พรรณสิริ กุลนาถศิริ ชื่นชมบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการส่งเสริมประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี พร้อมเสนอแนะการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านทรัพยากรบุคคลและการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส โดยเน้นความสำคัญของงานวิจัย การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งยกย่องโครงการรางวัลพระปกเกล้าทองคำและเสนอให้ขยายผลเป็นโมเดลต้นแบบ พร้อมตั้งข้อสังเกตผลการประเมินการอบรมที่ต่ำกว่าเกณฑ์และขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็ให้กำลังใจหน่วยงานในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ขอนำเรียนด้วยความชื่นชมไปยังสถาบันพระปกเกล้าที่เป็นสถาบันที่กล่าวได้ว่าเป็นองค์กร ชั้นนำในด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลสันติวิธีเพื่อประโยชน์อย่างมีส่วนร่วม ในการเป็นพลวัตประชาธิปไตยคงไม่สมบูรณ์ที่สุดในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของประชาชน แต่การที่ สถาบันพระปกเกล้าพยายามที่จะพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้นจากการร่วมด้วยช่วยกัน ในทุก ๆ ภาคส่วน และภายใต้พันธกิจทั้ง ๗ ด้าน และยุทธศาสตร์ใน ๖ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ที่องค์กรสถาบันพระปกเกล้า พยายามมุ่งเน้นแล้วก็ผลักดันอย่างต่อเนื่องตลอดมา ๒๐ กว่าปี ดิฉันเองในฐานะที่ได้รับประโยชน์จากสถาบันทั้งในฐานะผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ การนำพาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่การพัฒนาทั้งในด้านของเครือข่าย ในด้านของการ เป็นประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมแล้วก็สันติวิธี ดิฉันได้ใช้เครื่องมือจากสถาบันพระปกเกล้า เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้รับและข้อมูลเอกสารที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง มีความละเอียด มีความสมบูรณ์ มีความตั้งอกตั้งใจที่จะเผยแผ่ออกมา ดิฉันเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่อยากจะ ชื่นชมและต่อยอด ตลอดจนมีข้อเสนอแนะบางประการ เริ่มตั้งแต่ในส่วนของทรัพยากร การลงทุน ทรัพยากรการลงทุนได้ระบุไว้ในหน้าที่ ๓๒ ในเรื่องของบุคลากร ๑๔๐ คนกับการทำงาน สร้างประชาธิปไตย สันติวิธี แล้วก็ในเรื่องของธรรมาภิบาลดิฉันมองว่าบุคลากรของท่าน ก็มีค่อนข้างจำกัด
ในด้านของทุนทรัพยากรงบประมาณ ทราบว่ามีประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท ในส่วนเงินอุดหนุนของรัฐบาลประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็ในส่วนของกองทุนดอกผลบ้าง รายได้บ้างอีก ๕๐ ล้านบาท ดิฉันมองว่าถ้าท่านได้ระบุโดยละเอียดในแผนการจัดการงบประมาณ ในภาพรวมประจำปี ๒๕๖๑ ซึ่งได้ระบุเพียงคร่าว ๆ ไว้ในเอกสารหน้า ๓๔ และหน้า ๓๕ ใน ๗ พันธกิจ ถ้าได้ระบุลึกในรายละเอียด อาทิเช่น พันธกิจที่ ๑ มีจำนวน ๓๑ โครงการ สัดส่วนร้อยละ ๗.๐๒ ถ้าได้เห็นในรายโครงการก็คงจะทำให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสที่จะ ศึกษาเชิงลึกแล้วมองในแง่ของธรรมาภิบาลว่ามีความคุ้มค่า แล้วก็สมในวัตถุประสงค์ และประโยชน์หรือไม่ แต่ในภาพรวมแล้วงบประมาณเท่านี้กับการขับเคลื่อนการทำงานถือว่า ไม่ได้มากมายเลยค่ะ
ในส่วนประเด็นแต่ละยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนการพัฒนาในยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและสันติวิธี มีทั้งในส่วนของ งานวิจัย ๒๐ ปีของสถาบันท่านก็วิเคราะห์แล้วก็เซต (Set) เข้ามาแค่เพียงบางเรื่องบางราวเท่านั้น ซึ่งมองให้เห็นทั้งมิติในเชิงพื้นที่แล้วก็กว้างไกลไปเครือข่ายในระดับสากล น่าชื่นชมมากค่ะ
ในส่วนของเอกสารวิชาการ ดิฉันก็เห็นในเรื่องของเอกสารชนะสิบทิศ เช่นเดียวกัน โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความเห็นไว้ว่า อยากให้ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กทม. อ่านหนังสือเล่มนี้ช่วยกันครับ ดิฉันมองว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสนใจและอยากให้เอกสารตำราเล่มนี้เกิดประโยชน์ ดิฉันมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จากผู้ที่ถ่ายทอดเป็นการศึกษาอีกขั้นตอนหนึ่ง คงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมีคุณค่ามากมาย โดยเฉพาะวิจัย การถอดบทเรียน การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและงบประมาณแบบมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึง บทบาทหญิงชาย ดิฉันอยู่ในภาวะสมัยที่เป็นผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดสุโขทัย ดิฉันมองว่าถ้าสถาบันพระปกเกล้ามีโครงการอะไรลงไปนั่นคือโจทย์ แล้วก็ทิศทางที่ควรจะเป็นไปของสังคม ดิฉันบอกให้บุคลากรในองค์กรรับเรื่องทันทีและ ได้มีวิทยากรกระบวนการเข้าไปในพื้นที่แม้ว่าจะไม่ได้สมัครเป็นกลุ่มวิจัยใน ๕ พื้นที่ ตามที่เอกสารได้รายงานแต่ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก แล้วก็ขยายผลไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในเครือข่าย ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเราตั้งเป็นชมรมสามพี่น้องท้องถิ่น ประกอบไปด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบไปด้วยเทศบาล แล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบล เราจะสื่อสารถึงกัน การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกมิติ ทุกประสบการณ์นั้นนำไปสู่การพัฒนาได้ทั้งสิ้น แม้แต่การเรียนรู้บางประการก็บอกเราว่าสิ่งนี้อาจจะดีหรือไม่ดี นั่นก็คือประสบการณ์ที่เราจะ เลือกสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้
ในส่วนของงานวิจัยเห็นมิติของการพัฒนาที่ลงลึกทั้งในระดับเยาวชน ประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนนในรูปแบบ ของสมัชชาที่ทางสถาบันพระปกเกล้าเลือกเครือข่ายด้วยความเต็มอกเต็มใจ แล้วเครือข่ายนั้น เขาก็จะขยายผลอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วยความเต็มอกเต็มใจนั่นเอง
ในส่วนยุทธศาสตร์ที่ ๒ ดิฉันอยากนำเรียนเป็นจุดที่สำคัญที่สุด จากประสบการณ์ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในมิติแรกของการประเมินในเชิงหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งดิฉันไม่เคยได้เข้าเรียนในหลักสูตรเป็นการเฉพาะ แต่เข้าไปสู่ในระบบในส่วนของหลักสูตร การเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการประเมินใช้ทฤษฎีของเคิร์กแพทริก โมเดล (Kirkpatrick Model) ดิฉันว่าเหมาะสมแล้ว เหมาะสมดีแล้วค่ะ เป็นทฤษฎีที่เป็นสากล เหมาะควรที่จะใช้ในการประเมินอย่างดีเยี่ยมแล้ว ในเรื่องของการศึกษาอบรม ในเรื่องของผู้นำยุคใหม่ก็ดี โครงการเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน เรื่องของการเก็บขยะ ในเรื่องของการดูแลสาธารณะ ในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันมองว่ามีประโยชน์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมองค์ความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนา การดำเนินการให้สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่บอกว่าโครงการรางวัลพระปกเกล้า ทองคำ โครงการนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ในส่วนหนึ่งที่ดิฉันมองว่ามีประโยชน์มากเป็นเหมือน กระบวนการที่จะนำสารัตถะหรือประเด็นอื่น ๆ เข้าไปอยู่ในกระบวนการ ถ้าเราสามารถเลือก ช่องทางของโครงการในสาขาของการสร้างเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อบจ. สุโขทัยรับรางวัล ๓ ปีซ้อนค่ะ โดยมีการคัดเลือกประเด็นเด่นในพื้นที่ อบจ. ชวนเที่ยว เรื่องที่ ๒ ภูมิปัญญาการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของสุขภาวะที่ดีของคนสุโขทัย และคนไทยทั้งประเทศ ๓ ปีซ้อนเกิดรางวัลพระปกเกล้าทองคำ แต่ดิฉันมีข้อเสนอกับ การขยายผล อยากให้สถาบันต่อเนื่องต่อไปนะคะโดยการกระตุ้นหรือแรงจูงใจใด ๆ ก็ตาม หยิบเป็นประเด็นเด่น หยิบเป็นโมเดล (Model) แล้วก็ขยายผลต่อ และการประเมินที่จะ เข้าสู่สถาบันรางวัลพระปกเกล้าก็อยากจะให้ประเมินโดยใช้เกณฑ์ผ่าน ไม่ใช่เกณฑ์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ร้อยละ ๘๐ ถ้าผ่านก็ถือว่าท่านให้เกียรติ ให้แรงจูงใจ มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ตรงนี้ คือประสบการณ์ตรงที่ได้รับประโยชน์และอยากจะให้ขยายผลต่อ ในเรื่องของธรรมาภิบาล ในเรื่องของพหุวัฒนธรรม ท่านก็ลงอย่างเต็มที่ ตลอดจนในยุทธศาสตร์ที่ ๔ การส่งเสริม งานวิชาการของสภา หลายเรื่องเลยค่ะที่อยู่หน้าห้องสภา ในเรื่องของร่างกฎหมายหรือกฎหมาย ที่ได้อนุมัติแล้วก็จะสามารถศึกษาได้ อย่างไรก็ตามมิวเซียม ไทยแลนด์ พอปพูลาร์ โหวต ๒๐๑๘ (Museum Thailand Popular Vote 2018) ดิฉันก็คิดว่านั่นคือสิ่งที่ท่านได้ทำ อย่างยอดเยี่ยมและสุดยอดแล้ว
ในอีกส่วนหนึ่งนะคะ มีข้อสังเกตในเรื่องของการประเมิน ในหน้า ๑๗๙ บุคลากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก็คือบุคลากรของสภา ท่านมีเกณฑ์ประเมินอยู่ที่ร้อยละ ๗๕ โดยการประเมินองค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อประเมินแล้วปรากฏว่าจาก ๑๐๖ คนที่เข้ารับ การอบรมผ่านแค่เพียง ๗๖ คน นั่นก็คือผ่านแค่เพียงร้อยละ ๗๑ แปลว่าตกค่ะ แปลว่าไม่ผ่าน แต่ว่าคณะกรรมการประเมินก็ไม่ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติม ดิฉันก็เลยสงสัยว่าเหตุใดในการอบรม และพัฒนาของกระบวนการสภาจึงไม่ผ่านการประเมิน ทั้งเล่มเห็นมีอยู่ข้อเดียวค่ะ ก็ให้กำลังใจ ต่อสถาบันพระปกเกล้าต่อไปค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