที่เป็นของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์อีกเจ้าหนึ่ง คือบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ทั้ง ๒ บริษัท บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ในกรณีนั้นมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติ ถือหุ้นอยู่ประมาณ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ โดยที่จีพีเอสซี (GPSC) ได้เสนอที่จะซื้อหุ้นจาก ผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นเพื่อที่จะเข้าไปครอบงำกิจการของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) โดยที่ตามกฎของ กลต. เมื่อเข้าไปซื้อหุ้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว จีพีเอสซี (GPSC) ก็มีความจำเป็น ตามกฎหมายที่จะต้องประกาศรับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือให้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยอีกต่างหาก เบ็ดเสร็จโดยสรุปก็คือจีพีเอสซี (GPSC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.จะเข้าไปครอบงำกิจการ ของบริษัทที่เป็นบริษัทคู่แข่งผลิตไฟฟ้าของเอกชนอีกเจ้าหนึ่งคือ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ผมเห็นว่าการที่บริษัทในเครือของ ปตท. จะเข้าไปซื้อกิจการของคู่แข่งเป็นการลดการ แข่งขันอย่างชัดเจนทั้ง ๒ เจ้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ซึ่งถ้ามีการ ควบรวมกันลักษณะนี้จะส่งผลกระทบให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้านั้นลดลง สุดท้ายแล้วก็จะส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟของพี่น้องประชาชนที่จะสูงขึ้นตามลักษณะของทุก ๆ ธุรกิจ ไม่มีการแข่งขันผู้เสียประโยชน์ก็มักจะเป็นประชาชนในฐานะผู้บริโภคในทุกกรณี ในกรณีนี้มันมี ประเด็นที่เป็นนัยสำคัญมากเป็นกรณีพิเศษก็เพราะ ปตท. นั้นเป็นรัฐวิสาหกิจด้วย เพราะฉะนั้น ในมุมมองของผม อันดับแรก ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดทางด้านของการขายแก๊ส และแก๊สก็เป็นเชื้อเพลิงสำคัญเชื้อเพลิงหลักเลยของการผลิตไฟฟ้าในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ในประเทศไทย กล่าวได้ว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าทั้งหมดของเราผลิตจากการเผาแก๊ส เพราะฉะนั้นยิ่งไม่มีความเหมาะสมที่บริษัทของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจผูกขาดแต่ผู้เดียวในการ ขายแก๊ส คือพูดง่าย ๆ บริษัทผลิตไฟฟ้าทุกบริษัท โรงผลิตไฟฟ้าทุกโรงต้องซื้อแก๊สจาก ปตท. แต่ผู้เดียว ยิ่งไม่มีความเหมาะสมที่บริษัทที่ผูกขาดการขายแก๊สจะลงไปทำธุรกิจปั่นไฟแข่งกับ ลูกค้าของตนเอง เพื่อนสมาชิกคงนึกภาพออกนะครับว่ามันสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งในแง่ ของผลประโยชน์ระหว่าง ปตท. ในฐานะผู้ผูกขาดการขายแก๊สกับบริษัทผลิตไฟฟ้าทุกบริษัท รวมถึงบริษัทที่เป็นคู่แข่งของจีพีเอสซี (GPSC) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าที่เป็นบริษัทลูกของ ปตท. ด้วย แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อความเป็นธรรมในแง่ของการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นความเหมาะสมที่ ปตท. ลงไปผลิตไฟฟ้าแต่แรกนั้น ผมมองว่าไม่มี ขัดต่อพันธกิจ ของ ปตท. แต่แรก ถ้าบอกว่าเพื่อความมั่นคงในระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศเรา ก็มีรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องของการผลิตไฟฟ้าอยู่แล้วคือ กฟผ. ทำไมถึงต้องมี ๒ รัฐวิสาหกิจ ลงมาทำธุรกิจผลิตไฟฟ้า กฟผ. ไม่ดีพอหรืออย่างไร กฟผ. บกพร่องอย่างไร เราถึงจำเป็นต้อง มีนโยบายให้อีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจในกรณีนี้คือ ปตท. ลงไปทำธุรกิจนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนของ ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นหน้าที่ของฝ่ายกำกับคือ กกพ. ที่จะมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าอะไรควร อะไรไม่ควรในการสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม แล้วสุดท้ายเป็นประโยชน์สูงสุด ของพี่น้องประชาชน เอาละครับ เมื่อ ปตท. ล้ำเข้ามาในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าแล้ว ด้วยการจัดตั้งจีพีเอสซี (GPSC) คราวนี้กำลังจะก้าวล้ำลึกลงไปอีกระดับหนึ่งในการครอบงำ อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าทางด้านนี้ด้วยการซื้อบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ตามที่ผมได้กล่าวไว้ ผมจึงเข้าไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ก็ได้รับการพิจารณาเป็นอย่างดี โดยในชั้นแรกทางคณะกรรมการก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์บอกว่าคำร้องของผม แล้วไม่ใช่เพียงแค่ ผมแต่ผู้เดียว บริษัทที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นอุตสาหกรรมในมาบตาพุด ซึ่งเป็นบริเวณจัดตั้งโรงไฟฟ้าของทั้งบริษัท โกลว์ และบริษัท จีพีเอสซี (GPSC) นั้นก็ได้มี หนังสือร้องเรียนถึง กกพ. ด้วย รวมกัน ๑๐ กว่าบริษัท บอกว่าถ้าปล่อยให้เครือ ปตท. มาซื้อบริษัท โกลว์ จะทำให้เครือ ปตท. ผูกขาดในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าแต่ผู้เดียวในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเขามองว่าเขาเสียเปรียบแน่นอน เพราะอะไร เพราะกลุ่มบริษัทที่ยื่นร้องเรียนเป็นบริษัท ที่อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกต่างหาก ก็คือเป็นคู่แข่งกับ ปตท. บริษัทแม่ของบริษัท จีพีเอสซี (GPSC) โดยตรง เพราะฉะนั้นเขากำลังบอกว่า กกพ. กำลังจะอนุมัติให้บริษัทลูกของคู่แข่ง เขามาผูกขาดในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่เขาถูกบังคับต้องซื้อเพราะเขาอยู่ในบริเวณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเขาจึงยื่นร้องเรียน ผมก็ยื่นร้องเรียน กกพ. ในชั้นแรกได้พิจารณา มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วย คือพูดง่าย ๆ ไม่อนุมัติให้บริษัทในเครือของ ปตท. ซื้อบริษัท โกลว์ ก็คือพูดง่าย ๆ ให้ดีล (Deal) นั้นล้มไป ก็เฮกันครับ มีความรู้สึกว่านาน ๆ ทีจะเห็นมีองค์กร ที่ถือว่าเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่เต็มภาคภูมิในการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในกรณีนี้โดยการรักษาให้มีการแข่งขันในระดับที่เป็นผลบวกต่อประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ หลังจากนั้นก็มีการอุทธรณ์ กกพ. ก็ยืนยันอีกครั้งหนึ่งตามมติเดิมว่าไม่อนุมัติให้ ปตท. เข้ามา ซื้อบริษัท โกลว์ แต่หลังจากนั้นครับท่านประธานเกิดอะไรขึ้นไม่ทราบเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน มีการยื่นเรื่องใหม่เข้าไปที่ กกพ. โดยเครือของผู้ซื้อ และครั้งนี้ กกพ. ได้อนุมัติครับ กลับลำมติ ที่เคยเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้บริษัทในเครือของ ปตท. เข้ามาซื้อบริษัทผลิตไฟฟ้าโกลว์ได้ โดยกำหนดเงื่อนไขไว้สวยหรู ๑๒ ข้อ สำคัญที่สุดมีอยู่ข้อเดียว ข้อนั้นก็คือมีเงื่อนไขว่า ก่อนที่ ปตท. จะเข้าไปซื้อบริษัท โกลว์ บริษัท โกลว์ต้องขายโรงไฟฟ้าออกมา ๑ โรง เพื่อให้ ดูเหมือนว่ายังมีคนอื่นนะเขาผลิตไฟฟ้าอยู่มาบตาพุดไม่ได้ผูกขาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกับ แผนเดิมที่เคยเสนอไว้ แต่ตามข้อเท็จจริงใคร ๆ ที่อยู่ในวงการก็รู้ดีว่ามันปาหี่ เพราะโรงไฟฟ้า ที่ถูกบังคับให้ขายออกมามันเป็นโรงกระติ๊ดเดียวเล็กนิดเดียว เรียกว่าเอสพีพี ๑ (SPP1) ถ้านับรวมกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าที่ กกพ. มีเงื่อนไขว่าบริษัท โกลว์ ต้องขายออกมาก่อนที่จะ ขายตัวเองให้กับ ปตท. ได้ มีกำลังการผลิตเพียงแค่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิต ของบริษัท โกลว์ และถ้านับเป็นกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าในพื้นที่มาบตาพุดโดยรวมมีกำลัง การผลิตเพียงแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ไม่ได้มีผลเลยต่อการรักษาระดับการแข่งขัน คือถ้าวัตถุประสงค์แต่เดิม เหตุผลเดิมที่ไม่อนุมัติเพราะกลัวว่าจะผูกขาดไม่มีการแข่งขัน มาเทียบกับตอนที่กลับลำอนุมัติและบอกว่าตอนนี้มีการแข่งขันแล้ว จริง ๆ สภาพความเป็นจริง มันต่างกันนิดเดียว ก็คือมีโรงไฟฟ้าเล็ก ๆ ที่ถูกแยกออกมา มีกำลังการผลิตประมาณ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมดในพื้นที่และบอกว่าตอนนี้ภาพการเปลี่ยนไปแล้ว อนุมัติได้ มันฟังไม่ขึ้นครับ
หมดเวลา พอดีนะครับ
เพราะฉะนั้นผมจึงขอสรุปในที่นี้ ว่าบทบาทหน้าที่ของ กกพ. คือดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องนี้ที่ผมได้กล่าวถึง หรือกรณีเรื่องล่าสุดที่นโยบายของรัฐบาลได้ล้มการประมูล แอลเอ็นจี (LNG) ของ กฟผ. ซึ่งก็อาจจะส่งผลทำให้ค่าไฟแพงขึ้นอีกในอนาคตเพราะ กฟผ. ถูกบังคับให้ต้องไปซื้อแก็สจาก ปตท. เหมือนกับที่ต้องทำอยู่ ณ ปัจจุบัน ผมไม่เห็น กกพ. ออกมามีท่าที ผมไม่เห็น กกพ. ออกมาทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เท่าที่ควร เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ามีโอกาสก็ขอให้ท่านได้ชี้แจงครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณ ท่านกรณ์นะครับ ลำดับต่อไปผมขออนุญาตแจ้ง ๔ ท่านนะครับ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านเกียรติ สิทธีอมร นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แล้วก็ท่านสมพงษ์ โสภณ เชิญท่านพิเชษฐ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้ผมก็ดีใจที่ได้มาให้ข้อคิดเห็นเรื่องพลังงานของประเทศ ปรากฏ ว่าประเทศเรานี้เพิ่งเห็นรายงานว่าใช้ไฟอยู่ที่ ๑๘๐,๑๘๔ กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง ท่านประธานครับปรากฏว่าในภาคกลางยกเว้นกรุงเทพมหานครใช้อยู่ ๗๔,๒๐๐ กิกะวัตต์ อันนี้ อีอีซี (EEC) กำลังเริ่มต้น ผมคิดว่าคงจะรวม อีอีซี (EEC) ภาคตะวันออกไปด้วย จากนี้ไป ภาคตะวันออกก็จะใช้ไฟเพิ่มมากขึ้น ภาคเหนือก็จะมี เอ็นอีซี (NEC) ภาคใต้ก็จะมี เอสอีซี (SEC) ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จะต้องใช้ไฟมหาศาล ฉะนั้นประเทศไทยเราวันนี้เห็นท่านรายงานว่า จะมีพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด แล้วผมก็ไม่เห็นท่านพูดถึงพลังงาน นิวเคลียร์ ท่านไม่ได้ใส่เข้าไป คือถึงแม้ว่ามันจะมีอันตรายบ้าง แต่เราก็ศึกษามาแล้วก็ หยุดชะงักไป ผมคิดว่าท่านจะต้องศึกษาแล้วก็ใช้งบประมาณพอสมควรที่จะลงลึก ในรายละเอียดของเรื่องนิวเคลียร์โดยด่วน อย่างไรถ้าในพื้นที่ที่ไม่มีแผ่นดินไหวก็ลองดู สักแห่งหนึ่ง ซึ่งโอกาสหน้าก็อาจจะยากขึ้น เพราะว่าพื้นที่ในประเทศไทยก็จะถูกพัฒนา เป็นทุกพื้นที่ แต่วันนี้ยังมีโอกาสในพื้นที่ทหาร ในพื้นที่ซ้อมรบอย่างเช่น จังหวัดลพบุรี หรือจังหวัดกาญจนบุรีก็สามารถที่จะตั้งโรงงานนิวเคลียร์สักแห่งได้เพื่อพลังงานของประเทศ จะได้ปลอดภัย ท่านประธานครับ ปรากฏว่าท่านพูดถึงแต่การบริหารจัดการพลังงาน เรื่องของไฟฟ้า คือท่านผู้มาชี้แจงได้ดูในอินเทอร์เน็ตบ้างไหม ผมดูในอินเทอร์เน็ตแล้ว เกิดความภาคภูมิในประเทศไทย ชาวบ้านชาวช่องเขาก็แชร์ (Share) กันเต็มหมดเลย ประเทศไทยมีน้ำมันติดอันดับโลก มีมากกว่าประเทศบูรไนจริงหรือเปล่า วันนี้เรื่องของ แหล่งพลังงานในประเทศไทย ไม่ว่าในอ่าวไทยหรือบนบกหรือแถวย่านกรุงเทพมหานคร เขาก็ว่ามี ก็มีการแอบขุดปิดรั้วสูงเพื่อที่จะขุดเจาะน้ำมัน ท่านลองตอบผมสิว่าจริง ๆ แล้ว ในโซเชียล (Social) มันจริงหรือเปล่าที่ประเทศไทยบางทีมันไหลลงมาตามท่อระบายก็มี จังหวัดเพชรบูรณ์ก็มี อันนี้ผมก็สับสนว่าตกลง ขออนุญาตเอ่ยนามที่คุณรสนา โตสิตระกูล เขาพูด ๆ มามันจริงหรือเปล่า มีนักวิชาการที่พูดในโซเชียล (Social) แล้วก็ภาพประกอบ มันจริงหรือไม่ครับ ถ้ามันจริงทำไมท่านไม่บริหารจัดการ ผมรู้สึกว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติ ของประเทศไทย แหล่งน้ำมันที่พบในประเทศไทยหลาย ๆ แห่งถูกปิดเงียบถูกปิดบังอำพราง ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย หรือว่าท่านตอบไม่ได้ ถ้าท่านตอบไม่ได้ ผมจะเข้าใจว่าโอเคท่านตอบไม่ได้ ผมก็จะรู้แล้วว่าทำไมท่านตอบไม่ได้ วันนี้ท่านไม่บริหาร จัดการพลังงาน เรื่องของน้ำมันท่านมีรายงานน้อยมากว่าเรื่องของราคาน้ำมันที่มันแพงกว่า ต่างประเทศท่านจะบริหารจัดการอย่างไรให้เป็นรูปธรรมในนี้ไม่มีแล้วแหล่งในอ่าวไทยบนบก ทั้งหลายไม่มีเรื่องของการบริหารจัดการน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เดี๋ยวท่านลองตอบดูว่ามันเป็น จริงหรือไม่ อันนี้เป็นข้อสงสัยของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ต ทีนี้ผมมา ดูแล้วว่าไฟของท่าน ไฟที่ไม่ได้คิดมูลค่ามีอยู่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจว่าเป็นไฟสาธารณะ ตามถนนหนทาง ผมอยากจะฝากท่านว่าเรื่องถนนหนทางไฟตามท้องถนนกับการเสียชีวิต ของพี่น้องประชาชนที่เกิดจากอุบัติเหตุปีหนึ่งเป็นหมื่น ๆ ราย ผมว่าการรักษาชีวิตมันคุ้มกว่า ค่าไฟ อยากจะให้ท่านร่วมมือกับกรมทางหลวง ทางกระทรวงคมนาคม ว่าให้เพิ่มจุดที่ไฟแสงสว่าง ตามถนน ๔ เลน ถนนที่ไฮเวย์ (Highway) ต่าง ๆ เพราะว่าประชาชนถ้าโดนรถเฉี่ยวชน ก็ตายอย่างเดียว ฝากท่านเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าอย่างไรก็ช่วยดูหน่อย สำคัญที่สุด วันนี้ประเทศไทยจำเป็นจะต้องใช้ไฟเข้าสู่การเกษตร มีสวนมะม่วง สวนลำไย สวนผลไม้ต่าง ๆ ไม่มีไฟฟ้าก็ไม่สามารถที่จะลดต้นทุนได้ แล้วก็เรื่องไร่นา สวนยาง จำเป็นจะต้องใช้ไฟฟ้า อยากจะให้ท่านช่วยวางแผนบริหารจัดการไฟฟ้าเข้าสู่ไร่นา เข้าสู่การเกษตร เพราะว่า วันนี้การเกษตรเปลี่ยนไป มันจะต้องสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ มันจะต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับการทำ ยางแผ่น ยางสำเร็จรูปต่าง ๆ แล้วก็เขาจะได้ไปนอน ไปพักอยู่ในไร่นาของเขาได้ สำคัญที่สุด อยากจะให้ท่านทำเป็นนโยบายว่าไฟฟ้าการเกษตรวันนี้สำคัญที่สุด ฝากท่านด้วยนะครับ แล้วลองตอบว่าประเทศไทยมีน้ำมันติดอันดับโลกจริงหรือเปล่า ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญ ท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะขอ อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายงานของ กกพ. ในเอกสารที่ท่านยื่นมาหนาพอสมควร สิ่งที่ชัดก็คือว่าท่านเขียนเป้าหมาย แต่ท่านไม่ระบุเลยว่าวิธีคิดของท่านในการบริหารจัดการ คืออะไร ตรงนี้เป็นความกังวล เพราะสังคมไม่รู้เลยว่าวิธีคิดของท่านคืออะไร ท่านบอกว่า ท่านอยากให้มีไฟฟ้าเพียงพอ ท่านบริหารกองทุนให้ดี ค่าพลังงานที่เหมาะสมเป็นธรรม รับได้ครับ ต่อจากนั้นท่านก็พูดถึงเรื่องความมั่นคงแข่งขันได้ และผู้ประกอบการได้รับความเป็นธรรม แต่วิธีจะเดินไปสู่จุดนี้ เดินอย่างไรครับ ทำไมผมต้องถามประเด็นนี้ ท่านประธานครับ ในโลกนี้ ประเทศที่มีอยู่ในโลกนี้มันแบ่งเป็น ๓ กลุ่มเท่านั้น กลุ่มที่ ๑ มีทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ มีมากพอจนถึงสามารถส่งออกได้ ท่านประธานทราบไหมครับนโยบายเขาเป็นอย่างไร คนในประเทศได้อานิสงส์ ได้ประโยชน์จากการที่มีทรัพยากรในประเทศ และได้ในราคา ที่เหมาะสม แต่อีกกลุ่มหนึ่งไม่มีเลย นำเข้าล้วน ๆ กลุ่มนี้ก็ชัด เขากำหนดราคากันอย่างไร ก็ต้องไปตามนั้น กลุ่มแบบประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศที่มีบ้าง มีน้ำมันบางส่วนไม่เยอะ มีก๊าซไม่น้อย แล้วก็ใช้กันไปเรื่อย ๆ จนถึงต้องนำเข้าบางส่วน หลักคิดมันไม่เหมือนกัน ซึ่งเดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียด แต่มันมีความแตกต่าง ทีนี้วิธีที่ กกพ. กำกับดูแลในกฎหมาย ที่กำกับดูแลการทำงานของท่านเขียนไว้ชัดเจน ท่านทำตามนโยบายรัฐ แต่มีเป้าหมายอย่างที่ ท่านระบุ แต่ท่านไม่เขียนวิธีการ ไม่เขียนหลักคิด แล้วท่านก็บอกว่าท่านทำตาม พ.ร.บ. มาตรา ๖๔-๗๑ มาตรา ๖๔-๗๑ ระบุไว้ว่าอย่างไรบ้างครับ ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (๑) สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (๒) หาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ เป็นธรรมแก่ผู้ใช้ พลังงาน อัตราต้องชัดเจน โปร่งใส และต้องประกาศเผยแพร่แล้วท่านคำนวณอย่างไร จนถึงวันนี้ไม่มีนะครับ วิธีการคำนวณของท่านจากต้นทางถึงปลายทาง เพราะท่านไม่เคย เปิดเผยปากหลุมในเรื่องก๊าซธรรมชาติ ไม่เคยเปิดเผยครับ จะคำนวณกันอย่างไรดี วิธีการ คำนวณที่ท่านเคยเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ก็คือท่านคิดมาเป็นกี่บาทต่อกิโลเมตร กี่บาท ต่อกิโลเมตร ตั้งแต่เงินลงทุนไปถึงอัตราบริการกี่บาทต่อกิโลเมตรมาจากไหน คำนวณจากไหน เป็นต้นทุนที่แท้จริงหรือเปล่า เพราะเวลาท่านสร้างโรงงานท่านรู้นี่ครับว่าท่านลงทุนไปเท่าไร อันนี้เขาระบุชัดเจนในกฎหมาย จนถึงวันนี้ผมยังไม่เห็น แล้วจริง ๆ ท่านมีอำนาจสูงมาก ถ้าเห็นว่าคนที่เป็นผู้ให้บริการให้ในอัตราที่ไม่เหมาะสม ท่านมีอำนาจปรับอัตราเลย อำนาจ ท่านเยอะ แต่ผมกำลังตั้งคำถามว่าที่ผ่านมามีการดำเนินการตามเจตนาของกฎหมายหรือไม่ กลับมาประเด็นเรื่องพลังงาน ท่านคงทราบดีเมื่อกี้ผมแบ่งประเทศเป็น ๓ กลุ่ม แล้วเป็น ข้อยกเว้นข้อเดียวในองค์การการค้าโลก ธุรกิจพลังงานน้ำมันเป็นข้อยกเว้นว่าผู้ที่มีทรัพยากร กำหนดราคากันเองได้ ถ้าเป็นสินค้าตัวอื่นกำหนดไม่ได้ ผิด ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ถึงมี โอเปก (OPEC) อย่างไรครับ กำหนดราคากันเองเพราะข้าพเจ้ามี และมีไม่กี่ประเทศ แล้วทำไม ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ถึงยอม เพราะว่าถ้าไม่ยอมแล้วไม่ดึงเข้ามาอยู่ในกรอบ ก็คงไม่สามารถ ที่จะไปถ่วงดุลในวิธีการคำนวณ วิธีการคิดได้เลย นี่คือเหตุผล เพราะฉะนั้นประเทศที่มีบ้าง มีทรัพยากรส่วนหนึ่ง นำเข้าอีกส่วนหนึ่ง ปกติกรอบความคิดต้องคิดอย่างไร ท่านต้องเกลี่ย ต้นทุนให้เป็นธรรม เกลี่ยต้นทุน เพราะแต่ละแหล่งที่ท่านได้ก๊าซธรรมชาติมา ได้พลังงานมา ต้นทุนไม่เท่ากัน คำถาม เดี๋ยวผมก็จะพิสูจน์ให้ท่านฟังต่อไปเลยว่าวิธีการของท่านเป็นธรรม หรือไม่ ณ วันนี้ผมเชื่อว่าวิธีคิดทั้งหมดของ กกพ. ยังอิงกับราคาตลาดที่ตั้งโดยประเทศ ผู้มีทรัพยากรมิได้มีการเกลี่ยกับต้นทุนที่ถูกกว่าที่มีในประเทศอย่างเป็นธรรม ท่านเกลี่ย บางส่วน แต่ท่านเกลี่ยอย่างไม่เป็นธรรม ตอนนี้ประชาชนแบกรับภาระของอุตสาหกรรมอื่น เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นเลยนะครับ
อีกประการหนึ่งท่านไม่ได้บอกหรอกว่าท่านเบนช์มาร์ก (Benchmark) อย่างไร ท่านมีมาตรฐานที่ไปเปรียบเทียบได้ไหม โรงกลั่นหรือโรงแยกก๊าซควรจะมีกำไรเท่าไร ควรจะลงทุนเท่าไร มันมีมาตรฐานทั่วโลกครับ เบสต์ แพร็กทิสซ์ (Best practice) มาตรฐาน ที่ดีที่สุดเขาลงทุนเท่าไรต่อล้านลูกบาศก์ฟุตของก๊าซ เราลงทุนสูงเกินไปไหม ต้นทุนนี้ สูงเกินไปไหม ค่าบริหารจัดการสูงเกินกว่ามาตรฐานไหม ไม่มีตัวเลขอธิบายเลย ในรายงาน ของท่านไม่มีการทำเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) ทั้งหลายเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราอยู่ใน สภาพที่มีเพียงไม่กี่เจ้า หรือมีเพียงเจ้าเดียวที่ผูกขาดการดำเนินการในบางเรื่อง ท่านเช็ก (Check) อย่างไรครับ ท่านเชื่อต้นทุนเขาหรือเปล่า แล้วต้นทุนเหล่านั้นเหมาะสมจริงหรือเปล่า ประชาชนเดือดร้อนหรือเปล่า หรือต้องแบกรับภาระเกินสมควรหรือไม่ อันนี้ผมขอตั้งคำถาม เพราะว่าระบบของประเทศที่ผมพูดว่ามีบางส่วน นำเข้าบางส่วน ต้องใช้ระบบคอสต์พลัส (Cost plus) ต้องเอาต้นทุนที่แท้จริงจากทุกแหล่งทั้งนำเข้าและในประเทศมาเฉลี่ยและ บวกค่าบริหารจัดการเท่านั้น แต่ ณ วันนี้เท่าที่ผมติดตามดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน ท่านอิงราคาตลาดซึ่งสูงกว่าต้นทุนที่เราสามารถจัดหาได้จากในประเทศ และไม่ได้มีการเกลี่ย อย่างเป็นธรรม จึงเป็นเหตุให้ประชาชนวันนี้แบกรับภาระให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่ม คำถามขอความชัดเจนครับหลักคิดท่านคืออะไร หลักคิดคืออะไรในการบริหารจัดการให้ เป็นธรรม เพราะท่านไม่ได้เขียนไว้ และช่วยยืนยันหน่อยท่านจะเปิดเผยต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทางให้ชัดเจนได้ไหม ต้นทุนทุกขั้นตอน อย่าใช้ต้นทุนต่อกิโลเมตร ผมสร้าง โรงไฟฟ้าผมรู้ว่าต้นทุนผมเท่าไรต่อเมกะวัตต์ มันมีราคามาตรฐานสากลอยู่อ้างอิงได้ ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย อันนี้เป็นภาระของท่าน เป็นความรับผิดชอบของท่านตามกฎหมาย ทีนี้ผมก็อยากจะพูดถึงเรื่องก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะโครงสร้างพลังงานไทยท่านทราบดี พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องนำเข้า ๔๐ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณของ ความต้องการใช้ทั้งหมด ท่านทำแผนออกมา ท่านบอกว่าพลังงานการผลิตกระแสไฟฟ้า เราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเยอะเกินไปแล้ว แต่หลังสุดท่านประมูลครับ ท่านใส่ในเงื่อนไขการประมูลว่าต้องใช้ก๊าซ ทำไมครับ ทำไม ใส่เงื่อนไขนี้ไปครับ และระบุต่อไปอีกว่าต้องเจรจากับ ปตท. เจ้าเดียว มีด้วยหรือครับ ต่างประเทศที่เข้าร่วมประมูลอยู่ด้วยเขามองว่าท่านเป็นฝ่ายการตลาดของ ปตท. ไปแล้ว เขียน ทีโออาร์ (TOR) อย่างนี้ ทำไมครับ มันมีเงื่อนไขในกฎหมายฉบับใดที่ท่านต้องไปเขียน ใน ทีโออาร์ (TOR) ว่าจะซื้อก๊าซต้องซื้อจาก ปตท. เจ้าเดียว มีด้วยหรือครับ อันนี้ผมงงมาก แล้วก็อันนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยมีปัญหา
