ณัฐวุฒิ ตั้งคำถามบทบาทสถาบันพระปกเกล้า หวั่นขาดปัจจัยประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายรายงานประจำปี 2561 ของสถาบันพระปกเกล้า โดยตั้งข้อสังเกตถึงความกำกวมในนิยามและจุดยืนของสถาบันต่อประชาธิปไตย รัฐประหาร และการสืบทอดอำนาจ พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหลักสูตรอบรม บทบาทในการแก้ปัญหาเฟกนิวส์ เฮตสปีช และความไม่เป็นธรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงการนำงานวิจัยไปปฏิบัติ การผลักดันร่างกฎหมาย และการใช้งบประมาณ พร้อมเรียกร้องให้สถาบันปรับบทบาทให้ส่งเสริมงานวิชาการ วิจัยด้านความเหลื่อมล้ำ และการวิเคราะห์นโยบายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการอภิปรายในสภาและรักษาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ ผู้อภิปรายรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ เหตุผล ในการอภิปรายของผมมีความแตกต่างกัน ๒ ข้อถกเถียงด้วยกัน

ข้อถกเถียงประการที่ ๑ ก็คือว่าผมไม่เคยเรียนหรือเข้าอบรมหลักสูตรใด ๆ ของสถาบันพระปกเกล้า แน่นอนอาจจะทำให้ผมไม่รู้จักข้อมูลเชิงลึก ไม่ทราบรายละเอียด ไม่รู้เนื้อหาประเด็นที่อาจจะนำมาซึ่งการอภิปรายในวันนี้ได้

ข้อถกเถียงประการที่ ๒ ก็เพราะว่าผมไม่เคยเรียนในสถาบันพระปกเกล้า อาจจะทำให้การอ่านรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของผมมีความเป็นกลาง มีความเป็นธรรม ซึ่งในทางศาสนาพุทธเราเรียกว่า หลักการโยนิโสมนสิการก็จะทำให้การอภิปรายของผมนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า แน่นอนพรรคอนาคตใหม่ เลือกผมอภิปรายด้วยเหตุผลประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ขณะนี้สถาบันพระปกเกล้า อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์สถาบัน ฉบับที่ ๕ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙-๒๕๖๓ มีประเด็น ยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ทั้งหมด ๖ ประการด้วยกัน วิสัยทัศน์ท่านน่าสนใจนะครับ ท่านบอกว่า ท่านเป็นสถาบันวิชาการชั้นนำด้านพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมจะพูดคุยหรืออภิปรายใน ๔ ประเด็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ และเกี่ยวข้องกับเรื่องผลการดำเนินการของท่าน

ประการที่ ๑ สถาบันพูดถึงการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องการพัฒนา ประชาธิปไตย ส่วนใหญ่อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการ มีตัวชี้วัดต่าง ๆ ผมอยากจะขอความเข้าใจจากท่านนิดหนึ่งครับ ผมอ่านรายงานของท่าน ทั้งหมด ๒๖๐ กว่าหน้า ผมไม่เห็นท่านเขียนความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย ของท่าน ท่านให้ความหมายว่าอย่างไร เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ หรือเป็นประชาธิปไตยแบบสากล บทบาทของท่านในการให้ความหมายประชาธิปไตยนั้นท่านมีจุดยืนต่อการก่อกำเนิดของ การรัฐประหารอย่างไร ท่านมีจุดยืนต่อการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการซึ่งเกิดขึ้น ในสมัยปัจจุบันตลอดมา ๕ ปีกว่าอย่างไร ผมไม่เห็นตรงนี้ ผมอยากขอให้ท่านชี้แจง หรือทำความเข้าใจกับความหมายของความเป็นประชาธิปไตยตรงนี้สักนิดหนึ่งครับ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากความเป็นประชาธิปไตยที่ผ่านมาท่านจะเห็นได้ว่า