รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๘/๒๕๖๐
วันจันทร์ที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๑๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖๐/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๖๑/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๖๒/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าว
เรื่องต่อไป ก่อนที่จะพิจารณาระเบียบวาระต่อไป ผมขอปรึกษาที่ประชุม เพื่อนำระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ คือการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อน วาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” ขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนควรรับฟังความเห็นและข้อเสนอจากสมาชิก จะมีสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ พิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” จำนวน ๑ วาระ เรื่อง ปฏิรูปการศึกษา
ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๕๖ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ ของแต่ละ คณะกรรมาธิการแล้วนั้น ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้สภาพิจารณาและรับทราบถึง ความก้าวหน้า อุปสรรค ปัญหา แนวทางแก้ไข และแนวทางการดำเนินงานการปฏิรูป ของแต่ละด้าน สำหรับในวันนี้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมีมติเห็นชอบให้นำเสนอการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อน วาระการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กลุ่ม “คน” เรื่อง ปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ที่ประชุมสภาพิจารณาและรับทราบแนวทางการดำเนินงาน โดยผมจะให้กรรมาธิการแถลงแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวก่อน จากนั้นจะให้ที่ประชุม อภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ วันนี้จะขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมเล่าเรื่องการศึกษาซึ่งอยู่ใน ๒๗ เรื่อง ในหัวข้อ ที่ระบุไว้ใน ป.ย.ป. นั้นพูดถึงหัวข้อเดียวว่าการศึกษา เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตกราบเรียน ที่ประชุมเพื่อรายงานผลงานที่คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาได้ทำไว้ ตามแผนที่ได้เสนอ ที่ประชุมนี้ไว้มีทั้งหมด ๑๑ แผนด้วยกัน กรรมาธิการได้เสนอเรื่องให้กับสภานี้ไปแล้ว ๑๑ แผน แล้ว ๑๐ แผนได้เสนอผ่านรัฐบาลโดยผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการแล้วก็มอบหมายไปยังกระทรวง เรามีการตั้งคณะกรรมการร่วมกับกระทรวง ได้ทำงานร่วมกัน กระทรวงได้ทำเรื่องเสนอมีกฎหมายพิเศษ มาตรา ๔๔ ออกไปแล้ว แล้วก็มีการปรับเนื้องานไปตามสมควร อย่างที่กราบเรียนว่างานปฏิรูปการศึกษานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของการปลูกต้นไม้โตเร็ว แต่ว่าลำพังต้นไม้แก่นหรือไม้โตช้าก็ยังเร็วกว่า การปลูกคนหรือการปฏิรูปการศึกษา ได้กราบเรียนที่ประชุมไปแล้วว่าการปฏิรูปการศึกษานั้น ได้รับความกรุณาอย่างยิ่งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำข้อเสนอตั้งแต่ สปช. มาจนถึง สปท. ได้ไปเขียนไว้ให้เป็นที่พึงพอใจ จะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่กราบเรียน ไปแล้วว่าได้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณก็เป็นที่พอใจว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ความสำคัญสูงสุดที่ได้กราบเรียนที่ประชุม และที่ประชุมก็ได้กรุณาเห็นชอบไปแล้ว ทั้ง ๑๑ เรื่อง นอกจากนั้นทางคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาเราก็ยังได้ทำงานร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอเรื่องโดยตรงไปรวมทั้งสิ้น ๒๔ เรื่องย่อย ๆ ด้วยกันภายใต้วาระ สำคัญ ๆ ๓ วาระ อย่างที่ได้กราบเรียนที่ประชุมนี้ไปแล้ว ผมขออนุญาตทบทวนย่อ ๆ ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที โดยใช้ภาพสไลด์ (Slide) ซึ่งได้ขออนุญาตท่านประธานไปแล้วครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ครับ การปฏิรูปการศึกษาและวิทยาศาสตร์มีภารกิจ ๒ เรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษาและเรื่องวิทยาศาสตร์ ขออนุญาตใช้คำว่า ปักหมุดปฏิรูปการศึกษา ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง ที่ผมใช้คำนี้เพราะว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นท่านสมาชิกทราบดีว่าต้องใช้เวลามากกว่าการปลูกไม้แก่นหรือไม้โตช้า ด้วยซ้ำไป จึงขออนุญาตใช้คำว่า ปักหมุด อะไรคือหมุดที่สำคัญครับ ผมอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ทบทวนว่าโลกมันเปลี่ยนไปจริง ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ แนวโน้มของโลก จะเป็นอย่างไรผมขออนุญาตไม่พูดซ้ำ แต่ว่าเป็นเอกสารที่ส่งไว้เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้ นำเอาไปศึกษาแล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม ถัดไปครับ โลกมีการปะทะกันของขั้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจี ๗ (G7) กลุ่มบริกส์ (BRICs) หรืออื่น ๆ ถัดไปครับ ผมขออนุญาตใช้คำว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ต้องมีการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง แล้วเกี่ยวอะไรกับเราครับ โฉมหน้าใหม่ ของโลกที่จะเปลี่ยนไปซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าท่านสมาชิกคงตามเรื่องนี้ คำถามของผมก็คือ แล้วเมืองไทยซึ่งเป็นประเทศไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักเมื่ออยู่ในโลกเราจะยืนตรงไหน ในขณะที่ โลกมันเล็กลงมีการแข่งขันอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางเทคโนโลยีทุกเรื่อง ย้อนดูขนาดของแผ่นดินเรา สักนิดหนึ่ง เราเป็นอันดับที่ ๕๑ มีพื้นที่อยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ถ้าดูจำนวนประชากรเราก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรามี ๖๗ ล้านคนโดยประมาณ ผมใช้คำว่า ๗๐ ล้านคน ในที่นี้หมายรวมถึงชาติอื่น ๆ ที่กรุณามาช่วยเราทำงานในประเทศของเรา ตัวเลขคร่าว ๆ ๗๐ ล้านคนเศษ ๆ ที่อยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยกัน เรามีประชากรอยู่เป็นที่ ๒๐ของโลก ถ้าพูดถึงจำนวนคนก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ถัดไปครับ ที่ผมหยิบยกเอาพระราชดำรัสของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ มาชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านตรัสเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ว่าประเทศของเรา มั่งคั่งและเป็นจุดยุทธศาสตร์ ผมไม่มีเวลาอธิบายในรายละเอียด แต่ขออนุญาตถัดไปครับ ดูด้านแผ่นดิน ก็มีชัยภูมิ มีพื้นที่เกาะติดชายฝั่งทั้ง ๒ ฝั่งถึง ๒,๘๐๐ กว่ากิโลเมตร เรามีน่านน้ำเป็นของเราเอง เรามีพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตอาหาร ในการสะสมน้ำ ในการสะสมความสำคัญของชีวิตถึง ๒๕ ลุ่ม และที่สำคัญที่สุดคนไทยเป็นคนมีน้ำใจเด่น ระดับโลกและเป็นที่หนึ่งของโลก สังคมเราก็เป็นสังคมที่ดี มีน้ำใจ และมีอารยธรรมที่รุ่มรวย มาก่อน ถัดไปครับ ผมใช้คำแรงนิดหนึ่งว่าเพียง ๕๐ ปีเราหมดตัว ในที่นี้หมายถึงทรัพยากรดิน เสื่อมโทรม มีงานวิจัยยืนยันจากกรมพัฒนาที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องว่าแผ่นดินเรา ซึ่งเป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ๑ ใน ๖ ที่องค์การอาหารและเกษตรของโลก ยืนยันว่านี่คือแหล่งอาหารสำรองให้กับเพื่อนมนุษย์ในโลกมันเสื่อมจนถึงที่สุดแล้ว มีงานวิจัย ยืนยันว่าแผ่นดินเราเสื่อมทรุดจนถึงที่สุด คำถามคือเมืองไทยจะไปทางไหน ผมขออนุญาตนำ แนวคิด ๓ ปรัชญามาชี้ให้ท่านเห็นทวนอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้กราบเรียนไปแล้ว โลกกำลัง เชื่อมั่นในระบบทุนนิยม เสรีนิยม ประชาธิปไตย และเราก็จะเดินไปตามระบบคิดซึ่งเชื่อว่า มีทรัพยากรแล้วนำเอาทรัพยากรนั้นมาแปรรูปแล้วก็เปลี่ยนเป็นความมั่งคั่ง แล้วก็วัดด้วย จีดีพี (GDP) วัดด้วยความมั่งคั่ง ในขณะที่โลกสังคมนิยมไม่เชื่อเรื่องนี้ เชื่อเรื่องการกระจาย ปี ๒๕๒๕ พระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสชัดเจนว่าไม่เอา เราไม่อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากเป็นเสือ เป็นเสือนั้นไม่สำคัญ เราไม่อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากเดี๋ยวเราจะถอยหลังเข้าคลองอย่างน่ากลัวเหมือนที่ ประเทศก้าวหน้าอย่างมากเป็นอยู่ เราจะเป็นสังคมนิยมก็เป็นไม่ได้ แต่เราจะเป็นเรา ปรัชญา สำคัญเราเชื่อเรื่องการให้ สังคมไทยจะเป็นสังคมที่มั่งคั่ง หมายถึงมีความพอเพียง มีน้ำใจ ที่มั่งคั่งแบ่งปันกัน แต่ว่า ๑๐๘ เรื่องเราแข่งขันกับใครก็ได้ในโลก หัวใจสำคัญคือเราต้องสร้าง คนของเราให้เชื่อมั่นว่าเมืองไทยมีความยิ่งใหญ่ในระดับโลกมากมาย ถัดไปครับ เป้าหมาย ซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่ คสช. มาตั้งแต่รัฐบาล สปช. รวมทั้ง สปท. ทุกฝ่ายยอมรับกันว่าประเทศเรา จะสร้างความมั่นคงมาก่อน แปลว่าจะต้องขจัดความคอร์รัปชัน ความโปร่งใสให้เกิด ความเป็นธรรมสังคมจึงจะมีความมั่นคง แต่เราจะมั่งคั่ง ที่ประชุมทั้ง ๕ สายยืนยันไว้แล้วว่า เราต้องการความพอเพียงมาก่อน เราต้องสร้างสังคมที่มีน้ำใจแบ่งปันกันแต่ว่าแข่งขันได้ แล้วเราก็จะส่งมอบประเทศที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน ประเทศเราจะยั่งยืนจนถึงลูกหลานได้ แน่นอนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเราจะต้องดี เราต้องมีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ เหมาะสมกับสังคมของเรา กับแผ่นดินของเรา แล้วก็มีศีลธรรม มีศิลปวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ ทั้งหมดนั้นจะเกิดไม่ได้เลยถ้าคนไทยเป็นคนเลว ไร้วินัย และไม่ภูมิใจในชาติตัวเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าการศึกษาทุกรูปแบบทุกระดับทั้งมวลนั้น จำเป็นต้องสร้างให้คนไทยเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ นี่คือเรื่องแรกที่ต้องทำ เรื่องที่ ๒ ต้องสร้างความเชี่ยวชาญตามความถนัดของแต่ละท่าน และเรื่องสุดท้ายไม่ว่าคุณจะดี จะเก่ง แต่ถ้าคุณไม่รับผิดชอบต่อสังคม ครอบครัว ชุมชน และประเทศของตัวเอง ไม่รักประเทศตัวเอง กลับคลั่งไคล้ในอารยธรรมของชาติอื่น ประเทศเราไม่มีทางยั่งยืน นี่คือหัวใจสำคัญ ทีนี้ทำอย่างไรคนไทยจะทั้งดีและเก่ง รวมทั้งรับผิดชอบต่อแผ่นดินเกิดของเรารวมทั้งโลกใบนี้ ด้วยซ้ำไป มีงานที่เสนอไปอย่างที่กราบเรียนแล้วว่าทั้งหมดมี ๒๔ เรื่อง เดี๋ยวสักครู่ จะขอความกรุณาท่านประธานกรรมาธิการทั้ง ๔ คณะแล้วก็ท่านโฆษกได้เล่าในรายละเอียด ให้ฟังว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง ผมจะขออนุญาตกลับมาทบทวนอีกนิดหนึ่งว่างานที่ทำไป ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง ผ่านสภานี้แล้ว ๑๑ เรื่อง และแบ่งกลุ่มเป้าหมายคร่าว ๆ ให้คนไทยทั่วไป เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ กลุ่มแรก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนก่อนเข้าโรงเรียนภาคบังคับ ตามกฎหมายก็คือ ๖ ปี อยู่ในครรภ์มารดา ๙ เดือน บวกกับคลอดออกมาอีก ๖ ปี นี่ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง งานนี้จำเป็นต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง ซึ่งได้เสนอ ที่ประชุมนี้ไปแล้วเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าวัยสำคัญที่สุดที่ลงทุนแล้วมีกำไรสูงสุด ๗ เท่า ของการลงทุนพัฒนาคนทุกช่วงวัย เพราะฉะนั้นช่วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ได้กราบเรียน ไปแล้วว่าเรามีคนเกิดมาปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วจากผลทางสังคม แม่วัยใสเอย ปัญหาเศรษฐกิจเอย ปัญหาความเหลื่อมล้ำเอย ปัญหาความยากจนในชนบท หรือบางพื้นที่ความยากจนในเมืองทำให้คนประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถพัฒนา ลูกของตัวเองได้ก็แปลว่า ๒๐๐,๐๐๐ คนมีปัญหาทั้งทางสมอง ทั้งร่างกายและจิตใจ อันนี้จะเป็น บอตเทิลเนก (Bottleneck) อันนี้จะเป็นปัญหาสำคัญที่สังคมต้องเร่งแก้ไข ถัดไปในกลุ่มที่ ๒ ที่เราวิตกกังวลแล้วก็ให้น้ำหนักมากก็คือวัยที่อยู่ในช่วงของการทำงาน ๑๕-๖๐ ปี มีอยู่ ประมาณ ๓๘ ล้านคน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วของโลกนั้นจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งปรับตัว ตามไม่ทันจะตกงาน จะเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศ และกลุ่มที่ ๓ กลุ่มผู้สูงอายุ เราพูดเรื่องนี้กันมานานว่าเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแต่เรายังไม่มีระบบที่จะรองรับ ถ้าปล่อยให้ ผู้สูงอายุไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการพัฒนาตัวเองแล้วกลายเป็นคนพิการ แนวโน้มผู้สูงอายุ จะกลายเป็นคนพิการติดรถเข็นแล้วก็ติดเตียงถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นสังคมที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นเป้าหมายนี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องให้การศึกษา และเป้าหมายสุดท้ายคือ เป้าหมายที่มีเจ้าภาพดูแลอยู่แล้วก็คือเป้าหมายตั้งแต่อายุ ๖ ขวบเป็นต้นไป ซึ่งอยู่ในระบบ การศึกษาประมาณ ๑๒.๙ ล้านคน นี่เป็นเป้าหมายซึ่งอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการดูแล เป็นหลักอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่อีก ๑๐ กระทรวงที่จะ ดูแล ทั้งหมดนี้จะมีการปฏิรูปไม่ได้เลยถ้า ๔ มุมนี้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มุมที่ ๑ กฎหมาย ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันนี้ค่อนข้างสบายใจเพราะว่ารัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้ว หลายท่านคงได้อ่านแล้ว กฎหมายทุกฉบับ ๑๕ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องปรับ ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ภายในไม่เกิน ๖๐ วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้รัฐบาล ต้องตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว ดูแลเรื่องครู เรื่องเด็กเล็กแล้วก็เรื่องกองทุน ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วนี่คือแง่มุมของกฎหมาย มุมที่ ๒ คือส่วนนโยบาย ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญตั้งแต่เรื่องเด็กเล็ก ๔ กลุ่มนี้รัฐบาล ให้ความสำคัญ ผมได้ไปเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการ กขร. กระทรวงศึกษาธิการ ก็ย้ำยืนยัน ๑๕ เรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ๑๕ เรื่องก็อยู่ในไพรออริตี (Priority) ที่จะหยิบ เรื่องการศึกษานี้ขึ้นมาทำส่วนของนโยบาย แต่มุมที่ ๓ มีความสำคัญยิ่งกว่ากฎหมาย และนโยบายคือส่วนของการปฏิบัติการ ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนภาครัฐ ซึ่งก็จะอยู่ใน รายละเอียดที่ผมโน้ต เอาไว้เป็นภาพ แล้วก็ส่วนภาคพ่อแม่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า รัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐหมายถึงรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเอกชน เอกชนก็หมายถึงครอบครัว ชุมชน พ่อแม่ ทุกกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ท้องถิ่นถือเป็นเอกชน เราใช้คำว่าทั้ง ๗๐ ล้านคนต้องลุกขึ้นทำหน้าที่เป็นครู และทั้ง ๗๐ ล้านคนนี่ละก็ต้องลุกขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนโลกใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ทั้ง ๗๐ ล้านคนเป็นทั้งครูและผู้เรียนรู้ ไปพร้อม ๆ กัน อันนี้คือส่วนปฏิบัติการ ซึ่งเรื่องนี้มีกลไกเยอะมากเฉพาะโรงเรียนของรัฐ ก็ ๓๐,๐๐๐ กว่า ศูนย์การเรียนของกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ซึ่งท้องถิ่นดูแลอยู่อีก ๒๐,๐๐๐ ตัวเลขก็ ๕๐,๐๐๐ เศษ ๆ คงต้องใช้เวลาปรับตัว อันนี้ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ และเราก็กำลังทำร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการสร้างต้นแบบของความสำเร็จซึ่งคิดว่า มีความสำคัญยิ่งกว่าคำสั่ง ยิ่งกว่ากฎหมาย และยิ่งกว่านโยบาย เพราะว่าต้นแบบความสำเร็จ อยู่ที่ไหนก็จะเป็นตัวอย่างที่คนหยิบเอาไปขยายผลได้ ถัดไปครับ เราพยายามใช้ภาพให้เห็น ง่าย ๆ ว่าตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอนทั้ง ๗๐ ล้านคนตลอดชีวิตนั้นต้องยอมปรับตัว ครั้งใหญ่ ต้องปักหมุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่บนโลกใบปัจจุบันนี้ ยากมากขึ้นทุกวัน ๆ ภาพถัดไปก็พยายามเอาภาพที่ฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนว่า ถ้าโรงเรียน เช่นโรงเรียนขนาดเล็กหรือศูนย์การเรียนประจำชุมชน โรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนกำลังจะเป็น ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน เพราะว่าเด็กเกิดน้อยลง เด็กอพยพ จากท้องถิ่นเข้าสู่เมือง เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมาก เพราะฉะนั้นโรงเรียนขนาดเล็ก จาก ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนก็กำลังจะเติบโต กำลังจะขยายไปเป็น ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน ในขณะเดียวกันศูนย์การเรียนขนาดเล็กของชุมชนซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยนั้น อีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตัวเลขคร่าว ๆ ๑๙,๐๐๐ เศษ ๆ ผมใช้คำว่า ๒๐,๐๐๐ ก็รวมเป็น ๓๕,๐๐๐ จนถึง ๔๐,๐๐๐ ที่จริงชุมชนชนบทเรามี ๗๐,๐๐๐ แล้วก็ชุมชนเมืองอีก ๑๐,๐๐๐ เป็น ๘๐,๐๐๐ ชุมชน ถ้าทั้งหมดนี้ถูกปรับตัวเป็นแหล่งเรียนรู้ตั้งแต่แม่อยู่ในครรภ์มารดา คือแม่นั่นเอง ไปจนตลอดถึงผู้สูงวัยได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์การเรียนหรือโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จะปรับตัวต่อไปในอนาคต มีความพยายามที่จะควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ว่าในทางปฏิบัติ นั้นไม่ง่ายเลย หลายท่านคงทราบข้อมูลดีอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้จะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ของทุกภาคส่วนที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษานี้เป็นจริงให้ได้ ซึ่งทั้งหมดได้ถูกเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในกฎหมาย ๒ ฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในที่ประชุมนี้ เรียกว่าธรรมนูญการศึกษา และที่ประชุมก็ได้กรุณาอนุมัติเห็นชอบไปแล้ว แล้วพระราชบัญญัติ การศึกษาตลอดชีวิต ๒ ฉบับนี้จะโยงกัน ก็จะหยิบประเด็นสำคัญ ๆ เอามาขีดเขียนไว้ ได้ผ่านไปแล้วทั้ง ๒ ฉบับ ผมจะขออนุญาตใช้เวลาที่ประชุมเพียงเท่านี้เพื่อจะทบทวนว่า ทิศทางปฏิรูปการศึกษาที่จะปักหมุดเอาไว้ด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้ง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความเห็นร่วมกัน แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณที่ประชุมนี้ที่ได้กรุณา ล่าสุดเรื่องที่ ๑๑ ได้กรุณาโหวตให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านเห็นชอบและท่านก็ได้กรุณาเร่งรัด ว่าเรื่องนี้ทุกท่านจะช่วยกันอย่างไร อย่างที่ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ เท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการดูแลอยู่แค่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนด้วยคน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เท่านั้นเอง แต่ทั้งหมดนี้ตั้งแต่พ่อแม่เป็นต้นไป จะต้องร่วมกันรับผิดชอบในการพัฒนาคนของเรา ที่จะอยู่ในโลกใบใหม่ให้ได้ และยังคงความเป็นไทย คงความเป็นเอกลักษณ์ และคงความมั่งคั่ง ของสังคมไทยเอาไว้ให้จงได้ ก็ต้องกราบขอบพระคุณที่ประชุมนี้อีกครั้งหนึ่ง และขออนุญาต ท่านประธานได้ให้ท่านรองประธาน ท่าน พลเอก พหล ได้กรุณาเล่าเรื่องที่ท่านทำมาแล้ว ให้ที่ประชุมได้ฟัง กราบขออนุญาตครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ และเป็นอดีตรอง ปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผมเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ได้รับมอบภารกิจจากท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านอาจารย์วิวัฒน์ ซึ่งจะเรียกว่าเหมือนเป็นแม่ทัพใหญ่ของการศึกษา มอบหมายเป้าหมายให้ผมนำกำลังพล กองพลในคณะปฏิรูปการเรียนรู้เข้ายึดที่หมาย ที่หมายสำคัญของผมก็คือเรื่องที่หมายการเรียนรู้ ภารกิจก็คือต้องขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ การเรียนรู้ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นมาเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภารกิจในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการเรียนรู้ เพื่อสร้าง “พลเมืองดี วินัยเด่น” ซึ่งเมื่อได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ ประกาศใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้นั้นเราก็ได้คำจำกัดความที่ชัดเจนว่า พลเมืองดี วินัยเด่น ก็คือการที่ เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญตามความถนัด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ นี่คือเป้าหมายที่จะต้องให้เกิดการขับเคลื่อน ให้เกิดการเคลื่อนไหว ในเรื่องนี้ให้ได้ในเวลาที่มีอยู่ ภารกิจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแน่นอนเป็นภารกิจ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นอกจากนี้ยังเป็นวาระการปฏิรูป ๑ ใน ๓ วาระที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้กำหนดขึ้นในเรื่อง การศึกษา เป็นวาระปฏิรูปที่ ๑๘ ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น แต่ในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองดี วินัยเด่นนั้นครอบคลุมอยู่ประมาณ ๕ ประเด็น ที่ไม่ได้เขียนลงไปก็คือความยากของภารกิจ ภารกิจจริง ๆ ดูชื่อก็ยากแล้ว แต่ความยากของมัน คือว่าผมต้องเข้าไปปรับหรือเข้าไปต่อสู้กับความคิด ความเชื่อ และวิถีชีวิตเดิมของคนที่ จัดการเรียนการสอนทั่วประเทศ ทุกคนได้ปฏิบัติอยู่แล้วในเรื่องการสร้างคนดี สร้างคนมีวินัย สร้างคนภูมิใจในชาติ สร้างคนเก่ง สร้างคนรับผิดชอบ แต่ละโรงเรียนมีวิธีการปฏิบัติ มีความเชื่อ มีความคิด มีกระบวนการอยู่ แต่แน่นอนเมื่อสิ่งที่ต้องทำนั่นคือต้องมีการปฏิรูป เพราะผลของการกระทำที่เป็นอยู่แล้วเดิมนั้นส่งผล ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจโดยโพล (Poll) ไหน หรือสำรวจในประเทศไทย หรือในระดับโลกแล้วผลออกมาไม่ค่อยดี นั่นคือต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นจึงเป็นความยากที่ต้องเข้าไปเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิตเดิม แนวคิด คณะของผมก็คือว่าเราคงจะไม่ไปทำลายความคิด ความเชื่อ หรือวิถีชีวิตเดิมเพราะมันทำไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้เขาสามารถเข้าใจถึงวิถีใหม่ที่จะกลมกลืนกับของเดิม แต่ปรับทิศทาง ขึ้นมาให้เป็นแนวใหม่ที่เกิดความสำเร็จอย่างที่เราต้องการ แนวทางการปฏิบัติ คณะเราจึง ต้องศึกษา วิเคราะห์ปัญหาสภาวะแวดล้อมเชิงวิจัย และทำงานเชิงวิจัย โดยร่วมกับผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมดและกระทรวงศึกษาธิการโดยใกล้ชิด จากนั้นจึงมากำหนดแนวทาง การแก้ปัญหา กำหนดเป็นแนวทาง ๓ กระบวนการในการสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ ทุกคนเห็นตรงกันหมดว่าทั้ง ๓ ส่วนนี้ต้องทำควบคู่กันไปโดยเริ่มต้นที่บ้าน เบ่งบานใน สถานศึกษา และเติบโตใหญ่กล้าในสังคม เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป แล้วมาพบว่า ในภารกิจของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ข้อ ๒ เรื่องเบ่งบานในสถานศึกษาก็ตรง และส่วนครูหรือการปฏิบัติในสถานศึกษานั้นก็เป็นหัวใจสำคัญเพราะมีเวลาถึง ๑๕ ปี ที่นักเรียนจะได้รับการอบรมบ่มเพาะให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีเวลาต่อเนื่องถึง ๑๕ ปี หรือ ๑๒ ปีอย่างน้อยที่สุด แล้วครูส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อแม่อยู่ในกลุ่มที่ ๑ เช่นเดียวกัน แล้วครูทั้งหมดก็คือส่วนหนึ่งของ สังคม เพราะฉะนั้นการเจาะที่ประเด็นครูจึงได้ผลทั้ง ๓ ส่วนพร้อม ๆ กันไป แล้วตรงกับ ภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ เราจึงมองดูที่กระบวนการเรียนรู้ของครูซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของครู ในการสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ ซึ่งพบว่ามีปัญหาของการที่ไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทุกคาบของการศึกษา เราจึงสร้างนวัตกรรม กระบวนการเรียนรู้ บูรณาการ ที่เรียกว่าสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) เพื่อเป็นเครื่องมือในการบูรณาการ เรื่องความดี ความมีวินัย ความภูมิใจในชาติ ความรับผิดชอบกับสาระวิชาการทุกสาระวิชาการ เข้าไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ ขณะนี้ในการพยายามขยายผลโรงเรียนคุณธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการก็ยังมีส่วนที่กำลังหาอยู่ว่าจะมีเครื่องมืออะไรบูรณาการคุณธรรม เข้ากับวิชาการ เพราะเดิมนั้นจะเป็นการทำแยกส่วน เมื่อเป็นการทำแยกส่วนปัญหา ก็คือมีการแย่งชั่วโมงกันแล้วก็ไม่ลงตัว แต่อันนี้บูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงมีการคิด ในเรื่องความดี ความมีวินัย ความภูมิใจในชาติ เข้ากับการคิดการเรียนทุกชั่วโมงของการเรียน ทำให้เกิดการคิดเองทำเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เราวิจัยกระบวนการขับเคลื่อนให้ได้ผล พบว่าต้องใช้กระบวนการ ๔ ขั้นตอน ก็คือตั้งแต่ปรับพื้นฐานสร้างความเข้าใจ จัดทำบริบท รองรับ แล้วก็ใช้การขับเคลื่อนการเรียนการสอนแบบสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาและจิตวิญญาณ แล้วก็มีการประเมินมีการกำกับดูแล เมื่อเราได้วิจัย แนวทางที่จะปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว เราได้นำเสนอเรื่องนี้ขอรับความเห็นชอบจาก คณะกรรมาธิการและเข้าสู่ สปท. ตามระบบ จากนั้นก็มีการทดสอบความเป็นไปได้ว่า กระบวนการขับเคลื่อนหรือแนวทางการเรียนรู้แบบสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ที่เราได้คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้จะสามารถใช้ได้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร โดยเลือกโรงเรียนทดลอง ๑๑ โรงเรียน เป็นโรงเรียนทุกภาคทั้ง ๔ ภาค ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ทำการทดสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสม เมื่อเรียบร้อยแล้วเราได้เสนอให้กับ สพฐ. เพื่อขอขยายผลทดลองขับเคลื่อนโรงเรียนต้นแบบ จากนั้นเราก็จะประเมินแล้วก็ส่งมอบ แนวทางคู่มือการปฏิบัติ ตัวอย่าง ต้นแบบ สรุปผลการดำเนินการ ปัญหาข้อขัดข้อง แนวทางการพัฒนาต่าง ๆ ให้กับคณะกรรมาธิการที่จะดำเนินการต่อไปนะครับ นี่ก็เป็นแนวคิดในการปฏิบัติของเรา วิเคราะห์ภารกิจเรียบร้อยแล้วก็กำหนดแนวทางปฏิบัติ ก็ขอดูภาพให้เห็นชัดเจนว่าแนวทางการปฏิบัติเราก็คือ ๔ ภาพนี้ แนวทางปฏิบัติหลัก ในการเข้ายึดที่หมายกระบวนการเรียนรู้ ภาพแรกคือเป็นภาพความสำเร็จที่ต้องการ เป็นภาพหลังจากการยึดที่หมายเรียบร้อยแล้วจะต้องมีดอกไม้ที่งดงามด้วยความดี ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความภาคภูมิใจในชาติ ซึ่งมีปฏิบัติการเข้าตี ๓ ทิศทางประกอบกัน ทั้งที่บ้าน ที่สถานศึกษาและในสังคม แต่ละทิศทางก็กำหนดกำลังหลักไว้ชัดเจนว่าใคร คือกำลังปฏิบัติหลัก เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย ภาพต่อไปครับ หลักคิดที่เรียกสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นั้นมาจากไหน แน่นอนเมื่อเราจะเสนอหลักคิดอย่างที่บอกแล้วว่า เราไม่ต้องการทำลายความเชื่อเดิม แต่เราต้องการโยงความเชื่อเดิมเข้ากับแนวทางใหม่ที่เชื่อว่า จะทำให้ความเชื่อเดิมนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นหลักคิดสำคัญก็มาจากหลักสากล เราไม่ทิ้งหลักสากล เพราะนักเรียนของเราต้องเข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ หลักสากล เช่นคำว่าความต้องการทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ๓ อาร์ ๘ ซี (3R8C) คือเรื่องของสเต็ม เอดูเคชัน (STEM Education) เป็นต้น หลักธรรมเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าหรือศาสดาต่าง ๆ มีแนวคิดในการพัฒนาคนที่ได้ผลมาเป็น ๑,๐๐๐ ปี หลักไทย เราไม่ทิ้งความเป็นไทย เพราะเราเชื่อว่าความเป็นไทยคือสิ่งที่เราต้องการเชิดชู และหลักในหลวง รัชกาลที่ ๙ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นสุดยอดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้ง ๔ อย่างนี้เรานำมาผสมผสานกัน เพื่อจะสร้างแนวคิดใหม่ ขอภาพต่อไปครับ ภาพที่เกิดขึ้นก็คือแนวคิดใหม่ในการที่จะบูรณาการ อันนี้เป็นกระบวนการที่จะบูรณาการความคิดทุกด้าน ทั้งด้านของสาระวิชาการ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการสอดคล้องกับ ภูมิสังคม สามารถในการที่จะจัดระบบให้เกิดประสิทธิภาพ ขอหน้าต่อไปครับ หลักคิดของ เรามี ๕ หลักที่บูรณาการกัน ๕ สเต็มส์ (5 STEMS) เอส ที อี เอ็ม เอส (S T E M S) ถ้าจะพูดจริง ๆ ก็ต้องสเต็มส์ (STEMS) แต่ว่าพูดยากเราเลยเพิ่มสตาร์ (STAR) เข้าไปให้รู้ว่า เป็น ๕ สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นะครับ สตาร์ (STAR) ก็คือดวงดาว เป้าหมาย ที่ต้องการสเต็มส์ (STEMS) ไปสู่สตาร์ (STAR) หลักแรก คือหลักเหตุและผล ไซเอนทิฟิกทิงกิง (Scientific Thinking) หลักที่ ๒ คือหลักการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของภูมิปัญญาไทย จะคิดวิธี แก้ปัญหาอย่างไรก็ตามเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต้องไม่ลืมค้นคว้าภูมิปัญญาไทย เข้ามาร่วมด้วย หลักประสิทธิภาพ ทั้งการจัดระบบให้เกิดประสิทธิภาพและการสื่อสาร ต้องสามารถสื่อสารสู่สากล อย่างน้อยต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาพื้นถิ่นที่สามารถ เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะเป็นอิงลิชเอนจิเนียริง (English-Engineering) หลักที่ ๓ คือไทยเทคโนโลยี (Thai-Technology) หลักที่ ๔ ต้องมีการพิสูจน์ด้วยตรรกะและคุณธรรม พิสูจน์ด้วยโมรัลแมเทแมติก (Moral-Mathematic) สิ่งที่ทำนั้นต้องผ่านการทดสอบ ทั้งด้านตรรกะ เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ และต้องผ่านการพิสูจน์ด้านคุณธรรมที่ไม่สร้าง ความเดือดร้อนให้ผู้อื่น หลักที่ ๕ หลักความสอดคล้องกับภูมิสังคม โซซิโอโลจี (Sociology) หลักนี้เรานำมาจากหลักของในหลวงโดยตรงเลยนะครับ ทุกอย่างที่คิด ทุกอย่างที่เสนอ ต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมของตน นักเรียนที่คิดใน ๕ หลักคิดนี้จะเป็นคนที่คำนึงถึง เหตุผลตลอดเวลา คำนึงถึงภูมิปัญญาไทย เข้าใจบรรพบุรุษ คำนึงถึงความสามารถที่จะ สื่อสารสู่สากล เขาสามารถนำไทยไปสู่สากลได้เพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เขาคำนึงถึงคุณธรรม ทุกสิ่งที่คิดจะต้องไม่เดือดร้อนผู้อื่น ต้องซื่อสัตย์ ต้องมีความเพียร มีความถูกต้อง เขาคิดถึงบ้านของเขา ทุกอย่างที่คิดต้องเหมาะสมกับจังหวัด พื้นถิ่น ประเทศไทย เพราะฉะนั้นหลักคิดนี้จะบูรณาการทั้งสาระวิชาการ ทักษะ ศตวรรษที่ ๒๑ คุณธรรมความดี สำนึกความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทย ภูมิสังคม ทุกอย่าง และเป็นการ แก้ปัญหาจริงที่กำหนดขึ้นในการเรียน ต่อไปครับ กลไกความสำเร็จของเครื่องมือหลัก ของเราที่คิดว่าทำไมจะไปช่วยเขาให้สำเร็จได้ ตอบเป้าหมายของการเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบได้ เพราะเราเชื่อว่าเราได้พิสูจน์แล้วจากกระบวนการคิด สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ที่คิดวงรอบโดยใช้โจทย์สถานการณ์ซิทูเอชัน (Situation) เป็นตัวตั้ง ให้เขาคิดเองอย่างต่อเนื่อง เข้าใจเองก็จะเกิดความรู้ เมื่อคิดก็จะรู้ รู้ในสิ่งที่คิด นั่นเองครับ รู้เหตุผล รู้หลักวิชา รู้การแก้ปัญหา รู้ต่าง ๆ ที่คิด เมื่อรู้ก็จะรัก เมื่อรู้ภูมิสังคม ของเขาก็จะรักบ้านของเขา เมื่อรู้ภูมิปัญญาไทยก็รักบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้นเขาจะรัก เมื่อรักก็ต้องการทำทุกสิ่งให้ดีขึ้น เกิดความสามัคคีที่จะร่วมกันทำสิ่งที่ดีให้แก่สังคม ทั้งหมดนี้ คือคุณสมบัติที่นำไปสู่การตอบโจทย์ของคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบ และสามารถ ที่จะมีทักษะพัฒนาความเชี่ยวชาญตามความถนัดต่อไปได้อย่างครบถ้วน ภาพต่อไปครับ เมื่อเราได้วิเคราะห์แนวทางปฏิบัติ วิเคราะห์เครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยผสมผสานกับ แนวความคิด วิถีชีวิตเดิมของครูในการเรียนการสอนให้มาสู่วิถีคิดของเราที่จะช่วยให้ การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพตอบเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญได้ครบถ้วน เราก็กำหนด โรดแมป (Roadmap) ของการขับเคลื่อน เพราะภารกิจที่คณะผมได้รับคือการขับเคลื่อน ต้องมีการเคลื่อนไหว ในช่วงปี ๒๕๕๙ ต้นปีก็เป็นการศึกษาวิจัย ในปลายปีก็เป็น การเตรียมความพร้อม จัดทำเอกสาร เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และในปลายปีจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เราก็เริ่ม ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนไหว เราเริ่มปฏิบัติกับโรงเรียนต้นแบบ ๑๑ โรงเรียน ให้เขารับรู้ ทดสอบความเข้าใจ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า ของแนวความคิดใหม่ที่เรานำไปเสนอ พบว่าทุกโรงเรียน ๑๑ โรงเรียนต้นแบบนั้นเข้าใจ มั่นใจว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้นสามารถช่วยงานเขาได้และไม่เป็นการเพิ่มภาระ ช่วยลดภาระ เราได้ทำการเสนอโครงการขยายผลร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขยายผลโดยกำหนดต้นแบบไว้ในปี ๒๕๖๐ ๕๕ โรงเรียน ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในช่วงของ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบซึ่งจะเริ่มทำการสอนในปีการศึกษานี้ คือเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐ นี้ เป็นต้นไป จำนวน ๕๕ โรงเรียนตามโครงการที่ทำงานร่วมกับ สพฐ. แล้วหลังจากนั้นก็จะมีการติดตาม ประเมินผล พัฒนา เตรียมขยายผลต่อ หรือส่งมอบภารกิจ อันนี้ก็คือโรดแมป (Roadmap) การขับเคลื่อน ซึ่งเราทำตามโรดแมป (Roadmap) มาตลอด ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โรดแมป (Roadmap) แต่อย่างใด ตามนโยบาย เมื่อเราทำไปแล้วก็รายงานให้ทราบว่า สิ่งที่ทำไปแล้วเรียกว่าเกิดความสำเร็จอย่างไรบ้าง ที่ถือว่าความสำเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องของมิติเชิงนโยบาย เพราะเรื่องที่เรานำเสนอนั้นได้รับการเห็นชอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ทำภายในปี ๒๕๖๐ กระทรวงศึกษาธิการบรรจุ อยู่ในแผนยุทธศาสตร์การศึกษา ๒๐ ปี มติที่ประชุมคณะเตรียมการปฏิรูปเสนอให้เป็น วาระเร่งด่วน ทำได้ทันทีทั้ง ๕๕ โรงเรียนต้นแบบและการรณรงค์เป็นวาระแห่งชาติ มติที่ประชุมล่าสุด คณะกรรมการการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบาย รัฐบาลก็จัดเป็นโครงการปฏิรูปที่ดำเนินการได้ทันทีของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองนะครับ และ สพฐ. ซึ่งรับผิดชอบการศึกษาของโรงเรียนมัธยม หลายหมื่นโรงเรียนก็อนุมัติโครงการร่วมกับเราในการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบและเห็นชอบ ที่จะมีการขยายผลเมื่อประสบผลสำเร็จ ในปี ๒๕๖๐ ได้อนุมัติ ๕๕ โรงเรียน และถ้าจะมี การขยายผลเรามีการเสนอแผน ๕ ปีและ ๑๕ ปีไว้ด้วย อันนี้ถือว่ามิตินโยบายนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มิติการปฏิบัติ เป็นมิติที่ ๒ อันนี้น่าจะประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเราสามารถพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ ๑๑ โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว พร้อมเปิดการสอน ในพฤษภาคม ๒๕๖๐ ด้วยหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้บูรณาการสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ขยายผลโรงเรียนต้นแบบระยะที่ ๒ ๕๕ โรงเรียน ปัจจุบันนี้ไปแล้ว ๓๑ โรงเรียน ร่วมกับ สพฐ. ที่จะเปิดสอนสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ในพฤษภาคม ๒๕๖๐ เดี๋ยวเย็นนี้ก็จะไป ขยายผลต่อที่โรงเรียนเมืองกระบี่นะครับ และโรงเรียนส่วนอื่นก็เข้ามาร่วม เช่น โรงเรียนเอกชน ๔๒ โรงเรียนที่ลพบุรี โรงเรียนสังกัด สพฐ. และ กศน. ได้ประสานขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม โรงเรียนคุณธรรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาท่านผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนผู้รับผิดชอบประเมินโรงเรียนคุณธรรมของกระทรวงศึกษาธิการได้เข้าไปสังเกตการณ์ การประชุมปฏิบัติการของเรา และเห็นชอบว่าน่าจะเข้าไปขยายผลร่วมกับโรงเรียนคุณธรรม ในส่วนภาคประชาสังคม เราได้มีการจัดอบรมไปแล้ว ๒ รุ่น ๘๔ คน จาก ๗๗ หน่วยงาน ให้เข้าใจการใช้กระบวนการคิดสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ในการแก้ปัญหาและพัฒนาคน ซึ่งก็มีการประชุมในวันที่ ๑๘ มีนาคม หาแนวทางขยายผลให้กว้างขวางขึ้น และในมิติ การปฏิบัตินี้ผู้ปฏิบัติทุกคนที่เราได้พบได้คุยด้วยเข้าใจ พอใจ และเชื่อมั่นว่าปฏิบัติได้จริง ลดภาระงาน ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่คืองานมากเกินไป ซ้ำซ้อนกัน นักเรียนไม่มีเวลา ส่งงานให้ครู ติด ร. ติด มส. ต่าง ๆ อันนี้แก้ปัญหาได้จริง และมีประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมาย มิติที่ ๓ คือมิติวิชาการ อันนี้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราได้มีการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเชิงวิชาการในรูปแบบของเอกสารอย่างที่ท่านได้รับอยู่บนโต๊ะนั้นส่วนหนึ่ง เอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอน ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะจัดทำคู่มือการประเมินผล หลักสูตรบูรณาการขึ้นมา เรานำเสนออยู่ ๓ โรงเรียน แต่โรงเรียนทั้ง ๕๕ โรงเรียน ในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีเล่มต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อเตรียมการเรียนการสอน ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนกุมภวาปี สิ่งที่ปรากฏที่สำคัญจะเห็นได้ว่าเขาจะบูรณาการนะครับ เรื่องที่เรียน คือสถานการณ์หรือเรื่องที่สนใจและนำมาเป็นโจทย์ และนำเอาเรื่องสาระวิชาต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องว่าจะเกี่ยวกับสาระวิชาอะไรบ้าง นำไปเป็นแผนผังที่จะเอาหัวข้อ ในการเรียนรู้ต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละโรงเรียนนั้นจะมีหลักสูตรแบบนี้ละครับ บูรณาการทุกวิชาการเข้าด้วยกันโดยใช้หลักคิดทุกด้าน อันนี้เป็นตัวอย่างของหลักสูตร ของแต่ละโรงเรียน มิติวิชาการอีกอันคือเผยแพร่ทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก็มีทั้งอีบุ๊กแอนิเมชัน (e-Book animation) และบรรทัดล่างสุดเป็นความสำคัญของ มิติวิชาการคือเราเตรียมการเสนอเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาทั้งทหารและพลเรือนในวันที่ ๒๐ ที่จะถึงนี้ผมจะต้องเข้าไปนำเสนอกระบวนการคิดสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นี้เข้าไปสู่ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ วันที่ ๒๗ ที่ประชุมคณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เช่นเดียวกัน จะพยายามนำเข้าไปสู่หลักสูตรการศึกษาเพื่อว่าจะพัฒนาครูตั้งแต่ต้นน้ำเลย เพื่อให้ครูมีความเข้าใจในเทคนิคของการใช้กระบวนการคิดแบบนี้ในการเรียนการสอน ตั้งแต่เป็นนักเรียนครู มิติสุดท้าย คือมิติการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ อันนี้น่าจะสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเรามีเครื่องมือไม่มากนัก สื่อต่าง ๆ ก็แล้วแต่เขาจะกรุณาเรียนเชิญมา หรือมีเวลาให้เรา แต่ก็มีหลายสื่อที่สนใจเรียนเชิญ ที่สำคัญคือมีภาคภาษาอังกฤษด้วย ผมต้องฝึกภาษาอังกฤษอย่างหนักในการที่จะสัมภาษณ์เชื่อว่าขณะนี้สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นี่ไปทั่วโลกแล้วครับ เพราะว่าเขาสัมภาษณ์ผมเป็นภาษาอังกฤษด้วย และเอกสาร แจกจ่าย มีการบรรยายต่าง ๆ ทีนี้ก็ถึงว่าที่ทำไปแล้วทั้งหมดมีอะไรที่เป็นอุปสรรคขวางหน้า และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร จริง ๆ แล้วเมื่อเราได้เข้าไปใช้ความสามารถในการเชื่อมโยง กับทุกคนแล้วก็พบว่าปัญหาหลักจริง ๆ ก็ไม่มากนัก ข้อแรก ความไม่คุ้นกับแนวคิดใหม่ ซึ่งเราก็ต้องแก้ไขด้วยการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจมากขึ้น ข้อ ๒ ก็คือวิทยากร และงบประมาณนั้นก็ยังไม่สามารถขยายผลได้เร็วมากนัก ก็คงต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ข้อ ๓ การประเมินผลของความสำเร็จจริง ๆ ต้อง ๑ ปีขึ้นไป อันนี้เราก็คงต้องรายงานผล อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นแนวความคิดในการดำเนินงานต่อไปก็ต้องประเมินผล สรุป ส่งมอบ และที่จะทำต่อไปแม้หมดวาระก็คือติดตามให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และการสร้างความเข้าใจ เพราะคราวนี้เราเชื่อว่าเรื่องนี้เราสามารถทำได้ตลอดเวลาในฐานะ ประชาชนคนไทย และข้อ ๔ ขยายเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการในฐานะ ประชาชนคนไทยก็มีความสามารถจะทำเรื่องนี้ได้ สุดท้ายนะครับ ขณะนี้เกิดความเข้าใจ ตรงกันกับทุกโรงเรียนที่ไปให้ความรู้ คือว่าทุกโรงเรียนจะมีภารกิจมากมาย โรงเรียนสีขาว โรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนสีเขียว โรงเรียนยาเสพติด โรงเรียนโอเน็ต (O-NET) โรงเรียนโอลิมปิก โรงเรียนเป็นเลิศ โรงเรียนในฝัน ครูปวดหัวไปหมด แต่พบว่าออล มิชชันส์ วัน โซลูชัน สตาร์ สเต็มส์ (All missions, One solution “STAR STEMS”) ช่วยตอบ ทุกปัญหา ถ้าเขาคิดรอบคอบรอบด้านแล้วตอบทุกโจทย์ได้หมด ทุกโรงเรียนเชื่อเหมือนกัน ตอนนี้กลายเป็นคำขวัญแล้ว ออล มิชชันส์ วัน โซลูชัน (All missions, One solution) ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร นะครับ ก็ชัดเจนเดินหน้า รัฐบาล ก็ขับเคลื่อนเต็มที่ วางเป้าหมายชัดเจนแล้วนะครับ ต่อไปทางกรรมาธิการจะมีผู้นำเสนอ ท่านต่อไป ขอเชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยโฆษกกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา อดีตผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร อดีตผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็เป็นครูเก่านะครับ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมขออนุญาตที่จะรายงาน ถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเอกสารมีอยู่ ๒ ชุด ชุดแรก คือสรุปผลงาน ซึ่งในนี้ก็จะเป็นงานทั้งหมด ในวาระแรก ก็มีอยู่ ๑๑ เรื่อง และอันที่ ๒ อีก ๑๕ เรื่อง เอกสารตามนี้ ซึ่งเดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ห้องส่งจะได้ ส่งภาพมานะครับ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ๒๗ วาระฉบับนี้ ซึ่งมีเรื่องการศึกษาอยู่ทั้งหมด ๖ ประการ ซึ่งใน ๖ ประการนี้ก็อยู่ในเอกสารอันนั้นทั้งหมด ผมจะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า ในส่วนที่ผมได้รับมอบหมายจากท่านประธานวิวัฒน์ให้ดูแลเรื่องการปฏิรูประบบการจัด การศึกษา สิ่งที่เรากำลังกังวลอยู่ในขณะนี้ก็คือเรื่องมาตรฐานการศึกษาครับ คุณภาพการศึกษา เป้าที่ผมให้นโยบายกับคณะทำงานของผมว่าทำอย่างไรให้คุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนสูงขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือเป็นโจทย์ และสิ่งที่มาวัดผลการศึกษา ในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นสากลก็คือที่ท่านได้ยินว่าโอเน็ต (O-NET) ก็คือการวัดผลการศึกษา ขั้นพื้นฐาน แล้วก็พิซา (PISA) คือเป็นการวัดผลการศึกษาในระดับสากล เพราะฉะนั้นใน ๒ เรื่องนี้ ในเรื่องของโอเน็ต (O-NET) กับพิซา (PISA) จึงเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้วัด แล้วก็เป็นยาดำ อยู่ในปัจจุบันนี้ที่เราจะประเมินค่าว่าการศึกษาไทยได้ผลหรือไม่ได้ผลดูจากตรงนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมจึงต้องมีเรื่องนี้ที่จะพูดกับท่านสมาชิกกับท่านประธานว่าเป็นสิ่งที่ เรามีทางออกและเรามีวิธีแก้ไข ซึ่งผมได้เคยกราบเรียนไปหลายครั้งแล้ว ผมจะขออนุญาต สรุปงานในส่วนที่คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษารับผิดชอบอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมจะขออนุญาตกราบเรียนว่ามีอยู่ทั้งหมด ประมาณ ๗-๘ เรื่อง ซึ่งบางเรื่องจะซ้ำอยู่ในส่วนของสิ่งที่สรุปมาแล้ว เพื่อที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ ได้เตรียมสไลด์ (Slide) วาระการปฏิรูปที่สำคัญเร่งด่วน ๒๗ วาระ ปี ๒๕๖๐ นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรื่องแรก เรื่องกฎหมายการศึกษา ตรงนี้เองในคณะทำงานของผมก็มีท่านอาจารย์สมเดช นิลพันธุ์ เป็นหัวหน้าคณะนะครับ แนวคิดก็คือว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติซึ่งใช้อยู่ปัจจุบันนี้คือฉบับปี ๒๕๔๒ แก้ไขปี ๒๕๔๓ นั้นใช้มาประมาณ ๑๗-๑๘ ปีแล้ว บางเรื่องก็ทันสมัย บางเรื่องก็ไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นจึงมี หลักการแนวคิดว่าจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ฐานะหรือคุณภาพการศึกษาดี ขึ้น คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานก็ได้ดำเนินการ ความคืบหน้าอยากจะเรียน อย่างนี้ครับ หลังจากที่เราผ่านสภาไปเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ก็ได้มีการประชุมร่วม แล้วก็ได้มีการทำงานผ่านไปยังแม่น้ำ ๓ สายเรียบร้อยนะครับ ปรากฏว่าก็ได้มี คณะกรรมการประชุมร่วมระหว่าง สนช. กับ สปท. มีการแก้ไขร่างปัจจุบันนี้จนแล้วเสร็จ แล้วก็ส่งคืนไปเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ โดยท่านอาจารย์วิวัฒน์เป็นประธาน ท่านยังคงจำได้นะครับ เสร็จแล้ว สนช. กับ สปท. ทำร่วมกัน ปัจจุบันนี้ทราบว่าส่งไปที่ สนช. สนช. ก็ไปดำเนินการต่อเพื่อส่งให้คณะ ครม. ต่อไป ซึ่งทราบว่าปัจจุบันนี้ยังอยู่ในขั้นตอน เพราะฉะนั้นเราก็มีข้อเสนอแนะว่าขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายแม่บทของการศึกษา อันนี้คือส่วนที่คณะอนุกรรมาธิการของผม ได้รับผิดชอบเรื่องนี้แล้วก็ส่งผ่านไปยังคณะกรรมาธิการแล้วก็ส่งต่อให้สภาเรียบร้อยนะครับ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต แนวคิดของการศึกษาตลอดชีวิต ก็คือเราต้องการที่จะดูการศึกษาทุกช่วงชั้นวัย เดิมทีนั้นเรามี กศน. หรือการศึกษานอกระบบ ดูแลรับผิดชอบอยู่ จริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินั้นได้เขียนไว้ครบ ตั้งแต่ปฐมวัย ตั้งแต่ครรภ์มารดานี่ขาดแน่นอน คือดูแลตั้งแต่ปฐมวัย แล้วก็อยู่ในช่วงที่อยู่ในระบบและนอกระบบ เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากนอกระบบแล้วก็ไม่ได้รับการศึกษา กศน. หรือการศึกษานอกระบบ จะรับผิดชอบ แต่เท่านั้นไม่พอครับ โดยเฉพาะท่านอาจารย์วิวัฒน์ว่าจะต้องดูแลการศึกษา ตลอดชีวิต ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ในวัยเรียนก็ให้การศึกษาในระบบรับผิดชอบไป โดยมี พ.ร.บ. การศึกษา ปี ๒๕๔๒ ดูแลไป หลังจากการศึกษาแล้วไม่ว่าหลังจากปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรืออยู่ในทุกช่วงชั้นก็ตาม ยังมีการศึกษาที่จะต้องให้การศึกษาอีกเรียกว่า การศึกษาตลอดชีวิต เราจึงทำ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิตขึ้น แนวคิดนี้ก็เพื่อที่จะเป็น การเติมเต็ม จริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ. การศึกษาเดิมก็มีเขียนไว้ครับ แต่ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติ ให้เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงมีความคิดเห็นว่าจะต้องมีร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ ขึ้นไปอีก ๑ ฉบับ เพื่อที่จะดูแลคนที่ตกหล่นจากในระบบ ซึ่งปัจจุบันนี้หลังจากที่ได้ผ่านสภาเราไปแล้วก็ได้เสนอต่อ ครม. แล้วนะครับ ช่วงนี้ทราบว่า ได้ส่งไปที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะ ผลักดันก็คือว่าใน ๑ ปีนี้เมื่อกำหนดไว้ในวาระปฏิรูปแล้วก็ควรจะต้องมีการเร่งรัดฉบับนี้ โดยให้ สนช. เป็นผู้พิจารณาเพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไปครับ อันนี้คือที่มาที่ไปของ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาต่อชีวิต ซึ่งมีท่าน พลอากาศเอก เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว ท่านเป็นหัวหน้า คณะทำงานในเรื่องนี้นะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องการพัฒนาครู ตรงนี้เดี๋ยวผมขออนุญาตเอาไว้สุดท้าย ที่ผมจะได้พูดถึง เพราะว่าเป็นการแก้ปัญหาระบบโอเน็ต (O-NET) แล้วก็พิซา (PISA) นี่คือ ๓ เรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการของผมรับผิดชอบต่อจากท่านประธานวิวัฒน์ แล้วก็ถูกบรรจุ อยู่ในวาระปฏิรูป ๒๗ วาระ เรื่องแรก คือเรื่อง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องที่ ๒ คือ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต เรื่องที่ ๓ คือการพัฒนาครูเพื่อปรับการเรียนการสอนให้ ผลโอเน็ต (O-NET) และพิซา (PISA) สูงขึ้น อันนี้ผมจะขออนุญาตเอาไว้ปิดท้ายนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการอยากจะเรียนให้ทราบคือ การแก้ไขปัญหาความล่าช้าของการบริหารงานบุคคลของ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งฉบับนี้มี พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รองรับอยู่ เราจึงเสนอให้มีการแก้ไข ซึ่งในปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับเรื่องนี้ไปแล้ว แล้วก็ได้มีคำสั่งทั้ง ม. ๔๔ ทั้งคำสั่งภายในได้แก้ไขเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยตั้งคณะทำงานต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขความล่าช้าดังกล่าว อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะอนุกรรมาธิการ ได้ดำเนินการ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ตามที่ผมได้ กราบเรียนในที่ประชุมไปแล้วนะครับว่าเพื่อที่จะต้องการให้ครูครบชั้น นักเรียนพอเหมาะ นั่นหมายความว่าในปัจจุบันมีโรงเรียนอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น ตั้งแต่อนุบาล ๑ อนุบาล ๒ แล้วก็ ป. ๑ ถึง ป. ๖ บางแห่งมี ๔ ท่าน บางแห่งมี ๒ ท่าน บางแห่งมีไม่ครบ พูดง่าย ๆ ไม่ครบ ๘ คนอย่างนี้ดีกว่านะครับ ตรงนี้เองจึงเป็นเหตุให้ สพฐ. รับเรื่องนี้ไปแล้วเรื่องดังกล่าวนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองและผ่านการสั่งการของ ท่านนายกรัฐมนตรีไปยังกระทรวงศึกษาธิการแล้ว นี่คือความคืบหน้า และขณะนี้ทาง ท่านเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านปัจจุบันก็ได้ผลักดัน โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนดีใกล้บ้านหรือโรงเรียนแม่เหล็ก พูดง่าย ๆ ก็คือแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนั่นเอง ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการแล้วทั้ง ๒ เรื่องนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่การศึกษา ทวิภาคี ซึ่งมีท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา เป็นหัวหน้าคณะทำงานในเรื่องนี้ ก็ได้ผ่านสภา ไปแล้ว แล้วก็เข้ายังการอาชีวศึกษาแล้ว แล้วก็ได้มีการดำเนินการจัดการ กำลังขยายผล โดยท่านรัฐมนตรีเอาภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการศึกษามากขึ้น อันนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่จะแจ้งให้ทราบ ซึ่งไม่ได้อยู่ในวาระปฏิรูปเร่งด่วน ๒๗ วาระนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เราทำก็คือเรื่องการอุดมศึกษา ซึ่งอันนี้ต้องขออนุญาตให้เครดิต กับท่านอาจารย์จุไรรัตน์ ซึ่งท่านได้ย้ายไปอยู่คณะกรรมาธิการอื่นแล้ว ท่านเป็นคนริเริ่ม เรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้จนกระทั่งผมมารับผิดชอบต่อ ก็ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. อุดมศึกษาแล้ว แล้วก็เสนอผ่านเข้าสู่คณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่าง การดำเนินการซึ่งมีท่านอาจารย์อุทัยเป็นหัวหน้าคณะทำงานอยู่ ตรงนี้กำลัง ดำเนินการเพื่อที่จะทำให้การจัดการศึกษาของอุดมศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงแจ้งความคืบหน้านะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรับผิดชอบก็คือเรื่องการประเมินและการเลื่อนวิทยฐานะ สาระสำคัญก็คือว่าปัจจุบันการเลื่อนวิทยฐานะของเพื่อนครูเรานั้นใช้ผลงานการวิจัย เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องผลงานเชิงประจักษ์อื่น ๆ ประกอบด้วย แต่ท่านเชื่อไหมครับว่า การเลื่อนจริง ๆ แล้วขึ้นไปอยู่กับการวิจัยเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พอเราเสนอ ผ่านไปที่กระทรวง ตรงกับที่ท่านรัฐมนตรีเห็นชอบ จึงได้มีการสั่งการแก้ไขว่าต่อไปนี้ การเลื่อนวิทยฐานะของเพื่อนครูเรานั้นคือยกเลิกงานวิจัยทั้งหมด ใช้เฉพาะเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งมีน้อยมาก ระดับอื่น ๆ นั้นใช้ผลงานเชิงประจักษ์กับการอบรมเพื่อนครู โดยใช้ระบบ พีแอลซี (PLC) ก็คือชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นตัวหลัก แล้วเรื่องอะไรที่ครูจะอบรมจะพัฒนานั้นต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ เมื่อเพื่อนครูไปอบรมมาแล้ว ก็มาเป็น ๑ เรื่องในการที่จะมาขอวิทยฐานะหรือขอการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ที่คณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดการศึกษาได้ดำเนินการ
ผมขออนุญาตย้อนกลับมาที่เรื่องการแก้ไขปัญหาผลการสอบโอเน็ต (O-NET) และพิซา (PISA) ให้สูงขึ้น นี่คือเรื่องสำคัญครับ เรื่องอื่น ๆ ที่ผมกล่าวมาแล้ว ๖-๗ เรื่อง เป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น แต่เรื่องที่จะยกฐานะเรื่องห้องเรียนที่ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ พูดอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างไรให้ห้องเรียนมีคุณภาพ เอาละครับ จะปรับโครงสร้าง จะเลื่อนวิทยฐานะครู จะโยกย้าย จะจัดตั้ง จะโอน กศจ. จะคัดเลือกศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการอำเภอต่าง ๆ ก็สำคัญครับ แต่อย่าลืมว่าในต้นเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องเปิดเรียนแล้ว ถามว่าระบบการบริการเรียนรู้ที่ท่านอาจารย์พหลรับผิดชอบอยู่นี้ ๑. ตัวหลักสูตรเป็นอย่างไร ๒. เรื่องวิธีการสอนเป็นอย่างไร ๓. การประเมินผลในปัจจุบันนี้วัดได้จริงไหม เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องนี้คือเรื่องของวาระการเรียนรู้ แต่ส่วนการจัดการของผมนั้นคือทำอย่างไรให้มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นผมก็เลยย้อนกลับมาที่ห้องเรียนว่าการศึกษาหรือผลการสอบพิซา (PISA) ในปัจจุบันนี้ ตามที่ผมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าเมื่อประมาณสักเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๙ ก่อนหน้านั้นในทุกปีประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมของทุกปีก็จะมี ผลการสอบโอเน็ต (O-NET) ออกมาแล้วก็มีผลพิซา (PISA) ออกมา พิซา (PISA) เป็นการสอบ ระหว่างประเทศ แต่โอเน็ต (O-NET) เป็นผลสอบของคณะกรรมการ สทศ. เมืองไทย ผมจะเรียน อย่างนี้ครับว่าบางท่านเข้าใจว่าผลสอบโอเน็ต (O-NET) ทำไมตกต่ำ ก็คือว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านให้นโยบายทีแรกว่าจะต้องเปลี่ยนการสอนแบบท่องจำหรือพาสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) มาเป็นการสอนให้คิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) เพื่ออะไรครับ เพื่อ ๑. ให้นักเรียนหรือคนไทยคิดเป็น คิดอย่างมีเหตุผล ๒. ทำงานเป็นทีม ๓. แก้ปัญหาได้ ๔. สามารถสื่อสารและติดต่อกันได้โดยใช้เทคโนโลยีและภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ๕. คือเป็นคนที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม เป็นคนดีมีวินัย ๕ ประการนี้คือคุณลักษณะของ คนที่จะอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ คือ ๒๕๔๓ เป็นต้นไป อีก ๑๐๐ ปี พวกเราถูกสร้างมาด้วย ศตวรรษที่ ๒๐ ครับ เพราะฉะนั้นถามว่าการเรียนในอดีตผิดไหม ไม่ได้ผิดครับ แต่ถามว่า เราทำงานเป็นทีมเก่งไหม ก็เก่งครับ แต่เก่งในระดับหนึ่ง แก้ปัญหาได้ไหมครับ แก้ปัญหาได้ครับ เพราะเรามีประสบการณ์ ใช้ชีวิตจริงได้ไหม ปัจจุบันนี้เด็กถูกกล่าวหาว่าจบทุกช่วงชั้น แล้วทำงานไม่เป็นเนื่องจากว่าท่องเนื้อหาแล้วก็ไปสอบ พอสอบเสร็จก็ลืมครับ ไม่ได้ลงมือปฏิบัติเลย เพราะฉะนั้นการสอบหรือการสอนให้คิดวิเคราะห์ถามว่าของใหม่หรือเปล่า ไม่ใช่ของใหม่ครับ เราจะพยายามไม่เอาโครงการเริ่มใหม่ใส่ลงไปในโรงเรียน เพราะหลังจากนั้น ๓-๔ เดือน ครึ่งปีก็จะมีเฉพาะแผ่นป้าย เช่น โรงเรียนสีขาว โรงเรียนสเต็มส์ (STEMS) โรงเรียนอะไร ต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด จะมีเฉพาะแผ่นป้ายติดไว้ว่าโรงเรียนนี้ได้ผ่านแล้ว แต่คุณภาพ ก็ยังต่ำลง เพราะฉะนั้นเราจะพยายามไม่เอาโครงการใหม่ ๆ ไปใส่ เพียงแต่ว่าปรับเปลี่ยน วิธีการสอนของเพื่อนครูเท่านั้นเอง ข้อสอบโอเน็ต (O-NET) เป็นการวัดประเมิน ความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียนตามที่มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกำหนดไว้ จึงเป็นการออกข้อสอบแบบสร้างสถานการณ์ที่สอดคล้องหรือสัมพันธ์กับชีวิตจริง วัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนในการนำวิธีคิด ระเบียบวิธี ขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ มาวิเคราะห์ปัญหาโจทย์ เพราะฉะนั้นข้อสอบโอเน็ต (O-NET) จึงเน้นเนื้อหาว่าชื่ออะไร สิ่งของอะไร พ.ศ. ไหน สถานที่ องค์ประกอบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ส่วนอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นวัดความสามารถ วัดการเรียนรู้ วัดตัวชี้วัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นข้อสอบโอเน็ต (O-NET) จึงเป็นยาดำกับเพื่อนนักเรียน ในวันที่ ๒๐ นี้ก็จะมีการมอบตัวของโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ สมาชิก ท่านประธานคงได้รับการฝากฝังมาพอสมควร ทำไมต้องฝากครับ เพราะฝากเข้าโรงเรียนดี ๆ แล้วเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ ถามว่านักเรียนที่จบ ม. ๖ ในปีนี้ หรือจบ ม. ๓ ในปีนี้ เป็นคนไม่เก่งใช่ไหม ทำไมผลโอเน็ต (O-NET) ต่ำ ไม่จริงครับ ผลการศึกษาสูงมาก สอบเข้า เตรียมอุดมศึกษา ๑๐,๐๐๐ กว่าคน รับเพียงแค่ ๑,๐๐๐ คนต้น ๆ สอบเข้าเตรียมทหารเพื่อเรียน ในโรงเรียนเหล่า ๔ เหล่า สมัครประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน รับประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ระบบ แข่งขันตรงนี้วัดคนเก่งจึงเกิดโรงเรียนกวดวิชาขึ้นเพื่อทำข้อสอบให้เร็วสปีดเทสต์ (Speed Test) แล้วก็ทำได้เร็ว ทำได้ถูกต้อง แต่ถามว่าความรู้แท้มีตรงไหน เนื่องจากผมไม่ห่วงคนที่สอบได้ ผมห่วงคนที่สอบไม่ได้ครับ คนที่สอบไม่ได้ไปไหน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองเพื่อนครูจึงพยายาม สอนเนื้อหา หนังสือเยอะมาก หลักสูตรแกนกลางปี ๒๕๕๑ ออกแบบมาใช้ควบคู่กับการศึกษา แบบแอ็กทิฟ (Active) หรือคิดวิเคราะห์ แต่ช่วงนั้นเมื่อปี ๒๕๕๑ เราไม่ได้บอกวิธีสอนไปครับ เราบอกว่าเอาหนังสือไป ครูซึ่งเรียนมาจากชั้นมัธยมแบบเดิมคือไปเรียนแบบพาสซิฟ (Passive) นั่งฟังเลกเชอร์ (Lecture) แล้วทำการบ้าน พอเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งคณะ ที่รับผิดชอบในการผลิตครู คณะที่เรียนโดยตรง ไม่ว่าวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ก็สอน แบบพาสซิฟ (Passive) คือบอกให้ทำโจทย์ บอกสูตร บอกการแทนค่า ได้คำตอบ จบ สอบเสร็จได้เกียรตินิยมแล้วก็ไปทำการสอน ไม่ได้ผิดครับ เพื่อนครูเราไม่ได้ผิดเลย ก็สอนแบบนั้นเพราะตัวเองเคยเรียนมาแล้วก็ถูกอบรมสั่งสอนมา แต่ตรงนั้นเป็นการสอน เอาเนื้อหามาเล่ากันในห้องเรียน ที่อาจารย์สมชัยบอกว่าห้องเรียนปัจจุบันนี้คือห้องสอน คือครูเข้ามาตั้งแต่วันแรกวันนี้ต้องสอน ๒ บท ก็ร่ายยาวไปในเวลา ๕๐ นาที จบ ถือว่า เสร็จสิ้นกระบวนการ แต่ถามว่าต่อจากนั้นเหลืออะไรครับ ถามตัวเราเองว่าหลังจากสอบเสร็จ ทุกระดับชั้นเราเหลืออะไรไว้บ้างถ้าไม่ปฏิบัติ คณะแพทย์ปฏิบัติครับ คณะวิศวะปฏิบัติ โรงเรียนทหารค่อนข้างที่จะปฏิบัติมากหน่อย จะได้เปรียบหน่อย แต่อื่น ๆ โดยเฉพาะ วิชาสังคม ถ้ามีปฏิบัติมีออกค่ายก็ดี เพราะฉะนั้นในการที่ปฏิบัติ ผมต้องกราบขออภัยด้วย ไม่ได้กล่าวหาทั้งหมดว่าที่สอนมาเดิมผิด เพียงแต่ว่าไม่ทันต่อการก้าวไปสู่หรือรอรับ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้ครับ และมุ่งไปสู่นวัตกรรมคืองานวิจัยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงเป็นปัญหาว่าทำไมเราจะต้องมีการพัฒนาครู เมื่อเรารู้ว่าข้อสอบโอเน็ต (O-NET) ออกอย่างไร สอนอย่างไรจึงจะให้เกิดการสอบโอเน็ต (O-NET) ได้ แต่นั่นคือปลายทาง จริง ๆ แล้วคือ ต้องการให้นักเรียนมีความรู้แท้ รู้หลักการ และที่สำคัญที่สุดคือนำความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตจริงได้ ปัจจุบันนี้ใช้ชีวิตจริงค่อนข้างลำบากถ้าใครไม่สนใจ เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้อง ทำอย่างไรให้ยกคุณภาพการศึกษาและผลโอเน็ต (O-NET) หายไป เราคิดว่าถ้าเราสามารถ อบรมเพื่อนครูได้ในเวลา ๒ ปี หรือ ๓ ปี ครูเปลี่ยนวิธีการสอน ซึ่งครูมีความรู้อยู่แล้วครับ แล้วในหนังสือถ้าท่านไปขอหนังสือลูกหลานดู ในหนังสือแต่ละบทจะเขียนว่าบทที่ ๑ มีมาตรฐานว่าอย่างไร มีตัวบ่งชี้อะไร แล้วต้องการให้สอนเรื่องอะไร รู้อะไร ท้ายบทจะมี บอกไว้หมดครับ แต่เพื่อนครูยังขาดความเข้าใจในการสร้างปัญหา ในการสร้างคำถาม ในการสร้างโจทย์ ในการสร้างกิจกรรม เราจึงคิดว่าเราจะต้องมีการพัฒนาครู ครั้งนั้นเรายกกรณี การแก้ไขปัญหาวิกฤตผลทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต (O-NET) มีแนวโน้มต่ำลง เรายกหัวเรื่องไว้เรื่องนี้ครับ แล้วเราก็โยงไปถึงเรื่องการพัฒนาครู เสร็จแล้วเราก็ศึกษาต่อว่าการที่จะทำให้ผลการศึกษาไม่ตกต่ำนั้นก็ต้องด้วยการปรับ การเรียนการสอนเป็นแบบคิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ซึ่งในปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาโดยท่านรัฐมนตรีได้เน้นเรื่องนี้แล้วครับ หลังจากที่เรา เอาเรื่องนี้ผ่านสภาไปเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณานำเรื่องนี้ส่งต่อคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้เซ็นเห็นชอบส่งไปยังคณะขับเคลื่อน คณะที่ ๑ คือของท่าน พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง นะครับ แล้วก็ส่งให้กระทรวงศึกษาธิการ ส่งให้ สนช. ให้ความเห็นเพิ่มเติม แล้วก็ได้มีการเร่งรัด โดยท่านอาจารย์วิวัฒน์ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าเป็นวาระเร่งด่วนในการพัฒนาครู ในวาระปฏิรูป ๑ ใน ๒๗ วาระ เพราะฉะนั้นตรงนี้เท่าที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการพร้อมด้วย ท่านอาจารย์กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา เราได้เดินทางไปที่ภาคเหนือที่โรงเรียน เชียงรายวิทยาคม ไปสาธิตการสอน ๒ วันครับ ไปที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย สมบูรณ์กุลกันยาที่สงขลา ไปที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ไปที่โรงเรียนระยองวิทยาคม เพื่อไปอบรมเพื่อนครูว่าในแต่ละสาระคุณควรจะต้องสอนอย่างไหน แตกต่างจากเดิมอย่างไร เน้นอีกคำครับ ของเดิมไม่ได้ผิด แต่ของใหม่จะสอนแล้วครูจะสบายขึ้น นักเรียนก็เรียนสนุกขึ้น ซึ่งตรงกับทีช เลส เลิร์น มอร์ (Teach less learn more) หรือเรียนด้วยกิจกรรม หรือลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์ ท่านองคมนตรีปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ ทางท่านอาจารย์กอบกุลได้เดินทางไปทั้ง ๔ พื้นที่ เราได้สรุปเรื่องนี้ส่งให้กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. ก็รับเรื่องนี้ไป แต่เผอิญต้องกราบขออภัยว่าปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการ มีเรื่องอื่น ๆ เยอะมาก ผมเองก็พยายามจะเร่งรัด ขออนุญาตท่านประธานวิวัฒน์ แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิก โดยนัดการศึกษามัธยมเขต ๑ ท่าน ผอ. อานนท์เป็น ผอ. เขต ๑ ของกรุงเทพมหานคร นัด ผอ. โรงเรียนทั้งหมด ๖๗ โรงเรียน โดยใช้สถานที่โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาเป็นศูนย์กลางในการทำความเข้าใจกับเพื่อนระดับผู้บริหาร ระดับรอง ระดับ ผอ. ให้เข้าใจว่าโรงเรียนชั้น ๑ ในเขต ๑ ซึ่งมีอยู่ ๖๗ โรงเรียนนั้นควรจะต้อง ทำอย่างไร ซึ่งเราจะสังเกตว่าที่ผมกล่าวว่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทำไมนักเรียน จึงอยากเข้า ท่าน ผอ. ปรเมษฐ์ โมลี ท่านปัจจุบันนี้ ท่านมาเป็น ผอ. เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ท่านเชื่อไหมครับว่าคนจบ ม. ๖ ปีนี้ได้ทุนคิงส์ (King’s) หรือทุนพระราชทาน ๙ คนหมดเลยครับ เป็นเด็กโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทั้งหมดเลย ไม่แบ่งให้โรงเรียนอื่นเลย เพราะฉะนั้นทุนคิงส์ (King’s) นี่คือผลงานที่ท่าน ผอ. และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิใจมาก เพราะฉะนั้นในปีนี้ คนจึงสมัครมากมาย จึงมีการแข่งขันสูงมาก กับที่ ๑ อื่น ๆ เรื่องงานวิจัย เรื่องทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นพื้นฐานเขาเก่งอยู่แล้ว แต่พอได้รับการบริหารจัดการที่ดี การสอนที่ดี จึงทำให้การสอบเข้าคณะแพทย์ก็ได้ที่ ๑ เข้าคณะอื่น ๆ ก็ได้ที่ ๑ หมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจของศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในนี้ก็มีอยู่หลายท่าน แล้วที่อื่น ๆ ก็คงไม่ต้องน้อยใจนะครับ หลังจากที่เราได้อบรมทำความเข้าใจกับเพื่อนครู ๖๗ โรงเรียนแล้ว เราคิดว่าเราต้องขยายไปถึง ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๒ เขต หรือ ๔๓ เขต จำไม่ได้แล้ว ได้เชิญมาอบรมทำความเข้าใจ ซึ่งทุกเขตเข้าใจ แต่ตอนนี้ ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากลับไป ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำลังได้รับคำสั่งใหม่ก็เลยงง ๆ เรื่องนี้ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบันนี้ เรื่องนี้ก็เลยเก็บไว้ก่อนยังไม่ได้ทำเพราะว่าตัวเองจะต้อง หาที่อยู่ ไปเป็นรองศึกษาธิการภาคบ้าง ไปสมัครศึกษาธิการจังหวัดบ้าง ตามโครงสร้างใหม่ ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนกับท่านเพื่อนสมาชิกว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งทำในนามของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษานั้นได้พยายามขยายผลไป แล้วก็คิดว่า ประมาณเดือนพฤษภาคมเมื่อเปิดเทอมแล้ว เช่นที่ท่าน พลเอก พหลได้พูดถึงว่าเราจะ พยายามระดมคณบดีคณะที่ผลิตครูทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาลว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนการสอนปี ๑ ถึงปี ๕ หรือปี ๑ ถึงปี ๔ ก็ตามด้วยวิธีคิดวิเคราะห์อย่างไร เพื่อให้นักศึกษาที่เรียนคณะครูแล้วจบไป เป็นครูนั้นได้เข้าใจว่ามีวิธีการสอนแบบอื่นที่มาสอนเด็กเราให้คิด ยกตัวอย่างเช่นเราอยู่ใน ห้องเรียนนั่งฟังเพลิน ๆ ไป ถ้าครูถามด้วยคำถามบางครั้งเราเผลอ ๆ เราสะดุ้งเลยครับ เพราะไม่ได้คิด แต่พอถามไปแล้วสมองส่วนหน้าจะคิดทันที เรื่องนี้ท่านคุณหมอทั้งหลาย ทุกท่านคงตอบได้ดี เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่างของการสอนด้วยคำถาม คือการสอนด้วยคิด วิเคราะห์ แล้วก็ทำงานกลุ่ม เพราะฉะนั้นในการขับเคลื่อนอุปสรรคที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็คือว่า การพัฒนาครูเพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นแบบคิดวิเคราะห์ แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นลักษณะ ของโรงเรียนต้นแบบยังไม่มีการขยายผลในวงกว้าง และมีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ดังนั้นจึงยังไม่มีความชัดเจน ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ผมจึงขออนุญาตฝากกับเพื่อนสมาชิกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ถ้าเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องอื่น ๆ ก็สำคัญ แต่ถ้าเรื่องต้นพฤษภาคมเปิดเทอมแล้วครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้สมาคมครูผู้ปกครองโรงเรียนอนุบาลไม่ได้นิ่งนอนใจครับ บอกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ซึ่งจะไปสอดคล้องกับการศึกษาปฐมวัยของท่านอาจารย์ปิยะธิดา กับท่านอาจารย์ พลอากาศเอก วัธน ก็คือว่าปัจจุบันนี้โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ทั้ง ๗๗ จังหวัดได้มีการสัมมนาเรื่องนี้แล้วก็ได้มีการฝึกครูสอนอนุบาล ซึ่งผมเน้นแล้วว่า การเรียนอนุบาลนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมอย่าเพิ่งใส่ความรู้ลงไป อย่าเพิ่ง ให้อ่านออกเขียนได้ เริ่มอ่านออกเขียนได้ใน ป. ๑ เพราะฉะนั้นเด็กอนุบาลจึงจะต้องได้รับ การเตรียมความพร้อม แต่การเตรียมความพร้อมโดยใช้เครื่องมือใช้อุปกรณ์นั้นเป็นความจำเป็นครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงกราบเรียนว่าในระหว่างที่รอกระทรวงศึกษาธิการ รอ สพฐ. สั่งการ รอ พ.ร.บ. ปฐมวัยออกมานั้นเราจึงได้ดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อให้เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ แต่ยังไม่ลงไปที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกระทรวงมหาดไทยครับ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียน ท่านเพื่อนสมาชิกว่าปัจจุบันนี้ท่านประธานครับ เราได้ดำเนินการในส่วนนี้ ผมเชื่อว่า เป็นจุดเริ่มต้น
ข้อเสนอแนะของเรา เนื่องจากครูคือต้นแบบของผู้เรียน ดังนั้นจะพัฒนา ผู้เรียนได้ครูจะต้องมีความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ ที่เหมาะสมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างจริง ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อปรับเปลี่ยน การเรียนการสอนเป็นแนวคิดวิเคราะห์แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active learning) ตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะส่งผลต่อการเรียนรู้ทั้งหมด ของเด็ก ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลเร่งกำหนดนโยบายรวมทั้งแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้การส่งเสริมการเรียนรู้การศึกษาโดยเรื่องของกระบวนการจัดการ เรียนการสอนของครูและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษา สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ เรื่องอื่น ๆ ที่ทุกอย่างก็สำคัญ แต่ผมขออนุญาตโฟกัสลงไปถึงห้องเรียนซึ่งคือวิธีการเรียนการสอน และยังเชื่อว่า วิธีการเรียนการสอนแบบนี้จะส่งเสริมให้เด็กมีวินัย จริง ๆ ในอดีต ลูกเสือสำรอง ลูกเสือสามัญ ยุวกาชาด กาชาด เนตรนารี กิจกรรมที่มีอยู่เดิมนั้นสอนให้ทุกคน เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ หรืออาสากาชาดต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันนี้เด็กไม่เข้าใจ ผู้ปกครองไม่เข้าใจ นึกว่าเป็นภาระ แล้วเพื่อนครูที่เป็นผู้กำกับทั้งหลายก็ไม่ได้อธิบายให้เห็นว่าตรงนี้คือกิจกรรม ที่หล่อหลอมให้คุณมีวินัย ให้คุณเป็นคนดี ให้คุณรู้จักใช้ชีวิต รู้จักก่อไฟ รู้จักปฐมพยาบาล รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น นี่คือสิ่งที่อยากจะรื้อฟื้น ตรงนี้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ผมไม่อยากจะเพิ่ม กิจกรรมอื่น ๆ กิจกรรมอื่นที่มีอยู่แล้วที่วิกฤตก็คือมองเป็นภาระ มีค่าใช้จ่าย แล้วก็เสียเวลา เพราะว่าครูสอนไม่ทัน เอาชั่วโมงไปเรียนลูกเสือ เอาชั่วโมงไปเรียนเนตรนารี ในทางกลับกัน นักเรียนก็ไม่เข้าใจว่าเรียนทำไม ผมเคยดูรายการเพื่อนพันธุ์แท้เอาคนชอบลูกเสือมาพูด เขาถามว่าเรียนแล้วได้อะไรยังตอบไม่ถูกเลยแต่ตัวเองชอบ มีเครื่องหมายมีอะไรติดเต็มไปหมด ตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ยังตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อนครูที่เป็นผู้กำกับ ผอ. ต้องอธิบาย ฝ่ายกิจกรรมว่าเรียนแล้วมีประโยชน์อะไร อธิบายผู้ปกครอง และนักเรียนก็ยอมเสียเวลามา เพื่ออะไร เพราะทุกคนไปห่วง โรงเรียนเก่ง ๆ จะทิ้งกิจกรรมหมดไปท่องเนื้อหา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากบอกว่าเราจึงทบทวนการสร้างเด็กดีมีวินัยกับการยกฐานะ เพราะฉะนั้น นี่คือโจทย์ของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการศึกษา ซึ่งผมเอ่ยชื่ออีกท่านหนึ่งคือ ท่าน พลเรือเอก สุรินทร์ ท่านอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการของผมด้วย และท่านที่ปรึกษาทุกท่าน ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผมต้องขอบคุณและขอบคุณ ท่านประธาน ขอบคุณท่านวิวัฒน์ที่ได้ให้โอกาสครับ ขอบคุณมากครับ
ความจริงมีความคืบหน้าในส่วน กขร. คือคณะกรรมการขับเคลื่อน และเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลได้พิจารณาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา มีมติ ให้การจัดการศึกษาตลอดชีวิตและให้มีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต เป็นงาน ปฏิรูปประเภทที่ ๓ ที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ขณะเดียวกันก็เป็นประเภทควิกวิน (Quick Win) ครับ คือเราจัดจำแนกการปฏิรูปไว้เป็น ๓ ประเภทภายใต้ ป.ย.ป. เพราะฉะนั้นประเภทที่ ๓ คือประเภทควิกวิน (Quick Win) คือให้ทำการปฏิรูปทันที ก็หมายความว่าถ้ารัฐบาลรับแล้วเดินหน้าทันที สมดังความตั้งใจของ สปท. เรานะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลอากาศเอก วัธน มณีนัย รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษา และเป็นรองผู้บัญชาการทหารอากาศ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ในส่วนของผมซึ่งเป็นรองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา รับผิดชอบอยู่ ๒ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา กับเรื่องของการจัดการดูแล พัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพ ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจที่ ทางผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างที่ท่านประธานได้พูดเมื่อสักครู่นี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะควิกวิน (Quick Win) ผมจะเรียนให้ที่ประชุมทราบสั้น ๆ ใน ๔ หัวข้อที่ได้รับโจทย์มา ก็คือแนวคิดความคืบหน้า ปัญหา อุปสรรค แล้วก็ข้อเสนอแนะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ในเรื่องแรกครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓๖ นะครับ ก็คือเรื่องของการประกันคุณภาพการศึกษา ก็ขอสรุปหลักการสั้น ๆ นะครับ หลักการของการประกันคุณภาพการศึกษานั้นก็เพื่อที่จะมุ่งเน้นการบริหารคุณภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผลผลิตจะเป็นไปตามเป้าประสงค์ แต่เรากลับพบว่ามุ่งเน้น ในเรื่องของคุณภาพการศึกษานั้นมีปัญหานะครับอีกทั้งการประเมินคุณภาพที่ดำเนินอยู่ ปัจจุบันนั้นสะท้อนคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง แต่กลับสร้างปัญหาในการดำเนินการของ สถานศึกษา สร้างภาระงานเกินความจำเป็นให้กับคณาจารย์ เป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า อันนี้คือแนวคิดที่ได้ศึกษาแล้วก็ค้นพบมานะครับ ในการปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบ เราเสนอกรอบแนวคิดการประกันคุณภาพการศึกษาที่ถูกต้อง ปรับปรุงระบบ การประกันคุณภาพการศึกษา โดยมีหัวข้อในเรื่องของเกณฑ์คุณภาพ วิธีการประเมิน และเครื่องมือการประเมิน ผู้ประเมิน การนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ บทบาทและหน้าที่ ของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกคือ สมศ. หรือที่เรารับทราบคือสำนักงาน รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ปรับปรุงเป้าหมาย ขอบเขต และวิธีการทำงานของ สทศ. เพื่อให้การประกันคุณภาพการศึกษานั้นเกิดการพัฒนา คุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง อันนั้นก็คือการปฏิรูปที่เราเสนอหลักการไป ความคืบหน้า จนถึงปัจจุบันนี้นะครับ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้มีมติเห็นชอบในรายงาน วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนำส่งรายงานต่อคณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้มาตรา ๔๔ ให้ผู้อำนวยการ สมศ. ระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้ทำหนังสือแจ้งผู้อำนวยการสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาทุกเขตพื้นที่ให้ชะลอการประเมินการศึกษาไปจนกว่าการปฏิรูป การประเมินและประกันคุณภาพการศึกษาจะแล้วเสร็จ รวมทั้งมีหนังสือจาก สมศ. ถึงประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเรื่องการชะลอ การประเมินภายนอก รอบที่ ๔ ตอนนี้ชะลออยู่นะครับ ต่อไปก็คือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (เพิ่มเติม) ให้ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา นับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ โดยไม่มีความผิด มีการประสานและติดตามความคืบหน้ากับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงศึกษาธิการในการปรับแก้ไข กฎกระทรวงเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบให้เป็นไปตามหลักการ ที่เราเสนอ ในส่วนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงจาก ๓๕ หน้า เหลือประมาณ ๔ หน้า ก็คงจะออกเร็ว ๆ นี้ เดี๋ยวจะติดตามต่อไป ประการสุดท้าย การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล กขร. ซึ่งประธาน ได้เรียนเมื่อสักครู่ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้การปฏิรูปกฎหมายการศึกษา และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเป็นงานปฏิรูปประเภทที่ ๑ คือประเด็นปฏิรูป ที่มีผลกระทบสูง ไฮอิมแพกต์ (High Impact) อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าจนถึงปัจจุบันนี้
ปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อน หลักการประกันคุณภาพการศึกษา ที่คณะกรรมาธิการเสนอ อยู่ระหว่างการพิจารณาของเจ้ากระทรวงแล้วก็หน่วยเกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนเร่งด่วนภายใน ๑ ปี ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เนื่องจากการประกันคุณภาพ การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญต่อการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ดังนั้นจึงขอเสนอแนะ ฝากท่านสมาชิกเผื่อจะได้พูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่นะครับ ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการปรับแก้ไข การประกันคุณภาพการศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายในปี ๒๕๖๐ ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นกรอบ สำหรับการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบและส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาสัมฤทธิผล อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป อันนั้นคือเรื่องแรกที่คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาซึ่งผมรับผิดชอบอยู่
