ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ วิพากษ์การขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในสถาบันพระปกเกล้า ผ่านการตั้งคำถามต่อการบริหารจัดการ การไม่ตอบรับความคิดเห็นที่หลากหลาย และการละเลยบทบาทในการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยต่อกลุ่มทหารและตุลาการ พร้อมชี้ปัญหาการไม่เปิดเผยข้อมูลและผลกระทบจากการใช้อำนาจมาตรา 44 ต่อสถาบันและพัฒนาการเมือง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ภูมิลำเนาจังหวัดกระบี่ครับ วันนี้เรามารับทราบรายงานเป็นเอกสารรายงาน ประจำปี ๒๕๖๑ ซึ่งผมเป็นผลผลิตพลเมืองของสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้และผมยังยึดมั่น อยู่เสมอว่าสถาบันแห่งนี้เป็นของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เป็นสถาบันของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่เข้าไปใช้ประโยชน์หรือมีอิทธิพลในเชิงความคิดของการไปเป็นวิทยากรในสถาบันแห่งนั้น ซึ่งในรายงานท่านเลขาธิการได้กล่าวถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนา ผมเชื่อว่า คำเหล่านี้เป็นคำที่น่าจะตรงกันข้ามกับการโอนอ่อนผ่อนลู่ลมไม่สมเกียรติของสถาบัน ผมยืนยันว่าสถาบันแห่งนี้ให้ความรู้กับผมมาหลายหลักสูตรไม่ว่าจะเป็น พีเพิล ออดิต (People’s Audit) หรือหลักสูตรธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง แต่สิ่งที่ผมจะอภิปราย ในวันนี้ ผมจะแปลรายงานหนังสือของท่านที่เสนอต่อสภาให้ออกมาให้เห็นเป็นรูปแบบ รายงานของการกระทำ คลี่ออกมาให้เห็นว่าการกระทำบางอย่างในสถาบันตรงกับธรรมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ของบุคคลากรภายในหรือไม่ ผมยกตัวอย่างเลยว่าวิสัยทัศน์ ซึ่งสถาบันวางเอาไว้ในการรายงานผมคิดว่ามันขัดกับพฤติกรรมหรือรายงานเอกสารนี้ ขัดกับ พฤติกรรมตัวรายงานฉบับเห็นด้วยตา รายงานฉบับเห็นด้วยการกระทำของผม นั่นหมายถึง ประจักษ์พยานในการเป็นลูกศิษย์ ซึ่งผมให้ความเคารพกับบรรดาคณาจารย์ที่มาให้ความรู้ ของผมนะครับ ปี ๒๕๖๑ คือปีที่มีการครบรอบ ๒๐ ปี ผมชื่นชมมากครับ ท่านทำเอกสารดีมาก แต่ที่สำคัญผู้บังคับบัญชาสถาบันพระปกเกล้าโดยตำแหน่งคือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันก็คือท่านชวน หลีกภัย ซึ่งในอดีตมีการเขียนสารแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปี แต่ก็ไม่เคยมีคำตอบหรือให้พวกผมซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหา เมื่อไปอ่านสารของ อดีตประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าอย่างเช่นท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ตั้งคำถามต่อสถาบัน แต่ไม่เคยได้รับคำตอบกลับมาจากตัวสถาบันหรือบุคลากรในระดับผู้บริหารซึ่งแปลว่า เรื่องของการเป็นธรรมาภิบาลมีข้อด่างพร้อยในสถาบันแน่นอน จากรายงานของท่านผมเห็น ถึงการพัฒนาบุคลากรในระดับกลาง แต่ปรากฏว่าทำไมท่านไม่ให้ความสำคัญกับบุคลากร ระดับผู้อำนวยการหลักสูตร เพราะว่าผมเห็นผู้อำนวยการหลักสูตรบางท่าน วันนี้ต้องขออนุญาต ฟ้องท่านประธานเลยนะครับ เพราะว่าท่านประธานเป็นถึงผู้บังคับบัญชานะครับ อย่างเช่น ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี ผมไม่เข้าใจครับว่าท่านบริหารเรื่องสันติวิธีท่านต้องบริหาร ความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันถ้ามีความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องต้องกันในหลักสูตรหรือในหลักวิชาการใด ๆ ของหลักการเรียนการสอน ผู้บริหารหลักสูตรไม่สามารถผลักคนที่มีความคิดเห็นต่างออกไปได้ เดี๋ยวผมจะเอาหลักฐานเสนอท่านประธานว่าอดีตผู้อำนวยการหลักสูตรสำนักสันติวิธี ทำไมถึงผลักไสลูกศิษย์ของผมออกจากไลน์ (Line) กลุ่ม ผมไม่ทราบว่าการได้รับการศึกษา ในระดับประชาธิปไตยถึงประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่มีผลหรืออย่างไรในการทำงาน ของบุคคลดังกล่าว ในรายงานมีสิ่งดีเยอะแยะมากมาย แต่ปรากฏว่าไม่มีลิงก์ (Link) หรือสื่อ ที่จะให้ตามไปดูรายละเอียดที่แจ้งการสัมมนาหรืออภิปรายที่อยู่กันในรายงานฉบับนั้น ซึ่งผมคิดว่าพอผมเปิดอ่านปั๊บผมอยากไปดูผลครับ ผลของการอภิปรายหรือรายงาน มันไม่มีเลย เราจะไปต่อยอดตรงนั้นได้อย่างไร แต่ผมเห็นผลการกระทำของสถาบันแล้วว่า หลายอย่างเราไปสแกน (Scan) แล้วก็ตามดูได้ แต่บางรายการก็ยังมีนะครับ ที่มีข้อบกพร่อง ลักษณะดังกล่าว ความท้าทายของสถาบันที่ท่านเลขาธิการเขียนเอาไว้ปรากฏว่าไม่มีกิจการ หรือไม่มีโครงการรายงานที่ไปสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยให้กับทหาร ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาท ในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยผิดกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๓ ซึ่งเต็มไปด้วยเถยจิต ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ผมคิดว่าความท้าทายนี้ไม่พอที่ท่านเขียนเอาไว้ ท่านไม่มี กิจกรรมโครงการหรือรายงานที่ไปรณรงค์กับตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจถ่วงดุลในการปกป้อง อำนาจประชาธิปไตยหรืออำนาจอธิปไตย ท่านกลัวอะไรครับ ในเมื่อท่านบอกว่าท่านเป็นสถาบัน อันทรงคุณค่าและมีความท้าทาย ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้ปรับเนื้อหาหลักสูตรให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ปัจจุบันแน่นอน ท่านไม่ได้ส่งเสริมความเป็นพลเมืองเพราะท่านยินยอม ให้มีการใช้มาตรา ๔๔ ยกเลิกสภาพัฒนาการเมืองที่มีพระราชบัญญัติรองรับและมีภาคประชาชน ทำกิจการอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่กลับคล้อยตามอำนาจเผด็จการ ปล่อยให้ครอบงำ สถาบันอันทรงเกียรติของเราทุกคน ผมเชื่อว่าการปล่อยปละละเลยของท่านทำให้ ท่านไม่มีรายงานหรืองานวิจัยที่บ่งบอกถึงความเสียหาย เมื่อสภาพัฒนาการเมืองถูกยกเลิก โดยอำนาจมาตรา ๔๔ นี่คือหนึ่งในความท้าทายท่านต้องทำเป็นการบ้านต่อครับ ผมจึงคิดว่า พฤติกรรมของบุคลากรในสถาบันพระปกเกล้าอีก ๑ เคส (Case) ผมเดินผ่านบ่อย ๆ เวทีสาธารณะ ก่อนมีการเลือกตั้งปรากฏว่าท่านเชิญเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ ๆ บางพรรคเท่านั้น