อีกประการหนึ่งท่านคงทราบดีนะครับ ก๊าซในประเทศไทยเรามีการเติม คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป เพราะมันไม่เสถียร พอท่านเติมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ท่านเคยไปดูรายงานเวิลด์ เอนไวเรินเมนต์ รีพอร์ต (World environment report) ไหมครับ ความสะอาดของพลังงานของประเทศไทยอยู่อันดับไหนครับ เราอยู่อันดับที่ ๒๐๐ ใน ๒๓๔ ประเทศ เท่ห์มากเลยครับ เรานึกว่าก๊าซธรรมชาติของเราเป็นพลังงานสะอาด แต่กระบวนการผลิตเพื่อให้เสถียรเราใส่คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปกลายเป็นก๊าซของเรา ไม่สะอาดเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล เติมได้ถึง ๑๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ต่างประเทศ เขาให้เติม ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เราเติม ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ทำไมครับ ขอความชัดเจนหน่อยครับ ท่านประธานครับ ผมมีสาระอีกพอสมควร ผมขออนุญาตครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์จริง ๆ ผมกระชับไม่ซ้ำซ้อน ไม่วกวนนะครับ
อนุญาต ให้ท่านอีกสัก ๒ นาที เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมมีอีกสัก ๒๐ นาที ผมขอไป ๒๐ นาทีนะครับ เมื่อสักครู่ท่านเปิดให้ผมเท่าไรครับ ๑๐ นาทีเท่านั้นเองครับ ผมขอไป ๒๐ นาทีนะครับ
ได้มีข้อตกลงกัน ท่านละ ๑๐ นาทีนะครับ แต่ถ้ามีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจผมก็ขยายให้ ๑ นาที ๒ นาทีครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานใจดี
เอาเรื่องประเด็น แล้วกันครับ
เพราะดูที่สาระนะครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ ประเทศไทยวันนี้ท่านมีมาตรฐาน เอ็นจีวี (NGV) ไหมครับ ว่าก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ต้องมีคุณสมบัติประกอบอย่างไรบ้าง เพราะเราไปเติมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ตอนนี้ทำให้มาตรฐานของเราแย่กว่าระดับสากลมากนะครับ
อีกประการหนึ่งท่านต้องยอมรับว่าผูกขาดรายเดียว ขุดเจาะ ๑๓ ราย จาก ๑๕ ราย ถือหุ้น ๘๘ เปอร์เซ็นต์คือ ปตท. ซื้อขายมี ปตท. เจ้าเดียว ท่อส่งก๊าซ ปตท. ถือหุ้นใหญ่ ๓ บริษัท โรงแยกก๊าซ ๖ โรงเป็นของ ปตท. หมดเลย ปิโตรเคมี ๖ โรงรับก๊าซ จาก ปตท. ทั้งหมด ท่านกำกับดูแลอย่างไรครับเวลามีเจ้าของเจ้าเดียว และมีสถานะเป็น รัฐวิสาหกิจแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คือถ้าวันนี้ ปตท. เราเป็นเจ้าของ รัฐเป็นเจ้าของ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ง่ายกว่าเยอะเลยครับ แต่วันนี้ทุกบาททุกสตางค์ที่กำไรขึ้นมากลายเป็นมีผู้ถือหุ้น กลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ รัฐได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ต้องตั้งคำถาม และการกำกับ ก็ต้องเข้มมากกว่าปกติ ทีนี้การขายก๊าซท่านไม่ได้เกลี่ยต้นทุนครับ ตามความเข้าใจของผม จากข้อมูลที่มีมาทั้งหมดซึ่งท่านไม่ได้เปิดเผยอย่างเต็มที่ ซึ่งตามกฎหมายบอกต้องเปิดนะครับ ของดีและถูกจากอ่าวไทยไปไหนครับ ไปโรงแยกก๊าซ ไปปิโตรเคมี ของที่แพงกว่าซึ่งมาจาก ประเทศพม่า ยาดานา เยตากุน ไปผลิตไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไปภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือน และขนส่งด้วย ทำไมครับ ทำไมของถูกไปโรงแยกก๊าซ ทำไมของถูกไปปิโตรเคมี และปิโตรเคมีใช้ราคาอ้างอิงราคาสากลอยู่แล้ว ทำไมท่านไม่เกลี่ยต้นทุน ตรงนี้ติดใจนะครับ กองทุนน้ำมันที่มีการอุดหนุนการนำเข้าก๊าซ เพราะพอใช้ไม่พอใช่ไหมครับ ปิโตรเคมีใช้เยอะ ใช้เยอะขึ้นมากขึ้นมากจนต้องนำเข้าของแพง แต่มีการต้องเอาเงินกองทุนไปอุดหนุนอุตสาหกรรม อุดหนุน ๑๒ บาท ขนส่งอุดหนุนประมาณ ๔ บาท ครัวเรือนก๊าซที่บ้าน ๑.๔๓ บาท ปิโตรเคมีบาทเดียว ทำไมปิโตรเคมีอุดหนุนบาทเดียว ทำไมจ่ายเงินน้อยกว่าภาคครัวเรือน ถ้าเป็นอย่างนี้กลายเป็นว่าภาคครัวเรือนอุ้มปิโตรเคมี ภาระอยู่กับประชาชนเป็นธรรมหรือครับ เป็นธรรมกับผู้ใช้หรือครับ ทีนี้ค่าผ่านทอดไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ผมไม่ทราบว่าท่านคำนวณ วิธีไหน เบนช์มาร์ก (Benchmark) ไหมครับ กับประเทศต่าง ๆ ท่านเอาตัวเลขมาให้ผมดูแล้ว ผมจะเชื่อ ว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีการส่งผ่านทอดเขาคิดกันวิธีนี้ ราคาไม่เกินนี้ แล้วของเรา มันได้มาตรฐาน ผมไม่เห็นท่านมีการทำเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) เลย แล้วนอกจากนั้น โอเค (OK) รัฐวิสาหกิจของเราแตกลูกแตกหลาน พอแตกลูกแตกหลานปั๊บ ลูกหลานทำอะไร ไม่สามารถไปกำกับดูแลได้ สตง. เข้าไปตรวจไม่ได้ แล้วลูกหลานท่านทราบไหมครับว่า อันนี้ผมต้องเล่าให้ท่านประธานฟัง เพราะประเทศไทยชื่อเสียงเสียหายมากเลยครับ ปตท. เวลาทำบางกิจการทำไม่ได้ในชั้นต้นก็ไปร่วมทุน มีร่วมทุนกับประเทศเบลเยียม มีร่วมทุนกับประเทศอังกฤษ ทำระบบเครือข่ายการจ่ายท่อก๊าซธรรมชาติไปแหล่งอุตสาหกรรม ปรากฏว่าพอทำเห็นมีกำไรครับ บอกผู้ร่วมทุนว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ถ้าไม่ขายหุ้นให้เขา เขาจะไม่ให้ขยายกิจการแล้วเขาจะตั้งบริษัทขึ้นมาแข่ง ทำอย่างนี้ไม่ใช่ที่เดียวนะครับ หลายที่มากเลย ผมมีลิสต์ (List) ยาวเลยครับ เพราะผมได้รับการร้องเรียน พฤติกรรมเช่นนี้ ท่านสอดส่องดูแลไหม บริษัทที่ท่านกำกับ กิจการที่ท่านกำกับร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาทำกันอย่างนี้ อีกโรงหนึ่งบอกขอเทกโอเวอร์ (Takeover) เลย ถ้าไม่ขายหุ้นจะตั้งบริษัทขึ้นมา ตั้งโรงงาน ขึ้นมาแข่งด้วยซ้ำไป ในที่สุดเขาไม่ขาย ตอนนี้มีคดีอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ฟ้องร้องกันอยู่ เพราะเขาไม่ยอมขาย เพราะไม่มีเหตุที่เขาควรจะต้องขาย เสร็จแล้วก็เบี้ยวสัญญาเขาเลย พฤติกรรมเช่นนี้ประเทศไทยเสียหาย ท่านกำกับดูแลลงไปถึงขนาดนั้นไหม ผมไม่มีอคติกับ ปตท. เลยนะครับ ไม่มีแม้แต่นิดเดียว แต่ผมได้รับการร้องเรียนแล้วผมรู้สึกว่าการกำกับดูแล ของท่านยังไม่เข้มข้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดหลักประกันต่อประชาชนคนไทยทุกคนว่า เขาได้รับบริการในเรื่องก๊าซ ในเรื่องพลังงานอย่างเป็นธรรม เพราะท่านไม่เปิดเผยข้อมูล ไม่มีข้อมูลจริง ๆ ครับ สุดท้ายที่ได้ยินมาเรื่องก๊าซธรรมชาติมีการประกาศว่าจะให้ ปตท. เป็นคนทำแผนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า แอลเอ็นจี (LNG) นโยบายท่านหรือครับ ทำไมสั่ง ปตท. ทำไมไม่ใช่ กกพ. ทำไมไม่ใช่กระทรวงพลังงาน แต่ผมยังดีใจครับเมื่อ ๒ วันที่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศบอกว่าจะรื้อโครงสร้างต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ชื่นชมนะครับ ดีใจนะครับ แต่ยังไม่ไว้ใจ เพราะไม่ทราบหลักคิดในเอกสารของท่านเลย ไม่มีหลักคิดเลยว่าวิธีให้เป็นธรรมมันคืออะไร เพราะฉะนั้นผมมาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี (LPG) ถ้าไปดูตัวเลข ท่านกำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ ท่านไปดูตัวเลขปี ๒๕๕๑-๒๕๕๕ ภาคครัวเรือน อยู่ดี ๆ โตขึ้นไปเท่าตัว ประชากรไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ปกติภาคครัวเรือนใช้ตามจำนวนประชากร พอผมซักเข้าไปผมอยู่คณะกรรมาธิการการพลังงาน ผมซักว่าเป็นไปได้อย่างไร ยอมรับเลยว่า มีการลักลอบ ลักลอบเยอะมากเกือบเท่าภาคครัวเรือนเลยครับ และเพราะการลักลอบนี้ ทำให้เราต้องนำเข้า แอลพีจี (LPG) สำเร็จรูปเข้ามาในราคาแพง แล้วใครจ่ายครับ มาเกลี่ย ต้นทุนให้ประชาชนจ่ายอีก แล้วในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ งบประมาณในการจัดการ เรื่องการลักลอบท่านใส่ไว้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ซีเรียส (Serious) เลยครับ ความจริงเรื่องลักลอบมันไม่ใช่ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินข้ามชายแดน มันขนผ่านรถบรรทุก ทำไมเรื่องการลักลอบยังไม่มีการจัดการให้เป็นเรื่องเป็นราวจะได้ไม่เป็นภาระต่อประชาชน ที่ต้องไปแบกรับ การลักลอบท่านไปดูได้เลยนะครับ จริง ๆ แล้วมีแค่ ๓ บริษัทเท่านั้นที่สามารถทำได้ ผมชี้เป้าให้ท่านนะครับ ท่านไปดูปิโตรเคมี ทำไมใช้ แอลพีจี (LPG) เป็นวัตถุดิบในราคาต่ำกว่าประชาชน ที่อ้างมาตลอดก็คือว่ามีสัญญา ระยะยาว อ้างเลยครับว่าสัญญาระยะยาวทำอะไรไม่ได้ แก้ไม่ได้เดี๋ยวเขาฟ้อง แต่ราคาต่ำกว่า ที่ประชาชนจ่ายทุกวัน ทำไมครับ ทำไมท่านยอมให้เป็นอย่างนั้น ท่านมีอำนาจนะครับ ถ้าค่าบริการไม่เป็นธรรม ท่านมีอำนาจอยู่ที่จะปรับได้ทันทีอย่างนี้เป็นธรรมได้อย่างไรครับ ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนนะครับ พลังงานไฟฟ้า ก๊าซจากแหล่งที่แพงผลิตไฟฟ้าประชาชน จ่ายค่าไฟแพง ตอนนี้ค่าไฟ ก๊าซที่วิ่งไปโรงไฟฟ้า ผมเคยทราบจากรายงาน ท่านทราบไหมครับ มันมีรายงานของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ พอเปิดเผยไปปั๊บเริ่มเป็นปัญหา มีคนซักเยอะ รายงานฉบับนี้โดนเก็บเลยนะครับ โชคดีผมเก็บไว้อยู่ในเซฟ (Safe) ที่บ้าน รายงานฉบับนี้ ระบุชัดเจนเลยครับ เกลี่ยปากหลุม ๓ บาท เฉลี่ยปากหลุม แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อ้างว่าคู่สัญญาไม่ให้เปิด ไม่จริงครับ เพราะผมรู้จักคู่สัญญา ของ ปตท. ทั้งหมดเลยครับ เขายินดีให้เปิดแล้วทำไม กกพ. ไม่ไปจี้แล้วเปิด ดูต้นทุนปากหลุม แต่ละหลุมเกลี่ยให้เกิดความเป็นธรรมแล้วเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต้นทุนทั้งหมดแล้วค่อยมากำหนดราคา ตอนนี้เท่ากับก๊าซที่ไปผลิตไฟฟ้าก็มาจากแหล่งที่แพง ด้วยต้นทุนที่สูง ๑๖ บาทกว่านะครับ ข้อมูลหลังสุดที่ผมได้มา ปากหลุม ๓ บาท แล้วค่าไฟถึงเป็นระดับที่เราเห็นอยู่ เพราะฉะนั้น หลักคิดในเรื่องความสมดุลแหล่งพลังงานไม่เห็นในทางปฏิบัติ ท่านเขียนไว้ แต่ผมไม่เห็น ในทางปฏิบัติ คำถามผมจะทบทวนหรือไม่ครับ จะเปิดข้อมูลให้โปร่งใสตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายหรือไม่ ฝากอีก ๒-๓ เรื่องครับ โครงการไฟฟ้าชุมชน ท่านบอกให้ชุมชนถือหุ้นได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เอากำไรเป็นทุน ท่านเคยคิดไหมครับว่าสร้างโรงไฟฟ้ามันต้องกู้นะครับ ชุมชนไปเซ็นค้ำประกันเงินกู้ด้วยหรือเปล่า โครงการนี้ไม่เกิดหรอกครับ ขอให้ไปทบทวน มันเกิดไม่ได้โซลาร์ (Solar) ในรายงานท่านเขียนว่าเสรี แต่เสรีของท่าน ท่านกำหนดโควตา ๑๐๐ เมกะวัตต์ของราชการ สหกรณ์การเกษตร ๑๑๙ เมกะวัตต์ โครงการนำร่องโซลาร์ รูฟท็อป (Solar rooftop) เสรี แต่มีกรอบเวลาด้วย ต้องยื่นภายในวันนี้ วันนี้นะ และเป็นของ การไฟฟ้านครหลวง ๕๐ เมกะวัตต์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ๕๐ เมกะวัตต์ ท่านครับ ผมวิศวกรไฟฟ้า ผมสร้างโรงไฟฟ้า เป็นอาชีพ ๒๐ ปีแรกของการทำงาน ท่านไปดูให้ชัดเจน ว่าสายส่งของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถรับไฟในพื้นที่ไหน เป็นกี่เมกะวัตต์ทั้งประเทศ ไม่ยากครับ ทำไมต้องกำหนด ๕๐ เมกะวัตต์ ๕๐ เมกะวัตต์ไม่ได้ บอกว่าที่ไหนด้วย จริง ๆ ต้องดูความสามารถของสายส่ง ท่านสามารถกำหนดได้เลยครับ วันนี้ทั้งประเทศสายส่งเราสามารถรับเพิ่มได้พื้นที่ไหนกี่เมกะวัตต์ ประกาศเลยครับ ใครอยากทำ มายื่นก่อน ได้ก่อน เพราะฉะนั้นโดยสรุปท่านอย่าใช้คำว่า เสรี ถ้าท่านไปมีกรอบเวลา มีโควตา มันไม่ได้ครับ มันไม่ถูกต้อง คนไม่เข้าใจอย่างนั้นนะครับ เพราะ ณ วันนี้โดยสรุป ผมคิดว่าผมสับสนว่าหลักการที่ท่านใช้เป็นหลักในการที่จะไปกำกับดูแลเขาในบรรยากาศ ในเงื่อนไขที่เรามีทรัพยากรบางส่วนต้นทุนไม่เหมือนนำเข้า คิดวิธีไหนครับ พูดให้ชัด ๆ เรื่องนี้มันมีวิธีคิดเยอะแยะ แต่ท่านต้องบอกเราว่าท่านใช้วิธีไหนคิดที่สร้างความเป็นธรรม ให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการในทำนองเดียวกันตามกฎหมายนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือบทบาทรัฐกับรัฐวิสาหกิจนะครับ คือรัฐวิสาหกิจที่กลายพันธุ์ ไปแล้ว ออกลูกออกหลานไปแล้วได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ ท่านจะทำอย่างไรครับ คือ ณ วันนี้ผมถามท่านเวลาจริง ๆ ปตท. ตั้งมาจาก พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ตอนนั้นไม่ได้มีเรื่องว่า จะไปออกลูกออกหลาน
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ
มีผู้ประท้วงครับ
ขอประท้วงท่านประธาน ผิดข้อบังคับ ข้อ ๙ (๑) ซึ่งท่านประธานจะต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ลุกอภิปรายแต่ปรากฏว่าท่านประธานก็สอดแทรก แล้วล่าสุดท่านประธานก็บอกว่า ให้เวลา ๒๐ นาที แต่ทีนี้ก็เลยเวลา ถือว่าท่านประธานทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ผิดข้อบังคับครับ
ยังเป็นกลางอยู่นะครับ เผอิญผมมารับช่วงต่อเลยไม่ได้นับเวลา สรุปได้แล้วครับ พอแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมกำลังสรุป อยู่นี่ครับ จริง ๆ แล้วผมขอเวลาไป ๒๐ นาที แล้ววิป (Whip) ให้เวลา ๒๐ นาที แต่ข้อมูล ที่ไปถึงท่านประธานคนที่แล้วบอกว่าผมมี ๑๐ นาที ซึ่งอันนี้คลาดเคลื่อนนะครับ สาระผม ไม่เคยซ้ำ สรุปอยู่แล้วครับ เวลาท่านมีคนที่เป็นผู้ประกอบการที่เป็นรัฐวิสาหกิจและมีหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ท่านจะกำกับด้วยวิธีไหนถึงจะเป็นธรรมกับประชาชน ไม่ใช่ เป็นธรรมกับผู้ถือหุ้น แล้วเวลาเขาออกลูกออกหลานจะทำอย่างไร ออกลูกออกหลานไปแล้ว กำกับดูแลไม่ได้ และใช้บริษัทลูกบริษัทหลานในการดำเนินการบางเรื่อง เช่น สร้างโรงแรม ในปั๊มน้ำมัน มันสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างไรครับ แล้วอันนี้คือวิธีที่เอากำไรที่มีอยู่เยอะ ไปลงทุนเพิ่ม เพื่อให้แบ่งส่วนแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นที่เป็นรัฐน้อยลง
ท่านเกียรติสรุปได้แล้วครับ
เพราะฉะนั้นผมขอฝาก การดำเนินการ กกพ. เรื่องสุดท้ายแล้วนะครับ ที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนนิดเดียวครับ กรอบที่กำหนดไว้ในบางเรื่องของการอนุมัติของท่านกำหนดไว้ ๖๐ วัน แต่ส่วนใหญ่คือ ๖ เดือนครับ ท่านไม่ได้ทำเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) ไม่มีในรายงานว่าการอนุมัติ ของท่านเป็นอย่างไร แต่ส่วนใหญ่ ๖ เดือนครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นปัญหากับผู้ประกอบการที่ได้รับเรื่องร้องเรียนนะครับ คือท่านก็ทำดีอยู่แล้วครับ แต่เวลาท่านประชุมและมีมติอนุมัติบางเรื่อง กว่าท่านจะรับรอง รายงานการประชุมตั้ง ๑-๒ เดือน ผมคิดว่าน่าจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ ฝากและขอคำชี้แจงด้วย ความชัดเจนนะครับ เพื่อที่จะให้เป็นหลักประกันว่าประชาชนได้รับการดูแลตามเจตนา ของกฎหมายที่กำกับการดูแลของ กกพ. อยู่ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านศิริกัญญา เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันขออภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับรายงานประจำปีของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พุทธศักราช ๒๕๖๐ อย่างที่หลายท่าน ได้กล่าวมาแล้วมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมานะคะ ดังนั้นก็ป่วยการที่จะ ลงรายละเอียด ดิฉันขอสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่อยากจะเน้น ตามปกติเวลาเราเจอ หน่วยงานที่มีรายได้ที่มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และสามารถใช้รายได้นั้น ในการบริหารองค์กรที่เป็นสำนักงาน เราก็จะมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้นั้นมีความสมเหตุสมผล แค่ไหน เนื่องจากว่าถ้าไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายก็จะมีแนวโน้มที่จะมีการใช้จ่าย ในส่วนของที่เป็นรายได้ที่เก็บได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งสมควรที่จะนำไปใช้สำหรับเหตุผลอื่น
สำหรับสำนักงาน กกพ. ในด้านค่าใช้จ่ายเราพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินอุดหนุนที่ใช้ไปกับกองทุนพัฒนาไฟฟ้าต่าง ๆ ราว ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าติดใจ ยกเว้นแต่ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็น ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายบุคลากร ซึ่งคิดเป็นประมาณ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นรายได้ตามมาตรา ๙๔ (๑) ก็คือเป็นค่าชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าว่ามีการใช้จ่ายไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ พอเราลงไปดูพบว่ามีค่าเบี้ยประชุม ค่าเดินทางราชการในประเทศและต่างประเทศ และค่าจ้างที่ปรึกษารวมเป็นเงินกว่า ๑๖๒ ล้านบาท ตรงนี้เราก็ต้องขอคำชี้แจงว่ารายได้ ที่ถูกใช้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสำนักงานและดำเนินกิจการกองทุน มีความสมเหตุสมผลหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ คือโครงการที่ทาง กกพ. เองเปิดรับข้อเสนอ ซึ่งเป็นการดำเนินงาน ของท่านตามมาตรา ๙๑ (๔) คือการสนับสนุนพลังงานทดแทน สนับสนุน และมาตรา ๙๑ (๕) คือส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงาน ซึ่งที่ผ่านมานี้มีโครงการที่ได้รับอนุมัติเพียงแค่ ๒๑ โครงการในปี ๒๕๖๐ จากที่มีการเสนอเข้ามาถึง ๗๘๐ กว่าโครงการ แล้วก็มีเงินใช้ไป เพียงแค่ ๑๒๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ตั้งวงเงินไว้ถึง ๙๐๐ ล้านบาท ทีนี้ทำไมมันถึง มีความสำคัญ เพราะว่ารายได้หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ไป ในการเป็นเงินอุดหนุนต่าง ๆ หรือว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน จะเป็นการส่งคืนกลับคลัง ถ้ายิ่งท่านใช้ได้น้อยก็เท่ากับว่าท่านใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถที่จะมีเงินเหลือคืนส่งคลังได้มากขึ้น ที่สำคัญก็คือตอนนี้มันจะมีอีกตัวหนึ่งที่เป็น กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ก็คือตามมาตรา ๙๑ (๓) ซึ่งจะมีขนาดต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน ก กองทุน ข กองทุน ค แบ่งไปตามไซส์ (Size) ของกองทุนของเงินที่จะอนุมัติ ที่ผ่านมาก็จะพบ ปัญหาเช่นเดียวกันว่าจะมีการกระจุกตัวของการตัดสินใจว่าถ้าเม็ดเงินไม่เกิน ๑ ล้าน บาท ก็ไม่ต้องเข้ามาขออนุมัติจาก กกพ. แต่ถ้าเกิดเกิน ๑ ล้านบาทเป็นต้นไปก็จะต้อง เข้ามาขออนุมัติจาก กกพ. อีกทีหนึ่ง ทำให้ตัวคณะกรรมการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจการใช้เงินไปในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ นะคะ จริง ๆ แล้ว ทาง กกพ. เองแล้วก็สำนักงาน กกพ. ก็มีการออกข่าวมาว่ากำลังจะปรับปรุงกฎระเบียบตรงนี้ ก็เลยสอบถามมาว่า ณ ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบโดยการขยายหลักเกณฑ์ ของกองทุน ค ให้เม็ดเงินที่ต่ำกว่า ๓ ล้านบาทไม่จำเป็นจะต้องเข้ามาขออนุมัติกับ กกพ. แล้วหรือยัง สืบเนื่องจากที่ท่านกรณ์ จาติกวณิช ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้มีการพูดถึงกรณี ที่ กกพ. มีมติที่จะอนุมัติให้มีการเทก (Take) ซื้อโรงงานไฟฟ้า จริง ๆ แล้วมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่แสดงถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการอนุมัติในครั้งนั้นด้วย เพราะว่ามีการใช้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๑๔/๒๕๖๑ สั่งปลดกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กกพ. ทั้ง ๗ ท่าน แล้วก็ตั้งขึ้นมาใหม่ทั้ง ๗ ท่าน โอเค (OK) ไม่ได้ปลดทั้งหมด ๗ ท่าน แต่มีการให้ลาออก ๓ ท่าน แล้วก็มีการปลดอีก ๔ ท่าน แล้วก็มีการแต่งตั้งบอร์ด (Board) กกพ. ชุดใหม่ทั้งหมด ๗ ท่าน โดยไม่ได้มีการนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสรรหาตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ นำมาใช้บังคับนะคะ ซึ่งสาเหตุไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนหน้านั้น มีเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้นอย่างน้อย ๔ เรื่อง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนก็ไม่จำเป็น จะต้องเป็นสาเหตุของการนำมาสู่การปลดบอร์ด (Board) กกพ. นะคะ
เรื่องที่ ๑ ก็คือว่ามีการไม่ออกใบอนุญาตการจัดหาและค่าส่ง แอลเอ็นจี (LNG) ให้กับกลุ่มบริษัทพลังงานกลุ่มหนึ่งจนถูกฟ้องกับศาลปกครองนะคะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่ามีการที่จะไม่เสนอแนวทางการต่ออายุโรงไฟฟ้าให้กับ ผู้ประกอบการเอสพีพี โคเจน จำนวน ๒๕ ราย แบบพิจารณาเป็นรายกรณีไปนะคะ แต่ว่า พิจารณาโดยเท่าเทียมกันทั้ง ๒๕ ราย
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่ามีการไม่เร่งอนุมัติเงิน ๕๐ ล้านบาทที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานได้ลงนามแต่งตั้งที่ปรึกษาแล้วมาขอเบิกเงินจากกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า
เรื่องที่ ๔ ก็คือกรณีที่จีพีเอสซีเข้าซื้อกิจการผลิตไฟฟ้าของบริษัทโกลว์ ซึ่งมีการต่อต้าน แล้ว กกพ. เองในชุดก่อนหน้าที่จะถูกปลดก็พิจารณาว่าจะไม่อนุมัติ แต่ว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนบอร์ด (Board) ชุดใหม่ก็พบว่าเรื่องดังกล่าวก็มีการอนุมัติ ในที่สุดนะคะ