เรื่องที่ ๒ เป็นการปฏิรูปการปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งได้นำเข้าสภาแห่งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓ สัปดาห์ที่แล้ว แนวคิดผมก็จะมาย่อจากที่ได้เรียนให้ที่ประชุมสภานี้ ได้รับทราบดังนี้ แนวคิดก็คือการศึกษางานวิจัยทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าช่วงปฐมวัยเป็นช่วงวัย ที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาสมอง อุปนิสัย และทักษะสำคัญของชีวิต สถานการณ์โลก และสังคมในศตวรรษใหม่เรียกร้องให้เด็กรุ่นใหม่ต้องมีทักษะใหม่ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝน ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยที่จะไปต่อในช่วงอื่น ๆ สภาพปัญหาในช่วงปฐมวัยพบว่าการพัฒนาล่าช้า มีความพิการประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น สภาพปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องไปถึงเด็ก และเยาวชนในช่วงวัยต่อไป การพัฒนาเด็กปฐมวัยยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ การบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ การบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยในประเทศยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลเด็กเล็ก ดังในมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ แผนการปฏิรูปจัดการดูแล พัฒนา และจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพ เพื่อวางหลักการปฏิรูป ปฐมวัยของชาติทั้งระบบ ความคืบหน้า เรียนให้ที่ประชุมทราบว่าวันจันทร์ที่ ๓ ได้ผ่านมติ ที่สภาแห่งนี้ซึ่งท่านวิวัฒน์ได้ขอบคุณท่านสมาชิก ผมก็ขอกราบขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ได้ลงมติ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับ เท่าที่ดูในช่วงนี้หน่วยงานระดับปฏิบัติการก็ได้เริ่มขับเคลื่อนมากขึ้น อย่างเช่นมหาวิทยาลัยมหิดล ก็จะจัดการสัมมนาวิชาการพัฒนาเด็ก เยาวชน ครอบครัวระดับชาติในเดือนหน้า วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ก็เชิญเราไปปาฐกถาด้วย เราก็ยินดีที่จะไปเติมตรงนั้นให้ ปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในเรื่องของการบูรณาการงานของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ซึ่งจะต้องกระทบบทบาท หน้าที่ และกฎหมายจำนวนหลายฉบับ รวมทั้งแนวทาง การดำเนินงานของหน่วยงานเดิม ดังนั้นการขับเคลื่อนจึงจำเป็นจะต้องได้รับการยอมรับจาก ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่สำคัญก็คือการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานจึงจะสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ข้อเสนอแนะเร่งด่วนภายใน ๑ ปี อย่างที่เรียนแล้วว่า เป็นเรื่องที่สำคัญแล้วก็มีความเร่งด่วนต่อการปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เนื่องจาก คนเป็นฐานสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศและการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ จึงมีข้อเสนอแนะเร่งด่วนภายในระยะเวลา ๑ ปี ดังนี้ ก็คือกำหนดนโยบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับ การปฏิรูปปฐมวัย กำหนดให้มีหน่วยงานกลางดำเนินการปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระบบให้สอดคล้องกับหลักการที่คณะกรรมาธิการนำเสนอ หรือมีกฎหมายว่าด้วย การปฐมวัยแห่งชาติเป็นการเฉพาะ เพื่อที่จะได้กรอบสำหรับการปฏิรูปการปฐมวัยทั้งระบบ และส่งผลให้การปฏิรูปการปฐมวัยสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมและโดยเร็วต่อไป อันนี้ เป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเราก็จะติดตาม ความคืบหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็หน่วยเกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอต่อไป ผมมีเรื่องเรียนให้ที่ประชุมรับทราบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญทางคณะกรรมาธิการจะนำเสนอ จะเป็นเลดี้เฟิสต์ (Lady First) หรือจะเป็นท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ครับ ขอเชิญท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ รองประธานกรรมาธิการ คนที่สี่ แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูง กราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผมเป็นอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านวิวัฒน์ที่ให้โอกาสนำแถลงในวันนี้ จริง ๆ แล้วอยากจะกล่าวสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ ซึ่งดูแลเรื่องระบบวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นคณะที่ดำเนินการมาตามภารกิจเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ แล้วในปี ๒๕๖๐ คือปีปัจจุบันนี้วาระการขับเคลื่อนประจำปีนี้จึงไม่มีเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อนวัตกรรม อย่างไรก็ตามสรุปความก้าวหน้าก็คือว่าในช่วงปี ๒๕๕๙ เราสามารถทำ ความเข้าใจทำให้เกิดรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา ๖๙ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ ฉบับร่างนั้นมีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นยาดำที่อยู่กับ ชีวิตจิตใจของทุกคนทั้งสังคม มาตรา ๖๙ จึงเขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐพึงจัดให้มีและส่งเสริม การวิจัยและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ รวมทั้งศิลปะวิทยาต่าง ๆ ให้เกิดความรู้ การพัฒนา และนวัตกรรมเพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะว่าสร้างความเข้มแข็งของสังคมแล้วก็สร้างศักยภาพของคนในชาติ ให้เป็นคนที่มีเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ การขับเคลื่อนของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็น คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ ก็ทำงานตลอดมา อยากจะเรียนว่าประเทศไทยยังมี ความจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างที่หลายท่านคงจะได้ยินว่า ก่อนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะลงจากตำแหน่งก็จะพูดว่าเขามีความประสงค์ ที่จะส่งคนไปลงดาวอังคารภายในปี ๒๐๓๐ ผมขออนุญาตที่ประชุมว่าผมจะแจกเอกสาร บางส่วนตามที่เจ้าหน้าที่กำลังแจกไป ความก้าวหน้าของคณะกรรมาธิการที่ได้ดำเนินการมาแล้วและชัดเจนก็คือเราส่งรายงาน เรื่องสเต็มส์ (STEMS) ไว้กับคณะกรรมาธิการ และท่าน พลเอก พหลก็ดำเนินการต่อ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เรื่องรายงานการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ ๒ ให้กับคนไทย ก็ส่งรายงานให้กับกระทรวงศึกษาธิการเรียบร้อย งานสำคัญที่ประสบความสำเร็จชัดเจนก็คือว่า เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม สภาแห่งนี้ได้มีมติค่อนข้างจะสูงเกือบเอกฉันท์ให้เรานำเสนอ การขับเคลื่อนการปรับระบบของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีของทั้งประเทศเสียใหม่ คือตั้งแต่ ปี ๒๕๐๒ เป็นต้นมาเรามี ว.ช. โดยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีพระราชบัญญัติรองรับ หน่วยงานต่าง ๆ มากมายเกิดความสับสนกับบ้านเมืองมาพอสมควร เราขับเคลื่อนเรื่องนี้ จนกระทั่งรัฐบาลโดย คสช. และ ครม. เข้าใจจึงเห็นด้วยว่าควรจะปรับระบบขั้นพื้นฐานของ การจัดระบบวิจัยของประเทศทั้งภาคสังคมและภาควิทยาศาสตร์ใหม่ ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ รัฐบาลจึงออกมาตรา ๔๔ เพื่อปรับระบบวิจัยทั้งประเทศใหม่ แล้วก็ตั้งสภา ที่เรียกว่าซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ว่าเป็นสภานวัตกรรมและวิจัยแห่งชาติขึ้นมา ตัวย่อ สวนช. ครับ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เรามีวาระการขับเคลื่อนที่สำคัญอยู่ ๒ วาระ กับวาระพัฒนา ๑ วาระ วาระขับเคลื่อนที่สำคัญคือวาระ ๒๐ ก็ได้ สวนช. ไป ส่วนวาระการขับเคลื่อนที่ ๒๑ ก็พยายามขับเคลื่อนนวัตกรรมรองรับการพัฒนาประเทศ ตามมาตรา ๖๙ ของรัฐธรรมนูญที่ได้รับพระราชทานมาแล้วเมื่อวันที่ ๖ จะเห็นว่ามาตราต่าง ๆ เหล่านี้รองรับวาระการพัฒนาทั้งหมดเราก็ไม่ได้ละเลยครับท่านประธาน ก็ได้ขับเคลื่อน ให้เกิดยุทธศาสตร์ ๗ ด้านด้วยกัน ความมั่นคงทางทหารอะไรทั้งหลาย ที่สำคัญประการหนึ่ง ท่านประธานเองก็เป็นผู้กล่าวในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเมื่อมีการพัฒนาถึงขั้นนี้แล้ว เงิน งบประมาณ การวิจัยของประเทศ เราเคยได้แค่ ๐.๒ ๐.๓ และปี ๒๕๕๙ ก็ได้ ๐.๔ ออกมาปี ๒๕๖๐ ที่จะใช้กันอยู่ก็ประมาณ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์เช่นกัน แต่ท่านประธานรายงานตรงนี้ว่าได้ ๐.๗ ใช่ไหมครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีว่าเป็นการขับเคลื่อน การที่รัฐบาลเข้าใจว่าให้เรามี สวนช. โครงสร้างของการวิจัยของประเทศปรับใหม่หมดเลยนะครับ มีระบบนโยบายที่นายกรัฐมนตรี รับการฟีดแบ็ก (Feedback) จากข้างล่างจากทุกกระทรวงขึ้นมา มีระบบงบประมาณชัดเจน ภาครัฐและภาคเอกชนต้องแชร์กัน มีระบบการพัฒนางานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย สถาบันสำคัญของชาติเป็นผู้พัฒนาทุกด้านเลย ตั้งแต่ด้านจริยธรรมจนถึงด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง จะเห็นว่าเป็นระบบการตรวจสอบ ติดตามประเมินผลต่าง ๆ ครบถ้วน จนถึงการนำไป ใช้ประโยชน์ อันนี้เป็นระบบใหม่ที่นำเสนอ ที่กล่าวมานั้นคือความสำเร็จของการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งมีคณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ ผมอยากจะรายงานอย่างนี้ครับว่า ในเอกสารเป็นการสรุปของฝ่ายบริหาร แต่เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาแล้วเราเอง ก็ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีก็ทราบดีแล้วว่า สเต็มส์ (STEMS) เป็นเรื่องสำคัญ การมีเหตุและผล การเรียนรู้สิ่งที่ธรรมชาติปรากฏขึ้นมา และนำมาใช้ประโยชน์เป็นเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เราก็อยากจะเห็นว่า ประเทศไทยจะต้องได้รับการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งตามมาตรา ๖๙ มากขึ้น ทุกคนก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ง่ายนัก ดังนั้นมาตรา ๖๙ จึงเป็น ตัวรองรับการพัฒนา เรื่องนี้ผมเองก็ได้พยายามประสานงานกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจของท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และท่านปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา มาตลอดเวลา เรื่องที่เราพยายามจะทำเพื่อรองรับก็คือวาระการพัฒนาที่ ๘ วาระการพัฒนาที่ ๘ มีเรื่องเยอะเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่และยาก ทำความเข้าใจ กับสังคมค่อนข้างจะยาก แต่เราพยายามพูดให้มันง่าย ท่านลองนึกดูว่าประเทศไทยต้องการ เป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจะขับเคลื่อนอย่างไร เรายกคำพูดอย่างนี้ว่า เราจะเก็บดวงอาทิตย์มาใส่ห้องนี้ นำดวงอาทิตย์ ๑ ดวงมาใส่ห้องนี้ ด้วยเครื่องยนต์พิเศษ ซึ่งหลายประเทศ ๗ ประเทศด้วยกันพัฒนาไปแล้ว งานนี้ก็กำลังศึกษาอยู่ ได้รับการต้อนรับดีมากเลยนะครับ เราต้องการให้สังคมยอมรับว่าพลังงานยั่งยืนแน่นอนโดยการใช้ดวงอาทิตย์มาไว้ในห้อง นำความร้อนไปทำให้เกิดกังหันและปั่นไฟ อันนี้ยั่งยืนตลอดเวลาครับ เพราะไม่มีการปล่อย พลังงานหรือรังสีอันตรายทั้งหลายออกมาให้รบกวน นั่นเป็นคำพูดง่าย ๆ เรื่องถัดมาก็คือว่า การที่เราพูดอย่างนั้น การที่เราพยายามนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมารองรับการพัฒนา ด้านการเกษตร ด้านอาหาร ด้านสาธารณสุข ท่านทราบไหมครับว่าหน้าตาของคนรุ่นใหม่ จะเต่งตึงแม้จะ ๘๐ ปีไปแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็นำเรื่องนี้มาพัฒนามากมาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งผมเคยอยู่ก็จะนำเรื่องของ เทคโนโลยีพลาสมา (Technology Plasma) มาช่วยในการดูแลโพรดักต์ (Product) ทางการเกษตรและอาหาร เห็นไหมครับว่าเทคโนโลยีที่ผมกล่าวถึงนี้ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะพูดอย่างนี้ว่าพลาสมา (Plasma) พาร์ทิเคิล (Particle) แล้วก็ทรานส์ฟิวชัน (Transfusion) ผมฝากไว้แค่นั้น ถัดมาก็คือว่าเรื่องของไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) เป็นเรื่องที่ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้กำลังขับเคลื่อนร่วมกับองค์การที่สำคัญ เรื่องนี้จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ เป็นพระวิสัยทัศน์ เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ เก็บพืชพันธุ์ต่าง ๆ มาปลูกที่สวนจิตรลดา แล้วก็รักษาพันธุกรรมที่สำคัญ ก็คือยางนา การพัฒนานี้เป็นการเริ่มต้นก่อนที่ยูเอ็น (UN) จะมีปฏิญญาสากลรองรับ การพัฒนาเรื่องไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ในปี ๒๕๓๖ ซึ่งถัดมาก็ได้มีพระราชดำริให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการต่อกลายเป็นองค์การอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ย่อว่า อพ.สธ. อพ.สธ. เป็นฐานเศรษฐกิจของประเทศกรีนอีโคโนมี (Green Economy) หรือนิวอีโคโนมี (New Economy) ทั้งหลาย ประเทศไทยผ่านมาเป็น ๑,๐๐๐ ปี เป็นซอร์ซ ออฟ ออริจิน (Source of Origin) เยอะ เราต้องการฐานตรงนี้เพื่อความยั่งยืน ของเราครับ เพราะฉะนั้นงานนี้ก็ประสานงานใกล้ชิดกับทางเศรษฐกิจชัดเจน ถัดมาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านประธานวิวัฒน์ก็มอบมาให้คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ทำงาน ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ใน วาระการขับเคลื่อนปี ๒๕๖๐ แต่วาระการขับเคลื่อน ๕ ปีถัดไปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีอยู่ชัดเจน เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องนี้เพื่อให้ความรู้กับประชาชนให้เข้าใจว่า เก็บพระอาทิตย์ใส่กล่องทำอย่างไร ฐานชีวภาพตั้งแต่ยอดเขาถึงดินและน้ำเป็นอย่างไร ให้ชาวบ้านเข้าใจ ทุกคนเข้าใจ มีเหตุและผลในการอยู่ร่วมกันในสังคม สิ่งที่สำคัญก็คือว่า การขับเคลื่อนประเทศนี้ด้วยศาสตร์ของพระราชา ศาสตร์พระราชาซึ่งมีอยู่ ๔,๐๐๐ โครงการ พระราชดำริ เราจะต้องทำการสรุปทำให้เกิดหลักสูตรปริญญาตรี จบแล้วก็บรรจุเป็นข้าราชการ พนักงาน จบแล้วปริญญาโท ปริญญาเอกก็พัฒนาขยายผลงานวิจัยให้งานศาสตร์พระราชา แตกกอมากขึ้น ดังนั้นสาขาวิชาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยก็มีเหมือนเดิม เพียงแต่ว่า เด็กกลุ่มหนึ่ง บัณฑิตกลุ่มหนึ่งจะมีความสามารถหรือความรู้พิเศษในศาสตร์พระราชา ด้านดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ งานด้านเกษตร อาหาร ประมง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ท่านเห็นก็คือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพันธุ์ปลานิล จากจักรพรรดิญี่ปุ่นแล้วก็เอามาพัฒนาวิจัย จนกระทั่งทุกวันนี้ทราบไหมครับ การทูตปลานิล เป็นอย่างไร ทุกคนรู้จักปลานิล ทุกคนบริโภคปลานิล และปลานิลก็ยั่งยืน ศาสตร์พระราชา ต้องขับเคลื่อนให้เป็นหลักสูตรในสถาบันการศึกษา จบมาแล้วบรรจุทำงาน และขับเคลื่อน ประเทศไทย ๒๐ ปีด้วยศาสตร์พระราชาด้านต่าง ๆ บนฐานวิทยาการที่มีอยู่เดิม เป็นสาขาวิชาที่น่าจะผลักดันให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้จบกันมากขึ้น และประเทศไทยก็จะเป็น ประเทศที่มีการขับเคลื่อนตามศาสตร์พระราชาอย่างมั่งคั่ง มั่นคง และลดความเหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตจบรายงานการนำเสนอเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์นะครับ เมื่อสักครู่นี้ที่พูดถึง เรื่องตัวเลขของการวิจัยและพัฒนาเปรียบเทียบกับจีดีพี (GDP) นั้นก็เป็นตัวเลขที่น่าชื่นใจ คือ ๑๐ ปีที่แล้วอาร์แอนด์ดี (R&D) เปรียบเทียบลงทุนเพียง ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วก็เพียรพยายามขยับกัน แต่ว่ามาก้าวกระโดดในยุคสมัยที่เราทำการปฏิรูป ของแม่น้ำ ๕ สาย ขึ้นไปที่ ๐.๗๗ เปอร์เซ็นต์ ความจริงผมไม่ได้รวมตัวเลขหรอกครับ แต่ว่าผมไปดูยูทูบ (Youtube) เรื่องถอดรหัสนวัตกรรมสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) โดยท่านดอกเตอร์กิติพงค์ ซึ่งเป็นเลขาธิการของ สวทน. หรือว่าเอสทีไอ (STI) ถ้าใครจะเข้าไปดูหรือเข้าไปในเว็บไซต์ (Web Site) เวิลด์ไวด์เว็บ ดอต เอสทีไอ ดอต โออาร์ ดอต ทีเอช (www.sti.or.th) ก็เป็นการควบรวม ก็คือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุด เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและระบบ ของช่วงยุคปฏิรูปให้มีความเป็นเอกภาพและการขับเคลื่อน ควบรวมและปฏิรูปก็มี สวทน. เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นศูนย์กลางเรื่องของการที่จะกำหนดเรื่องนโยบายระดับชาติ ทั้งในเชิงของหน่วยปฏิบัติก็ดี ทั้งในเชิงของงบประมาณ รวมทั้งการให้มีกองทุน เข้าใจว่า ๒ ปีนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นกองทุนในการทำอาร์แอนด์ดี (R&D) เพราะว่าประเทศ ที่จะก้าวข้ามจากติดกับ ติดหล่มรายได้ปานกลางมาเกือบ ๒๐ ปีอย่างประเทศไทยนี้ เครื่องยนต์มันเก่าแล้ว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไม่ทันเขา เพราะฉะนั้น การแข่งขันก็ต้องเสริมศักยภาพ เพราะฉะนั้นอาร์แอนด์ดี (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งระบบไอพี (IP) คืออินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) มันต้อง ไปด้วยกันเพื่อให้ได้สิทธิบัตร เพื่อให้มีทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ ของเรา ฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นตัวเลขที่ได้มาจากการฟังรายการที่ท่านเลขาธิการท่านได้ ให้สัมภาษณ์ในรายการนะครับ ใครสนใจก็เปิดยูทูบ (Youtube) แล้วก็พิมพ์คำดังกล่าวไป น่าสนใจมากครับ ยังมีเรื่องพูดถึงทาเลนต์โมบิลิตี (Talent Mobility) ซึ่งขณะนี้เราเน้นมาก การไปสู่ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ แล้วก็เป็นการขับเคลื่อนของรัฐบาล ขณะนี้ก็ไปไกลในเรื่องของการส่งเสริมเรื่องความเป็นเลิศของการวิจัย พัฒนา และการสร้าง นวัตกรรมใหม่ ต่อไปขอเชิญทางกรรมาธิการ ยังมีผู้นำเสนออีกท่านหนึ่งนะครับ ก็คือ นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา โฆษกกรรมาธิการ และผู้ช่วยเลขานุการกรรมาธิการ เป็นอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ดิฉัน ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๙๘ ขอนำเสนอสรุปผลงานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งการศึกษา ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเฉพาะของผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา หรือเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยเรียนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนทุกวัย และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา กรรมาธิการจึงได้มีข้อเสนอในการปฏิรูปการศึกษาที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเน้นการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ แผนปฏิรูปที่เสนอต่อสภาทั้ง ๑๒ แผน และ ๑๔ แผนปฏิรูป ที่นำเสนอตรงต่อกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ในการจัดการศึกษาให้กับคนทุกช่วงวัย โดยเริ่มจากการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่หมายถึงเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวัย ๘ ปีบริบูรณ์ การจัดการศึกษาตลอดชีวิต และร่าง พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต การปฏิรูปกฎหมายการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันกับ ๔ คณะกรรมาธิการ ได้แก่ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และด้านการปกครองท้องถิ่น รวมถึงข้อเสนอในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการวางกรอบการจัดการศึกษาของชาติ เพื่อให้สอดรับกับ การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในส่วนของการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีข้อเสนอในการปฏิรูปแนวทางการจัดการศึกษา โดยการจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม ด้วยการระดมความร่วมมือของคนทุกกลุ่มเข้ามาร่วมจัดการศึกษา อาทิ ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริษัทเอกชน โดยการกระจายอำนาจ ไปยังระดับจังหวัด ให้จังหวัดทำงานประสานกับท้องถิ่นให้สอดคล้องกับสังคมพหุวัฒนธรรม โดยคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ในกลไกการมีส่วนร่วมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา นอกจากนั้นยังมีแผนปฏิรูประบบการจัดการศึกษาในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปรับโครงสร้าง กระทรวงศึกษาธิการ ระบบบริหารบุคคล นอกจากนั้นยังมีแผนปฏิรูประบบการจัดการศึกษาในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปรับโครงสร้าง กระทรวงศึกษาธิการ ระบบบริหารบุคคล การประเมินและเลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา การจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก การปฏิรูปอาชีวศึกษาสู่ระบบทวิภาคี การอาชีวศึกษาที่เหมาะสมกับพื้นที่ การปฏิรูประบบอุดมศึกษา การปฏิรูปธรรมาภิบาล ในระบบการศึกษา เนื่องจากสภาพสังคม ประเทศ และโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นเพื่อให้การศึกษาของไทยสามารถสร้างคนรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่าง มีประสิทธิภาพและทันท่วงที คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอให้มีการปรับระบบการเรียนรู้ การพัฒนาครูด้วยการปรับการเรียนการสอนแบบคิดวิเคราะห์ การปฏิรูประบบการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ และการศึกษาวิถีพุทธ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในการปฏิรูประบบการเงิน การคลัง เพื่อการศึกษาด้านอุปสงค์ โดยเสนอเป็นหลักการวิธีการจัดสัดส่วนงบประมาณตามหลักอุปสงค์ ตรงสู่ผู้เรียนให้เพียงพอสำหรับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ตามสภาพและความเป็นจริง ของผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษา และเป็นไปตามบริบทของพื้นที่ และเพื่อให้สถานศึกษา มีการบริหารคุณภาพ เพื่อให้ความมั่นใจว่าผลผลิตของผู้เรียนเป็นไปตามเป้าประสงค์ ของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของชาติในการพัฒนาคนไทยในอนาคต กรรมาธิการก็มีข้อเสนอในการปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนา คุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง นอกจากนี้งานของกรรมาธิการยังมีในส่วนของการปฏิรูป วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม พัฒนาระบบการเรียนรู้และระบบ การคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐาน และปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งชาติ และการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน รวมผลงานของกรรมาธิการทั้งหมด ๒๖ เรื่องด้วยกัน แต่มี ๖ เรื่อง ที่มานำเสนอความคืบหน้าปัญหาอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะในวันนี้ ได้แก่ เรื่องการปฏิรูป กฎหมายการศึกษาและร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ การจัดการศึกษาตลอดชีวิต และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต การพัฒนาครูเพื่อปรับการเรียนการสอน เป็นแบบคิดวิเคราะห์ การปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี วินัยเด่น คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ แผนการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา และการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนา และจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพ ดังปรากฏในเอกสารสรุปงานกรรมาธิการ หน้าที่ ๙ สไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ เป็นต้นไป และมีขอแก้ไขข้อความในเอกสารพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๑๙ สไลด์ (Slide) ที่ ๓๗ ในหัวข้อที่ ๗ ที่เขียนไว้ว่ากระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้การปฏิรูปกฎหมายการศึกษาและร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นงานปฏิรูปประเภทที่ ๑ ขอแก้ไขข้อความเป็น กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ การปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นงานปฏิรูปประเภทที่ ๑ คือประเด็นปฏิรูป ที่มีผลกระทบสูง ขอบพระคุณค่ะ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ครับ
ขอบพระคุณครับ รู้สึกจะใช้ เวลามาก ผมขออนุญาตแก้ไขเอกสารนิดเดียวครับ ในหน้า ๓ ของสรุปผลงานเมื่อสักครู่ ที่ท่านอาจารย์ปิยะธิดาพูดถึง ในข้อ ๔ ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว รอเสนอนายกรัฐมนตรี ตัดคำว่า รอ ออกไป ท่านสั่งการไปแล้วนะครับ ถัดไปในหน้า ๔ ข้อ ๖ มีคำว่า รอ ก็ตัดออก เช่นกัน ท่านสั่งการผ่านเรียบร้อยนะครับ ในหน้า ๖ ข้อ ๑๒ ได้นำเสนอสภาแล้ว ใช้คำว่า ผ่านสภานี้ไปแล้ว นอกนั้นก็เหมือนเดิมครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการผู้นำเสนอนะครับ มีเพิ่มเติม เล็กน้อยที่พูดถึง สวทน. นะครับ เป็นเรื่องของคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๒/๒๕๕๙ เรื่องการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อันนี้เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระบบ โดยให้มีสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกนะครับ ก็มีผลตั้งแต่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ อันนี้ช่วยในการยกระดับอัปเกรด (Upgrade) เรื่องของการวิจัยและพัฒนา และเรื่องของนวัตกรรม เพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรม แห่งชาติก็ดี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แห่งชาติก็ดี ได้มีการทำงานอย่างบูรณาการ มีการควบรวมแล้วก็มีองค์กรเหลือเพียงองค์กรเดียว ระดับสูงสุดในเรื่องของการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งท่านได้ขออนุญาตที่จะนำเสนอแผ่นภาพด้วย ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิก สปท. ที่รักเคารพทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมฟังรายงาน รวมทั้งอ่านรายงานของท่านกรรมาธิการแล้วก็มีความรู้สึกว่าละเอียดลออมากแล้วก็สามารถ นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ถ้าปฏิบัติได้จริงตามนี้ผมคิดว่าคนไทยในยุค ๔.๐ หรืออีก ๒๐ ปี ที่ยังอยู่ในท้องจะหน้าตาสดสวย งดงาม มีสติปัญญาดีกว่านี้แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ผมมีมุมมองของผมที่ต่างออกไปก็คือในสถาบันการผลิตครูปัจจุบันนี้ ๕ ปี ไม่ใช่ ๔ ปี เหมือนกับปริญญาทั่ว ๆ ไป ถามว่าการผลิตมีคุณภาพไหมคงไม่ต้องตอบ ต้องดูจากผลผลิต และสินค้า ถ้ามีวัตถุดิบดี กระบวนการผลิตดี สินค้าคือเด็กนักเรียนก็จะดี ศัพท์ของปรัชญาเมธี ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) คำถามว่า บัดนี้เราบายดูอิง (By doing) ไหม ครูเป็นต้นแบบที่ดีไหม ทั้งความรู้และจริยธรรม ผมไม่ขอวิจารณ์ เพราะผมเป็นครูเก่า ในชีวิตนักเรียนครูนะครับ ถามว่าผลิตมาแล้วสอนได้กับสอนเป็น ต่างกันนะครับท่านกรรมาธิการ คิดได้กับคิดเป็นก็ไม่เหมือนกัน ศัพท์เหล่านี้ฝากท่านไปดู แต่ผมอยากจะให้ดูกลอนสักบทหนึ่งผมท่องเมื่อตอนเด็ก ๆ ปัจจุบันนี้ก็ท่องไม่ค่อยจะได้แล้ว ต้องอ่านให้ท่านฟัง ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ท่านอาจจะไม่เห็น เดี๋ยวผมอ่านให้ฟังนะครับ วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้า ต่างสมอใหญ่ ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา เจ้าจง เอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม เอาใจเป็นปืนคม ยิ่งระดม ให้จมไป จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิสมัย จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา เมื่อสมัยผมเป็นนักเรียนครูจะให้ท่องก่อนที่จะเรียนวิชาอื่น ๆ เข้าแถวหน้าเสาธง ท่านก็สอนเสร็จ ตรวจเล็บ ตรวจหู ตรวจผม ร้อยแปดจิปาถะ แล้วให้ท่องอาขยานและสูตรคูณ ปัจจุบันไม่มีแล้ว ท่านกำลังจะไปนักศึกษา นักเรียน ๔.๐ แล้วก็ดิจิทัล ดิจิทัลนี่มีแค่ ๐ กับ ๑ นะครับ เรื่องของการเรียนถ้าเอามาเปรียบเทียบ แต่ถ้าอนาล็อก (Analog) มัน ๑-๙ บางอย่างก็ดี บางอย่างก็ไม่ดี ภาพต่อไป คือการไหว้ครูสมัยโบราณนั้น ท่านเห็นไหมครับ ไหว้ด้วยความรู้สึก ไหว้จากจิตและวิญญาณ ปัจจุบันนี้ไหว้หรือไม่ไหว้ท่านก็จะรู้อยู่ ไหว้แบบไหน ไหว้จริงใจไหม หรือไหว้ให้มันเป็นพิธี วันพฤหัสบดีต้นของการเปิดภาคเรียน ภาพต่อไปครับ ผมคิดว่า ประชาชนคนไทยในปัจจุบันรวมทั้งนักเรียนอาจจะไม่เคยเห็นอันนี้แล้ว สมัยก่อนผมเป็นเด็ก ไหว้ครูนั้นผมต้องไปหาหญ้าแพรกมาที่มันขาว ๆ ไปหาดอกมะเขือมา ไปหาดอกเข็มมา แล้วก็เอามาใส่ ไม่ต้องพาน สมัยก่อนไม่มีก็ใช้ใบตอง เอาธูปเทียนปักแล้วก็ไหว้ครู โบราณ เขามีความหมายนะครับว่าทำไมต้องใช้ดอกเข็ม ดอกมะเขือ ดอกเข็มเป็นสัญลักษณ์แทน ความเฉลียวฉลาด หลักแหลม เหมือนเข็มที่มีความแหลมคม ดอกมะเขือเป็นสัญลักษณ์แทน ความอ่อนน้อมถ่อมตน เหมือนดอกมะเขือที่จะติดผลต่อไป ดอกก็จะโค้งลงเหมือนคน อ่อนน้อมยอมตนให้ครูอาจารย์อบรมสั่งสอน หญ้าแพรกเป็นสัญลักษณ์แทนความอดทน เหมือนหญ้าแพรกซึ่งเป็นพืชที่มีความทนทานสูง ทนแล้งได้ดีไม่ตายง่าย ๆ ผู้ที่จะประสบ ความสำเร็จในการศึกษาต้องมีความอดทนต่อความยากลำบากในการเรียน ไม่ย่อท้อ ท่านครับ มีความหมายมากเลยครับ หญ้าแพรกที่สนามบ้านท่าน ท่านเอาหินไปทับไว้จนขาวเลย พอปีต่อมาท่านยกหินก็ขึ้นงาม ภาพต่อไปครับ นี่ไหว้ครูสมัยปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปเป็น ดอกไม้ร้อยแปดจิปาถะก็ไม่ว่ากัน ก็เรียกว่ายังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทย ศิษย์ต้องมีครู ต่อไปครับแปลกนะครับ ไม่ใช่วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา ผมนำรูปเวียนเทียนมานะครับ นี่เป็นการเวียนเทียนที่วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมนำมาทำไมครับ แสงเทียนนี้ส่องธรรม ในสมัยโบราณไม่มีไฟฟ้า ไม่มีตะเกียง เขาก็ใช้เทียนอ่านตำรับตำราเพื่อให้ได้รสพระธรรมนำไปสู่ดีเอ็นเอ (DNA) ในร่างกาย แสงเทียนส่องธรรม แสงธรรมส่องปัญญา ถ้าท่านไม่เชื่อผมก็แล้วแต่ท่าน แต่ผมเชื่อว่า ที่ผมว่านี้ไม่เกินจริง แสงเทียนส่องธรรม แสงธรรมส่องปัญญา ถ้าท่านไม่มีธรรมะ ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่มีสุจิปุลิ ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมเชื่อว่าท่านหาปัญญาไม่ได้ ต่อไปครับ นี่คือภาพโรงเรียนในชนบทแห่งหนึ่งแต่ไม่ถึงกับไกลปืนเที่ยง จะเห็นด้านหลัง มีภูเขา ที่ให้มาดูก็คือให้ดูเป็นรูปธรรมว่าอาคารจะเป็นทำนองอย่างนี้ นี่ดีแล้วนะครับ ปี ๒๕๑๑ ผมเป็นครูประชาบาลนะครับ หลังคามุงแฝก ฝาไม้ขัดแตะ สอนอยู่กับพื้นดิน ฝนตกน้ำครึ่งขานะครับ ปี ๒๕๑๑ เมื่อผมเป็นครูใหม่ ๆ อันนี้ก็ดี แต่ผมให้ข้อสังเกตว่า ท่านดูสนามและอาคารเป็นอย่างนี้นะครับ แล้วท่านดูภาพต่อไป เป็นอย่างไรครับ ผมไม่บอกนะครับ ผมรู้ว่าชื่อโรงเรียนอะไร อลังการต่างกันมากเลย แล้วเดี๋ยวผมจะบอกว่า ที่ผมนำรูปเหล่านี้มาให้ดูเป็นรูปธรรม รูป ๑ รูปสามารถสะท้อนคำบรรยายได้เป็น พัน ๆ หมื่น ๆ คำ ข้อเสนอของผมครับ แล้วผมขออภิปรายไปด้วยเลย ครูอาจารย์ต้องมี ทั้งความรู้และจริยธรรม ที่ท่านกรรมาธิการพูดทั้งหมด พูดเลยไปถึงโน่น ใกล้จะไปต่างโลกแล้ว ดีมากเลย ผมเห็นว่าดีมากนะครับ ต้องมีอ้ายโน้นอ้ายนี่ร้อยแปดจิปาถะ ดีนะครับ แต่ถามว่า การฝึกจริยธรรม คุณธรรมต้องตามมา ความรู้ต้องคู่คุณธรรม โดยเฉพาะผมฝากกรรมาธิการ ไปถึงรัฐบาลว่าสถาบันการผลิตต้นแบบคือครู พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ ๑. ครูบาอาจารย์ต้องมี ทั้งความรู้และคุณธรรม มีความเมตตาสูง ๒. ต้องจัดการศึกษาให้มีความเท่าเทียมกัน ในทุกโรงเรียนทั้งในเมืองและชนบท เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเอาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมาให้ท่านดูไปครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยความเคารพอย่างยิ่งเลย ถ้าไม่ได้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนก็อาจจะยังไม่เป็นถึงขนาดนี้ แต่อย่างไรก็ตามต้อง ขอบคุณตำรวจตระเวนชายแดนที่ดูแลเด็กเล็กชายขอบได้อย่างดีเยี่ยม ๓. ต้องจัดการศึกษา ให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา บัดนี้เราสอนให้เด็กท่องจำ เริ่มต้นเข้ามาก็พกไอแพด (iPad) ไอโฟน (iPhone) เข้ามา ท่องสูตรคูณเป็นไหม ไม่เป็น เก้าหนึ่งเก้า เก้าสองสิบแปด เก้าสามยี่สิบเจ็ด ก็ท่องไม่เป็น คำถามว่าเราจะกลับไปอย่างเดิมหมดก็คงไม่ได้ ผสมผสานได้ไหมครับว่า ให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักธงชาติเสียหน่อย รู้จักเพลงชาติเสียหน่อย รู้จักท่องสูตรคูณเสียหน่อย รู้จักกราบครูบาอาจารย์ก่อนมาเรียนหนังสือเสียหน่อย มีไหม เชื่อว่าไม่มี เพื่อนผมสอน ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ก็สอนไป เด็กก็กดแชต (Chat) ไป แชต (Chat) มาแล้วก็ไม่สนใจเรียน ผมกราบเรียนท่านประธานมาด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการทุกประการ ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนว่าแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ต้องดี ต้องมีจริยธรรม ต้องมีคุณธรรมเสียก่อน แล้วก็อย่าเลยไกลไปต่างโลกเลย เอาว่าสังคมไทยควรจะหันกลับมาดู สักเล็กน้อยว่าของเก่า ๆ เรามีอะไรดี ก็คิดว่าน่าจะนำไปสู่การเรียนการสอนที่ให้เด็กได้รู้จัก วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น ถ้าสังเคราะห์ วิเคราะห์ไม่เป็นผมคิดว่าเด็กก็ท่องจำไป แล้วในที่สุด ก็เป็นอย่างสังคมปัจจุบันนี้ ผมอยากกราบเรียนว่าหลังจากที่เราผ่านเรื่องนี้ไปแล้วสังคมไทย จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารและที่กรรมาธิการได้พูดให้พวกเราฟังด้วยว่าเราไม่สามารถที่จะ หลุดพ้นจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้ แล้วเราจะไปสู่ดวงดาวของ ๔.๐ ได้ถ้าเผื่อระบบการศึกษาของเรายังเป็นอย่างนี้ และระบบการศึกษาของเรามักจะไป ตอบสนองข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการมากกว่าที่จะตอบสนองเยาวชนแล้วก็สังคมของเรา เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเรื่องการเรียนตลอดชีวิต การพัฒนาครู ระบบการเรียน การพัฒนา คุณภาพศึกษา แม้กระทั่งการดูแลเด็กในปฐมวัยนี้มันโยงกันหมด เพื่อมีเป้าหมายเดียว เป็นหลักก็คือจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้าได้หรือไม่ อย่างไร คราวนี้ประเด็นก็อยู่ที่ว่าอะไรที่จะเป็นตัวกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อก ประเทศไทย จากสภาวะอันนี้แล้วก็ความตกต่ำในระบบการศึกษาจากการประเมินวัด ของทั้งองค์กร ภายในแล้วก็ของระหว่างประเทศ แล้วก็จะไปพึ่งบ้าน ๑ ในบวรก็คงไม่ได้ว่าพ่อแม่ทำงาน แล้วก็คงจะประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่พ่อแม่ฝากลูกไว้ที่ปู่ย่าตายายความอบอุ่นมันก็ไม่ดี ความเป็นครอบครัวมันก็ไม่ดี ในขณะเดียวกันวัดเราก็รู้กันอยู่ว่าเป็นพาณิชย์กันเสียเยอะ แล้วก็ยังมีปัญหาที่ต้องปฏิรูปวงการทางการศาสนาโดยเฉพาะศาสนาหลักของไทย คือพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นภาระหน้าที่ในการที่จะดูแลเยาวชนก็อยู่ที่ครู ที่จะต้องเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นทั้งเจ้าอาวาสวัด แล้วก็เป็นครูผู้ฝึกสอนให้ความรู้ เพราะว่าครู อยู่กับเด็กอย่างน้อยก็ ๘ ชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นในการที่จะปฏิรูประบบการศึกษา การที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วหัวใจก็อยู่ที่ครู แล้วส่วนหนึ่ง ก็อยู่ที่คณะครุศาสตร์ของบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหลายประมาณสัก ๑๗-๑๘ มหาวิทยาลัย ด้วยกันทั่วประเทศ คราวนี้เราจะทำอย่างไรกับครู เราก็พูดกันเรื่องของแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) บางทีก็แปลได้หลายอย่าง ให้ช่วยคิด ให้ช่วยทำ จะเป็นอย่างนี้ ได้ไหมครับ เพราะว่าผมก็ข้องแวะกับเรื่องการปฏิรูปการเมืองแล้วก็การส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองศึกษา ว่าเราจะทำอย่างไรให้ครูเป็นครูประชาธิปไตย แล้วก็ให้บรรยากาศในห้องเรียน จะเป็นวิชาใดก็ตาม คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชีวะ หรือเคมี ฟิสิกส์นั้นให้มี บรรยากาศเป็นห้องเรียนประชาธิปไตยที่จะทำให้เด็กกล้าที่จะยกมือแสดงความคิดเห็น เด็กสามารถที่จะรับฟัง แล้วก็ให้มีการค้นคว้า วิจัย ให้มีการถกเถียง เพราะฉะนั้นครู ก็จะไม่ใช่เป็นแค่ทีชเชอร์ (Teacher) คือครูผู้สอน แต่จะต้องเป็นผู้อำนวยความเป็น ประชาธิปไตยในสังคมห้องเรียนเล็ก ๆ เป็นเดโมเครติกฟาซิลิเตเตอร์ (Democratic Facilitators) อันนี้ผมคิดว่าน่าจะมาตกลงกันเสียให้แน่ชัดว่าจะเป็นเช่นนี้ได้ไหม ผมคิดว่า จำกัดความแค่แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ดูจะแคบไป การสร้างบรรยากาศ ให้เป็นสังคมประชาธิปไตยก็จะนำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์ ที่เราพูดกันมากในห้องนี้ เรื่องครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) เรื่องอินโนเวชัน (Innovation) เรื่องอินเวนชัน (Invention) มันจะมีไม่ได้ถ้าเผื่อห้องเรียนยังเป็นเรื่องของการบรรยาย แล้วก็จดไป แล้วก็ท่องจำกันไป แล้วก็ไม้เรียว ดุอะไรกันไปต่าง ๆ เหล่านี้ เด็กไม่สามารถที่จะแสดง ความคิดเห็นได้ ไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน คราวนี้เด็กจะเป็นอย่างนั้นได้ ครูต้องเป็นนักประชาธิปไตยทั้งหมดทุกคน ครูในปัจจุบัน แล้วก็ครูที่จะเข้ามาใหม่อีก ๑๐๐,๐๐๐ คน ๒๐๐,๐๐๐ คน ในปีนี้ปีหน้าต่าง ๆ เราจะทำกันอย่างไร และเราจะไปทำอะไรกัน ที่ที่ฝึกครูคือที่คณะครุศาสตร์ ผมเองในแง่ของการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองก็ได้คุยกับ คณะครุศาสตร์ไว้หลายคณะ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่เข้าใจว่า ตอนนี้เป็นคล้าย ๆ กับประธานคณะครุศาสตร์ของคณะครุศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัย ก็ไปคุยกันว่า นอกเหนือจากการเรียนการสอนทางภาควิชาการ จะเสริมสร้างบรรยากาศในห้องเรียน เป็นอย่างไร ก็หวังว่าทางคณะกรรมาธิการของผมกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาถึงจุดหนึ่งคงน่าจะคุยกันได้ภายใน ๒-๓ เดือนข้างหน้า เมื่อทางฝ่ายกระผมนั้นมีข้อมูล มีแนวคิดที่ลงเป็นลายลักษณ์อักษรได้ อันนี้ก็ขอทิ้งไว้ตรงนี้ เสียก่อน
ส่วนประเด็นอีกอันหนึ่ง คือนอกจากครูแล้วว่าจะต้องเป็นครูประชาธิปไตย ผมก็ขอยืนยันนะครับ แล้วก็อยากจะให้เชิญมาร่วมขับเคลื่อนว่าครูทั้งประเทศทุกคนจะต้อง ผ่านมาตรฐานเดียวกัน และพวกเราก็ไปดูงานกันที่ฟินแลนด์มากคณะครับ สแกนดิเนเวีย ไปญี่ปุ่นไปอะไรมา เราก็เรียนรู้แล้วว่ากระทรวงศึกษาธิการของประเทศเหล่านี้นั้นเขามีหน้าที่ วางมาตรฐานครู แล้วก็ฝึกอบรมครูให้เป็นครูที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ คณะครุศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ผลิตมาเถอะครับ ไม่เป็นไร แต่ว่าถึงจุดหนึ่งแล้วก็ต้องไปผ่านมาตรฐานกลาง ของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นครูปฐมวัย ๑ มาตรฐาน ครูเด็กพิการ ๑ มาตรฐาน ครูประถม ๑ ครูประถม ๒ ครูประถม ๓ ๑ มาตรฐาน มัธยมตอนต้น มัธยมตอนปลาย แต่ละมาตรฐาน แต่เป็นมาตรฐานเดียวกัน อันนี้จะต้องเป็นเรื่องของการปฏิรูปอย่างใหญ่หลวง แล้วก็ไม่เลือกที่รักมักที่ชังระหว่างครูของรัฐบาลกับครูของโรงเรียนเอกชน อันนี้เป็นเรื่องที่ จะต้องทำมาตรฐานเดียวกัน
อันที่ ๒ ผมไม่ชอบโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และผมก็ไม่ชอบบรรดา โรงเรียนสาธิตทั้งหลาย เพราะว่าเป็นระบบของผู้มีอภิสิทธิ์ครับ อีลิติสต์ (Elitist) กระผมเอง ก็ไม่ชอบความเป็นพริวิเลจ (Privilege) ของตัวผมเองที่ไปอยู่โรงเรียนประจำของบาทหลวง นิกายโปรเตสแตนต์ มาวันนี้ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรม ถ้าเผื่อจะมีครูเป็นมาตรฐานเดียวกัน แล้วทำไมเราไม่มีโรงเรียนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศไทย แล้วผมก็เคยคุยในที่นี้ ในสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านั้น จะมีโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ๔ ภาคได้ไหม โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีมันให้ทั่วทั้งประเทศเลยก็คือ ๑ มาตรฐาน เท่านั้นเอง ผมคิดว่านี้เป็นภาระหน้าที่ของเรา ไม่อย่างนั้นเด็กที่อยู่ที่ภูเก็ต ที่หาดใหญ่ ที่เชียงใหม่ ที่กรุงเทพมหานคร ที่โคราช อย่างไร ๆ มันก็ได้เปรียบการเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ เข้าโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งอันนี้ต้องขจัดไปจากระบบการศึกษาของไทย ให้มาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวงของการศึกษาในห้องเรียน ตราบใด ที่ยังมีโรงเรียนกวดวิชาอยู่เรายังไปเป็น ๔.๐ เป็นประเทศพัฒนาไม่ได้ ก็กลับมาที่มาตรฐาน ของครู มาตรฐานของโรงเรียนทั่วประเทศต้องเหมือนกัน พูดถึงมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว ก็มาถึงเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยครับ อุปกรณ์ของห้องแล็บ (Lab) ต่าง ๆ คอมพิวเตอร์ ผมพูดหลายครั้งทุกโรงเรียนให้มี ๑๐๐-๒๐๐ เครื่องไหม ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง วิธีการเรียนการสอน ในการทำงานที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็ได้เชิญผู้แทนของสโมสรนิสิตนักศึกษามาหลายแห่งนะครับ เชิญเด็กนักเรียนชั้น ๑ ของกรุงเทพมหานครจากหลายโรงเรียนทั้งหลวงและเอกชน มาฟังความเห็นของเขาว่า เขาคิดอ่านอย่างไรกับระบบการศึกษา เด็ก ๆ หลายคนบอกว่าน่าเบื่อเวลาครูหรือว่าอาจารย์ บรรยาย เพราะเดี๋ยวนี้ไปหาคุณครูกูเกิล (Google) ก็มีหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เด็กต้องการก็คือการให้ครูเป็นผู้นำ ให้มีการถก ให้มีการทำในเรื่องที่เรียกว่ากรณีศึกษา ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการก็ได้ทดสอบมาบ้างแล้ว เรื่องเคสสตัดดี (Case Study) ต่าง ๆ เอาเรื่องจริงมาว่ากัน ไม่ใช่รัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือทางด้านมนุษยศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะทำเคสสตัดดี (Case Study) ในห้องเรียนได้ แล้วก็ให้มี การค้นคว้า ก็จะได้บันเทิงปัญญา ได้มีการถกเถียง เราก็จะมีความคิดริเริ่ม เริ่มคิด เริ่มสร้างพลเมืองให้เป็นพลเมืองที่สามารถจะคิดอ่านได้ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง ของเรื่องนั้น แต่ว่าเราไม่ควรจะมุ่งแค่องค์วิชาความรู้ ผมได้พูดเรื่องสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่รู้เรื่องการบ้านการเมืองหรือเป็นนักประชาธิปไตย แต่ว่าจะต้องมีศีลธรรมและต้องมี ธรรมาภิบาลด้วย ครูมีหน้าที่ฝึกอบรมเยาวชนของไทยให้เป็นเหมือนเยาวชนที่ฮ่องกง ที่ไต้หวัน ที่เกาหลีใต้ ที่ไหนที่เดินไปเห็นเศษกระดาษแล้วหยิบไปใส่ถัง ที่เห็นเงินตกแล้วไม่เก็บ แต่ไปบอกคุณครูหรือผู้ใหญ่ เราจะสอนเด็กของเราอย่างไรให้ละเว้นการกระทำที่แม้จะไม่มี ตำรวจ ไม่มีกล้องซีซีทีวี (CCTV) ไม่มีใครเห็นนั้นจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดีแม้จะมีคนเห็นหรือไม่มีคนเห็น นั่นจะเป็นสุดยอดหรือว่าความสำเร็จอันสูงส่งของการศึกษาของไทยก็คือเรื่องของจริยธรรมในใจ องค์ความรู้ที่มีอยู่ที่สามารถที่จะแสดงออกได้ มีความคิดคิดค้นต่าง ๆ เหล่านี้ได้
