รังสิมา ท้วงงบสถาบันพระปกเกล้าไม่โปร่งใส เสนอเปิดโอกาสเท่าเทียม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

รังสิมา รอดรัศมี ท้วงติงการใช้งบประมาณสถาบันพระปกเกล้าที่ขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะกรณีการส่งบุคคลบางรายเข้ารับการอบรมซ้ำซ้อนในหลักสูตรต่าง ๆ ที่ใช้เงินภาษี พร้อมเรียกร้องให้เปิดโอกาสการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมอย่างเป็นธรรมและใช้ผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง รวมถึงเสนอให้สถาบันมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงที่ทวีความรุนแรงและเปลี่ยนรูปแบบตามเทคโนโลยี โดยเน้นการปลุกจิตสำนึกและปลูกฝังเยาวชนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้จริงในสภาและพรรคการเมือง

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันก็เป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้านะคะ ดิฉันเรียนหลักสูตร ปปร. ๙ แล้วก็ พตส. ๗ แล้วก็ตอนที่อภิปรายงบประมาณดิฉันก็จองคิวที่จะอภิปรายของ สถาบันพระปกเกล้าแต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะว่าเวลาน้อย วันนี้ก็ได้มีโอกาสที่จะมาอภิปราย ดิฉันก็เป็นคนตรง ๆ ท่านอย่าโกรธนะคะ ไม่ใช่ว่าศิษย์คิดล้างครูแต่อยากให้เอาไปพัฒนานะคะ คือดิฉันมองว่าหลักสูตรของท่านทุกอย่างดีหมดเลย ดิฉันเห็นด้วย แล้วก็รายงานที่ท่าน เอามาให้รายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ดิฉันมองว่าหลักสูตรต่าง ๆ ท่านคัดคนมาเรียน ดิฉันเห็นว่าบางท่านที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเรียนคนเดียว ๒๗ หลักสูตร ท่านลองไปเช็ก (Check) ดูได้เลย แล้วก็แต่ละท่านที่มาเรียนถ้าเป็นคนที่เสียเงินแล้ว เข้ามาเรียนดิฉันไม่ว่า แต่อันนี้มันเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน บางคนทราบหรือไม่คะ เขาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าเขายังไปเรียนหลักสูตรอื่น ๆ อีกในวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน ดิฉันก็ยืนดูแล้วก็เศร้าใจนะคะ คือมาปิ้งมือเสร็จแล้วก็ไป แล้วพอเสร็จเราจะเลิกก็กลับมา ปิ้งมือ ท่านเช็ก (Check) อย่างนี้ไม่ได้ค่ะ อันนี้เท่ากับการทุจริต ในสภากดบัตรแทนกันดิฉัน ยังไม่ยอมเลย แต่อันนี้ปิ้งมือแล้วไม่เรียนยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ท่านต้องเน้นให้คนมีความซื่อสัตย์ แล้วต้องมีจริยธรรมด้วย คือไปเรียนแล้วต้องเรียนเพราะมันเป็นภาษีของประชาชน ไม่ใช่ ไปเรียนแล้วปิ้งมือเสร็จแล้วก็ไปแล้วก็มาเอาวุฒิบัตร แล้วมันเสียสิทธิคนอื่นเขา ทำไม ท่านไม่มองคนอื่นบ้าง ประชาชนธรรมดาเขาก็ต้องมีสิทธิเรียนเพราะมันเป็นภาษีของเขา แต่ท่านก็เอาพวกนักการเมือง ดิฉันก็ยังพอรับได้ว่าเขาจะต้องมาเป็นนักการเมืองก็ต้องรู้อะไร หลาย ๆ อย่างเพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาอาชีพ แต่บางคนเป็นนักธุรกิจแต่หาคอนเนกชัน (Connection) เรียนทุกหลักสูตร ท่านไปเปิดดูได้เลย ท่านกดชื่อเลยในรุ่นปัจจุบันก็ได้ว่าคนนี้มีเรียนที่ไหนบ้าง เรียนอะไรมาแล้วบ้าง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปดิฉันก็จะติดตาม ดิฉันอยากไปเป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ อนุกรรมาธิการนะ อบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ฉันจะเอาชื่อมาดูให้หมดเลย ถ้าท่าน ตรงเมื่อไรดิฉันจะตัดให้หมดเหมือนกันจะไม่ให้เลย ดิฉันเป็นคนเคี่ยวมากเรื่องงบประมาณ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเงินท่านเอาไปใช้ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ทีนี้ที่ดิฉันพูด ดิฉันก็ไป ดูว่าหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์เขามีเปิดอบรมใช่หรือไม่คะ ดิฉันก็เรียนแต่ว่า หลักสูตรนี้เขาให้จ่ายเงิน ท่านลองให้มีหลักสูตรที่จ่ายเงินสิคนพวกนี้ไม่วิ่งเรียนหรอกค่ะ เพราะมันเสียเงิน แต่ถ้าอันไหนเรียนฟรีก็จะวิ่งเรียนมันทุกหลักสูตร เพราะฉะนั้นตรงนี้ เมื่อปี ๒๕๖๑ ท่านได้งบประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท ดิฉันก็คิดว่าถ้าดิฉันพูดไปแล้วงบประมาณ ดิฉันคิดว่าน่าจะใช้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วจะต้องไม่มีคนซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ

แล้วก็อีกประการหนึ่งอยากจะเสนอแนะว่าคนที่ท่านจะให้มาเรียน ในสถาบันพระปกเกล้านี้ท่านต้องเช็ก (Check) เลยว่าคนนี้เคยเรียนในสถาบันเมื่อปีที่แล้ว หรือเปล่า กี่ปีผ่านมา ท่านต้องกำหนดมาเลยว่าคุณต้องไม่เรียนของสถาบันพระปกเกล้า อย่างน้อยแล้วกี่ปี ไม่ใช่ปีที่แล้วก็เรียน ปีนี้หลักสูตรอะไรก็เรียน ปีหน้าจองเรียนอีกแล้ว แล้วก็ล็อบบี (Lobby) กรรมการว่าขอเรียนอันนี้ ขอเรียนอันนี้วิ่งกัน แต่คนอื่นที่อยากจะ เรียนไม่ได้เรียน เรียนแต่หน้าเดิม ๆ ดิฉันก็พูดตรงนะคะ ท่านพยักหน้าท่านต้องรู้เพราะว่า มันมีการวิ่งเต้นอยากเรียนเยอะ เพราะมันฟรีอย่างไรคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ฝากตรงนี้ไว้ ให้เช็ก (Check) ว่าคนนี้ปีนี้เรียนที่ไหนแล้วบ้าง แล้วต้องเว้นกี่ปี กำหนดมาเลยว่าคุณสมบัติ คุณจะต้องไม่เรียนเท่าไร แล้วดิฉันก็จะคอยติดตามนะคะปีหน้า

ข้อต่อไปงานวิจัย ดิฉันเห็นสถาบันพระปกเกล้าใครไปเรียนทำวิจัยเดี่ยว วิจัยเยอะแยะไปหมดเลย ดิฉันคิดว่าหลายพันวิจัยแล้ว แต่มองเป็นรูปธรรมไม่เห็นเอาวิจัย มาใช้เลย ถ้าท่านได้เอาวิจัยต่าง ๆ ของทุกคนมาใช้ คือคนไหนที่ไม่ได้รางวัลท่านก็สามารถ เอามาใช้ได้นะคะ สามารถเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อันนี้ และวิจัยเดี่ยวดิฉันก็มองว่า ถ้าวิจัยของท่านวิจัยกลุ่มก็จะได้ใช้ประโยชน์มากกว่าวิจัยเดี่ยวด้วยซ้ำไปเพราะทุกคนก็ช่วยกันทำ แล้วก็อีกประการหนึ่งอยากให้นำมาใช้ได้จริง ทำแล้วอย่าเอาไปเก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วก็ให้ถึงกับ ประชาชนให้ได้ใช้ประโยชน์อันนี้ด้วยนะคะ