ตรงนี้ก็ชวนทำให้เราคิดขึ้นมาว่าในกระบวนการเปลี่ยนแปลงบอร์ด (Board) ของ กกพ. ในครั้งนั้นมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าทั้ง ๔ กรณีหรือไม่ ท่านประธานคะ ปัจจุบันนี้กิจการพลังงานของประเทศไทยถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนจากเอกชน เพียงไม่กี่กลุ่ม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่หรือที่เราเรียกกันว่า ไอพีพี (IPP) แต่ว่าการให้สัญญาที่บอร์ด (Board) กกพ. จะต้องเป็นผู้ที่เจรจาอยู่ด้วยจะมีการให้สัมปทาน สัญญาจะต้องผูกขาดยาวนานถึง ๒๕ ปี และในบางกรณีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าก็สูงมาก จนในบางโครงการทำให้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนสูงถึง ๒๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้กลุ่มทุน บางกลุ่มสามารถที่จะสะสมผลกำไร ทำให้สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาติด ๕๐ อันดับแรก ของมหาเศรษฐีที่จัดอันดับโดยฟอบส์ (Forbes) แต่ภาระที่เกิดขึ้นจากการที่ กฟผ. หรือว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไม่ได้กำกับกิจการพลังงานให้มีความเป็นธรรม มันเป็น ภาระที่จะตกอยู่กับผู้ใช้ไฟ หลาย ๆ ครั้งมีการพยากรณ์การใช้ไฟที่ผิดพลาดหรือว่าเศรษฐกิจ ไม่โตตามเป้าก็ตามทำให้มีภาวะไฟฟ้าสำรองล้นเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา มีกำลังสำรองไฟฟ้าถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ล้นเกินจนกระทั่งต้องมีการเบรก (Brake) ไม่ให้ ไอพีพี (IPP) หรือว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ผลิตหรือว่าหยุดการผลิตไปอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันเลยขอเสนอว่าเพื่อหยุดการผูกขาดและนโยบายที่จะเอื้อให้แก่กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอเสนอว่าจริง ๆ แล้วเราควรจะต้องจัดตั้งตัวแพลตฟอร์ม (Platform) ตลาดกลางซื้อขาย พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการเลือกซื้อไฟฟ้าเป็นรายชั่วโมง แล้วแต่ว่าโรงไฟฟ้าไหนจะบิดเข้ามา ในราคาที่ถูกที่สุด ซึ่งจริง ๆ ดิฉันไม่ได้มโนขึ้นมาเองนะคะ จริง ๆ แล้วมันก็เป็นนโยบายหนึ่ง ที่บรรจุไว้แล้วในการแถลงนโยบาย เพียงแต่ว่าเรายังไม่เห็นความเป็นรูปธรรมที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ มีการออกนโยบายจากบอร์ด (Board) กกพ. ที่เป็นที่น่ากังขา อย่างเช่น การอนุมัติต่ออายุและอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ของภาคตะวันตก ๒ โรง ขนาดประมาณ ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ โดยไม่มีการประมูลตามข่าวบอกว่า กกพ. ก็ไป ทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาและได้เจรจาว่าได้อัตราค่าไฟฟ้าในอัตราที่ถูกกว่าราคาตลาด จริง ๆ แล้ว เราจะทราบได้อย่างไรถ้ามันไม่เกิดการประมูลขึ้นมา กกพ. เป็นผู้เจรจา กบง. คณะกรรมการ บริหารนโยบายพลังงานก็เห็นชอบและไม่ต้องไปผ่านบอร์ด (Board) กพช. หรือคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติอีกต่อหนึ่งด้วยซ้ำไป ซึ่งอันนี้ก็มีผู้คัดค้านเป็นจำนวนมาก ขออีก ๒ นาทีค่ะ
มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากจะถามเช่นเดียวกัน ก็คือการอนุมัติ ให้บริษัทที่เคยได้ใบอนุญาตในการดำเนินการโครงการ ไอพีพี (IPP) ที่เป็นโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน สามารถเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติได้ และยังยืดอายุการซีโอดี (COD) ก็คือที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ จากเดิมที่ควรจะต้องจ่ายตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ก็ยืด ให้เขาไปอีก ๑๐ ปี โดยที่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เป็นความผิดของรัฐที่โรงไฟฟ้านี้ยังไม่สามารถ ที่จะโอเปอเรต (Operate) ได้ แต่ว่าท่านก็ไปยืดอายุให้เขาแทนที่จะทำการยกเลิกสัญญา แล้วก็ไปเปลี่ยนเงื่อนไขให้ด้วยว่าไม่จำเป็นจะต้องผลิตจากถ่านหิน ให้ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเปิดประมูลการสร้างท่าเรือมาบตาพุดซึ่งตอนนี้ก็ได้รับการประกาศผู้ชนะไปแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ได้เชื่อมโยงกับแผนของการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่สอดคล้องกับแผน พีดีพี ๒๐๑๘ (PDP 2018) หรือเปล่า แถมยังเป็นการทำประมูลร่วมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจกับกลุ่มทุน เอกชนเพียงกลุ่มเดียวเป็นผู้ยื่นซองประมูลเพียงผู้เดียว แล้วก็ได้รับการชนะการประมูลไป ก็อาจจะทำให้เกิดสร้างข้อได้เปรียบให้กับกลุ่มทุนดังกล่าวอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ นอกจากเรื่องแพลตฟอร์ม (Platform) ตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ซึ่งได้บรรจุไว้ ในการแถลงนโยบายแล้ว หลายประเทศเริ่มทำแล้ว และมันจะช่วยทำให้เราไม่ต้องผูกขาด ไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปอีก ๒๕ ปี เราสามารถมีผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ได้ ในรายชั่วโมงที่จะบิดเข้ามาในราคาที่ถูกที่สุด
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของสมาร์ตกริด (Smart grid) ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบาย ที่สมควรที่จะต้องได้รับการส่งเสริมและสามารถทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายย่อย สามารถที่จะจ่ายไฟให้เขาเข้าสู่กริด (Gird) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันก็ขอนำเสนอ เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากค่ะ
อีก ๓ ท่านครับ ท่านสมพงษ์ โสภณ ท่านมนูญ พรรคเศรษฐกิจใหม่ แล้วก็ท่านจักรพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ เชิญท่านสมพงษ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม สมพงษ์ โสภณ จังหวัดระยอง เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ได้มีโอกาส มาเสนอประเด็นในหลาย ๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมอยู่ที่พื้นที่ ที่เป็นโรงไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย มาบตาพุดเฉพาะโรงงานที่เป็นถ่านหินอย่างเดียว ๖ โรง ยังไม่รวมที่เป็นก๊าซ เพราะฉะนั้นพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าก็ได้รับผลกระทบ มาโดยต่อเนื่อง ผมจะเล่าให้ท่านประธานฟัง เมื่อก่อนนี้กว่าจะมีโรงไฟฟ้าได้โรงหนึ่งมีการต่อต้าน ใครบอกว่าเอาถ่านหินมาขึ้นปุ๊บ ประชาชนลุกฮือเลยครับสมัยนั้น กว่าจะสร้างได้แต่ละโรง จนสุดท้ายก็มาเป็นที่มาของเงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้าที่เรียกว่า เงินเยียวยา ต่อมาก็มีการเลือก คณะกรรมการโดยการเลือกตั้งก็คือ คพรฟ. แล้วก็ คพรต. ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ทีนี้พอพูดถึง ประเด็นนี้ผมก็อยากจะถามทาง กกพ. ว่า คพรฟ. กับ คพรต. มันเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไหม แล้วถ้ามีมันมีเงินเดือนไหม เขาก็ทำงานกันฟรีมาอย่างต่อเนื่อง ๒๐ กว่าปีแล้วตั้งแต่ มีโรงไฟฟ้าขึ้นมา ต่อจากนั้นอย่างไรครับ พอมีคณะกรรมการที่พิจารณาทำโครงการต่าง ๆ ที่ไปเยียวยาให้กับพี่น้องรอบโรงไฟฟ้า เมื่อก่อนนี้ชุมชนเอย ประชาชนเอย ที่อยู่ในพื้นที่ เขาก็ได้รับประโยชน์จากการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงการต่าง ๆ เขาไปทำรั้วชุมชน ที่ทำการชุมชนก็ดี ทำอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ซึ่งมันก็อยู่ใน ๑๑ ด้านของวิธีการ เขียนโครงการและการอนุมัติโครงการก็ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ซื้อจักรยานแจก แจกเสื้อผ้า เด็กนักเรียน แจกทุนการศึกษา แจกหมวกกันน็อกป้องกันชีวิตและทรัพย์สินอย่างนี้เป็นต้น ก็ทำได้ด้วยดีเสมอมา แล้วเป็นการช่วยเหลือท้องถิ่นในเรื่องของการช่วยเหลือเรื่องงบประมาณ ของท้องถิ่นไปด้วย แล้วก็แบ่งเบาภาระของท้องถิ่นไป พอต่อมา กกพ. ก็พยายามที่จะสร้าง เงื่อนไข ข้อกำหนดต่าง ๆ ให้การพิจารณาโครงการ การอนุมัติโครงการยากขึ้น ชุมชน ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ต้องการ แล้วการดำเนินการของชุมชนเขาก็ดำเนินการ ตามความต้องการของพี่น้องจริง ๆ มีการทำประชาคม ปีนี้ต้องการอะไร ก็สรุปกัน ในที่ประชุมประชาคมว่าปีนี้จะเอาอะไร แต่หลาย ๆ โครงการที่หลัง ๆ บอร์ด (Board) กกพ. ก็ไม่อนุมัติให้เขา เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญว่าพี่น้องที่อยู่โดยรอบเขาได้รับผลกระทบ มายาวนานเลย ดมอยู่ทุกวัน คิดดูถ่านหินเอามือไปลูบบางครั้งยังติดมือมาเลย พอพูดถึง เรื่องนี้มันมีอีกเรื่องหนึ่งครับ ของท่านตั้งงบไปต่างประเทศไว้ประมาณ ๖ ล้านบาท แต่ของชุมชนไปตั้งงบสัมมนาปีหนึ่งเขาจะไปเที่ยวสักวันหนึ่ง ไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักวันสองวัน ท่านก็ไปเอาเรื่องของอบรมสัมมนามารวมให้เขา แล้วเขาจะไปก็ไปไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ฝากเรื่องให้ทาง กกพ. ลองไปทบทวนดูในเรื่องที่พี่น้องเขาจะอยู่กันอย่างมีความสุข
ต่อมายังมีอีกเรื่องหนึ่งเรื่องของบุคลากรในพื้นที่ของจังหวัดระยอง กกพ. ในบอร์ด (Board) เดิมทีลูกจ้างท่านให้เขาทำสัญญาไว้ ๕ ปี ซึ่งผมมองอย่างนี้นะครับ ๕ ปี คือ ๑. การทำงานมีความชำนาญการ มีทักษะที่ดีขึ้น แต่ต่อจากนี้ท่านจะให้เขาทำสัญญาแค่ ๑ ปี เขาจะไปมีความมั่นคงในอาชีพได้อย่างไร เรื่องบุคลากรก็เช่นเดียวกันก็ต้องฝากไปด้วยว่า ในแต่ละปีโครงการที่ กกพ. จะพิจารณา โครงการที่มันสามารถที่จะเยียวยาเขาได้ก็ควรจะให้เขา ที่สำคัญผมจะบอกให้นะครับว่าการดำเนินงานของเงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้า แม้จะอยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของ กกพ. ภายใต้กรอบนโยบายของ กพช. โดยเงินและทรัพย์สินของกองทุน ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณโดย กกพ. จะทำ หน้าที่เป็นผู้รับเงิน จ่ายเงิน เก็บรักษาเงิน และบริหารจัดการเงินกองทุนตามระเบียบที่ กกพ. กำหนด แต่ข้อกำหนดต่าง ๆ ถ้าท่านไปจำกัดในเรื่องความต้องการของเขามากเกินไป ผมว่า อนาคตก็น่าจะต้องลำบาก
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝาก ในแต่ละปีโครงการต่าง ๆ ที่ส่งให้ กกพ. พิจารณาจะต้องส่งในเดือนกรกฎาคมก่อนสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งทำให้ระยะเวลามันน้อยไป ทำให้โครงการบางโครงการที่ไม่ผ่านโครงการเขาจะนำกลับไปแก้ไขก็ไม่สามารถดำเนินการได้ อยากให้เพิ่มรอบในการพิจารณาด้วย อันนี้เป็นในส่วนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ที่ได้รับประโยชน์โดยแท้จริง
และในประเด็นสุดท้ายผมอยากจะนำเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่ กกพ. จะต้อง ช่วยบรรเทาเขา ทบทวน ผ่อนผันการพิจารณาอนุมัติโครงการต่าง ๆ ของชุมชนที่นำไป เยียวยาตามความประสงค์และแก้ไขปัญหาตามความต้องการของเขาโดยแท้จริงถึงจะ เรียกว่าเงินเยียวยา อย่างที่ผมนำเรียนไปแล้วว่าเงินพวกนี้ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้ของ แผ่นดินนะครับ ท้ายที่สุดก็ให้เขามีความสุขกันอยู่กับมลพิษก่อนตายอย่างมีความสุข ฝากท่านประธานเรียนไปยังท่านคณะกรรมการ กกพ. ด้วยครับ ให้เขาอยู่กับมลพิษก่อนตาย อย่างมีความสุขครับ
เชิญท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้ผมขออนุญาตนำเสนอให้ความเห็นใน ๔ ประเด็น
ประเด็นแรก จะเป็นเรื่องของภาพรวมการออกใบอนุญาตและการกำกับดูแล โรงไฟฟ้า ปัจจุบันขั้นตอนการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้ามีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยปัจจุบันผู้ประกอบการจะต้องมีการขอใบอนุญาต ๔ ใบ ก็คือใบแรกจะเป็นเรื่องของ ใบอนุญาตอาคารหรือ อ.1 ใบที่ ๒ จะเป็นเรื่องของการประกอบกิจการโรงงาน หรือใบ ร.ง.4 และใบที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม หรือ พค.2 และใบสุดท้าย ก็จะเป็นเรื่องของใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า อันนี้ยังไม่รวมส่วนของการทำ อีไอเอ (EIA) ที่จะต้อง มีการดำเนินการ ผมเห็นว่าปัจจุบันขั้นตอนตรงนี้ค่อนข้างจะล้าสมัยและเป็นภาระที่ ผู้ประกอบการเจอมาตลอด ฉะนั้นตามมาตรา ๔๘ ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ พลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ตรงนี้มีการอนุญาตให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานสามารถ ดำเนินการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เหล่านี้ได้โดยขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำไมผมถึงมาพูดเรื่องนี้ เพราะว่าในเรื่องนโยบายของทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบายเรื่องของโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งตรงนี้ก็มีประเด็นพูดคุยกันมากมายหลากหลาย ทั้งในเรื่องของหลักเกณฑ์ ทั้งในเรื่องของขนาด แต่ในหลักการแล้วโรงไฟฟ้าชุมชนจะมีขนาดเล็ก แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับชุมชน ฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าชุมชนจะต้องมาขอใบอนุญาตต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าโอกาสที่จะเกิดหรือว่าการเป็นภาระจะค่อนข้างสูง ฉะนั้นผมขออนุญาตนำเสนอให้ ทาง กกพ. ลองคุยกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กับกระทรวงมหาดไทยในเรื่องของใบอนุญาต ต่าง ๆ เหล่านนี้รวมมาพิจารณาที่ กกพ. ที่เดียวเพื่อให้โรงไฟฟ้าชุมชนหรือโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ที่จะเกิดใหม่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าขั้นตอนอย่างที่ท่านเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร พูดว่าขั้นตอนไม่ใช่ ๖๐ วัน ๖ เดือน เพราะว่าสุดท้ายขั้นตอนต่าง ๆ ก็ไปติดที่หน่วยงานต่าง ๆ ถ้าทุกอย่างเบ็ดเสร็จที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โอกาสที่โรงไฟฟ้าชุมชนที่จะเกิดขึ้นก็จะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น ในส่วนของเรื่องต่อเนื่องว่า โรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นก็มีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เข้ามาถามผมมากมายว่า ถ้าโรงไฟฟ้าชุมชนสามารถขายไฟฟ้าให้ชุมชนเองได้เลยไหม หรือต้องขายเข้ากริด (Grid) ตรงนี้ผมมองว่าปัจจุบันในแง่ของการปฏิรูปที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ การปฏิรูปประเทศ จริง ๆ ในเรื่องของการแข่งขันด้านการจำหน่ายไฟฟ้าหรือการผลิตไฟฟ้า ผมมองว่าปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในลักษณะของซิงเกิล บายเออร์ (Single buyer) มีผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว ผมว่าสุดท้ายแนวนโยบายการปฏิรูปประเทศต้องการให้ผู้ซื้อมีมากกว่า ๑ ราย เพื่อให้เกิดการ แข่งขัน ฉะนั้นในแง่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผมว่ากฎหมายไม่ได้ปิดว่า ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าต้องขายให้ผู้ประกอบการรายเดียว ฉะนั้นอยากเรียนให้ทางคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงานกลับไปทบทวนนโยบายในเรื่องของการจำหน่ายไฟฟ้าแทนที่ทุกชุมชน หรือทุกโรงไฟฟ้าจะต้องขายเข้ากริด (Grid) อย่างเดียว ให้สามารถขายตรงได้ เพราะว่าตรงนี้ เป็นโมเดล (Model) ของเรื่องการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการแข่งขัน สุดท้ายค่าไฟก็จะได้ถูกลง ซึ่งในเรื่องของเมืองไทย เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) ผมว่า สุดท้ายต้องปรับให้มีความเข้มข้นขึ้นสู่เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) และสุดท้ายเข้าไปสู่โฮลเซล (Wholesale) กับรีเทล คอมเพทิชัน (Retail competition)
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะเรียนปรึกษาก็คือมีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนเข้ามา ในเรื่องของบิล (Bill) ค่าไฟฟ้า ซึ่งตรงนี้ก็มีเหตุการณ์มาตลอดซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็ก สมมุติว่าท่านใช้ไฟฟ้าเดือนละ ๑๐๐ บาท ถ้าท่านดูในบิล (Bill) ค่าไฟฟ้า ค่าธรรมเนียม การจดมิเตอร์ไฟฟ้า ๓๐-๔๐ บาท ผมเห็นว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ตรงนี้อยากให้ ทาง กกพ. คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเรกกูเลต (Regulate) ตรงนี้ และผมเห็นว่า การเก็บค่าธรรมเนียมค่าไฟฟ้ากับการจดค่าไฟฟ้าน่าจะแบ่งออกเป็นเหมือนกับประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ก็คือผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็ก ค่าธรรมเนียมในการจดมิเตอร์น่าจะถูกกว่าผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เพราะถ้าดูจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็กถ้าท่านเสียค่าพลังงานไฟฟ้าเดือนละ ๑๐๐ บาท ท่านเสียค่าธรรมเนียมในการจดมิเตอร์ ๔๐ บาท โอเวอร์เฮด (Overhead) หรือต้นทุน ที่ไม่เกี่ยวกับค่าพลังงาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่าย ตรงนี้ก็รบกวนอยากให้มีการศึกษาว่า สมควรไหมที่บิล (Bill) ค่าไฟฟ้าในเรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจดมิเตอร์ให้มีการ แบ่งแยกตามประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะว่าในต่างประเทศหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในสัดส่วนที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้า แล้วก็ ในส่วนของต่างประเทศจริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่เยอะเพราะว่าที่ผ่านมาผมเคยจ่าย ๕๐ เซนต์ (Cent) หรือประมาณ ๑๕ บาท เมืองไทย ๔๐ บาท ผมว่าค่อนข้างแพงมาก คือถ้าต้นทุนการจดมิเตอร์ไฟฟ้าสูงมากอาจจะต้องมีแนวนโยบายในการเปลี่ยนมิเตอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปจดไปนั่งอ่านเอง ใช้ระบบที่เป็นทูเวย์ (Two-way) สามารถอ่านมิเตอร์ได้ โดยอัตโนมัติ แล้วก็ในส่วนของค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟไม่ได้ซื้อจากการไฟฟ้า ปัจจุบันที่ผ่านมา มีปัญหาเกี่ยวกับพวกหอพักอะไรต่าง ๆ มากมาย เข้าใจว่าตรงนี้ทาง กกพ. ก็มีการคุยกับ ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโยนเรื่องนี้ให้ สคบ. แต่ในส่วนของโรงไฟฟ้าชุมชน ที่จะเกิดขึ้นถ้าเรามีการขายไฟฟ้าให้ชุมชน ตรงนี้อาจจะต้องมีผู้ดูแลนิดหนึ่งในเรื่องของ การกำหนดซีลลิง (Ceiling) ไม่ให้ค่าไฟแพงเกินไปหรือว่าอาจจะมีสัดส่วนการลดค่าไฟ ให้ผู้ประกอบการบางส่วนนะครับ
ในส่วนประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ถ้าดูจากงบดุลที่ท่านให้มา ผมดูแล้วรายได้หลัก ๆ ท่านจะได้มาจากมาตรา ๙๗ (๑) ซึ่ง (๑) แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ก็คือ ส่วนที่ ๑ เป็นส่วนที่อุดหนุนโรงไฟฟ้าในผู้ประกอบการไฟฟ้า กับอีกส่วนหนึ่งอุดหนุนช่วย ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาส แล้วก็มาตรา ๙๗ (๓) (๔) เท่าที่ผมดูจากงบดุลนี้ส่วนต่างเยอะมาก หลายพันล้านบาท แล้วก็มีประชาชน มีชุมชนร้องเรียนมาว่าทำไมเงินจากกองทุนส่วนนี้ ถึงเอามาชดเชยหรือเอามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ช้ามาก ฉะนั้นอยากจะให้ทาง กกพ. ลองช่วยดูกองทุนพัฒนาไฟฟ้าว่าขั้นตอนหรือว่าวิธีการปฏิบัติมันมีปัญหาตรงไหน
ในส่วนสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของตัว อีวี (EV) ขออนุญาตอีก ๒ นาทีจบแล้วครับ เรื่องของรถไฟฟ้าอีวี (EV) ซึ่งถ้าดูในภาพรวมแล้วรถอีวี (EV) สุดท้ายสถานีชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) มันจะต้องมีผู้ดูแล ถ้าดูในแง่ของกระทรวงพลังงานแล้วก็จะมี สนพ. ซึ่งเขาดูเฉพาะในส่วนของนโยบาย เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ปฏิบัติก็จะมีท่านคือ กกพ. ที่จะต้องเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) ซึ่งผมมองว่า สุดท้ายแล้วในการดำเนินการเรื่องชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) จะต้องมีการให้ ดำเนินการเปิดเสรี ก็คือถ้าท่านมีการกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อหรือต่าง ๆ ให้ชัดเจน จะได้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้ามาเป็นโมโนโพลี (Monopoly) รบกวนให้ท่านกำกับดูแล ในเรื่องของภาพรวม อันนี้ไม่ได้หมายถึงว่าท่านต้องไปคอยตรวจพวกชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) แต่ว่ากำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องของ การกำหนดค่าบริการ ขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร แล้วก็ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วก็ตามด้วยท่านระวี มาศฉมาดล เชิญท่านจักรพันธ์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายในส่วนของรายงานประจำปี ของ กกพ. ขออนุญาตใช้ชื่อย่อนะครับ เพราะมีเพียงประเด็นเดียว คือประเด็นที่เกี่ยวกับกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตามที่มีเพื่อนสมาชิก ๒-๓ ท่านได้อภิปรายพูดถึงไปบ้างแล้ว แต่สำหรับผมประเด็นที่อยากจะอภิปรายก็จะเป็น เรื่องที่การดำเนินงานของกองทุนดังกล่าวที่มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในชุมชน ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยที่กองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง ก็คือเพื่อเป็นทุน สนับสนุนให้มีการบริการไฟฟ้าไปยังท้องถิ่น แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือพัฒนาชุมชนที่อยู่ใน ท้องถิ่นในบริเวณรอบ ๆ โรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง แล้วก็การดำเนินงาน ของโรงไฟฟ้า จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ทำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ก็คือคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าหรือว่าตัวย่อคือ คพรฟ. ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนภาครัฐแล้วก็ผู้แทนของภาคประชาชน ซึ่งจะมีสัดส่วนมากกว่า คือภาคประชาชนจะอยู่ที่ ๒ ใน ๓ สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพมหานครเรามีส่วนที่ได้รับบริการ หรือว่าการเข้าถึงงบประมาณจากกองทุนดังกล่าวอยู่ ๑ กองทุน ก็คือกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนืออยู่บริเวณเชิงสะพานพระราม ๗ พื้นที่จังหวัดนนทบุรี แต่ว่าเป็นพื้นที่ที่ต่อเนื่องแล้วก็มีรัศมีที่ครอบคลุมมาถึงบางพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ก็คือครอบคลุมพื้นที่ ๘ เขตปกครอง เขตบางพลัด เขตตลิ่งชัน เขตพระนคร เขตดุสิต เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตจตุจักรแล้วก็เขตบางซื่อ ส่วนอีกส่วนหนึ่งนั้นจะเป็นพื้นที่ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ดังนั้นคณะกรรมการ คพรฟ. ของชุดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ก็จะประกอบไปด้วยผู้แทนภาคประชาชนจากทั้งกรุงเทพมหานคร แล้วก็จากจังหวัดนนทบุรี ซึ่งประเด็นปัญหามีอยู่อย่างนี้ ท่านประธานครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้เอ่ยไปแล้วว่า กองทุนดังกล่าวนี้ก็จะมีกฎเกณฑ์ที่ให้ตัวแทนภาคประชาชนได้มีการเสนอโครงการ ผ่านตัวแทนของเขาในคณะกรรมการดังกล่าว เพื่อนำเงินทุนจากกองทุนไปพัฒนาพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง การให้ทุนการศึกษา หรือจะเป็นเรื่องของ การสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ ของโรงไฟฟ้า สำหรับในส่วนของกองทุนที่ผมพูดถึงในส่วนของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ก็มีลักษณะพิเศษนิดหนึ่งครับ เนื่องจากว่าเป็นกองทุนเดียวที่ต้องดำเนินการกับชุมชนที่อยู่ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในกองทุนอื่น ๆ นั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ท่านก็นั่งเป็นประธานโดยตำแหน่ง แล้วก็มีตัวแทนภาคประชาชนของชุมชนในท้องถิ่น แต่ในกรุงเทพมหานครสำหรับกองทุนพระนครเหนือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่นั่งเป็นประธาน คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี แต่ต้องดูแลพื้นที่ทั้งจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรุงเทพมหานครนั้นท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็มาจากอีกระบบหนึ่งก็คือ ตาม พ.ร.บ. บริหารราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความแตกต่างจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นปัญหาก็เกิดขึ้นในการดำเนินงานก็คือว่า โดยระเบียบของกองทุนจะมีการแบ่งสัดส่วนที่ชุมชนจะเสนอโครงการเข้าไปพัฒนาท้องถิ่น ตัวเอง สัดส่วนก็จะเป็น ๗๐ : ๓๐ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี้ก็คืออนุญาตให้เป็นสัดส่วนที่ให้ภาคประชาชนที่เป็นท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่นั้นเสนอ โครงการเข้ามา ซึ่งในส่วนนี้ก็จะมีรายละเอียดอีกถ้าหากว่าเสนอรายละเอียดโครงการไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทางชุมชนก็สามารถที่จะดำเนินการได้เองเลยโดยไม่ต้องผ่านหน่วยงาน ภาครัฐ เพียงแต่ว่ามีระเบียบกฎเกณฑ์ตามที่กองทุนได้กำหนดไว้ เช่น มีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจรับหรือพิจารณา แต่ถ้ามากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท จะต้องไปที่หน่วยงานภาครัฐ ในการบริหารจัดการ ซึ่งปัญหาก็เกิดขึ้นที่กองทุนแห่งนี้ที่ผมอภิปรายก็คือในกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าหน่วยงานของกรุงเทพมหานครซึ่งควรจะต้องเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินการ ตามข้อเสนอ อันนี้ผมพูดถึงโครงการที่ได้รับการอนุมัติโดยกองทุนเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมเห็นว่าหลายท่านที่ผ่านมาบางทีก็พูดในแง่ของบางโครงการ หรือความยุ่งยากในการขออนุมัติ โครงการจากกองทุน แต่ของผมเลยขั้นนั้นไปแล้ว คือพูดถึงงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ เรียบร้อยแล้วจากกองทุน เมื่อได้รับอนุมัติแล้วปรากฏว่าถ้าเป็นโครงการที่มากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อเข้าสู่ระบบกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครอาจจะใช้คำว่า ไม่สะดวกที่จะรับเอา โครงการเหล่านั้นไปดำเนินการ ถ้าท่านไปดูในผลการดำเนินงานของกองทุนดังกล่าว ของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือท่านจะเห็นเลยว่าชุมชนในกรุงเทพมหานครจาก ๘ เขตปกครอง ที่ผมเอ่ยชื่อเมื่อสักครู่ตอนต้น เขาจะเป็นโครงการไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นส่วนใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยง ไม่ใช่ว่าเพราะเขาอยากหลีกเลี่ยงจะไปบริหารจัดการเอง แต่ว่าถ้าเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วต้องเข้าไปสู่การบริหารงานของกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า หาเจ้าภาพไม่ได้ เนื่องจากกรุงเทพมหานครนั้นไม่ให้ความร่วมมือ ผมใช้คำนี้แล้วกัน ก็พยายามหาคำที่จะสะท้อนความเป็นจริง แต่ก็คิดว่าคำนี้น่าจะเหมาะ ไม่อยากเอาไปยุ่ง เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณตรงนี้ ทำให้ชุมชนอยากจะเสนอโครงการอะไรที่เป็นโครงการที่เป็น สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งถาวรต่าง ๆ ที่จะเกิดประโยชน์กับชุมชนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากว่า พอเสนอไปสูงกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท หาเจ้าภาพไม่ได้ ต่างกับคณะกรรมการชุดเดียวกัน อยู่ในกองทุนเดียวกัน แต่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี อันนั้นสามารถที่จะเสนอโครงการ มากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีหน่วยงานของจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ทุกระดับรับลูกไปทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างกับชุดโครงการที่เสนอจากชุมชน ในกรุงเทพมหานครทั้ง ๘ เขตที่ผมเอ่ยไปเมื่อสักครู่ เท่าที่ได้รับเรื่องข้อเสนอแนะร้องเรียน จากทางชุมชนอย่างในพื้นที่ผมเองในเขตบางพลัด เราเป็นเขตเดียวเลยที่พื้นที่ทั้งเขตอยู่ใน พื้นที่บริการของโรงไฟฟ้าดังกล่าวก็ประสบปัญหาอย่างนี้ ต้องไปหาเจ้าภาพที่จะดำเนินการ งบประมาณที่มากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วหลายโครงการที่มากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าท่านไปดูในรายละเอียดก็จะพบว่าทุกวันนี้ก็ยังค้างเติ่งไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง อะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาโรงเรียน โครงการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ที่เป็น สิ่งปลูกสร้างถาวรต่าง ๆ ทำให้ลักษณะโครงการก็จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องใช้ไม้สอย ต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุน เพราะว่าถ้าเปรียบเทียบ กับพื้นที่ในคณะกรรมการชุดเดียวกันในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีก็จะพบว่ามีการอนุมัติโครงการ ที่มีลักษณะที่ใหญ่กว่า ยั่งยืนกว่า แล้วก็ส่งผลกระทบในทางบวกกับคุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชนได้มากกว่า อันนี้ผมก็คงจะต้องเรียนเพื่อเป็นข้อสังเกตไปยังท่านผู้บริหาร สำนักงาน กกพ. แล้วถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรับฟังคำตอบหรือคำชี้แจงว่าท่านมีแนวทาง ในการแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร เพราะผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องไม่ดีถ้าหากว่าเราจะปล่อยให้ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการดำเนินงานตามกองทุนนี้มันถูกบล็อก (Block) ถูกกันไว้ด้วยขั้นตอน ในการปฏิบัติราชการที่ทำให้การเสนอความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการ พัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเอง แล้วก็ตรงตามวัตถุประสงค์ของกองทุนมันทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็คงขออนุญาตรบกวนเพียงประเด็นเดียวเพียงเท่านี้ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอภิปรายเรื่องนี้พี่น้องในสภาคงจะได้รับรู้บางเรื่องที่ไม่เคยเห็น หรือว่าเคยได้ยินมาก่อนในประเทศไทย ผมเชื่อว่าคนครึ่งประเทศไม่เคยได้ยิน ฝากท่านประธาน ไปถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ๒ ประเด็น เรื่องที่ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน พี่น้องประชาชนครับเดี๋ยวเรื่องที่ ๒ เอาเรื่องแรกก่อนนะครับ
เรื่องแรก ผมอ่านในเอกสารของท่านประธานกำกับกิจการพลังงานท่านบอกว่า ท่านจะส่งเสริมรถยนต์ใช้ไฟฟ้า ถามจริง ๆ ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยรู้จักรถยนต์ไฟฟ้า ไหมครับเหมือนรถกอล์ฟที่เขาวิ่ง ที่เขาเรียกกันว่าไฟฟ้าแบบเพียว (Pure) ชาร์จ (charge) ปุ๊บ วิ่งได้ ๓๐๐ กิโลเมตร ท่านประธานเชื่อไหมรัฐบาลไทยตั้งแต่ ๕ ปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ไม่ค่อยได้ส่งเสริมเลยครับ แต่ก็เขียนเข้าไปในแผน ยอดขาย ๑ ล้านคัน รถยนต์ไฟฟ้า มี ๓ ประเภท ประเภทที่ ๑ เขาเรียกกันว่า ไฮบริด (Hybrid) ก็คือลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์ กับแบตเตอรี่วิ่งไปผลัดกันชาร์จ (Charge) ว่ากันไป กับประเภทที่ ๒ คือชาร์จ (Charge) ไฟด้วยแล้วก็ใช้เครื่องยนต์ด้วย แต่ประเภทที่ ๓ ที่ท่านบอกในเอกสารที่ท่านมาหนาตึ้บนี่นะครับ ท่านบอกว่าจะส่งเสริม ก็คือเรียกว่า อีวี (EV) ก็คือไฟฟ้าเพียว (Pure) เมืองไทยมีอยู่ประมาณไม่ถึง ๑,๕๐๐ คัน ท่านประธานที่เคารพครับ เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านไม่ได้ส่งเสริมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หรือว่า ไปขัดผลประโยชน์กับใคร เพราะคนใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น น้ำมันมันก็หายไป บริษัทน้ำมัน เกี่ยวข้องไหม อันนี้ท่านต้องไปดูให้ละเอียดนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รถยนต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า รถยนต์พริอุส (Prius) ของโตโยต้าที่เป็นลูกผสม ไฮบริด (Hybrid) เขาเริ่มมา ๙ ปี แต่ท่านเชื่อไหมวันนี้ประเทศญี่ปุ่นก็ยังเก้ ๆ กัง ๆ รถยนต์ แบบอีวี (EV) แต่ท่านประธานครับแถวบ้านผมห้างแมกซ์แวลูโฆษณาให้ มีที่เสียบชาร์จ (Charge) อยู่ ๕-๖ ช่อง เอาไว้ทำอะไร เอาไว้ให้สุนัขนอน เพราะว่ารัฐบาลไม่ค่อยได้ส่งเสริม ให้ประชาชนมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานท่านไปคิดดูว่า ท่านเดินทางมาอย่างไร พูดแต่เรื่องการใช้ไฟฟ้าโน่น นี่ นั่น เรื่องน้ำมัน แต่ต่างประเทศเขาไป ถึงไหนกันแล้ว ท่านไปเมืองจีนท่านจะเห็นใช่ไหมครับ รถยนต์แต่ละคันใช้ไฟฟ้าเพียว (Pure) ที่เรียกกันว่าอีวี (EV) หมด เมืองไทยไม่มีใครกล้าซื้อเพราะมันแพง ท่านประธานครับ คันหนึ่ง ๒ -๓ ล้านบาท ยุโรปขายโฟล์คสวาเกนคันละ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นรถไฟฟ้า เพียว (Pure) กลางคืนก็เสียบปลั๊กที่เราเรียกกันว่า ปลั๊กอิน (Plug in) เช้าก็ขับไป ๓๐๐-๔๐๐ กิโลเมตร ไปแวะทานกาแฟก็เสียบชาร์จ (Charge) ว่ากันไป เมืองไทยคณะกรรมการนี้ ไม่ได้ส่งเสริมอย่างเป็นจริงเป็นจังที่ท่านเขียนไว้ในเล่มนี้ ผมจึงถามท่านครับว่าตกลงแล้ว ท่านเอาอย่างไรกับนโยบายแบบนี้ ว่าตกลงจะขัดผลประโยชน์กับใครไหม เรื่องของน้ำมัน จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับใครหรือไม่อย่างไร ถ้าท่านแน่จริงท่านประกาศให้ชัดเป็นวาระแห่งชาติ ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานด้วย อุตสาหกรรมด้วย บีโอไอ (BOI) ท่านก็ต้อง ลดราคา เอาแบตเตอรี่ไฮบริด (Hybrid) เข้ามา แบตเตอรี่ต่าง ๆ ที่นำเข้ามาต้องราคาถูก เพราะฉะนั้นอย่าฝันเมืองไทยจะมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ คณะกรรมการนี้ท่านต้องไปศึกษา อย่างละเอียด สัปดาห์ที่แล้วผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ก็เรียกคณะท่านมานี่ละครับ เงินบานเบะเลยท่านประธาน เป็นพัน ๆ ล้านบาท หมื่น ๆ ล้านบาท ใช้กันแบบนิติบุคคลบ้าง ไม่นิติบุคคลบ้าง ไม่ว่ากันครับ เดี๋ยวผมเข้าไปในกรรมาธิการค่อยไป ตรวจสอบกัน แต่ผมจะบอกท่านประธานผ่านไปยังคณะนี้ครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมบอกว่าทั้งประเทศนี้ผมเชื่อว่าคนครึ่งประเทศไม่รู้ ตั้งใจฟังให้ดี ว่าผมจะบอกเรื่องอะไร ไม่ได้ไปทุบหม้อข้าวใคร แต่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว บ้านท่านประธานอยู่แปดริ้วใช่ไหมครับ ท่านประธานใช้ไฟ ท่านประธานก็ขอไฟกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วันก่อนผมเรียก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาสอบถาม เพราะว่ามีผู้ร้องเข้าไปในกรรมาธิการ เขาถามว่าอย่างไร รู้ไหมครับ เขาถามว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ได้ดูแลที่ไหนบ้าง ๑. กรุงเทพมหานคร ๒. จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดปทุมธานี ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณเท่านี้ แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับมีผู้ร้องอยู่ในอำเภอสัตหีบส่งเอกสารมายังกรรมาธิการที่ผม เป็นประธานอยู่บอกว่า ท่านฟังให้ดีนะครับพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องที่ผมก็เพิ่งเคยได้ยิน คนที่อยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ไม่สามารถขอไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ มีเพียงอำเภอเดียวในประเทศนี้ที่ต้องไปขอไฟกับใครรู้ไหมครับ ขอไฟฟ้ากับกองทัพเรือ ท่านประธานไปพัทยาบ่อยผมเชื่อ แล้วท่านประธานคงจะเดินทางไปถึงสัตหีบ ผ่านจากพัทยา เข้าสู่จอมเทียนถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าตรงไป เราจะเจอซ้ายวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร สวนนงนุช ไปถึงบางเสร่เจอฐานทัพเรือสัตหีบเลี้ยวซ้ายไปมาบตาพุดจังหวัดระยอง ท่านรู้ไหมครับห่างจอมเทียนขึ้นไปไม่ถึง ๑ กิโลเมตรตรงสวนนงนุช ใครจะไปสร้างบ้านที่นั่น ใครจะไปทำทาวน์เฮาส์ที่นั่น หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ท่านต้องขอมิเตอร์ไฟ ปกติเราไป การไฟฟ้านครหลวงถูกไหมครับ ปรากฏว่าคนสัตหีบที่ผมบอกว่าแบบนี้ก็ได้ด้วย เมืองไทย มันก็มีแบบนี้ด้วย เขาต้องไปขอติดมิเตอร์จากสวัสดิการทหารเรือ ผมไม่ได้ไปทุบหม้อข้าว ทหารเรือเขานะครับ แต่ผมกำลังจะบอกท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการชุดนี้ท่านต้อง เร่งแก้ไขปัญหานี้เพราะฐานทัพเรือเริ่มต้นเมื่อปี ๒๔๖๕ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ที่นั่นตั้งเป็นฐานทัพเรือมา ๙๖ ปี ๓๒๕ วัน ไม่ว่ากันเรื่องของความมั่นคง ของประเทศ เมื่อร้อยปีที่แล้วเราอยู่ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษบ้าง ยึดประเทศลาว เขมร อินโดจีนว่ากันไป แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า โครงการแบบนั้นจนถึงวันนี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเลย คณะนี้ทำอะไรอยู่ครับ คนสัตหีบว่ากันตั้งแต่หาดบ้านอำเภอ ท่านประธานครับ ขับรถขึ้นไป สวนนงนุช สวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์ก ว่ากันจนถึงบางเสร่ใครทำคอนโดมิเนียมอะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะไปขอไฟกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต้องไปขอกับสวัสดิการทหารเรือ ผมไม่ได้ว่า สวัสดิการทหารเรือนะครับ เพราะท่านเคยชี้แจงในที่ประชุมกรรมาธิการบอกว่าฐานทัพเรือ ต้องมีความมั่นคงด้านไฟฟ้าจึงต้องมีไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ผมก็ถามต่อท่านประธานครับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ตอบบอกว่าไฟฟ้าไม่ได้ผลิตเองในกองทัพเรือ แต่ซื้อมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้วเอามาขายให้กับประชาชนในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ ท่านประธานครับ เกิดมาก็เพิ่งได้ยิน ถ้าผมไม่ได้เป็น ส.ส. ผมก็ไม่รู้จริง ๆ เพราะบ้านผมอยู่กรุงเทพฯ ผมก็การไฟฟ้านครหลวง เพื่อนอยู่ต่างจังหวัด ข้าง ๆ ผมอยู่ จังหวัดร้อยเอ็ดก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ท่านประธานครับ ประเด็นต่อไปที่เราจะต้องพิจารณาว่าคณะกรรมการนี้ นอกจากดูเรื่องนโยบายพลังงานแล้วท่านต้องดูเรื่องความเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญด้วย ปรากฏว่าร้อยปีที่แล้วไม่ว่ากันครับ ฐานทัพเรือบอกว่าเรือรบเวลาเอาเข้ามาจอดจักรีนฤเบศร ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า พอออกเรือก็ต้องใช้เจนปั่นไฟ แต่พออยู่ในแผ่นดินที่กองทัพเรือใช้ไฟ ไม่มีปัญหา แต่ในสมัยก่อนเกือบร้อยปีที่แล้วประกาศอำเภอเดียวโดยไม่ได้บอกว่าอำเภอนี้ บ้านแบบไหน อย่างไร หมายความว่าอนาคตถ้ากองทัพบกทำบ้างมีอาณาเขตแล้วบอกปั่นไฟฟ้า คนรอบ ๆ ต้องมาซื้อไฟฉัน ผมกังวลเรื่องเดียวท่านประธานครับ ร้อยปีที่แล้วไม่มีใครแก้ไข เพราะวันนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยขายไฟให้กับกองทัพเรือ กองทัพเรือเอามา ขายต่อให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าทำคอนโดมิเนียมก็ต้องขอกองทัพเรือครับ ท่านไปสร้างบ้าน ซื้อทาวน์เฮาส์ก็ต้องขอกองทัพเรือทั้งหมด ท่านได้พิจารณาหรือยังครับ คณะกรรมการ กำกับกิจการการพลังงาน เพราะผมกังวลเรื่องเดียวท่านประธานครับ วันนี้การเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจยิ่งท่านเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เออีซี (AEC) รวมถึงจังหวัดชลบุรี เข้าไปด้วยจะเกิดปัญหาเรื่องนี้อย่างใหญ่โตมากเลย จังหวัดระยอง แปดริ้ว จังหวัดชลบุรี จังหวัดชลบุรีคือสัตหีบที่ผมว่านี่ แล้วปรากฏว่าวันนี้ปริมาณนักท่องเที่ยวไปมากกว่าพัทยา เลยไปเที่ยวจอมเทียน ไปเที่ยวสวนนงนุช ไปเที่ยวชายหาดบางเสร่ ไปแถว ๆ แสมสาร คอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ โรงงานอุตสาหกรรม อะไรเยอะแยะมากมาย แต่ไปขอ กองทัพเรือ ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับ กองทัพเรือมีสิทธิที่จะบริหารเพราะเขาใช้กฎหมาย ซึ่งอยู่ในมือผมนี่ เหมือนกันครับ อ่านรายละเอียดแล้วก็คือขั้นตอนการขอไฟฟ้ากับกองทัพเรือ ใครก็แล้วแต่อยู่ถนนจอมเทียนขับรถเลยไปถึง ๕๐๐ เมตร แทนที่ท่านจะไปขอการไฟฟ้า นครหลวง ท่านก็ไปขอที่นี่ คนในการไฟฟ้าบอกผมมาเยอะครับ ไม่กล้า เดี๋ยวจะไปทุบ หม้อข้าวกองทัพเรือ แต่ผมบอกท่านประธานอย่างนี้ครับ นี่ไม่ใช่การทุบหม้อข้าวใครทั้งสิ้น เป็นการลดภาระกับกองทัพเรือ เพราะท่านไม่ได้มีการทุจริตอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าขั้นตอน ตามกฎหมายเดิมมันไปอยู่กับกองทัพเรือ คณะกรรมการชุดนี้ท่านได้ศึกษาเรื่องนี้ไหม พี่น้องชาวบางเสร่ พี่น้องชาวแสมสาร พี่น้องบ้านอำเภอ ที่จังหวัดชลบุรีบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ว่าทำไมฉันเป็นคนไทยเหมือนกัน ทำไมฉันต้องไปขอไฟอยู่เพียงอำเภอเดียวทั้งประเทศนี้ นี่ล่ะท่านประธาน ผมจึงบอกท่านว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยอาจจะไม่ทราบ ผมเชื่อว่า คนครึ่งประเทศก็ไม่ทราบ ท่านประธานอาจจะบอกเออ จิรายุพูดก็เพิ่งรู้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมฝากท่านไปยังคณะกรรมการ ท่านต้องลดภาระกองทัพเรือ หน้าที่คือ การปกป้อง ๑,๕๐๐ ไมล์ของทะเลไทย การผลิตกระแสไฟฟ้าผมกลับกังวลใจด้วยนะครับ ยิ่งท่านบอกว่ายิ่งต้องให้ประชาชนมาใช้ไฟเดียวกับกองทัพเรือ คอนโดมิเนียมก็เพิ่มขึ้น รีสอร์ตก็มากมาย นักท่องเที่ยวก็เต็มชายหาดไปหมด ก็ดึงกระแสไฟจากกองทัพเรือไหมครับ
สุดท้ายปลายทางฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมการด้วยครับ เรื่องนี้ ผมติดตามต่อ ผมจะเชิญท่านมาในห้องประชุมคณะกรรมาธิการที่ผมดูแลอยู่ก็คือ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เพื่อจะตอบสังคมให้ได้ว่าไฟฟ้าที่พี่น้องประชาชนเป็นคนไทยเหมือนกัน ใช้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ทำไมจึงขอไฟจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขอไฟ จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวงไม่ได้ ฝากประเด็นนี้ให้ท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านระวีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้กระผม ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในวันนี้กระผมจะขออนุญาตเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และ ทิศทางหลัก ๆ กระผมอาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียดของ กกพ. นะครับ
เรื่องแรก ในภารกิจของ กกพ. ที่จะกำกับกิจการพลังงาน นอกจาก ท่านจะต้องดูเรื่องความมั่นคงของไฟฟ้า การออกใบอนุญาตต่าง ๆ แล้วก็เรื่องของแก๊ส ทีนี้ท่านควรจะต้องดูอีกเรื่องหนึ่งก็คือท่านต้องช่วยดูค่าไฟฟ้าแล้วค่าแก๊สอย่าให้ขึ้นราคา และจะต้องพยายามที่จะกำกับทิศทางให้ค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สถูกลงด้วย อันนี้มันควรจะ เป็นอยู่ในวิสัยทัศน์ที่ทาง กกพ. ไปช่วยดูแล
เรื่องที่ ๒ ในการกำกับกิจการพลังงานของประเทศคงจะต้องดูภาพของ การขับเคลื่อนพลังงานให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์โลกด้วย สถานการณ์โลกมันเป็น การที่จะต้องผลักดันพลังงานสู่พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สืบเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหาภาวะโลกร้อน ภาวะเรือนกระจก จนเกิดภัยธรรมชาติ ต่าง ๆ มากมาย เกิดการละลายตัวของน้ำแข็ง ดังนั้นการใช้พลังงานที่ซ้ำเติมสิ่งแวดล้อม ของโลก ไม่ว่าการใช้ปิโตรเลียม ถ่านหิน หรือแม้กระทั่งเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ควรจะต้อง ได้รับการพิจารณาที่ลดจำนวนลง กกพ. ควรจะต้องวางแผนผลักดันให้มีการใช้พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือพลังงานทดแทนเป็นหลัก ลดการใช้พลังงานจากปิโตรเลียมลง นี่คือทิศทางสำคัญที่ กกพ. ต้องวางให้กับประเทศไทย ต้องวางและต้องมีความชัดเจน เพื่อที่จะให้ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจที่เกี่ยวกับปิโตรเลียมของประเทศจะได้รู้ จะได้ปรับตัว ในเรื่องประเด็นของถ่านหิน นิวเคลียร์ซึ่งมีผลเสียมาก แม้ว่าจะมีข้อดีของความสเตเบิล (Stable) ความเสถียรภาพ ราคาต้นทุนที่ต่ำ แต่ควรจบได้แล้วกับสภาพสังคมไทยน่าจะ เป็นไปได้ยาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้กับคณะกรรมาธิการ พลังงานไปเรียบร้อยว่าไม่มีนโยบายเรื่องถ่านหินกับนิวเคลียร์ในสมัยท่านแน่นอน