ส่วนประเด็นสุดท้าย ขออีก ๑ นาทีครับท่านประธาน เรื่องหนังสือเรียน จะยอมรับกันไหมว่ามันเป็นกึ่งโมโนโพลี (Monopoly) โอลิการ์ชี (Oligarchy) ครับ ไม่ใช่โมโนโพลี (Monopoly) ผมทราบว่าคุรุสภาพิมพ์อยู่ ๓ วิชาใน ๘ วิชา เข้าใจว่า ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย แล้วก็คณิตศาสตร์ ส่วนอีก ๕ วิชาก็มี ๔ ยักษ์ใหญ่ของสำนักงานพิมพ์ ถามว่าเขาเป็นคุณพ่อการศึกษาเด็กของเราหรือ มันควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็อยู่กินกันมา ฮั้วกันมา และพ่อแม่ก็ต้องเสียค่าหนังสือเรียน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะผู้กำหนดชะตาชีวิตของเด็กไม่ใช่รัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้หน้าที่รัฐ มันกลายเป็นผู้ประกอบการใช่หรือไม่ แล้วองค์การค้าของคุรุสภา ทำงานไม่ได้ก็แปรรูปนะครับ เราจะต้องไม่เก็บพวกรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ไม่มีผลงาน และไม่สามารถที่จะรองรับสิ่งที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยคือการพัฒนาเด็ก ก็ขอกล่าว ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปต้องว่ากันให้ครบทั้งหมด ผมขอเพิ่ม ๓-๔ ประเด็นไปสู่การพิจารณาแล้วก็ปรับปรุงงานของท่านกรรมาธิการ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ขอบคุณท่านกษิตครับ ต่อไปขอเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ การปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน และเพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคลากรสาธารณสุขดีเด่น แห่งชาติประจำปี ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กล่าวถึงเรื่องการได้รับพระราชทานรางวัล กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ นับเป็นเกียรติของตัวกระผมแล้วก็ญาติพี่น้อง ผู้ที่ร่วมงาน และสภาของเราด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตชื่นชมคณะกรรมาธิการ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเห็น ความคืบหน้าของการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ แล้วในเรื่องการศึกษานั้น ก็มีเรื่องปฐมวัยหรือเด็กเล็กเพิ่งผ่านไป วันนี้ท่านได้กรุณาสรุปรวบยอดให้เห็นว่า ได้ขับเคลื่อนอะไรไปบ้าง ผมขออนุญาตชื่นชมงานดี ๆ ออกมามากมาย เนื่องจาก เรื่องการศึกษาก็เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกันว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก การศึกษานั้นทำให้ ประเทศชาติเจริญ ผู้คนมีความก้าวหน้า ประเทศเราก้าวหน้าได้ก็เรื่องการศึกษานี่ละครับ ผมคิดว่าเราเห็นตรงกันหมดเลย แล้วการปฏิรูปนั้นคงไม่ใช่ทำในแค่ ๑ ปี คงทำไปอีกยาวนาน เรื่องมีมากจริง ๆ ที่จะต้องทำ สิ่งที่ท่านได้เสนอผมได้อ่านดูแล้วและที่เข้าสภามาแล้ว และที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนก็มีอยู่จำนวนมาก เป็นเรื่องดี ๆ ทั้งนั้นเลย บางเรื่อง ผมจะไม่ขออนุญาตกล่าวถึงเพราะผมคิดว่าท่านพูดชัดเจนแล้วก็อยู่ในเอกสารต่าง ๆ แต่ผมฟังสุ้มเสียงแล้วส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิรูปในระบบการศึกษา ผมอยากจะย้ำ ในส่วนที่เคยกล่าวถึงแล้วก็มีผู้ที่พูดถึงเยอะ ผมเองนั้นไม่ใช่เป็นผู้เลิศรู้อะไรนะครับ เพียงแต่ว่าได้นำมาขออนุญาตกล่าวย้ำในสภาแห่งนี้ครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเมื่อเราพูดถึงการศึกษา ก็คือเอดูเคชัน (Education) ซึ่งก็มีการศึกษาในระบบและนอกระบบ เราต้องจัด ให้เป็นระบบแน่นอน นอกระบบคือชีวิตจริงนั้นสำคัญมาก ผมเคยได้กล่าวรายงานตัวเลข ไปครั้งหนึ่งว่าจากการคำนวณ ชีวิตเราอยู่ในระบบการศึกษาเพียงไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ เวลาในชีวิต ถ้าเราเอาแค่อายุ ๖๐ ปีเท่านั้นเองนะครับ ถ้าเราอายุเกิน ๖๐ ปีก็จะยิ่ง น้อยเปอร์เซ็นต์ไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นที่เราไปทุ่มเทเรื่องระบบการศึกษานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ส่วนเสี้ยวของชีวิตแต่สำคัญ ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่สำคัญแต่ถ้าเราไปมะรุมมะตุ้มอยู่ตรงนั้น ทั้งหมด เราไม่ได้เน้นเรื่องที่เป็นเรื่องที่อยู่นอกระบบการศึกษา อันนั้นเป็นจุดที่เราอาจจะ มองข้ามเรื่องการปฏิรูปไป ผมคิดว่าการศึกษามีคู่แฝดที่สำคัญก็เคยกล่าวถึงแล้ว คือการเรียนรู้ ซึ่งท่านทั้งหลาย ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิกก็ทราบดี ทุกท่านทราบดีว่า การเรียนรู้หรือเลิร์นนิง (Learning) เป็น ๑ ในพลังสำคัญของชีวิตสัตว์และมนุษย์ ๑ ในไดรฟ์ (Drive) ๑ ในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ไม่ใช่การศึกษา คือการเรียนรู้ เราเติบโตมาได้ถึงวันนี้มนุษย์ทุกคนหรือสัตว์ทุกตัวที่เติบโตมาอยู่รอดเพราะพลังการเรียนรู้ มนุษย์มีพลังการเรียนรู้เหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง แล้วเรามี ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของเวลาในชีวิต อยู่ในสังคม เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างพลังการเรียนรู้ ในโลกปัจจุบันมีการสอนถึง เรื่องเลิร์นนิง ฮาว ทู เลิร์น (Learning how to learn) คือการเรียนรู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร ผมคิดว่านั่นคือหัวใจ ผมอยากจะย้ำตรงนี้ครับว่าเราจะต้องมองการเรียนรู้คู่กับการศึกษา ตรงนี้ทำไมผมยืนยันอย่างนั้น เพราะผมคิดว่าเรื่องสุขภาพคล้ายกันมากที่ผมเคยเรียนแล้ว สุขภาพเรามีระบบการแพทย์และสาธารณสุข จริง ๆ แล้วเรื่องสุขภาพมันอยู่ในมิติทุกอณู ในชีวิต เหมือนการเรียนรู้เลยครับ อยู่ในทุกที่ทุกอณู แต่พอเรามีระบบการศึกษาขึ้นมา เรามีครู มีอาจารย์ มีนักเรียน เรามีระบบการแพทย์และสาธารณสุข เรามีหมอ พยาบาล และมีคนไข้ คล้ายกันมากเลยครับ ๒ ระบบนี้ พอเราทำไปนาน ๆ ถ้าเราเผลอทำการปฏิรูป หรือพัฒนาเฉพาะระบบการแพทย์และสาธารณสุขเราไปไม่ถึงสุดท้ายของสุขภาพครับ เหมือนกับระบบการศึกษาเลย ถ้าเราทำแต่ระบบการศึกษาเราก็จะยุ่งอยู่กับเรื่องครู อาจารย์ ระบบโรงเรียน ระบบการสอน ระบบคุณภาพต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วคือการเรียนรู้ซึ่งอยู่ในทุกคน ตั้งแต่เด็กเกิดมาจนถึงวันตาย จริง ๆ เดี๋ยวนี้การเรียนรู้นั้นตั้งแต่อยู่ในท้องด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผมอยากจะย้ำจุดนี้ครับ ในครั้งหนึ่งสมัยหนึ่งหลายสิบปีมาแล้ว ในทางด้านสุขภาพ เขาพูดคำว่า เฮลท์ ฟอร์ ออล (Health for all) คือสุขภาพดีทั่วหน้า สุขภาพดีทั่วหน้า ทำไม่สำเร็จเลยถ้าจะไปพึ่งแต่การพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขหรือการปฏิรูป ตรงนั้น เพราะสุขภาพอยู่นอกระบบ อยู่ในทุกมิติ ทุกเวลา ทุกสถานที่ คล้ายกับ การศึกษาเลยครับ เอดูเคชัน ฟอร์ ออล (Education for all) คือการจัดการศึกษาให้คนทั้งมวล ไม่พอครับ เพราะไม่ว่าจัดอย่างไรก็เป็นส่วนเสี้ยวเดียวของการเรียนรู้ของชีวิตเขา ไม่มีทางที่จะจัดได้เต็ม ในทางด้านสุขภาพได้เปลี่ยนใหม่ กลับมามองว่าสุขภาพคือเป้าหมายร่วม และทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของ เจ้าภาพเรื่องสุขภาพ มารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ มีเครื่องมือต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคนคือออล ฟอร์ เฮลท์ (All for health) ทุกภาคส่วนต้องทำเพื่อสุขภาพ ท่านประธานครับ และท่านกรรมาธิการครับ จะเห็นว่าในระบบเรื่องสุขภาพมีการปฏิรูปหลายเรื่องมากที่อยู่นอกระบบการแพทย์ และสาธารณสุข วันนี้มีผู้คนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพเป็นเป้าหมาย อย่างเช่น เราทำเรื่องอุบัติเหตุนี้ก็ชัดเจน ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขไม่มีทางทำสำเร็จหรอกครับ แต่ถ้าเราจะให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี ลดการบาดเจ็บและตายในอุบัติเหตุนี้อยู่นอกระบบ การแพทย์และสาธารณสุขครับ ระบบการศึกษาจะคล้ายกันมากเลย เราจะต้องเน้น เรื่องออล ฟอร์ เอดูเคชัน (All for education) หรือเปล่าครับ ต้องมีการขบคิดกลไก ในสิ่งที่ ท่านทำไว้ท่านวางไว้ผมเห็นแล้วละมีเรื่องการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ผมคิดว่าเป็นเสี้ยวเดียว ถ้าเราเห็นว่าเป็นคู่แฝดของระบบการศึกษาเลยเราต้องมุ่งสู่การสร้างกลไก สนับสนุนโอกาส สร้างความสามารถและปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของคนไทยทั้งสังคมหรือไม่ การเรียนรู้ไปสัมพันธ์กับเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อด้วย ถ้าเราเชื่อว่าคนเราจะเก่งได้ มีความสามารถได้ สังคมจะขยับเขยื้อนได้อยู่ที่การศึกษาอย่างเดียว เราลืมเรื่องการเรียนรู้ ที่อยู่ในวิถี ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของชีวิต แล้วเราไม่ได้ทุ่มเทให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นเจ้าภาพ เรื่องการเรียนรู้อาจจะทำให้ไปไม่ถึงฝั่งได้หรือไม่ แต่แน่นอนครับ ถ้าเราบอกว่าให้มาเป็น เจ้าภาพเรื่องการศึกษา คนอยู่ในระบบการศึกษาอาจจะบอกว่าไม่ได้นี่เป็นระบบของเขา แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นระบบการเรียนรู้ของทุกภาคส่วน ทุกคนในสังคมเป็นของทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนจะขยับตรงนี้ จะเป็นจุดคานงัดในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ หรือไม่ ผมเองนั้นพยายามที่จะกล่าวย้ำตรงนี้ เพราะว่าเวลาเราพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เราจะเหลือแต่ระบบการศึกษาและที่ทำเป็นระบบเสมอ นอกระบบเราจะผ่านไป แล้วในชื่อใหญ่ เราก็มักจะไม่ค่อยมีคำว่าการเรียนรู้ เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนเทียบเคียงกับเรื่องสุขภาพ เราไม่ใช่พูดถึงระบบการแพทย์และสาธารณสุข เราพูดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ ไม่ใช่ระบบ การแพทย์และสาธารณสุข ตรงนี้เราจะเป็นการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เหลือเวลาอีกเล็กน้อยผมอยากจะกราบเรียนว่ามีเรื่องที่ต้องทำ มากมาย ผมยกตัวอย่างตัวที่ผมเห็นบางเรื่อง อันนี้อาจจะนอกเรื่องตรงนี้นิดหนึ่ง เราเห็น เด็กที่ภูฏานตามหัวไร่ปลายนา ตามภูเขา ตามอะไรเราไปดูเขาครับ ตำราเรียนเขาเป็น ภาษาอังกฤษ แล้วคณิตศาสตร์เขายังเป็นภาษาอังกฤษเลย อันนี้ผมแตะนิดเดียว แต่ในตำราเรียนบ้านเราในระบบการศึกษา ผมเคยมีโอกาสเขียนตำราสุขศึกษาให้กับ สำนักพิมพ์ที่มีชื่อ เขาให้เราเขียนเต็มแมกซ์ (Max) ในเรื่องความยาก ผมดูแล้วนักเรียนแพทย์ ยังหนาวเลยในการอ่านตำราเด็ก ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ แต่เขาบอกว่าต้องเป็นตำราที่ยาก เขียนให้ยาก เพราะเด็กเก่ง ๆ ในโรงเรียนดี ๆ เขาจะซื้อไปใช้ ไม่ใช่แล้วละครับ น่าจะผิด คราวนี้ผมกลับมาเรื่องการเรียนรู้อีกนะครับ ผมคิดว่าวันนี้เรามีโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ มากมาย เรามีโรงเรียนชาวนาหลายแห่งในประเทศไทย เรามีศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ของท่านประธานกรรมาธิการ เรามีศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ถ้าใครไปเข้าเฟซบุ๊ก (Facebook) ไปดูของบ้านครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ที่บุรีรัมย์ นั่นคือแหล่งเรียนรู้ ใหญ่มหึมาเลยครับ มีผู้คนเข้าไปเรียนรู้แลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เยอะแยะไปหมด เราไป ต่างประเทศเราเห็นสถาบันสมิธโซเนียน เราไปเห็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย ผมคิดว่านั่นคือการเปิดช่องทางและโอกาสการเรียนรู้ซึ่งต้องพูดถึงครับ ถ้าเราจะปฏิรูป การศึกษาการเรียนรู้ ถ้าเราไม่มองสิ่งเหล่านี้แล้วไม่ไปเพิ่มให้มากขึ้น และเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ง่าย ๆ มีแล้ววัฒนธรรมไทยคนไทยก็อาจจะไม่ค่อยไปเรียน อาจจะไม่เคยเรียนรู้ เพราะเป็นเรื่องวัฒนธรรมด้วยครับ ถ้าเราอยู่ในโครงสร้างอำนาจนาน ๆ เราก็จะไม่ค่อยเรียนรู้หรอก เพราะฉะนั้นเราก็จะต้อง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วย เรามีโรงเรียนเด็กเล็ก ผมขอเติมตรงนี้นิดหนึ่งเพราะวันนั้น ผมลืมพูดไป ผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนเด็กเล็กที่จังหวัดตราดนะครับ อยากจะชวนท่านประธาน และผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มีนักเรียน ๔๐๐ คน ดำเนินการโดยวัดและชุมชน ไม่ใช่เอกชน ที่ค้ากำไร ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นวัดและชุมชน เด็กที่เข้ามาเรียนปรากฏว่ามีทั้งลูกคนมีสตางค์ กับลูกชาวบ้าน เป็นความงดงามมาก เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาเหล่านี้อยู่นอกระบบได้ อีกเยอะ เราต้องหาทางที่จะไปสนับสนุนเครื่องมือกลไกต่าง ๆ เขานะครับ คนขับแท็กซี่ คนขายก๋วยเตี๋ยว พ่อค้าแม่ค้า หรือแม่เราที่ไม่เคยเรียนหนังสือหรือจบ ป. ๔ ก็เป็นครูได้ทั้งหมด เราอาจจะไปพูดเรื่องครูในวุฒิ มีวุฒิเรื่องในระบบ แต่ผมอยากจะเสนอว่าเราต้องพุ่งความสำคัญ ที่คู่แฝดของระบบการศึกษา คือไปส่งเสริมให้ผู้คนเป็นครู เป็นนักเรียน เป็นผู้เรียนรู้ แล้วสร้างบรรยากาศและโอกาสในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ก็คงไม่ใช่เรื่อง อะไรใหม่นะครับ แต่ขออนุญาตกราบเรียนย้ำ ผมอยากจะเห็นเรื่องข้อเสนอการปฏิรูประบบ การศึกษาและเรียนรู้ไปคู่กันแล้วก็เน้นที่อยู่นอกระบบให้มากขึ้นครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านอำพลนะครับ มีสมาชิกที่แสดงความจำนงในการอภิปราย เหลืออีก ๓ ท่าน มีท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านคุรุจิต นาครทรรพ และท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเงี่ยหูฟังและเอาใจใส่ อย่างยิ่งในเรื่องการปฏิรูปทางด้านการศึกษานะครับ เพราะว่าทางกรรมาธิการกับเพื่อนสมาชิก ผมเห็นว่าเราคงเห็นตรงกันว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ถึงกระนั้นก็ตามแม้เราจะเห็นว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง และตลอดทั่วทั้งสังคมนั้นเวลามีปัญหาอันใดขึ้นบนแผ่นดินก็จะ ชี้ไปที่สาเหตุว่าประเทศเรานั้นยังด้อยการศึกษา ก็เรียกว่าเรื่องการศึกษานั้นต้องรับบทหนัก ที่จะต้องแบกรับทุกปัญหาของสังคมเวลาเกิดปัญหา การเมืองซื้อเสียงกันก็บอกว่าคนไร้การศึกษา ความยากจน ชีวิตกระเบียดกระเสียรไร้ทางออกก็บอกว่าเพราะการศึกษา ก็ทุกปัญหาละครับ ท่านประธาน ก็รับรู้กันอยู่แล้ว คราวนี้เมื่อกรรมาธิการได้นำเสนอเรื่องการปฏิรูปเรื่องการศึกษานั้น ผมว่าข้อเสนอของกรรมาธิการนั้นงดงาม ดีงาม น่าศึกษา สนใจ แล้วก็อยากเห็นการปฏิรูป ตามแนวคิดของเพื่อนกรรมาธิการการศึกษาในครั้งนี้ ผมคงไม่ปิดละครับว่าเหตุที่ผมเอาใจใส่ เป็นพิเศษนั้นไม่ใช่ผมเป็นนักการศึกษา แต่เพราะผมเห็นว่า ๑. เป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศนี้ กับอันที่ ๒ อีก ๙๐ วันข้างหน้าเมื่อผมลาออกไปอยู่พรรคการเมืองก็จะได้ขออนุญาตลอกความคิด ของท่าน หรือนำความคิดของกรรมาธิการไปสานต่อในภาคการเมือง ในภาคพรรคการเมือง ต่อไป ท่านประธานครับ ที่จริงเรื่องการศึกษานั้นดังที่กล่าวแล้วเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่ผมสนใจ คือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา หรือว่าการศึกษาที่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง และตามวิสัยทัศน์ หรือกระบวนทัศน์ที่ท่านประธานได้กล่าวถึงไว้ ที่ท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกำธร ได้กล่าวถึงไว้ ก็คือว่าโลกนั้นเปลี่ยนไปแล้วและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาวันนี้ก็ช้าไปด้วยซ้ำ และเมื่อปฏิรูปไปสักพักหนึ่งก็จะมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ บอกว่าจะต้องปฏิรูปการศึกษากันอีกหนหนึ่ง นั่นก็เป็นที่คาดหวังได้ว่าเรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้นช้าไม่ได้ ต้องเริ่มเลย และเริ่มแล้วก็ใช่ว่า จะสำเร็จเสร็จสิ้นชั่วนิรันดร ก็จะมีคนเจเนอเรชัน (Generation) ใหม่ ๆ รัฐบาลใหม่ ๆ ก็จะบอกว่าถึงเวลาต้องปฏิรูปการศึกษากันอีกไม่สิ้นสุด ดังนั้นการปฏิรูปเรื่องการศึกษานั้น ผมจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปกันไม่สิ้นสุด ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศ ที่เจริญก้าวหน้าเป็นเศรษฐกิจอันดับ ๑ ของโลก การศึกษาเรามีภาพลักษณ์ว่ายอดเยี่ยม วิเศษวิเสโส ผมก็จำได้ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา ขึ้นมาก็บอกว่าถึงเวลาที่สหรัฐอเมริกา จะต้องปฏิรูปการศึกษาอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นไม่จบสิ้นง่าย ๆ ไม่สิ้นสุดกันง่าย ๆ แต่เริ่มต้นช้าอันนี้ไม่ใช่แน่ ไม่ดีแน่ ท่านประธานครับ ในเมื่อเรามองเห็น แล้วว่าจะต้องปักหมุด ใช้คำของท่านประธานวิวัฒน์ ปักหมุดปฏิรูปการศึกษา ถึงเวลา ต้องเปลี่ยนแปลงเพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว ในหลาย ๆ หมุดนั้นผมอยากจะเรียนท่านประธานวิวัฒน์ และเรียนเพื่อนสมาชิกว่าผมยังเห็นว่าหลายเรื่องนั้นยังไม่เอาบทเรียนของเก่า ๆ มาสอบทาน มาคิดสักนิดหนึ่ง ผมไม่ค่อยได้เห็น ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน การศึกษาเราพูดเลยว่า เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อสักครู่คุณหมออำพลก็บอกว่าจะหาความสมบูรณ์เรื่องการศึกษา ในระบบก็แสนเข็ญ เพราะการศึกษาในระบบคนมาก ใช้งบประมาณมาก แล้วก็เป็นการเรียนรู้ ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ในโลกที่เปลี่ยนไปการศึกษานอกระบบกลายเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นเรื่องที่เราพูดกันมากในวงการศึกษาว่าการศึกษาต้องเป็นการศึกษาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ สังคมที่ขาดการศึกษาเรียนรู้ หรือไม่มีจิตสำนึก หรือไม่มีค่านิยม ในการศึกษาเรียนรู้ จบจากโรงเรียนไปก็คือจบ ตอนเรียนอยู่ก็แทบจะไม่รู้ว่าจบไปแล้ว ไปทำอะไร แล้วยิ่งพอค่านิยมผิด ๆ ใส่เข้ามาอีก ไปเป็นโสเภณีก็มีรายได้ดีกว่าไปนั่งหลังขดหลังแข็ง ทำบัญชีที่ตัวเรียนมา อะไรทำนองนี้ครับ ก็เท่ากับว่าการศึกษาที่ศึกษามาล้มเหลว และล้มเหลวเสียจนยกตัวอย่างมากมายมหาศาล อุตส่าห์ตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษา ตั้งวิทยาลัย อาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาก็อยากจะสอนคนให้จบปริญญาตรีเพื่อจะได้เป็น มหาวิทยาลัย พอจบออกมาแล้วเราต้องการเด็กอาชีวศึกษา เรียนเกษตรมาก็ไม่เข้าสู่ท้องนา เหตุที่เขาไม่เข้าสู่ท้องนาก็น่าเห็นใจอีกเพราะยากจนแก้ปัญหาไม่ได้ โดยสรุปแล้วทำให้เหมือนว่า การศึกษาช่างไม่สัมฤทธิผลเอาเสียเลย หรือถึงสัมฤทธิผลแต่ก็มีช่องโหว่ ช่องถูกกล่าวหา เยอะเหลือเกิน ท่านประธานครับ ผมจึงไม่อยากจะคิดอะไรในรูปแบบมากนักถึงแม้ว่าจะนับถือ และจะถือเอาการศึกษาของกรรมาธิการไว้แนบกับตัว ไว้ศึกษาต่อหลังจากออกจากห้องประชุมนี้ เพราะผมหมายมุ่งจะได้นำเอาไปใช้กับนโยบายการศึกษาในทางการเมืองต่อไป ท่านประธานครับ ผมพูดไว้เมื่อสักครู่นี้บอกว่าแต่ทำไมในการศึกษาของกรรมาธิการด้านการศึกษาเมื่อถึงเวลา ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วนั้นไม่ค่อยมีตัวอย่างดี ๆ หรือตัวอย่างที่น่าจดจำ หรือตัวอย่างที่น่าทึ่ง ในการปฏิรูปการศึกษาที่ประเทศอื่นเขาทำ หรือว่าประเทศไทยเคยทำว่าคืออะไร พอจะสืบต่อ ได้ไหม ยกตัวอย่างครับท่านประธาน ผมเพิ่งอ่านประวัติของเติ้ง เสี่ยวผิง เพราะจะไปเมืองจีน ปลายเดือนนี้ อ่านประวัติของโจว เอินไหล อ่านประวัติของโฮจิมินห์ ปรากฏว่าผู้นำประเทศ ที่ชื่อเติ้ง เสี่ยวผิง โจว เอินไหล โฮจิมินห์นั้นจบโรงเรียนมาจากฝรั่งเศส นี่เป็นเหตุการณ์เมื่อ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้วนะครับ เด็กจากเอเชีย (Asia) จากจีน จากเวียดนาม เฮ้ย ยู (You) ไปเรียนฝรั่งเศสได้อย่างไร เติ้ง เสี่ยวผิง ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักปฏิวัติ เปลี่ยนประเทศจีนครั้งสำคัญ นำประเทศจีนเข้าสู่สังคมนิยมที่เปิดประเทศ ได้รับการยกย่อง ด้วยความคิดว่าท่านได้นำเอาความคิดจากการที่ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ ท่านประธานครับ คนสมัยเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้วไปเรียนถึงฝรั่งเศส ลูกจีนจน ๆ เขาไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ ปรากฏว่าเขาก็ไปโรงเรียนในโครงการเรียนด้วย ทำงานด้วย เรียกว่าไปล้างถ้วย ล้างชาม ไปเรียนหนังสือ อย่างน้อยที่สุดโลกของการเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้วได้สร้างผู้นำ ของชาติใหม่ ๆ ด้วยการที่เด็กนักเรียนเหล่านั้นไปเรียนด้วย ทำงานด้วย ซึ่งเป็นการศึกษา ที่ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรเพราะผมไม่ใช่นักการศึกษา แต่ผมรู้ว่านอกระบบแน่ ๆ ไม่ใช่รออยู่แต่ทุน ก.พ. หรือทุนนักเรียนหลวง แต่การเปลี่ยนแปลงโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานวิวัฒน์พูดชัดว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว และเราจะส่งเด็กของเราให้เรียนรู้โลก เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เอาย้อนหลังแค่ ๒๐ ปี ท่านประธานครับ ขออนุญาตจริง ๆ ขอต่ออีกนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ เราดูประเทศ ที่เขามีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้โลก ในการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก ประเทศจีนนะครับ ยังไม่ทันรวยเลย ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกเต็มไปด้วยเด็กจีน ทำไมเขามีโครงการให้ ลูกหลานของเขา หรือรัฐบาลของเขาส่งเด็กไปเรียนเมืองนอก ขนาดประเทศไทยประเทศเล็ก ๆ ก๊อกแก๊กนี่ มหาวิทยาลัยเอแบค มหาวิทยาลัยหัวเฉียว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทบทุกสถาบันของประเทศไทยจะมีนักเรียน นักศึกษาจากประเทศจีนมาเรียนรู้ประเทศไทย มาเรียนรู้โลกที่เปลี่ยนไป ไม่จมคะนองอยู่ที่ประเทศจีนอย่างเดียว ผมมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจ จบมาจากสหรัฐอเมริกา บอกว่าตอนผมไปเรียนอยู่สหรัฐอเมริกามีนักเรียนไทยผมคนเดียวเลย ที่แคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยอะไรผมจำไม่ได้แล้ว เป็นมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งมีชื่อเสียง แต่ปรากฏว่าเกินกว่าครึ่งห้องเป็นเด็กมาเลเซียกับสิงคโปร์ นี่เกิดอะไรขึ้นครับ ของเราไม่เห็น พูดถึงเลย ทำไมประเทศอื่น ๆ เขาได้มีความมุ่งมั่นในการที่จะส่งลูกหลานเด็กของเขา ไปเรียนรู้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีเป้าหมายอย่างมีความเอาจริงเอาจัง แต่ของเราหรือครับ สอบ ก.พ. แล้วกัน นักเรียนทุนกลับมารับราชการ ไม่เคยคิดที่จะส่งเด็กของเราออกไปให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โครงการเรียนด้วย ทำงานด้วยจะต้องเป็นโครงการของรัฐบาล ต้องเป็นโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ไปยังประเทศที่สามารถเรียนด้วย ทำงานด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา หรือที่ใด ๆ ท่านประธานครับ อันนี้ล้วนแต่ เป็นการศึกษาที่อยู่นอกระบบ การศึกษาที่อยู่นอกเจตจำนงที่มีความมุ่งมั่น เป็นการศึกษา ที่มีเจตจำนงเป็นหลัก ท่านประธานครับ ขอพูดให้แสลงใจไว้นิดหนึ่งก็แล้วกัน เพื่อจะจบนะครับ มีรัฐบาลอยู่บางรัฐบาลที่ผู้นำของรัฐบาล รัฐบาลที่ว่าคือรัฐบาลไทยนะครับ อุตส่าห์ไปหาเงิน จากหวยใต้ดินเอาขึ้นมาบนดิน และเอาเงินนั้นส่งให้ลูกหลานคนยากคนจนที่เก่งที่สุดในอำเภอ อำเภอละ ๑ ทุน อำเภอละ ๑ ดอกเตอร์ และส่งไปเรียนเมืองนอกทั้งหมด ผิดถูกผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าตรงกับที่อาจารย์วิวัฒน์พูดไว้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว มานั่งมะงุมมะงาหรากันอยู่ ที่บ้านเราอย่างเดียวนั้นอาจจะได้นะครับ แต่พอหรือเปล่า โชคดีนะครับที่โลกมันเปลี่ยนแล้วมันวิ่งมาหาเรา ทุกวันนี้ถ้าผมจะอภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมก็ไม่ต้องไปเข้าห้องสมุด ไม่ต้องมาพูดว่าต้องลงทุนห้องสมุด ไม่ต้องมาพูดว่าจะต้องใช้ งบประมาณเพื่อห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ปรากฏว่าผมถามกูเกิล (Google) กับวิกิพีเดีย (Wikipedia) ในสมาร์ตโฟน (Smartphone) ของผม ผมก็เจอเมื่อสักครู่นี้เองว่าเติ้ง เสี่ยวผิง โจว เอินไหล และโฮจิมินห์เป็นนักเรียนฝรั่งเศสจากโครงการเรียนไปทำงานไป เพราะฉะนั้น ในวันที่โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่ถ้าความคิดเรายังไม่เปลี่ยน ยังคิดแต่จะให้การศึกษา อยู่ในระบบโรงเรียน อยู่ในระบบความสมบูรณ์ของการศึกษาในระบบ แล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ เด็ก ๆ ฟังแล้วบอกว่าลุงพูดอะไรเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ขอประทานโทษเถอะครับ การศึกษาก็ไม่สามารถจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งเป็นความประสงค์และเจตจำนงของ กรรมาธิการที่ได้เสนอการปฏิรูปต่อสภาในครั้งนี้ ดังนั้นท่านประธานครับ โดยสรุปก็คือว่า คงจะต้องเติมเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงและการปฏิวัติการศึกษาของประเทศ อย่างน้อย ต้องเติมเจตจำนงว่าโลกเปลี่ยนเราจะต้องเปลี่ยนให้ทันโลก โดยเฉพาะเยาวชนของเรา โดยเฉพาะการศึกษาของเรา ดังนั้นการคิดนอกกรอบ การคิดให้ไกล การคิดให้ดูแปลกหน่อย ไม่เป็นไรครับ คิดเถอะครับ ผมสนับสนุนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ความจริงเด็กไทยก็เก่งนะครับ ได้รางวัลแชมป์ (Champ) โลก คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เคมี ชีวะ โอลิมปิก กวาดรางวัล ๓๐ กว่ารางวัลตั้งแต่เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ทุกปีเลยครับ เรียกว่าเป็นแชมป์ (Champ) โลก นอกจากนั้น เรนนี่ก็เพิ่งได้เบสต์ ออฟ เดอะ เวิลด์ (Best of the World) สอบในสาขา ๔ ด้าน ระดับ ม. ๕ ขึ้น ม. ๖ เก่งที่สุดในโลกครับ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปกระบวนการศึกษาและเรียนรู้นี่ละ ที่จะทำให้ความเก่งนี้ได้เปล่งประกายและเป็นไปอย่างเสมอภาค การศึกษาเพื่อมวลชน ต่อไปเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและที่ปรึกษา ของ ป.ย.ป. ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณแล้วก็ชื่นชม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานะครับ ที่ท่านผลิตผลงานได้ มากมาย ดูผลงานที่ท่านนำเสนอแล้วท่านได้นำเสนอแผนปฏิรูปด้านการศึกษาต่อสภามาแล้ว ๑๑ เรื่อง จาก ๑๒ เรื่อง แล้วก็นำเสนอตรงต่อกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของแผนปฏิบัติการ อีก ๑๔ แผนปฏิรูป ก็ถือว่าได้ผลิตผลงานมากทีเดียว แต่ละผลงานก็มีอิมแพกต์ (Impact) มีการไปบังคับใช้ได้เห็นผลแล้ว เรื่องประกันคุณภาพการศึกษาเสนอเสร็จมีคำสั่ง คสช. เลย เรียกว่าประสานงานได้สุดยอดดีเยี่ยม ทีนี้ในเอกสารที่ท่านได้นำเสนอเมื่อเช้านี้ผมก็เห็นว่า มีเรื่องดี ๆ หลายเรื่อง ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมในหนังสือนี้ เข้าใจว่าของท่านพหล สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) เรื่องของรูปแบบการปลูกฝังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเรียนรู้การศึกษา ซึ่งเดี๋ยวผมจะขอจิ๊กของท่านที่ไม่ได้มาแล้วจะเอากลับไปแจก คนที่เขาอยู่ในวงการศึกษาว่ามีประโยชน์มาก คือเราจะทำอะไรก็ต้องมีมิสชัน วิชัน สเตตเมนต์ (Mission vision statement) ซึ่งในหนังสือนี้ก็ได้เขียนไว้อย่างดีว่าเป้าหมายของ การปฏิรูปการศึกษาของไทยก็มุ่งที่จะให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความสามารถ เชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ แล้วก็จัดการเรียนการศึกษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนตลอดชีวิต สำหรับคนไทยทั้ง ๗๐ ล้านคน แล้วมิสชัน (Mission) ก็คือเด็กไทยต้องตีนติดดิน บินเหนือฟ้า ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งผมคิดว่า ก็เป็นเรื่องที่ดี เราจะทำการศึกษา ก็ควรจะมีมิสชัน วิชัน สเตตเมนต์ (Mission vision statement) เป็นคู่มือ เป็นแผนผัง ลายแทงว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ทีนี้ในเรื่องของการปฏิรูป ท่านก็สรุปในเอกสาร หลายชิ้นทีเดียวที่อยู่ข้างหน้าผม ที่สำคัญท่านก็จัดเป็นหมวดหมู่เป็น ๖ หมวด ก็คือท่านทำ เรื่องที่ ๑ เรื่องกฎหมายการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เรื่องการศึกษา ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่ ๒ เรื่องการพัฒนาครู เป็นเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ ก็คือระบบการเรียนรู้ เรื่องที่ ๕ คือการประกันคุณภาพการศึกษา และเรื่องที่ ๖ คือการปฏิรูปการปฐมวัยของชาติ ซึ่งเพิ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีนี้ของท่านทำหลายเรื่องเหลือเกิน ภายในเวลา ๑๐ นาทีผมคงไม่มีเวลาพูดทุกเรื่อง ก็อยากจะหยิบเรื่องที่ผมคิดว่าผมสนใจ แล้วเรื่องที่ไม่ได้พูดไม่ได้หมายความว่าไม่ดี ดี ๆ ทั้งนั้น ก็ขอแสดงความชมเชยไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ผมอยากจะเรียนในเบื้องต้นว่าจากการไปหาข้อมูลเร็ว ๆ ของผมก็พบว่า งบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยแต่ละปีประมาณร้อยละ ๒๒-๒๔ เป็นงบในเรื่องของ การศึกษา แล้วบรรดาข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ในระบบข้าราชการครูมีมากที่สุด ถ้าผมหา ตัวเลขมาไม่ผิดก็น่าจะมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนเป็นข้าราชการครู เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้อง ตระหนักก็คืองบด้านการศึกษา ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของ ๒.๓ ล้านล้านบาทก็หลายสตางค์อยู่ เป็นล้านล้านบาท ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของเงินเดือนครู เงินเดือนอาจารย์ เราเหลืองบ ที่จะมาพัฒนาน้อย เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านเสนอในการปฏิรูปทั้งหมด ๑๑ เรื่อง ๖ กลุ่มที่ว่านี้ ท่านควรจะต้องคิดด้วยว่าท่านจะจัดสรรงบประมาณ อะไรคือความสำคัญเร่งด่วนที่จะมี อิมแพกต์ (Impact) ที่สุด ใช้เงินน้อยที่สุด แล้วจะเห็นผลเร็วที่สุด ท่านประธานวิวัฒน์ อาจจะยืมชื่อรายงานของผมเมื่อสัปดาห์ก่อนมาว่าการศึกษาไม่ได้เหมือนไม้โตเร็ว เป็นไม้โตช้า แต่ว่าในการใช้งบประมาณต้องมีตัวชี้วัดว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ และ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินจะใช้ไปในเรื่องอะไรที่ท่านเสนอถึงจะมีอิมแพกต์ (Impact) ที่สุด และควรจะใช้อันไหนมากที่สุด สิ่งที่ผมอยากจะชื่นชมเป็นพิเศษ เรื่องแรก ๆ ของท่านพหล หนังสือเล่มนี้แล้วก็หัวข้อที่ท่านทำ เรื่องที่ ๒ เรื่องอาชีวศึกษา ผมคิดว่าการหยิบเรื่องนี้มา ก็เป็นการจี้จุดว่าปัจจุบันค่านิยมของสังคมไทยก็จะนิยมให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี เรียนจบ ปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอก ดูเหมือนอาชีวศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ของการศึกษาหรือไม่มี คุณค่าเพียงพอ แต่จริง ๆ อาชีวศึกษานี้ชาติที่เขามีพลังทางเศรษฐกิจคนเขาก็ต้องมีความเข้มแข็ง ในเรื่องอาชีวศึกษา แล้วเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แล้วก็เป็นตัวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องอาชีวศึกษาก็เป็น เรื่องสำคัญ แต่ในการปฏิรูปนั้นก็ขออย่างเดียวว่าไม่ควรจะตั้งองค์กรใหม่ ไม่ควรจะออก พ.ร.บ. ใหม่ แก้ พ.ร.บ. เดิมให้มันกะทัดรัด เพราะยิ่งออก พ.ร.บ. มากท่านก็จะต้องมี หน่วยงานรับผิดชอบมาก แล้วในที่สุดก็แก้กันไม่ได้เพราะอยู่ในวังวนของบูโรเครซี (Bureaucracy) ในที่สุดก็ต้องใช้คำสั่ง คสช. มายุบ เลิก ตั้งโน่นนี่ใหม่นะครับ
เรื่องต่อไปคือเรื่องการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม เรื่องวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ในหัวข้อของวาระปฏิรูป ๑๑ ด้านใน สปท. แต่มาอยู่ในการศึกษาผมว่าเหมาะสมแล้ว ตอนผมเป็น สปช. ผมก็อยู่ในคณะกรรมาธิการ ๒ อัน คือคณะกรรมาธิการพลังงานกับคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผมคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชาติที่จะเติบโตก้าวหน้าไปเป็นชาติที่พัฒนาแล้วจะต้องมี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นแผนผังลายแทงในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญเราควรจะเปิดรับบทบาทของภาคเอกชนด้วย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำโดยภาคราชการคงไปไม่รอด ต้องมีหัวคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ ที่ท่านเสนอนี้ผมว่า เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญแล้วอยากจะใช้เวลาพูดมากหน่อยก็คือ เรื่องการบริหารจัดการการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียนโดยการควบรวม โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และท่านก็ได้นำเสนอไปแล้ว ผมก็อยากจะสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โรงเรียนที่ตั้งมาในอดีต ตั้งมาในยุคเขาเรียกว่าเบบี้บูม (Baby Boom) ป๊อบปูเลชันบูม (Population Boom) เสร็จแล้วประเทศเราประสบความสำเร็จในเรื่องของการมีชัย ผมก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เรียกว่าให้ประชากรเพิ่มน้อย ๆ แล้วก็เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เราก็ยังมีโรงเรียน เท่าเดิม เผลอ ๆ มากกว่าเดิม จากข้อมูลที่ผมไปค้นมาได้เร็ว ๆ เรามีโรงเรียนอยู่ทั่วประเทศ กว่า ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ครู ๕๐๐,๐๐๐ คน แล้วโรงเรียนโดยเฉพาะในที่ห่างไกลก็มีนักเรียน น้อยลง ๆ ครูก็น้อยลง ๆ ก็มีแต่ชื่อโรงเรียนแต่คุณภาพโรงเรียนไม่มี เพราะฉะนั้นนโยบาย ควบรวมโรงเรียนเพื่อให้มีนักเรียนพอเหมาะและมีครูที่พอดีจะเป็นเรื่องที่สำคัญในการทำให้ การศึกษาไทยมีคุณภาพดีขึ้น เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาควรจะจับเรื่องนี้และผลักดันอย่างต่อเนื่อง เสริมสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ เขาอยากจะให้เห็น อยากจะให้มี ไม่เช่นนั้นโจทย์ของความเหลื่อมล้ำในสังคม โจทย์ของความแตกต่างระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบทก็ยังจะมีต่อไป แล้วเรื่องของโรงเรียน ก็เป็นตัวบอกอันหนึ่งถึงความเหลื่อมล้ำอันนี้ว่าในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ ๆ โรงเรียนมีนักเรียนเต็ม โรงเรียนดี ๆ อยู่แต่ในเมือง แต่โรงเรียนในต่างจังหวัดนักเรียนก็มีน้อย ครูก็มีน้อย งบประมาณก็น้อย คุณภาพก็ไม่มี ก็เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำซ้ำซาก เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการศึกษาของชาติและตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำในสังคม ก็อยากจะขอให้ท่านช่วยผลักดันในเรื่องนี้ โรงเรียนที่มีขนาดพอดี ควรจะมีนักเรียนสักอย่างน้อย ๕๐๐ คน แล้วก็ครูสัก ๑ ต่อ ๒๐ ๑ ต่อ ๒๕ ก็ยังดี ไม่ใช่มี นักเรียน ๑๐๐ คนแล้วมีครูคนเดียวแล้วจะมีคุณภาพได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ขอฝากด้วยนะครับ ท่านก็ทำเรื่องดี ๆ มาทั้งนั้น แต่ว่าประเด็นก็คือท่านไม่มีเงินทำทุกเรื่องหรอกครับ ท่านก็ต้อง ตัดสินใจว่าเงินที่ท่านมีอยู่ท่านจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านคุรุจิตนะครับ ท่านสุดท้ายขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ จริง ๆ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทุกท่านก็ทราบกันดีอยู่ ท่านอาจารย์วิวัฒน์ได้มีการพูดถึงข้อมูลแล้วก็จุดที่จำเป็นจะต้องมี การเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า กรรมาธิการก็ได้พูดถึงความจำเป็นต่าง ๆ ในเรื่อง ของการปฏิรูป ในเรื่องเยาวชนเองจริง ๆ เราในฐานะที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วมองกลับไปที่ เยาวชนหรือว่าเด็กนักเรียนต่าง ๆ ผมคิดว่าหลายท่านคงมีความเป็นห่วงอยู่หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานการศึกษาก็ดี เรื่องของเด็กก็ดี เรื่องของความรู้สึกต่อส่วนรวมก็ดี รวมทั้งในเรื่องของการประพฤติบางอย่างที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ การปฏิรูปการศึกษาทั้งสิ้น อันนี้เป็นเรื่องที่เราทราบกันอยู่ ทีนี้ในการมอง ๒๗ วาระปฏิรูป สิ่งที่ผมจะใช้มองส่วนใหญ่จะไม่ได้ดูในเรื่องเนื้อหาสาระมากนัก เพราะคิดว่าเรื่องเนื้อหาสาระ เราได้มีการอภิปรายพูดคุยกันไปแล้วตั้งแต่วาระแรก ๆ แล้วบางส่วนสมาชิกอาจจะมีข้อสังเกตไว้ บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญและให้ความสำคัญมากก็คือหลังจากที่เราเสนอไปเรียบร้อยมีอะไรเกิดขึ้น บ้างที่มีผลต่อการปฏิรูป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และในทุกเรื่องที่มีการบรรจุวาระ ๒๗ วาระปฏิรูปขึ้นมาผมมักจะมองในเรื่องของสิ่งเหล่านี้ เป็นส่วนใหญ่นะครับ กรรมาธิการด้านการศึกษาท่านได้มีการศึกษาหลายเรื่อง มีการนำเสนอ ไปที่รัฐบาลหลายเรื่องทั้ง ๑๑ เรื่องก็ดี มีการศึกษาตรงไปที่กระทรวงศึกษาธิการเองทั้ง ๑๔ เรื่องก็ดี อันนี้ท่านมีผลงานในการนำเสนอไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะคิดนิดหนึ่งว่าผลจากการที่ มีการเสนอไปแล้วอะไรบ้างที่สำเร็จ อะไรบ้างที่ยังไม่ได้เป็นผลเท่าที่ควร คิดว่าในรายงานต่าง ๆ ท่านก็มีอยู่ แต่ผมอยากให้วิเคราะห์ว่าในทั้ง ๑๑ เรื่องก็ดี หรือ ๑๔ เรื่องที่เราเสนอไปก็ดี อะไรที่เป็นหัวข้อสำคัญหรือเป็นจุดที่ไคลแมกซ์ (Climax) มากที่สุดที่จำเป็นจะต้องปฏิรูป การศึกษารอบนี้จะต้องผ่านไปให้ได้ สิ่งเหล่านี้ถ้าเราคิดว่าตรงไหนเป็นเรื่องสำคัญ เราก็จะเอาตรงนั้นเป็นจุดขับเคลื่อนแล้วก็เดินให้บรรลุผลสำเร็จให้ชัดเจนนะครับ ผมอ่านดูเอกสารทั้งหมดที่ท่านดูก็คิดว่าจะมีกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น เรื่องสำคัญและอาจจะเป็นแม่บทที่ท่านพูดจริง คือในเรื่องของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติก็ดี เรื่องของ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิตก็ดี คิดว่าเท่าที่ดูเนื้อหาสาระแล้วก็ที่ท่านเสนอ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดของการก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาให้ได้อย่างเป็นมรรคเป็นผล จริง ๆ แล้วก็ถูกบรรจุไว้เรียบร้อยแล้วในเรื่องของการขับเคลื่อนต่อไป แต่เท่าที่ดูเส้นทางที่ ผ่านมาผมมองว่าความคืบหน้าในเรื่องของการปฏิรูปตรงนี้ยังไม่ได้เร็วถ้าเทียบกับสภาพ ความจำเป็นที่ต้องการปฏิรูประบบการศึกษา ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า ทั้ง ๒ กฎหมายผ่านสภาปฏิรูปไปตั้ง ๑๑ เดือน หรือ ๑๓ เดือนคือปีกว่าแล้ว แต่ ณ วันนี้ ยังไม่ได้เข้าสภาเลย ยังวนเวียนอยู่ในกระทรวงก็ดี อยู่ในตรงนี้เอง เพียงแต่บรรจุว่าจะเข้า ในปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นถ้า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญจริง ๆ ต่อการปฏิรูปผมคิดว่า ตรงนี้เป็นจุดที่เราจะต้องมาพิจารณาว่าอะไรที่ทำให้การขับเคลื่อนตรงนี้มันช้า เช่นกระทรวง อาจจะมีบางจุดที่ยังไม่เห็นด้วยหรือตรงไหนก็ดี เพราะผมคิดว่าถ้าเราคุมสภาพว่าจุดนี้ เป็นจุดใหญ่มันต้องผลักดันให้ได้เพราะมีผลอย่างยิ่งต่อการปฏิรูป ผมฝากกรรมาธิการ ได้ดูตรงนี้เป็นหลักว่าเหตุที่ความไม่รวดเร็วของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับมาจากเหตุผลอะไร เราจะสามารถดำเนินการแก้ไขได้หรือไม่ อันนี้ผมก็เสนอนิดหนึ่ง ผมมีข้อเสนออยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ ที่อยากจะฝากให้ทางกรรมาธิการได้ไปพิจารณา
เรื่องแรก ก็คือการผลักดันจุดที่มีความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้เป็น รูปธรรม ถ้าอาจจะมีกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ หรืออาจจะมีมากกว่านี้ท่านคงจะทราบอยู่แล้ว ในทั้ง ๑๑ เรื่องก็ดี หรือ ๑๔ เรื่องก็ดีที่ท่านเสนอไปอะไรที่เป็นเรื่องที่สำคัญจริง ๆ เรื่องสำคัญ ตรงนี้เราจะใช้ศักยภาพของทาง สปท. ก็ดี หรือระดับ ป.ย.ป. ก็ดี ไปผลักดันให้เกิดระยะเวลา ที่ชัดเจนได้หรือไม่ เพราะข้อเสนอของกรรมาธิการใช้คำว่า เห็นควรเร่งรัดให้คนนั้นคนนี้ไปทำ แสดงว่าระยะเวลายังไม่ได้ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่เราบอกว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเป็นอนาคตของประเทศด้วย เพื่อน ๆ สมาชิกทั้งหลายได้พูดตรงนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แม้แต่เราปฏิรูปทุกวันนี้อาจจะช้าไปด้วยซ้ำ ก็มีการพูดกันอยู่ ที่ผ่านมาก็มีอยู่มีคำสั่ง คสช. มีอะไรต่าง ๆ อยู่แล้วถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีอยู่แล้ว แต่ถ้าคิดว่า กฎหมาย ๒ ฉบับนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นจุดชี้ขาดจริง ๆ ของการปฏิรูปการศึกษานี้ ความจำเป็นที่จะต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนจำเป็นนะครับ และผมอยากเสนอว่ากรรมาธิการ อาจจะไปพูดคุยหรือหารือทั้งกระทรวง หรือทั้ง ป.ย.ป. ก็ดี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ดี ให้เห็นชัดเจนว่าเราจะขับเคลื่อนไปในช่วงไหน จะเข้าสภาในช่วงไหน เพราะว่าสภาในวาระนี้ อาจจะมีกฎหมายหลายเรื่องที่จะต้องประกอบของรัฐธรรมนูญขึ้นมาก็มีเรื่องที่จะต้องเข้ามาอีก เพราะฉะนั้นรอฉบับนี้ขึ้นมาถ้าเราไม่เห็นความสำคัญหรือไม่ผลักดันอย่างเต็มที่อาจจะเป็น ระดับหลัง ๆ ไป ซึ่งทำให้ผลทางปฏิบัติจริง ๆ อาจจะช้าลง อันนี้เรื่องแรกที่ผมอยากจะเสนอ
เรื่องที่ ๒ เท่าที่ดูแล้วการปฏิรูปการศึกษาหลายเรื่องอาจจะไม่จำเป็นต้องรอ กฎหมาย ผมอยากให้ทางกรรมาธิการชุดนี้เสนอแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม เป็นแผนปฏิบัติในปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ นะครับ เพราะเท่าที่ผมฟังกรรมาธิการ ทุกท่านที่เสนอมาหลายเรื่องอาจจะไม่ต้องรอกฎหมาย เราสามารถปฏิรูปหรือก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงได้เลย โดยใช้มติของ ครม. ก็ดี ใช้การสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโรงเรียน ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครู ปฏิรูปนักเรียน ปฏิรูปให้เด็ก เป็นนักเรียนที่ดี หรือการศึกษานอกระบบต่าง ๆ เหล่านี้ หรือการศึกษาปฐมวัยก็ดี ผมคิดว่า ถ้าเราทำแผนนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเสนอเป็นมติ ครม. ออกมา แล้วสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ซึ่งรัฐบาลยังมีเวลาในการบริหารประเทศอยู่ ผมคิดว่าจะเห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของการปฏิรูปการศึกษา โดยมุ่งไปที่ครูหรือนักเรียน รวมทั้ง หลักสูตรต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอ พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผมคิดว่าการปฏิรูปการศึกษา ที่เป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกต ทั้ง ๒ ข้อ ขอบคุณครับ
มีอีกท่านหนึ่งที่ได้แสดงความประสงค์จะอภิปรายและเสนอชื่อขึ้นมานะครับ คือท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตที่ปรึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ บังเอิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัยยกมือ ไม่ทราบจะ แสดงความประสงค์จะอภิปรายหรืออย่างไรก็ไปต่อคิวนะครับ จะอภิปรายนะครับ ก็ต่อจาก ท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย หรือว่าท่านมีประเด็นหารืออย่างอื่นครับ
ผมจะหารือท่านประธานครับ
เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย แล้วก็จะใช้สิทธิขออนุญาต หารือท่านประธาน ผมไม่ได้หารือในช่วงที่ท่านผู้มีเกียรติท่านหนึ่งได้อภิปรายในช่วงนั้น ผมรอให้ทุกท่านอภิปรายจนเสร็จจบหมดเรียบร้อย ก็ไม่ทราบว่าท่านชูศิลป์จะอภิปราย ท่านอนุญาตให้ผมหารือไหมครับ นิดเดียวสั้น ๆ ครับ
ก็ขอเป็นการหารือนะครับ
เป็นการหารือครับ
ถ้าเป็นการอภิปรายท่านก็จะไปใช้สิทธิต่อจากท่านชูศิลป์ครับ ท่านตัดสินใจดูว่า จะใช้สิทธิอย่างไร
ใช้สิทธิหารือครับ
ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ก็ไม่นานนะครับ บังเอิญผมได้ยินการอภิปรายในสภาแห่งนี้โดยท่านผู้มีเกียรติ ท่านผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ท่านได้เอ่ยนามชื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งนะครับ ท่านใช้คำว่า ผมไม่ชอบโรงเรียนจุด จุด จุดนี้ แล้วบอกว่าชื่อโรงเรียนนี้เป็นระบบของอภิสิทธิ์ชน บังเอิญผมเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตหารือท่านประธานว่า การที่เราจะไปกล่าวพาดพิง ชื่อของโรงเรียนอื่น โรงเรียนหนึ่งโรงเรียนใด ซึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าผมเชื่อว่า ในสภาแห่งนี้มีสมาชิกหลายท่านเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนแห่งนั้น โรงเรียนแห่งนั้นจัดตั้งขึ้น ด้วยประวัติอันน่าภาคภูมิใจ มีเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจตลอดมาเกือบ ๑๐๐ ปี ท่านประธานครับ ท่านไม่ได้มีการขยายความคำว่า อภิสิทธิ์ชน นั้นหมายความว่าอย่างไร แต่โดยวิญญูชนแล้วย่อมตีความหมายไปในทางลบ เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตหารือ ท่านประธาน ผมไม่ได้ขอให้ท่านผู้นั้นถอน แต่ขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้สิทธิของท่าน ว่าท่านมีสิทธิหรือไม่ที่จะสั่งเจ้าหน้าที่ให้ลบข้อความนี้ในการบันทึกชวเลข
ท่านหารือมาผมจะตอบท่านนะครับ คือท่านก็ได้แสดงความเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ดีมาก คือมาชี้แจงในคุณสมบัติ คุณภาพ ชื่อเสียงของโรงเรียน เมื่อมีสมาชิกพาดพิงนะครับ เพราะฉะนั้นก็พอสมควร ส่วนเรื่องการจะให้ลบหรือไม่ลบนั้น จะต้องถามเจ้าตัวครับ เดี๋ยวเมื่อถึงเวลาท่านกษิต ภิรมย์ เข้ามาก็จะต้องถามว่าท่านจะถอน หรือจะลบถ้อยคำดังกล่าวหรือไม่ เพราะพูดไปแล้วมันลบไม่ได้ จะลบก็ต้องถาม อันนี้เป็น ข้อบังคับ ขอเชิญท่านนั่งลงนะครับ
อีกนิดเดียวครับท่านประธาน คือยังไม่ทราบ อนาคตว่าจะมีการลบหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นผมในฐานะต้องถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผมขออนุญาต ที่จะชี้แจงอย่างนี้ก็แล้วกันครับ
