มนูญ เสนอปรับโครงสร้างค่าไฟ-เปิดเสรีชาร์จรถไฟฟ้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ขออนุญาตนำเสนอความเห็นต่อที่ประชุมสภาในสี่ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาขั้นตอนการออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้าที่ซับซ้อน จึงเสนอให้ กกพ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้มีการอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน พร้อมทบทวนนโยบายการจำหน่ายไฟฟ้าให้เปิดโอกาสขายไฟโดยตรงและส่งเสริมการแข่งขันในระบบ ขณะเดียวกันได้หารือปัญหาค่าธรรมเนียมการจดมิเตอร์ไฟฟ้าที่สูงเกินควรสำหรับผู้ใช้รายย่อย โดยเสนอให้ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมตามประเภทผู้ใช้ นำเทคโนโลยีอ่านมิเตอร์อัตโนมัติมาใช้ และกำกับดูแลราคาไฟฟ้าในชุมชนเพื่อป้องกันการเรียกเก็บเกินจริง อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหากองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่จ่ายช้า จึงเรียกร้องให้ กกพ. ตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงาน และเสนอให้เปิดเสรีสถานีชาร์จรถไฟฟ้าด้วยการกำหนดมาตรฐานและค่าบริการอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการผูกขาดของผู้ประกอบการ

นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้ผมขออนุญาตนำเสนอให้ความเห็นใน ๔ ประเด็น

ประเด็นแรก จะเป็นเรื่องของภาพรวมการออกใบอนุญาตและการกำกับดูแล โรงไฟฟ้า ปัจจุบันขั้นตอนการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้ามีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยปัจจุบันผู้ประกอบการจะต้องมีการขอใบอนุญาต ๔ ใบ ก็คือใบแรกจะเป็นเรื่องของ ใบอนุญาตอาคารหรือ อ.1 ใบที่ ๒ จะเป็นเรื่องของการประกอบกิจการโรงงาน หรือใบ ร.ง.4 และใบที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม หรือ พค.2 และใบสุดท้าย ก็จะเป็นเรื่องของใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า อันนี้ยังไม่รวมส่วนของการทำ อีไอเอ (EIA) ที่จะต้อง มีการดำเนินการ ผมเห็นว่าปัจจุบันขั้นตอนตรงนี้ค่อนข้างจะล้าสมัยและเป็นภาระที่ ผู้ประกอบการเจอมาตลอด ฉะนั้นตามมาตรา ๔๘ ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ พลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ตรงนี้มีการอนุญาตให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานสามารถ ดำเนินการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เหล่านี้ได้โดยขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำไมผมถึงมาพูดเรื่องนี้ เพราะว่าในเรื่องนโยบายของทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบายเรื่องของโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งตรงนี้ก็มีประเด็นพูดคุยกันมากมายหลากหลาย ทั้งในเรื่องของหลักเกณฑ์ ทั้งในเรื่องของขนาด แต่ในหลักการแล้วโรงไฟฟ้าชุมชนจะมีขนาดเล็ก แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับชุมชน ฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าชุมชนจะต้องมาขอใบอนุญาตต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าโอกาสที่จะเกิดหรือว่าการเป็นภาระจะค่อนข้างสูง ฉะนั้นผมขออนุญาตนำเสนอให้ ทาง กกพ. ลองคุยกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กับกระทรวงมหาดไทยในเรื่องของใบอนุญาต ต่าง ๆ เหล่านนี้รวมมาพิจารณาที่ กกพ. ที่เดียวเพื่อให้โรงไฟฟ้าชุมชนหรือโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ที่จะเกิดใหม่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าขั้นตอนอย่างที่ท่านเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร พูดว่าขั้นตอนไม่ใช่ ๖๐ วัน ๖ เดือน เพราะว่าสุดท้ายขั้นตอนต่าง ๆ ก็ไปติดที่หน่วยงานต่าง ๆ ถ้าทุกอย่างเบ็ดเสร็จที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โอกาสที่โรงไฟฟ้าชุมชนที่จะเกิดขึ้นก็จะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น ในส่วนของเรื่องต่อเนื่องว่า โรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นก็มีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เข้ามาถามผมมากมายว่า ถ้าโรงไฟฟ้าชุมชนสามารถขายไฟฟ้าให้ชุมชนเองได้เลยไหม หรือต้องขายเข้ากริด (Grid) ตรงนี้ผมมองว่าปัจจุบันในแง่ของการปฏิรูปที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ การปฏิรูปประเทศ จริง ๆ ในเรื่องของการแข่งขันด้านการจำหน่ายไฟฟ้าหรือการผลิตไฟฟ้า ผมมองว่าปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในลักษณะของซิงเกิล บายเออร์ (Single buyer) มีผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว ผมว่าสุดท้ายแนวนโยบายการปฏิรูปประเทศต้องการให้ผู้ซื้อมีมากกว่า ๑ ราย เพื่อให้เกิดการ แข่งขัน ฉะนั้นในแง่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผมว่ากฎหมายไม่ได้ปิดว่า ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าต้องขายให้ผู้ประกอบการรายเดียว ฉะนั้นอยากเรียนให้ทางคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงานกลับไปทบทวนนโยบายในเรื่องของการจำหน่ายไฟฟ้าแทนที่ทุกชุมชน หรือทุกโรงไฟฟ้าจะต้องขายเข้ากริด (Grid) อย่างเดียว ให้สามารถขายตรงได้ เพราะว่าตรงนี้ เป็นโมเดล (Model) ของเรื่องการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการแข่งขัน สุดท้ายค่าไฟก็จะได้ถูกลง ซึ่งในเรื่องของเมืองไทย เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) ผมว่า สุดท้ายต้องปรับให้มีความเข้มข้นขึ้นสู่เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) และสุดท้ายเข้าไปสู่โฮลเซล (Wholesale) กับรีเทล คอมเพทิชัน (Retail competition)