ณ ขณะนี้ สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ มันมีความเปลี่ยนแปลงไป ถ้าท่านเห็นตามสื่อสารมวลชน ท่านจะเห็นเรื่องการใช้เฮตสปีช (Hate speech) ท่านจะเห็นเรื่องการใช้เฟกนิวส์ (Fake news) หรือข้อมูลที่ไม่เป็นจริงในการโจมตีกัน สิ่งเหล่านี้ท่านมีบทบาทอย่างไร ผมไม่เห็นงานวิจัย ไม่เห็นกระบวนการศึกษา หรือประเด็นที่รองรับกระบวนการดังกล่าว นี่ผมไม่อยากพูดถึง เรื่องความไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกจับกุมกล่าวหาใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ท่านเคยเด่นเรื่องสันติวิธี แต่รายงานในปี ๒๕๖๑ ไม่ตอบโจทย์ดังกล่าวเลยครับ อย่างไรก็ตามมี ๒ รายงานที่ผมคิดว่า มีความน่าสนใจ รายงานฉบับหนึ่งอยู่ในหน้า ๕๕ มีงานวิจัยที่ชื่อว่าชนะสิบทิศ ไม่ใช่ผู้ชนะสิบทิศ นะครับ เพราะเวลาที่เราได้ยินคำว่า ผู้ชนะสิบทิศ ผมจะนึกถึง ส.ส. ท่านหนึ่งของผม ท่านดอกเตอร์วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ท่านบอกประเทศไทยนายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่า เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มันจะทิ้งได้อย่างไรละครับ หันไปข้างหลังก็ไม่เหลือใครแล้ว แต่หนังสือ ชนะสิบทิศเป็นหนังสือที่นายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๖๑ เสียดายผมจำชื่อนายกรัฐมนตรีท่านนั้น ไม่ได้นะครับ ท่านแนะนำให้อ่าน ท่านบอกว่าวันนี้สิ่งที่คนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรจะต้องอ่านที่สุดก็คือหนังสือชนะสิบทิศ แต่ท่านจะให้เขาอ่านอย่างไรละครับ วันนี้ท่านยัง ไม่คืนอำนาจ ท่านยังไม่จัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เสียดายว่ารายงานของท่านเป็นหมันครับ ท่านน่าจะส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้อ่าน อย่างไรก็ตามมีอีกงานวิจัยอยู่ในหน้า ๕๖ เป็นการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและงบประมาณแบบการมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงมิติหญิงชาย ที่เรียกว่าจีอาร์บี (GRB) ท่านไปศึกษาอยู่ ๕ หน่วยงานย่อย ท่านทราบไหมว่า ๕ เทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงอื่น ๆ เขาก็ไปกัน เทศบาลตำบลเกาะคา ท่านลงไปดูสิครับ ๒๐ กระทรวงก็ไปทำงานที่นั่น เทศบาลตำบลดอนแก้วท่านก็ไปดู ผมก็เคยไป องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนางผมก็เคยไป องค์การบริหารส่วนตำบลพลูตาหลวงผมก็เคยไป แต่จีอาร์บี (GRB) ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ อีก ๗,๐๐๐ แห่ง เขาทำอย่างไรครับ ท่านทราบไหมครับว่าในงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ที่เพิ่งเข้าสู่สภาเขาไปดูมาแล้ว มีแค่อย่างมากที่สุด ๔ กระทรวงเท่านั้นที่เอาประเด็นเรื่องของจีอาร์บี (GRB) ไปใช้ แสดงว่า สิ่งที่ท่านวิจัยมาทั้งหมดในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ตรงนี้ไม่มีอยู่ในสิ่งที่มีการนำไปใช้จริง

