เสมอใจ แจงบทบาท กกพ. เร่งกำกับพลังงาน-ผลักดันพลังงานสะอาด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

เสมอใจ ศุขสุเมฆ ชี้แจงบทบาทคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในการกำกับดูแลก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า พร้อมผลักดันการออกใบอนุญาตศูนย์แก๊สและตรวจสอบความโปร่งใสในราคาและสัญญา ภายใต้กรอบนโยบายรัฐ ขณะเดียวกันเสนอส่งเสริมพลังงานสะอาดผ่านยานยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์ โดยปรับบทบาทการไฟฟ้าสู่การสนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานเองอย่างมีมาตรฐาน ลดภาระและส่งเสริมการแข่งขันอย่างเปิดเผย รวมถึงเสนอการบริหารจัดการกองทุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ปรับระเบียบการใช้เงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขโดยตรง และเร่งเปิดเผยรายงานการเงินปี 2562 ผ่านเว็บไซต์เพื่อความโปร่งใสและรับฟังความคิดเห็นจากสังคม

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

กราบเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม เสมอใจ ศุขสุเมฆ ก็ต้องขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ก็มีทั้งหมด ๑๓ ท่าน แล้วก็เกี่ยวกับหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของตัวการกำกับดูแลเอง เรื่องของราคา เรื่องของแนวคิดต่าง ๆ แล้วก็สุดท้าย เรื่องของกองทุน ทีนี้ผมจะขออนุญาตอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วการกำกับกิจการพลังงาน ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตาม พ.ร.บ. มีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องแก๊สธรรมชาติ แอลพีจี (LPG) ไม่ใช่ น้ำมันไม่ใช่ เราไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล ๒. คือไฟฟ้าอันนี้ไฟฟ้าเรากำกับดูแล ทีนี้ถ้าเกิดผมจะขออนุญาตยกให้เห็นภาพอย่างนี้ คือถ้าเกิดเราเริ่มตั้งแต่ก๊าซธรรมชาติก่อน อย่างที่ท่านเกียรติได้อธิบายว่าเราก็นำเข้าบ้างมีบ้าง แก๊สธรรมชาติส่วนหนึ่งมาจากอ่าวไทย เป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันก็ยังเป็นส่วนใหญ่อยู่ แล้วก็จะมีแก๊สจากประเทศพม่า แก๊สแอลเอ็นจี (LNG) เข้ามา ๓ ส่วนนี้กำหนดราคาโดยนโยบาย ปากหลุมสูตรคำนวณเท่าไร นโยบายเป็นคนกำหนดแอลเอ็นจี (LNG) ให้ ปตท. นำเข้ามา ประมาณเท่าไร ในสูตรราคาเท่าไร ลองเทอม (Long term) เท่าไร นโยบายกำหนด ประเทศพม่า คอนแทร็กต์ (Contract) นโยบายกำหนด ทั้ง ๓ ส่วนนี้ กกพ. ไม่ได้กำหนด วิธีการเอาเข้ามา เราเรียกว่าราคามาเบลนด์ (Blend) กัน เราเรียกว่าพูล (Pool) แก๊ส อย่างที่ท่านเกียรติได้เอ่ยถึง