เรื่องที่ ๓ นอกจากจะต้องปรับทิศทางของพลังงานภายในประเทศให้สอดคล้อง กับทิศทางโลกให้ทันโลก จะต้องมีการปรับการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับภูมิศาสตร์กับ ความเป็นไปกับสิ่งที่ประเทศไทยเรามีให้สอดคล้องกัน อย่าไปนึกถึงแต่เพียงการนำเข้า ปิโตรเลียมเพื่อมาทำไฟฟ้าในราคาที่คิดว่ามันสเตเบิล (Stable) และมันถูก ท่านละเลย การที่คิดใช้ในสิ่งที่เรามี สิ่งที่จะพึ่งตัวเราเองเป็นหลัก นั่นก็คือประเทศไทยเป็นประเทศ ในแถบศูนย์สูตรเรามีแสงแดดเหลือเฟือ ดังนั้นการใช้โซลาร์เซลล์ (Solar cell) จะต้อง มีกลยุทธ์ที่จะต้องเพิ่มปริมาณขึ้น ประเทศไทยมีทะเลอยู่ ๒ ข้างมหาสมุทร ความยาวมากกว่า ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ควรจะต้องทำการศึกษาวิจัยการใช้พลังงานจากคลื่นทะเล เรามีภูเขา ป่าไม้ ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือเราควรคิดถึงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำในพื้นที่เขตป่าเขา ที่เรามีอยู่เยอะแยะ เกือบทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคใต้มีภูเขา เยอะพอสมควร ต้นทุนพลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ผมไปดูมาที่ได้ทุนจากกองทุนพัฒนา พลังงานทดแทนมีต้นทุนเพียงแค่ ๘๐ สตางค์ต่อหน่วย สิ่งนี้จะเป็นพลังงานที่มาจากพลังงาน ทดแทนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ราคาถูก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องไปผลักดัน ต่อไป ก็คือพลังงานลม แม้ว่าประเทศไทยจะลมไม่แรง จะต้องให้การสนับสนุนการวิจัยใช้กังหันลม ขนาดเล็กที่ไม่ต้องใช้แรงลมมาก เพื่อที่จะให้เกิดพลังงานลม สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในประเทศไทย ต่อไปคือประเทศไทยเป็นพืชพื้นที่เกษตรกรรม ต้องส่งเสริมพลังงานไฟฟ้า จากพืชพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม หญ้าเนเปียร์ กระถินยักษ์ มันสำปะหลัง
เรื่องที่ ๔ ก็คือแผนการพัฒนาไฟฟ้าตามแผนพีดีพี (PDP) จะเห็นว่าสิ่งแรก ที่ผมขอเสนอความคิดเห็นก็คือว่า การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของเรา ในแผนพีดีพี (PDP) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓-๒๕๗๐ ๗ ปีนี้ปรากฏว่าในแผนพัฒนาที่มีการกำหนดไว้ จะมีการพัฒนาพลังงานทดแทนเพิ่มเพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเพิ่มอัตราขึ้นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เสนอให้ท่านควรจะรีบไปแก้ไข ท่านควรจะต้องวางเป้าหมายว่าแบบประเทศไทย เหมือนกับ ๒-๓ ข้อที่ผมพูดมาแล้ว ท่านต้องกำหนดทิศทางของกิจการพลังงานให้มีพลังงานทดแทน อย่างน้อยเพิ่มขึ้นปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเหมาะสมนะครับ
เรื่องต่อมาในแผนพีดีพี (PDP) ท่านต้องไปปรับเนื่องจากขณะนี้สภาพเศรษฐกิจ ของประเทศหรือของทั่วโลก เศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นแผนพีดีพี (PDP) ที่สร้างไว้ควรจะ ต้องไปปรับ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินความต้องการที่เรามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ปิโตรเลียมหรืออะไรแบบนี้นะครับ ขณะที่ มีการส่งเสริมไปแล้วเท่าไร ถ้าจะเพิ่มต้องไปดูตัวเลขให้ดี เพราะตอนนี้สิ่งที่เราควรจะทำ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้ให้แนวนโยบายมาจะพยายามผลักดัน การใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบของโรงไฟฟ้าชุมชนจากไบโอแมส (Biomass) ไบโอแก๊ส (Biogas) โซลาร์เซลล์ (Solar cell) ต้องดูแลค่าเอฟที (FT) ที่จะไม่ให้สูงขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๕ ก็คืออุปสรรคในการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งได้มีการพูด คือเรื่องราคา ที่ผ่านมาการซื้อโซลาร์เซลล์ (Solar cell) การซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ แมส (Solar mass) โซลาร์แก๊ส (Solar gas) จะมีค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าค่าไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ ดังนั้นถ้าสนับสนุนมากก็ทำให้ค่าเอฟที (FT) สูงขึ้น ประชาชนต้องไปแบกรับค่าไฟสูงขึ้น ตัวนี้ผมขอเสนอต้องไปคิดในมุมมองใหม่ พลังงานทดแทนจากพลังงานน้ำ และผมทราบข่าว ว่าตอนนี้มีคนไทยคิดเทคโนโลยีพลังงานน้ำที่ต้นทุนต่ำได้ ไม่ให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นควรจะสนับสนุนพลังงานทดแทนในรูปแบบที่ไม่แพง
ต่อไปในเรื่องของโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ควรจะสนับสนุนให้เอกชน ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ห้างร้านต่าง ๆ ที่มีการใช้กิจการตอนกลางวันทำการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป (Solar rooftop) ถ้าแบบนี้ก็จะเป็นการลงทุนที่เพิ่มปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยไม่ทำให้เกิดค่าเอฟที (FT) สูงขึ้น ให้มีการส่งเสริม ช่วยเหลือให้มีการติดตั้งให้มากขึ้น ตามหลังคาบ้านต่าง ๆ เพราะว่าเราไม่ต้องรับซื้อครับ ให้เขาติดตั้งประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของการใช้ของเขา กลางวันเขาก็ใช้ไฟของเขา ถ้าไม่พอก็ใช้ไฟฟ้าจากทางระบบเข้าไปช่วย โดยไม่ต้องมีการขายกลับเข้ามาให้สู่ระบบการไฟฟ้า ส่วนโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) ที่เคย ส่งเสริมตามตัวเลขที่มีผ่านหน่วยราชการและสหกรณ์ควรจะลดลง ถ้าเทคโนโลยีราคาลดลง เมื่อไรที่โซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) สามารถจะขายให้ได้ในราคาไม่เกิน ๓ บาท ซึ่งจะไม่กระทบ ต่อค่าเอฟที (FT) ก็ค่อยสนับสนุนทีหลัง
ปัญหาต่อไปของพลังงานทดแทนคือข้ออ้างว่าไม่มีเสถียรภาพพอ ทำให้ การพัฒนาพลังงานทดแทนน้อยลง ผมว่าตรงนี้ต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ครับ ให้พลังงานประเทศ มีเสถียรภาพจากความไม่มีเสถียรภาพนี่ละครับ ให้มันเกิดโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก กระจาย ทั่วทั้งประเทศแล้วใช้ระบบสมาร์ตกริด (Smart grid) ช่วย ความมีเสถียรภาพก็จะเกิดขึ้น การมีพลังงานไฟฟ้าพอเพียงในช่วงพีก (Peak) ก็จะเกิดขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๘ เรื่องรถอีวี (EV) เป็นสิ่งที่โลกจะเปลี่ยนไป สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราช้าเราจะไม่ทันประเทศอื่นในอาเซียน (ASEAN) ต้องส่งเสริมให้ผลิตรถไฟฟ้าด้วย ประเทศไทยเองร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ผ่านมามีแต่ความฝันว่าประเทศไทยจะผลิตอันโน้น ผลิตอันนี้ได้ รถยนต์ผลิตที่ภาคตะวันออกตอนนี้ประเทศไทยใช้จริง ๆ นิดเดียวครับ ผมขอเวลาอีกสัก ๑-๒ นาทีครับท่านประธาน พอดีตอนแรกเขาให้ผม ๒๐ นาทีนะครับ ผมขอเวลาอีก ๒ นาทีจบครับ ดังนั้นการสร้างโรงงานผลิตรถไฟฟ้ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นโดยผลิตภายในประเทศ ให้ได้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทำในประเทศเราเอง อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุน ควบคู่ กับการที่จะต้องทำสถานีชาร์จ (Charge) ประจุไฟฟ้าที่จะป้อนรถอีวี (EV) รวมถึงการพัฒนา การทำถ่านที่จะเก็บกักพลังงาน ถ้าเราช้าประเทศอาเซียน (ASEAN) ทำไปก่อน ต่อไป โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า (Honda) โตโยต้า (Toyota) ในเมืองไทยก็จะปล่อยคนงานไทย ตกงานเนื่องจากไม่ทันกับกระแสโลก ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารของคนเหล่านี้เขาบอกว่า ถ้าประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนบอกเขาเลยว่าอีกกี่ปีเขาพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเข้าสู่ เทคโนโลยีอีวี (EV) แล้วโรงงานนี้ก็จะเดินหน้าต่อไปได้นะครับ
ข้อสุดท้าย เรื่องการตอบสนองนโยบายสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนนะครับ ก็อยากจะขอเสนอความเห็นเหมือนกับเมื่อสักครู่มีกรรมาธิการบางท่านได้เสนอความเห็น ไปแล้วเรื่อง วัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) ในการขออนุญาต ถ้าเป็นโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ท่านจะมีขั้นตอนยากกว่านี้อีก ๑๐ ขั้นตอน ไม่เป็นไรครับ โรงไฟฟ้าที่ลงทุน เป็นพันล้านบาท เขาพร้อมเสมอ แต่โรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นก็อยากเสนอให้ กกพ. ทำวัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) จริง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่จะสะดวกแล้วก็ลดต้นทุนของโรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังจะเกิดภายในประเทศไทย ๑-๒ ปีนี้ ขอขอบพระคุณครับ
ขออีก ๔ ท่านสุดท้าย ก็พอแล้วนะครับ แล้วก็จะให้ทางผู้แทนสำนักงาน กกพ. ตอบชี้แจงนะครับ มีท่านบุญลือ ท่านอัครเดช ท่านพิสิฐ และท่านกุลวลี เชิญท่านบุญลือครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพผมพยายามอ่านรายงาน การรายงานของ กกพ. หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งได้รับเอกสารเมื่อวานนี้ ก็เรียนว่ารายงานมีทั้งหมดเกือบ ๑๐๐ หน้า ก็มีความพยายามที่จะเร่งอ่านเพื่อที่จะช่วยดูว่า รายงานฉบับนี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดและเป็นไปตามนโยบายที่ กกพ. ได้กำหนด หรือไม่ ตลอดจนดูแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ กกพ. ได้นำรายงานต่อสภาในเล่มนี้ ก็มีอยู่ ๔ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ผมขอลงไปที่ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในเรื่องของการจัดการยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นธรรมและความโปร่งใส ต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง ท่านผู้เข้าร่วมประชุมคือตัวแทนจาก กกพ. ผมไม่ทราบว่าท่านใดมาบ้าง แต่เรียนว่าท่านคือ เสือตัวจริงในวงการพลังงานเขากล่าวขานนามท่านอย่างนั้น ต้องเรียนว่าในความโปร่งใส ในสิ่งที่ท่านได้ประกาศไว้ต่อสาธารณชน โดยเฉพาะสิ่งที่ผมได้พบเห็นว่าปี ๒๕๖๐ ท่านได้ ประกาศรับซื้อไฟโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ภาคพื้นดินให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมกับ ประกาศซื้อไฟให้กับองค์การทหารผ่านศึกทั้ง ๒ หน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง กับพี่น้องประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมต้องเรียนว่าการประกาศของท่านเป็นการประกาศบนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศที่เขาอ่านสื่อและเขาเห็นว่าคนที่ประกอบกิจการธุรกิจพลังงานเกิดความร่ำรวย มีเงินมีทอง มีบริษัท บริษัทจากศูนย์ แต่มาทำพลังงานแล้วเกิดบริษัทที่มีความมั่นคง มีความมั่ง คั่ง มีเงินมีทอง บริษัทเข้าในตลาดหลักทรัพย์ คนที่เขาพอมีสตุ้งสตางค์เขาก็อยากจะมีความร่ำรวย บ้าง แต่ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ครับว่าในระเบียบข้อกำหนดที่ท่านกำหนดไว้ว่าบริษัทที่เข้ามาร่วม กิจการพลังงานจะต้องมีเงินทุนจดทะเบียน ผมเห็นด้วย ๑๐ ล้านบาท หรือจะ ๕๐ ล้านบาท ผมเห็นด้วย เพราะว่าการทำงานพลังงานต้องมีความมั่นคงเสถียรภาพทางการเงิน ถ้าบริษัท มารับงานแล้วไม่สามารถที่จะก่อสร้างได้ ทิ้งงานไป ก็จะเกิดความเสียหาย แต่ท่านตั้งกติกา เอาไว้ว่าจะต้องเป็นบริษัทที่เป็นมืออาชีพ ต้องถือหุ้นมากกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ผมเรียนว่าตรงนี้ โดยส่วนตัวผมไม่ติดใจอะไรท่านเลย แต่ผมอยากสะท้อนความรู้สึกให้เห็นกับพี่น้องประชาชน ที่เขาอยากจะเห็นบริษัทเกิดใหม่ ผมอยากสะท้อนความรูสึกของลูกหลาน เยาวชน เด็กหนุ่ม ที่จบวิศวะ ที่เขาอยากตั้งบริษัทเพื่อประกอบกิจการพลังงาน อยากจะมีบริษัททำโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) บ้าง ทำพลังงานทดแทนบ้าง แต่ท่านไปเขียนกติกาเอาไว้ว่า ต้องเป็นบริษัท ที่มีประสบการณ์ ต้องถือหุ้นมากกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็น กกพ. ชุดนี้ หรือชุดที่แล้ว ผมต้องขอประทานโทษ แต่เรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งเหล่านี้อยากจะฝากท่านให้กลับไปดูว่ามันเหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ โซลาร์ (Solar) ขององค์การทหารผ่านศึก ผมไม่แน่ใจว่าอำนาจในการโยกย้ายจัดสรร ที่ดินเปลี่ยนที่ให้สอดคล้องกับสายส่ง ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นอำนาจที่ท่านทำ ด้วยความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด ผมต้องพูดครับ เพราะว่าในเล่มนี้ท่านรายงานมา คือปี ๒๕๖๐ และ ๒ โครงการที่ท่านได้ประกาศรับซื้อไฟฟ้าภาคพื้นดินโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) คือปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าสิ่งนี้อยากจะให้ท่านกลับไปตรวจสอบ เพราะผมเรียนว่า บริษัทในขณะนั้นเขาเสียโอกาส
เรื่องต่อมาครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุค กกพ. ชุดนี้ ผมเรียนว่าเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ได้ประกาศให้มีการขยาย โรงไฟฟ้าจากโรงเก่า ๗๐๐ เมกะวัตต์ เป็น ๗๒๐ เมกะวัตต์ รวมเป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ ให้กับบริษัทรายหนึ่ง ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม แต่เรียนว่าบริษัทนั้นหลังจากที่มีการประกาศ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ท่านประธานทราบไหมครับว่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จาก ๕๑ ขยับไปเป็น ๘๕ จุด ผมถามว่าถ้าโครงการนี้ไม่เกิด ผมถามว่าวันนี้พี่น้องประชาชนคนที่เขาไปซื้อหุ้น ในขณะนั้นจะเป็นอย่างไร ผมเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียนว่าผมไม่มีอคติกับใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น แต่อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงเราต้องพูดความจริงกัน ในอดีตที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรท่านจะทำอย่างไร ผมก็เรียนว่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อวันนี้มีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แน่นอนที่สุดครับผมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เราคงจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ที่จะเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต ผมขออนุญาต ๒ เรื่องในเวลาอันจำกัด แล้วก็ขอฝาก ท่าน กกพ. อย่างที่ผมบอกว่าท่านคือเสือตัวจริง โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทยเราก็ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องพลังงานทดแทน ผมก็ขอบคุณกรมพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงานด้วยที่ได้มีนโยบายโรงไฟฟ้าพลังงานชุมชนชีวภาพ โรงงานไฟฟ้าชุมชน ไฮบริด (Hybrid) ชีวภาพ เพราะว่าพรรคภูมิใจสนับสนุนในเรื่องของการปลูกมันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด อ้อย ผมคิดว่าพืชเหล่านี้จะเป็นพืชพลังงานและสามารถที่จะทำให้พี่น้องประชาชน ในชุมชน ในหมู่บ้านได้มีโอกาสที่จะมีเงิน มีทอง ถ้าเขามีส่วนร่วมกับโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ขอให้ท่านสร้างกฎกติกาที่คิดว่าจะทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมได้แต่สิ่งเหล่านั้น ก็คงจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ก็ถือโอกาสนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมการ กกพ. ที่ได้มาร่วมรายงานผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๐ ในวันนี้ด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านอัครเดชครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ได้รับฟังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านได้อภิปราย โดยเฉพาะสมาชิกผู้อาวุโส ท่านกรณ์ จาติกวณิช ท่านเกียรติ สิทธีอมร และหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการกองทุนในเชิงของ การบริหารจัดการหรือเชิงวิชาการ แต่ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพื้นที่ก็คงจะเล่าให้ท่านฟังถึงปัญหาของการบริหารจัดการกองทุนเพื่อการพัฒนาไฟฟ้า หรือ กกพ. ที่ผมเองได้พบปัญหาจะมาเล่าให้ท่านได้ฟังเพื่อที่ท่านจะได้นำไปแก้ไขและ ไปปรับปรุงในลำดับต่อไป แต่สิ่งที่สมาชิกหลายท่านอภิปรายก็ล้วนแล้วเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะของท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ก็เพิ่งจะทราบเหมือนว่ายังมีอำเภออยู่ อำเภอหนึ่งในประเทศไทยที่เวลาจะซื้อกระแสไฟฟ้าจะต้องซื้อผ่านกองทัพเรือ ซึ่งไม่ได้ซื้อ ตรงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานคงจะต้อง รับไปดำเนินการให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้านั้นเป็นวัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ ที่ผมได้อ่านในรายงานฉบับนี้ที่ท่านได้แจกให้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำไปศึกษา ผมเองอยากจะเรียนถึงท่านผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่า กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเป็นกองทุนใหญ่ที่มีเงินเข้ามาจากการเก็บของผู้ใช้ไฟเป็นหน่วยซึ่งมีเงินเข้ามา มหาศาลเป็นหลักพันล้านบาท หลายปีก็เป็นหมื่นล้านบาท ซึ่งการบริหารจัดการกองทุนนั้น เป็นการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตั้งโรงงานไฟฟ้าซึ่งอยู่ในวัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ ผมเองก็เป็นคณะอนุกรรมาธิการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ องค์การมหาชนและกองทุน ซึ่งได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ได้นำปัญหาของพี่น้องประชาชน เข้ามาสู่คณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็อยากจะเรียนให้ท่านฟังเพิ่มเติมว่าปัญหาของความไม่ยุติธรรม ที่เกิดจากการใช้กองทุนนั้นมีอยู่จริงในพื้นที่เพราะขาดการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่อยากให้ท่านรับไปดำเนินการ และที่สำคัญก็คือการใช้กองทุนนั้น ก็ไม่ตรงกับความต้องการของพี่น้องชุมชน เมื่อก่อนตอนที่เราตั้งโรงไฟฟ้าเราก็พยายาม จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แน่นอนการตั้งโรงไฟฟ้าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ อย่างน้อยถึงเทคโนโลยีการผลิตกระแสไฟฟ้าจะดีอย่างไรก็แล้วแต่ ก๊าซพิษสมัยก่อนที่จังหวัดลำปาง เรามีปัญหาเรื่องก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide) แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีเรามีฟิลเตอร์ (Filter) เรามีเทคโนโลยีในการกรองก๊าซพิษออกไป แต่แน่นอนในปฏิกิริยาสันดาปก็ย่อมต้อง มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก พี่น้องที่อยู่ในบริเวณนั้น โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีโรงไฟฟ้าอยู่เป็นจำนวนมาก โรงใหญ่ ๆ เกือบ ๑๐ โรง โรงเล็ก อีกจำนวนมากอีกหลายสิบโรง ซึ่งถือว่าจังหวัดราชบุรีนั้นมีโรงงานไฟฟ้าเยอะมากแล้วก็ มีกำลังการผลิตถือว่าเป็นอันดับต้นของประเทศ พี่น้องชาวจังหวัดราชบุรีได้รับผลกระทบ จากการผลิตกระแสไฟฟ้า ตรงนั้นจึงมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อเยียวยาพี่น้องก็มีรอบใน ที่ติดกับโรงไฟฟ้าแล้วก็รอบนอก ประเด็นนี้อย่างที่ผมได้เรียนท่านผ่านไปถึงตัวแทน ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าวันนี้กองทุนนั้นไม่ได้ใช้ให้ตรงกับความต้องการ ของพี่น้องประชาชน
