นิกร เสนอ ปกเกล้ารับฟังความเห็นประชาชนตาม ม.๗๗ เพื่อปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นกลาง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

นิกร จำนง เสนอให้สถาบันพระปกเกล้ารับฟังความเห็นประชาชนตามกฎหมายมาตรา ๗๗ เพื่อปฏิรูปกระบวนการตรากฎหมายอย่างเป็นกลาง

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา จะขออภิปรายให้ความเห็นต่อ รายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ผมเองเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวพัน ไม่ห่างนักกับสถาบันแห่งนี้มาหลายสิบปีแล้ว ผมเคยร่วมกิจกรรมในนี้ก็มีเมื่อไม่นานนี้ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกรณีการศึกษาการใช้แนวทางประชาธิปไตย ในการมีส่วนร่วมกับเยาวชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ซึ่งในรายงาน หน้า ๖๓ ผมไปร่วมในฐานะเป็นประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย ผลก็ออกมาค่อนข้างดี มีการนำไปเสนอทั่วประเทศ เด็ก ๆ เขาก็ดีใจกันที่เขาได้คิด ได้อ่าน ที่โรงเรียนเทคนิคชัยนาท ขณะนี้ก็เป็นวิทยากรบรรยายอบรมของสถาบันอยู่ต่อเนื่อง ขณะนี้ก็ยังค้างอยู่เรื่องบทบาท หน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งผู้ช่วย ส.ส. ๔ หลักสูตร ผมได้รับเชิญไปบรรยายด้วยความเต็มใจ เพราะว่าจะเป็นประโยชน์กับสมาชิกของเราทุกคน นอกจากนั้นก็ไปร่วมกิจกรรมอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ผมไม่ได้เป็น ผมไม่ได้เป็นนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า ผมอยากจะขอแก้ข้อกล่าวหา ผมอยากไปเรียน ผมเป็นผู้อำนวยการพรรค ผมมีหน้าที่จะต้องส่งนักการเมืองของพรรคไปเรียนมาตลอด ผมไม่ว่าง ไม่มีเวลา ช่วงที่ปิดเทอม ถูกยึดอำนาจ ๕ ปี ผมมีโอกาสผมก็ไปเรียน พตส. แล้วก็สมัครสถาบันพระปกเกล้า ผมเรียน พตส. จบแล้วเหลืออีก ๑ เดือน ที่จริงจบแล้ว ผมไปสมัครไว้สถาบันพระปกเกล้ารับแล้ว แล้วก็เชิญผมไปขอโทษว่า โดยระเบียบของสถาบันพระปกเกล้า ถ้ายังเรียนคาบเกี่ยวกับอันอื่นไม่รับ คำถามก็คือ ผมสนิทกับทั้งเลขาธิการ ทั้งอาจารย์ที่อยู่บนนั้นผมก็สนิทหลายคน แต่ผมไม่สามารถเรียนได้ เพราะระเบียบที่เคร่งครัดของสถาบันพระปกเกล้า ผมก็เลยยืนยันจะขอแก้แทนว่าไม่ใช่ว่า ใครมาเรียนก็ได้ใช้เส้น ใช้เส้นมันมีระเบียบ ผมเองทั้ง ๆ ที่ผูกพันใกล้ชิดก็ไม่มีโอกาสได้เรียน แต่ตอนนี้เรียนไม่ได้แล้วเพราะว่าไม่มีเวลาแล้ว ช่วงมีเวลาก็ไม่ได้เรียน ตกลงผมก็ไม่ได้เป็น ลูกศิษย์ของท่าน ก็ด้วยความเคารพเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าไม่มีโอกาส เพราะว่าระเบียบ กลไกลที่กำหนดไว้เคร่งครัดอยู่ตามสมควรครับ ขอชื่นชมตรงนี้ ผมจะพูดถึงเรื่องแนวทาง การพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ผมเรียนว่าอย่างนี้ สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรของเรานะครับ ของสถาบันแห่งนี้ เราต้องไม่ลืมตรงนี้ ดังนั้นก่อนหน้านี้ช่วงที่เราว่างเราก็ศึกษาเรื่องการปฏิรูป ระบบรัฐสภา เราก็ศึกษาเรื่องนี้ด้วยว่าสถาบันพระปกเกล้าจะช่วยอะไรรัฐสภาได้บ้าง