ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตใช้จ่าย-ความโปร่งใส กกพ. หลังเปลี่ยนบอร์ด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่สูงในบางรายการร่วมกับความล่าช้าและไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน ทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการ การพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้า การอนุมัติโครงการพลังงาน และการผูกขาดกิจการของกลุ่มทุนเอกชน พร้อมเสนอให้มีการจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าและพัฒนาระบบสมาร์ตกริดเพื่อเพิ่มความเป็นธรรม โปร่งใส และประสิทธิภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันขออภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับรายงานประจำปีของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พุทธศักราช ๒๕๖๐ อย่างที่หลายท่าน ได้กล่าวมาแล้วมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมานะคะ ดังนั้นก็ป่วยการที่จะ ลงรายละเอียด ดิฉันขอสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่อยากจะเน้น ตามปกติเวลาเราเจอ หน่วยงานที่มีรายได้ที่มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และสามารถใช้รายได้นั้น ในการบริหารองค์กรที่เป็นสำนักงาน เราก็จะมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้นั้นมีความสมเหตุสมผล แค่ไหน เนื่องจากว่าถ้าไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายก็จะมีแนวโน้มที่จะมีการใช้จ่าย ในส่วนของที่เป็นรายได้ที่เก็บได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งสมควรที่จะนำไปใช้สำหรับเหตุผลอื่น

สำหรับสำนักงาน กกพ. ในด้านค่าใช้จ่ายเราพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินอุดหนุนที่ใช้ไปกับกองทุนพัฒนาไฟฟ้าต่าง ๆ ราว ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าติดใจ ยกเว้นแต่ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็น ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายบุคลากร ซึ่งคิดเป็นประมาณ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นรายได้ตามมาตรา ๙๔ (๑) ก็คือเป็นค่าชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าว่ามีการใช้จ่ายไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ พอเราลงไปดูพบว่ามีค่าเบี้ยประชุม ค่าเดินทางราชการในประเทศและต่างประเทศ และค่าจ้างที่ปรึกษารวมเป็นเงินกว่า ๑๖๒ ล้านบาท ตรงนี้เราก็ต้องขอคำชี้แจงว่ารายได้ ที่ถูกใช้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสำนักงานและดำเนินกิจการกองทุน มีความสมเหตุสมผลหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ คือโครงการที่ทาง กกพ. เองเปิดรับข้อเสนอ ซึ่งเป็นการดำเนินงาน ของท่านตามมาตรา ๙๑ (๔) คือการสนับสนุนพลังงานทดแทน สนับสนุน และมาตรา ๙๑ (๕) คือส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงาน ซึ่งที่ผ่านมานี้มีโครงการที่ได้รับอนุมัติเพียงแค่ ๒๑ โครงการในปี ๒๕๖๐ จากที่มีการเสนอเข้ามาถึง ๗๘๐ กว่าโครงการ แล้วก็มีเงินใช้ไป เพียงแค่ ๑๒๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ตั้งวงเงินไว้ถึง ๙๐๐ ล้านบาท ทีนี้ทำไมมันถึง มีความสำคัญ เพราะว่ารายได้หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ไป ในการเป็นเงินอุดหนุนต่าง ๆ หรือว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน จะเป็นการส่งคืนกลับคลัง ถ้ายิ่งท่านใช้ได้น้อยก็เท่ากับว่าท่านใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถที่จะมีเงินเหลือคืนส่งคลังได้มากขึ้น ที่สำคัญก็คือตอนนี้มันจะมีอีกตัวหนึ่งที่เป็น กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ก็คือตามมาตรา ๙๑ (๓) ซึ่งจะมีขนาดต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน ก กองทุน ข กองทุน ค แบ่งไปตามไซส์ (Size) ของกองทุนของเงินที่จะอนุมัติ ที่ผ่านมาก็จะพบ ปัญหาเช่นเดียวกันว่าจะมีการกระจุกตัวของการตัดสินใจว่าถ้าเม็ดเงินไม่เกิน ๑ ล้าน บาท ก็ไม่ต้องเข้ามาขออนุมัติจาก กกพ. แต่ถ้าเกิดเกิน ๑ ล้านบาทเป็นต้นไปก็จะต้อง เข้ามาขออนุมัติจาก กกพ. อีกทีหนึ่ง ทำให้ตัวคณะกรรมการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจการใช้เงินไปในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ นะคะ จริง ๆ แล้ว ทาง กกพ. เองแล้วก็สำนักงาน กกพ. ก็มีการออกข่าวมาว่ากำลังจะปรับปรุงกฎระเบียบตรงนี้ ก็เลยสอบถามมาว่า ณ ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบโดยการขยายหลักเกณฑ์ ของกองทุน ค ให้เม็ดเงินที่ต่ำกว่า ๓ ล้านบาทไม่จำเป็นจะต้องเข้ามาขออนุมัติกับ กกพ. แล้วหรือยัง สืบเนื่องจากที่ท่านกรณ์ จาติกวณิช ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้มีการพูดถึงกรณี ที่ กกพ. มีมติที่จะอนุมัติให้มีการเทก (Take) ซื้อโรงงานไฟฟ้า จริง ๆ แล้วมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่แสดงถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการอนุมัติในครั้งนั้นด้วย เพราะว่ามีการใช้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๑๔/๒๕๖๑ สั่งปลดกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กกพ. ทั้ง ๗ ท่าน แล้วก็ตั้งขึ้นมาใหม่ทั้ง ๗ ท่าน โอเค (OK) ไม่ได้ปลดทั้งหมด ๗ ท่าน แต่มีการให้ลาออก ๓ ท่าน แล้วก็มีการปลดอีก ๔ ท่าน แล้วก็มีการแต่งตั้งบอร์ด (Board) กกพ. ชุดใหม่ทั้งหมด ๗ ท่าน โดยไม่ได้มีการนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสรรหาตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ นำมาใช้บังคับนะคะ ซึ่งสาเหตุไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนหน้านั้น มีเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้นอย่างน้อย ๔ เรื่อง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนก็ไม่จำเป็น จะต้องเป็นสาเหตุของการนำมาสู่การปลดบอร์ด (Board) กกพ. นะคะ