๒. การใช้กองทุนนั้นก็ขาดความเสมอภาคเพราะว่าขาดการมีส่วนร่วม ของประชาชน ผมได้ไปลงพื้นที่ พี่น้องได้รับของแจก บางหมู่บ้านได้รับแจก บางหมู่บ้าน ไม่ได้รับแจก ทั้ง ๆ ที่อยู่ในตำบลเดียวกัน ผมมีความคิดที่อยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปถึง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไปถึงกองทุนพัฒนาไฟฟ้าว่าเป็นไปได้ไหม ที่จะลดค่าไฟฟ้าให้กับพี่น้องที่อยู่ติดกับโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะ พี่น้องชาวจังหวัดราชบุรีทุกอำเภอ เพราะอะไรครับ เพราะว่าอย่างน้อยทุกคนได้รับเสมอภาค ในการลดค่าใช้ไฟ แล้วที่สำคัญก็คือพี่น้องประชาชนจะได้ไม่ต้องมานั่งพบกับปัญหาของการที่ได้ เงินกองทุนไปโดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่พี่น้องต้องการ กับ ๒. ความไม่ยุติธรรมในการได้รับสิ่งของหรือสวัสดิการต่าง ๆ ผ่านจากเงินกองทุน ฉะนั้น ผมจึงขอเสนอท่านประธานครับ ให้ลดค่าไฟฟ้าให้กับพี่น้องในจังหวัดราชบุรีเพื่อเป็นการเยียวยา โดยตรง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านพิสิฐครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ขออนุญาตที่จะเรียนชื่นชมงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าโดยรวมแล้ว ประชาชนและเศรษฐกิจไทยก็ได้ประโยชน์จากการที่มีกลไกอันนี้ช่วยดูแลในเรื่องของแหล่งพลังงาน แล้วก็ทราบกันดีว่ามีความสำคัญมากต่อการเป็นอยู่ของประชาชนและต่อการทำงานของภาคธุรกิจ ซึ่งท่านก็ดูแลในระยะที่ผ่านมาเป็นอย่างดี ซึ่งหลาย ๆ ประเทศในโลกก็ได้ประสบปัญหา เรื่องของการขาดแคลนพลังงานและทำให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนอย่างมากมายด้วยกัน ทีนี้ในส่วนของสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เราก็ทราบกันดี หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วผมจะ ไม่กล่าวซ้ำนะครับว่าเรากำลังก้าวไปสู่เรื่องของพลังงานสะอาด ในเรื่องของการที่เรามีปัญหา เรื่องมลพิษ ปัญหาเรื่องโลกร้อน เรื่องที่เราเจอเรื่องฝุ่นก็ดี ทั้งหมดคงจะนำไปสู่การที่ต้อง หันกลับไปใช้พลังงานสะอาดแทนที่จะใช้การเผาฟอสซิล (Fossil) หรือพลังงานจากแก๊สและน้ำมัน ซึ่งในระยะหลัง ๆ เทคโนโลยีก็มาช่วยเรา ขออนุญาตช่วยฉายภาพด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เทคโนโลยีแสดงให้เห็นว่าพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำที่เป็นสีน้ำเงินหรือที่เป็นลมที่เป็นสีน้ำเงินอ่อน แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ที่เป็นโซลาร์ (Solar) หรือเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเผาฟอสซิล (Fossil) ใน ๓ กราฟอันหลังนี้ท่านจะเห็นได้ว่าต้นทุนต่อหน่วยทุกวันนี้ในการใช้พลังงานสะอาด มันจะถูกลงเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นก็จะทำให้โลกคงจะเดินไปสู่แนวทางนี้ก็คือต้นทุนที่สะอาด แล้วแถมยังมี ค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ต่ำกว่าการที่เราจะไปสร้างไฟฟ้าโดยการเผาพวกถ่านหิน หรือเผาแก๊ส หรือน้ำมันก็ตาม เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทางท่านในฐานะที่ท่านได้ดูแลในเรื่องของ พลังงานคงได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ที่ผมเป็นห่วงขณะนี้ก็คือว่าหากเรา เดินไปสู่เรื่องของพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟฟ้า หรือเรื่องของการใช้โซลาร์ (Solar) ก็ตามเรามีบุคลากรในประเทศไทยในการทำงานพวกนี้เพียงพอไหม ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีคณะวิศวะเยอะแยะไปหมด เราได้ฝึกวิศวกรไฟฟ้าเป็นแบบกระแสไฟฟ้าสลับมาโดยตลอด ผมอยากจะเห็นท่านได้ช่วยดูแลตรงนี้ด้วย ได้ช่วยกันส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีคณะวิศวะ มากมายได้ช่วยจัดระบบของการเรียน การสอน เพื่อจะให้มีการใช้กระแสไฟฟ้าตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเอนเนอร์จี สโตเรจ (Energy storage) เรื่องของการเก็บพลังงาน เพราะว่าเรื่องของไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มันได้เฉพาะกลางวัน แต่กลางคืนก็ต้องเอาสิ่งที่เราเก็บมาใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการสร้างบุคลากร ผมก็ขอฝากไว้เป็นเรื่องที่ท่านคงจะต้องมีการดูแลด้วย แต่ที่ผมอยากจะกล่าวย้ำอีกที ก็คือเรื่องของสังคม เราได้เห็นท่านทำงานเพื่อเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อธุรกิจต่าง ๆ ให้มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ มีการให้พลังงานกับประชาชนได้ใช้อย่างเพียงพอ แต่มีข่าวที่ผมดูแล้วรู้สึก ไม่ค่อยดีเท่าไร ก็คือมีความปิดกั้นที่จะไม่ให้ประชาชนได้ใช้โซลาร์ (Solar) โดยตรง เช่น มีการติดตั้งโซลาร์ (Solar) ตามบ้านต่าง ๆ ก็มีข่าวว่าท่านที่เกี่ยวข้อง ผมขอไม่เอ่ยนาม ก็มาประกาศว่าจะต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมจากประชาชนที่มีการติดตั้งโซลาร์ (Solar) ในบ้านเป็นต้น ผมคิดว่าถ้าท่านคิดแบบนี้มันก็จะเป็นการคิดที่ไม่เอื้อประโยชน์กับประชาชน จริงอยู่ท่านคงจะหวังว่าคงต้องมีหน่วยงานที่ดูแลให้มีการส่งไฟฟ้าอย่างเพียงพอให้เขาดูแล แต่ถ้าหากมาให้เป็นโมโนโพลี (Monopoly) แล้วก็ไม่เปิดทางให้ประชาชนได้ติดตั้ง โซลาร์ เอนเนอร์จี (Solar energy) ของตนเองผมก็คิดว่านั่นก็จะไม่เกิดประโยชน์ กับประชาชนทั่วไป เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็อยากเห็นท่านได้ให้นโยบายที่จะต้องให้ประชาชน ได้โอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการที่ราคาไฟฟ้าจากพลังงานแสงสะอาดที่มันถูกกว่า ถูกกว่าพลังงานไฟฟ้าที่มาจากการเผาถ่านหินหรือแก๊ส ขอบพระคุณมากครับ
ท่านกุลวลีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ในจังหวัดราชบุรีของดิฉันพื้นที่ตำบลพิกุลทอง ตำบลสามเรือน ตำบลหินกอง เป็นพื้นที่ ที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีการสร้างโรงไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ปัจจุบันกำลังการผลิต อยู่ที่ประมาณ ๕,๗๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพลังงานความร้อนร่วมใช้แก๊สจากทางพม่าเป็นหลัก ซึ่งในปี ๒๕๖๓ โรงไฟฟ้าที่ตำบลหินกองปัจจุบันนี้ ๗๐๐ เมกะวัตต์ โรงนี้กำลังจะหมดสัญญา แต่ว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาทาง กบง. ก็ได้มีการอนุมัติให้มีการสร้างทดแทน ๗๐๐ เมกะวัตต์นี้ แล้วเรียบร้อย และให้สร้างเพิ่มอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ เป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ รวมแล้วเบ็ดเสร็จ จะอยู่ที่ ๖,๔๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะมากกว่าที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ลำปางอีก ซึ่งการสร้างโรงไฟฟ้า แน่นอนมันต้องนำมาซึ่งมลภาวะ กระทบในเรื่องของแหล่งน้ำ ชีวิตและจิตใจของคนในชุมชน ทีนี้การที่จะทำให้ผู้คนรอบโรงไฟฟ้าอยู่กับโรงไฟฟ้าได้คือการที่ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า จ่ายเงินกองทุน ปัจจุบันนี้จ่ายอยู่ที่ ๑ สตางค์ต่อหน่วยการผลิต กกพ. เป็นผู้ที่กำหนด หลักเกณฑ์ในการใช้เงินของกองทุนไฟฟ้า ซึ่งแนวทางในการใช้เงินเขาจะมีคณะกรรมการ ที่เรียกว่า คณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าตำบล คนแถวบ้านดิฉันเขาเรียก คพรต. ซึ่งคณะรถตู้ คพรต. จะเป็นคณะที่รวบรวมโครงการในชุมชน มีการทำประชาคมในโครงการ ในพื้นที่เรียบร้อยแล้วก็จะส่งให้กับ คพรฟ. คณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า แถวบ้านดิฉันเรียกว่าคณะรถไฟ มี ๒ คณะ คณะรถตู้กับคณะรถไฟ ซึ่งคณะรถไฟสามารถ ที่จะอนุมัติโครงการในระดับจังหวัดได้ระดับนี้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่จากที่ดิฉัน ได้โทรศัพท์สอบถามล่าสุดเบื้องต้น ในปี ๒๕๖๓ เมื่อ คพรฟ. ส่งโครงการมาที่ กกพ. ส่วนกลางแล้ว ส่วนกลางกลับมีหนังสือตอบกลับมาว่าโครงการเหล่านี้ที่เสนอมาไม่ตรงตาม กับวัตถุประสงค์การใช้เงิน ให้ทำการพิจารณาทบทวนใหม่ นั่นหมายความว่ากฎเกณฑ์ และหลักการที่ กกพ. ได้ตั้งขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือเปล่าค่ะ ทำให้ท้องถิ่นวางแผน ในการใช้เงินมาบริหารจัดการในพื้นที่ตัวเองค่อนข้างที่จะลำบาก ยกตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๖๒ พื้นที่ตำบลสามเรือนมีการอนุมัติให้ซื้อตู้หยอดน้ำติดตามหมู่บ้าน อีกปีหนึ่งปี ๒๕๖๓ ตำบลแพงพวยอยากได้บ้างกลับบอกว่าไม่ได้ ในประมาณสักปี ๒๕๕๘ พี่น้องชาวตำบลหินกอง ใช้เงินกองทุนซื้อรถขยะ ตำบลหินกองมี ๑๑ หมู่บ้าน คนประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าคน พออีกสัก ๑ ปีถัดมาท่านนายกบอกว่าอยากจะได้รถขยะอีกสักคันหนึ่ง กกพ. บอกว่าไม่ได้ ดังนั้น นโยบายที่ไม่ชัดเจนที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกปีดิฉันอยากจะให้ กกพ. ได้ทำการกำหนด นโยบายที่แน่นอนเพื่อที่ให้ท้องถิ่นได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและวางแผนในการใช้เงินได้
อีกเรื่องหนึ่ง กกพ. ควรที่จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ให้สามารถนำเงินกองทุน มาใช้ในการลดค่ากระแสไฟฟ้าให้กับพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าได้ ให้พี่น้องชาวจังหวัดราชบุรีได้ อาจจะอุดหนุนเป็นรายครัวเรือน ท่านอาจจะให้จ่ายไปตามรายทะเบียนบ้านเดือนละ ๕๐๐ บาท ก็ยังดี หรือพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรีท่านไหนที่มีบัตรสวัสดิการของรัฐ ซึ่งผู้คนเหล่านี้เป็นผู้ที่มี รายได้น้อยเขาใช้ไฟไม่เยอะหรอกค่ะ ท่านก็ใจป้าให้ใช้ฟรีไปเลย อย่าให้การที่มาตั้งโรงไฟฟ้า โดยที่มีเงินกองทุนกะว่าจะดูแลพี่น้องในพื้นที่แล้ว ถ้าไม่ตอบสนองผู้คนก็ไม่ต้องการ จนทำให้ มีพี่น้องในพื้นที่ของดิฉันบางท่านคิดคำขวัญจังหวัดราชบุรีใหม่ ท่านอดีต สท. ท่านชื่อท่านสุรเดช ขออนุญาตเอ่ยนามท่านในที่นี้ คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านโรงไฟฟ้าเยอะดี อย่างนี้ไม่เอานะคะ ขอบพระคุณท่านประธาน
ท่านเสมอใจครับ
กราบเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม เสมอใจ ศุขสุเมฆ ก็ต้องขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ก็มีทั้งหมด ๑๓ ท่าน แล้วก็เกี่ยวกับหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของตัวการกำกับดูแลเอง เรื่องของราคา เรื่องของแนวคิดต่าง ๆ แล้วก็สุดท้าย เรื่องของกองทุน ทีนี้ผมจะขออนุญาตอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วการกำกับกิจการพลังงาน ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตาม พ.ร.บ. มีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องแก๊สธรรมชาติ แอลพีจี (LPG) ไม่ใช่ น้ำมันไม่ใช่ เราไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล ๒. คือไฟฟ้าอันนี้ไฟฟ้าเรากำกับดูแล ทีนี้ถ้าเกิดผมจะขออนุญาตยกให้เห็นภาพอย่างนี้ คือถ้าเกิดเราเริ่มตั้งแต่ก๊าซธรรมชาติก่อน อย่างที่ท่านเกียรติได้อธิบายว่าเราก็นำเข้าบ้างมีบ้าง แก๊สธรรมชาติส่วนหนึ่งมาจากอ่าวไทย เป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันก็ยังเป็นส่วนใหญ่อยู่ แล้วก็จะมีแก๊สจากประเทศพม่า แก๊สแอลเอ็นจี (LNG) เข้ามา ๓ ส่วนนี้กำหนดราคาโดยนโยบาย ปากหลุมสูตรคำนวณเท่าไร นโยบายเป็นคนกำหนดแอลเอ็นจี (LNG) ให้ ปตท. นำเข้ามา ประมาณเท่าไร ในสูตรราคาเท่าไร ลองเทอม (Long term) เท่าไร นโยบายกำหนด ประเทศพม่า คอนแทร็กต์ (Contract) นโยบายกำหนด ทั้ง ๓ ส่วนนี้ กกพ. ไม่ได้กำหนด วิธีการเอาเข้ามา เราเรียกว่าราคามาเบลนด์ (Blend) กัน เราเรียกว่าพูล (Pool) แก๊ส อย่างที่ท่านเกียรติได้เอ่ยถึง เอาแก๊สในอ่าวไทยถูกสุดอยู่แล้วมาผสมกับแก๊สประเทศพม่ากับแอลเอ็นจี (LNG) มันก็ทำให้ ราคาลดลง อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่ามันก็เป็นราคาที่ถูกสุด แต่ กกพ. ก็ไม่ได้กำกับเลย เราจะดูเรื่องสัญญา แล้วก็ดูว่าปริมาณเป็นไปตามนั้นไหม มีการบริหาร มีการเป็นไปตามสัญญา หรือเปล่า ก็ต้องยอมรับอย่างที่ท่านเกียรติพูดนี่ถูกต้อง ข้อมูลในเรื่องสัญญาเราก็ยัง ไม่ได้ราคาที่ปากหลุมชัด ๆ ก็ยังไม่ได้ แต่ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ เรากำลังจะออกใบอนุญาต สำหรับการกำกับตัวศูนย์แก๊สที่เราจะเรียกกันเป็นทีเอสโอ (TSO) ก็คือเรื่องของท่อ กับศูนย์การกำกับสั่งจ่ายแก๊สต้องออกใบอนุญาตก่อน เป็นเครื่องมือของ กกพ. ในการเข้าไป กำกับดูแล อันนี้เราก็จะเร่งกำกับ เร่งออก หลังจากนั้นเราจะเข้าไปดูในเรื่องที่ท่านเป็นห่วง เรื่องของความโปร่งใส เรื่องของราคา แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องดูตามเปเปอร์ (Paper) ตามสัญญา ที่เขามีอยู่แล้วได้กำหนดไว้แล้ว แล้วก็ได้บริหารปริมาณเหมาะสมหรือยัง อันนี้เราจะกำกับ ดูแลให้ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าต้องอาศัยเวลานิดหนึ่ง ผมก็พยายามทำอยู่เพราะเมื่อก่อนนี้ ใบอนุญาตตรงนี้ไม่มี การเข้าไปดูแลตรงนี้มันก็ไม่ได้ดูแล จากนั้นขอให้นึกภาพจากการจัดหา ซึ่งเราไม่ได้กำกับเลยก็แค่ดูราคาดูอะไร ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งแอลเอ็นจี (LNG) ก็จะมาเป็น แอลเอ็นจี เทอมินัล (LNG terminal) มีการรีแก๊ส (Re-gas) เรื่องของรีแก๊ส (Re-gas) อัตรารีแก๊ส (Re-gas) เรื่องของอัตราค่าบริการ คือแก๊สเข้ามาแอลเอ็นจี (LNG) มันเป็น ของเหลวเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นแก๊สแล้วเข้าท่อ อันนี้นโยบายก็เป็นคนกำกับเองบอกว่า ราคาควรเป็นเท่าไร อย่างไร จากนั้นท่านส่งผ่านเข้าท่อ ท่อนี้ก็มีนโยบายเป็นคนกำกับเหมือนกัน โดยที่เรกกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นคนดูให้ อย่างที่ท่านเกียรติพูด ขออนุญาตเอ่ยนาม บอกว่ามันเป็นไปตามหลักสากลหรือยัง อันนี้ก็จะมีการปรับทุก ๕ ปี เราก็จะมาดูแล ปรับเรื่องของการคำนวณที่สะท้อนต้นทุนไหม ตัวแปรต่าง ๆ อันนี้เราดูให้ แล้วก็คิดว่า จะพยายามทำอย่างถึงที่สุดให้มันเหมาะสมที่สุด เพราะว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อันนี้ก็มีการเสนอ ผมก็จะเข้า กพช. คราวหน้าเป็นลักษณะของบล็อกเชน (Blockchain) ขึ้นไป อันนี้มีการปรับแล้วเรื่องของค่าท่อ จากนั้นพอจบจากท่อปุ๊บมันไปออกตามโรงไฟฟ้า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแก๊สที่ไปใช้ในโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าก็จะเข้าโรงไฟฟ้าบ้าง เข้านิคมอุตสาหกรรมบ้าง เป็นเอสพีพี (SPP) แล้วก็เป็นเอ็นจีวี (NGV) เราก็ไม่ได้กำกับแล้ว อันนี้ไม่ได้กำกับเอ็นจีวี (NGV) แล้ว คราวนี้พอเป็นโรงไฟฟ้าแล้วถามว่านโยบายโรงไฟฟ้าเรื่องของกิจการไฟฟ้า โครงสร้างที่ท่านผู้มีเกียรติเคยเอ่ยถึงว่าเป็นเอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) ใช่ เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhance single buyer) หมายถึงอย่างไร หมายถึงว่า รัฐบาลเป็นคนกำหนดตามแผนพีดีพี (PDP) ว่าโรงไฟฟ้าขนาดไหน เท่าไร จะเข้าเมื่อไร มีการกระจายของเชื้อเพลิงอย่างไรบ้าง อันนี้รัฐบาลเป็นคนกำหนด โครงสร้างปัจจุบัน ที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เป็นเจ้าของโครงข่าย เป็นคนรับซื้อ อันนี้เป็นโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยน นโยบายเรื่องนี้ยังเป็นอย่างนี้อยู่ เพียงแต่ว่าในเรื่องของการจัดหาไฟฟ้าเข้ามาก็จะมีเป็น นโยบายว่าเปิดไอพีพี (IPP) มีวีเอสพีพี (VSPP) มีชีวมวล มีโซลาร์ (Solar) ต่าง ๆ อย่างที่ ท่านได้กล่าวมามันจะมีปัญหาบ้าง มันมีเรื่องของใบอนุญาตที่มีปัญหาเรื่องอะไรนี้ อันนี้ ผมก็ยอมรับว่ากำลังแก้อยู่ คราวนี้ตอบเรื่องของไอพีพี (IPP) ไอพีพี (IPP) ที่ท่านบอกว่า ๗๐๐ บวก ๗๐๐ แล้วอยู่ดี ๆ ไปเหมือนแบบเอ่ยชื่อผมว่าผมเป็นคนอนุมัติให้เป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ อันนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าวันนั้นทาง กบง. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีมติบอกว่าให้ กกพ. ไปพิจารณาดูเรื่องของ ความเหมาะสมว่า ๗๐๐ เมกะวัตต์ เนื่องจากตอนนั้นประเด็นพิจารณาคือพิจารณา ความมั่นคงของภาคใต้ เพราะโรงไฟฟ้าที่จังหวัดราชบุรีจะส่งกำลังผลิตลงไปภาคใต้ แล้ว กบง. ก็มองว่าถ้าเป็นความมั่นคงของภาคใต้ในอนาคตจะต้องเพิ่มอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ก็เป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ ท่านก็หารือมาทาง กกพ. บอกว่าให้พิจารณาดูสิว่า ๗๐๐ เมกะวัตต์ กับอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าเกิดเปิดประมูล ๗๐๐ บวก ๗๐๐ ที่สร้างในพื้นที่อะไรมันจะ เหมาะสมกว่ากัน ผมก็คำนวณให้ ในเรื่องของ ๗๐๐ บวก ๗๐๐ มันก็มีเรื่องของโครงข่าย ที่เขามีอยู่แล้วฟาซิลิตี (Facility) ต่าง ๆ ที่เขามีอยู่ในพื้นที่แล้ว เรื่องที่เอามาใช้ประโยชน์ เรื่องของพื้นที่ เรื่องราคาที่อะไรก็ไม่ต้องคิดใหม่ ผมคิดให้เป็นราคาออกมาต่อหน่วย แล้วก็ขณะเดียวกันก็ลองคิดเปรียบเทียบกันอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าเราเปิดประมูลใหม่ ราคามาเปรียบเทียบกัน ผมก็เสนอเป็นคำตอบให้ว่าถ้าเกิด ๗๐๐ บวก ๗๐๐ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน อาศัยฟาซิลิตี (Facility) เดียวกัน ไม่ต้องไปเปิดพื้นที่ใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่นี่มันผลกระทบ กับชาวบ้านด้วย เพราะมันต้องเดินสายส่งด้วย มันจะมีปัญหาเรื่องของมวลชน เรื่องของอะไร อันนี้ก็อีกอันแต่มันไม่ได้คำนวณเป็นราคา ราคาคำนวณเฉพาะเรื่องของพื้นที่ เรื่องที่ดิน เรื่องของโครงข่าย หรือฟาซิลิตี (Facility) ต่าง ๆ ที่จะช่วยลดราคาให้ ผมก็เสนอแนะไปว่า ๗๐๐ บวก ๗๐๐ ในพื้นที่เดียวกันน่าจะถูกกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เป็นคนอนุมัติ กบง. เป็นคนอนุมัติ เขาก็อยู่ในดุลยพินิจของท่าน ท่านก็เป็นคนอนุมัติ อันนี้ผมก็แล้วแต่ท่าน อันนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม แต่ผมยอมรับว่าผมเป็นคนคิดให้ว่าอะไรเปรียบเทียบให้ว่าอะไร มันเหมาะกว่ากัน พอมาถึงโรงไฟฟ้านอกจากไอพีพี (IPP) แล้วมันมีเอสพีพี (SPP) เอสพีพี (SPP) ในพื้นที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านกรณ์บอกว่ามันผูกขาดหรือเปล่าเรื่องจีพีเอสซี ซื้อโกลว์ คือถ้าเรานึกภาพของโรงไฟฟ้ากับโครงข่ายอย่างไรมันก็ผูกขาด ท่านนึกดู ในนิคมอุตสาหกรรม ๑ นิคม มีสายส่งแจกไปตามโรงงานต่าง ๆ มีโรงไฟฟ้าโรงเดียว ถามว่าผูกขาดไหม ผูกขาด อย่างไรก็ผูกขาด แต่ถามว่าตั้งหลายโรงได้ไหม มันไม่มีใครทำ เพราะว่าอิโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of scale) มันไม่ได้ มันก็ผูกขาดของมันอย่างนั้น แล้วเรกกูเลเตอร์ (Regulator) เขาไปกำกับอย่างไร เราก็ไม่รู้จะกำกับอย่างไรเพราะมันผูกขาด โดยธรรมชาติของมัน เราก็กำกับโดยใบอนุญาตทั้งผู้ใช้ไฟและผู้ประกอบการว่า ผู้ประกอบการ คุณก็อย่าไปเอาเปรียบเขานะ เราก็ดูราคา ดูเรื่องของอัตราให้ ดูเรื่องของการประกอบการ ให้มีความเป็นธรรม อันนี้เราดูอยู่ในใบอนุญาต ขณะเดียวกันเราก็ดูผู้ใช้ไฟ ผู้ใช้ไฟร้องเรียน กับเราได้ถ้าเกิดเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องของอัตราค่าบริการ ในเรื่องของ การให้บริการร้องเราได้ พอมันเป็นโมโนโพลี (Monopoly) อย่างนี้เราก็ต้องกำกับแบบนี้ ผมก็ไม่สามารถจะบอกว่ามีโรงไฟฟ้าโรงเดียวในพื้นที่ไม่ได้มันผูกขาด ต้องมีอีกโรง ต้องมีสายส่งอีก อันนี้มันทำไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ทางเศรษฐศาสตร์มันทำไม่ได้ คราวนี้มาถึงตัวจีพีเอสซี กับโกลว์ อันนี้ก็เหมือนกัน คือผมดูแล้ว ๑. สิทธิของจีพีเอสซีเขามีโกลว์ เขาก็มีเขาจะซื้อขาย อย่างไรก็ได้ อันนี้ผมก็ไปห้ามเขาไม่ได้เพราะว่าเป็นสิทธิของเขาเขาเป็นเจ้าของ คราวนี้เวลา เป็นเจ้าของการซื้อโครงข่ายทั้งหมดผมก็ถามครั้งแรกว่า เจ้าของคนที่ได้รับบริการเดือดร้อน ขนาดไหน คุณไม่ไว้ใจเพราะว่าเป็นปิโตรเคมีด้วยกัน เขาก็บอกว่าเขาไม่สบายใจเพราะว่า บางโครงข่ายมันก็ใช้ร่วมเหมือนกันระหว่างของปิโตรเคมีของทาง ปตท. เองกับรู้สึกจะเป็น ของปูน ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมยกตัวอย่างให้ดู ผมเรียกเขาเข้ามาคุยบอกว่าท่านมีปัญหาไหม ท่านมีข้อกังวลไหม ก็ได้ข้อสรุปว่าให้ตัดตัวโกลว์ ๑๑ นี้ออกมามันจะทำให้เขาสบายใจ ผมก็ทำให้ หลังจากนั้นก็ควบรวมก็ไม่มีปัญหา คือผมก็เรียกทุกคนมาทุกเจ้าที่เป็นผู้รับบริการอยู่ใน พื้นที่มาคุยกัน คุยกันหลายรอบ แทบจะทำจดหมายว่าให้เขายืนยันว่าเขาไม่ได้เดือดร้อน เขารับได้ อันนี้เป็นการกำกับของผมที่คิดว่าเป็นธรรมที่สุด ก็คือ ๑. เคารพสิทธิในการซื้อขาย ของเขา ๒. ผมก็ไปดูแลผู้ได้รับบริการว่าเขารับได้ไหม สุดท้ายหลังจากเขาควบรวมกันแล้วผมยังตั้งคณะทำงานขึ้นมากำกับ ติดตาม การควบรวม ครั้งนี้ว่าจะมีบทเรียนอะไรกันไหม มันจะมีการกระทบจริง ๆ กับผู้ใช้บริการหรือเปล่า อันนี้ทำอยู่ แล้วก็คงมีผลสรุปเราก็กำกับติดตามให้ จากการจัดหาไฟฟ้าจากแก๊ส รีแก๊ส (Re-gas) ผ่านท่อมาเรื่องของการจัดหาไฟฟ้า ซึ่งที่ผมบอกแล้วมันเป็นเรื่องของนโยบาย เรื่องของพีดีพี (PDP) จึงจัดหาสัดส่วนอะไร เท่าไร อย่างไร ผมก็ไม่ได้เป็นคนกำหนดอย่างนั้น แต่ถามว่าเป็นคนให้ข้อเสนอแนะไหม มีเรกคอมเมนด์ (Recommend) ไหม มี ทุกครั้งที่เขา ขอมาเขาจะมีเรกคอมเมนด์ (Recommend) ออกไปว่าอันนั้น อันนี้ไม่ได้ ยกตัวอย่าง การนำเข้าแก๊ส ๑.๕ ล้านตัน ผมเรกคอมเมนด์ (Recommend) ไปว่า มันคิดคนละพูล (Pool) กัน คือคิดเฉลี่ยราคาคนละแบบกันมันจะทำให้ค่าไฟแพงประมาณ ๒ สตางค์ อันนี้ผมก็บอกว่า ผมไม่เห็นด้วย อันนี้ กบง. ก็ไปพิจารณาดูแล้วท่านก็เลยบอกว่า ถ้าเกิดอย่างนั้นก็อาจจะปรับ ให้เป็นการนำเข้าไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เป็นการทดลองใช้ระบบทีพีเอ (TPA) อะไรอย่างนี้ อันนี้คือเป็นการเรกคอมเมนด์ (Recommend) ของผมออกไป ก็คือผมว่าอาจจะมีเรื่องของ อิมแพกต์ (Impact) ทางเชิงนโยบายได้ด้วย เพราะเป็นการกำกับของทางเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ทาง กกพ. เองว่าอันนี้มันไม่เหมาะสม อันนี้ทำให้ประชาชนมีค่าไฟที่แพงขึ้น เราก็เรกคอมเมนด์ (Recommend) ไปอย่างนั้น อย่างที่ผมเรียนว่าเราไม่ได้กำกับอยู่แบบอิสระ อิสระแบบไม่มีอะไรกำกับเราอีกทีมันก็ไม่ใช่ มันก็จะมีนโยบายจาก กพช. คณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติมาครอบเราอีกที มากำกับเราอีกที เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น จากนั้นเรื่องของ การจัดหาไฟฟ้าอย่างที่ผมเรียนก็ผ่านทางโครงข่าย โครงข่ายก็ผูกขาดอย่างที่ผมว่า คราวนี้ มาถึงโครงข่ายจำหน่ายเรื่องของสัตหีบ สัตหีบมันเป็นอะไรที่มีมานานแล้ว แล้วผมก็ไม่เห็น นโยบายเขาจะเปลี่ยนอะไร จริง ๆ แล้วการจำหน่ายไฟฟ้าในประเทศเป็นฝ่ายจำหน่ายก็จะ มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น แต่สัตหีบเขาจะเกิดก่อน รู้สึกผมจำได้ เขาเกิดก่อนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็เลยปล่อยให้เป็นโครงสร้างอย่างนี้มา แต่ถามว่า เข้าไปกำกับไหม เข้าไปกำกับในเรื่องของโครงข่าย ในเรื่องของอัตราค่าบริการก็เข้าไปกำกับ เพียงแต่ว่านโยบายยังไม่ได้เปลี่ยน ยังยอมรับว่าให้มีตรงฐานทัพเรือสัตหีบเป็นโครงข่าย อีกโครงข่ายหนึ่งนอกเหนือจากโครงข่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อันนี้อย่างที่ผมเรียนว่า มันเป็นเรื่องของนโยบายซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ทำอะไรไม่ได้นะครับ
