ปิยบุตร เสนอสถาบันพระปกเกล้าหนุนงานวิจัย-เพิ่มส่วนร่วม ส.ส.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล หารือถึงบทบาทสำคัญของสถาบันพระปกเกล้าในการผลิตองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการอภิปรายในสภา โดยเน้นย้ำความสำคัญของงานวิจัยด้านการกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมเสนอให้จัดทำหลักสูตรพัฒนาข้าราชการสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนการมีส่วนร่วมของ ส.ส. ผ่านระบบแจ้ง-แจกงานวิจัยอย่างเป็นระบบ และผลักดันให้สถาบันรับหน้าที่รับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ เพื่อส่งเสริมการเสนอร่างกฎหมายโดยตรงจาก ส.ส. รวมถึงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ครับ ขออนุญาต ขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลาผมในการอภิปรายในเรื่องนี้ครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่อภิปราย เพราะไม่อยากรบกวนเวลาในที่ประชุมของสภาแห่งนี้มาก เข้าใจว่ามีอีกหลายหน่วยงาน หลายฉบับนะครับ แต่ว่าพอเป็นรายงานของสถาบันพระปกเกล้าผมจำเป็นต้องลุกขึ้น อภิปรายนะครับ แล้วก็ถือว่าเป็นโอกาสแรกในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้ อภิปรายเนื้อหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของสถาบันพระปกเกล้านะครับ ตัวผมเองมีความผูกพัน กับสถาบันพระปกเกล้าค่อนข้างมาก ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาก็มีโอกาสใช้งานวิชาการของ สถาบันพระปกเกล้ามาอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ที่เป็นอาจารย์ของผมหลายท่านก็ทำงานอยู่ใน สถาบันพระปกเกล้านะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ท่านอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย หรือเป็นอาจารย์ในทางตำราอย่างเช่นท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นะครับ ก็มีความผูกพันกันค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย ภรรยาผมเอง ก็ได้ความรู้ ได้วิชาจากสถาบันพระปกเกล้าค่อนข้างเยอะเพราะเคยทำงานอยู่ที่นั่นนะครับ ก็ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กันค่อนข้างใกล้ชิดกันนะครับ แล้วล่าสุดเราก็เลือกประธาน คณะกรรมาธิการสามัญเข้าไปเป็นกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ผมเองก็แสดง ความประสงค์ ความจำนงเลยว่าผมอยากจะเข้าไปอยู่ในกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า เพื่อจะได้ไปผลักไปดันกัน ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการสามัญจากซีกพรรคฝ่ายค้านที่เสียสละยอมเสนอ ผมเข้าไปเป็นในสัดส่วนของประธานคณะกรรมาธิการในซีกของฝ่ายค้านเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ สถาบันพระปกเกล้า ผมขออนุญาตพูดในเรื่องรายงานฉบับนี้นะครับ พูดเป็นภาพรวม เกี่ยวกับเรื่องงานวิจัย งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเป็นประโยชน์มาก ตัวผมเอง ใช้ประโยชน์งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด สมัยเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็นำไปใช้อ้างอิงในการบรรยาย นำไปใช้อ้างอิงไปใช้ประโยชน์ค่อนข้างมาก นำมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่น้อย มาตอนนี้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็นำงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้ามาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นงานที่ตอนนี้เข้าใจว่า ตัวท่านเลขาธิการสภาเองก็คือตัวท่านอาจารย์วุฒิสาร แล้วก็ตัวท่านอาจารย์อรทัย ก๊กผล ท่านรองเลขาธิการ ก็เป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายมาอย่างต่อเนื่องตลอด งานวิจัยหลายชิ้นเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนะครับ แอบกระซิบไว้นิดหนึ่งเสียงดัง ๆ ในสภาเลยว่าหลายเรื่องที่พรรคของผมเอาไปออกแบบนโยบายในเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องการยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ผมนำความรู้มาจากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ค่อนข้างมาก

อีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คืองานวิจัยชิ้นล่าสุดซึ่งได้ไปเห็น จากการประชาสัมพันธ์ของท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ก็คือเรื่องของรายงานการประเมิน สถานการณ์ความเป็นประชาธิปไตยประจำปี ๒๕๖๒ รายงานชิ้นนี้ก็เป็นประโยชน์นะครับ ก็มีให้ดาวน์โหลด (Download) ได้ ส.ส. สมาชิกท่านใดท่านสนใจก็สามารถไปหาดาวน์โหลด (Download) มาใช้งานได้

