โกวิทย์ พวงงาม ชื่นชมและเสนอแนะการพัฒนางานของสถาบันพระปกเกล้าจากผลการดำเนินงานในรายงานประจำปี 2561 โดยเน้นย้ำบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตยภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ และเสนอให้จัดงานวิจัยแยกเป็นประเด็นชัดเจนด้านประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี เพื่อความเข้าใจเป็นระบบและประเมินผลได้ รวมถึงการพัฒนาผู้นำทางความคิดและพลเมืองอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับปรุงหลักสูตร รางวัลพระปกเกล้า และการประเมินผลโครงการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผมขอบคุณที่ให้โอกาสได้รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นประโยชน์กับรายงาน ผมจะพูดในสิ่งที่รายงานนี้ปรากฏอยู่ แล้วก็จะมีการเสนอแนะให้กับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อนำไปพิจารณาประกอบในปีต่อไป
ท่านประธานครับ ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่ก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็กล่าวได้ว่าได้ช่วยสถาบันพระปกเกล้าในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรางวัลพระปกเกล้า เรื่องของการเป็นวิทยากรในบางครั้ง สิ่งเหล่านี้ผมก็สัมผัสได้ในบางเรื่องแต่ก็ขอชมเชย สถาบันพระปกเกล้านิดหนึ่งครับว่า ในส่วนของการแยกแยะรายละเอียดในรายงานนั้น ถือว่าทำได้ดีทีเดียว และทำให้เห็นแต่ละด้านของงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานวิจัย และพัฒนา เรื่องของการบริการวิชาการ การพัฒนาผู้นำ เรื่องของการสร้างพลเมือง และเรื่องของการรายงานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในยุทธศาสตร์ชัดเจน ผมจึงกราบเรียนด้วยความเคารพว่างานสถาบันพระปกเกล้า ด้วยเป้าหมายหลักทั้งหมดเมื่อประมวลทุกยุทธศาสตร์แล้ว ต้องมุ่งไปสู่การส่งเสริม และพัฒนาประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข งานหลักก็คือการพัฒนา ที่เขียนไว้ในวิสัยทัศน์ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย เรื่องของธรรมาภิบาลและ สันติวิธี อันนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่สถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการ ผมจะแยกแยะในแต่ละงาน เพื่อจะทำให้สถาบันพระปกเกล้านั้นได้นำไปพิจารณา ก็เรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของงานวิจัยและพัฒนามันมีทั้ง ๓ รูปแบบที่ได้ทำ เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องสร้างองค์ความรู้ เรื่องที่ ๒ ก็คือวิจัยเพื่อปฏิบัติการถอดบทเรียน เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการทำดัชนี ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าทั้ง ๓ เรื่องในงานวิจัย แม้กระทั่งเรื่องอื่น ๆ ก็ตาม เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายบางส่วนแล้ว ผมอยากจะเรียนว่าเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๕๖-๖๘ และในรายงานแต่ละประเภทวิจัย เรื่องวิจัยจะอยู่ในประมาณหน้า ๑๙๕-๒๐๖ เวลาเราอ่าน เรามีความรู้สึกว่ามันจะปะปนกันไปอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่าถ้าจะเน้นจุดประชาธิปไตย หรือเน้นเรื่องของสันติวิธีหรือเรื่องของธรรมาภิบาล ผมอยากให้ทำแยกแยะ สมมุติว่ามีอยู่ ๒๐ เรื่อง บอกได้หรือไม่เรื่องใดที่ตอบโจทย์ เรื่องประชาธิปไตย บอกได้หรือไม่เรื่องใดที่ตอบโจทย์ธรรมาภิบาล หรือสันติวิธี ถ้าแยกแยะ อย่างนี้ผมว่างานวิจัยมันจะดูเป็นภาพรวม ๆ แล้วเราต้องอ่าน เพราะจะต้องสรุปว่า วิจัยและพัฒนาไปตอบโจทย์เรื่องประชาธิปไตย ไปตอบโจทย์เรื่องธรรมาภิบาลอย่างไร นี่คือส่วนที่ ๑ ที่อยากจะเสนอแนะไว้ในหน้าที่กล่าวถึง