ในการศึกษาตรงนั้นเรามองไปว่ามันมีอะไรใหม่เป็นบริบทใหม่ที่นอกเหนือจากที่ท่านรายงาน และยุทธศาสตร์ของท่านว่าเราจำเป็นอะไรหรือ ปรากฏว่าสิ่งที่เราจำเป็นมากตอนนั้น ที่ตอนนี้ยังหาทางออกกันไม่ชัดเจนนัก ก็คือการรับฟังความเห็นการวิเคราะห์ผลกระทบ ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่ดีมาก ขณะนี้กฎหมายที่ผมยื่นไปท่านประธานครับ กฎหมายเรื่องวิธีพิจารณาความศาลจราจร ตอนนี้ก็ยังไม่มีระบบในการฟังเสียงประชาชน ช่วงนั้นเองตอนกฎหมายนี้ออกคุยกันกับ สถาบันพระปกเกล้าแล้ว และเชิญสถาบันพระปกเกล้าไปคุยว่าเราอยากจะได้เพราะการปฏิบัติ ตามนี้ในความเป็นจริง กระทรวง ทบวง กรม ออกกฎหมายมาแล้วไปฟังความเห็นประชาชน ทุกกระทรวงฟังความเห็นเพื่อให้กฎหมายตัวเองผ่านทั้งนั้นละ คือไบแอส (Bias) คือเข้าข้างกฎหมายตัวเอง แล้วส่วนของสภาเองตอนนี้จนถึงขณะนี้กราบเรียนท่านประธาน เรายังไม่มีการเซตอัป (Set up) ระบบในการที่จะฟังความเห็น ทีนี้ถ้าเราเป็นสภาแล้ว เราฟังความเห็น แล้วสภานี้ที่ออกกฎหมายแล้วเรามาฟังความเห็นเสียเอง ผมมองว่า มันไม่ค่อยเหมาะเพราะเราเป็นผู้ออกกฎหมาย มันต้องมีหน่วยงานกลางที่มีหลักวิชาการ มีระบบอย่างดี ในนั้นเราชี้ไปที่สถาบันพระปกเกล้า เพราะเป็นตรงกลางแล้วสามารถจะ ดำเนินการได้ เป็นขุมความรู้บุคคลากรพอมีระบบระเบียบที่ดีเราก็เลยเสนออย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าการรับฟังความเห็นมันมีช่องว่างอยู่มีหลุมขนาดใหญ่ตรงนี้การปฏิรูปเพื่อให้ กระบวนการตรากฎหมายไปอย่างรวดเร็วครบถ้วนตามที่กล่าว แล้วตามมาตรา ๗๗ เสนอว่า ให้องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รับฟังเสียเอง แล้วอยู่กับสภาอยู่แล้ว แต่ตรงนี้เราอาจจะมีการปรับปรุงกฎหมาย คือถ้าเป็นไปตามนั้นขณะนี้ทำได้ ทำได้เลยตรงที่ว่า ใน พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้าในมาตรา ๖ สามารถดำเนินการได้แต่ไม่ชัด คือถ้าหากว่า เราจะเอาสถาบันพระปกเกล้ามาทำเรื่องนี้ต้องแก้กฎหมายสถาบันพระปกเกล้าเล็กน้อยครับ เพื่อให้เป็นหน่วยงานแล้วก็หน่วยตรงนี้ไม่ใช่เป็นสถาบันที่สอน ต้องเป็นหน่วยงานใหม่เกิดขึ้น ในสถาบันพระปกเกล้า มันคือสถาบันพระปกเกล้าแล้วเราต้องพูดเรื่องงบประมาณ เพราะว่า การฟังความเห็นของประชาชนที่เป็นระบบที่เป็นระเบียบและเป็นหลักการและเป็นกลาง ยังไม่มีตอนนี้ นี่เราไม่พูดถึงประชาชนลงนามกฎหมาย เป็นเรื่องที่น่าจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะตามรัฐธรรมนูญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องดีแต่ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้เสนอในการศึกษาแต่ว่าเราก็หวังว่าในการปฏิรูปการเมืองที่ออกมาเป็น หมวดปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ข้อแรกคือด้านการเมืองเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่อง สร้างปัญหามากนะครับ ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบท่านประธาน หน่วยงานรับผิดชอบตอนนี้ เดิมเราตั้งใจกันว่าผมเองเป็นประธานจะแก้กฎหมายจะไปแก้ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง ที่พูดถึงนี่ล่ะจะได้เอามา ในนั้นเราฝันไว้อย่างนี้คุยกันแล้วว่าสถาบันพระปกเกล้าให้เป็น ฝ่ายบุ๋น ก็คือว่าให้เป็นคนดูแลเกี่ยวกับเรื่องวิชาการแล้วฝ่ายบู๊ก็คือลงไปหาประชาชน มีโครงสร้างประจำตำบลต่าง ๆ ก็คือเอาสภาพัฒนาการเมืองมาเดินเพื่อจะให้ความเห็น เพราะว่าในการปฏิรูปประเทศทางด้านการเมืองข้อ ๑ ก ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตและแตกต่าง แล้วก็ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรงนี้ไม่มีหน่วยงานเลย กกต. เองก็รับไม่ได้ เพราะว่าเขาจะต้องไปทำเรื่องการเลือกตั้ง เดี๋ยวการเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาภาระเยอะ ไม่ใช่งานหลัก ที่ไหนก็ไม่มี อย่างการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจก็ยังมีกระทรวงการคลัง กระทรวงอะไร แต่ปฏิรูปการเมืองที่เป็นสารัตถะสำคัญไม่มีหน่วยงาน แต่ปรากฏว่าทางสภาพัฒนาการเมือง ได้มีปัญหากันอยู่ตอนนั้นถูกยุบไป พอยุบไปมันโบ๋ มันไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ ผมก็เลย ตั้งความหวังฝากท่านประธานด้วยนะครับ ลองพิจารณากันดูว่า ๒ หลักการที่ควรจะให้ สถาบันพระปกเกล้าทำ ๑. คือสภาแห่งนี้เป็นกลางอยู่แล้ว การให้ความรู้ประชาชนเราไม่มี ไบแอส (Bias) ถ้าเป็นกระทรวงต่าง ๆ อาจจะมีเอียงข้างโน้นข้างนี้ข้างนั้น แต่ถ้าสภาเราเป็นกลาง เอาสถาบันพระปกเกล้ามาคอยดูแลเรื่องการพัฒนาการเมือง อย่างน้อยก็ปฏิรูปการเมือง ใน (๑) (๒) เป็นเรื่อง กกต. เรื่องพรรคการเมือง (๓) มีกลไกความรับผิดชอบพรรคการเมือง ก็เป็น กกต. (๔) ได้ การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างที่เราทำอยู่แล้วนี่ล่ะ สร้างผู้บริหารทางการเมืองที่ทุกท่านทำอยู่แล้ว ทำได้ดี ส่วนสำคัญมากก็คือ (๕) ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ มีกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข หน่วยงานนี้ไม่มีคนทำ ท่านประธานลองพิจารณาดูว่าสถาบันพระปกเกล้า จะมารับผิดชอบเรื่องนี้ผมว่าจะเป็นประโยชน์ยิ่ง ตรงนี้มันเป็นรอยแยกทางการเมือง ที่การเมืองมีปัญหามาก แต่เรามีแต่การปฏิรูปการเมืองแต่เราไม่มีหน่วยงาน สภาต้องไปรับ เรื่องนี้เอง แล้วถ้าสภาไปรับเองภารกิจของสภาก็ต้องให้สถาบันพระปกเกล้าไปทำเรื่องนี้ คือการปฏิรูปการเมืองเป็นหลักเลย แล้วก็ขยายไปเพิ่มงบประมาณให้เขา จัดคนเพิ่ม มันจะเป็นคุณูปการในการพัฒนาการเมืองเป็นอย่างมาก ผมก็เลยขอเสนอ ๒ มิติที่ว่าจะเป็น เรื่องใหม่เรื่องใหญ่ตามรัฐธรรมนูญและตามบริบทของความต้องการของประเทศคือ ๑. ให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานหลักในการรับฟังความเห็นประชาชนในการออกกฎหมาย ตามมาตรา ๗๗ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ข้อ ๒ ก็คือเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ ในเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้อยู่กับสภาเรา ก็ฝากให้สถาบันไปพิจารณา แล้วก็ฝากท่านประธานในฐานะเป็นผู้บริหารรัฐสภาของเราด้วยไปพิจารณาเรื่องนี้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