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่ามีการไม่ออกใบอนุญาตการจัดหาและค่าส่ง แอลเอ็นจี (LNG) ให้กับกลุ่มบริษัทพลังงานกลุ่มหนึ่งจนถูกฟ้องกับศาลปกครองนะคะ

เรื่องที่ ๒ ก็คือว่ามีการที่จะไม่เสนอแนวทางการต่ออายุโรงไฟฟ้าให้กับ ผู้ประกอบการเอสพีพี โคเจน จำนวน ๒๕ ราย แบบพิจารณาเป็นรายกรณีไปนะคะ แต่ว่า พิจารณาโดยเท่าเทียมกันทั้ง ๒๕ ราย

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่ามีการไม่เร่งอนุมัติเงิน ๕๐ ล้านบาทที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานได้ลงนามแต่งตั้งที่ปรึกษาแล้วมาขอเบิกเงินจากกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า

เรื่องที่ ๔ ก็คือกรณีที่จีพีเอสซีเข้าซื้อกิจการผลิตไฟฟ้าของบริษัทโกลว์ ซึ่งมีการต่อต้าน แล้ว กกพ. เองในชุดก่อนหน้าที่จะถูกปลดก็พิจารณาว่าจะไม่อนุมัติ แต่ว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนบอร์ด (Board) ชุดใหม่ก็พบว่าเรื่องดังกล่าวก็มีการอนุมัติ ในที่สุดนะคะ