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการพัฒนาผู้นำ ทางความคิด การเผยแพร่ประชาธิปไตย ซึ่งท่านก็ทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หลักสูตรต่าง ๆ ที่อบรม เพื่อนสมาชิกได้กล่าวแล้วว่าหลักสูตรที่อบรมมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ตอบโจทย์ให้กับนักการเมือง ตอบโจทย์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้นำด้านอื่น ๆ ในหลักสูตรต่าง ๆ ที่กล่าวแล้ว คือในส่วนนี้ผมคิดว่าเพื่อให้เป็นประโยชน์ ผมเห็นคนไปเรียน ผมเป็นส่วนหนึ่งที่ไปเรียนสถาบันพระปกเกล้าในหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ ๑๔ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ถ้าจะให้เป็นประโยชน์ก็คือคนไปเรียนต้องทำคอมมิตเมนต์ (Commitment) หรือทำบันทึกข้อตกลง เมื่อจบแล้วไปเผยแพร่เรื่องประชาธิปไตย ไปส่งเสริมเรื่องความเป็น พลเมือง หรือแล้วแต่หลักสูตรนั้น ๆ ได้กำหนดเนื้อหาสาระแล้วเมื่อจบแล้วผมอยากให้ สถาบันทำบันทึกข้อตกลง มันจะได้แก้ปัญหาครหาได้ว่าอบรมมาแล้ว เพื่อรับแต่ประกาศนียบัตร แล้วนำไปโชว์ (Show) ไปติดไว้ข้างฝาแล้วไม่ได้ทำอะไรเลยหรือเปล่า แต่คอมมิตเมนต์ (Commitment) มันจะบอกว่าเราไปทำอะไรตามที่คนอบรมนั้นอยู่ในองค์กร อยู่ในสถาบันนั้น ๆ นั่นคือส่วนที่ ๒
ในส่วนที่ ๓ เรื่องของการพัฒนาสร้างความเป็นพลเมือง โรงเรียนพลเมือง หรือไปให้สถาบันการศึกษาตั้งศูนย์พลเมือง อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่าประเทศเรา สิ่งหนึ่งที่ต้องทำมาก ๆ ในการปฏิรูปประเทศก็คือ การสร้างคนให้เป็นพลเมือง ซึ่งสถาบัน ก็ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันจะทำอย่างไรให้เกิดผล อยากจะแนะนำ สักนิดหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาปรากฏในหน้า ๙๘-๑๐๙ ผมเรียนว่าตรงนี้อยากให้สถาบันทำรายงาน เพิ่มเติมให้กับสถาบันไปอบรม ผมคิดว่าการทำให้เกิดมรรคผลก็คือการทำต้นแบบซึ่งบางส่วนก็มี ผมเห็นสถาบันไปให้กับสถาบันราชภัฏบ้าง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องกลับมาเป็นผลผลิตของสถาบัน ก็คือการให้สถาบันนั้น ๆ ทำต้นแบบของพลเมือง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก โรงเรียนพลเมืองก็ดี ซึ่งก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าอาจจะต้องทำว่าต้นแบบที่ไปพัฒนามันมีตรงไหน อย่างไร บุคคลใด แล้วก็สร้างขึ้นมามันเกิดเขาเรียกแพร่กระจายอย่างไรได้บ้าง อันนี้เป็นส่วนที่สำคัญ กับอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผมก็มีส่วนร่วมอยู่ในตอนที่ก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นด้วยกับโครงการ รางวัลพระปกเกล้า รางวัลพระปกเกล้าได้แตกหน่อออกเป็น ๓ ประเภท เช่นประเภทโปร่งใส ซึ่งตอบโจทย์ธรรมาภิบาล แล้วก็แตกหน่อไปเป็นประเภทสันติวิธีประเภทเครือข่าย มีข้อเสนอว่าน่าจะรวมเป็นรางวัลพระปกเกล้ารางวัลเดียว เพราะว่าพี่น้องประชาชน ในองค์กรท้องถิ่นนั้นค่อนข้างจะเข้าใจยากใน ๓ ประเภทแล้วลำบาก ผมอยากจะกราบเรียน ว่าน่าจะทำให้เป็นรางวัลพระปกเกล้าที่ตอบโจทย์เรื่องประชาธิปไตยก็คือไปเพิ่มเนื้อหา เรื่องประชาธิปไตยเข้าไปด้วยตามที่สมาชิกหลายท่านพูด สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้รางวัลนั้น มีเอกภาพในรางวัล ผมอยากจะกราบเรียนว่าเงินของสถาบันพระปกเกล้าที่ได้ปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ไปทำภารกิจมากมายอย่างนี้ ผมเห็นด้วย อาจจะต้องเพิ่มให้ก็ได้ถ้าสถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้ตอบโจทย์ในสิ่งที่ผมพูดมา เรียนท่านประธานว่าในรางวัลบางรางวัล เช่น รางวัล ธรรมาภิบาลของสำนักนายกรัฐมนตรีให้เงิน แต่รางวัลพระปกเกล้าให้เป็นโล่ ผมแค่อยากจะ เพิ่มเติมว่าถ้าจะติดปลายนวมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อไปพัฒนาให้เป็นรางวัล เป็นเงินก็อยากให้พิจารณาด้วย สุดท้ายผมจะกราบเรียนว่าในรายงานต้องไปประเมินผล ของรายงานอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นโครงการทั้งหลายที่ท่านให้ไปตามยุทธศาสตร์ ผมอยากให้ ทำการประเมิน ไม่ว่าหลักสูตรที่เรียน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมพลเมือง จะต้องไปทำรายงานของรายงานสิ่งเหล่านั้นอีกทีหนึ่งเพื่อจะทำให้สภานี้ได้รับทราบว่า สิ่งที่ท่านได้รับไปนั้นได้รายงานกลับมา ไม่ใช่รายงานในฉบับนี้อย่างเดียว แต่เป็นรายงานของ ผลผลิตแต่ละส่วน แต่ละส่วน แต่ละยุทธศาสตร์ด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานสภาไปยัง ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำรายงานสถาบันพระปกเกล้าครั้งนี้ ขอบคุณครับ