ในเรื่องของงานวิจัยตามรายงานประจำปีนี้ก็มีการสรุปกันว่าปีที่ผ่านมา ทำงานวิจัยชิ้นใดบ้างโดยต้องการเน้นหนักไปในเรื่องใด มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ รายงานวิจัยที่เกี่ยวกับท่านให้ชื่อว่า พระปกเกล้าศึกษา ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ สำคัญ แล้วผมอยากจะให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป แต่อยากจะให้ลองพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งครับ ในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ ๗ พระองค์เป็นผู้มีบทบาท สำคัญในการร่วมกันกับคณะราษฎรออกแบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๒ ของประเทศไทย ก็คือรัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ผมคิดว่ามันเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ ในช่วงเวลานั้นเองทุกท่านก็ทราบดีว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกัน เจรจากัน ระหว่างในหลวงรัชกาล ที่ ๗ กับคณะราษฎรจนได้ต้นแบบออกมาก็คือเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ผมคิดว่างานวิจัยที่อยู่ในโครงการพระปกเกล้าศึกษา อยากจะฝากทางสถาบัน พระปกเกล้าทางผู้บริหารไปพิจารณาดูว่าถ้าปีนี้หรือปีถัด ๆ ไปลองศึกษางานกลุ่มที่ชื่อว่า พระปกเกล้าศึกษาในแง่มุมนี้ดูในฐานะที่พระองค์ก็เป็นส่วนสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเวลานั้นที่สามารถสร้างการประนีประนอมยอมกันกับคณะราษฎรจนออกมาเป็นโมเดล (Model) รัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นบทบาทสำคัญ เป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญของในหลวงรัชกาลที่ ๗

นอกจากเรื่องนี้แล้วยังอาจจะมาใช้โครงการการศึกษาเรื่องนี้มาอธิบายความกัน ให้ชัดเจนว่าในท้ายที่สุดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแล้ว ในท้ายที่สุดเนื้อหาสาระมันมีอย่างไร เราจะออกแบบสิ่งสำคัญ องค์ประกอบสำคัญของระบอบนี้ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา ผ่านทางคณะรัฐมนตรีและผ่านทางศาล เราจะออกรูปแบบการปกครองอธิบายกันให้ชัด ๆ ว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเนื้อหาสาระที่แท้จริง เป็นอย่างไร มิใช่มีการอ้างกันลอย ๆ โดยที่ไม่ได้เข้าใจในเนื้อหารายละเอียดอาจจะใช้ โครงการวิจัยในกลุ่มพระปกเกล้าศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้นี้ได้ต่อไป

ในส่วนของหลักสูตรอบรมต่าง ๆ วันนี้พอผมได้มาเป็นผู้แทนราษฎรเราก็มีโอกาส ได้คัดผู้ช่วย ส.ส. ผู้ชำนาญการประจำตัว ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ส่งไปอบรม ซึ่งผมก็ได้รับฟีดแบก (Feedback) สะท้อนกลับมาว่าการอบรมนั้นดีมาก แล้วผมก็กำชับคนที่ทางฝั่งพรรคผม ส่งไปครับว่าต้องหมั่นเข้าเรียน ห้ามขาดเรียน แล้วหลายท่านก็ต้องมาขอลายเซ็นผมด้วย ขอลายเซ็นเพื่อจะขอเข้าไปอบรมนะครับ ก็กำชับเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี

ทีนี้ผมอยากให้ทางสถาบันพระปกเกล้าลองเสริมประเด็นนี้เข้ามาดูครับ ไม่ทราบว่าได้คิดทำแล้วหรือยัง คือผมคิดว่าอาจจะต้องมีหลักสูตรอบรมและพัฒนา ข้าราชการของสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ เพราะปฏิเสธไม่ได้ครับงานของพวกเราที่ออกมา ได้เราใช้ความขยันขันแข็ง การทุ่มเทการทำงานของข้าราชการสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมเปรียบเทียบคือเวลาพูดกันเรื่องกฎหมายเรามักจะบอกกันว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นี่เป็นหนึ่งในตองอูเลยยอดที่สุดในเรื่องการร่างกฎหมาย แต่องค์กรที่ออกกฎหมายจริง ๆ คือพวกเราสภาผู้แทนราษฎร แต่มือร่างกฎหมายที่เราบอกว่าคัดกันหัวกะทิมักจะไปอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมอยากให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายวิชาการหรือแม้กระทั่งหน่วยที่ตั้งขึ้นมาเรื่องงบประมาณเฉพาะของสภาผู้แทนราษฎร เราจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถนะครับ อยากจะเสริมสร้างตรงนี้ว่าในฐานะ สถาบันพระปกเกล้าที่เป็นหน่วยวิชาการของสภาถ้าเป็นไปได้สร้างหลักสูตรนี้ออกมา เพื่อพัฒนาข้าราชการสภาผู้แทนราษฎรของเรา

อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมขออนุญาตสนับสนุนสิ่งที่สมาชิก ท่านนิกร จำนง ขออนุญาตเอ่ยนามที่ได้อภิปรายไป ตอนนี้มีปัญหาจริง ๆ ครับ ทางท่านนิกร จำนง เสนอ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจรเข้าไปเป็นร่างแรกของสภาแห่งนี้ที่ ส.ส. เป็นคนเสนอ ทางผมเองก็เสนอลำดับต่อไปคือร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. จำนวน ๑๗ ฉบับ วันนี้ก็เตรียมจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีผลให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนไปใช้ระบบสมัครใจแทน ร่างที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้ถูกบรรจุญัตติเข้ามา ในสภาแห่งนี้เลยครับ สาเหตุก็เนื่องมาจากว่าเรากังวลกันว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ บังคับว่า ต้องแสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นก่อนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหน่วยงานของ สภาผู้แทนราษฎรตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนรองรับ ถ้าเป็นไปได้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ลงมารับผิดชอบเรื่องนี้ให้ก็จะเป็นการดียิ่ง อย่างน้อยสภานี้ จะได้มีร่างพระราชบัญญัติที่พิจารณากันโดยมาจาก ส.ส. เสนอกันเองบ้าง ไม่อย่างนั้น เราจะมีแต่ร่าง ครม. เข้ามาอย่างเดียวครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ หน่วยวิชาการที่สำคัญอย่างสถาบันพระปกเกล้าในอนาคต ผมว่าไม่เร็ว ๆ นี้ก็อีกไม่นานหรอกครับจะต้องมีการพูดถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญครับ ผมว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเป็นหน่วยวิชาการที่สำคัญที่สุดในการผลิตองค์ความรู้ เรื่องเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญและสนับสนุนให้สมาชิกของเราได้นำไปใช้ประกอบการอภิปราย ในการผลักดันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต่อไปนะครับ

สุดท้ายครับ อยากจะฝากท่านประธานไปถึงผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า งานวิจัยที่ท่านผลิตออกมาทั้งหมด ทุกวันนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะมีการจัดมาแจกให้กับ พรรคการเมืองที่มี ส.ส. อยู่ในสภาแห่งนี้ หรือถ้าจะไม่แจก เพราะกลัวแจกแล้วเดี๋ยวจะเอาไป ทิ้งขว้างกันไม่อ่าน ก็ให้ ส.ส. แสดงความจำนงก็ได้นะครับ หลายเรื่องคือผมใช้วิธีค้นเอาเอง ผมก็ตามไปส่องเพจ (Page) ของท่านผู้บริหารหลาย ๆ ท่าน ผมตามไปเปิดเว็บ (Web) ดูว่าวันนี้มีเล่มใหม่มาแล้วหรือยัง อย่างเมื่อวานก็เพิ่งเห็นของท่านดอกเตอร์ถวิลวดี ที่โพสต์ (Post) ลงมา แล้วก็รีบดาวน์โหลด (Download) เก็บเอาไว้เลย ถ้าเป็นไปได้ ทำเป็นบาย ดีฟอลต์ (By default) ได้หรือไม่ครับว่าพอมีงานวิจัยออกมาปุ๊บก็แจ้งมาที่นี่ และไปแสดงความจำนงขอรับ เพราะว่าถ้ายังไม่ได้แจ้งมาอย่างนี้ผมก็ตั้งใจว่าวันอังคารหน้า จะมีการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ผมจะไปขอเหมือนกันงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้น จะจำหน่ายจ่ายแจกด้วยวิธีไหนก็ได้ จะจำหน่ายก็ได้ครับ หรือจะอย่างไรก็ได้ แต่อย่างน้อย สมาชิกแห่งนี้จะได้ทราบว่ามีงานวิจัยฉบับไหนออกมาแล้วบ้างหรือไม่ อย่างไร ก็ฝากเรียน ผ่านไปยังผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าทุกท่าน ผมให้กำลังใจและหน่วยงานแห่งนี้จะเป็น หน่วยงานสำคัญในการผลิตงานวิชาการด้วยความเป็นกลางและด้วยความรู้ ขอบคุณครับ