ประการที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เป็นปัญญาและเป็นประเด็น ที่เป็นปัญหาไปในตัวของมันเองก็คือเรื่องการอบรมการเรียนการสอนหรือหลักสูตรต่าง ๆ ผมไปดูมาแล้วในหน้า ๗๖ เขียนไว้ดีมากเลย ท่านเขียนบอกว่าเรียนแล้วได้อะไรที่นี่มีคำตอบ ผมไม่เคยเรียนตอบท่านไม่ได้นะครับ แต่ท่านทราบไหมครับ คนภายนอกเขาว่าอย่างไร ท่านมีอยู่ทั้งหมด ๒๕ หลักสูตรด้วยกันผมไม่ลงรายละเอียด เพื่อนสมาชิกของผมฝากถามมาว่า ในต้นปีที่ผ่านมาเขาไปร่วมงานแสดงความยินดีในการได้ประกาศนียบัตรของท่านท่านหนึ่งไปแล้ว ๑ ครั้ง เขาก็บอกว่าคนนี้เมื่อปีที่แล้วก็รับประกาศนียบัตร เมื่อ ๒ ปีที่แล้วก็รัประกาศนียบัตร ตกลงแล้วเขาเคยเข้าหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้ามากี่ครั้งแล้วครับ หลักสูตรของสถาบัน พระปกเกล้าเอาเข้าจริง ๆ แล้วตอบโจทย์ของการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงมากน้อยขนาดไหน ท่านกล้ายืนยันไหมครับว่าผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าแทบไม่มีใครที่เคยไป เรียนซ้ำ หรือถ้ามีโอกาสในการเรียนซ้ำมีทั้งหมดเท่าไร การประเมินที่ท่านใช้ในการอบรม ท่านใช้รูปแบบที่เรียกว่า เคิร์กแพทริกโมเดล (Kirkpatrick Model) เรื่องของรีแอกชัน (Reaction) หรือปฏิกิริยาในการเรียนผมไม่พูดถึงนะครับ เรื่องเลิร์นนิง (Learning) ไม่พูดถึง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องบีแฮฟวิเออร์ (Behavior) หรือการปรับพฤติกรรมและเรื่องของ รีซอลต์ (Result) หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากองค์กร ผลลัพธ์ต่อองค์กรท่านวัดมันอย่างไร ถามจริง ๆ ว่าถ้าท่านเห็นบ้านเมืองเป็นแบบนี้ประชาธิปไตยที่ไม่ก้าวหน้า รีซอลต์ (Result) หรือที่เรียกว่าผลรับต่อองค์กรท่านวัดมันอย่างไร ท่านวัดเป็นคะแนนออกมาแบบที่ท่านเขียน จริงหรือไม่ เอาร่างพระราชบัญญัติเดียวที่สถาบันพระปกเกล้านำเสนอก็คือร่างพระราชบัญญัติ การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ท่านเสนอไปแล้ววันนี้รัฐบาล เอาอย่างไร ท่านเสนอไปปีกว่ามันเข้าสภาหรือยัง อันนี้น่าสนใจครับ นั่นเป็นประการที่ ๒ ถ้าท่านบอกว่าท่านวัดได้จริง

ประการที่ ๓ ซึ่งควรจะเป็นหัวใจของงานสถาบันพระปกเกล้าก็คือ งานส่งเสริมวิชาการของสภา ๒๖๐ หน้าของท่านมีอยู่แค่ ๙ หน้าเองครับ ที่พูดถึงงานส่งเสริม งานวิชาการของสภา สภาแห่งนี้เป็นจุดกำเนิดท่าน ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ที่ท่านพูดถึง ผมเป็น ส.ส. มา ๖-๗ เดือนอยากจะอภิปรายนโยบายของรัฐบาล อยากจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำ อยากจะหางานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าว่าท่านวิจารณ์เรื่องความเหลื่อมล้ำไว้ตรงไหน ผมพยายามเข้าไป ไปได้หนังสืออยู่เล่มหนึ่ง สถาบันไม่ได้ส่งให้ผม ผมเดินไปซื้อมาที่ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เสียดายว่าถ้าเล่มนี้ท่านวิเคราะห์เรื่องความเหลื่อมล้ำได้ดีมาก ท่านส่งไปให้คณะรัฐมนตรีดู ส่งไปให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ได้ดู เอามาให้พวกผม ได้ดูก่อน เผลอ ๆ วันนี้รัฐบาลอาจจะไปแล้ว เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ ของการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำแต่ประการใด ตรงนี้เสียดายอย่างยิ่ง แล้วก็ไม่ได้ แตกต่างกับการวิเคราะห์เรื่องของพระราชบัญญัติงบประมาณปีที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิก ของผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณบอกปีหน้าอย่าทำเลยสถาบันพระปกเกล้า ให้สภาแห่งนี้ วิเคราะห์ก็พอครับ เพราะงานวิเคราะห์ของท่านไม่ตอบโจทย์ในการเอาไปใช้ในการวิเคราะห์ เรื่องการจัดทำงบประมาณที่ผ่านมาอย่างแท้จริง ไม่แปลกอะไร ตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ของท่านจึงเป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ ๙.