เอาแก๊สในอ่าวไทยถูกสุดอยู่แล้วมาผสมกับแก๊สประเทศพม่ากับแอลเอ็นจี (LNG) มันก็ทำให้ ราคาลดลง อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่ามันก็เป็นราคาที่ถูกสุด แต่ กกพ. ก็ไม่ได้กำกับเลย เราจะดูเรื่องสัญญา แล้วก็ดูว่าปริมาณเป็นไปตามนั้นไหม มีการบริหาร มีการเป็นไปตามสัญญา หรือเปล่า ก็ต้องยอมรับอย่างที่ท่านเกียรติพูดนี่ถูกต้อง ข้อมูลในเรื่องสัญญาเราก็ยัง ไม่ได้ราคาที่ปากหลุมชัด ๆ ก็ยังไม่ได้ แต่ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ เรากำลังจะออกใบอนุญาต สำหรับการกำกับตัวศูนย์แก๊สที่เราจะเรียกกันเป็นทีเอสโอ (TSO) ก็คือเรื่องของท่อ กับศูนย์การกำกับสั่งจ่ายแก๊สต้องออกใบอนุญาตก่อน เป็นเครื่องมือของ กกพ. ในการเข้าไป กำกับดูแล อันนี้เราก็จะเร่งกำกับ เร่งออก หลังจากนั้นเราจะเข้าไปดูในเรื่องที่ท่านเป็นห่วง เรื่องของความโปร่งใส เรื่องของราคา แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องดูตามเปเปอร์ (Paper) ตามสัญญา ที่เขามีอยู่แล้วได้กำหนดไว้แล้ว แล้วก็ได้บริหารปริมาณเหมาะสมหรือยัง อันนี้เราจะกำกับ ดูแลให้ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าต้องอาศัยเวลานิดหนึ่ง ผมก็พยายามทำอยู่เพราะเมื่อก่อนนี้ ใบอนุญาตตรงนี้ไม่มี การเข้าไปดูแลตรงนี้มันก็ไม่ได้ดูแล จากนั้นขอให้นึกภาพจากการจัดหา ซึ่งเราไม่ได้กำกับเลยก็แค่ดูราคาดูอะไร ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งแอลเอ็นจี (LNG) ก็จะมาเป็น แอลเอ็นจี เทอมินัล (LNG terminal) มีการรีแก๊ส (Re-gas) เรื่องของรีแก๊ส (Re-gas) อัตรารีแก๊ส (Re-gas) เรื่องของอัตราค่าบริการ คือแก๊สเข้ามาแอลเอ็นจี (LNG) มันเป็น ของเหลวเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นแก๊สแล้วเข้าท่อ อันนี้นโยบายก็เป็นคนกำกับเองบอกว่า ราคาควรเป็นเท่าไร อย่างไร จากนั้นท่านส่งผ่านเข้าท่อ ท่อนี้ก็มีนโยบายเป็นคนกำกับเหมือนกัน โดยที่เรกกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นคนดูให้ อย่างที่ท่านเกียรติพูด ขออนุญาตเอ่ยนาม บอกว่ามันเป็นไปตามหลักสากลหรือยัง อันนี้ก็จะมีการปรับทุก ๕ ปี เราก็จะมาดูแล ปรับเรื่องของการคำนวณที่สะท้อนต้นทุนไหม ตัวแปรต่าง ๆ อันนี้เราดูให้ แล้วก็คิดว่า จะพยายามทำอย่างถึงที่สุดให้มันเหมาะสมที่สุด เพราะว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อันนี้ก็มีการเสนอ ผมก็จะเข้า กพช. คราวหน้าเป็นลักษณะของบล็อกเชน (Blockchain) ขึ้นไป อันนี้มีการปรับแล้วเรื่องของค่าท่อ จากนั้นพอจบจากท่อปุ๊บมันไปออกตามโรงไฟฟ้า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแก๊สที่ไปใช้ในโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าก็จะเข้าโรงไฟฟ้าบ้าง