ท่านได้ชี้แจงพอควรแล้วครับ ก็เป็นเกียรติยศ เกียรติศักดิ์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผมเห็นว่าพอสมควร ก็ขอสั้น ๆ ดีกว่าครับ เพราะว่าเราใกล้จบแล้วครับ เผอิญท่านกษิต ภิรมย์ ท่านมาแล้วท่านก็ยกมือผมจะถามท่าน เลยครับ เชิญท่านเฉลิมชัยนั่งลงก่อนครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ถ้าเผื่อท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมฟังผมแล้ว ด้วยสาระเนื้อหาคงจะไม่ใช่เป็นการกล่าวหา สถาบันใด ๆ ถ้าเผื่อฟังซึ่งสาระเนื้อหา ผมคิดว่าเป้าหมายของการอภิปรายของผมนั้น ก็เพียงจะบอกว่าระบบการศึกษาของเรานั้นมีความเหลื่อมล้ำ ถ้าเผื่อท่านประธาน หรือเพื่อนสมาชิกไม่เข้าใจอันนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายครับ เพราะผมต้องการให้มาตรฐานของโรงเรียน ทั่วประเทศไทยเท่ากัน ถ้าไม่มีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หรือจะมีโรงเรียนสาธิต หรือจะสวนกุหลาบ ก็ให้มีเหมือนกัน มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ต้องเข้าใจเจตนารมณ์ และต้องเข้าใจภาษาไทยด้วย แต่ว่าจะมาผิวหนาผิวบางอันเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมีการพูดถึงคำว่า สาธิตหรือเตรียมอุดมศึกษาคงจะเข้าใจผิดครับ ผมไม่ถอนเด็ดขาด เพราะว่านั่นไม่ใช่เจตนา ที่จะไปดูหมิ่นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาหรือโรงเรียนสาธิต หรือเพื่อน ๆ ที่จบมาจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาหรือว่าโรงเรียนสาธิต ภรรยาผมก็จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
กลับไปบ้านท่านคงลำบากหน่อยนะครับ
คือโต ๆ กันแล้วอย่ามาพูดอะไรที่ไม่ค่อยจะมีสาระเท่าไร เอาเนื้อหาว่ามีความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาเราต้องสร้างมาตรฐานให้เท่ากัน ทั่วประเทศ นั่นคือหัวใจของเรื่องครับ ถ้าเผื่อไม่เข้าใจอันนี้ก็เป็นที่น่าเสียดาย ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ก็เป็นคำชี้แจงของท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ แล้วท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านก็ได้ชี้แจงว่าในความเข้าใจของท่าน ท่านเห็นว่าไปกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียง เพราะมีการระบุว่าเป็นโรงเรียนที่เหมือนพวกอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นท่านก็ได้ชี้แจงแทน โรงเรียนแล้ว ส่วนท่านกษิตท่านก็บอกว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะไปเสนอความเห็นในลักษณะ ที่จะไปใส่ร้ายอะไร เพียงแต่พูดในหลักการเนื้อหาสาระต้องการเห็นความเหลื่อมล้ำ แล้วท่าน ก็ยังมีภรรยาจบที่นั่นด้วย ผมก็คิดว่าท่านคงต้องกลับไปชี้แจงภรรยาท่านอีกคนหนึ่ง ก็พอควรนะครับ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอยู่ชั้นหนึ่งของประเทศเป็นตัวอย่างที่ดี ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตที่ปรึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย กรรมาธิการด้านสาธารณสุข ผมขออภิปรายสั้น ๆ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมกับผลงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ที่ท่านได้เสนอผลงานครอบคลุมได้ทุกประเด็นแล้วก็ทุกเรื่องทำได้ยอดเยี่ยมมากเลย การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญ ตามความถนัด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผมชอบมากครับ เพื่อที่จะสร้างพลเมืองดี วินัยเด่น ความสัมพันธ์ก็คือเรื่องของคนเพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศในทุกด้านครับ ผมอยากจะเสริมนิดเดียวละครับ คนดีแล้วก็คนเก่ง แล้วถ้าเป็นคนที่มีสุขภาพดี สุขภาพที่ยอดเยี่ยมก็จะเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ ปัจจัยสำคัญของการที่จะมีสุขภาพดีของประชาชน อย่างหนึ่งก็คือความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อที่จะให้ประชาชนเขาได้นำความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของเขานี้ไปดูแลสุขภาพของตัวเอง ของชุมชน แล้วก็ครอบครัวได้ การดูแลสุขภาพที่ได้ผล แล้วก็คุ้มค่าที่สุดก็คือการดูแลสุขภาพของตัวเอง จากผลการศึกษาเราพบว่าประชาชนคนไทย ยิ่งสูงอายุขึ้นความรู้เรื่องสุขภาพก็กลับถอยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งต่างกับต่างชาติทั้งในยุโรป และอเมริกา ยิ่งเขาสูงอายุความรู้เรื่องสุขภาพเขากลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ความรอบรู้ ด้านสุขภาพของประชาชนของเรากลับต่ำลง ผมจึงอยากจะเสนอแนะว่าความรอบรู้ ด้านสุขภาพของประชาชนนี้สามารถที่จะบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาตลอดชีพ ได้ก็อยากจะให้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานำเรื่องนี้ไปพิจารณาที่จะบรรจุ ให้กับประชาชนทุกกลุ่มอายุ กลุ่มวัยให้เหมาะสม ถ้าเขามีความรู้สุขภาพเขาดีแน่นอน เพราะว่าความรู้อันนี้จะไปดูแลสุขภาพของตนเอง และเป็นที่เชื่อแน่นอนแล้วว่าสุขภาพจะดีนี้ ตัวเองจะต้องทำนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านชูศิลป์ครับ มีสมาชิกจะแสดงความจำนงในการอภิปรายไหมครับ มีประเด็นที่ท่านชูศิลป์พูดเมื่อสักครู่นี้ แล้วในการอภิปรายช่วงต้น ๆ รวมทั้งการนำเสนอ ในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่บอกว่าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบสูงอยู่ในประเภทที่ ๑ ของวาระการปฏิรูปที่ทาง ป.ย.ป. ได้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ความหมายก็คือว่าในตัวร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติจัดอยู่ในประเภทที่ ๑ ก็คือจะต้องเข้าสู่กรรมการ ป.ย.ป. ชุดใหญ่ครับ ส่วนถ้าเป็นประเภทที่ ๓ ประเภทควิกวิน (Quick Win) ปฏิรูปเร็วได้ เรียกว่าประเภทที่ ๓ ส่วนประเภทที่ ๒ คือวาระปฏิรูปที่ ป.ย.ป. กำหนดประเภทไว้ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงต่าง ๆ คือข้ามกระทรวง เพราะฉะนั้นก็ให้อยู่ในการดูแลของ กขป. คือคณะกรรมการขับเคลื่อน การปฏิรูปและการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะที่มีรองนายกรัฐมนตรีแต่ละกลุ่มงาน เป็นผู้ดูแล ตอนนี้เราอยู่ในโรดแมป (Roadmap) การปฏิรูประยะที่ ๒ ภายใต้การขับเคลื่อน ของ ป.ย.ป. คือ กรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ดังนั้นในวาระการประชุมของ สปท. ตั้งแต่ ๒ สัปดาห์ ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงนำเอา ๒๗ วาระเร่งด่วน ๔๒ เรื่อง ๕ ด้าน มาเข้าสู่การพิจารณา เพื่อที่จะมารายงานถึงความก้าวหน้า คืบหน้า ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้สมาชิก สปท. เราได้นำเสนอข้อมูลที่ก้าวหน้าอัปเดต (Update) เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการพิจารณาวาระที่ ๑ ตอนที่เรามีการพิจารณารายงานปฏิรูปซึ่งนำเสนอไปแล้วถึง ๑๐ รายงานด้วยกัน แต่ครั้งนี้ เป็นการเสนอรายงานการปฏิรูปการศึกษาทั้งหมดที่มีความคืบหน้าขณะนี้และไปทำงาน ประสานกระทรวงข้อมูลเป็นอย่างไร ถึงได้บอกว่าตัวรายงานนี้ท่านประธานได้ขอแก้ไข เพราะบางครั้งพิมพ์เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้ว แต่วันนี้การเดินหน้าในเรื่องนั้นไปไกลกว่านั้นแล้ว ก็ขอแก้ไขทำให้ตัวอักษรรายงานของเราอัปเดต (Update) มากที่สุด แล้วตรงนี้ก็จะเข้าสู่ กรรมการเตรียมการปฏิรูป ซึ่งทางท่านประธานก็มอบหมายให้ผมเป็นกรรมการอยู่ในชุดนี้ ด้วยและอยู่ภายใต้ ป.ย.ป. – แล้วก็แบ่งเรื่องเร่งด่วนเป็น ๒๗ วาระ ท่านประธานกับอาจารย์ดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ท่านก็ได้กำหนดแนวทางโดยวิป (Whip) ในการวางวาระการประชุมล่วงหน้าใน ๕ ด้าน เราผ่านไปแล้ว ๒ ด้าน ก็คือ เรื่องของการปฏิรูปเครื่องมือพัฒนาฐานรากแล้ว ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจอนาคต คือเศรษฐกิจโมเดล (Model) ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการปฏิรูป การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ตอนนี้ก็คือก็เข้าสู่การปฏิรูปคน เราจะพบกรรมาธิการ ด้านการศึกษาครั้งนี้อีกครั้งเดียวครับ เว้นแต่จะเอาการปฏิรูปแผนสุดท้ายคืออุดมศึกษา ที่จะเข้ามา เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญมากสำหรับชุดนี้ ผมก็ฝากไว้เล็กน้อยว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับถาวรนั้นได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๕๘ จ. เรื่องการปฏิรูป การศึกษา แล้วก็มาตรา ๒๖๑ จะมีผลพวงของรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นเร็วที่สุดคือกรรมการอิสระ ที่จะดูเรื่องร่างกฎหมายปฏิรูปการศึกษา จะจัดตั้งภายใน ๖๐ วัน รัฐบาลต้องตั้งภายใน ๖๐ วัน หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ดังนั้นก็จะทำให้งานที่เรานำเสนอวันนี้ไปส่งมอบต่อให้กับ กรรมการอิสระเพื่อไปใช้ในการพิจารณาต่อยอดต่อไป ๒. ก็คือว่าภายใต้ยุทธศาสตร์ การปฏิรูปการศึกษานี้ต้องเรียนว่าเราเริ่มมา ๑๘ ปีแล้วนะครับ ทศวรรษที่ ๑ ของการปฏิรูป การศึกษาเมื่อเรามีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ผ่านทศวรรษแรกมา ๑๐ ปี ถูกประเมินว่าล้มเหลวไม่ก้าวหน้า ความจริงก็ก้าวหน้าไปเยอะ เป็นการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง จากกรมทำเป็นแท่ง นี่จากแท่งจะกลับมากรมอีกแล้ว ผ่านทศวรรษที่ ๒ การปฏิรูปการศึกษา อีกหลายปีครับ จากปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมานี่ก็ ๘ ปีแล้ว ก็ถึงยุคของการปฏิรูปการศึกษาถึงขั้นที่ว่า ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเลยครับ ในรัฐธรรมนูญจะมีการกำหนดกรรมการอิสระในเรื่องของ การจัดทำร่างกฎหมาย ข้อเสนอแนะการปฏิรูปการศึกษาแล้วต้องตั้งใน ๖๐ วัน แล้วต้องทำ เรื่องเหล่านั้นให้แล้วเสร็จใน ๒ ปี ขณะเดียวกันให้มีกองทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของโอกาส ทางการศึกษา อันนี้เป็นกองทุนแรกที่มีการระบุชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญทีเดียวนะครับ ดังนั้น ทางกรรมาธิการก็ต้องดูว่าทางรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจะมีการแต่งตั้งกรรมการอิสระ เราจะนำงานของเราไปต่อยอด ต่อเติม สานต่อ และทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไร ไม่มี การนับ ก ใหม่นะครับ ส่วนที่ ๒ ก็คือเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งได้มีการกำหนดในเรื่องของ โมเดล (Model) เศรษฐกิจใหม่ แล้วก็มีเรื่องของเฟิสต์เอสเคิร์ฟ (First S-curve) นิวเอสเคิร์ฟ (New S-curve) คือ ๕ เดิม เติม ๕ ใหม่ ในตรงนี้หมายถึงอาชีพ เพราะว่าขณะนี้ได้มี การส่งเสริมการลงทุนก็ดีทั้งในและต่างประเทศ แล้วก็ปรับทิศทางการศึกษามาสู่ การตอบสนองเป้าหมายด้านบุคลากรของชาติให้ตรงเฟิสต์เอสเคิร์ฟ (First S-curve) และนิวเอสเคิร์ฟ (New S-curve) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร อันนี้คือสหภาพเดิมที่แข่งขันได้ของเรา เรียกว่าเฟิสต์เอสเคิร์ฟ (First S-curve) ถ้าหากว่าการศึกษาของเรานี้ตอบสนอง โดยการปฏิรูปสถาบันการศึกษาทั้งหลายตั้งแต่ชั้นอาชีวศึกษามายังอุดมศึกษาแล้วต่อยอด ตรงนี้จบมามีงานทำ มีรายได้สูง และตรงต่อความต้องการของประเทศ ส่วนนิวเอสเคิร์ฟ (New S-curve) ใหม่นี้ก็คืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรม การแพทย์ครบวงจร ตรงนี้เราต้องการบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโต แม้แต่เรื่องอีอีซี (EEC) ท่านจะเห็นว่าอู่ตะเภาก็ได้รับการยกระดับอัปเกรด (Upgrade) ให้เป็นสนามบินนานาชาติ เป็นศูนย์ซ่อมอากาศยาน และยังเป็นโลจิสติกส์ฮับ (Logistics Hub) ทางด้านอากาศยานอีก เพราะฉะนั้นมันต้องการบุคลากรเหล่านี้ หรือหุ่นยนต์เราก็ต้องการเทคโนโลยีวิศวกร ด้านหุ่นยนต์ เราแชมป์ (Champ) โลกหุ่นยนต์มา ๗ ปีซ้อนแล้วนะครับ ชนะทุกชาติในโลกนี้ และหุ่นยนต์เราดินสอมินิ (Dinsow Mini) ขายเข้าไปในญี่ปุ่นเป็นพันเป็นหมื่นตัวแล้ว ก็แสดงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดจากการวิจัย พัฒนา เพราะฉะนั้นการศึกษา ก็ต้องมุ่งยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็เป้าหมายใหม่แห่งอนาคตของประเทศ อยากเห็นมหาวิทยาลัย อาหาร อยากเห็นมหาวิทยาลัยหุ่นยนต์ เอากันให้ชัด ๆ อย่างนั้นเลยไม่ต้องมาเปิดคณะวิชา สาขาวิชาแบบเชิงพาณิชย์เพื่อเลี้ยงตัวเองแล้วก็จบมาอย่างที่สนองความต้องการตัวบุคคล แต่ประเทศชาติแทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ในมาตรฐานและคุณภาพ วันนี้ผมก็เลยขอถือโอกาส ฝากไว้ในเรื่องดังกล่าวนะครับ มีท่านสมาชิกยังแสดงความสนใจที่จะอภิปรายใช่ไหมครับ มีไหมครับ เมื่อสักครู่เห็นระหว่างที่ผมได้ฝากประเด็นให้กรรมาธิการด้านการศึกษา ถ้าไม่มี ก็ขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการ ได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ ท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมขออนุญาตท่านประธานกรรมาธิการที่จะเพิ่มเติมนะครับ ในกรณีนี้ท่านประธานสภาได้กล่าวถึงเรื่องการผลิตคนเพื่อรองรับการผลิตนวัตกรรม ของประเทศไทย เมื่อสักครู่ผมเรียนให้ทราบแล้วว่าในคณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดการศึกษานั้น ได้มีการจัดการศึกษาระบบอาชีวศึกษาสู่ระบบทวิภาคี ซึ่งมีท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา เป็นผู้รับผิดชอบอยู่ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงก็คือเรื่องในตอนนี้ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ เป็นการจัดการศึกษาระบบอาชีวะศึกษาที่เหมาะสมกับพื้นที่ นั่นหมายความว่าเราแบ่ง ประเทศไทยออกเป็น ๑๔ กลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ และตามระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะจับตรงนั้นมา ในคลัสเตอร์ (Cluster) ก็มีอยู่ ๓ จังหวัดบ้าง ๔ จังหวัดบ้าง เพื่อที่จะ มาดูว่าจะจัดการศึกษาระบบอาชีวศึกษาให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อมีงานทำแล้วก็รองรับ ในพื้นที่กันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้ท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา กับท่านอาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ กำลังดำเนินการอยู่ยังไม่แล้วเสร็จนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมอยากจะ กราบเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ว่าในการที่ผมบอกว่าจะพัฒนาครูเพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน จากเดิมแบบท่องจำมาเป็นการคิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟ (Active) นั้น จริง ๆ แล้วการท่องจำ ยังจำเป็นอยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็นสูตรคูณ ยังเป็นอาขยาน ซึ่งในเรื่องนี้อยากจะเรียนว่าเพื่อนครู ไม่ต้องตกใจว่าเรามาเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน คือใช้แบบเดิมแต่เพิ่มเติมแบบใหม่เข้าไป ซึ่งเราเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นการท่องจำก็จะเป็นประโยชน์แต่ว่าบังเอิญ การท่องจำไม่ได้เสริมสร้างสิ่งที่จะต้องอยู่ในอนาคตต่อไปได้อย่างสะดวกสบายหรืออย่างสง่างาม ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะเพิ่มเติมตามที่เมื่อเช้าผมได้กราบเรียน เรื่องการสอนแบบคิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ผมขออนุญาตเพิ่มเติม ว่าลักษณะเด่นของการสอนแบบคิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) พบว่า เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของสมอง เบรน เบส เลิร์นนิง (Brain based Learning) ที่เน้นการทำงานของสมองด้วยการคิด การแก้ปัญหา การนำความรู้มาประยุกต์ใช้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งเน้นทักษะการคิดชั้นสูง โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการใช้หลักการพหุปัญญา อันนี้คือลักษณะเด่นของการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ ต่อไปก็คือจะสอดคล้องกับการประเมิน สากลอย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าแบบทดสอบใช้การทดสอบแบบจำเนื้อหา แล้วไปสอบผมว่าผลการสอบสูงแน่นอน หรือการสอบแบบท่องจำสูงแน่นอน เพราะว่าอะไร เพราะการสอบแบบท่องจำก็เข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็ได้เกียรตินิยมกันมากมาย แต่บังเอิญ เราไปใช้ข้อสอบสากลซึ่งเป็นการสอบแบบคิดรวบยอดจึงทำข้อสอบไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมบอกว่าความสอดคล้องของการสอนแบบคิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) กับการวัดและประเมินผลแบบสากลเป็นอย่างไรครับ การสอนแบบคิดวิเคราะห์ แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) มีความสอดคล้องกับการวัดและการประเมินผล แบบสากลคือการวัดและการประเมินผลตามสภาพจริงออเทนติกแอสเซสเมนต์ (Authentic Assessment) โดยการประเมินผลการเรียนรู้แท้ของผู้เรียนออเทนติกเลิร์นนิง (Authentic Learning) อีกทั้งเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ คุณค่าของการสอนแบบคิดวิเคราะห์ หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) เป็นคุณค่าที่มีมากกว่าการเรียนรู้เพื่อตอบสนอง การวัดและการประเมินผลในห้องเรียนครับ คือเราจะต้องประเมินผลตามสภาพความเป็นจริง แล้วแบบปรนัย อัตนัยที่เรามีใช้อยู่ปัจจุบันนี้สอบครึ่งเทอมครั้งหนึ่ง ปลายเทอมครั้งหนึ่ง ไม่ได้ผลครับ ได้ผลครับแต่เป็นการวัดที่หยาบเกินไป ตามที่ผมเคยกราบเรียนแล้ว เพราะฉะนั้นการวัดตามสภาพความเป็นจริงจะต้องวัดทุกเวลาทุกขณะครับ เพราะฉะนั้น เมื่อเราวัดได้ว่าสามารถวัดความรู้จริงได้แล้วก็จะเป็นคุณค่าแล้วก็นำความรู้ไปใช้ในการ แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้จริงครับ อันนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมว่าข้อดีลักษณะเด่นของการเรียน การสอนแบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) หรือการคิดวิเคราะห์ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านวิวัฒน์ค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบขอบคุณทั้ง ๗ ท่าน รวมทั้งท่านรองประธานอลงกรณ์ด้วยที่ได้ให้ข้อเสนอ ดีมาก แล้วก็กราบเรียนว่ามีงานที่ต้องทำเรื่องการศึกษาอีกเยอะมาก เราพยายามที่จะ ประสานกับทุกหน่วย ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการเป็น ๑ ใน ๑๑ กระทรวง นี่เฉพาะภาครัฐ ยังมีภาคเอกชน ยังมีภาคประชาสังคม ยังมีส่วนอื่น ๆ ของสังคมอีกมากมายซึ่งจำเป็นต้องทำงานประสานกัน เราใช้คำว่าต้องระดมสรรพกำลัง ผมยกตัวอย่างเช่นเพื่อตอบสนองต่อความมั่นคงของชาติ เอาแค่เรือ เราต้องการเทคนิเชียน (Technician) ๒,๐๐๐ คน เพื่อกองทัพเรือจะต่อเรือเอง เรือรบระดับ ๒,๐๐๐ ตัน ซึ่งเราไม่เคยทำเองได้มาก่อน ถ้าไปซื้อเขาอาจจะ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ต่อเองอาจจะไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ยกตัวอย่างอย่างนี้เป็นต้น เราต้องพัฒนาคนเพื่อจะเป็นเทคนิเชียน (Technician) ๒,๐๐๐ คน สำหรับเรือ ๑ ลำ อย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่าง หรือแม้แต่ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตสังคมพิเศษ เขตอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาทางด้านสังคม ปัญหา ทางด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาอื่น ๆ ก็ตาม เราต้องการคนที่เหมาะเจาะกับแต่ละเป้าหมายของงาน ทั้งหมดนี้จะต้องถูกทำการศึกษาและกำหนดเป้า ซึ่งจะไปอยู่ในซูเปอร์บอร์ด (Super Board) เราได้เสนอแนวคิดเอาไว้ งานทั้งหมดจะถูกประมวลแล้วก็ส่งให้คณะกรรมการอิสระ ซึ่งผมกราบเรียนไปตั้งแต่คราวที่แล้ว กรรมการอิสระคงจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ตามรัฐธรรมนูญนั้น ต้องไม่เกิน ๖๐ วัน ก็เหลืออีก ๕๐ กว่าวัน เราก็จะประมวลเรื่องทั้งหมดส่งภารกิจ รวมทั้งข้อเสนอของทั้ง ๗ ท่าน รวมทั้งท่านรองประธานด้วยที่ได้กรุณาให้คำแนะนำไว้ ก็จะส่งเรื่องทั้งหมดให้กับคณะกรรมการอิสระ ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทาง การดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” เรื่อง ปฏิรูปการศึกษาแล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ประมวลความเห็น ของท่านสมาชิกและจัดทำสรุปเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศต่อไป จบการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาค่ะ ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการนะคะ
ต่อไปวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว รายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญ เพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรง ตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่างพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานคณะกรรมาธิการพร้อมหรือยังคะ เรียนเชิญเลยค่ะ มีเอกสารที่ทางคณะกรรมาธิการ จะขอแจกนะคะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะแจกให้ท่านเป็นใบแก้คำผิด ซึ่งท่านประธานจะชี้แจงให้ ด้วยว่าแก้ตรงไหนนะคะ เชิญท่านประธานค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญ เพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรง ตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่างพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองประกอบด้วย ๖ ประเด็นหลัก ได้แก่ ๑. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ๒. ระบบ พรรคการเมือง ๓. การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ๔. การควบคุมและตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐ ๕. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๖. การแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองนั้น ซึ่งแผนการปฏิรูปด้านการเมืองในเรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม มีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปเกี่ยวกับนักการเมืองในระดับ ท้องถิ่น เพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีในระดับชาติ รวมถึงในระดับท้องถิ่นที่เป็นบุคคลที่มีจริยธรรม คุณธรรม รักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่ทุจริตคอร์รัปชันและสามารถ บริหารบ้านเมืองที่ดี คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงได้มี การพิจารณาศึกษารายงาน เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรงตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ใหญ่บ้าน และร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพื่อปฏิรูป เรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคคลที่มาจากการเลือกตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ คือตำแหน่งกำนัน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงได้นำประเด็นข้อเสนอแนะจากรายงาน เรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้วมาเป็นแนวทางในการพิจารณาศึกษา ตลอดจนได้พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ จากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอกสารทางวิชาการ การเชิญหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นในการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรงตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังกล่าว
ในการนี้เนื่องจากรายงานเดิมที่คณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ขณะที่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังมิได้ประกาศใช้ แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้มีผลใช้บังคับแล้ว คณะกรรมาธิการจึงขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว โดยเพิ่มเติมในส่วนของ บทบัญญัติ หน้า ๑ บรรทัดที่ ๖ เป็นดังนี้ กล่าวคือเป็นส่วนที่กำหนดไว้ในบทนำคือ ตามข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗๓ (๑) ได้กำหนดให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มีอำนาจหน้าที่ วิเคราะห์ จัดทำแนวทางแผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกำหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้สัมฤทธิผล รวมทั้ง มีอำนาจหน้าที่ตามที่สภามอบหมาย เพื่อดำเนินงานปฏิรูปเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๗ สืบต่อจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการขอเพิ่มเติมข้อความเป็นว่า และมาตรา ๒๖๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศจนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ตราขึ้น ตามมาตรา ๒๕๙ นอกนั้นก็ให้เป็นไปตามข้อความเดิม
ขอแก้ไขรายงานข้อ ๒ โดยขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หน้า ๑๔ ในมาตรา ๗ เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น ดังนี้
มาตรา ๗ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีอายุหกสิบปี เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น
เมื่อผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งให้เลือกผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหม่และให้อยู่ใน ตำแหน่งคราวละห้าปีนับแต่วันที่รับแต่งตั้ง
กรรมาธิการขอเพิ่มข้อความให้ชัดเจนขึ้น ดังนี้
เมื่อผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งให้เลือกผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหม่และให้อยู่ใน ตำแหน่งคราวละห้าปีนับแต่วันที่รับแต่งตั้ง โดยมิให้นำมาตรา ๑๔ (๑) เรื่องอายุหกสิบปี และ (๑๑) ในเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่มาใช้บังคับ
ซึ่งกรรมาธิการหวังว่าข้อเสนอตามรายงานนี้เป็นรายงานในเรื่องการปฏิรูป ที่จะทำให้การทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะได้เข้าใจและเห็นพ้องกับคณะกรรมาธิการ เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนรวมที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งคิดว่ากำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกท่านจะมี เหตุผล แล้วก็จะยอมรับในแนวทางที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้ก็จะไม่ได้ตัดสิทธิ แต่จะทำให้การทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประชาชนจะเป็นผู้ที่ ได้รับประโยชน์และมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ทั้งนี้ เพื่อให้การนำเสนอรายงานดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงขอ ท่านประธานได้อนุญาตให้กรรมาธิการที่มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ และช่วยกันทำ รายงานฉบับนี้เป็นตัวแทนในการรายงานให้กับที่ประชุมได้พิจารณาต่อไป โดยท่านแรก ขออนุญาตให้ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ช่วยกรุณาให้ข้อมูลความเป็นมาเป็นไป ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นก็จะมีท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านวรรณธรรม และกรรมาธิการ ท่านอื่นที่พร้อมจะให้ข้อมูลชี้แจงกับที่ประชุมสภาแห่งนี้ด้วยขอให้ท่านประธานได้โปรด อนุญาตครับ
เชิญท่านคำนูณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ท่านประธานครับ ประเด็น เรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนี้นะครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองส่วนภูมิภาค กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะมี ๒ ลักษณะอยู่ในบุคคลคนเดียวกัน หรือในตำแหน่ง ตำแหน่งเดียวกัน ภาคหนึ่งก็คือมีลักษณะเป็นของผู้นำชุมชนในพื้นที่ ส่วนอีกภาคหนึ่งก็มีลักษณะเป็นผู้แทนของ รัฐส่วนกลางที่จะนำความเห็นและนโยบายของรัฐส่วนกลางไปเป็นแขนเป็นขาไปปฏิบัติ ในพื้นที่ เราสามารถย้อนไปตั้งแต่เมื่อมากกว่า ๑๐๐ ปีก่อนได้ที่เป็นกระแสพระราชดำริของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ที่มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๔ ๑ ในการปฏิรูป ประเทศครั้งสำคัญในครั้งนั้นก็คือการรวมศูนย์อำนาจการปกครองประเทศเข้าสู่ส่วนกลาง แต่การรวมศูนย์อำนาจในการปกครองประเทศเข้าสู่ส่วนกลางนั้นก็เป็นการปฏิรูปใหญ่ มีการก่อตั้งกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็มีระบบ ระเบียบต่าง ๆ มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทรงมี กระแสพระราชดำริก็คือว่า ในส่วนของหน่วยการปกครองที่เล็กที่สุดก็คือหมู่บ้านและตำบล นั้นพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าก็จำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปใหญ่ นอกเหนือจากจะให้หัวหน้า หน่วยการปกครองระดับเล็กที่สุดนั้นเป็นผู้แทนของรัฐส่วนกลางแล้ว สิ่งหนึ่งที่มิอาจจะปฏิเสธได้เลย ก็คือจะต้องให้ผู้แทนของรัฐที่เสมือนเป็นแขน เป็นขาของรัฐส่วนกลางนั้นจะต้องได้ลักษณะ ของผู้นำชุมชนเข้ามาด้วย เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนันนั้นจึงกล่าวได้ว่า มีภารกิจที่สำคัญ ๒ อย่างซึ่งไม่สามารถจะแยกจากกันได้ คือ ๑. ความเป็นผู้นำชุมชน ๒. ความเป็นตัวแทนของรัฐ ในพุทธศักราช ๒๔๓๔ นั้น จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้มี การทดลองเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านขึ้นในพื้นที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีรับสั่งให้หลวงเทศาจิตวิจารณ์ หรือเส็ง วิริยศิริ เป็นผู้ไปดำเนินการ เมื่อปี ๒๔๓๕ หรือ ร.ศ. ๑๑๑ แล้วจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์เมื่อถึง ร.ศ. ๑๑๖ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็ได้มี พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ฉบับแรกเกิดขึ้นมา ก็ให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน แล้วให้ผู้ใหญ่บ้านไปเลือกกำนัน อันนี้เป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในการปฏิรูปประเทศครั้งแรก จวบจนกระทั่งเป็นกฎหมายสมัยใหม่ซึ่งเรา ยังคงใช้หรือเรียกชื่อ พ.ศ. มาจนทุกวันนี้ก็คือพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ตราขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ นั้นก็ยังคงลักษณะเดิม ก็คือว่าให้ราษฎรในพื้นที่นั้นเลือกผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ให้ผู้ใหญ่บ้านมาประชุมกันเองเพื่อเลือกกำนัน ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งนั้นไม่มี ในภาษาทางวิชาการก็คือว่าให้ดำรงตำแหน่งจนหมดอายุ ในภาษาชาวบ้านก็คือให้ดำรงตำแหน่ง จนกว่าจะถึงแก่กรรม อันนี้ก็เป็นขั้นตอนแรกของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งมีที่มาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พุทธศักราช ๒๔๓๕ จนกระทั่งมาเป็น พ.ร.บ. ปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ จำง่าย ๆ ว่าให้ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกของ ราษฎรในหมู่บ้าน ให้ดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุ กำนันให้เลือกโดยผู้ใหญ่บ้านในตำบล วาระดำรงตำแหน่งจนหมดอายุเช่นกัน อันนี้ก็เป็นช่วงแรก ช่วงที่ ๒ ที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คือ ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในปี ๒๕๑๕ วันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๖๔ ยังคงให้ ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกโดยราษฎรในหมู่บ้าน และมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในการเลือก กำนัน ก็คือให้กำนันมาจากการเลือกโดยราษฎรในตำบล และวาระการดำรงตำแหน่ง ทั้งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้นให้ดำรงตำแหน่งแทนที่จะเป็นหมดอายุ ก็คือจนอายุ ๖๐ ปี นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ ๒ โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๖๔ คงไม่จำเป็นต้อง อ่านรายละเอียดนะครับ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ ๓ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกน่าจะได้จดจำเอาไว้ก็คือการเปลี่ยนแปลงในพุทธศักราช ๒๕๓๕ โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๕๓๕ มีการแก้ไข ให้ทั้งการได้มาซึ่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันนั้นยังคงมาจากการเลือกของราษฎรในหมู่บ้าน และราษฎรในตำบล แต่แทนที่จะให้ดำรงตำแหน่งจนอายุ ๖๐ ปี ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ในปี ๒๕๑๕ นั้น ได้เป็นการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งครั้งแรกขึ้นให้มีวาระ ๕ ปี ทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ถ้าเราไปดูพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๕๓๕ เขามีหมายเหตุไว้ที่เราควรจะต้องศึกษาถึงความจำเป็นการปรับให้เข้ากับ ยุคสมัยในขณะนั้นก็คือ หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไว้ว่าต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนานที่สุดถึง ๓๕ ปี ประกอบกับการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามยังไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับ สภาพการณ์ปัจจุบัน สมควรกำหนดระยะเวลาการอยู่ในตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้านเป็นวาระ คราวละ ๕ ปี และกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพิ่มขึ้นอีก จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ ที่เขาบอกว่าสมควรกำหนดระยะเวลาการอยู่ในตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน เป็นวาระคราวละ ๕ ปีนั้น ก็หมายถึงว่าเป็นวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันด้วย เพราะผู้ที่ จะมาเป็นกำนันตั้งแต่ต้นจนจบนั้นจำเป็นจะต้องเป็นผู้ใหญ่บ้านเสียก่อน เมื่อท่านหมดวาระ จากการเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วจึงไม่มีวาระที่จะเป็นกำนันอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในปี ๒๕๓๕ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ ๓ ในประวัติศาสตร์กำนัน ผู้ใหญ่บ้านของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ ๔ เกิดขึ้นในพุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกเช่นกันครับ ก็คือว่ายังคงให้ผู้ใหญ่บ้าน มาจากการเลือกของราษฎรในหมู่บ้าน แต่เปลี่ยนแล้ว ไม่ให้มีวาระ ๕ ปี แต่ให้อยู่ในตำแหน่ง ถึงอายุ ๖๐ ปี ซึ่งก็คือหมายถึงว่าถ้าครบอายุสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านได้เมื่ออายุ ๒๕ ปี ก็อยู่ เป็นเวลา ๓๕ ปีเต็มจึงจะพ้นจากตำแหน่งถ้าไม่ตายเสียก่อน หรือถ้าไม่ลาออกเสียก่อน ในขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงหลักการใหญ่ในการดำรงตำแหน่งของกำนัน คือแทนที่ จะให้เป็นการเลือกโดยราษฎรในตำบลที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ย้อนยุคกลับไป ก่อนปี ๒๕๑๕ ก็คือให้เลือกโดยผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเอง ไม่ให้ราษฎรในตำบลเลือกเสียแล้ว แล้วก็ให้ดำรงตำแหน่งอยู่จนอายุ ๖๐ ปี เพียงแต่ว่าทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้นจะต้องรับ การประเมินผลอย่างน้อยทุก ๕ ปี นี่คือการเปลี่ยนแปลงใหญ่เป็นครั้งที่ ๔ ของประวัติ ความเป็นมาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองเสนอในวันนี้ไม่ใช่เป็นการเสนอกฎเกณฑ์ใหม่ครับ แต่เป็นการเสนอ กลับไปสู่หลักการเดิมที่ให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านโดยราษฎรในหมู่บ้าน มีการเลือกกำนัน โดยราษฎรในตำบลตั้งแต่ครั้งการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี ๒๕๑๕ โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๖๔ และเป็นการเกาะเกี่ยวกับหลักการในปี ๒๕๓๕ ที่กำหนดวาระของกำนัน และผู้ใหญ่บ้านไว้วาระละ ๕ ปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราเสนอในวันนี้ไม่ใช่ของใหม่ครับ แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาแล้ว ได้ผลมาแล้ว ซึ่งก็มีทั้งผลดี มีทั้งผลเสีย สุดแท้แต่มุมมอง แต่ว่า หลักการทั้งหมดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในปี ๒๕๕๑ ในยุครัฐบาล คมช. ซึ่งเราก็ต้องดูว่า ตลอดอายุของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ ๔ ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้นมีผลดีอย่างไร แน่นอนต้องมีผลดี และมีผลเสียอย่างไร แน่นอน ต้องมีผลเสีย ซึ่งกระผมในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ผมไม่ได้มีความเห็นมากนักในชั้นกรรมาธิการ แต่ได้สดับตรับฟังท่านผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ท่านสะท้อนให้เห็น และกรรมาธิการก็ค่อนข้างจะเห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ว่า วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปประเทศอย่างหนึ่งก็คือการปฏิรูปการเมือง และการปฏิรูป การเมืองที่สำคัญพูดเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้นก็คือต้องขจัดการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในชั้นกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมองว่าการปฏิรูป กฎหมายพรรคการเมืองก็ดี การปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งก็ดี ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำและเป็นสิ่งที่ จำเป็น แต่มิอาจจะละเว้นสมุฏฐานของโรคที่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญและเยียวยารักษาได้ ก็คือที่มาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมาธิการของเราหลายท่าน แน่นอนครับ ไม่ปฏิเสธ มีที่มาจากภาคการเมือง ก็มีข้อเสียและมีข้อดี ข้อดีก็คือเขาได้อยู่ใกล้ชิดประชาชน ได้สัมผัส สภาพปัญหาที่แท้จริงของประชาชน ท่านเหล่านั้นสะท้อนปัญหาอย่างหนักแน่นมาสู่ คณะกรรมาธิการว่าการเปิดโอกาสให้คนดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พูดถึงเต็มแมกซ์ (Max) ตั้งแต่ ๒๕ ปีจนถึง ๖๐ ปี จะทำให้อยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง ๓๕ ปี สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นไปอย่างสูง สูงไม่แพ้การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะได้แล้วอยู่ยาว ๒. ก็คือเกิดการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐ ในลักษณะต่าง ๆ กระผมไม่ใช่ผู้รู้จริงจะไม่ขอพูดในเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวกรรมาธิการอีกท่านหนึ่ง ท่านจะมาสะท้อนปัญหาที่เป็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในระยะเวลา ๙ ปีของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ครั้งที่ ๔ ทั้งหมดนี้ท่านมองเห็นว่าถ้าเราจะแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิอาจละเว้นที่จะต้องแตะลงไปยังปัญหาของการได้มา ซึ่งตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงได้เสนอขอแก้ไขโดยกลับไปสู่ หลักการสำคัญในปี ๒๕๑๕ และปี ๒๕๓๕ ดังที่ผมได้กราบเรียนให้ท่านประธานและท่าน สมาชิกทราบ ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหากข้อเสนอนี้เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งก็กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าเราเป็นเพียงผู้เสนอ ผู้ตัดสินยังมีอีกหลายองค์กร แต่สมมุติว่ามีการตัดสิน ผ่านตลอดแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในขณะนี้คืออะไร กระผมจะไม่ใช้เวลาท่านประธานและเพื่อนสมาชิกมากเกินเหตุไป แต่พูดง่าย ๆ ก็คือ ๑. ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่กระทบกระเทือนเลยครับ ยังคงอยู่ ในตำแหน่งต่อไปจนถึงอายุครบ ๖๐ ปี ๒. กำนันที่อยู่ในตำแหน่งในปัจจุบันนี้ กระทบกระเทือนทั้งในด้านลบและด้านบวก ในด้านลบก็คือถ้ากฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ท่านจะอยู่ในตำแหน่งเมื่อครบ ๕ ปีนับตั้งแต่ท่านได้ตำแหน่งมา แต่เมื่อครบ ๕ ปีท่านพ้นจาก ตำแหน่งแล้ว ท่านก็ยังได้สิทธิที่จะสมัครเป็นกำนันต่อไปหากว่าวาระการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ของท่านยังคงอยู่ พูดง่าย ๆ คืออายุยังไม่ถึง ๖๐ ปี เพราะฉะนั้นกระผมจึงกล่าวได้ว่ากำนัน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนี้ แน่นอนครับ มีผลกระทบในเชิงลบ คือแทนที่จะอยู่ถึง ๖๐ ปี เมื่อครบ ๕ ปีแล้วต้องออก แต่ผลกระทบในเชิงบวกก็คือเมื่อครบ ๕ ปีต้องออกแล้วท่านได้สิทธิ ที่จะสมัครเป็นกำนันต่อไป แล้วถ้าครบกำหนดวาระ ๕ ปีแล้วท่านก็ได้สิทธิไปด้วยครับ ไม่ถูกจำกัดโดยอายุ ๖๐ ปี นี่คือสิ่งที่กำนันจะได้ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่บ้านที่กระผมบอกว่า ไม่กระทบก็คืออยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ ๖๐ ปีนั้นกลับจะกระทบในเชิงบวกด้วยซ้ำไป คือว่าเมื่อท่านอยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ ๖๐ ปีแล้ว จากนั้นไปเมื่อมีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นใหม่ก็ให้กลับมาใช้วาระ ๕ ปี ซึ่งก็แปลว่าไม่ตัดสิทธิของท่านที่แม้ท่านจะอายุครบ ๖๐ ปี แล้วจะสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อไป เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรเสียหายครับ มีแต่ได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเพิ่มขึ้น กำนันที่อยู่ในตำแหน่ง ปัจจุบันนี้อาจจะเสียหายนิดหน่อย แต่ก็มีโอกาสได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านจะต้องดำเนินการเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากขึ้น ก็คือว่าท่านต้องกลับไปหาประชาชน กลับไปให้ประชาชนประเมิน ผ่านการเลือกของราษฎร ในตำบล เพราะฉะนั้นเพื่ออะไรครับ เพื่อให้คงลักษณะของ ๒ ลักษณะไว้อยู่ในตัวบุคคล คนเดียวกันทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ก็คือ ๑. เป็นตัวแทนของรัฐ เป็นข้อโซ่สุดท้ายของ ราชการส่วนภูมิภาคที่จะนำความจากราชการส่วนกลางนั้นไปขับเคลื่อนเฉพาะบางด้านในพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล ๒. ท่านต้องยังคงสภาพความเป็นผู้นำชุมชนอยู่ตลอดไปครับ มาตรวัดอะไร ที่จะมาตัดสินความเป็นผู้นำชุมชนได้ดีไปกว่าท่านกลับไปหาประชาชนทุก ๕ ปีล่ะครับ มาตรการประเมินตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยอย่างน้อยทุก ๕ ปีนั้นก็มีผลดี ก็เป็นนวัตกรรมที่สุดยอดครับ แต่ก็มีข้อที่เป็นข้ออ่อนอยู่มากมายหลายประการด้วยกัน เดี๋ยวกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ก็จะมาชี้ให้ท่านทั้งหลายทราบ พวกเราก็พร้อมที่จะตอบคำถาม ในทุกประการ เหล่านี้ก็คือทั้งหมดที่กระผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก ได้เห็นภาพรวมว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเสนอมานี้ ไม่ใช่อยู่ว่าง ๆ เราก็เสนออะไรขึ้นมาที่ทำให้ตกเป็นข่าวครึกโครม แต่เป็นเรื่องที่เรามุ่งหวัง จะแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นขั้นสำคัญของตำแหน่ง ทางการเมืองระดับชาตินั้นได้แก้ที่สมุฏฐานอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ตำแหน่งกำนัน และผู้ใหญ่บ้านนั้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ได้คงมีสภาพความเป็นทั้ง ๒ อย่างอยู่ใน ตัวบุคคลคนเดียวกัน ก็คือความเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นข้อโซ่สุดท้ายก่อนถึงประชาชน และความเป็นผู้นำชุมชน ผ่านการประเมินโดยตรงของพี่น้องประชาชน กระผมก็ได้ ชี้ให้เห็นว่าจากบทบัญญัติที่เราเสนอขอแก้ไขมานี้ ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน กำนันที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีอะไรที่จะสูญเสียเลย ตรงกันข้าม กลับมี โอกาสสูงอย่างยิ่งที่จะได้เพิ่มภาระในการรับใช้พี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่า ท่านจะต้องกลับไปหาประชาชนเมื่อท่านพ้นจากตำแหน่งและเมื่อท่านครบวาระทั้ง ๕ ปีนี้แล้ว เมื่อได้ทราบความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดนี้แล้ว กระผมเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วก็เพื่อนสมาชิก น่าจะพร้อมที่จะสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ต้องขอกราบเรียน ณ ที่นี้ไว้ด้วยว่า เบื้องต้นทีเดียวนั้นคณะกรรมาธิการมิได้ทำรายงานที่ออกมาเป็นเหมือนฉบับสุดท้ายนี้ เราแตะต้องแต่เพียงประเด็นกำนัน ด้วยไม่ต้องการที่จะให้เกิดผลกระทบในวงกว้างจนเกินไปนัก แต่เมื่อนำเข้าเสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศแล้ว ความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนแต่เป็นประธานกรรมาธิการ ๑๒ คณะนั้น ออกมาในเชิงกึ่งสนับสนุนแล้วก็ กึ่งเสนอแนะเพิ่มเติมว่าวาระ ๕ ปีนี้ควรจะต้องนำมาใช้กับกรณีของผู้ใหญ่บ้านด้วย ก็เป็นผล ทำให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนั้นต้องนำรายงานกลับมา แก้ไขดังที่ปรากฏเป็นรายงานฉบับสุดท้ายนี้ ก็ขออนุญาตเรียนในรอบแรกแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านเสรีค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ก่อนที่ท่านวิทยาจะได้รายงานเสนอต่อที่ประชุม ต้องกราบขออภัยท่านอดีตประธานรัฐสภา ท่านชัย ชิดชอบ จริง ๆ แล้วก็ได้กราบเรียนเชิญท่าน เป็นผู้เสนอตามรายงานดังกล่าวนี้ด้วย แต่ตอนแรกไม่ได้เอ่ยชื่อท่านเพราะผมมองไปนึกว่า ท่านจะนั่งอยู่ที่เดิม แต่ปรากฏว่าท่านก็กรุณามานั่งในที่กรรมาธิการผมเลยมองไม่เห็น อาจจะเป็นเพราะผมแก่แล้วเลยมองไม่ชัดเจน ต้องกราบขออภัยด้วยนะครับ ก่อนท่านวิทยา จะรายงานขออนุญาตท่านอดีตประธานรัฐสภา ท่านมีประสบการณ์เป็นกำนันมาตลอดชีวิต ได้กรุณาให้ข้อมูลกับที่ประชุมแห่งนี้ด้วยครับ ขออนุญาตครับ