๔ จาก ๑๐ คะแนน ยุทธศาสตร์อื่น ท่านได้คะแนนเต็มหมดเลย ยุทธศาสตร์นี้ท่านได้ ๙.๔ ผมขออนุญาตขอเป็นความรู้ต่อสภาว่า ท่านจะทำให้คะแนนตรงนี้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายก็คือความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ท่านใช้งบประมาณทั้งหมดต่อปีประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท แน่นอนครับ เป็นงบประมาณราชการ ๒๙๙ ล้านบาท แล้วมีงบสมทบอีกนิดหน่อยอีกประมาณ ๕๐ ล้านบาท ด้วยความเคารพ ปี ๒๕๖๐ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านสร้างรายได้ให้ ๗ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ เหลือ ๗๐๐,๐๐๐ บาท รายได้ดังกล่าวหายไปตรงไหน มันเกิดอะไรขึ้น ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีมาก ท่านผู้อำนวยการก็เป็นคนที่มีความตั้งใจสูง เรื่องของเงินกองทุนต่าง ๆ ท่านมีงบประมาณอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียดว่าท่านใช้งบประมาณในกองทุนดังกล่าวนี้เอาไป ส่งเสริมพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองอย่างไร วันนี้ท่านสร้างเครือข่ายภาคพลเมือง ท่านบอก ปีที่แล้ว ๕๑ แห่ง อยากจะทราบว่าปีนี้เต็มครบทุกจังหวัดหรือยัง เสียดายได้มีโอกาสดู บางรูปก็ไม่พบว่าการพัฒนาการเมืองในระดับจังหวัดนั้นเปิดโอกาสที่กว้างขวางอย่างเพียงพอ ผมขออนุญาตท่านประธานต่อเวลาอีกนิดหน่อยใน ๑๐ นาทีไม่เกินครึ่งนาที ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า ท่านใช้คำอยู่ ๒ คำ ผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทย คำหนึ่งท่านใช้คำว่าคอนเซิร์น ซิติเซน (Concern citizen) ซึ่งผมแปลว่าพลเมืองที่ใส่ใจ อีกคำหนึ่งท่านใช้คำว่า แอกทีฟ ซิติเซน(Active citizen) ซึ่งผมแปลว่าพลเมืองที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามในรายละเอียดทั้งหมดผมไม่พบว่าการจะสร้าง บทบาทของพลเมืองที่เข้มแข็งนั้นเกิดขึ้นจากตัวสถาบัน เกิดขึ้นของบุคลากรในสถาบัน ที่ท่านจะมีจุดยืนต่อการต่อต้านระบอบการรัฐประหารหรือการสืบทอดอำนาจได้อย่างไร ถ้าท่านไม่สามารถแก้ไขโจทย์นั้นได้ท่านก็จะเป็นเพียงแค่ไม้ประดับหรือเครื่องสำอาง ของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ถ้าท่านตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด แล้ววันนี้ท่านสร้าง ธรรมาภิบาล ท่านสร้างสันติวิธีที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมเชื่อได้ว่าท่านจะเป็นสถาบันที่ตอบโจทย์ ของการก่อตั้งและเป็นสถาบันที่ทำให้พวกผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้องค์ความรู้ จากท่านในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาประเทศไทยให้กำลังใจท่านและขอขอบพระคุณท่าน ที่มารายงานประจำปีซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจครับ ท่านประธานครับ