เข้านิคมอุตสาหกรรมบ้าง เป็นเอสพีพี (SPP) แล้วก็เป็นเอ็นจีวี (NGV) เราก็ไม่ได้กำกับแล้ว อันนี้ไม่ได้กำกับเอ็นจีวี (NGV) แล้ว คราวนี้พอเป็นโรงไฟฟ้าแล้วถามว่านโยบายโรงไฟฟ้าเรื่องของกิจการไฟฟ้า โครงสร้างที่ท่านผู้มีเกียรติเคยเอ่ยถึงว่าเป็นเอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced single buyer) ใช่ เอนแฮนซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhance single buyer) หมายถึงอย่างไร หมายถึงว่า รัฐบาลเป็นคนกำหนดตามแผนพีดีพี (PDP) ว่าโรงไฟฟ้าขนาดไหน เท่าไร จะเข้าเมื่อไร มีการกระจายของเชื้อเพลิงอย่างไรบ้าง อันนี้รัฐบาลเป็นคนกำหนด โครงสร้างปัจจุบัน ที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เป็นเจ้าของโครงข่าย เป็นคนรับซื้อ อันนี้เป็นโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยน นโยบายเรื่องนี้ยังเป็นอย่างนี้อยู่ เพียงแต่ว่าในเรื่องของการจัดหาไฟฟ้าเข้ามาก็จะมีเป็น นโยบายว่าเปิดไอพีพี (IPP) มีวีเอสพีพี (VSPP) มีชีวมวล มีโซลาร์ (Solar) ต่าง ๆ อย่างที่ ท่านได้กล่าวมามันจะมีปัญหาบ้าง มันมีเรื่องของใบอนุญาตที่มีปัญหาเรื่องอะไรนี้ อันนี้ ผมก็ยอมรับว่ากำลังแก้อยู่ คราวนี้ตอบเรื่องของไอพีพี (IPP) ไอพีพี (IPP) ที่ท่านบอกว่า ๗๐๐ บวก ๗๐๐ แล้วอยู่ดี ๆ ไปเหมือนแบบเอ่ยชื่อผมว่าผมเป็นคนอนุมัติให้เป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ อันนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าวันนั้นทาง กบง. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีมติบอกว่าให้ กกพ. ไปพิจารณาดูเรื่องของ ความเหมาะสมว่า ๗๐๐ เมกะวัตต์ เนื่องจากตอนนั้นประเด็นพิจารณาคือพิจารณา ความมั่นคงของภาคใต้ เพราะโรงไฟฟ้าที่จังหวัดราชบุรีจะส่งกำลังผลิตลงไปภาคใต้ แล้ว กบง. ก็มองว่าถ้าเป็นความมั่นคงของภาคใต้ในอนาคตจะต้องเพิ่มอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ก็เป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ ท่านก็หารือมาทาง กกพ. บอกว่าให้พิจารณาดูสิว่า ๗๐๐ เมกะวัตต์ กับอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าเกิดเปิดประมูล ๗๐๐ บวก ๗๐๐ ที่สร้างในพื้นที่อะไรมันจะ เหมาะสมกว่ากัน ผมก็คำนวณให้ ในเรื่องของ ๗๐๐ บวก ๗๐๐ มันก็มีเรื่องของโครงข่าย ที่เขามีอยู่แล้วฟาซิลิตี (Facility) ต่าง ๆ ที่เขามีอยู่ในพื้นที่แล้ว เรื่องที่เอามาใช้ประโยชน์ เรื่องของพื้นที่ เรื่องราคาที่อะไรก็ไม่ต้องคิดใหม่ ผมคิดให้เป็นราคาออกมาต่อหน่วย แล้วก็ขณะเดียวกันก็ลองคิดเปรียบเทียบกันอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าเราเปิดประมูลใหม่ ราคามาเปรียบเทียบกัน ผมก็เสนอเป็นคำตอบให้ว่าถ้าเกิด ๗๐๐ บวก ๗๐๐ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน อาศัยฟาซิลิตี (Facility) เดียวกัน ไม่ต้องไปเปิดพื้นที่ใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่นี่มันผลกระทบ กับชาวบ้านด้วย เพราะมันต้องเดินสายส่งด้วย มันจะมีปัญหาเรื่องของมวลชน เรื่องของอะไร อันนี้ก็อีกอันแต่มันไม่ได้คำนวณเป็นราคา ราคาคำนวณเฉพาะเรื่องของพื้นที่ เรื่องที่ดิน เรื่องของโครงข่าย หรือฟาซิลิตี (Facility) ต่าง ๆ ที่จะช่วยลดราคาให้ ผมก็เสนอแนะไปว่า ๗๐๐ บวก ๗๐๐ ในพื้นที่เดียวกันน่าจะถูกกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เป็นคนอนุมัติ กบง. เป็นคนอนุมัติ เขาก็อยู่ในดุลยพินิจของท่าน ท่านก็เป็นคนอนุมัติ อันนี้ผมก็แล้วแต่ท่าน อันนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม แต่ผมยอมรับว่าผมเป็นคนคิดให้ว่าอะไรเปรียบเทียบให้ว่าอะไร มันเหมาะกว่ากัน พอมาถึงโรงไฟฟ้านอกจากไอพีพี (IPP) แล้วมันมีเอสพีพี (SPP) เอสพีพี (SPP) ในพื้นที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านกรณ์บอกว่ามันผูกขาดหรือเปล่าเรื่องจีพีเอสซี ซื้อโกลว์ คือถ้าเรานึกภาพของโรงไฟฟ้ากับโครงข่ายอย่างไรมันก็ผูกขาด ท่านนึกดู ในนิคมอุตสาหกรรม ๑ นิคม มีสายส่งแจกไปตามโรงงานต่าง ๆ มีโรงไฟฟ้าโรงเดียว ถามว่าผูกขาดไหม ผูกขาด อย่างไรก็ผูกขาด แต่ถามว่าตั้งหลายโรงได้ไหม มันไม่มีใครทำ เพราะว่าอิโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of scale) มันไม่ได้ มันก็ผูกขาดของมันอย่างนั้น แล้วเรกกูเลเตอร์ (Regulator) เขาไปกำกับอย่างไร เราก็ไม่รู้จะกำกับอย่างไรเพราะมันผูกขาด โดยธรรมชาติของมัน เราก็กำกับโดยใบอนุญาตทั้งผู้ใช้ไฟและผู้ประกอบการว่า ผู้ประกอบการ คุณก็อย่าไปเอาเปรียบเขานะ เราก็ดูราคา ดูเรื่องของอัตราให้ ดูเรื่องของการประกอบการ ให้มีความเป็นธรรม อันนี้เราดูอยู่ในใบอนุญาต ขณะเดียวกันเราก็ดูผู้ใช้ไฟ ผู้ใช้ไฟร้องเรียน กับเราได้ถ้าเกิดเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องของอัตราค่าบริการ ในเรื่องของ การให้บริการร้องเราได้ พอมันเป็นโมโนโพลี (Monopoly) อย่างนี้เราก็ต้องกำกับแบบนี้ ผมก็ไม่สามารถจะบอกว่ามีโรงไฟฟ้าโรงเดียวในพื้นที่ไม่ได้มันผูกขาด ต้องมีอีกโรง ต้องมีสายส่งอีก อันนี้มันทำไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ทางเศรษฐศาสตร์มันทำไม่ได้ คราวนี้มาถึงตัวจีพีเอสซี กับโกลว์ อันนี้ก็เหมือนกัน คือผมดูแล้ว ๑. สิทธิของจีพีเอสซีเขามีโกลว์ เขาก็มีเขาจะซื้อขาย อย่างไรก็ได้ อันนี้ผมก็ไปห้ามเขาไม่ได้เพราะว่าเป็นสิทธิของเขาเขาเป็นเจ้าของ คราวนี้เวลา เป็นเจ้าของการซื้อโครงข่ายทั้งหมดผมก็ถามครั้งแรกว่า เจ้าของคนที่ได้รับบริการเดือดร้อน