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะเรียนปรึกษาก็คือมีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนเข้ามา ในเรื่องของบิล (Bill) ค่าไฟฟ้า ซึ่งตรงนี้ก็มีเหตุการณ์มาตลอดซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็ก สมมุติว่าท่านใช้ไฟฟ้าเดือนละ ๑๐๐ บาท ถ้าท่านดูในบิล (Bill) ค่าไฟฟ้า ค่าธรรมเนียม การจดมิเตอร์ไฟฟ้า ๓๐-๔๐ บาท ผมเห็นว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ตรงนี้อยากให้ ทาง กกพ. คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเรกกูเลต (Regulate) ตรงนี้ และผมเห็นว่า การเก็บค่าธรรมเนียมค่าไฟฟ้ากับการจดค่าไฟฟ้าน่าจะแบ่งออกเป็นเหมือนกับประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ก็คือผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็ก ค่าธรรมเนียมในการจดมิเตอร์น่าจะถูกกว่าผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เพราะถ้าดูจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็กถ้าท่านเสียค่าพลังงานไฟฟ้าเดือนละ ๑๐๐ บาท ท่านเสียค่าธรรมเนียมในการจดมิเตอร์ ๔๐ บาท โอเวอร์เฮด (Overhead) หรือต้นทุน ที่ไม่เกี่ยวกับค่าพลังงาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่าย ตรงนี้ก็รบกวนอยากให้มีการศึกษาว่า สมควรไหมที่บิล (Bill) ค่าไฟฟ้าในเรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจดมิเตอร์ให้มีการ แบ่งแยกตามประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะว่าในต่างประเทศหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในสัดส่วนที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้า แล้วก็ ในส่วนของต่างประเทศจริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่เยอะเพราะว่าที่ผ่านมาผมเคยจ่าย ๕๐ เซนต์ (Cent) หรือประมาณ ๑๕ บาท เมืองไทย ๔๐ บาท ผมว่าค่อนข้างแพงมาก คือถ้าต้นทุนการจดมิเตอร์ไฟฟ้าสูงมากอาจจะต้องมีแนวนโยบายในการเปลี่ยนมิเตอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปจดไปนั่งอ่านเอง ใช้ระบบที่เป็นทูเวย์ (Two-way) สามารถอ่านมิเตอร์ได้ โดยอัตโนมัติ แล้วก็ในส่วนของค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟไม่ได้ซื้อจากการไฟฟ้า ปัจจุบันที่ผ่านมา มีปัญหาเกี่ยวกับพวกหอพักอะไรต่าง ๆ มากมาย เข้าใจว่าตรงนี้ทาง กกพ. ก็มีการคุยกับ ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโยนเรื่องนี้ให้ สคบ. แต่ในส่วนของโรงไฟฟ้าชุมชน ที่จะเกิดขึ้นถ้าเรามีการขายไฟฟ้าให้ชุมชน ตรงนี้อาจจะต้องมีผู้ดูแลนิดหนึ่งในเรื่องของ การกำหนดซีลลิง (Ceiling) ไม่ให้ค่าไฟแพงเกินไปหรือว่าอาจจะมีสัดส่วนการลดค่าไฟ ให้ผู้ประกอบการบางส่วนนะครับ

ในส่วนประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ถ้าดูจากงบดุลที่ท่านให้มา ผมดูแล้วรายได้หลัก ๆ ท่านจะได้มาจากมาตรา ๙๗ (๑) ซึ่ง (๑) แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ก็คือ ส่วนที่ ๑ เป็นส่วนที่อุดหนุนโรงไฟฟ้าในผู้ประกอบการไฟฟ้า กับอีกส่วนหนึ่งอุดหนุนช่วย ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาส แล้วก็มาตรา ๙๗ (๓) (๔) เท่าที่ผมดูจากงบดุลนี้ส่วนต่างเยอะมาก หลายพันล้านบาท แล้วก็มีประชาชน มีชุมชนร้องเรียนมาว่าทำไมเงินจากกองทุนส่วนนี้ ถึงเอามาชดเชยหรือเอามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ช้ามาก ฉะนั้นอยากจะให้ทาง กกพ. ลองช่วยดูกองทุนพัฒนาไฟฟ้าว่าขั้นตอนหรือว่าวิธีการปฏิบัติมันมีปัญหาตรงไหน

ในส่วนสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของตัว อีวี (EV) ขออนุญาตอีก ๒ นาทีจบแล้วครับ เรื่องของรถไฟฟ้าอีวี (EV) ซึ่งถ้าดูในภาพรวมแล้วรถอีวี (EV) สุดท้ายสถานีชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) มันจะต้องมีผู้ดูแล ถ้าดูในแง่ของกระทรวงพลังงานแล้วก็จะมี สนพ. ซึ่งเขาดูเฉพาะในส่วนของนโยบาย เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ปฏิบัติก็จะมีท่านคือ กกพ. ที่จะต้องเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) ซึ่งผมมองว่า สุดท้ายแล้วในการดำเนินการเรื่องชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) จะต้องมีการให้ ดำเนินการเปิดเสรี ก็คือถ้าท่านมีการกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อหรือต่าง ๆ ให้ชัดเจน จะได้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้ามาเป็นโมโนโพลี (Monopoly) รบกวนให้ท่านกำกับดูแล ในเรื่องของภาพรวม อันนี้ไม่ได้หมายถึงว่าท่านต้องไปคอยตรวจพวกชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) แต่ว่ากำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องของ การกำหนดค่าบริการ ขอบพระคุณครับ