ท่านอาจจะมองข้ามพรรคอนาคตใหม่ที่ผมสังกัดอยู่ ผมเชื่อว่าท่านมีการเลือกปฏิบัติ ก่อนการเลือกตั้งครับ เพราะผมไปถามเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าหน้าที่บอกว่าเอาเฉพาะพรรคใหญ่ ๆ ก็แล้วกันพี่ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งก็คงไปสอดคล้องกับบุคลากร บางท่านที่ผมพาดพิงถึงนะครับ มีการสื่อสารว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ชอบทหาร ผมคิดว่า ท่าน พลโท พงศกร รอดชมภู ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค และมีหลายคนที่เป็นทหาร ตำรวจ ทุกคน มีบทบาท ท่านต้องทบทวนนะครับ การตั้งแง่กับพรรคการเมืองใหม่ ๆ เท่ากับการเลือกปฏิบัติ ต่อพรรคการเมือง ซึ่งท่านก็ยังไม่ปรากฏรายงานความเห็นที่คัดค้านกับวิทยากรที่มาบรรยาย ชมเชยเผด็จการ ชมเชยอำนาจนิยม ไม่ปรากฏรายงานความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ต่อวิทยากร ซึ่งบางคนมีข้อกังขาของสังคม เพราะวิทยากรที่ท่านเชิญมาบรรยายนี้ ต้องคดีมาแล้ว เช่นฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นต้น ผมคิดว่าวิทยากรไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วที่สำคัญ เวลาผมตั้งคำถามวิทยากรก็ตอบผมไม่ได้ นี่คือข้อบกพร่องอันหนึ่งที่สถาบันพระปกเกล้า จะต้องรับไปแก้ไขปรับปรุง เพราะไม่เช่นนั้นสถาบันก็จะผิดหลักธรรมาภิบาลที่พร่ำสอน ในหลักสูตรแต่กลับทำการเช่นนั้นเสียเอง ในรายงานปรากฏคำว่า บุคคลภายนอกมาใช้ บริการห้องสมุด ท่านกำลังมองประชาชนว่าเป็นบุคคลภายนอกหรือครับ ทำไมท่านไม่ใช้ศัพท์ คำว่า บุคคลทั่วไป ศัพท์คำบางคำคือตัวสะท้อนวิธีคิดของคนในสถาบันพระปกเกล้า ผมเลยมีความกังวลสงสัยในบทบาทจุดยืนความแน่ชัดของการส่งเสริมประชาธิปไตยของ สถาบันพระปกเกล้า เพราะยังมีวิทยากรที่ยังมีทัศนคติอันเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แถมยังมาควบคุมบางหลักสูตรได้ด้วย ในรายงาน บางจุดก็ไม่มีไฮไลต์ (Highlight) ทอปปิก (Topic) สำคัญ ๆ แต่ลักษณะการรายงานใน ภาพรวม ลักษณะของการเกรงใจผู้มีอำนาจบางอย่างใช้คำว่า ควร จริง ๆ ท่านจะต้องใช้คำว่า ต้อง อย่างหน้า ๗๐ มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม ท่านต้องเขียนเป็นไฮไลต์ (Highlight) ทอปปิก (Topic) หนา ๆ เลยนะครับ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะท่านมุ่งเน้นเหลือเกิน เรื่องหลักธรรมาภิบาล แล้วก็คณะกรรมการติดตามประเมินผล ผมเห็นมีข้อคิดเห็นแค่ ๔ เรื่อง เท่านั้นที่เหลือไม่มี แปลว่าทำดีอยู่แล้ว เชิดชูกันอยู่แล้ว ไม่มีติเพื่อก่อกันเลยหรือครับ วันนี้ผมมาติเพื่อก่อ วันนี้ผมมาเป็นเงาสะท้อนให้เห็นสถาบันพระปกเกล้าที่ผมรักเพราะผม เป็นลูกศิษย์ มีอาจารย์ที่ผมเคารพหลายท่าน แต่พฤติกรรมของท่านในเมื่อเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยบางครั้งก็อาจจะไม่สามารถยกมือไหว้ได้นะครับ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ผมต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าพิจารณาบุคคล ซึ่งเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา