ระวี ชูพลังงานสะอาด เสนอเน้นพลังงานทดแทน-ลดพึ่งฟอสซิล-คุมค่าไฟ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ระวี มาศฉมาดล หารือทิศทางพลังงานของประเทศโดยเน้นการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและถ่านหิน ผลักดันพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล และพลังงานจากชุมชน พร้อมเรียกร้องให้ กกพ. กำกับดูแลไม่ให้ค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สเพิ่มขึ้น เสนอปรับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เร่งสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระบบชาร์จพลังงาน และสมาร์ตกริด รวมทั้งผลักดันการใช้พลังงานรูฟท็อปและลดการสนับสนุนโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่จนกว่าต้นทุนจะเหมาะสม เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืน เสถียร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายระวี มาศฉมาดล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้กระผม ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในวันนี้กระผมจะขออนุญาตเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และ ทิศทางหลัก ๆ กระผมอาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียดของ กกพ. นะครับ

เรื่องแรก ในภารกิจของ กกพ. ที่จะกำกับกิจการพลังงาน นอกจาก ท่านจะต้องดูเรื่องความมั่นคงของไฟฟ้า การออกใบอนุญาตต่าง ๆ แล้วก็เรื่องของแก๊ส ทีนี้ท่านควรจะต้องดูอีกเรื่องหนึ่งก็คือท่านต้องช่วยดูค่าไฟฟ้าแล้วค่าแก๊สอย่าให้ขึ้นราคา และจะต้องพยายามที่จะกำกับทิศทางให้ค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สถูกลงด้วย อันนี้มันควรจะ เป็นอยู่ในวิสัยทัศน์ที่ทาง กกพ. ไปช่วยดูแล

เรื่องที่ ๒ ในการกำกับกิจการพลังงานของประเทศคงจะต้องดูภาพของ การขับเคลื่อนพลังงานให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์โลกด้วย สถานการณ์โลกมันเป็น การที่จะต้องผลักดันพลังงานสู่พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สืบเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหาภาวะโลกร้อน ภาวะเรือนกระจก จนเกิดภัยธรรมชาติ ต่าง ๆ มากมาย เกิดการละลายตัวของน้ำแข็ง ดังนั้นการใช้พลังงานที่ซ้ำเติมสิ่งแวดล้อม ของโลก ไม่ว่าการใช้ปิโตรเลียม ถ่านหิน หรือแม้กระทั่งเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ควรจะต้อง ได้รับการพิจารณาที่ลดจำนวนลง กกพ. ควรจะต้องวางแผนผลักดันให้มีการใช้พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือพลังงานทดแทนเป็นหลัก ลดการใช้พลังงานจากปิโตรเลียมลง นี่คือทิศทางสำคัญที่ กกพ. ต้องวางให้กับประเทศไทย ต้องวางและต้องมีความชัดเจน เพื่อที่จะให้ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจที่เกี่ยวกับปิโตรเลียมของประเทศจะได้รู้ จะได้ปรับตัว ในเรื่องประเด็นของถ่านหิน นิวเคลียร์ซึ่งมีผลเสียมาก แม้ว่าจะมีข้อดีของความสเตเบิล (Stable) ความเสถียรภาพ ราคาต้นทุนที่ต่ำ แต่ควรจบได้แล้วกับสภาพสังคมไทยน่าจะ เป็นไปได้ยาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้กับคณะกรรมาธิการ พลังงานไปเรียบร้อยว่าไม่มีนโยบายเรื่องถ่านหินกับนิวเคลียร์ในสมัยท่านแน่นอน