อีกประการหนึ่งคือประการหลักนะคะที่ดิฉันอยากจะพูดคือเรื่องการซื้อเสียง คือดิฉันก็มองว่าตั้งแต่ดิฉันลงสมัคร ส.ส. มานี้ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ดิฉันก็เป็น ส.ส. มา ๕ สมัย ดิฉันปฏิญาณไว้เลยว่า ๑. ดิฉันจะไม่โกงแผ่นดินเด็ดขาด เพราะฉะนั้นใครทุจริตดิฉันจะสู้ จะเป็นนักสู้สู้กับคนที่ทุจริต อันที่ ๒ ถ้าให้ดิฉันซื้อเสียงแล้วมาเป็นผู้แทนราษฎรดิฉันไม่เป็น ดิฉันไปทำอาชีพอื่น ดิฉันเป็นพยาบาลก็ได้ ไปทำอาชีพอื่น ดิฉันก็มีความรู้ แต่ว่าตั้งแต่ มีสถาบันพระปกเกล้าหรือตั้งแต่ดิฉันลงสมัคร ส.ส. มา ๖ ครั้ง การเลือกตั้งยิ่งมีการซื้อเสียง ทวีคูณมากขึ้นแบบทุกปี ๆ ทุกการเลือกตั้งการซื้อเสียงจะเปลี่ยนไป มันจะมีวิธีการอะไร มากมาย ท่านต้องไปศึกษา ท่านเป็นสถาบัน ท่านต้องหาแนวทางการแก้ไขการซื้อเสียง มันไม่ซื้อแบบสมัยที่แล้วแล้ว เห็นไหมคะ ซื้อ ๖๐,๐๐๐ เสียงเอาแค่ ๓๐,๐๐๐ เสียงพอ การซื้อโอนเข้าบัญชีเลย เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามันไม่มาเดินเหมือนสมัยก่อนแล้ว อำนาจรัฐก็มีส่วนมากพามาซื้อเลย ขนผู้นำมาซื้อที่บ้านของผู้สมัครเลย ไม่มีความผิดอะไรเลย ร้องไปแล้วก็ไม่มีความหมาย ดิฉันถึงแม้จะเป็นรัฐบาลดิฉันก็พูด ดิฉันพูดตรง อยากให้สถาบัน ไปหาแนวทางการแก้ไขแล้วก็ปลุกระดมประชาชนว่าการซื้อเสียงมันมีผลเสียกับประเทศ อย่างใด ดิฉันก็มาคิดของดิฉันเอง คือไปเรียนมาดิฉันก็เอามาใช้ แต่บางทีมันใช้ไม่ได้ประโยชน์ มันต้องใช้เทคนิคของตัวเอง อย่างเช่น ดิฉันมาเป็น ส.ส. ดิฉันก็คิดว่าต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ ดิฉันไปตามโรงเรียนดิฉันก็จะไปพูด พูดมากมันก็ไม่ฟัง พูดมากมันก็ไม่จำ พูดน้อย ๆ แต่ว่า พูดบ่อย ๆ แล้วก็พูดนาน ๆ ดิฉันก็จะไปตามโรงเรียนแล้วก็จะไปบอกเด็กว่าเด็กโตไปแล้ว ถ้ามีสิทธิเลือกตั้งไม่ให้เลือกคนซื้อเสียง แล้วไปบ้านก็ให้ไปบอกพ่อแม่เลือกอะไรก็แล้วแต่ ห้ามเลือกคนซื้อเสียงเด็ดขาด เพราะพวกนี้จะเข้าไปโกงกินแผ่นดินและประเทศก็จะล่มจมฉิบหาย เพราะฉะนั้นเด็กก็จะจำไว้ แล้วพอเด็กมีสิทธิเลือกตั้งได้หรือเด็กพอที่จะเรียนมัธยมได้ ดิฉันก็พาเด็กมาที่สภาผู้แทนราษฎร ดิฉันพยายามหมุนไปเพื่อให้เด็กได้เห็นว่าเลือกผู้แทนไปแล้ว ผู้แทนไปทำอะไร เลือกผู้แทนไปแล้วเขาไปทำงานอยู่ที่ไหน ดิฉันก็จะพามาที่สภาผู้แทนราษฎร มาดูงานตลอดเลย แต่ที่นี่ดิฉันก็ประสานไปแล้ว แต่ว่าสภาเรายังไม่เรียบร้อยและก็ยังไม่เสร็จ ดิฉันก็เลยยังไม่เอามา ดิฉันก็เอามาทุกปี ดิฉันอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันก็จะพาเด็ก ๆ ไปพรรคประชาธิปัตย์ว่าดิฉันอยู่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ไหน เวลาเดือดร้อนอะไรนึกไม่ออกก็ให้ไปที่พรรคประชาธิปัตย์หรือว่ามาที่สภาผู้แทนราษฎร เพราะดิฉันทำงานอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นเราต้องปลูกฝังตั้งแต่เล็ก ๆ ท่านเล่นอบรมเฉพาะ ตอนจะเลือก พอเลือกเสร็จท่านก็ทิ้งไปเลย พอจะเลือกอีกทีสมมุติอยู่ครบ ๔ ปี ใกล้ ๆ จะเลือกตั้งท่านก็เอามาอบรมแล้วก็เลิกไป แล้วท่านก็เอามาอบรมอีก ๔ ปี มันไม่ได้ผลหรอก เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะฝากว่าท่านทำงานดีแล้วแต่ควรแก้ไข ปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ สูงสุด แล้วก็ให้คุ้มค่ากับภาษีของพี่น้องประชาชน ขอบคุณค่ะ