ขนาดไหน คุณไม่ไว้ใจเพราะว่าเป็นปิโตรเคมีด้วยกัน เขาก็บอกว่าเขาไม่สบายใจเพราะว่า บางโครงข่ายมันก็ใช้ร่วมเหมือนกันระหว่างของปิโตรเคมีของทาง ปตท. เองกับรู้สึกจะเป็น ของปูน ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมยกตัวอย่างให้ดู ผมเรียกเขาเข้ามาคุยบอกว่าท่านมีปัญหาไหม ท่านมีข้อกังวลไหม ก็ได้ข้อสรุปว่าให้ตัดตัวโกลว์ ๑๑ นี้ออกมามันจะทำให้เขาสบายใจ ผมก็ทำให้ หลังจากนั้นก็ควบรวมก็ไม่มีปัญหา คือผมก็เรียกทุกคนมาทุกเจ้าที่เป็นผู้รับบริการอยู่ใน พื้นที่มาคุยกัน คุยกันหลายรอบ แทบจะทำจดหมายว่าให้เขายืนยันว่าเขาไม่ได้เดือดร้อน เขารับได้ อันนี้เป็นการกำกับของผมที่คิดว่าเป็นธรรมที่สุด ก็คือ ๑. เคารพสิทธิในการซื้อขาย ของเขา ๒. ผมก็ไปดูแลผู้ได้รับบริการว่าเขารับได้ไหม สุดท้ายหลังจากเขาควบรวมกันแล้วผมยังตั้งคณะทำงานขึ้นมากำกับ ติดตาม การควบรวม ครั้งนี้ว่าจะมีบทเรียนอะไรกันไหม มันจะมีการกระทบจริง ๆ กับผู้ใช้บริการหรือเปล่า อันนี้ทำอยู่ แล้วก็คงมีผลสรุปเราก็กำกับติดตามให้ จากการจัดหาไฟฟ้าจากแก๊ส รีแก๊ส (Re-gas) ผ่านท่อมาเรื่องของการจัดหาไฟฟ้า ซึ่งที่ผมบอกแล้วมันเป็นเรื่องของนโยบาย เรื่องของพีดีพี (PDP) จึงจัดหาสัดส่วนอะไร เท่าไร อย่างไร ผมก็ไม่ได้เป็นคนกำหนดอย่างนั้น แต่ถามว่าเป็นคนให้ข้อเสนอแนะไหม มีเรกคอมเมนด์ (Recommend) ไหม มี ทุกครั้งที่เขา ขอมาเขาจะมีเรกคอมเมนด์ (Recommend) ออกไปว่าอันนั้น อันนี้ไม่ได้ ยกตัวอย่าง การนำเข้าแก๊ส ๑.๕ ล้านตัน ผมเรกคอมเมนด์ (Recommend) ไปว่า มันคิดคนละพูล (Pool) กัน คือคิดเฉลี่ยราคาคนละแบบกันมันจะทำให้ค่าไฟแพงประมาณ ๒ สตางค์ อันนี้ผมก็บอกว่า ผมไม่เห็นด้วย อันนี้ กบง. ก็ไปพิจารณาดูแล้วท่านก็เลยบอกว่า ถ้าเกิดอย่างนั้นก็อาจจะปรับ ให้เป็นการนำเข้าไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เป็นการทดลองใช้ระบบทีพีเอ (TPA) อะไรอย่างนี้ อันนี้คือเป็นการเรกคอมเมนด์ (Recommend) ของผมออกไป ก็คือผมว่าอาจจะมีเรื่องของ อิมแพกต์ (Impact) ทางเชิงนโยบายได้ด้วย เพราะเป็นการกำกับของทางเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ทาง กกพ. เองว่าอันนี้มันไม่เหมาะสม อันนี้ทำให้ประชาชนมีค่าไฟที่แพงขึ้น เราก็เรกคอมเมนด์ (Recommend) ไปอย่างนั้น อย่างที่ผมเรียนว่าเราไม่ได้กำกับอยู่แบบอิสระ อิสระแบบไม่มีอะไรกำกับเราอีกทีมันก็ไม่ใช่ มันก็จะมีนโยบายจาก กพช. คณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติมาครอบเราอีกที มากำกับเราอีกที เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น จากนั้นเรื่องของ การจัดหาไฟฟ้าอย่างที่ผมเรียนก็ผ่านทางโครงข่าย โครงข่ายก็ผูกขาดอย่างที่ผมว่า คราวนี้ มาถึงโครงข่ายจำหน่ายเรื่องของสัตหีบ สัตหีบมันเป็นอะไรที่มีมานานแล้ว แล้วผมก็ไม่เห็น นโยบายเขาจะเปลี่ยนอะไร จริง ๆ แล้วการจำหน่ายไฟฟ้าในประเทศเป็นฝ่ายจำหน่ายก็จะ มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น แต่สัตหีบเขาจะเกิดก่อน รู้สึกผมจำได้ เขาเกิดก่อนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็เลยปล่อยให้เป็นโครงสร้างอย่างนี้มา แต่ถามว่า เข้าไปกำกับไหม เข้าไปกำกับในเรื่องของโครงข่าย ในเรื่องของอัตราค่าบริการก็เข้าไปกำกับ เพียงแต่ว่านโยบายยังไม่ได้เปลี่ยน ยังยอมรับว่าให้มีตรงฐานทัพเรือสัตหีบเป็นโครงข่าย อีกโครงข่ายหนึ่งนอกเหนือจากโครงข่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อันนี้อย่างที่ผมเรียนว่า มันเป็นเรื่องของนโยบายซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ทำอะไรไม่ได้นะครับ

สำหรับเรื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่ท่านยกอย่างเรื่องส่งเสริมของอีวี (EV) เรื่องของโซลาร์ (Solar) เรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้มีหมดเราก็ทำให้ แล้วก็ตัวผมเองวันนั้น ก็ไปพูดที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็เป็นฟอรัม (Forum) ก็ยังบอกเลยว่าทั้ง ๓ การไฟฟ้าอีกหน่อย บทบาทท่านอาจจะต้องเป็นฝ่ายรับมากขึ้นแล้ว เพราะว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของ การยอมรับของชุมชน เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา เรื่องที่ท่านพูดถึงเรื่องของสมาร์ตกริด (Smart grid) เรื่องอะไรมันจะทำให้เกิดผู้ผลิต แล้วก็ผู้ใช้ไฟในรูปแบบอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเขา ก็ไม่จำเป็นต้องมาซื้อจาก ๓ การไฟฟ้านี้แล้วเขาอาจจะผลิตใช้เองก็ได้ บทบาทของตัวเอง ก็จะถอยไป ซึ่งก็เห็นอยู่ปัจจุบันนี้ แต่ถามว่าส่งเสริมไหม เราก็ส่งเสริมในลักษณะของ การเปิดกว้างให้เรื่องของข้อมูล เรื่องของการให้กฎระเบียบมันหย่อนขึ้น เรื่องของ การกำหนดมาตรฐานสัญญาระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการให้เป็นมาตรฐาน มันไม่จำเป็น ต้องเจรจารายต่อราย มันก็จะเป็นมาตรฐานที่เราไปเป็นคนกำกับดูแลให้ อันนี้ก็จะเป็น ความสะดวกลดค่าใช้จ่าย แล้วลดความเสี่ยงทางธุรกิจให้ เรื่องของระเบียบเราก็จะมีการรีไวซ์ (Revise) ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันที่เรากำลังคุยกันว่าเรื่องของการส่งเสริม การแข่งขัน