เรื่องที่ ๓ นอกจากจะต้องปรับทิศทางของพลังงานภายในประเทศให้สอดคล้อง กับทิศทางโลกให้ทันโลก จะต้องมีการปรับการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับภูมิศาสตร์กับ ความเป็นไปกับสิ่งที่ประเทศไทยเรามีให้สอดคล้องกัน อย่าไปนึกถึงแต่เพียงการนำเข้า ปิโตรเลียมเพื่อมาทำไฟฟ้าในราคาที่คิดว่ามันสเตเบิล (Stable) และมันถูก ท่านละเลย การที่คิดใช้ในสิ่งที่เรามี สิ่งที่จะพึ่งตัวเราเองเป็นหลัก นั่นก็คือประเทศไทยเป็นประเทศ ในแถบศูนย์สูตรเรามีแสงแดดเหลือเฟือ ดังนั้นการใช้โซลาร์เซลล์ (Solar cell) จะต้อง มีกลยุทธ์ที่จะต้องเพิ่มปริมาณขึ้น ประเทศไทยมีทะเลอยู่ ๒ ข้างมหาสมุทร ความยาวมากกว่า ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ควรจะต้องทำการศึกษาวิจัยการใช้พลังงานจากคลื่นทะเล เรามีภูเขา ป่าไม้ ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือเราควรคิดถึงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำในพื้นที่เขตป่าเขา ที่เรามีอยู่เยอะแยะ เกือบทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคใต้มีภูเขา เยอะพอสมควร ต้นทุนพลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ผมไปดูมาที่ได้ทุนจากกองทุนพัฒนา พลังงานทดแทนมีต้นทุนเพียงแค่ ๘๐ สตางค์ต่อหน่วย สิ่งนี้จะเป็นพลังงานที่มาจากพลังงาน ทดแทนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ราคาถูก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องไปผลักดัน ต่อไป ก็คือพลังงานลม แม้ว่าประเทศไทยจะลมไม่แรง จะต้องให้การสนับสนุนการวิจัยใช้กังหันลม ขนาดเล็กที่ไม่ต้องใช้แรงลมมาก เพื่อที่จะให้เกิดพลังงานลม สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในประเทศไทย ต่อไปคือประเทศไทยเป็นพืชพื้นที่เกษตรกรรม ต้องส่งเสริมพลังงานไฟฟ้า จากพืชพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม หญ้าเนเปียร์ กระถินยักษ์ มันสำปะหลัง

เรื่องที่ ๔ ก็คือแผนการพัฒนาไฟฟ้าตามแผนพีดีพี (PDP) จะเห็นว่าสิ่งแรก ที่ผมขอเสนอความคิดเห็นก็คือว่า การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของเรา ในแผนพีดีพี (PDP) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓-๒๕๗๐ ๗ ปีนี้ปรากฏว่าในแผนพัฒนาที่มีการกำหนดไว้ จะมีการพัฒนาพลังงานทดแทนเพิ่มเพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเพิ่มอัตราขึ้นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เสนอให้ท่านควรจะรีบไปแก้ไข ท่านควรจะต้องวางเป้าหมายว่าแบบประเทศไทย เหมือนกับ ๒-๓ ข้อที่ผมพูดมาแล้ว ท่านต้องกำหนดทิศทางของกิจการพลังงานให้มีพลังงานทดแทน อย่างน้อยเพิ่มขึ้นปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเหมาะสมนะครับ

เรื่องต่อมาในแผนพีดีพี (PDP) ท่านต้องไปปรับเนื่องจากขณะนี้สภาพเศรษฐกิจ ของประเทศหรือของทั่วโลก เศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นแผนพีดีพี (PDP) ที่สร้างไว้ควรจะ ต้องไปปรับ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินความต้องการที่เรามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ปิโตรเลียมหรืออะไรแบบนี้นะครับ ขณะที่ มีการส่งเสริมไปแล้วเท่าไร ถ้าจะเพิ่มต้องไปดูตัวเลขให้ดี เพราะตอนนี้สิ่งที่เราควรจะทำ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้ให้แนวนโยบายมาจะพยายามผลักดัน การใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบของโรงไฟฟ้าชุมชนจากไบโอแมส (Biomass) ไบโอแก๊ส (Biogas) โซลาร์เซลล์ (Solar cell) ต้องดูแลค่าเอฟที (FT) ที่จะไม่ให้สูงขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๕ ก็คืออุปสรรคในการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งได้มีการพูด คือเรื่องราคา ที่ผ่านมาการซื้อโซลาร์เซลล์ (Solar cell) การซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ แมส (Solar mass) โซลาร์แก๊ส (Solar gas) จะมีค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าค่าไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ ดังนั้นถ้าสนับสนุนมากก็ทำให้ค่าเอฟที (FT) สูงขึ้น ประชาชนต้องไปแบกรับค่าไฟสูงขึ้น ตัวนี้ผมขอเสนอต้องไปคิดในมุมมองใหม่ พลังงานทดแทนจากพลังงานน้ำ และผมทราบข่าว ว่าตอนนี้มีคนไทยคิดเทคโนโลยีพลังงานน้ำที่ต้นทุนต่ำได้ ไม่ให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นควรจะสนับสนุนพลังงานทดแทนในรูปแบบที่ไม่แพง

