อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เสนอผลงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า โดยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยสุจริตและผู้นำที่เป็นที่พึ่งของประชาชน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านการวิจัยที่เป็นกลางและตรงไปตรงมา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้มีโอกาสอ่านรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้าเล่มนี้ ก็ต้องขอชื่นชมสถาบัน ที่ได้ทำหน้าที่ดังพันธกิจหลักของสถาบันพระปกเกล้าที่จะเป็นหน่วยงานที่เป็นแหล่งอ้างอิง ที่น่าเชื่อถือทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการเมืองการปกครองของประเทศไทย งานวิจัยต่าง ๆ ทุกวันนี้มีสภาพที่เราเรียกว่าเป็นงานวิจัยที่อยู่บนหิ้งหรือนำไปใช้ไม่ได้ แต่งานวิจัยหลายงานของสถาบันพระปกเกล้า ผมก็ต้องใช้คำว่า เอาจากหิ้งมาสู่ห้างได้ นั่นก็คือเอาไปใช้งานได้จริง ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเหล่านี้ ตัวอย่างเช่นบทวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ซึ่งผมก็ได้นำมาประกอบ การอภิปรายของผมไปเมื่อครั้งที่แล้ว หรือแม้แต่ประเด็นร่วมสมัย อย่างเช่นหนังสือเล่มนี้ ที่เป็นการทำงบประมาณที่คำนึงถึงเพศหญิงและเพศชาย เป็นไปตามหลักการสากลของ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือเอสดีจี (SDGs) ยังไม่รวมไปถึงผลรายงาน การศึกษาการประเมินรัฐสภา โดยใช้หลักเกณฑ์วิธีการของสหภาพรัฐสภาหรือไอพียู (IPU) ซึ่งผมได้มีโอกาสนำเนื้อหาสาระในบทวิจัยฉบับนี้ไปถกแถลงอภิปรายกับเพื่อนสมาชิก จากรัฐสภาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ก็ได้รับคำนิยมชื่นชมว่ารัฐสภาไทยได้นำหลักเกณฑ์ กลไก ที่ได้รับการยอมรับของสหภาพรัฐสภาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในฐานะประเทศภาคีสมาชิก
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้สังเกตเห็น นั่นก็คือผลงานวิจัยหลาย ๆ งานของสถาบัน ได้ถูกหยิบยกไปอ้างอิงโดยฝ่ายบริหาร อย่างเช่น หนังสือเล่มนี้ชนะสิบทิศ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ได้หยิบยกขึ้นไปใช้ในฝ่ายบริหาร แต่นั่น ยังไม่หมดครับ สิ่งที่ผมอดจะต้องเอามาพูดไม่ได้นั่นก็คือความกล้าหาญทางวิชาการของ สถาบันพระปกเกล้าที่ได้รายงานผลการศึกษา การสำรวจอย่างตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น ความนิยมของรัฐบาล หรือความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมือง ก็ต้องขอชื่นชมครับ ในหลาย ๆ ครั้ง อาจจะสวนทางกับสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากจะได้ยิน แต่สิ่งนี้คือความสวยงามและคุณค่าของ ผลงานวิชาการที่ปราศจากอคติและตรงไปตรงมา มันทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมคะแนนนิยมถึงไม่สูง ใช่เป็นเพราะว่ารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน บกพร่องหรือไม่มีประสิทธิภาพหรือเปล่า หรือเป็นเพราะว่านโยบายประชานิยมที่ใช้เงินธุรกิจ การเมืองได้หยั่งรากลึกเข้าไปในสังคมไทยหรือเป็นเพราะว่าทุกวันนี้สังคมไทยตกอยู่ภายใต้ ข่าวเท็จ ข่าวลวง ทำให้ประเทศ ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงข้างเดียว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จึงนำไปสู่ข้อเสนอที่ผมอยากจะขอแนะนำสถาบันพระปกเกล้าในการดำเนินงาน ๒-๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก เราต้องยอมรับให้ได้ว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ วังวนแห่งปัญหาทางการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิธีเดียว ที่จะแก้ได้นั่นก็คือต้องแก้ที่คน สถาบันพระปกเกล้ามีหน้าที่ในการพัฒนาคน โดยคนเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคนที่มีบทบาทสูงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในอำนาจหรือกำลังก้าวเข้าสู่ อำนาจ คนเหล่านี้จะต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องอะไรครับ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึง ประชาธิปไตย แต่ผมคิดว่าประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่พอครับ เราเป็นประเทศประชาธิปไตย มา ๘๐ กว่าปี แต่เราก็ยังประสบกับปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สถาบันจะต้องสร้างให้ได้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยสุจริตอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ท่านประธานที่เคารพ หลักการของประชาธิปไตยสุจริตนั่นก็คือสถาบันจะต้องมั่นใจให้ได้ว่า สถาบันจะบ่มเพาะคนที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีในคนเดียวกัน
ประเด็นที่ ๒ หลายท่านได้อภิปรายไปบ้างแล้วนั่นก็คือการคัดเลือกบุคคล เข้าเป็นนักศึกษาของสถาบัน สถาบันจะต้องมั่นใจให้ได้ว่าสถาบันมีการคัดกรองที่เข้มข้น เพื่อที่จะมั่นใจว่าคนที่เข้าสู่สถาบันมีพื้นฐานที่เป็นคนดี ผมจึงขอสนับสนุนแนวคิดของ ท่านประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าที่ท่านมีแนวนโยบายให้บุคคล หรือผู้สมัครที่มีเจตนาจงใจไม่ชำระหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับ การคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ของทางสถาบัน
และประเด็นสุดท้าย นั่นก็คือสถาบันจะต้องเป็นที่พึ่งทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญไปกว่านั้นจะต้องพัฒนาผู้นำที่เป็นที่พึ่งของประชาชนให้สมกับวิสัยทัศน์ของ สถาบันที่ว่าจะเป็นสถาบันชั้นนำทางวิชาการ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยสันติวิธี ธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