เชิญท่านชัย ชิดชอบ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านที่เคารพอย่างยิ่ง กระผม นายชัย ชิดชอบ อดีตกำนันตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นกำนันประมาณ ๑๕ ปี ระหว่างเป็นกำนัน เริ่มต้นก็เป็นผู้แทนราษฎรด้วย ไม่เหมือนสมัยปัจจุบัน สมัยก่อนนั้นเปิดเสรีประชาธิปไตยมากกว่าสมัยนี้ คือใครเป็นกำนัน ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ใครเป็นสมาชิกสภาจังหวัด หรือจะเป็นอะไรก็ตาม มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ต้องออกจากตำแหน่ง สมัยก่อนประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่เหมือนสมัยนี้ ท่านประธานครับ ความจริงกระผมไม่จำเป็นที่จะต้องมากล่าว ณ ที่นี้ เพราะเพื่อนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ทั้งกำนัน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ทั้งสารวัตรกำนัน ท่านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปราบปราม แพทย์ประจำตำบล ก็อยู่ในเครือเดียวกันทั้งหมด เมื่อมีการปฏิรูประบบ การปกครองโดย คสช. ครั้งนี้เขามีการปฏิรูป ทุกหน่วยงานก็มีการปฏิรูปหมด แต่กระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้คิดปฏิรูป สิทธิใหญ่ของประเทศคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและคณะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาแห่งนี้ ก็ริเริ่มคิดเรื่องนี้ว่าเราควรจะมีการปฏิรูปกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เนื้อหาสาระก็ไม่มี การปรับปรุงอะไร เพิ่งมาเห็นแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าไม่น่าจะเป็นไปในรูปนั้น ซึ่งความเห็น ของกระผมอยากจะเอาตามรูปเดิมที่ได้เขียนมาครั้งแรกที่เสนอต่อสภา ท่านประธานครับ กำนันก็เหมือนผู้แทนราษฎรของตำบล มีหน้าที่เหมือนกับผู้แทนราษฎร เลยครับ ใครไม่เชื่อก็ลองไปเป็นกำนันดูจึงจะรู้ ยากดีมีจน เป็นอะไรก็ตามตั้งแต่เกิดจนตาย ต้องหากำนันก่อนครับ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง ส่วนอำเภอ จังหวัดนั้นชาวบ้านเขาไม่ค่อยรู้จัก เขารู้จักกำนัน แต่ทีนี้พอมีการเปลี่ยนแปลงกำนันในการเลือกตั้งโดยให้ผู้ใหญ่บ้านเลือก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเคยทำมาครั้งหนึ่งก็ทำให้รูปการณ์มันเปลี่ยนไป ทำให้ราษฎรส่วนใหญ่ ของตำบลนั้น ๆ ยิ่งห่างไกล ขาดความใกล้ชิดกับฝ่ายข้าราชการส่วนภูมิภาคมากขึ้น เพราะว่า งานทุกชิ้นทุกอันที่เป็นงานของรัฐต้องอาศัยกำนัน อาศัยผู้ใหญ่บ้าน กระผมจึงคิดว่า ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๕ พระองค์ได้ทรงออกแนวทางในการให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นผมว่า เป็นคุณอนันต์อันประเสริฐที่สุดหาที่สิ้นสุดมิได้ เป็นมหาราชที่มองการณ์ไกล แต่ตอนนี้ พอมองไปมองมาเราก็เห็นว่าการปฏิรูประบบการปกครองของประเทศส่วนภูมิภาคก็ตาม มีส่วนหนึ่งไปแย่งส่วนภูมิภาคคือส่วนท้องถิ่น พอมีท้องถิ่นขึ้นก็มีนาย ๒ นาย คือ นายก อบต. กับกำนัน ทีนี้กำนันไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่เหมือนนายก อบต. นายก อบต. มีเงินงบประมาณของแผ่นดินใช้จ่าย สร้างถนนหนทาง ขุดสระน้ำ บ่อน้ำ ทุกอย่างอยู่ที่ อบต. สามารถทำได้ และ อบต. เดี๋ยวนี้ใหญ่กว่านายอำเภออีกครับ นายอำเภอต้องอาศัย อบต. นะครับ เพราะไม่มีงบประมาณ จะใช้จะจ่ายอะไรต้องอาศัย อบต. อบต. ก็ต้องอาศัยหลักนายอำเภอ เหมือนกัน เพราะว่าถ้าอย่างนั้นท่านนายอำเภอก็ไม่ผ่านเรื่องราวงบประมาณที่จะของบประมาณ ของแผ่นดิน เรื่องเหล่านี้กลับไปกลับมายอกย้อนเหลือเกินครับ กระผมจึงคิดว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็อยู่ที่การปกครองประเทศ ผมขอยืนยันเลยนะครับ ถ้าขาดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ลำบาก ว้าเหว่ครับ เหมือนกับผีไม่มีป่าช้าที่จะฝัง อันนี้ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ ยกตัวอย่างนะครับ ไม่มีกำนันก็ไม่เป็นไร ไม่มีผู้ใหญ่บ้านก็ไม่เป็นไร ดูตัวอย่างกรุงเทพมหานคร เขาไม่มีกำนันไม่มีผู้ใหญ่บ้านเขาก็อยู่อย่างสบายมีรถใต้ดิน รถบนดินอะไรต่าง ๆ เงินเหลือเฟือเผื่อแผ่เยอะแยะ แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีอะไรครับบ้านนอกอย่างไรก็อย่างนั้น เหมือนเดิมครับ ยิ่งไม่มีผู้แทนราษฎรยิ่งแย่ใหญ่เลยครับเพราะผู้แทนราษฎรหน้าใส ออกพบปะพี่น้องประชาชนก็ได้เห็นความยากลำบากของพี่น้องประชาชนแล้วก็ได้ร้องขอ มายังส่วนกลาง เพื่อให้ได้ช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้จึงเกิดประโยชน์ขึ้น แต่ว่าเราจะทำแบบกรุงเทพมหานคร เป็นกฎหมายพิเศษ แต่กรุงเทพมหานครไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนอกทำไม่ได้หรอกครับ ถ้าขืนทำเกิดโกลาหลแน่นอน เกิดกลียุคเลย ผมก็เรียนด้วยความเคารพ ผมเห็นหลายท่าน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็อยู่ที่นี่หลายท่าน แล้วหลาย ๆ ท่านที่ได้เคยออกบ้านนอกก็รู้ดีว่า กำนันมันแสนทุกข์อย่างไร ผู้ใหญ่บ้านเป็นอย่างไรก็รู้อยู่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้น พอเหตุการณ์ บ้านเมืองมันเปลี่ยนแปลง การเดินทางสะดวกอะไรต่าง ๆ เยอะแยะสบายมากครับ กำนัน แต่ก่อนนี้ขี่ม้าบักจอน เดี๋ยวนี้กำนันไปถามเถอะครับ ไปดูทุกตำบลเลย มีรถเก๋งนั่งกันทั้งนั้น นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่จำเป็นจะต้องเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือคนดี ๆ คนที่มีธรรมะธัมโม ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรอกครับ เพราะมีการให้ประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ฆ่าหมูตัวหนึ่งแล่เป็นชิ้น ๆ แจกแต่ละหมู่บ้านแต่ละหลังคาบ้านว่า ฉันสมัครผู้ใหญ่บ้าน ก็แจกกันไป เขาก็ต้องเลือก ขอให้มีกิน มีอยู่ มีใช้ ชาวบ้านเอาทั้งนั้น เช่นการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรก็คล้าย ๆ กันนะครับ ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมสมัคร รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ดูเหมือนเดิม ยิ่งยากกว่าเก่า ชาวบ้านเอาใจยากกว่าเก่า แล้วเดี๋ยวนี้ถ้าทำอะไรไม่พอใจเขาก็สร้างความทุกข์ความยาก ให้แก่พวกที่ออกหาเสียง ไม่จำเป็นเฉพาะผู้แทนราษฎรเท่านั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยิ่งหนักเลยครับ ผู้ใหญ่บ้านเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรครับ เลือกผู้ใหญ่บ้านท่านไปถามดูเถอะ ใครไม่หมดเงินหมื่นบ้าง พอหมดเงินหมื่นก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน พอเป็นแล้วก็เป็นนาย นายผู้ใหญ่บ้านแล้ว จะเป็นสุภาพสตรีก็ตาม เพราะว่าส่วนใหญ่ตอนนี้ผู้ชายแพ้ผู้หญิง ๑๐,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ถ้าเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งผู้หญิงได้เปรียบทุกอย่าง พูดอ้อนนิดหน่อยแม่บ้านพ่อบ้าน ก็เห็นใจ ฝากขนมก้อนเดียวใส่คะแนนแล้ว แต่ถ้าผู้ชายต้องแม่โขง เบียร์ลีโออะไรต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น จึงจะพอใจในการเลือกตั้ง ผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับเราต้องมี การปฏิรูปเปลี่ยนแปลง ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วเป็นกำนันแล้วเขาไม่ได้หมดสภาพ จากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน เขายังเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่เพราะว่ากฎหมายเขียนบัญญัติไว้ ถ้าหมดสภาพการเป็นผู้ใหญ่บ้านก็หมดสภาพการเป็นกำนัน มันก็มีแค่นี้ครับ ส่วน ๕ ปีนี้ กระผมว่าผู้แทนราษฎร ๔ ปี ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ๕ ปี ได้เปรียบกันนะครับ ได้เปรียบกันมากทีเดียว กำนัน ๕ ปี ผู้แทนราษฎร ๔ ปี ผู้แทนราษฎรก็ต้องไปอาศัยกำนันอีก อะไร ๆ ก็อาศัยกำนันทั้งนั้นครับ กำนันก็เลยใหญ่ ใหญ่มากครับ แต่ตอนนี้มีเรื่อง อบต. ขึ้น ผู้แทนราษฎรเขาก็ฉลาดครับ เขาคบ อบต. อาศัย อบต. เป็นหลัก ผู้แทนราษฎรก็ได้ประโยชน์ คนที่สมัครผู้แทนราษฎรนะครับ แต่ถ้าไปหากำนัน กำนันบางกำนันผมเรียนตรง ๆ อย่างน้อยต้องเป็นแสนครับ แล้วจะปฏิรูปอย่างไรให้ประชาธิปไตยมันงอกเงยขึ้น เพราะว่า เศรษฐกิจของบ้านเมืองเขาก็ไม่ไหว แต่ถ้ามีการแข่งขันการชิงตำแหน่งกำนัน ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน หมดอะไรหมดกัน หมดที่นาก็ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลำบากมาก กระผมกราบเรียน ด้วยความเคารพว่า การที่มีการแก้ไขโดยการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการชุดนี้หวังว่า เราให้ความเป็นธรรม แต่ว่าไม่ใช่ขั้นตอนเฉพาะอยู่ที่ สปท. เท่านั้น จะต้องผ่านรัฐบาล ต้องผ่านกระทรวงมหาดไทยอีก ต้องผ่านสภาที่เราใช้อยู่ทุกวัน ฉะนั้นจะต้องมีการแปรญัตติ กันอีกเยอะครับ ผมเห็นข่าวมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านพากันเดินขบวนมาไม่เข้าใจเหมือนกัน ความจริงกระทรวงมหาดไทยต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจว่าไม่มีการลิดรอนสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ผลดี ๕ ปี เลือก ๑ ครั้งนี่ครับ แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่มันก็ไม่เสียหายอะไร ฉะนั้นปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ควรจะให้กระทรวงมหาดไทยไปปรับปรุงแก้ไข โฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจ เลือกตั้งมากเท่าไรความรู้ของประชาชนก็มากขึ้นเท่านั้น ทันเกมกันครับ ก็อยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าท่านที่เคารพของกระผมที่เป็น สปท. นั่งอยู่ในที่นี้และที่บ้านก็ตามที่ไม่ได้มา แล้วส่วนใหญ่พี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้านที่เดินทางมา กรุงเทพมหานคร ที่จะมาคัดค้านอะไรก็อย่าไปเชื่ออะไรมากจงฟังหูไว้หูว่าอะไรเป็นอะไร มีกำนันชัย ชิดชอบ อยู่ที่นี่ไม่ยอมเสียเปรียบหรอกครับ เพราะว่าชีวิตของกำนันทำประโยชน์ ให้แก่บ้านเมือง ๕ ปีเราทำดีอายุเรายังไม่ถึง ๖๐ ปีสมัครมันไปชาวบ้านเลือกเองไม่ต้องห่วง ให้ทำดีเถอะ ฉะนั้นปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่ได้ยากให้แก้ไข กระทรวงมหาดไทย จะได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ จะได้มีการปรับปรุงปฏิรูป แก้ไขระบบการต่าง ๆ ให้ก้าวไปข้างหน้า แล้วกำนัน ผู้ใหญ่บ้านสมัยนี้ ท่าน สปท. ที่เคารพครับ ทุกหมู่บ้านคนจบการศึกษาปริญญาตรี เยอะครับ ว่างงานเยอะ พวกนี้เป็นพวกที่มีคุณสมบัติที่จะทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพกระผมจะไม่กราบเรียนมากกว่านี้ เพียงแต่ขอร้องว่าถ้าสภารับร่าง ที่เสนอมานี้เพื่อส่งไปยังรัฐบาลพิจารณาได้ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงและจะทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ปฏิรูปตนเองให้ดีขึ้นครับ ผมกราบขอบพระคุณล่วงหน้า ณ โอกาสนี้ด้วยกราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านชัย ชิดชอบ มากค่ะ ต่อไปขอกราบเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๔๒ ผมคิดว่าข้อชี้แจง ของท่านเสรี แล้วก็การเรียงลำดับความเป็นมาของตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มาของ ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านของท่านคำนูณ สิทธิสมาน รวมถึงข้อคิดเห็นของอดีตกำนันเก่า ท่านชัย ชิดชอบ ก็น่าจะเป็นข้อนำเสนอที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อกระชับความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก ซึ่งบางท่านในชีวิตอาจจะไม่คุ้นเคยกับคนที่เป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือภารกิจ แล้วก็อาจจะไม่เคยเจอตัวด้วยซ้ำไป แต่คนที่อยู่บ้านนอก แบบพวกผมหลายคนคุ้นเคยกับชีวิตของการใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ณ ปัจจุบันนี้เรามี หมู่บ้านทั่วประเทศ ประชาชนเขาจะเลือกตัวแทนคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะสมัคร ๔ หรือ ๕ คน เลือกขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อได้ผู้ใหญ่บ้านครบทั้งตำบลแล้ว กฎหมายปัจจุบัน ให้ผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นไปประชุมกับนายอำเภอ แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ตกลงกันว่า ๑๐ คนนี้ ๖ คนเลือกใครเป็นกำนัน นายอำเภอก็จะเสนอชื่อคนนั้นไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เพราะในกฎหมายลักษณะการปกครองท้องที่เขาพูดเฉพาะคำว่า เลือก ไม่ได้ใช้คำว่า เลือกตั้ง ประชาชนเลือก มหาดไทยตั้ง คราวนี้มีปัญหาเกิดขึ้นจากสภาพการณ์ปัจจุบัน ผมขออนุญาต สะท้อนในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่เดิมการเลือกตั้งกำนันพัฒนามาจนถึงขั้นว่า เลือกผู้ใหญ่บ้านเป็น ๕ ปี ครบวาระเลือกใหม่ เวลาใครจะสมัครกำนันก็ต้องลงสมัครในตำบล คนทั้งตำบลก็จะลงคะแนนเลือกตั้ง ครบวาระ ๕ ปีก็เลือกกันใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลง ปี ๒๕๕๑ วันนี้ใครเลือกได้เป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นตั้งแต่วันนั้นจนอายุ ๖๐ ปี ผู้ใหญ่บ้านไปนั่ง ชุมนุมกันอยู่ ๗-๘ คนทั้งตำบลแล้วก็เลือกกำนัน ใครได้เลือกเป็นกำนันในที่ประชุม และนายอำเภอเสนอนั้นก็จะได้เป็นกำนันไปจนอายุ ๖๐ ปี การผูกครองตำแหน่งยาวนาน ทำให้วิธีคิดเข้าสู่ตำแหน่งเปลี่ยนไปครับ ผมเคยคุยกับเพื่อนสมาชิกซึ่งเป็น สปท. มาจากภาคใต้บางท่าน ฟังตัวเลขตกใจครับ ลูกชายคนมีสตางค์เกเรเหลวไหลทำท่าจะไม่ดี แม่ยอมให้ไปสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ผมฟังตัวเลขแล้วท่านก็จะหนาวครับ สมัครผู้ใหญ่บ้าน อย่างเดียวจ่ายสตางค์ให้ลูกชายไป ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมเป็น ส.ส. ภาคใต้ครับ และหลายท่านก็เคยคิดว่าภาคใต้ซื้อเสียงไม่ได้ ผมก็เชื่อมั่นอย่างนั้นมาตลอดแต่พอผู้ใหญ่บ้าน เป็นจน ๖๐ ปี กำนันเป็นจน ๖๐ ปี ท่านครับ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มลาม จากเรื่องนี้ ผมอายุ ๓๐ ปีคิดจะเป็นผู้ใหญ่บ้านสมัครครั้งเดียวเป็น ๓๐ ปีครับ เงินเดือน ผู้ใหญ่บ้านบวกผู้ช่วยตั้งอีก ๒ คน บวกสารวัตร บวกตำแหน่งต่าง ๆ ที่จะตามมาทั้งหมด คิดแล้ว ๓๐ ปีหลุดครับที่จะลงทุนสัก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ๓๐ ปีนี้ผมก็จะได้มีหน้ามีตา เดินอยู่กับนายอำเภอ เพราะฉะนั้นช่วงหลังที่ท่านโดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านชัย ชิดชอบ ที่ท่านก็บอกว่าต้องกลับมา ๕ ปี เพราะท่านก็ทนไม่ไหวกับกระบวนการ เข้าสู่ตำแหน่งโดยแลกด้วยผลประโยชน์ ยิ่งหนักครับไปประชุมกันที่หน้าอำเภอ นั่งกัน ๗-๘ คน ทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบลมีอยู่ ๘ หมู่บ้าน ๘ คนมานั่งประชุมกัน ๕ คนตัดสินใจ เอาใคร คนนั้นเป็นกำนัน ผมมีเพื่อนสมาชิกวันนี้ท่านไม่มาครับ เขาบอกมันถล่มกันบนอำเภอเสียงละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท คราวนี้ไปกันใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นการเสนอหลักกฎหมายนี้มาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง ที่เราจะปฏิรูปการเมือง เราจะให้ระบบการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม กรรมาธิการการเมือง ถูกเหยียดหยามว่าเป็นไอ้ห้อยไอ้โหนออกกฎหมายรังแกผู้แทนราษฎร จัดการผู้แทนราษฎร มีกฎหมาย ๗ ชั่วโคตร จัดการหมดแล้วครับแต่การเลือกอีกอันหนึ่งซึ่งอยู่นอกเหนือจาก กกต. และกฎหมายเลือกตั้งปกติคือการปกครองท้องที่ การเลือกผู้ใหญ่บ้าน กำนันเราก็คิดว่า ดีที่สุดครับ ขยับเขาขึ้นมาหน่อย อย่างที่ท่านชัยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ขยับ กรรมาธิการขยับ และการขยับครั้งนี้นะครับ ผมขออนุญาตเรียนกับเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ ครับ เพราะที่พยายาม โห่กันว่าจะล้มรัฐบาลจะตามล่าว่าใครเสนอ ไม่ต้องตามล่าครับ ในกรรมาธิการนี้เสนอ แล้วผมก็เป็นคนที่เห็นด้วยตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าจะล่าก็ตรงนี้ แล้วผมกลับไปให้ล่าแน่ครับ เพราะผมเป็นนักการเมืองกลับเข้าไปสมัครรับเลือกตั้งแล้วจะกลับไปเจอกันครับ ผมเรียน กับท่านอย่างนี้ครับ ที่เราเสนอเป็นการประนีประนอมมากที่สุดแล้ว คนที่กระทบอย่างที่ ท่านคำนูณบอกก็คือใครที่เป็นกำนันอยู่ครบ ๕ ปีแล้วครบวาระครับ แต่ท่านครบวาระกำนัน ท่านมีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านค้ำอยู่ ถ้าท่านอยากจะเป็นกำนันอีกก็เอาอย่างท่านชัย ชิดชอบ ลงสมัครกำนันแข่งคราวนี้ไม่ต้องไปเลือกกันบนอำเภอ ประชาชนทั้งตำบลเขาจะเป็นคนเลือก เลือกแล้วคุณก็มีวาระ ๕ ปี คราวนี้ผมคิดว่าคนที่กระเทือนคือคนที่เป็นครบ ๕ ปีแล้วต้องออกมา เพื่อไปเลือกใหม่ พอเลือกใหม่กฎหมายที่เราเขียนมาทั้งหมดเขาก็จะมีวาระ ๕ ปี วันนี้เราพูดถึง สังคมผู้สูงอายุ กำนันอายุ ๖๑ ปี ๖๒ ปี ผมคิดว่าเป็นรุ่นน้อง ๆ พวกเราในสภาเสียมากกว่า ก็ยังเป็นคนหนุ่มที่ทำได้ แต่ถ้ากฎหมายปัจจุบันครับ ล็อกอายุ ๖๐ ปี ๖๑ ปีก็เกษียณ วันนี้ถ้าเขาวาระ ๕ ปี ๖๑ ปี ๖๒ ปี ๖๕ ปี ๖๗ ปี ผมเคยเจอคนสมัครกำนันตอนอายุ ๗๙ ปี มาแล้วครับ ชาวบ้านก็ยังเลือก เพราะฉะนั้นอันนี้เปิดโอกาสสำหรับกำนันที่จะเป็นจนอายุ ๘๐ ปีได้เหมือนกัน แต่ที่โอดโอยกันวันนี้ครับ กลัวจะออกวันนี้ แล้วเวลาลงกลับไปให้ ชาวบ้านเลือกแล้วจะไม่ผ่าน เพราะกระทรวงมหาดไทยเพิ่งประเมินไป ๔-๕ เดือนที่แล้ว ผลการประเมินทั่วประเทศออกมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ จังหวัดบ้านผมครับ ผู้ใหญ่บ้าน ๑,๐๐๐ กว่าอัตรา ผลการประเมินผ่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะการประเมิน ไม่ได้เป็นแนวทางประชารัฐ เป็นเรื่องนายอำเภอตั้งแล้วเอาคนขึ้นมาประเมิน ประชาชน ไม่มีส่วนร่วม เดี๋ยวนี้พอกำนันเป็นอายุ ๖๐ ปี จะเห็นกำนันเที่ยวตระเวนเร่ร่อนไปได้ ทั่วประเทศ เดือนสองเดือนหรือสิ้นเดือนกลับบ้านไปประชุมอำเภอครั้งเดียวก็ยังเป็นกำนัน อยู่ได้ ยิ่งกำนันไปเลือกกันบนอำเภอครับ วันนี้ความใกล้ชิดระหว่างประชาชนกับกำนัน ห่างกันมาก ไม่เหมือนกับที่ไปขอชาวบ้านมาเป็นกำนัน วันนี้ไม่ต้องฟังชาวบ้านครับ แล้วก็มี หลักประกัน ๖๐ ปี ยิ่งประกบติดนายอำเภอไปยาวเลยไม่มีใครทำอะไรได้ ผมไม่เข้าใจ ตรงที่เขาไปชวนผู้ใหญ่บ้านจะมาประท้วงด้วย เรียนกับเพื่อนสมาชิกครับ กฎหมายฉบับนี้ ทั้งหมดไม่ได้แตะลงผู้ใหญ่บ้านเลย ผู้ใหญ่บ้านที่ท่านเป็นอยู่ ณ วันนี้สิ่งที่ท่านจะได้ คือท่านยังเป็นอยู่จนถึงอายุ ๖๐ ปี สิ่งที่ ๒ ถ้ากำนันครบวาระท่านมีสิทธิสมัครกำนัน แข่งกับเขาด้วยแล้วก็ไปเลือก ถ้าประชาชนทั้งตำบลรักจริงท่านก็มีโอกาสเป็นกำนัน ประการที่ ๓ ท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านจนครบอายุ ๖๐ ปี อายุ ๖๑ ปีท่านสมัครผู้ใหญ่บ้านใหม่ ได้อีกเพราะท่านจะมีวาระ ๕ ปี เพราะฉะนั้นถาม ณ วันนี้ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศมีแต่ได้ แต่สิ่งหนึ่งผมเรียนกับท่านได้เลยครับว่าผมเป็นคนมาจากต่างจังหวัด มีชีวิตที่ใกล้ชิดมา เพราะเป็นนักการเมือง แล้วก็ได้รับฝากมาจากประชาชน เขาอยากให้เลือกอย่างมีวาระครับ สมมุติท่านเลือกตั้ง ส.ส. รัฐธรรมนูญฉบับหน้าแก้ไขแล้วบอกว่า ส.ส. เลือกตั้งเสร็จ เป็นจนถึงอายุ ๖๐ ปีท่านจะพบกับความประหลาดครับ จะเห็นการซื้อเสียง ส.ส. ไม่ใช่เสียงละ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาทแล้วครับ ท่านจะเจอการซื้อเสียง ส.ส. เสียงละ ๒๐,๐๐๐ บาทก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้มันเกิด เพราะถ้าเป็นระยะเวลายาวนานไม่ต้องพูด ทุจริตครับ บวกเงินเดือน อย่างเดียวคุ้ม เพราะฉะนั้นอย่าเลยครับ ทุกอย่างต้องมีวาระกำหนด และที่ดีที่สุดก็คือ การกลับไปให้ประชาชนประเมิน ผมถึงขออนุญาตที่จะนำเสนอกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็เรียน ยืนยันว่าถ้าไม่มั่นใจครับ เมื่อเช้าผมดูรายการโทรทัศน์เขายกประเด็นนี้ขึ้นมาและให้ ประชาชนส่งข้อความเข้ามา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ข้อความที่เข้ามาเห็นด้วยกับการมีอยู่ อย่างมีวาระ และถ้ายังไม่มั่นใจอีกครับ จะเปิดให้ประชาชนส่งจดหมายมาที่ สนช. ประธาน สนช. หรือส่งมาที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ว่าใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นหน้าที่ ของเราก็คือนำประเทศนำบ้านเมืองไปสู่การเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง กระบวนการ ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ทำตามรัฐธรรมนูญและภารกิจข้อบังคับของ สปท. ให้ทำในสิ่งเหล่านี้ครับ ผมจึงขออนุญาต เรียนเสนอสภาพแล้วก็แนวทางของคณะกรรมาธิการต่อเพื่อนสมาชิก หากท่านสมาชิกท่านใด มีข้อเสนอแนะหรือมีข้อที่จะซักถาม ยินดีที่จะรับฟังและชี้แจงครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านเสรี มีท่านใดที่จะชี้แจงต่อไหมคะ เชิญค่ะ
เรียนท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผมขอเพิ่มเติมในส่วนที่จะมาสนับสนุนในการแก้ไข ครั้งนี้สักเล็กน้อย ทุกท่านทราบดีนะครับว่าการเข้าสู่ตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้น เรายังคงหลักการเดิมคือการเลือกโดยตรงจากราษฎร เราทำกันมาแบบผสมผสาน เยอะนะครับ ถ้าท่านฟังท่านคำนูณดูท่านก็เห็นภาพนะครับว่าเลือกทุก ๕ ปีก็เคยมีมาแล้ว และที่ใช้อยู่ ณ ขณะนี้คือการเลือกครั้งเดียวและไปเกษียณที่อายุ ๖๐ ปี หลายท่านคงเห็นว่า ก็ใช้แล้วขณะนี้ แล้วกำลังจะกลับมาขอหารือในที่ประชุมแห่งนี้ว่าจะเลือกทุก ๕ ปี ผมขอเริ่ม อย่างนี้ก่อนนะครับว่าเราหนีคำว่าเลือกโดยตรงไม่พ้น แต่คงประหลาดไม่น้อยว่าถ้าเลือกแล้ว อยู่ยาวจะสมยุคสมัยคำว่าปฏิรูปแค่ไหน อย่างไร การเลือกโดยหลักสากลแล้วต้องมีวาระที่ พอเหมาะตามสมควร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งอายุ ๒๕ ปี มาสมัครและได้รับเลือก ถ้าตามกฎหมายที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ อีก ๓๕ ปีเขาถึงจะอายุ ๖๐ ปี วงจรอย่างหนึ่งที่ทาง กรรมาธิการเรารู้สึกจะไม่ค่อยสบายใจก็คือคำว่าการผูกขาด ๓๕ ปี หลายสิ่งหลายอย่างที่เรา สั่งสมกันมาวันนี้เปลี่ยนไปเยอะในวันข้างหน้า เราคงต้องกลับมาใช้ในหลักการเหมือนกันว่า เราจะทำอย่างไรที่จะไปตอบโจทย์คำว่าประชาธิปไตยของประชาชน นั่นหมายความว่าเรายัง คำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นใหญ่ และคงหนีไม่พ้นว่าระยะเวลาที่พอเหมาะ ที่ดูแล้วแตกต่างกับการเมืองอาชีพ ผมใช้คำว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นจริงแล้วกึ่งการเมืองนะครับ เพราะมาจากการเลือกโดยตรงของประชาชน ถ้าเป็นระบบราชการส่วนใหญ่ท่านเห็นไหมครับว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นพนักงานฝ่ายปกครองนั้นต้องสอบแข่งขันกัน แต่เป็นตำแหน่งที่ถือว่ามาจาก ประชาชนที่ไม่ต้องสอบแข่งขัน มาจากความนิยมในพื้นที่ของประชาชน เพื่อป้องกัน ความผูกขาด เอาสั้น ๆ ตรงนี้ ไม่ต้องการอยากจะให้มีการที่ทำงานแล้วออกยาก กระทรวงมหาดไทยเองก็พยายามที่จะมีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเหมือนกัน แต่ขณะนี้ไปได้แค่ผู้ใหญ่บ้านครับ ของกำนันนั้นยังไปไม่ถึง เรื่องเสร็จสิ้นมาเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นการประเมินผลปฏิบัติราชการ ของผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ ๔ ปีประเมินครั้งหนึ่ง กรรมาธิการของเรานั้นตระหนักว่า ๔ ปีนั้น บางสิ่งบางอย่างไม่ต่อเนื่อง และประเมินกันแบบไหน อย่างไร ได้เชิญผู้แทนจากกรมการปกครองหาข้อมูลกันดูแล้วครับว่าการประเมินนั้นบางสิ่งบางอย่าง ยังเริ่มต้น ยังเป็นเรื่องของการที่ให้นายอำเภอมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการชี้ผลประเมิน ซึ่งอย่าลืมที่มาครับ ที่มานั้นมาจากการเลือกโดยตรงของประชาชน ทำอย่างไรล่ะครับ หลักการนี้จะดำรงอยู่และไม่ลดคุณค่าของความเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการเลือก ของราษฎรโดยตรง ตรงนี้เองคือหลักที่ต้องกลับไปว่าไม่มีอะไรดีหรอกครับเท่ากับการที่จะ ฟังเสียงประชาชน และเป็นการที่อธิบายได้ครับว่าประชาชนเลือกคนเช่นใดก็ได้คนเช่นนั้น ท่านทั้งหลายอย่าไปห่วงว่าจะเป็นการเมืองที่ไปแข่งขันกับท้องถิ่นหรือไม่ ราษฎรในพื้นที่ เขาตระหนัก เขาทราบกันดีว่าเขาควรที่จะอยู่บทบาทอะไร อย่างไร เขาสนใจเรื่องการเมืองท้องถิ่น มีลู่วิ่งท้องถิ่นครับ แต่ถ้าเลือกที่จะมาอยู่ลู่วิ่งของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องมาทำงานนั้นไม่ใช่ในลักษณะการเมือง แต่มาเป็นงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข ไม่ว่า การเมืองฝ่ายไหนต้องทำหน้าที่เพราะเป็นตัวแทนของราษฎรประเภทหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ ตามกรมการปกครองแบ่งปันอำนาจมาให้ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ต้องการทำให้ท่านเห็นภาพว่า การเลือกโดยราษฎรโดยตรงนั้นเราหนีไม่พ้น แต่เพื่อคงคุณค่าของความเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจำเป็นต้องมีวาระครับ และแน่นอนว่ากระทบต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่ง อยู่ ณ ขณะนี้อย่างไร ชัดเจนนะครับ ไม่กระทบ เพราะเขาอยู่ตามกฎหมายเดิมนั้น ไปถึงอายุ ๖๐ ปี และจริง ๆ แล้วพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการต่อใบอนุญาตให้เขาด้วยซ้ำไป เพราะกฎหมายใหม่ที่เสนอเข้ามานี้การดำรงตำแหน่งนั้นไม่ได้คำนึงถึงที่อายุ ๖๐ ปีแล้วครับ ถ้ามีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชน ของราษฎรสมัครแข่งขันต่อได้ครับ และค่อนข้างได้เปรียบด้วยเพราะเขาเป็นรอยต่อที่หมดวาระเกษียณอายุ ถ้ามีคุณงามความดี ที่ประชาชนประทับใจก็มีโอกาสได้รับเลือกเข้ามาอีก ไม่ใช่เกษียณคือสิ้นสุดและไม่มีโอกาส ที่จะแต่งเครื่องแบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอีกเลย ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่น่าท้าทาย
ประการต่อมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องให้เหตุผลว่าวันนี้ ๗๔,๖๖๔ หมู่บ้าน และนั่นหมายถึงจำนวนคนที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ๗,๐๓๖ ตำบล นั่นหมายถึงจำนวนคนที่เป็นกำนัน เรากำลังปฏิรูป ๒๗ วาระ มีหลายเรื่องมากมายเลย เราจะประเมินผลการปฏิบัติราชการเขา ได้อย่างไร วันนี้กระทรวงมหาดไทยพยายามอย่างมากที่ต้องการให้มีการประเมินทุก ๔ ปี แต่ ๔ ปีเท่ากับ ๑ รัฐบาล ๑ วาระนะครับ นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายวันนี้อีก ๔ ปี หมดวาระ ถ้าพร้อมกันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ประเมินพร้อมกันครับ แต่แน่นอนละครับว่า การเข้าดำรงตำแหน่งหรือการประเมินบางทีไม่ไปตรงกันกับสิ่งที่เรียกว่าการวัดผลที่เกิด ความต่อเนื่องที่ทันท่วงที ทางกรรมาธิการเห็นว่า ๔ ปีนานไปครับ ๔ ปีนั้นอะไร ก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ นโยบายของรัฐบาลใหม่มาอาจจะไม่สอดคล้องกันเลยกับสิ่งที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นยึดถือปฏิบัติอยู่ และเลขอะไรล่ะครับที่เหมาะสม ก็นี่ครับเป็นข้อเสนอ ของกรรมาธิการว่าควรจะต้องมีการประเมินผลสำหรับบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ยังไม่เกษียณอายุนั้นขอทุก ๓ ปี ๓ ปีเตรียมตัวทัน ๓ ปีไม่ปั้นน้ำเป็นตัว ๓ ปีสามารถที่จะ วัดผลงานได้อย่างประจักษ์ชัด นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะถอดบทเรียนจาก ๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ๔ ปีประเมินครั้งหนึ่ง อาจจะดูแล้วไม่สมเหตุสมผล อาจดูแล้วเป็นภาระ ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เตรียมตัวมากเกินไป ๔ ปีนับงานไม่ถูก มีงานเข้ามา ๒๐ กระทรวง ๒๐๐ กว่ากรม แต่ถ้า ๓ ปีดำเนินการอย่างกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา และประเมินไป อย่างแนวความคิดของประชารัฐ ก็น่าจะมีเหตุมีผลมากกว่ากัน ผมก็คงอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อให้ท่านเห็นภาพแค่ว่า ๑. ไม่ได้กระทบต่อเรื่องสถานภาพ ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ ขณะนี้ เขาเกษียณ ๖๐ ปีเป็นการปลดล็อกเขา ที่ไม่สิ้นสุดตรงนั้น แต่มีโอกาสที่จะรับใช้ประชาชนต่อไปถ้าได้รับการเลือกเข้ามา หลักการเลือกทั่วโลกเหมือนกันครับ ต้องมีวาระที่ดี ๕ ปีนั้นไม่ซ้ำกับท้องถิ่น ไม่ซ้ำกับ ระดับชาติที่ ๔ ปีเลือกครั้งหนึ่ง อันเป็นอัตลักษณ์ที่น่าสนใจครับว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น เลือกทุก ๕ ปี ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะคะ ท่านแรก ท่านปรีชา บุตรศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดปทุมธานี และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ตลอดจนท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมอยากจะเรียนว่า ชีวิตของผมเติบโตมาตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ เป็นนายอำเภอ และเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และชีวิตราชการของผมคลุกคลีกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาถึงเกือบ ๔๐ ปี เพราะฉะนั้น ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นการพูดจากประสบการณ์ตรงของกระผม เป็นการพูดจากข้อเท็จจริง ที่ผมได้พบเห็นในอีกมุมมองหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ตรงกับกรรมาธิการ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า ผมอยากจะทำความเข้าใจเพิ่มเติม เราดีไซน์ (Design) หรือออกแบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เป็นผู้ปกครองท้องที่ ไม่ได้ดีไซน์ (Design) ให้เป็นนักการเมืองท้องถิ่น เราต้องการให้เป็น ผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ มีความสืบเนื่องในประสบการณ์การทำงาน มีการรักษากฎหมาย ระเบียบ มีการรักษาความเป็นธรรมกับราษฎร มีการรับปัญหาของประชาชนไปสะท้อนให้กับ นายอำเภอฟัง มีการปราบปรามโจรผู้ร้าย บริบทเหล่านี้เป็นบริบทที่สำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเราจะมองมิติเดียวว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่ได้ จริงอยู่ครับ กระทรวงมหาดไทยเรามีการพัฒนากฎหมายลักษณะปกครองท้องที่มาโดยตลอด ถ้านับ ถึงวันนี้ตั้งแต่ปี ๒๔๓๔ เรามีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาถึง ๑๒๖ ปีแล้ว เรามีการเปลี่ยนแปลง มาตลอดอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง ตั้งแต่การเลือก สมัยก่อนเลือกอย่างไรครับ ใครจะเอาผู้ใหญ่แดงไปอยู่ต้นไม้ทางขวา ใครจะเอาผู้ใหญ่ขาวไปอยู่ต้นไม้ทางซ้าย เขาเรียกว่าการเลือก ให้นายอำเภอไปเป็นคนเลือก ไม่มีการหย่อนบัตร แล้วก็ไม่มี ความแตกแยกในหมู่บ้าน อันนั้นเป็นสิ่งที่ทำมาเป็น ๑๐๐ ปีแล้วก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วก็ อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ อันนี้เป็นกฎหมายปี ๒๔๕๗ จนกระทั่งปี ๒๕๑๕ เขามี การเปลี่ยนแปลงที่บอกว่า เพื่อให้การดำรงอยู่ของตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ครบ ๖๐ ปี เหมือนกับระบบราชการทั่วไป จึงมีการแก้ไขให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นอยู่เพียงแค่ ๖๐ ปี แล้วต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๕ ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่บอกว่าให้มีวาระ ในการดำรงตำแหน่ง แล้วก็ให้มีการเลือกโดยตรงจากประชาชนในกรณีที่เป็นกำนัน แล้วปัจจุบันกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ปี ๒๕๕๑ ได้กลับไปใช้แบบเดิม ก็คือให้อยู่ ในวาระ ๖๐ ปี เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทำไมเราถึงมีการกลับไปกลับมากันหลายครั้ง มุมมอง ที่แตกต่างก็ดี การเมืองที่กดดันก็ดี พยายามที่จะเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นฐาน ทางการเมืองต่าง ๆ ก็ดี ก็ทำให้เกิดการแก้ไขกฎหมายลักษณะแก้แล้วแก้อีกกลับมากลับไป อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ผมก็อยากจะเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรามาดู การเลือกกำนันก็จะเห็นว่าการเลือกกำนัน พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ให้นายอำเภอเป็นประธาน แล้วก็ให้ผู้ใหญ่บ้านมาเลือกกันเอง แล้วก็เป็นตลอดชีวิต ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๖ กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับที่ ๒ ให้กรมการอำเภอแต่งตั้งกรรมการ ไม่น้อยกว่า ๓ คน มีนายอำเภอเป็นประธาน มีการสอบสวนผู้ใหญ่บ้านในตำบลเดียวกัน เลือกเป็นกำนัน อยู่ในวาระ ๖๐ ปี ต่อมาการแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๘๙ ให้กรมการอำเภอเป็นประธานประชุมผู้ใหญ่บ้านคัดเลือกผู้ใหญ่บ้าน คนหนึ่งเป็นกำนัน อยู่ตลอดชีวิต มา พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกกำนัน โดยให้รับสมัครจากผู้ใหญ่บ้านและให้ราษฎรเลือกกำนัน อยู่ในวาระ ๖๐ ปี แล้ว พ.ศ. ๒๕๑๑ ปัจจุบันก็มีการประชุม กลับไปประชุมเลือกแบบเดิมโดยให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเอง โดยเห็นว่า กำนันนั้นมีสถานะเป็นหัวหน้าผู้ใหญ่บ้าน การเลือกตั้งโดยตรงแต่ละครั้งใช้เงินมหาศาล เรามีถึง ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน ๗,๐๐๐ กว่าตำบล ถ้าท่านลองจินตนาการดูเลือกทุก ๕ ปี ท่านใช้เงินเท่าไร กับการที่อยู่เป็นครอบครัวเดียวกันเลือกกันแบบง่าย ๆ ผมถามว่า เอาผู้ใหญ่บ้านมาเลือกกัน ๑๐ คน กับเอาประชาชนเลือกทั้งตำบล ผมถามว่ามีการซื้อเสียงไหม ถ้าจะมีการซื้อเสียงก็ไม่ต่างกันหรอกครับ จะเลือกแบบไหนก็ซื้อทั้งนั้น อันนี้ผมคิดว่าไม่มีใคร ปฏิเสธได้ เพราะฉะนั้นจะถามว่าการเลือกโดยเอานายอำเภอเป็นประธานกับการเลือก โดยประชาชน จริงอยู่การเลือกโดยประชาชนอาจจะทำให้ผู้ใหญ่บ้านกับกำนันยึดโยง กับประชาชน ในมิตินี้อาจจะทำให้เกิดการเข้าไปพบประชาชนได้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ผมอยากจะเรียนว่าความเป็นมาเป็นอย่างนี้
ทีนี้ผมอยากจะเรียนในประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าบริบทการเป็นสถานะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในฐานะที่เป็นผู้ปกครองท้องที่ซึ่งต้องอยู่จนตลอดชีวิต นั่นก็เป็นอีกบริบทหนึ่ง กับบริบทของการเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เขาอยู่เป็นวาระ ๕ ปี มีความเป็นนักการเมือง นั่นก็อีกบริบทหนึ่ง มีความต่างกันอย่างไร ผมขออนุญาตเรียนอธิบายให้ท่านฟังสั้น ๆ การเป็นผู้ใหญ่บ้านสถานะเขานั้นเป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ เป็นผู้รักษากฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายที่ดิน กฎหมายป่าไม้ เขาเป็นผู้ช่วย เจ้าพนักงาน เป็นคนที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่ด้วย ความตรงไปตรงมา ไม่กลัวที่จะต้องไปเสียคะแนน กล้าที่จะชี้ผิด กล้าที่จะชี้ถูก อันนี้ความเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อเนื่องยาวนาน ประการที่ ๒ ความเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำเป็นต้องใช้ศิลปะ มีศาสตร์ มีศิลป์ มีประสบการณ์ ต้องรู้คน รู้พื้นที่ รู้งาน การรู้คนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การอยู่ยาว การอยู่นานต้องรู้ การเกิด การตาย นาย ก เป็นขี้ขโมยไหม ในหมู่บ้านมีใครติดยาเสพติด ในหมู่บ้านใครเป็นนักเลงอันธพาล ผู้ใหญ่บ้าน กำนันต้องรู้ แล้วก็สามารถที่จะเรียกมาว่ากล่าวตักเตือน สามารถที่จะมาทำให้เขาเลิก ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดีไม่ชอบได้ การรับรองบุคคล สมัยก่อนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นนายทะเบียนนะครับ เมื่อก่อนนี้ใครที่บอกว่าเกิดแล้วไม่รู้ว่าเกิดที่ไหนหรือเปล่า มีพ่อแม่ เป็นใคร ชื่ออะไร ต้องให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนันรับรอง ก็คือต้องรู้ถึงพ่อถึงแม่ รู้ถึงว่าเขาเกิด หมู่บ้านนี้จริงไหม ถ้าอยู่เป็นวาระท่านไม่มีทางรู้หรอกครับ โดยเฉพาะพวกชาวเขา บางที การให้สถานะชาวเขายิ่งมีความจำเป็น ต้องสอบสวนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องรู้เห็นการเกิด แม้กระทั่งหมอตำแย เพราะฉะนั้นเรื่องการรับรองสถานะบุคคลจำเป็นต้องรู้ลึก รู้ละเอียด รู้ถึงภูมิหลัง รู้ถึงคนต่างด้าวอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามา เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกับการรักษาความสงบ เรียบร้อยในประเทศ นอกจากรู้คนแล้ว การรู้พื้นที่แล้งที่ไหน ท่วมที่ไหน ดินที่ไหนควรจะ ปลูกอะไรเขาก็ต้องรู้ เรื่องรู้งาน แน่นอนครับ ความเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานนั้น ต้องดูแลเรื่องกฎหมายป่าไม้ ต้องดูแลเรื่องกฎหมาย ลักษณะปกครองท้องที่ ต้องดูแลที่สาธารณประโยชน์ ต้องดูแลที่ ส.ป.ก. ที่อะไรต่อมิอะไร เยอะแยะ รวมทั้งกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเขาจะต้องมีการสั่งสมประสบการณ์ จึงต้องมีการรู้งาน ประการที่ ๓ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องมีความเป็นกลาง มีความเป็นธรรม เพราะว่าเมื่อชาวบ้าน ทะเลาะเบาะแว้งกันเขาก็ต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างชาวบ้าน ผัวเมียจะแยกกัน ผู้ใหญ่บ้านเรียกมาให้คืนดีกันเขาก็คืนดีกันได้ เพราะฉะนั้นถามว่าถ้าท่านไปเลือกทุก ๕ ปี ท่านเป็นนักการเมืองท้องถิ่นไปแล้วผมว่าเขาไม่ฟังท่านหรอก เพราะฉะนั้นเรื่องของ ความเป็นธรรม เรื่องของความเป็นกลาง ก็มีความสำคัญในการเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วที่สำคัญประการที่ ๔ ก็คือผู้ใหญ่บ้าน กำนันนั้นต้องมีสภาวะผู้นำ ท่านเชื่อไหม เลือกบ่อย ๆ นี่การใช้เงินซื้อเสียงก็ดี ท่านใช้ใครไม่ได้เลย เราจะทำฝายประชาอาสาไปเรียกคน เกณฑ์คนมาแบบสมัยก่อนไม่มีทางทำได้ ก็เพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้เกิดจากความเชื่อถือ ความศรัทธาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นความเป็นผู้นำจึงมีความสำคัญ ผมขออนุญาตขอเวลาอีก พอสมควรนะครับ ทีนี้ถ้าเรามาดู
ช่วยกระชับด้วยนะคะ เพราะว่ามีหลายท่านค่ะ