ตรงนี้ก็ชวนทำให้เราคิดขึ้นมาว่าในกระบวนการเปลี่ยนแปลงบอร์ด (Board) ของ กกพ. ในครั้งนั้นมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าทั้ง ๔ กรณีหรือไม่ ท่านประธานคะ ปัจจุบันนี้กิจการพลังงานของประเทศไทยถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนจากเอกชน เพียงไม่กี่กลุ่ม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่หรือที่เราเรียกกันว่า ไอพีพี (IPP) แต่ว่าการให้สัญญาที่บอร์ด (Board) กกพ. จะต้องเป็นผู้ที่เจรจาอยู่ด้วยจะมีการให้สัมปทาน สัญญาจะต้องผูกขาดยาวนานถึง ๒๕ ปี และในบางกรณีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าก็สูงมาก จนในบางโครงการทำให้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนสูงถึง ๒๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้กลุ่มทุน บางกลุ่มสามารถที่จะสะสมผลกำไร ทำให้สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาติด ๕๐ อันดับแรก ของมหาเศรษฐีที่จัดอันดับโดยฟอบส์ (Forbes) แต่ภาระที่เกิดขึ้นจากการที่ กฟผ. หรือว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไม่ได้กำกับกิจการพลังงานให้มีความเป็นธรรม มันเป็น ภาระที่จะตกอยู่กับผู้ใช้ไฟ หลาย ๆ ครั้งมีการพยากรณ์การใช้ไฟที่ผิดพลาดหรือว่าเศรษฐกิจ ไม่โตตามเป้าก็ตามทำให้มีภาวะไฟฟ้าสำรองล้นเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา มีกำลังสำรองไฟฟ้าถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ล้นเกินจนกระทั่งต้องมีการเบรก (Brake) ไม่ให้ ไอพีพี (IPP) หรือว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ผลิตหรือว่าหยุดการผลิตไปอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันเลยขอเสนอว่าเพื่อหยุดการผูกขาดและนโยบายที่จะเอื้อให้แก่กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอเสนอว่าจริง ๆ แล้วเราควรจะต้องจัดตั้งตัวแพลตฟอร์ม (Platform) ตลาดกลางซื้อขาย พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการเลือกซื้อไฟฟ้าเป็นรายชั่วโมง แล้วแต่ว่าโรงไฟฟ้าไหนจะบิดเข้ามา ในราคาที่ถูกที่สุด ซึ่งจริง ๆ ดิฉันไม่ได้มโนขึ้นมาเองนะคะ จริง ๆ แล้วมันก็เป็นนโยบายหนึ่ง ที่บรรจุไว้แล้วในการแถลงนโยบาย เพียงแต่ว่าเรายังไม่เห็นความเป็นรูปธรรมที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ มีการออกนโยบายจากบอร์ด (Board) กกพ. ที่เป็นที่น่ากังขา อย่างเช่น การอนุมัติต่ออายุและอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ของภาคตะวันตก ๒ โรง ขนาดประมาณ ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ โดยไม่มีการประมูลตามข่าวบอกว่า กกพ. ก็ไป ทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาและได้เจรจาว่าได้อัตราค่าไฟฟ้าในอัตราที่ถูกกว่าราคาตลาด จริง ๆ แล้ว เราจะทราบได้อย่างไรถ้ามันไม่เกิดการประมูลขึ้นมา กกพ. เป็นผู้เจรจา กบง. คณะกรรมการ บริหารนโยบายพลังงานก็เห็นชอบและไม่ต้องไปผ่านบอร์ด (Board) กพช. หรือคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติอีกต่อหนึ่งด้วยซ้ำไป ซึ่งอันนี้ก็มีผู้คัดค้านเป็นจำนวนมาก ขออีก ๒ นาทีค่ะ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากจะถามเช่นเดียวกัน ก็คือการอนุมัติ ให้บริษัทที่เคยได้ใบอนุญาตในการดำเนินการโครงการ ไอพีพี (IPP) ที่เป็นโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน สามารถเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติได้ และยังยืดอายุการซีโอดี (COD) ก็คือที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ จากเดิมที่ควรจะต้องจ่ายตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ก็ยืด ให้เขาไปอีก ๑๐ ปี โดยที่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เป็นความผิดของรัฐที่โรงไฟฟ้านี้ยังไม่สามารถ ที่จะโอเปอเรต (Operate) ได้ แต่ว่าท่านก็ไปยืดอายุให้เขาแทนที่จะทำการยกเลิกสัญญา แล้วก็ไปเปลี่ยนเงื่อนไขให้ด้วยว่าไม่จำเป็นจะต้องผลิตจากถ่านหิน ให้ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเปิดประมูลการสร้างท่าเรือมาบตาพุดซึ่งตอนนี้ก็ได้รับการประกาศผู้ชนะไปแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ได้เชื่อมโยงกับแผนของการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่สอดคล้องกับแผน พีดีพี ๒๐๑๘ (PDP 2018) หรือเปล่า แถมยังเป็นการทำประมูลร่วมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจกับกลุ่มทุน เอกชนเพียงกลุ่มเดียวเป็นผู้ยื่นซองประมูลเพียงผู้เดียว แล้วก็ได้รับการชนะการประมูลไป ก็อาจจะทำให้เกิดสร้างข้อได้เปรียบให้กับกลุ่มทุนดังกล่าวอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ นอกจากเรื่องแพลตฟอร์ม (Platform) ตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ซึ่งได้บรรจุไว้ ในการแถลงนโยบายแล้ว หลายประเทศเริ่มทำแล้ว และมันจะช่วยทำให้เราไม่ต้องผูกขาด ไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปอีก ๒๕ ปี เราสามารถมีผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ได้ ในรายชั่วโมงที่จะบิดเข้ามาในราคาที่ถูกที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของสมาร์ตกริด (Smart grid) ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบาย ที่สมควรที่จะต้องได้รับการส่งเสริมและสามารถทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายย่อย สามารถที่จะจ่ายไฟให้เขาเข้าสู่กริด (Gird) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันก็ขอนำเสนอ เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากค่ะ