สำหรับเรื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่ท่านยกอย่างเรื่องส่งเสริมของอีวี (EV) เรื่องของโซลาร์ (Solar) เรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้มีหมดเราก็ทำให้ แล้วก็ตัวผมเองวันนั้น ก็ไปพูดที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็เป็นฟอรัม (Forum) ก็ยังบอกเลยว่าทั้ง ๓ การไฟฟ้าอีกหน่อย บทบาทท่านอาจจะต้องเป็นฝ่ายรับมากขึ้นแล้ว เพราะว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของ การยอมรับของชุมชน เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา เรื่องที่ท่านพูดถึงเรื่องของสมาร์ตกริด (Smart grid) เรื่องอะไรมันจะทำให้เกิดผู้ผลิต แล้วก็ผู้ใช้ไฟในรูปแบบอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเขา ก็ไม่จำเป็นต้องมาซื้อจาก ๓ การไฟฟ้านี้แล้วเขาอาจจะผลิตใช้เองก็ได้ บทบาทของตัวเอง ก็จะถอยไป ซึ่งก็เห็นอยู่ปัจจุบันนี้ แต่ถามว่าส่งเสริมไหม เราก็ส่งเสริมในลักษณะของ การเปิดกว้างให้เรื่องของข้อมูล เรื่องของการให้กฎระเบียบมันหย่อนขึ้น เรื่องของ การกำหนดมาตรฐานสัญญาระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการให้เป็นมาตรฐาน มันไม่จำเป็น ต้องเจรจารายต่อราย มันก็จะเป็นมาตรฐานที่เราไปเป็นคนกำกับดูแลให้ อันนี้ก็จะเป็น ความสะดวกลดค่าใช้จ่าย แล้วลดความเสี่ยงทางธุรกิจให้ เรื่องของระเบียบเราก็จะมีการรีไวซ์ (Revise) ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันที่เรากำลังคุยกันว่าเรื่องของการส่งเสริม การแข่งขัน
อีกอันหนึ่งก็มีคนพูดท่านผู้มีเกียรติได้เอ่ยขึ้นหลายเรื่อง เรื่องของกองทุน กองทุนตั้งแต่ที่ผมเข้ามาถามว่าหนักใจไหม หนักใจ เพราะว่าระเบียบมันไปเขียนมาว่า ให้เราเป็นคนพิจารณาตัวโครงการ ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าเงินเหล่านี้ควรจะอยู่กับชุมชนเขา ชุมชนเขาควรจะเป็นคนบริหารจัดการเอง แต่เนื่องจากว่าเงินนี้มันอยู่ในการกำกับของเรา การที่จะปล่อยออกไปเลยโดยที่ไม่มีการกำกับดูแลมันก็ไม่ได้ สตง. เขาก็จะมาเล่นงานเอากับผมนะครับ ผมตอนนี้ก็พยายามมันมี ๓ ประเภท ก ข ค ค นี่เป็นทุนเล็ก ๆ ผมก็บอกว่าแทนที่เราจะมานั่ง บริหารจัดการ ค นี่เรายกพื้นที่ให้เขาได้ไหม ยกให้ อบต. ไปเลยได้ไหม เป็นงบประมาณของเขาไป ข กับ ก มันกองทุนใหญ่ก็เอามาลดค่าไฟอย่างที่เสนอแนะได้ไหม แต่มันต้องอาศัยเวลา ในเรื่องของการปรับระเบียบก็คือหมายความว่าเอามาลด เอาไปช่วยการศึกษาเลยได้ไหม เอาไปช่วยโรงพยาบาลเลยได้ไหมให้โดยตรง แล้วก็เหลืออาจจะสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโครงการของท้องถิ่นเขาเสนอเอง แล้วก็พิจารณาอนุมัติกันเองด้วยให้มันอยู่ในพื้นที่ โดยที่เราอาจจะเป็นคนออกหลักเกณฑ์ให้ฐานะที่เราเป็นคนรับผิดชอบว่าการดำเนินการ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างหรือการพิจารณาโครงการขอให้เป็นแบบนี้นะ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ อันนี้ก็ทำอยู่นะครับ แล้วก็รายงานปี ๒๕๖๐ อย่างที่เรียนมันเป็นรายงานฉบับเก่า แล้วจะเรียกว่า ล้าสมัยเลยก็ได้ แล้วก็อย่างที่ท่านกรณ์บอกว่าทำไมปี ๒๕๖๑ น่าจะเอามาพิมพ์แล้วนะครับ แต่ทีนี้ขั้นตอนมันยังไม่ได้ ต้องผ่าน กพช. ผ่าน ครม. อะไร สำหรับปี ๒๕๖๒ สิ้นปีงบประมาณนี้ คือที่ช้ามันไปติดเรื่องของการรับรองงบการเงินด้วย สตง. ต้องเป็นคนออกงบอะไร ก็ช้ากันเป็นปี ผมก็เลยบอกว่าปี ๒๕๖๒ สำหรับงานที่ผมทำขอให้โพสต์ (Post) ในเว็บ (Web) ได้ไหม เรื่องการเงินก็ว่ากันอีกทีหนึ่งก็แล้วกันเขาจะได้รู้ เขาจะได้อ่านก่อน มันจะได้เร็วครับ ปี ๒๕๖๒ จบปุ๊บว่าในปี ๒๕๖๒ พวกผมทำอะไรบ้างก็จะได้รู้กันว่าผมทำอะไรกันบ้าง แล้วก็จะมารายงานสภาอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นปีอะไรก็ว่ากันไป แต่จะเร่งให้นะครับ อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ผมมอบทางสำนักงานให้ช่วยดูแลให้ อย่างปี ๒๕๖๒ น่าจะเร็ว ๆ นี้ ก็ขึ้นเว็บ (Web) แล้วคุณก็อ่านกัน งบการเงินมาทีหลังก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง เป็นออฟฟิซเชียล (Official) นั้นก็ไปเสนอ กพช. เสนอ ครม. มันอาจจะทำให้เร็วขึ้น ผมคิดว่ามันมีฟีดแบก (Feedback) จากสังคมเร็วขึ้นด้วย เราก็จะปรับตัวเร็วขึ้นด้วย มันมีเรื่องบางเรื่องผมขออนุญาต ให้ทางท่านเลขาธิการกับท่านรองเลขาธิการช่วยตอบนิดหนึ่ง เป็นเรื่องของใบอนุญาต เรื่องของกองทุนค่าใช้จ่ายอะไรแบบนั้น ขอบคุณครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอให้ทางท่านเลขาธิการกับรองเลขาธิการตอบอีกนิดหนึ่งนะครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ขอเรียนชี้แจงในเรื่องของค่าใช้จ่ายของทางสำนักงาน ขออนุญาตเรียนว่าค่าใช้จ่ายของทางสำนักงานเป็นค่าใช้จ่ายที่มีการจัดทำแผนการดำเนินงาน แล้วก็มีการเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ แล้วเราก็มีการดำเนินงานใช้จ่ายตามแผนที่กำหนด แล้วถ้าหากว่ามีค่าใช้จ่ายที่มีเงินเหลือจ่ายหรือว่ามีการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าที่เรา มีการประมาณการไว้หรือมีเรื่องค่าปรับดอกเบี้ยต่าง ๆ เราก็มีการจัดทำเรื่องเงินนี้ส่งคืนคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดินด้วย โดยในปี ๒๕๕๖-๒๕๖๐ ก็มีเงินนำส่งคลังเป็นเงินประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท
ในส่วนของการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งมีการแบ่งเป็นวงเล็บ ต่าง ๆ ในวงเล็บของ ๙.๗ (๑) ซึ่งก็เป็นการดูแลของการจัดเพื่อให้ได้มีไฟฟ้าอย่างทั่วถึง แล้วก็สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้มีค่าไฟฟ้าราคาเดียว ส่วนหนึ่งเราก็มี การชดเชยเพื่อที่จะให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่จะดูแลเรื่องของการไฟฟ้าส่วนนี้ คือมีการชดเชย อุดหนุนประมาณปีละ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งคือมีการดูแลผู้ใช้ไฟที่ด้อยโอกาส นั่นก็คือมีการดูแลเรื่องของการให้ไฟฟรี ๕๐ หน่วย ให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งส่วนนี้ ก็ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์คือปีละ ๓.๘ ล้านราย หรือคิดเป็นเงินประมาณ ๒,๒๐๐ ล้านบาทต่อปี
ในส่วนของ ๙.๗ (๔) จะมีการดูแลเรื่องของสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียน ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ซึ่งมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวถึงว่าในช่วง ปี ๒๕๖๐ มีการอนุมัติโครงการได้ค่อนข้างน้อย ทั้งในส่วนของ ๙.๗ (๔) แล้วก็ ๙.๗ (๕) เนื่องจากว่าการเสนอโครงการนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ จึงไม่สามารถอนุมัติได้ สำหรับปี ๒๕๖๒ ได้มีการปรับปรุงวิธีการในการที่จะกลั่นกรองแล้วก็ดูแลโครงการปี ๒๕๖๒ มีการอนุมัติโครงการใน ๙.๗ (๔) ที่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยไป ๖๔๖ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๕ เปอร์เซ็นต์
และในส่วนของ ๙.๗ (๕) ก็มีการปรับปรุงโดยที่ปีที่ ๒๕๖๒ นั้นมีการอนุมัติ โครงการไป ๔๖๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๖ ก็มีการพัฒนาขึ้นมา ในส่วนของการทำ เรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นี้ ขออนุญาตเรียนว่าค่าใช้จ่ายส่วนของสำนักงานกับค่าใช้จ่าย ของกองทุนต้องมีการแบ่งแยกบัญชีกันอย่างชัดเจน แล้วก็ต้องมีการถูกตรวจสอบ โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็จะเห็นได้จากงบการเงินที่มีการนำเสนอในเล่มของรายงาน ประจำปี ๒๕๖๐ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านรองคมกฤช
กราบเรียนท่านประธานแล้วก็สมาชิก ส.ส. ทุกท่าน ผมขออนุญาตตอบประเด็น เรื่องใบอนุญาตและวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ตาม พ.ร.บ. กำกับกิจการพลังงาน ใบอนุญาตตามที่ท่าน ส.ส. ได้กล่าวไว้ก็จะมีทั้งหมด ๔ ใบ ใบอนุญาต อ.1 พค.2 ร.ง.4 ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้ามันจะเกิดความซ้ำซ้อนกันอยู่ อันนี้เราก็เล็งเห็นถึงความซ้ำซ้อน ของใบอนุญาตต่าง ๆ อยู่ แล้วปัจจุบันนี้ก็มีเรื่องของการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แล้วก็การปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปนะครับ เราก็ได้ประสานกันแล้วก็กำหนดแนวทางในการที่จะทำวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service ) ขึ้น โดยในระยะเบื้องต้นก็ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมโรงงานอุตสาหกรรม แล้วก็กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อที่จะออกกฎกระทรวงปรับลด ใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนบางใบออกไป ปัจจุบันก็รอความชัดเจนของทั้งสองหน่วยงานอยู่ว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อไร อย่างไร และถัดมาในระยะยาวก็อาจจะมีการปรับแก้กฎหมาย มาตรา ๔๘ ที่กล่าวถึงว่าเราต้องไปขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกไปในระยะยาว ถ้าดำเนินการต่าง ๆ นี้แล้วเสร็จ ใบอนุญาตต่าง ๆ ก็จะทำได้รวดเร็วขึ้นแล้วก็จะสะดวกกับ ผู้ประกอบการที่จะมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้ากับสำนักงาน กกพ. ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมฟังที่ท่านตอบ ผมก็เข้าใจท่าน ไม่ง่าย แต่ก็ต้องตอบท่านตรง ๆ เลยว่าผมก็ช็อคเหมือนกัน ว่า ณ วันนี้ ท่านยังไม่รู้เลยว่าปากหลุมเป็นอย่างไร ในรายงานของท่านท่านเขียนว่าท่านต้องทำให้เป็นไปตาม กฎหมาย มาตรา ๖๔ ถึง มาตรา ๗๑ แล้วในมาตรา ๖๔ ถึง มาตรา ๗๑ มาตรา ๖๕ ต้องให้แน่ใจว่า สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่านยังไม่ทราบเลย แสดงว่าท่านต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท่าน ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้หลักประกันกับประชาชนได้ว่าราคาก๊าซที่เขานำไปบริโภค หรือนำไปใช้หรือราคาที่ผู้ประกอบการนำไปใช้นั้นสะท้อนราคาต้นทุนที่แท้จริง อะไรคือ อุปสรรคครับ ถ้าท่านไม่รู้แล้วใครจะไปล่วงรู้ได้ละครับ แล้วที่บอกว่าท่านต้องประกาศ ต้องโปร่งใส ต้องประกาศเป็นทางการท่านก็ทำไม่ได้อีก เหมือนกับว่าท่านต้องกำกับ ในสภาพแวดล้อมที่ท่านทำงานไม่ได้ตามข้อกำหนดของกฎหมาย มันเรื่องใหญ่นะครับ นั่นข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ท่านบอกท่านทำตามนโยบาย อันนี้ถูกต้องกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น แต่สิ่งที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะท่านไม่ได้เขียนไว้ในรายงานท่านเลยว่านโยบายหลัก ๆ ที่สำคัญกำหนดไว้ว่าอย่างไรบ้าง ผมจะตรวจสอบอย่างไรละครับ เรื่องหลัก ๆ ท่านไม่ได้เขียนเลยครับ ตรงนี้ครับผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วคงต้องมีการปรับปรุง
ประการสุดท้ายครับ ท่านพูดเหมือนเห็นตรงกับผมนะครับว่า ท่านยังไม่ได้ทำ เบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) ยังไม่มีการเปรียบเทียบมาตรฐาน เพราะฉะนั้นท่านจะไม่สามารถ ล่วงรู้ได้เลยว่าต้นทุนที่มีการลงทุนในกิจการพลังงานที่ท่านกำกับดูแลนั้นควรจะมีต้นทุน เท่าไรถึงเหมาะสมและมีค่าบริหารจัดการเท่าไรถึงเหมาะสม ก็เป็นปัญหาอีกนะครับ ถ้าท่านไม่ทำ อย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะให้หลักประกันกับประชาชนได้เลยว่าก๊าซที่เขานำไปใช้ และผู้ประกอบการด้วยนะครับที่เขานำไปใช้เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกฎหมาย ท่านตอบผมยิ่งกังวลไปอีกนะครับ ว่าแล้วท่านมารายงานพวกเราก็รายงานได้ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งผมก็ไม่ทราบแล้วว่าจะไปทวงถามกับใครดีครับ ขอความชัดเจนด้วยครับ
เชิญท่านเสมอใจครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องของที่ท่านเกียรติได้พูดถึงว่าเป็นความกังวลว่า จริง ๆ แล้วเรากำกับอยู่บนอะไร เรื่องของแก๊สปากหลุม คือจริง ๆ ถามว่ามีคนกำกับอยู่หรือไม่ มีนะครับ ก็คือคณะกรรมการปิโตรเลียมเขาเป็นคนดูอยู่ เพียงแต่ผมในฐานะที่เป็นคนกำกับราคา ยังไม่ทราบว่าสูตรคำนวณหรืออะไร เท่าไร กำลังจะเข้าไปดูว่ามันมีอะไร เท่าไร คืออย่างน้อย ก็มีคนกรองมา ๑ ระดับแล้วนะครับ คือคณะกรรมการปิโตรเลียม คณะกรรมการ กพช. แล้วส่วนผมเป็นคนที่จะมาอย่างที่บอกว่าของคุณเท่าไรแน่ ในสูตรเขาคำนวณเท่าไร อันนี้ก็ยอมรับว่ายังไม่รู้ แต่กำลังจะรู้ อันนี้ก็ยอมรับจริง ๆ แต่ไม่ใช่ไม่มีการกำกับมานะครับ มีการกำกับอยู่แล้วเพียงแต่เป็นหน่วยงานอื่น แต่หน่วยงานของผมกำลังทำหน้าที่ กำลังดำเนินการอยู่ ประการหนึ่งนะครับ
อีกประการหนึ่งในเรื่องของนโยบายหลัก ๆ ถ้าเป็นการขาดตกบกพร่อง ก็ต้องขอโทษนะครับ เพราะผมก็นึกว่ามันเป็นนโยบายซึ่งของฝ่ายรัฐบาลก็เป็นคนออกไป ก็อาจจะไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่ที่รู้ ๆ อย่างที่บอกว่ามันเป็นเรื่องของ เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) มันเป็นเรื่องของโครงสร้างท่อที่ท่อส่งแก๊สหรือการจัดหา ที่กำหนดโดยนโยบายมาแล้วตั้งแต่แรก ก็ขออนุญาตเรียนเท่านี้นะครับ ขอบคุณครับ
อย่างไรก็ตาม ขอฝากประเด็นข้อสังเกตของท่านสมาชิกอีกหลายท่านที่ฝากข้อสังเกตไว้นะครับ เพราะว่า ท่านต้องกลับมารายงานทุกปีงบประมาณ อย่างไรก็ฝากข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกฝากไว้ด้วยนะครับ ไปดำเนินการด้วยครับ ขอบคุณมากครับ เป็นอันว่าที่ประชุมรับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงานแล้วนะครับ ขอบคุณครับ ต่อไปเรื่องเพื่อทราบ
๒.๓ เรื่องรับทราบรายงานการโอนงบประมาณรายจ่าย ตามพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ รายจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ และรายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ รายจ่ายบูรณาการ /รายจ่ายบุคลากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒
ด้วยในเรื่องนี้ ท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งมาแล้วว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติได้รับทราบไปแล้ว ในรายงานดังกล่าวที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น ตามที่สำนักงบประมาณเสนอไว้ แล้ววันนี้ได้นำมา เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ ซึ่งรายละเอียดของรายงานดังกล่าวเจ้าหน้าที่คงได้จัดแจกให้ท่านสมาชิก ไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดจะติดใจซักถามไหมครับ ถ้ามีจะได้เชิญ เจ้าหน้าที่มาเพื่อมาตอบ
ขอเชิญเจ้าหน้าที่ของสำนักงบประมาณที่ทำหนังสือขออนุญาตไว้ ซึ่งผมได้อนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๑ นะครับ มีท่านวิยดา โชติรัตนะศิริ กับท่านชวนชม กิจพันธ์
(ผู้ชี้แจงจากสำนักงบประมาณเข้าประจำที่)
เชิญท่านสุพิศาลครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ครับ สิ่งแรกต้องขอบคุณทางพรรคอนาคตใหม่ได้ให้เวลาในวันนี้แก่ผมเพื่ออภิปรายในหัวข้อนี้นะครับ สิ่งแรกก็คือต้องพูดกันก่อนเลยครับว่าเอกสารเล่มเหลืองนี้ที่จะต้องรับทราบจะมีรอยตำหนิ อยู่หลายรอยนะครับ ผมก็จะไล่เลียงไปเลยว่ารอยไหนคือรอยแรก ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะได้รับอนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วย งบประมาณรายจ่ายและเรายังมีมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวไว้ในรัฐธรรมนูญว่าการจัดสรรงบประมาณนี้ จะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่า สำคัญคือหน่วยรับงบประมาณต้องตั้งใจ เอาใจใส่ในหน้าที่ มีแผนการใช้งบประมาณตามเวลาที่กำหนด คือมีประสิทธิภาพในการใช้งาน และสร้างความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ สรุปว่าต้องมีตัววัดแบบผลสัมฤทธิ์นะครับ เกิดประโยชน์แก่ประชาชนหรือภาครัฐด้วยวิธีการงบประมาณ สำคัญคือวันนี้ที่เรารับรายงาน ก็คือมาตรา ๕๑ ของวิธีการงบประมาณครับ ๓ งบประมาณที่มารายงาน คือ งบกลาง งบบูรณาการ งบบุคลากร ผมเริ่มเลยครับ งบกลาง ท่านเห็นนะครับงบกลางที่รายงาน ในเอกสารนี้งบกลางมีอยู่นิดเดียว มีอยู่แผ่นเดียว นั่นคือเหตุอันสงสัย งบกลางปีที่แล้วมีอยู่ ๕ รายการ ปีนี้ขอใหม่เป็น ๑๑ รายการ แต่ปีที่แล้วในการโอน โอนไป ๓,๗๐๐ ล้านบาท จะเห็นว่า ใน ๓,๗๐๐ ล้านบาท มันมีประเด็นของตัวงบประมาณที่เกี่ยวข้องในงบกลาง ซึ่งงบนี้ถูก ครม. รับทราบเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ก็ภายใน ๓๐ วันตามกฎหมาย ใน ๓,๗๐๐ ล้านบาท มันมีเงินเข้า โอนเข้าโอนออก สิ่งสำคัญก็จะเห็นว่าเงินในรายการที่ ๑ เงินฉุกเฉินมีการโอนออกและรับเข้า กระเป๋าเดียวครับ กระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา แต่ในหมายเหตุเขาบอกไว้ว่าโอนไปสมทบ ที่ไหนครับ โอนไปสมทบของเงินปีที่แล้ว คือโอนออกจาก ๙๖,๐๐๐ โอนออกจากเงินเพราะเหลือ เข้าใจว่าเหลือหรือโอนจาก ๙๖,๐๐๐ ของปีที่แล้วที่ขอตั้งไว้นะครับ แสดงว่าเงินที่อยู่ในงบฉุกเฉิน ก็จะเหลือ ๙๒,๘๐๐ แต่ปรากฏว่านับใหม่ครับ นับใหม่อีก ๓๐๐ ผมเลยงงว่าก็มันมีอยู่แล้ว ทำไมต้องโอนซ้ายโอนขวากัน นี่คือประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ แล้วก็บอกว่าในรายการที่บอก คือบอกว่าโอน รับโอนเข้าเป็นสิ่งก่อสร้างมา ๓๐๐ เพื่อรับรอง โอเค (OK) ครับมีเหตุผล ในนี้ก็ว่าไปเหตุผล แต่อีก ๒-๓ รายการที่มองเห็นชัด ๆ เลย เช่นเงินชดเชยค่าสิ่งก่อสร้าง ๕๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ใช้ครับ ตั้งไว้ปีที่แล้วก็ ๕๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้ใช้ก็ยึดเลย แต่สิ่งสำคัญ ก็คือการโอนไปมันก็มีรอยตำหนิของมัน โดยเฉพาะการโอนโดยไม่มีข้อมูล ขาดรายละเอียด ของแผนที่ไปใช้งบนี้ลงที่ใครนะครับ แล้วค่าใช้จ่ายเป็นอะไรบ้าง สภาแห่งนี้ต้องพึงระมัดระวังว่า การบรรจุงบกลางลงในปีนี้ ๑๑ รายการ ปี ๒๕๖๓ แล้วก็มีวอลลุม (Volume) ใหม่มาจาก หมวดเบี้ยหวัดอะไรพวกนี้อีกนะครับ ก็ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ต้องตามดูครับอันนี้ ทีนี้กลับมาดูอันนี้ครับ อันนี้สงสัยมากเลยครับ ท่านครับในเล่มสีเหลืองเชื่อไหมครับ ผมก็ไม่เคยเชื่อนะครับ นี่คือเชื่อไหมครับ หรือไม่เคยเชื่อ ท่านเขียนดูครับ ดูเอกสาร หน้า ๑ เลยครับ ส.ส. ทุกท่านครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าสิ่งที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นครับ เขาบอกว่าการโอนงบแผนบูรณาการไม่มี มันเป็นไปได้อย่างไรครับ งบแผนบูรณาการ ท่านครับ ที่เราจะพิจารณา ๒ เล่มปึกใหญ่ ๆ ปีที่แล้วรู้ไหมครับ ๑๕ รายการ ๑๕ แผนบูรณาการ ๑๕ แผนบูรณาการเป็นเงินเท่าไร ๑๕ แผนบูรณาการมันจะเป็นเงินอยู่ ๓๐๑,๔๖๙ ล้านบาท เศษ ๆ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ไม่มีโอนแน่หรือ ไม่โอน ไม่ย้ายเลย ไม่มีคนเหลือใช้เลย ใช้กันเกลี้ยงบอกไม่มีรายการเลย นี่คือรอยตำหนิของแผนบูรณาการ มันน่าสงสัยครับท่านประธาน ต้องตามไปดูให้ได้แล้วก็มีกระดาษใบเดียวจริง ๆ กระดาษใบเดียวเขียนว่าไม่มี มันเป็นไปได้อย่างไรครับ งบประมาณปี ๒๕๖๒ นั่นคือสิ่งที่เป็น รอยตำหนิครับ แต่ทีนี้เวลาผมก็น้อยลงครับ ก็มาแผนสุดท้าย แผนบุคลากร ในแผนบุคลากร โอน ๓,๗๐๐ ล้านบาท อันนั้นแผนงบกลาง แผนบุคลการนี้จะเห็นว่าในแผนบุคลากรจะมีการโอน จากใครครับ ดูเอกสารนะครับ จะพบเลยครับ โอนออกจากกระทรวง ๆ หนึ่ง ซึ่งตั้งงบบุคลากรไว้ ๔,๔๗๔ ล้านบาทเศษ ๆ ท่านทราบไหมครับ ท่านประธานกระทรวงไหนครับ กระทรวงกลาโหม เอาไปตั้งอะไรครับ อัตรากำลังพลใหม่ แต่ใช้ไม่เป็นครับ ใช้ไม่เป็นเลยต้องถูกตัด ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ของงบกระทรวงกลาโหม งบอันนี้เป็นงบที่ตัดโอนออกไปจากบุคลากร ผมก็งงเหมือนกันครับ โอนไปไหนครับ สรุปว่าโอนไปให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปแล้วก็คือสำนักงานปลัดกระทรวงได้ไปตัวเลขกลม ๆ แชร์ไปนะครับ ๑,๒๕๙ ล้านบาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไป ๑,๒๘๕ ล้านบาท เป็นจำนวนตัวเลขครับ นี่ก็คือสิ่งที่จะเห็น ตัวเลข แสดงว่ากระทรวงกลาโหมปีที่แล้วอยากจะตั้งอัตรากำลังพลใหม่ เป็นหมื่นนะครับ เป็นหมื่น ท่านรู้ไหมครับว่าปีที่แล้วถ้าอัตราใช้เงินถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาท จะต้องเกิดอัตราคนใหม่เท่าไร เอาละครับผมไม่ว่ากันครับว่าตั้งไม่ได้ก็ขาดประสิทธิภาพไป ถูกยึดเงินไป โอนย้ายถ่ายไป เดี๋ยวสำนักงบประมาณก็คงต้องชี้แจงว่ามันเป็นเงินอะไร ไปตั้งอัตราใหม่อะไรนะครับ ทีนี้มาดูสิครับ ว่าโอนมาที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขสงสัย จะมีหมอเกิดใหม่เยอะครับ ตำรวจเหมือนกันครับ ตำรวจยังพอว่าครับ ก็คิดเฉลี่ยว่า ข้าราชการมีอัตราเงินเดือนใหม่เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๑๒ เดือน ก็ ๒๔๐,๐๐๐ บาท ๒๔๐,๐๐๐ บาทคูณเข้าไป จำนวนตัวเลขก็คือจะได้อัตรากำลังพลใหม่ ประมาณ ๕,๐๐๐-๗,๐๐๐ กว่าอัตรา แสดงว่ากระทรวงสาธารณสุขจะได้ถึง ๕,๐๐๐-๗,๐๐๐ สตช. ไม่เป็นอะไรครับ สตช. น่าจะมีเพราะมีการเกิดอยู่แน่นอน ผมว่ากระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงจะมีหมอประมาณ ๕,๐๐๐ อัตรา ผมว่าดีครับ อันนี้ต้องไป ตรวจสอบครับท่าน เพราะว่ามันไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีหมอเกิดขึ้นประมาณสัก ๕,๐๐๐ อัตราได้ เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ
สุดท้ายจริง ๆ ท่านครับว่าในเรื่องรายงานของงบประมาณ งบกลาง ปีนี้น่าสับสน อย่างมาก งบกลางมาเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปีที่แล้วก็ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยังถูกโอนออกไป แล้วก็ออกไปแบบกระเป๋าซ้ายใส่กระเป๋าขวาเอาไปใช้ ตัวกลม ๆ เลยครับ ไม่มีรายละเอียด ไม่มีอะไรเลย มีแผ่นกระดาษใบเดียวครับสภาแห่งนี้ รับทราบแผ่นกระดาษ ใบเดียวครับท่าน งบกลางปีหน้าก็คงรับทราบแผ่นเดียว ก็ขอฝากสำนักงบประมาณด้วยครับว่า ปีหน้าอย่ามีกระดาษแผ่นเดียว ต้องมีรายละเอียดของแผนงานโครงการกิจกรรมและร้อยมาด้วยครับ ว่าใช้ที่ไหน ใครเอาไปใช้ ขอให้ทำรายละเอียดด้วยครับส่วนงบบูรณาการ ๑๕ บูรณาการ ปีหน้า ๑๕ บูรณาการ ตอนนี้ผมกำลังฉะกันอยู่ในห้องกรรมาธิการวิสามัญอยู่ครับ รู้ไหมครับว่า หน่วยบูรณาการที่เป็นเจ้าภาพไม่รู้ความเชื่อมโยงของเชิงยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ เลย เชื่อมโยงกันไม่ได้ครับท่าน นั่นคือสาระสำคัญ แล้วกรอบตัวก็ไม่ได้ สุดท้ายนะครับ งบบุคลากรก็ฝากเลยครับว่าบุคลากรขอให้ดูด้วยว่าการสร้างอัตรากำลังพล มีความจำเป็นอย่างไร สำนักงบประมาณควรพิจารณาด้วยเพราะว่าจะมีทั้งการสร้างผลผลิต และทะเบียนผลผลิตใหม่ในแต่ละปีขอส่งให้สภาแห่งนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านดะนัยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ท่านประธานครับ ได้ดูรายงาน การโอนงบประมาณของสำนักงบประมาณก็เป็นรูปเล่มที่ต่างจากรายงานงบประมาณ หน่วยงานอื่นก็ดีเพราะว่ามันประหยัดงบประมาณ ท่านทำได้กะทัดรัดดี แต่ก็ฝากว่าน่าจะ เพิ่มข้อมูลรายละเอียดว่าหน่วยงานเหล่านี้ได้รับจัดสรรงบประมาณเท่าไรถึงเหลืองบประมาณ ให้โอนไปหน่วยงานอื่นตั้งมากมาย ผมจะอภิปรายเฉพาะเรื่องของบุคลากรซึ่งเมื่อสักครู่ มีผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งท่านได้อภิปรายไปแล้ว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผมดูจากตัวเลข การโอนออก โอนเข้า คือโอนออกแล้วก็รับโอนตั้ง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันส่อให้เห็นว่า ในการวางแผนการจัดการบริหารงานบุคคล การกำหนดอัตรากำลังท่านไม่ได้มีการวางแผน เลยใช่ไหม ถึงทำให้มีงบประมาณเหลือจ่ายมากมาย ส่วนหน่วยงานรับโอนท่านเองก็ไม่ได้ มีการวางแผนใช่ไหม ท่านถึงต้องรอรับโอนงบประมาณเหล่านี้ นั่นมันหมายถึงการบริหาร จัดการขององค์กร ท่านประธานครับ ถ้าหากการวางแผนอัตรากำลังเป็นอย่างนี้ผมเชื่อว่า วันนี้จะมีหลายหน่วยงานที่มีบุคลากรล้น แต่หลายหน่วยงานที่บุคลากรไม่เพียงพอ เพราะดูจากการโอนงบประมาณกลับไปกลับมา นั่นแสดงให้เห็นว่าขาดการกำกับ ดูแล ในเวลาอันจำกัดผมจะชี้ให้เห็นเฉพาะบางกระทรวงที่โอนงบประมาณออกไปอย่างเดียว แม้กระทั่งหน่วยงานในกำกับในกระทรวงเองก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่รับโอน ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
กระทรวงที่มีแต่โอนงบประมาณออกไป มีทั้งหมดอยู่ ๔ กระทรวง มีกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ ท่านดูตัวเลขของแต่ละกระทรวง กระทรวงเหล่านี้งบบุคลากรในองค์กรในหน่วยงานในกำกับไม่มีเลยต้องโอนไปให้กระทรวงอื่น อย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติท่านได้พูดว่ามีกระทรวงกลาโหมที่ได้รับงบประมาณเรื่องบุคลากร มากที่สุด แล้วก็ไม่ได้ใช้ เหลือ ๔,๔๗๐ กว่าล้านบาท ซึ่งใน ๔,๔๗๐ กว่าล้านบาท ในตัวกระทรวงกลาโหมเอง ทั้ง ๕ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปลัด กองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ทุกหน่วยงานมีเงินเหลือจากการใช้จ่าย ในเรื่องของบุคลากรทั้งหมด หน่วยงานที่เหลือมากที่สุดคือกองทัพบก มีเงินเหลือจ่าย จากการไม่บรรจุแต่งตั้งทั้งหมด ๒,๗๒๔ ล้านบาทเศษ อันนี้เป็นเรื่องที่ท่านคณะกรรมการ ผู้ทรงเกียรติ พี่น้องประชาชนก็ต้องดูว่าอย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไป แสดงว่า กระทรวงกลาโหมต้องการบุคลากรเท่าไร สำนักงบประมาณก็จัดให้โดยไม่มีการตรวจสอบ ข้อมูลด้านบุคลากรเลยใช่ไหม อันนี้เป็นคำถามที่จะต้องถามท่าน หน่วยงานต่อไปก็คือหน่วยงาน ของสำนักปลัดกระทรวง สำนักปลัดกระทรวงมีเงินเหลืออยู่ทั้งหมด ๑๐๔ ล้านบาทเศษ เฉพาะงบบุคลากร นั่นแสดงว่าตอนนี้สำนักปลัดกระทรวงมีบุคลากรเหลือเฟือ ล้น จนไม่สามารถ กำหนดตำแหน่งที่จะบรรจุได้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เหลือเงินอยู่ ๒๑ ล้านบาทเศษ ซึ่งก็เป็น กรมกิจการผู้สูงอายุ ๓ ล้านบาท กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ๑๗ ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ มีสำนักปลัด ๒๑ ล้านบาท กรมการค้าภายใน ๑๒ ล้านบาท และกรมการค้าต่างประเทศ ๙๙ ล้านบาท อันนี้คือตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานเหล่านี้มีบุคลากรเพียงพอแต่ตั้งใจที่จะขอ เพื่อทำอะไรบางอย่าง เช่น กำหนดตำแหน่งขึ้นมาใหม่ใช่ไหม โดยไม่ได้คิดถึงกรอบอัตรากำลัง โดยไม่มีการวางแผน ท่านประธานครับ เหตุผลในการให้ว่าทำไมเงินเหลือจ่ายมีเหตุผลเดียวครับ การสรรหา การคัดเลือก การบรรจุอัตรา ไม่เป็นไปตามแผนที่ดำเนินการกำหนดไว้ มีแค่นี้ครับ นั่นแสดงว่าทุกหน่วยงานกำหนดอัตรากำลังแล้วก็ไม่ได้ดำเนินการแล้วหน่วยงานที่ไม่มีทำ อย่างไรครับ อันนี้ชี้ให้เห็นเฉพาะหน่วยงานที่โอนไป คราวนี้มาพูดถึงหน่วยงานที่รับโอนครับ หน่วยงานที่รับโอนเท่าที่ผมดูตัวเลข กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นกลุ่มที่ได้รับโอนมากที่สุด เหตุผลคือเงินไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายบุคลากร บรรจุอัตรากำลังกลางปีเป็นค่าตอบแทน คุณวุฒิ อันนี้คือเหตุผล ถามว่าถ้าไม่มีงบประมาณเหล่านี้โอนไปให้ท่านจะเอางบประมาณ ที่ไหนให้กับบุคลากรที่ท่านบรรจุกลางปี เมื่อท่านไม่ได้มีการวางแผน ถามว่าบุคลากรเหล่านี้ เมื่อท่านกำหนดงบประมาณ ของบประมาณไม่เพียงพอ และท่านเอาที่ไหนมาจ่าย ท่านประธานครับ วันนี้มีหลายหน่วยงานเข้ามาร้องเรียน ผมยกตัวอย่างกระทรวงมหาดไทย ครูศูนย์เด็กเล็กที่ดูแลอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาร้องเรียนกรรมาธิการการศึกษาว่า ไม่มีงบประมาณที่จะไปจ้างครูดูแลศูนย์เด็กเล็ก ครูอัตราจ้างของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูธุรการมาร้องเรียนว่าจะถูกเลิกจ้างเพราะว่าไม่มีงบประมาณ นั่นแสดงว่าการกำหนดกรอบอัตรากำลัง ทาง ก.พ.ร. ทางสำนักงบประมาณไม่ได้ตรวจสอบ ไม่ได้ดูแลเลยใช่ไหม จึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น จึงอยากจะเรียนท่านประธานฝากผ่านไปยัง ท่านผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนะครับว่า อยากจะ ให้ท่านตรวจสอบ วางแผนดูอัตรากำลังให้ชัดว่าแต่ละหน่วยงานนั้นได้มีการกำหนดกรอบ อัตรากำลังอย่างไร เหมาะสมกับเนื้องานหรือไม่ไม่ใช่นึกอยากจะได้เท่าไรก็ขอ
เรื่องที่ ๒ ฝากผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่ท่านกำลังจะตัดอยู่ให้ท่านเอารายงาน เหล่านี้ไปดูว่าหน่วยงานที่มีการใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามแผน ท่านน่าจะตัดไว้ เป็นเบื้องต้นก่อน เพราะอะไรครับ เพราะจะได้รู้ว่าท่านไม่ได้วางแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ที่เป็นไปตามแนวนโยบายนะครับ ผมไม่เห็นหน่วยงานใดเลยบอกว่างบเหลือจ่ายเกิดจาก การที่ท่านประหยัด ไม่มีเลยครับ มีแต่เรื่องไม่เป็นไปตามแผนทั้งนั้นเลย ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ฝากสำนักงบประมาณว่า ต่อไปถ้าท่านจะจัดสรรงบประมาณไปให้แต่ละองค์กรในกำกับ ของท่าน ท่านก็ควรจะสำรวจอัตรากำลังให้ชัดเจน เพื่อจะทำให้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำอยู่ใน หน่วยงานของรัฐด้วยกัน ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านพิจารณ์ พรรคอนาคตใหม่ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ท่านประธานสภาของเรามารับทราบถึงรายงานการโอนงบประมาณ ของงบประมาณประจำปี ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ก็ต้องเรียนว่าอยากจะเท้าความเพื่อให้ประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้านได้เข้าใจว่าสิ่งที่เรา กำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นการโอนงบประมาณในส่วนของรายจ่ายงบกลาง รายจ่ายงบบูรณาการ และรายจ่ายงบบุคลากร ผมจะขออภิปรายในส่วนของรายจ่ายงบบุคลากร รายจ่ายงบบุคลากรนั้น ก็คือเงินเดือนนั่นเอง คือค่าตอบแทน ค่าจ้างชั่วคราว ค่าจ้างประจำที่หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ ๒๐ กระทรวง ส่วนราชการอื่น ๆ ที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงได้วางแผนเอาไว้ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๑ เพื่อจะใช้จ่ายในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ ทีนี้ก็เกิดการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามแผน มีทั้งที่เหลือ และไม่พอจึงทำให้เกิดการโอน ภายใต้รายงานฉบับนี้ก็ได้ระบุเหตุผลโดยคร่าว ๆ เอาไว้ว่า เพราะอะไรเราถึงจะต้องมีการโอนออก หรือรับโอน ซึ่งประเภทของการโอนออกนั้น ก็มีทั้งการโอนภายในกระทรวง และโอนระหว่างกระทรวง เหตุผลคร่าว ๆ ระบุไว้อย่างนี้ครับว่า อย่างที่ ๑ ก็เป็นการโอนจากการย้ายหรือลาออกของอัตรากำลังพล หรืออัตรากำลังข้าราชการ เหตุผลข้อที่ ๒ ก็คือการรับบรรจุใหม่ระหว่างปีงบประมาณที่ล่าช้าแล้วก็ไม่เป็นไปตามแผน เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือการสิ้นสุดของวาระคณะกรรมการชุดต่าง ๆ แล้วก็เหตุผลข้อสุดท้าย ก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทีนี้ถ้ามาดูในภาพรวมของการโอนออก ภายใต้รายงานนี้จะพบว่า ทุกกระทรวงเลยทั้ง ๒๐ กระทรวง และส่วนราชการเป็นต้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทุกหน่วยงาน มีการโอนทั้งสิ้น มีทั้งการโอนออกและรับโอน ถ้าดูตัวเงินในภาพรวมการโอนภายในกระทรวง จะพบอยู่ประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การโอนระหว่างกระทรวงอยู่ที่ ๔,๗๐๐ กว่าล้านบาท การโอนออกทั้งหมดและรับโอนทั้งหมดอยู่ประมาณ ๕,๐๘๐ กว่าล้านบาท เมื่อเราไปเทียบดู กับงบบุคลากรในภาพรวมทั้งหมดของปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ ดูแล้วเหมือนไม่เยอะ คืออยู่ที่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์จากงบบุคลากรที่อยู่ที่ ๑.๐๖ ล้านล้านบาท ถ้าพูดถึงตรงนี้แล้ว ก็อาจจะมองว่าไม่เยอะเท่าไร ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แต่เมื่อเจาะดูรายกระทรวงที่ก่อนหน้านี้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ๒ ท่าน ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือกระทรวงกลาโหม จากยอดการโอนออกเมื่อสักครู่ที่ผมบอกว่าอยู่ที่ ๕,๐๘๐ กว่าล้านบาท ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของยอดนี้ ๔,๔๐๐ ล้านบาท คือการโอนออกของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ท่านประธานนึกภาพออกไหมว่าถ้าเรามี ๑๐๐ บาท ๘๘ บาท โอนออกภายใต้กระทรวง กระทรวงเดียวคือกระทรวงกลาโหม ลงไปดูข้างในหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม ก็ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ก็มีการโอนออกทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจคือเฉพาะกองทัพบกเท่านั้นมีการโอนออกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของยอด ๔,๔๐๐ ล้านบาท ก็เป็นประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านบาท ครึ่งหนึ่งครับ ครึ่งหนึ่งของการโอนออก งบประมาณทั้งหมดของปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ เรามาย้อนดูกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวง ที่ได้รับงบประมาณด้านบุคลากรสูงที่สุดในบรรดากระทรวงทั้งหมด ทุกรัฐบาลผ่านมาเป็นแบบนี้มาตลอดครับท่านประธาน และแนวโน้มก็มีแต่จะสูงขึ้น ๆ ทุก ๆ ปี ปีนี้เป็นครั้งแรกที่สภาแห่งนี้ได้รับทราบว่าการบริหารจัดการในงบประมาณบุคลากรของ กระทรวงกลาโหมนั้นเป็นอย่างไร ต้องโอนออกอย่างไร เพราะเราอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐบาล คสช. เอง ท่านประธานครับ ดังนั้นผมก็อยากจะเรียนถามไปยัง สำนักงบประมาณว่าภายใต้เล่มนี้ เล่มสีเหลืองที่ท่านทำรายงานออกมา อย่างที่ผมเรียน ครึ่งหนึ่งของการโอนออกคือกองทัพบก แต่ปรากฏอยู่เพียง ๒ หน้ากระดาษเท่านั้นครับ ที่บอกเหตุผลว่าทำไมกองทัพบกจะต้องโอนงบประมาณออก ผมถึงอยากจะเสนอ ทางสำนักงบประมาณว่าในการทำรายงานฉบับนี้ซึ่งควรจะเป็นข้อมูลเพื่อให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณาว่าควรหรือไม่ที่จะต้องตัดงบประมาณในด้านบุคลากรกับหน่วยงานใด อยากจะให้ ท่านได้ทำเอกสารในรายละเอียดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเรามาย้อนดูเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณปี ๒๕๖๑ ที่เขียนขึ้นมา ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าที่เขียนมา ให้สำนักงบประมาณต้องส่งรายงานแก่สภาเพื่อให้เราได้ตรวจสอบ เพื่อให้เราได้รู้ถึงประสิทธิภาพ ในการทำงานของกระทรวงต่าง ๆ รวมถึงถ้าหากว่าเป็นไปได้อยากจะให้ทางสำนักงบประมาณ ได้พิจารณาถึงวิธีการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเอาไปประกอบในการที่จะอนุมัติในการที่จะตัดงบ ในครั้งต่อไปของทุกหน่วยงาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านรองผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณมีอะไรจะชี้แจงไหม ถ้ามีเชิญครับ
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานและผู้เข้าร่วมประชุม ขออนุญาตเรียนชี้แจงของท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ในกรณีที่ว่าทำไมงบกลางรายงานเงินสำรองจ่ายถึงมีการโอนเข้าโอนออก สำหรับกรณีนี้ คือเนื่องจากว่าในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ สำหรับที่โอนออกไปเป็นค่าใช้จ่าย ชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจำนวน ๓,๒๐๐ ล้านบาทนี้ เนื่องจากว่าในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ นี้ได้ตั้งงบประมาณสำหรับรายการเงินทดรองราชการ จำนวน ๒,๕๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากในช่วงระหว่างปีงบประมาณมีส่วนราชการมาขอเบิกจ่าย งบประมาณจากกรมบัญชีกลางตามจำนวนที่ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นการเฉพาะหน้าไปแล้ว ซึ่งคาดว่าไม่เพียงพอที่ต้องใช้จ่ายถึงสิ้นปีงบประมาณ จึงจำเป็นต้องของบประมาณมาเพิ่ม เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการไปชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อให้ส่วนราชการมีวงเงินทดรองราชการ เพียงพอสำหรับใช้ในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติในอนาคต เพราะฉะนั้นสำนักงบประมาณจึงได้ เสนอโอนงบประมาณจากรายการหนึ่งสำรองจ่ายไปให้สมทบรายการชดใช้เงินทดรองราชการ เพื่อให้เพียงพอในการใช้จ่ายถึงสิ้นปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ อีก ๓,๒๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้การดำเนินการเบิกจ่ายจะเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. ๒๕๖๒ สำหรับกรณีของ เงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างหรือค่าเค (K) เนื่องจากว่าในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ เราตั้งงบประมาณไว้จำนวน ๕๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากว่าในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ยังมีเงินที่กระทรวงการคลังอนุมัติให้สำนักงบประมาณกันเงินไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีเหลือ เพียงพอที่จะจัดสรรให้ส่วนราชการต่าง ๆ ที่มาขอรับเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างได้ ประกอบกับในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ ราคาวัสดุสิ่งก่อสร้างไม่มีความผันผวนมากนัก ความจำเป็นการใช้เงินค่าเค (K) ก็ทำให้ภาวะการใช้เงินค่าเค (K) ยังอยู่ในกรอบเงินกัน ที่มีเหลืออยู่ ดังนั้นงบประมาณปี ๒๕๖๒ ที่ตั้งไว้จึงสามารถโอนออกไปสมทบในรายการ สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อรองรับภารกิจที่มีความจำเป็นและเร่งด่วน รวมทั้ง การให้ความช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็วต่อไป ขอบพระคุณค่ะ สำหรับงบบุคลากรก็ขอเชิญท่านรองชวนชมเป็นผู้ชี้แจงค่ะ
เชิญท่านรองชวนชมครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ คือดูประเด็นแล้วคำถามคล้าย ๆ กัน ก็ขอชี้แจงในภาพทั้งหมด
อันดับแรกคือเรื่องงบแผนบูรณาการ ที่รายงานบอกว่าไม่มี คือขณะนี้ ตามมาตรา ๕๑ ของ พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๑ คือเป็นการโอนข้ามหน่วยงาน คือเดิม ที่ผ่านมากรณีภายในหน่วยงานกันเองเขาสามารถโอนกันได้ในเรื่องของแผนบูรณาการ แต่กรณีโอนข้ามหน่วยงานขณะนี้ของปี ๒๕๖๒ ยังไม่มี
ทีนี้ประเด็นของเรื่องงบบุคลากร งบบุคลากรจากรายงานฉบับนี้ เราจะเห็นว่า เงินทั้งหมดที่โอนออกคือ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่มีการรับโอน ๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เช่นกัน แต่จะต่างกันอยู่ประมาณสักพันกว่าล้านบาท ซึ่งการโอนมันจะมีทั้งการโอนภายใน กระทรวงเดียวกัน คือจากหน่วยงานหนึ่งไปหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นการโอนข้ามกระทรวงกัน ทีนี้ประเด็นก็คือว่าทำไมถึงต้องมีการโอน ที่ผ่านมาเรื่องแผนบุคลากรจะไม่มีการโอนข้าม หน่วยงาน ซึ่งครั้งนี้ตามมาตรา ๕๑ เป็นครั้งแรกที่จะมีการโอนข้ามหน่วยงาน ที่ผ่านมา งบบุคลากรหมายถึงว่าตั้งแล้วครบตามร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ต้องมีการเกินหรือขาด เนื่องจากว่าขณะที่เราตั้งงบประมาณนั้นเราใช้จ่ายจริง คือเราตั้งงบประมาณล่วงหน้า ในอีกปีถึงถัดไป สิ่งที่เราเอามาเป็นฐานในการคำนวณนั้นก็คือเราใช้จ่ายจริงเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม มาเฉลี่ย ซึ่งขณะที่เราทำงบประมาณนั้นมีรายจ่ายจริง เกิดขึ้นแล้วเราก็ไปขอรายจ่ายจริง ซึ่งเราจะมีมิติทั้งด้วยอัตราที่มีกระทรวงการคลัง แล้วก็จ่ายจริงเพื่อมาคำนวณว่า เงินเดือนของแต่ละส่วนราชการนั้นควรจะเป็นเท่าใด ประเด็นก็คือว่าถ้าเราตั้งงบประมาณเบิก ยังมีเงินเลื่อนขั้น ข้าราชการจะมีเงินเลื่อนขั้นอยู่ ๒ ครั้ง คือรอบแรกกับรอบหลัง รอบหลังเราจะไม่ตั้งงบประมาณ เนื่องจากว่าเงินเลื่อนขั้น ส่วนหนึ่งเราจะตั้งไว้ที่กรมบัญชีกลางอยู่แล้ว ที่เราเรียกเงินเลื่อนขั้น เลื่อนระดับ ซึ่งเป็นรายงานงบกลาง ซึ่งจะปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ อันนี้ก็จะเป็นว่าถ้าส่วนราชการใด ก็เป็นคำถามที่ท่านบอกว่าส่วนราชการใดถ้าเงินเดือนขาด แล้วจะเอาเงินที่ไหน คือตอนนั้นเรามีเงินตรงนี้ ซึ่งปีนี้ก็มี แต่ประเด็นเนื่องจากพอมี เรื่องมาตราที่เราให้โอนข้ามหน่วยงานกันได้ ก็เลยมาออกระเบียบว่าถ้าอย่างนั้นเงินเดือนเหลือ ซึ่งบางส่วนราชการต้องเหลือแน่ ๆ เนื่องจากเป็นการประมาณการที่เราจะตั้งงบประมาณ แล้วหน่วยงานบางหน่วยงานก็ขาด ที่ผ่านมาเราสามารถใช้เงินเลื่อนขั้นงบกลางได้ คือเงินเดือนอย่างไรก็ต้องมีจ่าย แต่ว่าขณะนี้บางหน่วยงานที่มีเงินเหลือเราก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่ให้เอาไปทำอะไรเลย ก็จะต้องเอามาเป็นเงินเดือนด้วยกัน ในแผนบุคลากร ด้วยกัน แต่สามารถข้ามหน่วยงานได้ เพราะบางครั้งเงินที่เป็นเงินเลื่อนขั้นอาจจะไม่พอก็ได้ ถ้าเป็นงบกลาง แล้วก็มีส่วนนี้ที่จะเอามาเป็นเงิน ก็เลยต้องออกระเบียบว่าถ้าอย่างนั้น มันเลยต้องมีการโอนออกและโอนเข้าสำหรับหน่วยงานที่ไม่พอ
ทีนี้ประเด็นที่ท่านถามว่าแล้วทำไมเงินที่โอนเข้า โอนออกแต่ละส่วนทั้งหมด จะมีกระทรวงที่โอนออกทั้งหมดอยู่ ๔ กระทรวง ประเด็นก็คือของกระทรวงกลาโหมทำไม ถึงต้องมีตัวเลขมากกว่าคนอื่นถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหตุผลที่กระทรวงกลาโหม ที่มีเงินเหลือที่จะโอนออกได้เยอะ เนื่องจากว่าขณะที่เราตั้งงบประมาณจะมีข้าราชการ ของปี ๒๕๖๑ ซึ่งจะเป็นฐานในการตั้งงบปี ๒๕๖๒ มีเออร์ลี (Early) ข้าราชการที่เออร์ลี (Early) มากกว่าปีอื่นเป็นพิเศษ คือถึง ๗,๑๒๗ อัตรา ซึ่งเงินตัวนั้นเป็นเงินที่มากเป็น เงินเหลือของปี ๒๕๖๒
แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของทหารประจำการที่ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าอัตรา เราตั้งงบประมาณไว้เต็มปี แต่พอเวลาจ่ายจริงนั้นเนื่องจากว่าก็จะมีกำลังพลบางส่วน ที่เป็นนักเรียน รด. เป็นบุคลากรที่มีวุฒิการศึกษา ซึ่งอันนี้เขาก็จะได้สิทธิว่าจะต้องเป็นทหาร แค่ ๑ ปี ๖ เดือนหรืออะไรอย่างนี้ มันทำให้เงินส่วนนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีเงินเหลือ
แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือของกระทรวงกลาโหม ตอนที่เราตั้งงบประมาณ เนื่องจากว่าเขาเป็นหน่วยหนึ่งที่เขาไม่มีสิทธิที่จะไปใช้เงินเลื่อนขั้นที่เราตั้งไว้ที่กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นส่วนนี้เราก็เลยต้องตั้งไว้ แล้วทีนี้พอเวลามีเงินจากประเด็นเออร์ลี (Early) อย่างนี้เงินส่วนนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เหลือตามข้อเท็จจริงที่จ่าย
ทีนี้ประเด็นที่ท่านถามเรื่องของว่าเหตุใด อย่างเช่นของกระทรวงสาธารณสุข ที่ทำไมต้องโอนเข้าเยอะ เนื่องจากของกระทรวงสาธารณสุขเองระหว่างปีจะมีการบรรจุอัตรา ที่เป็นตำแหน่งแพทย์ถึง ๒,๐๓๘ อัตรา มีทันตแพทย์อีก ๕๐๗ อัตรา เภสัชกรอีก ๓๕๐ อัตรา แล้วก็มีพยาบาลซึ่งเป็นมติ ครม. ให้เพิ่มอีก ๓,๙๐๐ อัตรา พวกนี้จะเป็นประเด็นที่ทำให้ เงินเขาเพิ่มกันมาระหว่างปีทั้งสิ้น ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้งบประมาณไม่เพียงพอ ขอบคุณค่ะ
ไม่มีท่านสมาชิกติดใจแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าจบการซักถาม ถือว่าที่ประชุมรับทราบ รายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ รายจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ และรายงานการโอน งบประมาณรายจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ รายจ่ายบูรณาการ รายจ่ายบุคลากรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ เรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณท่านรองผู้อำนวยการครับ
ต่อไปเป็นเรื่องรับทราบ ๒.๔ ผมขอเลื่อนไปประชุมครั้งต่อไปนะครับ วันนี้พอสมควรแล้วครับ ขอปิดประชุมครับ