ครับ บริบทของความเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมก็คิดว่า ถ้าเขาเป็นนักการเมืองท้องถิ่นเขาจะมุ่งสร้างคะแนนนิยม ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย ไม่กล้าใช้ระเบียบกฎหมาย นอกจากนั้นยังไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง มีความเกี่ยวเนื่อง กับการเมืองระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ซึ่งอาจจะมาครอบงำบทบาทสถานะ ถ้ามีการเลือก ทุก ๕ ปีก็จะเกิดลักษณะอย่างนี้ขึ้น อันนี้ก็อยากจะพูดให้ฟังคร่าว ๆ นะครับ ทีนี้ผมถามว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่เมื่อปี ๒๕๕๑ นั้นก่อให้เกิดผลดีอย่างไร ประการที่ ๑ ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะมีสถานะที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ ก็จะมีความกล้าในการที่จะรักษาหน้าที่ตามกฎหมาย ประการที่ ๒ ก็จะมีความต่อเนื่องในประสบการณ์การทำงาน และประการที่ ๓ ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะต้องมีความชัดเจนในการดูแลพื้นที่ รวมทั้งถ้าทำแบบนี้ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ในหมู่บ้านลดน้อยลง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ให้เขาอยู่ยาวอยู่นาน เขามีความมั่นคง ในตำแหน่งหน้าที่แล้วเขาก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชัดเจนขึ้น มีความกล้าที่จะปฏิบัติได้มากขึ้น ทีนี้ข้อเสนอของผม ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่เป็นวาระ ๕ ปี แต่ผมเห็นด้วยที่จะให้ดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง รวมทั้งทำหน้าที่อื่น ๆ แต่ว่า ทำอย่างไรที่จะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ปฏิบัติไม่ดี ปฏิบัติไม่ชอบออกจากตำแหน่ง ซึ่งมีระเบียบ มีวิธีการอยู่แล้วนะครับ เพราะว่า ประการที่ ๑ สามารถเข้มงวดกวดขัน เรื่องวินัย ตั้งกรรมการสอบสวนให้ออกก็ได้ ประการที่ ๒ จะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้มากขึ้น และประการที่ ๓ เรื่องของการประเมิน ผมคิดว่าการประเมิน เราปรับปรุงหลักเกณฑ์ได้ เช่น ให้มีภาครัฐส่วนหนึ่ง มีหัวหน้าส่วนราชการ ให้มีภาคประชาสังคม ส่วนหนึ่ง แล้วมีภาควิชาการที่อาจจะเป็นสถาบันการศึกษา ๓ ส่วนนี้ประกอบกันแล้วก็ให้มี การประเมิน นอกจากนั้นการฟังความคิดเห็นของประชาชนประกอบก็ควรจะต้องดูน้ำหนักว่า ประชาชนเห็นชอบกี่เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปไหม หรือประชาชนเห็นชอบแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อฟังแล้วน้ำหนักไปทางไหน นายอำเภอก็สามารถที่จะประเมินออกมา ได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเรื่องเกณฑ์การประเมินจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมคิดว่า เราปรับปรุงเกณฑ์การประเมินก็สามารถที่จะทำให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินสามารถออกจากตำแหน่งได้ เราไม่ต้องกลัวว่าเขาจะอยู่ยาวนะครับ ผมก็ขอสรุปแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ทางคณะกรรมาธิการด้านการเมืองได้เสนอ ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการสรรหากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว ซึ่งผมก็ได้แสดงความคิดเห็นไป หลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการสรรหากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งใช้ระบบการเลือก แล้วมีการตั้ง ไม่ใช่ระบบการเลือกตั้งเหมือนกับการสรรหานักการเมืองระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ซึ่งทราบกันดีโดยทั่วไป ผมใคร่ขอเท้าความถึงความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สักนิดหนึ่งนะครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปกครอง ท้องที่ ซึ่งประกอบไปด้วยตำบล หมู่บ้าน มีฐานะทั้งเป็นตัวแทนของราษฎรและทางราชการ ในขณะเดียวกัน เปรียบเสมือนแขนขาตามที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอ เป็นหูเป็นตา เป็นมือเป็นไม้และกระบอกเสียงของทางราชการ เพื่อประสานงานระหว่างราชการ กับประชาชนในระดับหมู่บ้าน ตำบลซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จิตวิญญาณของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้เป็นนักการเมือง ดังปรากฏในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ โดยทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งกำหนดลักษณะการปกครองท้องที่ของประเทศไทย ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล กิ่งอำเภอ และอำเภอ โดยมีหัวหน้าปกครองคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นั่นเอง โดยทางราชการเป็นผู้คัดเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจากบุคคลที่มีบารมีและประชาชน ในตำบล หมู่บ้านเคารพนับถือ และให้อยู่ในตำแหน่งจนสิ้นชีวิต ในอดีตที่ผ่านมา ส่วนระดับ กิ่งอำเภอและอำเภอมีข้าราชการมารับผิดชอบ ระบบการปกครองท้องที่ดังกล่าวได้มี การพัฒนาปรับปรุงมาตลอดเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับกาลสมัยจนถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่มีการกล่าวกัน ได้มีการปรับปรุงแก้ไขที่มาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยให้ผู้ใหญ่บ้าน ต้องได้รับการเลือกตั้งจากราษฎรในหมู่บ้านโดยตรง ส่วนกำนันมาจากการที่ผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้านในตำบลเลือกผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเป็นกำนัน แล้วมีวาระดำรงตำแหน่ง จนเกษียณอายุ ๖๐ ปี สำหรับครั้งนี้ผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการและการนำเสนอแล้ว ใคร่ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเป็น ๒ ส่วน
ส่วนแรก เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการเสนอการศึกษารายงานฉบับนี้ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อความเข้าใจอันถูกต้องของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และการสรรหากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ส่วนที่ ๒ จะเป็นความเห็นในหลักการและสาระของข้อเสนอตามรายงาน ต่อไป
ข้อสังเกตประการแรก ผมได้พิจารณาจากรายงานของคณะกรรมาธิการ ในหน้า ๒ บรรทัดที่ ๙ ที่ว่ามีข้อเสนอเกี่ยวกับนักการเมืองในระดับท้องถิ่น โดยมีสาระสำคัญ เพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีในระดับชาติ รวมถึงในระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นบุคคลที่มีจริยธรรม คุณธรรม รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็มีต่อไปอีกนะครับ ด้วยเหตุนี้ ทางคณะกรรมาธิการจึงได้เสนอเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาพิจารณาเสนอ ท่านประธานที่เคารพ สภาของเราเห็นว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น แล้วหรือครับ ผมไม่แน่ใจว่าเรามองว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นแล้ว เห็นแล้วชักไม่ค่อยแน่ใจ ได้พยายามอ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ในหมวด ๑๔ เรื่องการปกครองท้องถิ่น มาตรา ๒๔๙-๒๕๔ ก็ไม่ได้บัญญัติไว้ และเมื่อดูจาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ก็พบว่าบัญญัติไว้ในส่วนที่ ๒ มาตรา ๖๘ ว่าด้วยการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดและอำเภอ ส่วนของอำเภอให้เป็นไปตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งกฎหมายลักษณะปกครอง ท้องที่นี้เป็นการกำหนดที่มาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ในรายงานหน้า ๒ เช่นเดียวกัน ได้ระบุว่าการศึกษา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกับประเด็นข้อเสนอจากรายงานเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม ซึ่งผมได้เคยอภิปรายไปแล้วเมื่อครั้งก่อน การสรรหากำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่ โดยวิธีการเลือกตั้งเหมือนนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น แต่เป็นกระบวนการ ที่ให้ราษฎรเลือกและทางราชการแต่งตั้ง ซึ่งก็ปรากฏชัดในพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง ท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และหากจะพิจารณาหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ส่วนที่ ๒ มาตรา ๒๒๔ (๑) ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ไม่มีส่วนใดบัญญัติว่าต้องเลือกตั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเป็นห่วงครับ ที่จะพยายามสร้างหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ไปในทำนองเดียวกับนักการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการแปลความขัดต่อพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการปกครองท้องที่และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็น มรดกทางการปกครองที่ยิ่งใหญ่มีคุณค่าที่ปวงชนชาวไทยจะต้องหวงแหนรักษาไว้
ส่วนที่ ๒ ผมขอเสนอความเห็นและข้อเสนอหลักการและสาระต่อคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองรวม ๔ ประเด็น
ประเด็นแรก ประกอบด้วยการให้ราษฎรเลือกกำนันโดยตรง การกำหนดวาระ ของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงการเพิ่มประเด็น บทเฉพาะกาลเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพ จากการที่ได้ศึกษาและพบกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งในภูมิภาคมาตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เกือบ ๔๐ ปี ผมยอมรับว่าประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดนั้นมีการแก้ไขไปมา เหมือนหนูถีบจักร ซึ่งเกิดขึ้นกับยุคสมัยของรัฐสภาที่จะพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มิใช่ข้อเสนอใหม่อีก และเป็นที่ทราบกันว่า ถ้าเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ในประเด็นหลักเมื่อใดมักจะมีการยุบสภาหรือสภาสิ้นสุด แทบทุกครั้ง หลาย ๆ ท่านคงจะจำได้ดีโดยเฉพาะที่ได้ผ่านการเมืองมา ประเด็นแรก การเสนอให้มีการเลือกตั้งกำนัน ให้มีการเลือกกำนันโดยตรงจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ก็เคยมีในอดีต จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเองดังเช่นปัจจุบันนี้ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียประกอบกัน เช่นกำนันที่เลือกมาจากผู้ใหญ่บ้านด้วยกันเอง อาจทำให้ไม่ยึดโยงจากราษฎรในตำบล และอาจมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่าง ผู้ใหญ่บ้านกับกำนัน รวมทั้งไม่ได้รับการยอมรับจากราษฎรอย่างแท้จริงดังที่ปรากฏ ในรายงาน ผมคิดว่าเหตุผลดังกล่าว ทางรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยสามารถที่จะ ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้จากกลไกที่มีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการไม่ยึดโยง จากราษฎรในตำบล อาจจะไม่ใช่เป็นจุดอ่อนที่หลายฝ่ายเข้าใจกัน เนื่องจากกำนัน ก็ได้รับเลือกตั้งจากราษฎรในหมู่บ้านที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน การปกครองในหน้าที่กำนันนั้น กำนันมีหน้าที่บูรณาการการทำงานของผู้ใหญ่บ้านทุกคน ในตำบลเป็นหลัก ส่วนงานของหมู่บ้านต่าง ๆ ทางผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้มีหน้าที่ปกครองดูแลพื้นที่ และราษฎรในหมู่บ้านของตนโดยตรง และที่สำคัญที่สุด เมื่อไม่มีการเลือกตั้งโดยตรง จากราษฎรทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่บ้านด้วยกันในการแข่งขันกันเป็นกำนัน
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการกำหนดวาระของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านออกเป็น ๕ ปีนั้น ผมจำได้ว่าประเด็นนี้เคยมีการกำหนดไว้ก่อนแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ จนมีการแก้ไข ให้อยู่ในตำแหน่งจนครบ ๖๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เหมือนกับสมัยเริ่มแรกที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในประเด็นนี้ จากการศึกษาเสนอว่าควรกำหนดเป็นระยะเวลา ๕ ปี และแม้จะให้ กำนันเป็นต่อจนครบ ๕ ปี และให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นจนครบ ๖๐ ปีเสียก่อนจึงให้กำหนดวาระ มีผลบังคับใช้ในบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ การยกเหตุผลสนับสนุนหลักการดังกล่าว ถ้าอยู่นาน แล้วอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน มีแนวโน้มผูกขาดการดำรงตำแหน่ง เกิดการสะสมอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวอาจถูกหักล้างจากเหตุผลของผู้ที่สนับสนุน ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่มีวาระและอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนครบ ๖๐ ปี จึงใคร่ขอเสนอเหตุผล สนับสนุนดังนี้ครับ
ข้อ ๑ ผู้ดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีกฎหมายและระเบียบกำหนดการ ปฏิบัติงานและปฏิบัติตนทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าการประเมินผลการปฏิบัติงาน ทุก ๔ ปี วินัยของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านคล้ายข้าราชการพลเรือน การบริหารงานโดยนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด และการตรวจสอบจากราษฎรในพื้นที่การปกครอง ซึ่งมาตรการ เหล่านี้ทางผู้บริหารและประชาชนคงไม่ปล่อยไว้ หากกำนันผู้ใหญ่บ้านไร้ประสิทธิภาพ และสร้างความเสื่อมเสียให้กับพื้นที่
ข้อ ๒ ในการปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ราษฎรดำรงชีพ ด้วยความผาสุก ผู้นำระดับตำบลและหมู่บ้านจำเป็นต้องสั่งสมความดีเหมือนที่ ท่านผู้อภิปรายท่านแรกได้สนับสนุนแล้ว สร้างความดีและสร้างความศรัทธาแก่ประชาชน อย่างสม่ำเสมอซึ่งอาศัยเวลาในการสั่งสม หรือการที่จะมีกฎหมายอย่างเดียวให้อำนาจ ไม่เพียงพอสำหรับการปกครองตำบล หมู่บ้าน จะต้องสั่งสมความดีและบารมีถึงจะได้รับ การยอมรับนะครับ
ข้อ ๓ การให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ปฏิบัติงานจนครบ ๖๐ ปี ทำให้มีกำลังใจ ในการทุ่มเทการทำงานและดูแลราษฎรอย่างเต็มที่ กล่าวคือ ตรงกับหลักประชารัฐที่กำหนด ไว้ว่าให้มีทั้งงานและความสุขของราษฎรโดยไม่ต้องมุ่งหาเสียงเหมือนนักการเมืองที่ยึดหลัก ประชานิยมซึ่งต้องใช้เวลาหาเสียงมากกว่าผลงาน
ข้อ ๔ ไม่สร้างความแตกแยกของคนในหมู่บ้านทุก ๕ ปีเหมือนการเมือง ในระดับท้องถิ่นที่เป็นอยู่ และยังสามารถสมานความแตกแยกของการเมืองระดับท้องถิ่น ได้อีกทางหนึ่งด้วย หลายท่านคงจำได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ มีการกำหนดวาระ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ๕ ปี เกิดปัญหาความแตกแยกหวาดระแวงขึ้นในตำบล หมู่บ้านเป็นอย่างมาก ท้องที่ ท้องถิ่นไม่สามัคคี แบ่งพรรคแบ่งพวกกันในระดับหมู่บ้าน เกิดความแตกแยกจนต้องมี การแก้ไขในปี ๒๕๕๑ ครับ
ข้อ ๕ ทำให้ลดการเลือกตั้งในตำบล หมู่บ้านได้ รวมทั้งประหยัดงบประมาณ อย่างมหาศาลในการดำเนินการเลือกตั้ง เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปรายท่านแรกกำหนด ให้ทราบแล้วว่าผู้ใหญ่บ้านมีทั้งหมด ๗๔,๖๖๔ คน กำนัน ๗,๐๓๖ คน ถ้าเลือกตั้งบ่อย ๆ อะไรจะเกิดขึ้น
ประเด็นที่ ๓ การประเมินผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งประเมินว่า ควรให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านประเมิน ๔ ปีต่อครั้ง กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดระเบียบไว้แล้ว จึงไม่สมควรที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และการเสนอให้มีการประเมิน ๓ ครั้งต่อปี เป็นกรณี ปกตินับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป อาจจะกระทบต่อความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้
ประเด็นที่ ๔ ข้อเสนอในบทเฉพาะกาล กำหนดให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ้นตำแหน่งตามข้อเสนอใหม่เป็นวาระ ผมเห็นว่ามีความลักลั่นไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอาจจะเกิดความสับสน
ท่านประธานที่เคารพ ที่กล่าวมานี้ซึ่งประกอบไปด้วยข้อสังเกตและความเห็น ๔ ประเด็น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นข้อมูลที่ทางกรรมาธิการด้านการเมืองจะได้รับไว้ พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะนี้ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่สนองนโยบาย ของรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถตามหลักประชารัฐ รวมทั้งการสร้างความปรองดอง ของคนในชาติซึ่งดำเนินการอยู่ ประกอบกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่นักการเมืองระดับท้องถิ่น และไม่ได้มีการสรรหาโดยการเลือกตั้งตามที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอ ผมเห็นว่าไม่น่าจะ เป็นประเด็นในการปรับปรุงระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโดยการแก้ไขกฎหมายลักษณะปกครอง ท้องที่แต่ประการใด ทั้งหากมีปัญหาเกิดขึ้นก็มีกฎหมายและระเบียบที่ทางรัฐบาลสามารถ ใช้แก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว และเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการบริหารราชการ แผ่นดินมากกว่าด้านการเมือง ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสุรินทร์นะคะ ท่านสุรินทร์ท่านมี เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หลายหน้า ดิฉันขอความกรุณาท่านช่วยกระชับเวลาให้ด้วย เพราะมีผู้อภิปรายอีกหลายท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ สมาชิก สปท. ๑๗๓ กราบเรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ รวมทั้ง สปท. ทุกท่าน ครับ หลักธรรมบอกไว้ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีใครสามารถที่จะก้าวล่วงอันนี้ไปได้ แต่เรื่ององค์กรของชาติบ้านเมืองผมว่าไม่ใช่อย่างนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และต้องพัฒนาต่อไป พัฒนาอย่างไร พัฒนาให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล เชื่อว่าใช้ได้
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ผมจะนำเสนอท่านอันนี้เป็นภาพพระราชวัง บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านอาจจะแปลกใจ เขากำลังพูดกันเรื่องจะเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเอาภาพนี้ขึ้นมาให้ท่านชม ท่านใดที่ยังไม่เคยไป ก็ไปชมนะครับ น่าชมมากครับ ภาพต่อไปครับ วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร บางปะอิน ก็สวยงามอีกเช่นเดียวกันครับ ท่านไปดูสถาปัตยกรรมที่สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพต่อไปครับ ผมขออนุญาตกราบน้อมนำพระฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อัญเชิญมาเพื่อเป็นมิ่งขวัญของพวกเราชาว สปท. และประชาชนคนไทยนะครับ พระองค์ ทรงโปรดให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนันครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๓๕ ท่านประธานกรรมาธิการครับ ผมอยากฝากกรรมาธิการว่ากำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่เลือกตั้ง เป็นคนแรกของประเทศไทย ชื่อนายจำรัส รัตนกุล ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศจนเป็น พระยารัตนกุลอดุลยภักดี ที่บางปะอินไม่ใช่เฉพาะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ของประเทศไทยด้วยการเลือกตั้งนะครับ ยังมีโฉนดฉบับแรกของประเทศไทยออก ในสมัยนี้ เนื้อที่ ๙๑ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา ผมมีชื่ออยู่ ท่านไปหาเอาบ้างเพื่อให้ท่าน ได้ทำการบ้านว่าเป็นชื่อของท่านใดนะครับ ต่อมาครับ เกรงว่าประชาชนจะลืมไป หรือผู้ใหญ่บ้าน กำนันจะลืมไป นี่คือกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่านแรก ต่อไปครับ เป็นภาพของกระทรวงมหาดไทย ก็เกรงว่าท่านจะลืม พระรูปท่าน ก็อยู่ข้างหน้า นี่คือหน้ากระทรวงมหาดไทย ต่อไปครับ สมัยโบราณข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ใส่หมวกกะโล่แบบนี้ ผมไม่ทัน มาใส่หมวกกะโล่อีกแบบหนึ่งแล้ว ต่อไปครับ นี่หน้าตา ผมต้องขออภัยท่านที่อยู่ในรูปนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าใคร ผมเอามาจากในพับบลิก (Public) ที่เสนอกันอยู่ คือแต่งกายสมัยโบราณ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็ทำนองอย่างนี้ แล้วก็มีย่ามเล็ก ๆ สะพาย ไม่มีกระเป๋าหลุยส์อะไรถือให้โก้แล้วแพงด้วยนะครับ เขาก็ใช้แบบนี้กัน ต่อไปครับ ยุคใหม่มาต้องแขวนพระ แต่ผมไม่บอกว่าพระอะไร ผู้ใหญ่บ้าน กำนันสมัยโบราณ เขาจะเป็นแบบนี้ ธรรมชาติ ๆ นะครับ ต่อมาก็มีเครื่องแบบตามรูป ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็หน้าตาเป็นอย่างนี้ ก็ต้องขออภัยอีกเหมือนกันนะครับ ก็เอามาจากรูปที่ปรากฏ ในสาธารณชน ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ให้มาดูว่ามีวิวัฒนาการที่ผมบอกแล้ว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และต้องพัฒนาต่อไป คณะกรรมาธิการก็กำลังจะพัฒนา แล้ว พ.ร.บ.ที่ท่านว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เขาก็กำหนดหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ๔ ข้อ แต่พอสรุปได้ง่าย ๆ ผมจะอ่านให้ท่านฟังอีกอันหนึ่งก็คือว่า ในภาพต่อไป ผมว่าบางทีก็ทันสมัย บางทีบางอย่างก็น่าจะพัฒนาต่อไปได้แล้ว หน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านกำหนดไว้ว่า การตรวจตรา รักษาความสงบเรียบร้อยในตำบล ใหญ่โตนะครับ ให้ราษฎรปฏิบัติตามกฎหมายการป้องกันภัยอันตราย ไม่ต้องมีกรมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ผู้ใหญ่บ้าน กำนันท่านจัดการหมด ส่งเสริมความสุขของราษฎร รับเรื่องความเดือดร้อนของ ราษฎรแจ้งทางราชการ รับแล้วไปแจ้งทางราชการ และรับข้อราชการประกาศแก่ราษฎร หรือที่จะดำเนินการให้ตามกฎหมาย เช่น การตรวจ การเก็บภาษีอากร เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่แล้ว รวมทั้งการปกครองผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน งานสมัยโบราณนี้ ใหญ่โตมากนะครับ กว้างขวางเป็นแม่น้ำทีเดียว ภาระมากเชียว ทีนี้ถามว่าแล้วผมเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับที่ท่านเสนอในวันนี้หรือไม่ ผมอยากจะให้ไปดูข้อเสนอของผม แล้วผมจะ ขออภิปรายภายใน ๑๐ นาทีให้ท่านเห็นครับ คนเราถ้าอยู่นาน ๆ ภาษาบ้านนอกเรียกรากงอก ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีแค่อายุ ๖๐ ปีของตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วท่านลองคิดดูเมื่อ สมัยโบราณเลือกตั้ง แล้วต่อมาก็ไม่เลือกตั้ง แต่งตั้ง จะเรียกอะไรก็ตาม ให้ได้มาก็แล้วกัน แล้วก็กลับไปกลับมา เมื่อปี ๒๕๔๙ มีปฏิวัติก็กลับไปเหมือนเดิมอีก แล้วจริง ๆ ผมอยากกราบเรียนว่าตำแหน่ง หน้าที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในบางส่วน หรือถ้าพูดถึงพื้นที่ประชาชนแล้วก็ไปทับซ้อนกับ อบต. ไปทับซ้อนกับ อบจ. ก็ต้องคิดให้หนักว่าเราจะพัฒนาไปทางไหน เมื่อปี ๒๕๓๕ เรามี การเสนอพระราชบัญญัติ อบต. ขึ้นมา แล้วบอกว่าจะยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พอถึงเวลาให้ อยู่หมดเลย ทั้ง อบจ. ก็อยู่ เทศบาลก็ยังอยู่ อบต. ก็ยังอยู่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนันก็ยังอยู่ ผมเป็นประชาชนก็งงเหมือนกัน จะฟังใคร ฟังเรื่องไหน ผมยังคิดว่า ๖๐ ปีน่าจะเหมาะสมแล้ว ข้อ ๒ ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันโดยตรง ปัจจุบันนี้มาตรา ๓๐ ที่ท่านแก้อยู่ แล้วก็ไป ๆ มา ๆ กำนันมาจากผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเอง ยกตัวอย่างกำนันแถวบ้านผม มีผู้ใหญ่บ้าน ๗ คน ถ้า ๔ คนเลือกนายสุรินทร์ สุรินทร์ก็เป็นกำนันไป ถ้าเอาจนถึง ๖๐ ปีก็ต้อง ๖๐ ปี ถ้า ๖๐ ปีแล้วยังต่ออีกก็เลย ๖๐ ปีอีก ถ้าแก้พระราชบัญญัติ สมมุติว่าผมเป็น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ ผมก็ยังเป็นผู้ใหญ่บ้านอีก ถามผมว่าผมคิดอย่างไรครับ น่าจะให้ประชาชน เลือก แต่ต้องมีคุณสมบัติว่าคนที่จะเป็นกำนันต้องเคยปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านมาสัก ๑ วาระ ๕ ปี ให้ได้เรียนรู้ว่าการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นอย่างไร ความเดือดร้อนของประชาชน เป็นอย่างไร เข้าถึงประชาชนไหม ถ้าเขายังเลือกต่อมาก็ถือว่าเป็นกำนันได้ แต่ไม่ใช่ว่า เป็นผู้ใหญ่บ้าน ๑ เดือน ๒ เดือน ครึ่งปี แล้วก็บอกเลย ๔ คนเลือกผมนะครับ จะด้วยวิธีไหน ก็ตามใจเถอะครับ แล้วผมก็ได้เป็นกำนันทั้ง ๆ ที่เพิ่งมีประสบการณ์ได้ ๒-๓ ปี ก็มีเยอะแยะให้เห็น ซึ่งทำให้ประสบการณ์ความเชื่อถือก็น้อยลง ความแตกแยกก็มีมากขึ้น ตามที่ท่านเสนอแก้ไข มาตรา ๓๐ ผมก็เสนอมาเสริมท่านแต่ว่าผมเห็นต่างมุมของท่าน ๓. ให้วาระการดำรงตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านและกำนันคราวละไม่เกิน ๕ ปี ผมเห็นด้วยตามมาตรา ๓๐ นะครับ ๔. คุณสมบัติ ผู้ที่จะสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี เดิม ๒๕ ปี ผมไม่เห็นด้วยครับ ยังเด็กเยาว์วัย บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ผมคิดว่าความสมบูรณ์ประสบการณ์ยังน้อย ๓๕ ปี ผมเอามาจากไหน ส.ส. ครับ ถ้าเป็น ส.ส. ก็ต้อง ๓๕ ปี ผมอยากจะให้พัฒนาขึ้นไปว่า จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ก็ ๓๕ ปี ถ้า ๓๕ ปี เป็นอีก ๕ ปี ก็เป็นกำนันอายุ ๔๐ ปี ๔๐ ปี ถ้าประชาชนเลือกไปเรื่อย ๆ อายุ ๖๐ ปี เป็น ๔-๕ สมัย ผมว่าน่าจะเหมาะสม เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วยในหลายอย่าง แล้วก็ไม่เห็นด้วยในบางอย่าง ผมมองต่างมุมนะครับ กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดี ถ้าเลือกโดยไม่มีอามิสสินจ้าง หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยเงินทอง หรือจ้างวาน ผมคิดว่า การเลือกตั้งก็บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็จะทำให้ได้คนดีครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านสุรินทร์มาก ๆ ค่ะ ท่านทำเวลาได้เสร็จก่อน ๑๐ นาที ขอบพระคุณมากจริง ๆ เพราะมีอีกหลายท่านค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการด้วย แต่ว่าได้ขออนุญาตท่านประธาน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองว่าผมขอพูดต่างหาก แต่ว่าก่อนอื่น ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนะครับ เพราะว่าเป็นการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าของการที่จะเป็น สังคมประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นแล้วก็ท้องที่ ไปได้แค่นี้ในยุคปฏิรูป สำหรับผมก็เป็นที่พึงพอใจ แต่ก็ยังคาดหวังอยู่ว่าในอนาคต อันใกล้เราจะได้มีการกระจายอำนาจสุดซอย เดี๋ยวผมจะกล่าวว่าสุดซอยนั้นคืออะไร แต่ว่า ขอกลับมาที่ประเด็นแรก ผมอยากจะขอพูดอย่างนี้ครับว่า การจะอ้างล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ อย่างพร่ำเพรื่อคงจะเป็นการมิบังควร สปท. ๘/๒๕๖๐ นิ ษำ ๖ ๘ / ๑ เพราะว่าบริบทของสังคมไทยช่วงนั้นยุคอาณานิคม กับ ณ วันนี้สังคมเสรีประชาธิปไตย ไม่เหมือนกันนะครับ ช่วงนั้นเราต้องการที่จะกระจุกตัวอำนาจอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของรัฐไทย เพื่อความอยู่รอด เราต้องสู้กับความท้าทายที่มา จากลัทธิอาณานิคม แต่มาวันนี้เป็นสังคมประชาธิปไตย เรากำลังจะเริ่มกลับสู่สังคม ประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม และที่สำคัญ เป็นเรื่องของการให้ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการเป็นเจ้าของประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และที่สำคัญคืออย่างนี้ครับ ผู้ใหญ่บ้านและกำนันจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยปวงชนชาวไทย การที่จะพร่ำเพรื่อตีความว่าเป็นนักการเมือง ก็แน่นอนว่านักการเมือง พรรคการเมือง การเมือง เป็นศัพท์เลวร้าย ณ วันนี้ เอาทิ้งไว้ตรงนั้นก่อนขอทะเลาะโต้เถียงกันทีหลัง แต่ว่าผู้ใหญ่บ้านและกำนันเขาเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ผมคิดว่าอันนี้เป็นตำแหน่ง อันมีเกียรติศักดิ์ศรีสูงส่ง แต่ไม่ต้องไปพูดว่าเขาเป็นนักการเมืองหรือไม่ เขาเป็นผู้แทน ของประชาชน แล้วถ้าเผื่อเขาได้รับเลือกมาจากประชาชนแล้วงานที่เขาได้ทำมาตอนที่เขา ไม่ได้รับการเลือกตั้งที่เพื่อนสมาชิกอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ๒ ท่านได้กล่าวมาก็ไม่เห็น มีปัญหาอะไร การเป็นลูกน้องผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอแล้วก็ทำมา ๑๐๐ อย่างก็ทำไป ๑๐๐ อย่าง แต่คราวนี้จะทำในฐานะผู้แทนของประชาชนที่หมู่บ้านและที่กำนันก็โก้เก๋ดีครับ ก็ทำเหมือนเดิมไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่ที่สาระเนื้อหาของงาน อยู่ที่ว่าเขาเป็นผู้แทนของประชาชน ผมขอเสนอเพิ่มไปอีก แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้าที่ อะไรที่จะมาเซ็นคำสั่งแต่งตั้งเขาในเมื่อประชาชนได้แต่งตั้งเขาแล้วด้วยการลงคะแนน เรื่องก็ควรจะเคลื่อนไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ให้ออกบัตรมาว่าเขาได้รับการเลือกตั้ง แล้วก็มีความเห็นชอบยืนยัน เขาก็เป็นกำนัน เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ในระดับท้องที่อย่างสมบูรณ์แบบ อันนี้เป็นข้อที่ ๑ ที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นข้อคิด ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต้องเข้ามายุ่ง คราวนี้ไปอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญกว่า คือไหน ๆ ก็ได้เลือกผู้ใหญ่บ้านแล้วก็กำนันแล้ว ผมขอเสนอเป็นข้อคิดต่อคณะกรรมาธิการด้วยไปกัน สุดซอยเลย ผมขอเสนอให้มีการเลือกนายอำเภอแล้วก็เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ขณะเดียวกันก็เลือก อบจ. อบต. เทศบาล เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่เป็นแบบ สปท. ๘/๒๕๖๐ นิ ษำ ๖ ๘ / ๒ ประเทศไทย ที่เป็นคล้าย ๆ กับอินทรีย์ ๒ หัว เหมือนสัญลักษณ์ของรัสเซีย คือครึ่งหนึ่งก็มา จากส่วนกลางผ่านกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ไล่ลงไปจนถึงผู้ใหญ่บ้านที่ว่ากันมา อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการเลือกตั้ง อบจ. อบต. อปท. ถึงเวลาแล้วในยุคปฏิรูป แล้วเรา อยากจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบเราต้องตัดสินว่าการเมืองท้องถิ่นท้องที่ทั้งหมดจะต้อง มาจากการเลือกตั้ง ในเมื่อการเมืองส่วนกลางจะมีรัฐสภา มีคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนจะเรียกอำเภอเป็นเทศบาลหรืออะไรอันนั้นเป็นเรื่องของภาษา แต่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมาจากการเลือกตั้ง นายอำเภอเช่นกัน แล้วก็ไล่มาจนถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นั่นเป็น ประเด็นที่ ๑ คราวนี้คำถามต่อไป แล้วจะทำอย่างไรกับกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่กระทรวง ปกครองอีกแล้วเพราะว่าเราพูดถึงประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจ อำนาจอยู่ที่ ประชาชน เขาเลือกผู้แทนเข้ามาระดับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาก็คอยสั่งไปสิครับ ให้ ๔ องค์กรเหล่านี้ที่มาจากการเลือกตั้งทำงานไป แล้วอนาคตของ กระทรวงมหาดไทยจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยที่สืบทอดเจตนารมณ์มา ตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคม ก็ขอเสนอไปเลยว่าควรจะทำ ๒ อย่าง คือเป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงภายใน ของสหรัฐอเมริกาเขาใช้คำว่า โฮมแลนด์ซีเคียวริตี (Homeland Security) แล้วของอังกฤษเขาใช้คำว่า โฮมซีเครตแทรี (Home Secretary) หรือว่าโฮมมินิสทรี (Home Ministry) เรื่องของความเคลื่อนไหว เพราะตอนนี้มีอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามา อยู่ในประเทศไทยต่าง ๆ มากมาย เรื่องของดาต้า (Data) ข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหว ของคนเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องการป้องกันความมั่นคงภายใน แล้วก็อาจจะมีหน่วยงาน ข่าวกรองต่าง ๆ ของสันติบาล ของทหารเข้ามาประสานงานด้วย เรื่องความมั่นคงภายใน เป็นเรื่องที่สำคัญในยุคโลกาภิวัตน์ของการก่อการร้ายและการสู้รบที่ไร้พรมแดน อีกส่วนหนึ่งของกระทรวงใหม่ ของกระทรวงมหาดไทยในรูปใหม่นั้นก็จะต้องมีบุคลากรระดับ ศูนย์อย่างน้อย ๗๐ กว่าคน ๑๐๐ คน ที่จะเป็นผู้ประสานระหว่างรัฐบาลกลางคือที่ ทำเนียบรัฐบาลหรือว่าคณะรัฐมนตรีลงไปประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในอนาคตที่จะมาจาก การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมสามารถที่จะทำให้ข้าราชการซี ๑๐ ของกระทรวงมหาดไทย ในปัจจุบันนั้นยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปและอยู่อย่างสมเกียรติแล้วก็มีงานสำคัญ แต่ไม่ต้องเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นข้าราชการประจำอีกแล้ว เพราะเราต้องการที่จะเป็นสังคม ประชาธิปไตยเต็มใบ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง และเราจะต้องมีความภูมิใจที่สำคัญ และมีความเชื่อมั่นในตนเองเมื่อประชาชนเขาเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกนายอำเภอ เลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาเป็นเจ้าของประเทศในขณะเดียวกันเราก็จะมีกระบวนการ ของการเปิดเผยข้อมูลเรื่องของการตรวจสอบ เรื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ผลประโยชน์ทับซ้อน ประชาชนจะมีเครื่องมือมากมายมหาศาลในการที่จะให้นักการเมืองหรือผู้แทนราษฎร ทุกประเภททุกระดับนั้นอยู่ในร่องในรอย เราจะมาอ้างว่าการเมืองมีการโกงกินเราก็พูดได้ เพื่อที่จะรักษาอำนาจไว้ที่ส่วนกลางแล้วก็ยังเป็นประเทศกึ่งเผด็จการต่อไป อันนี้ไม่เป็นที่รับได้ ถ้าเผื่อเราคิดอย่างนี้อยู่แล้วเราไม่เปลี่ยนที่เรียกว่าไมนด์เซต (Mindset) ระบบความคิดว่า ประชาชนจะมีความสามารถในการปกครองตนเองและสามารถที่จะควบคุมตัวแทนของเขาได้ ประเทศไทยก็สามารถที่จะไปรอดได้ เราต้องคิดและต้องเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของคนไทย และขีดความสามารถ ๘๕ ปีเราก็มาไกลแล้วครับ อย่างน้อยหลาย ๆ ครั้งเราสามารถที่จะ ขจัดเผด็จการในรูปแบบรัฐสภานอกสภามาได้เราก็ยันทัพมาได้ตลอด และวันนี้เรากำลัง ร่วมมือร่วมใจในการที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเราต้อง ร่วมมือร่วมใจกันครับ แต่ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลองและพูดกันเรื่อง ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปี หรือเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วที่อำนาจยังกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางแล้วก็อ้างโน่นอ้างนี่ อันนี้เป็นสิ่งที่ผม รับไม่ได้ขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันขอเชื้อเชิญกันมาทำงานร่วมกันในการที่จะ ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่มีการกระจายอำนาจและให้อำนาจ ต่อประชาชนอย่างสมบูรณ์ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบพระคุณท่านกษิตมากค่ะ ต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขออภิปรายหรือตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบเรียนว่ารายงาน ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ทำได้ดีมากในความเห็นผม กระชับ อ่านเข้าใจง่าย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมีการจัดทำข้อดีและข้อเสียอย่างตรงไปตรงมา กระผมมีคำถาม ๑ คำถาม และข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกต ๑ ประเด็น คำถามที่จะเรียนถามคณะกรรมาธิการ อ่านจาก รายงานบอกว่ามีการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกรมการปกครอง สำนักบริหาร การปกครองท้องที่ ก็จะขอเรียนถามว่า ๒ หน่วยงานข้างต้นนั้นได้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรบ้าง ลำดับต่อไปเป็นข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตนะครับ กระผมจะไม่กล่าวถึง หรือไปแตะหลักการนะครับ แต่จะขอมีข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอเรียนว่าเหตุผลนี้นะครับ จะไปปรากฏในราชกิจจานุเบกษา หากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจนไปสู่ การตราเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ จากประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับการยกร่างกฎหมาย ถ้าไม่จำเป็นคือจะหลีกเลี่ยงการเขียนเหตุผลในเชิงลบหรือในเชิงตำหนิวิจารณ์ อันนี้ถ้าเป็นไปได้ ซึ่งได้ดูในเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จากรายงานมีประเด็นต่าง ๆ ซึ่งกระผม มีความเห็นว่าหากมีการเรียบเรียงขึ้นมาใหม่จะทำให้ดูดีหรือได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นดังนี้ อย่างเช่นในเหตุผลคำว่า การผูกขาดการดำรงตำแหน่ง การสั่งสมอิทธิพลในพื้นที่ การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็มีประโยคบอกว่า จึงทำให้กำนัน ไม่เป็นที่ยอมรับจากราษฎรอย่างแท้จริง ถ้าเหตุผลยังเขียนในลักษณะนี้ก็จะมีการบันทึก ปรากฏอย่างชัดเจนในราชกิจจานุเบกษาตลอดไป และเวลามีท่านใดหรือหน่วยงานใดจะต้องใช้ ราชกิจจานุเบกษานี้หยิบขึ้นมาเหตุผลนี้จะปรากฏอยู่ท้ายหมายเหตุของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตลอดไป ก็มีความเห็นหรือข้อสังเกตว่าหากคณะกรรมาธิการได้กรุณาเรียบเรียงใหม่ ให้นิ่มนวลยิ่งขึ้น ให้มีลักษณะมีมิตรไมตรี อันนี้ผมว่าก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นนะครับ กระผมขอจบคำถามและข้อเสนอแนะแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ที่ปรึกษานายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดชุมพร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านไพฑูรย์อยู่ไหมคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกลำดับ ๑๑๑ กระผมขออภิปรายและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เกี่ยวกับข้อเสนอประกอบการพิจารณาแก้ไข พระราชบัญญัติปกครองท้องที่เกี่ยวกับวาระของกำนันและผู้ใหญ่บ้านครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่นักการเมือง เพียงแต่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับ การเลือกจากพี่น้องประชาชนจากหมู่บ้านและให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ท่านประธานครับ กระผมยังเห็นว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านควรจะต้องมีวาระ ๖๐ ปี ส่วนเรื่อง ที่ผู้ใหญ่บ้านเลือกกำนัน ส่วนนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเพียงไม่กี่คน และมาเลือกกำนันให้เป็นผู้นำ จากการที่มีการเปลี่ยนแปลงสมัยนั้นผมเห็นว่าในจุดประสงค์ ดีมาก เพราะว่าต้องการให้กำนันเป็นผู้นำในตำบลจึงให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกำนัน แต่ในที่สุด ปรากฏว่าถ้าหากว่าตำบลนั้นมีผู้ใหญ่บ้านสัก ๙ คน คนที่อยากจะเป็นกำนันก็ไปซื้อสิทธิของ ผู้ใหญ่บ้านอีก ๔ คน ตัวเองก็ได้รับเลือกเป็นกำนันในตำบลนั้น ส่วนวาระของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ทางกรรมาธิการเสนอบอกว่าไม่กระทบต่อกำนันหรือต่อผู้ใหญ่บ้าน เพราะผู้ใหญ่บ้านสามารถ อยู่ในตำแหน่งได้อีกจนครบวาระ ๖๐ ปี หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การเลือกตั้งระบบ ๕ ปี และบอกว่าเมื่อกำนันครบ ๖๐ ปีแล้ว เมื่อผู้ใหญ่บ้านครบ ๖๐ ปีแล้ว ก็สามารถที่จะเข้ามา ให้เลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ต่อไป ตรงนี้คน ๖๐ ปีที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านซึ่งต้องรับผิดชอบ ภารกิจมากมาย ท่านประธานครับ ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ช่วยนายอำเภอ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะเป็นพิเศษก็ได้ มีอำนาจในการจับกุม ในการป้องกันและปราบปราม ในการพัฒนา และอีกหลาย ๆ อย่าง ยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันถ้าอยู่ในวาระ ๕ ปี กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ในการปราบปรามจับกุมการพนัน ยาเสพติด ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ หรือส่วนต่าง ๆ อีก ท่านประธานครับ ถ้าหากว่า เขามีวาระแค่ ๕ ปี ผมว่าไม่มีผู้ใหญ่บ้านคนไหนที่จะกล้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการจับกุม เพราะอนาคตของเขาเมื่อ ๕ ปี เขาต้องพ้นวาระ เมื่อพ้นวาระแล้วกับการกลับเข้าสู่ตำแหน่ง ของเขานั้นเขาอาจจะไม่ได้รับการเลือกเข้ามาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้ง ก็ต้องแบ่งออกอย่างน้อย ๓ ฝ่าย คือฝ่ายที่ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายที่ไม่ได้รับเลือก เป็นผู้ใหญ่บ้าน และอีกฝ่ายหนึ่งก็คอยมองว่าฉันจะไปด้านไหน ความแตกแยกที่เกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ผู้ใหญ่บ้านก็จะไม่กล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการจับกุม เพราะเมื่อไร ที่เขาพ้นหน้าที่ในการปฏิบัติการเป็นผู้ใหญ่บ้านเขาก็ต้องโดนสกรัมแน่นอนในโอกาสต่อไป ยกตัวอย่างง่าย ๆ อีกประเด็นท่านประธานครับ ก็คือการเลือกตั้งในหมู่บ้านครั้งใด แม้กระทั่ง เลือกผู้ใหญ่บ้าน ๒ คน หมู่บ้านนั้นก็แตกเป็น ๒ ฝ่าย อยู่ ๆ มีการเลือกตั้งขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นระดับหมู่บ้านคือสมาชิกของ อบต. ก็แตกแยกอีก ท่านประธานครับ ถ้าเลือก ๔ คน ก็แตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย เลือก ส.จ. ก็แตกแยก เลือก ส.ส. ก็แตกแยก ทีนี้ถ้าหากว่ามีเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปอีกก็ยิ่งแตกแยก เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำหน้าที่ในการประนีประนอม เห็นพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านเกิดความแตกแยกก็เรียกมา ทำการประนีประนอมในเบื้องต้น ตรงนี้ถ้าหากผู้ใหญ่บ้านอยู่ต่อเนื่องก็สามารถที่จะสร้าง ไม่ใช่มีอิทธิพลนะครับ สร้างบารมีให้พี่น้องประชาชนในหมู่บ้านมีความเคารพ มีความรัก และใกล้ชิดประชาชน
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นให้กำนันอยู่ในวาระ ๕ ปี ส่วนนี้ผมก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะวาระ ๕ ปีในการปฏิบัติหน้าที่รู้สึกว่าน้อยไป จะอยู่ ๖๐ ปี หรือว่าจะเพิ่มวาระให้กับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเพิ่มขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่ง แต่ความเห็นส่วนตัวผมอยากให้เขาอยู่ ๖๐ ปีครับ
ประเด็นสุดท้าย เรื่องของการเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ประพฤติมิชอบ ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้มีประเด็นการตรวจสอบอยู่แล้วครับ มีการประเมินครับ การประเมิน เดี๋ยวนี้มีตัวชี้วัดหลายตัวที่ชี้วัดว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านสมควรที่จะอยู่ในวาระต่อไปหรือไม่ ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการได้โปรดเพิ่มเติมหลักของการประเมินที่จะให้ ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ดี ที่ทุจริต เป็นหัวคะแนนของนักการเมือง ส่วนนี้ครับ หาบทอะไรก็ได้ ที่มีอำนาจที่จะใส่ลงไปในการประเมิน หรือหลักการใด ๆ เพื่อเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ดี ให้พ้นวาระออกไปจากการเป็นผู้นำท้องที่ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านไพฑูรย์นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านธงชัย ลืออดุลย์ อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดนครราชสีมา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา คณะกรรมาธิการ ที่เคารพครับ ผม ธงชัย ลืออดุลย์ สปท. ลำดับที่ ๖๕ ก็คิดว่าจะนำเสนอในข้อเท็จจริง บางประการนะครับ เพราะคิดว่าฟังหลายท่านมาเนื้อหาสาระก็แทบจะครอบคลุม อยู่แล้วนะครับ