ต่อไปในเรื่องของโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ควรจะสนับสนุนให้เอกชน ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ห้างร้านต่าง ๆ ที่มีการใช้กิจการตอนกลางวันทำการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป (Solar rooftop) ถ้าแบบนี้ก็จะเป็นการลงทุนที่เพิ่มปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยไม่ทำให้เกิดค่าเอฟที (FT) สูงขึ้น ให้มีการส่งเสริม ช่วยเหลือให้มีการติดตั้งให้มากขึ้น ตามหลังคาบ้านต่าง ๆ เพราะว่าเราไม่ต้องรับซื้อครับ ให้เขาติดตั้งประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของการใช้ของเขา กลางวันเขาก็ใช้ไฟของเขา ถ้าไม่พอก็ใช้ไฟฟ้าจากทางระบบเข้าไปช่วย โดยไม่ต้องมีการขายกลับเข้ามาให้สู่ระบบการไฟฟ้า ส่วนโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) ที่เคย ส่งเสริมตามตัวเลขที่มีผ่านหน่วยราชการและสหกรณ์ควรจะลดลง ถ้าเทคโนโลยีราคาลดลง เมื่อไรที่โซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) สามารถจะขายให้ได้ในราคาไม่เกิน ๓ บาท ซึ่งจะไม่กระทบ ต่อค่าเอฟที (FT) ก็ค่อยสนับสนุนทีหลัง

ปัญหาต่อไปของพลังงานทดแทนคือข้ออ้างว่าไม่มีเสถียรภาพพอ ทำให้ การพัฒนาพลังงานทดแทนน้อยลง ผมว่าตรงนี้ต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ครับ ให้พลังงานประเทศ มีเสถียรภาพจากความไม่มีเสถียรภาพนี่ละครับ ให้มันเกิดโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก กระจาย ทั่วทั้งประเทศแล้วใช้ระบบสมาร์ตกริด (Smart grid) ช่วย ความมีเสถียรภาพก็จะเกิดขึ้น การมีพลังงานไฟฟ้าพอเพียงในช่วงพีก (Peak) ก็จะเกิดขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๘ เรื่องรถอีวี (EV) เป็นสิ่งที่โลกจะเปลี่ยนไป สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราช้าเราจะไม่ทันประเทศอื่นในอาเซียน (ASEAN) ต้องส่งเสริมให้ผลิตรถไฟฟ้าด้วย ประเทศไทยเองร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ผ่านมามีแต่ความฝันว่าประเทศไทยจะผลิตอันโน้น ผลิตอันนี้ได้ รถยนต์ผลิตที่ภาคตะวันออกตอนนี้ประเทศไทยใช้จริง ๆ นิดเดียวครับ ผมขอเวลาอีกสัก ๑-๒ นาทีครับท่านประธาน พอดีตอนแรกเขาให้ผม ๒๐ นาทีนะครับ ผมขอเวลาอีก ๒ นาทีจบครับ ดังนั้นการสร้างโรงงานผลิตรถไฟฟ้ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นโดยผลิตภายในประเทศ ให้ได้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทำในประเทศเราเอง อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุน ควบคู่ กับการที่จะต้องทำสถานีชาร์จ (Charge) ประจุไฟฟ้าที่จะป้อนรถอีวี (EV) รวมถึงการพัฒนา การทำถ่านที่จะเก็บกักพลังงาน ถ้าเราช้าประเทศอาเซียน (ASEAN) ทำไปก่อน ต่อไป โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า (Honda) โตโยต้า (Toyota) ในเมืองไทยก็จะปล่อยคนงานไทย ตกงานเนื่องจากไม่ทันกับกระแสโลก ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารของคนเหล่านี้เขาบอกว่า ถ้าประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนบอกเขาเลยว่าอีกกี่ปีเขาพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเข้าสู่ เทคโนโลยีอีวี (EV) แล้วโรงงานนี้ก็จะเดินหน้าต่อไปได้นะครับ

ข้อสุดท้าย เรื่องการตอบสนองนโยบายสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนนะครับ ก็อยากจะขอเสนอความเห็นเหมือนกับเมื่อสักครู่มีกรรมาธิการบางท่านได้เสนอความเห็น ไปแล้วเรื่อง วัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) ในการขออนุญาต ถ้าเป็นโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ท่านจะมีขั้นตอนยากกว่านี้อีก ๑๐ ขั้นตอน ไม่เป็นไรครับ โรงไฟฟ้าที่ลงทุน เป็นพันล้านบาท เขาพร้อมเสมอ แต่โรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นก็อยากเสนอให้ กกพ. ทำวัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) จริง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่จะสะดวกแล้วก็ลดต้นทุนของโรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังจะเกิดภายในประเทศไทย ๑-๒ ปีนี้ ขอขอบพระคุณครับ