อีกอันหนึ่งก็มีคนพูดท่านผู้มีเกียรติได้เอ่ยขึ้นหลายเรื่อง เรื่องของกองทุน กองทุนตั้งแต่ที่ผมเข้ามาถามว่าหนักใจไหม หนักใจ เพราะว่าระเบียบมันไปเขียนมาว่า ให้เราเป็นคนพิจารณาตัวโครงการ ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าเงินเหล่านี้ควรจะอยู่กับชุมชนเขา ชุมชนเขาควรจะเป็นคนบริหารจัดการเอง แต่เนื่องจากว่าเงินนี้มันอยู่ในการกำกับของเรา การที่จะปล่อยออกไปเลยโดยที่ไม่มีการกำกับดูแลมันก็ไม่ได้ สตง. เขาก็จะมาเล่นงานเอากับผมนะครับ ผมตอนนี้ก็พยายามมันมี ๓ ประเภท ก ข ค ค นี่เป็นทุนเล็ก ๆ ผมก็บอกว่าแทนที่เราจะมานั่ง บริหารจัดการ ค นี่เรายกพื้นที่ให้เขาได้ไหม ยกให้ อบต. ไปเลยได้ไหม เป็นงบประมาณของเขาไป ข กับ ก มันกองทุนใหญ่ก็เอามาลดค่าไฟอย่างที่เสนอแนะได้ไหม แต่มันต้องอาศัยเวลา ในเรื่องของการปรับระเบียบก็คือหมายความว่าเอามาลด เอาไปช่วยการศึกษาเลยได้ไหม เอาไปช่วยโรงพยาบาลเลยได้ไหมให้โดยตรง แล้วก็เหลืออาจจะสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโครงการของท้องถิ่นเขาเสนอเอง แล้วก็พิจารณาอนุมัติกันเองด้วยให้มันอยู่ในพื้นที่ โดยที่เราอาจจะเป็นคนออกหลักเกณฑ์ให้ฐานะที่เราเป็นคนรับผิดชอบว่าการดำเนินการ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างหรือการพิจารณาโครงการขอให้เป็นแบบนี้นะ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ อันนี้ก็ทำอยู่นะครับ แล้วก็รายงานปี ๒๕๖๐ อย่างที่เรียนมันเป็นรายงานฉบับเก่า แล้วจะเรียกว่า ล้าสมัยเลยก็ได้ แล้วก็อย่างที่ท่านกรณ์บอกว่าทำไมปี ๒๕๖๑ น่าจะเอามาพิมพ์แล้วนะครับ แต่ทีนี้ขั้นตอนมันยังไม่ได้ ต้องผ่าน กพช. ผ่าน ครม. อะไร สำหรับปี ๒๕๖๒ สิ้นปีงบประมาณนี้ คือที่ช้ามันไปติดเรื่องของการรับรองงบการเงินด้วย สตง. ต้องเป็นคนออกงบอะไร ก็ช้ากันเป็นปี ผมก็เลยบอกว่าปี ๒๕๖๒ สำหรับงานที่ผมทำขอให้โพสต์ (Post) ในเว็บ (Web) ได้ไหม เรื่องการเงินก็ว่ากันอีกทีหนึ่งก็แล้วกันเขาจะได้รู้ เขาจะได้อ่านก่อน มันจะได้เร็วครับ ปี ๒๕๖๒ จบปุ๊บว่าในปี ๒๕๖๒ พวกผมทำอะไรบ้างก็จะได้รู้กันว่าผมทำอะไรกันบ้าง แล้วก็จะมารายงานสภาอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นปีอะไรก็ว่ากันไป แต่จะเร่งให้นะครับ อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ผมมอบทางสำนักงานให้ช่วยดูแลให้ อย่างปี ๒๕๖๒ น่าจะเร็ว ๆ นี้ ก็ขึ้นเว็บ (Web) แล้วคุณก็อ่านกัน งบการเงินมาทีหลังก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง เป็นออฟฟิซเชียล (Official) นั้นก็ไปเสนอ กพช. เสนอ ครม. มันอาจจะทำให้เร็วขึ้น ผมคิดว่ามันมีฟีดแบก (Feedback) จากสังคมเร็วขึ้นด้วย เราก็จะปรับตัวเร็วขึ้นด้วย มันมีเรื่องบางเรื่องผมขออนุญาต ให้ทางท่านเลขาธิการกับท่านรองเลขาธิการช่วยตอบนิดหนึ่ง เป็นเรื่องของใบอนุญาต เรื่องของกองทุนค่าใช้จ่ายอะไรแบบนั้น ขอบคุณครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอให้ทางท่านเลขาธิการกับรองเลขาธิการตอบอีกนิดหนึ่งนะครับ