ประการแรก ผมอยากจะนำเสนอใช้หัวข้อสั้น ๆ ว่าอำนาจหน้าที่ ไม่เหมือนกัน แต่เราไปกำหนดให้มีที่มาแบบเดียวกัน ก็อธิบายได้ว่าอำนาจหน้าที่ หรือทุกวันนี้ที่ไปเขียนกันว่าเป็นหน้าที่อำนาจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมยกเฉพาะ เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย การรักษาความสงบเรียบร้อยมีกฎหมายเขียนไว้ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาในท้องที่ของตน ก็คือในหมู่บ้าน ตำบลของตน นี่ก็ต่างจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกันในพื้นที่ อบต. นี่ชัดเจนมาก ทีนี้นอกจากการสืบสวนคดีอาญา งานการข่าว งานยาเสพติด อย่างที่มีผู้อภิปราย หลายท่าน เมื่อผมรับราชการอยู่จุดหนึ่งในเขตเทศบาลนคร ไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เวลาจะบำบัดผู้เสพยาเสพติดเราหาตัวคนมาบำบัดไม่ได้ เพราะไม่มีเครือข่ายโครงสร้าง ระบบราชการที่จะเข้าไปถึงขนาดนั้น ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งก็กังวลว่าวาระต่อไปจะทำให้ เสียคะแนนในการเลือกตั้งซึ่งต้องมีขึ้นทุก ๔ ปี ผมยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งผมรับราชการ ในตำแหน่งหัวหน้ากิ่งอำเภอเทพารักษ์ ซึ่งแยกเอาท้องที่ตำบล หมู่บ้านที่ทุรกันดารที่สุด เวลาเลือกตั้งต้องเอาเครื่องบินปีกหมุนไปรับหีบบัตรเลือกตั้งกลับมานับคะแนนกัน แยกออกไป บนอำเภอมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอยู่ ๓-๔ คนแค่นั้นเอง ผมเป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอ สถานีตำรวจมีตำรวจทั้งหมด ๑๖ นาย ก็ต้องอยู่เวรวิทยุ อยู่เวรธุรการอะไร เหลือที่จะปฏิบัติ หน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยไม่ถึง ๑๐ นาย คนร้ายมันก็รู้ว่าแยกออกมาแล้วเป็นอย่างไร ปรากฏว่าทุกแรม ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ คนร้ายจะเข้าปล้นโค กระบือต้อนขึ้นรถสิบล้อวิ่งไปเลยทั้งคัน รวมทั้งลักทรัพย์พวกพริกตากใส่กระสอบไว้แล้วก็ไปไว้ในยุ้งฉางก็จะถูกตัดยุ้งฉางขนเอาไปเลย ทำอยู่อย่างนี้ครับ เรามีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แค่ไม่ถึง ๑๐ นายที่จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่สามารถที่จะเอาตัวคนร้ายมาได้ ในที่สุดผมต้องคุยกับหัวหน้าสถานีตำรวจ ก็เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาฝึกการใช้อาวุธ เพราะเป็นหมู่บ้าน อพป. อยู่ประมาณ ๓๘ หมู่บ้าน ใช้ปืนลูกซอง ๕ นัด ฝึกแล้วให้ความรู้ด้านกฎหมายว่ามีอำนาจแค่ไหน เพียงไร วิธีการที่จะเข้าจับกุม จัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด สุดท้ายเราได้ตัวคนร้ายที่ต้องตามกันไป เกือบถึงอำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ นี่ก็คือการแก้ปัญหาในท้องถิ่นทุรกันดาร เรายังต้องใช้ลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นผมจะยกแค่การสืบสวนหมายความว่าอะไร ถ้าท่านกลับไปอ่านตำรากันก็จะบอกเลยว่าแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่ออะไร รักษาความสงบเรียบร้อย ท่านไม่สามารถทำได้วันสองวันแล้วก็ไปรักษาความสงบเรียบร้อย ได้นะครับ เพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดมารับการลงโทษ ท่านทำได้ไหมครับ ถ้าท่านเลือก ทุก ๕ ปี มันต้องฝึกฝน ต้องเรียนรู้ วิธีการสืบสวนทำอย่างไร วิธีการที่จะไปเอาคนร้าย มารับการลงโทษ วิธีที่จะรักษาความสงบเป็นอย่างไร ในที่นี้มีผู้อภิปรายไปหลายตัวอย่างแล้ว ไม่เว้นแม้แต่การเกณฑ์ทหารในยุคสมัย ถ้าท่านไปดูนะครับ เวลาเยาวชนมาคัดทหาร จะตีกันทุกครั้ง ใครล่ะครับที่จะเป็นคนไปกำกับเยาวชน ก็กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นี่ละครับ ผมถึงบอกว่าภาระหน้าที่ต่างกันแต่จะให้มีที่มาเหมือนกัน ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยในการเลือก ทุก ๕ ปี เพราะเราต้องฝึกฝนต่อไป แล้วก็อยากจะชี้ให้ท่านเห็นว่าปี ๒๕๓๕ หลัง พ.ร.บ. ปี ๒๔๕๗ ใช้มา ๗๘ ปีนะครับ ไม่ใช่วันสองวัน ปี ๒๕๓๕ เรามาแก้ให้มีการเลือกตั้งเป็นวาระ คราวละ ๕ ปี แล้วก็ใช้มาจนถึงปี ๒๕๕๑ เป็นเวลา ๑๖ ปี แล้วทำไมถึงเปลี่ยนละครับ ท่านก็ไม่พูดเหตุผลว่าที่เขาเปลี่ยนปี ๒๕๕๑ เพราะอะไร ท่านพูดแต่เฉพาะปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๕๑ เป็นเพราะอะไร ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและประธาน กรรมาธิการ คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพนะครับ ผมเคยรับราชการอยู่ ๓ จังหวัด ภาคใต้ในช่วงเริ่มตั้งแต่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่เวลาบ่ายโมง จนถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๔ ยิงป้อมตำรวจ ๖ แห่งพร้อมกันที่มะนังดาลำ ที่บานา ปัตตานีนี่นะครับ ผมอยู่ในพื้นที่ทั้ง ๓ จังหวัด จนมาพ้นหน้าที่ปี ๒๕๔๘ จะเห็นกลไกเหล่านี้ว่าเราใช้ประโยชน์ต่างกันกับผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งเป็นวาระ ก็อยากจะขอนำเสนอข้อเท็จจริงให้ท่านได้นำไปทบทวนด้วยนะครับ
อีกประการหนึ่งที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนคือระบบการปกครอง บังคับบัญชา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแต่ไหนแต่ไรมาประชาชนเลือก ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง ก็มีผู้อภิปรายไปบางท่านว่าเลือกแล้วก็ไม่น่าจะต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง แต่ว่าเป็น กุศโลบายในยุคสมัยนั้นที่ให้ถ่วงดุลระหว่างภาคราชการกับประชาชนที่เลือกของเขามา ว่าใช่ไหม เมื่อจะพ้นจากตำแหน่งเขาก็เขียนไว้อีกในกฎหมาย ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้ระเบียบของข้าราชการพลเรือนเรื่องวินัย มีโทษให้ออก ปลดออก ไล่ออก ลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน เหมือนกับข้าราชการพลเรือนเลยในกรณีที่กระทำความผิดวินัยที่เขียนไว้ ใช้วินัยของข้าราชการพลเรือนทุกข้อทุกบรรทัด ซึ่งต่างกันมากนะครับ นี่ก็คือการออก โดยการบังคับบัญชา แล้วก็การออกโดยประชาชนที่ประชาชนเลือกมาก็สามารถทำได้ ในยุคที่เขียนอยู่ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกินกว่ากึ่งหนึ่งของหมู่บ้านนั้นไปโหวตกันให้ออก ให้พ้นหน้าที่ก็เป็นได้นะครับ ปรากฏในรายงานที่ผมอ่าน ท่านบอกว่าประชาชนอาจจะเกรงใจ แล้วไม่ไปโหวต มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่พัฒนาประชาธิปไตย มันต้องไม่เกรงใจสิครับ ต้องไปโหวตให้ออก นี่เขาก็ถ่วงดุลกันไว้พอดี ๆ เป็นกุศโลบายอยู่แล้ว เหมือนกับไปหาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เต็มทุกหมู่บ้าน ตำบล โดยใช้ค่าใช้จ่ายน้อย ค่าจ้างน้อย น้อยกว่าเงินเดือนของข้าราชการเยอะ นี่ก็คือความต่าง ผมยกตัวอย่างข้อเท็จจริงว่าเรา กำลังจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ถามว่าประชาชนชอบไหมเลือกตั้งทุก ๕ ปีนี่ ชอบครับ ตอนนี้เขาก็รออยู่ เลือกตั้งทั่วประเทศมันหมดวาระเยอะนะครับ เขาชอบเพราะอะไร ท่านก็ทราบ มันรอกระตุ้นเศรษฐกิจกันอยู่ ทีนี้ผมจะบอกท่านว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเล่นการพนันแล้วถูกจับได้ ศาลพิพากษาลงโทษปรับ ๑,๐๐๐ บาท มาตรฐาน การลงโทษทางวินัยของ ก.พ. ก็คือออกจากราชการอย่างเดียว มีหนังสือเวียนของ ก.พ. ชัดเจนนะครับ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเล่นการพนัน โทษทางวินัยต่ำสุดก็คือออกสถานเดียวนะครับ แต่ถ้าเป็นสมาชิกท้องถิ่นเป็นอย่างไร มันสับสนนะครับ สมาชิกท้องถิ่นไปรับสารภาพที่ศาล ศาลพิพากษาจำคุก ๑ เดือน รอลงอาญา ปรับ ๑,๐๐๐ บาท พอกลับไปที่ อบต. กลับไปที่สภาทำอย่างไรครับ ไปดูกฎหมายของท้องถิ่นบอกว่าให้สมาชิกสภาโหวตกัน ก็เขียนเหมือนสภาผู้แทนราษฎร ให้ไปโหวตกันว่าการประพฤติเช่นนั้นเป็นการประพฤติเสื่อมเสียต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ ผมเห็นโหวตทีไรก็ไม่เสื่อมเสียเพราะคนท้องถิ่นเขาชอบเล่นการพนันอยู่แล้ว ก็รอดทุกทีครับ แล้วทำให้ประชาชนสับสนอลหม่านว่านี่เลือกตั้งมาเหมือนกันทำไมอ้ายนี่ออก อ้ายนี่ไม่ออก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะแยกให้ชัดเจนว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่การเมือง การเมืองคุณจะใช้วิธีโหวตกันก็ว่าไป เหมือนที่เพิ่งโหวตไปใหม่ ๆ ของ สนช. ก็เหมือนกัน ก็ใช้วิธีโหวต แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่นะครับ ใช้วินัยข้าราชการพลเรือนทุกบรรทัด นี่ก็คือความต่างอีกประการหนึ่งที่ผมอยากให้ท่านได้กลับไปทบทวนด้วย ถ้าท่านจะให้มี เลือกตั้งเหมือนกับการเมืองทั้งหมด ซึ่งเดี๋ยวนี้การเมืองเขาก็โยงกันลงไปหมดอยู่แล้ว ระดับชาติก็ไปคุม อบจ. ก็รู้กันอยู่ อบจ. ไปถึงเทศบาล เทศบาลไปถึง อบต. ของใครเป็นของ พรรคไหน ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดผมก็เห็น แล้วก็มีผู้อภิปรายบอกว่าไปประกบนายอำเภอ นี่ไม่ใช่นะครับ ผมตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อจะปลดกำนัน เขาไปประกบรัฐมนตรีนะครับ ไม่ได้ประกบนายอำเภอ ประกบผู้ว่าราชการจังหวัด อันนี้มันกำลังจะไปหมด ผมฝากท่าน ไว้ตรงนี้นิดหนึ่ง ไม่ได้ไปคิดเป็นอย่างอื่นถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานในสภาแห่งนี้ ก็อยากจะให้ ข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย แล้วในชั้นกรรมาธิการผมได้รับมอบหมาย จากกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินไปชี้แจงแสดงความคิดเห็นกับกรรมาธิการ ด้านการเมืองผมก็เสนออย่างนี้นะครับ
ผมเหลืออีกประเด็นเดียวครับ คืออีกอันหนึ่งถ้อยคำ ผมว่าน่าจะเขียน ให้ดีกว่านี้ เช่น มีคำว่า อาจ หาก เยอะมาก ทำให้คนอ่านคิดว่าเราเขียนรายงานฉบับนี้ด้วยรัก โลภ โกรธ หลง มีอคติหรือไม่นะครับ ท่านไปดูดี ๆ นะครับ อาจ หาก มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าจะปฏิรูปก็ต้องชัดเจนไปเลยว่า มันเป็นอย่างไร อันที่ ๒ ที่ผมเห็นเขียนว่า อีกทั้งการเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลัก ประชาธิปไตย จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการรับใช้ราษฎรและการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ของราษฎรอย่างแท้จริง อันนี้ใช่ความจริงเสมอไปหรือไม่ ผมอยากจะให้ท่าน ไปทบทวนดูนะครับ ที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมันได้เป็น อย่างนี้ไหมครับ มีประสิทธิภาพได้อย่างนั้นจริงไหม ไปเขียนเปิดช่องไว้ให้เขาคิดโต้แย้ง กับเราได้ว่ามันไม่ใช่ การเข้าสู่ตำแหน่งโดยการเลือกตั้งมันมีเผาศาลากลางนะครับ แต่ผมโดยการแต่งตั้งผมต้องเฝ้าศาลากลางไม่ให้เผา ต้องไประดมพี่น้องประชาชน มาเป็นหมื่นมาใส่ไว้ก่อนเลย เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้น่าจะแก้ถ้อยคำนะครับ หรือว่าหน้า ๔ บรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า ซึ่งเป็นการทำลายรากฐานของระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย มันจะขนาดนั้นเลยหรือครับ ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ มาถึงปี ๒๕๓๕ เราทำลายรากฐาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดอย่างนั้นหรือครับ หรือว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ มาถึงปี ๒๕๖๐ เรากำลังทำลายรากฐานระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด ทำไมปล่อยมานานขนาดนั้นครับ แล้วก็ปี ๒๕๓๕ ถึงปี ๒๕๕๑ เราส่งเสริมรากฐานการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดใช่ไหมอีก ๑๖ ปีนั้น อย่างนี้มันทำให้เกิดความคิด ที่เกิดความโต้แย้งในใจ ผมก็อยากให้ท่านไปปรับปรุงถ้อยคำเหล่านี้ให้ดูเหมือนมีเหตุมีผล มากกว่านี้ ถ้าเราไปสรุปอย่างนี้มันเหมือนกับเราคิดคนเดียว เราไม่ได้ฟังคนอื่น เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของผมก็คือขอให้ท่านช่วยปรับปรุงถ้อยคำบางถ้อยคำที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งอ่านแล้วอาจจะทำให้เกิดความคิดเป็นอื่นไปได้ เราไม่อยากให้สภาเราต้องอยู่ในสภาวะเช่นนั้น อันที่ ๒ ในวาระ ๕ ปี ผมยังไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะถ้าท่านไม่สามารถบอกว่าภารกิจต่างกัน และที่มาต้องเหมือนกัน ตอบคำถามนี้ไม่ได้ ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านธงชัยนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านธวัชชัย ฟักอังกูร อดีตผู้ตรวจ ราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายธวัชชัย ฟักอังกูร สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๗๒ กระผมมีความเห็นคล้อยตามกับ ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง ๓ ท่าน ก็คือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการ ในประเด็นเกี่ยวกับการให้ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการดำรงตำแหน่งเลือกตั้งทุก ๕ ปี ผมขอแสดง เหตุผลและตั้งข้อสังเกตซึ่งจะไม่ให้ซ้ำกับที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไป ท่านกรรมาธิการได้กรุณา ลำดับประวัติศาสตร์ของกฎหมายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่ในอดีตมีวาระการดำรงตำแหน่ง ตลอดชีวิต จนมาถึงเมื่อปี ๒๕๑๕ อายุครบ ๖๐ ปี จนมาถึงปี ๒๕๓๕ จาก ๖๐ ปี ก็มีการเลือกตั้งทุก ๕ ปี ท่านได้ให้เหตุผลของกฎหมายเมื่อปี ๒๕๓๕ ว่าเหตุที่กฎหมาย กำหนดให้มีการเลือกตั้งทุก ๕ ปี เพราะการดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ ๖๐ ปียาวนาน คิดได้ตั้งแต่ ๒๕ ปี จนถึง ๖๐ ปี เป็นเวลาถึง ๓๕ ปี เพราะฉะนั้นกฎหมายปี ๒๕๓๕ ก็เลย แก้ไขเพื่อไม่ให้ดำรงตำแหน่งยาวนาน ต่อมาปี ๒๕๕๑ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้วาระการดำรงตำแหน่งนั้นกลับไปอย่างเดิมอีกคืออายุครบ ๖๐ ปี แต่กฎหมายฉบับนี้ท่านไม่ได้อ่านเหตุผลว่าเพราะอะไรกฎหมายฉบับนี้จึงได้แก้หลักการ กลับไปสู่สภาพเดิมคือ ๖๐ ปี ผมจะอ่านให้ฟัง เมื่อปี ๒๕๕๑ ที่เขาแก้ให้กลับไปอายุ ๖๐ ปี กฎหมายให้เหตุผลว่า โดยที่การเข้าสู่ตำแหน่ง ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การพ้นจาก ตำแหน่งหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้ปรับปรุงให้เหมาะสม ทำให้การปฏิบัติงาน ไม่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับอำนาจหน้าที่ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมควรจะได้มีการปรับปรุงวาระการเข้าสู่ตำแหน่ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดิน และอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นก็หมายความว่าสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัยของ การแก้ไขกฎหมายนั้นย่อมไม่เหมือนกัน สถานการณ์หนึ่งอาจจะเหมาะสมกับการแก้ไข กฎหมายอย่างหนึ่ง สถานการณ์อีกอย่างหนึ่งก็อาจจะสอดคล้องกับการที่จำเป็นต้องแก้ไข กฎหมาย ถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร เมื่อปี ๒๕๓๕ แก้ไขให้เลือกทุก ๕ ปี ขณะนั้น กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สำคัญก็คือพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การ บริหารส่วนตำบล ซึ่งยกฐานะตำบลขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลนั้นยังไม่ได้มี การประกาศใช้ กฎหมายสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลมีการประกาศใช้ เมื่อปี ๒๕๓๗ มีการเลือกตั้งครั้งแรก ถ้าจำไม่ผิด ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ทยอยกันเลือก อบต. ไหนมีรายได้มากเลือกก่อน ปีละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ จนครบ ๓-๔ ปี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำบล หมู่บ้าน ถ้าใครที่อยู่ก็คงจะจำได้ เริ่มมีการเลือกตั้งทั้งท้องที่ และท้องถิ่นกันทุกระยะ ใครที่ทำงานกับท้องถิ่น ท้องที่ รับราชการก็ดี เป็นนักการเมืองก็ดี ก็คงจะทราบนะครับว่าการแตกแยก การทะเลาะ การชิงการดำรงตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งท้องถิ่นหรือตำแหน่งท้องที่ คนไหนเป็นท้องที่ก็จะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ท้องถิ่น อีกตำแหน่งหนึ่ง หมายถึงพรรคพวกตัวเอง คนไหนเป็นท้องถิ่นเมื่อมีการเลือกตั้งท้องที่ ต่างมีความสัมพันธ์กัน ถ้าไปได้ก็ไปด้วยกัน ถ้าไปไม่ได้ก็เกิดความขัดแย้งกัน ในช่วงเวลานั้น เรื่องของการกระจายอำนาจได้มีการพูดถึง ได้มีการแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจนว่าท้องที่ จะทำอะไร ท้องถิ่นจะทำอะไร นี่เป็นเรื่องปกติ เพราะว่าข้างบนก็แบ่ง กระทรวง ทบวง กรมก็ต้องแบ่ง ยุคนั้นเป็นยุคของการถ่ายโอนภารกิจ ๑๖ ปีครับ ๑๖ ปีตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ถึงปี ๒๕๕๑ สถานการณ์เป็นอย่างนี้ จนกระทั่งกฎหมาย ปี ๒๕๕๑ จึงบอกว่าต่อไปนี้เรามาแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน อะไรเป็นเรื่องของท้องที่ ซึ่งก็คือเรื่องของราชการบริหารส่วนภูมิภาค ก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ในฐานะราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค ไม่ใช่ท้องถิ่น อะไรที่เป็นเรื่องของท้องถิ่นก็มาจากการเลือกตั้ง ประชาชน ก็ถือหลักในการเลือกว่าถ้าเขาต้องการจะเลือกคนมาจัดบริการสาธารณะ เขาก็ต้องเลือกคน จะเป็นนายก ถ้าเขาต้องการเลือกคนที่มาเป็นหัวหน้า ไม่ใช่ผู้แทนนะครับ ในกฎหมายเรียกว่า ผู้ใหญ่บ้าน คือหัวหน้าราษฎร เขาก็เลือกเหมือนเราอยู่ในห้องสมัยเราเป็นเด็กเลือกหัวหน้าชั้น มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน แล้วดำรงสถานภาพเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค ขึ้นตรงต่อนายอำเภอ มีระเบียบวินัย มีขึ้นขั้น มีเงินเดือน ไม่เหมือนกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ไม่มีขั้นเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ถ้าทำไม่ดีก็ตั้งกรรมการสอบ เอาออก เป็นคนของราชการบริหารส่วนภูมิภาค เป็นคนอยู่ในระบบของราชการบริหารแผ่นดิน ในส่วนของราชการบริหารส่วนภูมิภาคอย่างเต็มตัว สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่มา ๙ ปีแล้วครับ กฎหมายฉบับสุดท้ายที่มีการแก้ไข คือฉบับที่ ๑๒ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ปี ๒๕๕๒ (ฉบับที่ ๑๒) แก้มาตราเดียว บอกว่า การยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะกระทำมิได้ กฎหมายฉบับนี้ ให้เหตุผลว่าอย่างไร ให้เหตุผลว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นบุคคลในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับราษฎร ในการปฏิบัติงานเพื่อปฏิบัติตามแนวนโยบายแห่งรัฐ เป็นผู้ช่วยนายอำเภอซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของราชการบริหารส่วนภูมิภาค เป็นผู้ประสานงานระหว่างภูมิภาคกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ถามว่าการประสานงานระหว่างภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้เขามาเลือกตั้งกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาจะทำหน้าที่ประสานงานได้ดีไหม ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทความขัดแย้ง ถ้าเขาเลือกตั้งมา ๕ ปี เลือกตั้งใหม่ โดยยังต้องคำนึงถึงคะแนนเสียง เขาจะทำหน้าที่ในเรื่องของการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้ดีไหม เป็นตัวแทนของราษฎรเกี่ยวกับการร้องทุกข์เรื่องความเดือดร้อน ถามว่าถ้าเขาเป็นนักการเมือง ที่ฟังแต่เสียงของประชาชนอย่างเดียว เสียงของประชาชนที่นิยมชมชอบอย่างเดียว เขาจะทำหน้าที่อย่างนี้ได้ดีหรือไม่ ถ้าเขาทำหน้าที่อย่างนี้ได้ดีก็เลือกเป็นเทอมครับ เราเลือกผู้พิพากษาเลยเราเลือกเอกอัครราชทูตเลย เราเลือกมันทุกอย่างถ้าคิดว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องที่ดี ขอบคุณครับ
ขอเชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ มีประเด็นเล็กน้อยนะคะ คงจะใช้เวลาไม่นาน ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการปกครองท้องที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มี การพูดกันมานานแล้วนะคะ รวมทั้งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญมากตอนที่ดิฉัน เคยไปรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการทำรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ประชาชนอยากจะ ให้มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่อยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงนั้นก็มีหลายเรื่อง ดิฉันเข้าใจ กรรมาธิการว่าในยุคนี้เป็นยุคของการปฏิรูปก็อยากจะให้มีการปฏิรูป แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราต้องยอมรับว่าการปกครองท้องที่ยังมีความสำคัญควบคู่ไปกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ในหลายพื้นที่ที่มีความพร้อม เรายกระดับขึ้นเป็นเทศบาลนครหรือแม้กระทั่งเทศบาลเมือง ในรูปแบบของการปกครองท้องที่ก็ค่อย ๆ หายไป แต่ว่ายังมีความจำเป็นอยู่ในหลายพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ขนาดเล็ก แม้กระทั่งถิ่นที่ดิฉันอยู่สังกัด อบต. ก็ยังมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่นะคะ และดิฉันทราบว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะ ในเรื่องของความมั่นคง ในเรื่องของการดูแลพื้นที่ ขณะที่ผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะทำงาน ได้ไม่ถึงเพราะว่าอาจจะไม่รู้จักกับชุมชนได้ดีพอ ในการทำงานด้านความมั่นคงเราคงจะ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นบุคคลที่สำคัญที่จะดูแลตรงนี้ได้เป็นอย่างดี แล้วก็ใกล้ชิด กับประชาชนทุกคนในพื้นที่นั้น ๆ นะคะ ทีนี้ประเด็นก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีความสำคัญ แต่จะทำอย่างไรในเรื่องของกระบวนการได้มา เราไม่อยากเอาไปผูกติดกับเรื่องของการเมือง กลัวว่าจะไปเป็นเครือข่ายของนักการเมืองหรือจะเป็นหัวคะแนน ซึ่งอันนี้ก็ต้องยอมรับนะคะ ดิฉันคิดว่าจะทำอย่างไร ถ้าจะไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ต้องมาดูรูปแบบการได้มา ในเมื่อรูปแบบการได้มามาจากการหย่อนบัตร แล้วก็เลือก แล้วก็ได้ แต่ว่าอยู่ไปนานนี่นะคะ จะทำอย่างไรที่จะป้องกันคนที่เข้าไปแล้วก็ใช้อำนาจไปเป็นสิบ ๆ ปีเพียงแค่ผ่านการประเมิน เพื่อให้เอาออกได้หรือเอาออกไม่ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีกลไก ดิฉันฟังแล้วก็งงมาก ว่าตกลงเราจะเอาอย่างไรกันดี อ้ายนั่นก็ไม่อยากได้ อ้ายนี่ก็ไม่อยากได้ กลัวโน่น กลัวนี่ และสุดท้ายอะไรคือซีนาริโอ (Scenario) หรือทางออกของเรา อะไรคือภาพที่เราอยากจะเห็น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมาดูคุณสมบัติ คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาสู่ตำแหน่งนี้ทำไมท่าน ไม่ไปพิจารณาปรับคุณสมบัติด้วย ในเรื่องของความสัมพันธ์กับนักการเมือง หรือแม้กระทั่ง รูปแบบในเรื่องของการแสดงทรัพย์สิน หนี้สิน สุดท้ายอาจจะไม่มีใครอยากเป็นบ้างก็ได้ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งนะคะ แล้วนอกจากนี้กระบวนการได้มาเราอาจจะต้องคิดนอกกรอบ แทนที่จะเอากำนันไปให้ประชาชนเลือก เราให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละท่าน ไหน ๆ ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านมาเลือกกำนัน สมมุติว่ามีผู้ใหญ่บ้าน ๕ คน ซื้อ ๓ คนก็ได้แล้ว ไม่เอาได้ไหม สลับกันเป็นคนละปีจะได้ไหม ท่านลองไปคิดดู สุดท้ายมันก็อาจจะแก้ปัญหาอะไรได้หลายอย่าง ลองทำซีนาริโอ (Scenario) ที่ดิฉันเสนอบ้างก็ได้ และนอกจากนี้จำเป็นไหมแค่อายุ ๖๐ ปี แล้วจบ ดิฉันคิดว่าคนอายุ ๖๑ ปี ๖๒ ปี ถึง ๖๕ ปีก็ยังมีไฟแล้วก็มีความสามารถอยู่ เราอาจจะต้องกลับมาคิดกันใหม่ก็ได้ หลายเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ลองเอากลับมาคิดกันใหม่ได้ ถ้าจะไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ให้รูปแบบการได้มาเป็นแบบการเมือง ไม่อยากจะให้ ได้มาแบบประชาชนเลือกกลับไปอย่างนั้น สุดท้ายก็ไปเป็นฐานการเมืองอีกอยู่ดีเพราะว่า ทำอย่างไรเขาถึงจะได้เป็นกำนัน ก็ต้องเข้าสู่การเมืองนะคะ นอกจากนี้ดิฉันยังมองเรื่องของ การประเมิน ทีนี้ถ้าไปดำรงตำแหน่งแล้วท่านพูดถึงเรื่องว่าประชาชนประเมินแล้วเอาออกได้ มีประชาสังคมเข้ามาประเมิน แต่ที่ผ่านมาดิฉันไม่เคยเห็นผลการประเมินเปิดเผยสู่ประชาชนเลย ในพื้นที่ของดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนประเมินและผลออกมาเป็นอย่างไร เราไม่เคยรู้เลยนะคะ เราน่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ ไหน ๆ ก็จะเป็นโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) ลองทำเรื่องนี้แล้วจะมีประชาชนคนไหนกล้าไปประเมินผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ที่เป็นมาเฟีย (Mafia) ในพื้นที่ของตัวเพราะเขาก็กลัวกันทั้งนั้น ดิฉันจะต้องมีมาตรการอะไร มีภาคส่วนไหน ที่จะเข้าประเมินแล้วก็ปกป้องคนประเมินได้บ้าง แล้วผลการประเมินนี้เปิดเผยสู่สาธารณชน ได้บ้าง ซึ่งตรงนี้ดิฉันอยากจะเสนอให้ท่านกรรมาธิการลองไปพิจารณาเพิ่มเติมเผื่อว่า จะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ได้นะคะ ก็มีประเด็นไม่มากเพียงเท่านี้แต่ก็อาจจะทำให้ท่าน กังวลใจ รบกวนท่านบ้างเล็กน้อยในการที่จะไปลองพิจารณาทบทวนแล้วปรับแก้รายงาน ของท่านบ้างก็ได้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ
มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายไหมครับ ขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ตอนแรกว่า จะใช้สิทธิหารือแต่ว่ายังพอมีเวลาผมเป็นการอภิปรายก็แล้วกัน ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมก็จะไม่ลงในเนื้อหาอะไรมากมาย ได้ฟังสิ่งที่ท่านผู้ทรงภูมิปัญญาได้อภิปราย ทั้งเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วยค่อนข้างจะมากมาย ผมเข้าใจบรรยากาศในวันนี้ว่าเป็น บรรยากาศที่เรากำลังพิจารณาเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งมาก ๆ เลยครับ ยิ่งฟังยิ่งได้ข้อมูล ต้องขอกราบเรียนว่าเรื่องการปกครองท้องถิ่นนั้นผมความรู้น้อยนะครับ ส่วนมากก็คือได้อ่าน แต่ประสบการณ์จริงนั้นน้อยมาก แต่วันนี้ได้มาฟังท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด หลายท่านได้แสดงความคิดเห็นก็ขอบคุณท่าน ขณะเดียวกันก็ขอบคุณทางกรรมาธิการ ผมเข้าใจความปรารถนาดีของทางกรรมาธิการว่าท่านต้องการที่จะปฏิรูปเรื่องอะไร อย่างไร แล้วกรอบวิธีคิดของท่านผมก็เข้าใจ แล้วก็ได้อ่านกฎหมายทั้งปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๕๑ แล้ววันนี้ได้มาฟังท่านขยายความวิธีคิด เหตุผลของการที่ออกกฎหมายในแต่ละช่วงเวลา แล้วก็ยิ่งเข้าใจอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น ทำให้วันนี้การตัดสินใจของผมจากยากตอนนี้ มันง่ายแล้วละครับ ต้องกราบเรียนกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าบรรยากาศวันนี้ ผมทบทวนดูแล้วคล้ายกับบรรยากาศเมื่อไม่นานนัก ประมาณสัก ๒ เดือนเมื่อครั้งที่มี การพิจารณาประเด็นหนึ่งที่ผมบอกว่าเป็นเรื่องที่มีความขัดแย้ง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความเสียหายของการบริการทางการแพทย์ เพื่อนบางคนบอกว่า ให้พูดดักหน้าไปก่อนเลย ผมบอกว่าอย่าใช้คำว่าดักหน้าเลยแต่เป็นการพูดในลักษณะที่เรา ขยายความวิธีการลงมติตรงนี้นิดหนึ่ง เพราะว่าวันนั้นมันเป็นปัญหาแล้วในที่สุดก็มี การประนีประนอมกันด้วยการถอนร่างกฎหมายฉบับนั้นออกไป คือในที่สุดแล้ว คะแนนงดออกเสียงจะออกมาสูงมาก คะแนนงดออกเสียงจะออกมาสูงจนสูงกว่าคะแนนเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันในการลงมติครั้งนั้นคะแนนเห็นด้วยก็ยังมากกว่าคะแนนที่ไม่เห็นด้วย แต่ปริ่ม ๆ ผมมีสิทธิที่จะพูดตรงนี้นะครับเพราะไม่ใช่การหารือก็อยู่ในช่วงเวลาของผม ก็เพียงแต่จะกราบเรียนว่าก็ได้คุยกันกับสมาชิกหลายท่านค่อนข้างจะกังวลกลัวว่า บรรยากาศแบบนั้นจะกลับมาอีก ผมไม่บอกว่าสมาชิกที่ผมคุยกันเกือบ ๑๐ กว่าคน เขาบอกว่าอย่างไร เขาทำมือทำไม้นิ้วโป้งหงายขึ้นนิ้วโป้งหงายลงอะไร อย่างไร ในที่สุดแล้ว ผมก็ต้องกราบเรียนว่าไม่อยากจะให้เป็นบรรยากาศแบบนั้น คือคะแนนงดออกเสียงออกมา สมมุติว่ามากจริง ๆ มากกว่าคะแนนเห็นด้วย แล้วคะแนนเห็นด้วยก็ยังมากกว่าคะแนนไม่เห็นด้วย ผมก็ทราบครับว่าวิธีการไปของกฎหมายฉบับนี้ยังเป็นอย่างไรอยู่ มันมีขั้นตอนของมัน มันมีข้อบังคับของมัน ซึ่งก็ยังสามารถที่จะไปได้ เพียงแต่พูดดักหน้าไว้ก็แล้วกันครับว่า ถ้าเห็นด้วยก็คือเห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยก็คือไม่เห็นด้วย แต่งดออกเสียงท่านก็ต้องพิจารณา ทุกท่านมีเอกสิทธิ์ของท่านในการลงมติ มีประเด็นสุดท้ายนิดเดียวท่านประธาน ๑ นาที ที่ผมได้ฟังสมาชิกบางท่านอดีตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพูดไปแล้วผมค่อนข้างจะกังวล แล้วผมก็มีความห่วงใยเป็นพิเศษ ผมก็ฟังแล้วไปศึกษา ถามจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบางท่าน ท่านว่าเป็นอย่างนั้นจริง เหตุการณ์ที่ว่าคือเราค่อนข้างจะกังวลในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน พื้นที่มีความอ่อนไหวในเรื่องของการเลือกตั้งโดยตรงในบางตำแหน่ง ในบางพื้นที่ บางท่านเป็นอดีตผู้บริหารอยู่ในพื้นที่ในจังหวัดนั้น ๆ โดยเฉพาะที่ผมกล่าวถึงก็คือ ๓ จังหวัด พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน เคยคุยกับอดีตผู้บริหารบางท่านบอกว่า การที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงในพื้นที่บางพื้นที่นั้นต้องใช้หลักหลายอย่าง ข้อมูลหลายอย่าง ระบบคิดทั้งวิชาการ ทั้งเรื่องของความมั่นคง ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์และทุกอย่างเอามา ประมวลด้วยกันทั้งหมด อย่าคิดแต่เพียงเรื่องของหลักคิดว่าเป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้น อย่างที่บอก มิใช่การเลือกตั้งโดยตรงเสมอไป บางครั้งการเลือกตั้งโดยตรงก็อาจจะนำมา ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอะไรบางอย่างแล้วจะอยู่ในภาวะพะอืดพะอม อยู่ในภาวะที่กล้ำกลืน หรืออะไรก็แล้วแต่ไปอีกช่วงระยะเวลานานพอสมควร เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน มีความอ่อนไหวของระบบการเลือกตั้งเราก็ต้องคิดให้ดี เพราะว่าการออกกฎหมายนั้น เราจะบอกว่าห้าม หรืองด หรือเว้นในพื้นที่บางจังหวัดนั้นคงจะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องขอกราบเรียนใน ๒ ประเด็นที่ได้กราบเรียนว่า ๑. มติวันนี้มีความละเอียดอ่อน ๒. พื้นที่บางพื้นที่มีความละเอียดอ่อนในการให้เลือกตั้งโดยตรง โดยเฉพาะตำแหน่งที่มี ความใกล้ชิดเป็นคีย์มาสเตอร์ (Key Master) หรือไมนด์มาสเตอร์ (Mind Master) หรือวิธีคิดของประชาชนในพื้นที่ แล้วเราให้ท่านเลือกโดยตรงนั้นต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ขอบพระคุณครับ
มีสมาชิกท่านใดที่จะประสงค์จะใช้สิทธิอภิปรายแสดงความคิดเห็นไหมครับ ขอเชิญครับ ท่านอนุสิษฐใช่ไหมครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร สมาชิก ๑๘๓ ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อเป็นข้อสังเกตครับ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการกำลัง นำเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ที่กำลังสับสนอยู่พอสมควร ที่ผมเรียนว่าสถานการณ์ที่สับสนนั้นหมายความว่าในกระบวนการของการพิจารณาในเรื่อง ภารกิจของกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้น ขณะนี้ในการปกครองของเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าการกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่นนั้นยังไม่ครบถ้วนในมิติเรื่องของการรักษา ความสงบเรียบร้อยในเรื่องของการดูแลความปลอดภัย รวมทั้งภารกิจในเรื่องของ การบริหารราชการอีกหลายเรื่องที่จำเป็นจะต้องอาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประเด็นก็คือว่า เมื่อการกระจายอำนาจในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยและการบริการของภาครัฐ ที่ยังลงไปไม่ถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบถ้วนมากนัก ความจำเป็นในการที่จะต้องมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มีความรู้ ความสามารถ มีความชำนาญ มีความต่อเนื่องในการทำงาน จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งผมคิดว่าท่านสมาชิกหลายท่านเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมคิดว่าทางกระทรวงมหาดไทยเอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเองที่มีข้อนำเสนอ ซึ่งส่วนใหญ่ มองเห็นว่าภารกิจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความชำนาญ แล้วก็มีการฝึกอบรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่เป็น ข้อสังเกตที่สำคัญต่อเมื่อการกระจายอำนาจนั้นมีบทบาทที่ครบถ้วนชัดเจน แล้วประชาชน มีสิทธิที่สามารถเลือกบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นของตัวเองด้วยระบบของการเมืองท้องถิ่นแล้ว ผมคิดว่าในยุคนั้นการกระจายอำนาจหรือว่าแม้กระทั่งจะยกเลิก ต้องขออนุญาตนะครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอาจจะไม่มีเหลืออยู่ในสังคมไทย ผมเข้าใจดีว่าประวัติศาสตร์เป็น เรื่องที่มีความสำคัญนะครับ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดอำนาจทางการบริหารราชการแผ่นดิน ลงไปช่วยเหลือประชาชนถึงในระดับพื้นที่ ชุมชน หมู่บ้าน แต่ในอนาคตผมก็เชื่อว่าการกระจายอำนาจที่สมบูรณ์และลงไปถึงประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ก็จะทำให้การพิจารณาในวันนี้จะมีคำตอบได้ชัดเจนมากกว่านี้ ผมขออนุญาตนำเรียนเป็น ข้อสังเกตและเป็นข้อเสนอเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ ท่านสุรินทร์ได้อภิปรายแล้ว จะใช้สิทธิหารือหรือว่าอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้ อภิปรายต่อครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่าการลงมติวันนี้จะมีทั้ง
ท่านจะใช้สิทธิหารือใช่ไหมครับ เชิญครับ
ขอความเมตตาท่านกรรมาธิการรับเรื่องนี้กลับไปดู ให้ละเอียดรอบคอบอีกทีดีไหม ถ้าด่วนที่จะตัดสินกันวันนี้แล้วผมคิดว่าจะมีความลำบากใจ กันทุกภาคส่วน ถ้าไปทำให้ละเอียดรอบคอบว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ในอนาคตเราจะไป อย่างไร แต่ถ้าถามผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ณ วันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็คลอดแล้ว ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้งครับ ไม่ว่าระดับไหน ถ้าหลักการนะครับ แต่ว่าไปตกแต่ง เสียให้สวยงามอีกทีได้ไหมแล้วค่อยนำมาเข้าอาทิตย์หน้าหรืออาทิตย์โน้นก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ผมเสนอนะครับ แล้วแต่ท่านประธานจะผ่านไปยังกรรมาธิการ ท่านจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านครับ
ขอบคุณครับ ผมมี ๓ คำถามให้กรรมาธิการนะครับ ประการแรก ก็คือ ข้อเสนอแนะดังกล่าวนั้นท่านมองว่าสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นสถาบันทางการเมือง หรือสถาบันราชการ ประการที่ ๒ เราแบ่งส่วนราชการเป็นราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ท่านคิดว่าสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในราชการส่วนไหน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ประการที่ ๓ คือภารกิจหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ตั้งมา ๑๒๕ ปีแล้ว ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๓๕ จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ท่านคิดว่าการทำหน้าที่ภายใต้ภารกิจ ของการทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยนายอำเภออยู่บนความศรัทธาหรืออยู่บนคะแนนเสียง ก็เป็น ๓ คำถามที่ขอความชัดเจนด้วย นอกนั้นก็เป็นประเด็นคำถามที่ทางสมาชิกหลายท่าน ได้ตั้งประเด็นไว้ ไม่มีผู้แสดงความประสงค์จะอภิปรายแล้วนะครับ ท่านกษิตครับ ท่านใช้สิทธิ อภิปรายไปแล้ว ท่านจะหารือหรือว่าจะประการใดครับ
ขอบคุณครับ ขอหารือครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับ ๗ คือเพื่อนสมาชิก ท่านสุรินทร์ก็มีคล้าย ๆ คำถามตอนนั้น ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัยด้วย และตอนนี้ท่านประธาน ผมก็ค่อนข้างจะงุนงงสักนิดหนึ่งว่า เป็นคำถามเพื่อเป้าหมายอะไร เพราะว่าหัวใจของเรื่องก็คือผู้ใหญ่บ้านกับกำนัน เลือกโดยประชาชน มันต้องเริ่มจากตรงนั้นเสียก่อน ความหมายตรงนี้ว่าอย่างไร มารับคำถามอื่น ๆ ก็เป็นการเพิ่มคำถามแต่ไม่ได้มีการอภิปรายมาก่อนหน้านั้น เอาเป็นตรงนี้ ก่อนได้ไหมครับ เราจะได้พิจารณาได้ครับ
ข้อซักถามท่านกษิต ประเด็นแรกที่ท่านสมาชิก ๒ ท่านสุดท้ายที่ได้หารือ ขึ้นมานั้นก็เป็นสิทธิที่จะหารือได้ เป็นหน้าที่ที่กรรมาธิการจะตอบนะครับ คำถามผมก็เหมือน ทุกครั้งครับว่าในการนำเสนอข้อเสนอดังกล่าว หลักคิด หลักการของเราได้แยกแยะสิ่งที่ นำเสนอมากน้อยประการใด ไม่ได้ชี้นำนะครับ เพราะถ้าชี้นำผมจะอภิปรายมากกว่านี้ แต่ผม ไม่มีสิทธิอภิปราย ก็เพียงแต่ว่าขอความชัดเจนเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีสมาชิกแสดงความจำนง จะอภิปรายผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ จะเริ่มจากท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายเสนอความเห็นทุกท่านนะครับ ก่อนอื่นต้องกราบเรียนว่าคำถามของท่านประธานก็ดูเหมือนจะเป็นความหวังดี แต่ผม ไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างที่ท่านกษิตพูดหรือเปล่า เพราะว่าคำถามที่ถามก็มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะตอบท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านว่า สิ่งที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานดังกล่าวนี้ ถ้าท่านได้พิจารณาดูแล้วจะต้องคิด จะต้องพิจารณาว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอนั้นเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นประโยชน์กับฝ่ายการเมืองอย่างที่พูดถึง ในการทำหน้าที่วันนี้ผมคิดว่าแต่ละท่าน คงต้องตัดสินใจในการที่รายงานนี้จะได้รับการพิจารณาจากท่านสมาชิก โดยกรรมาธิการ ได้พิจารณาเรื่องนี้หลายรอบ จนกระทั่งรายงานสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นความละเอียดรอบคอบ ที่กรรมาธิการตั้งใจเสนอแบบนี้ แต่ข้อเสนอข้อพิจารณาดังกล่าวนี้ของท่านสมาชิกทุกท่าน ผมว่าวันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะสะท้อนการทำหน้าที่หรือการทำงานของ สปท. ในช่วงสุดท้ายว่า เราในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เข้ามาทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ เราต้องถอดหัวโขน เราต้องถอดหมวกเดิมออก เราต้องทำหน้าที่ในการตัดสินใจ แทนประชาชนทั้งประเทศว่าการจะปฏิรูปในคราวนี้เราจะเอาอย่างไร เราคงจะต้องพิจารณา ตัดสินเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ส่วนงดออกเสียงนั้นแม้จะเป็นสิทธิของสมาชิกทุกท่าน แต่ผมกราบเรียนว่าอย่างมติที่ท่านสมาชิกได้ยกขึ้นเป็นตัวอย่างนั้นว่าจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มี การงดออกเสียงจำนวนมาก ซึ่งในคราวนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ผมเดาเอานะครับ ผมคิดว่าเราคงต้องตัดสินใจของพวกเราในฐานะตัวแทนของคนทั้งประเทศในการที่จะเลือก ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด เหมาะสมที่สุดกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ นี่คือภารกิจสำคัญครับ มันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกและสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของเราได้ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ได้ปกป้องผลประโยชน์หรือนำพา ซึ่งผลประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศหรือไม่ จะเป็นภาพสะท้อนครับ ส่วนจะตัดสิน เป็นอย่างไรนั้นกรรมาธิการยอมรับในผลที่จะออกมา แต่นั่นหมายความว่าเป็นเรื่องที่พวกเรา ก็คงทำหน้าที่ทั้งสภา ต้องขอบคุณ แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่าน ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่เสนอมุมมองในแนวทางที่ท่านได้ประสบพบมา แต่ก็คือส่วนหนึ่ง ของกระทรวงมหาดไทย เราจะปฏิรูปประเทศคราวนี้ถ้าเรายังติดขัดไปด้วยกระบวนการ ซึ่งไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คิดยึดหลักแนวคิดเดิมโดยที่การปฏิรูปนั้นควรจะต้องมีทิศทางใหม่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเรายังไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงเราก็จะติดขัดแต่ปัญหา ถ้าเราไปกระทบกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยจะไม่เห็นด้วยแล้วเราก็ปฏิรูปไม่ได้ ถ้าเราไปพูดถึง ตำรวจ ตำรวจไม่เห็นด้วยเราก็ปฏิรูปไม่ได้ ถ้าเราไปพูดถึงหน่วยงานราชการ หน่วยงานราชการ ไม่เห็นด้วยเราก็ปฏิรูปไม่ได้ ผมว่าในวันนี้เราต้องถอดในเรื่องเหล่านั้นออกแล้วมาพูดกัน ด้วยเหตุผลว่าสิ่งที่กรรมาธิการคณะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็ดี หรือทุก ๆ คณะก็ดี ได้นำมาเสนอนี้มีเหตุผลเพียงพอ มีเหตุผลพอที่จะรับไปปฏิรูปต่อหรือไม่ ต้องกราบเรียนตรงนี้ครับ อย่ามองแต่มุมเดียวว่าสิ่งที่หน่วยงานหรือท่านสมาชิกที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องนั้นแล้วไม่เห็นด้วย จะกลายเป็นเรื่องถูกต้องทั้งหมด หรือกรรมาธิการเสนอมาแล้วจะเป็นเรื่องถูกต้องทั้งหมด ก็ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องสมาชิกพวกเราต้องมาพิจารณาดู ท่านสมาชิกลองคิดง่าย ๆ นะครับ ลองนึกดูว่าถ้าเกิดท่านสมาชิกมีบ้านอยู่ในตำบลหนึ่งแล้วในตำบลดังกล่าวนั้นมีลูกหลานเรา มีพ่อแม่พี่น้องเราอยู่ในตำบลนั้น แล้วเราก็ผ่านกระบวนการที่ว่าคนที่จะดูแลพี่น้องประชาชน ในตำบลนั้นเป็นกำนัน ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อายุ ๒๕ ปี จนถึง ๖๐ ปี ท่านลองเอาความคิด ของพวกเราไปนั่งในหัวใจของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นว่าเขาจะต้องประสบ พบอะไรครับ พบว่ามีอยู่คนหนึ่งที่เป็นผู้นำสังคมมีตำแหน่งที่กฎหมายรองรับว่าดูแล พื้นที่ดังกล่าวแล้วตั้งแต่อายุ ๒๕ ปี ถึงอายุ ๖๐ ปี ทีนี้ถ้าหากเราห่วงว่าคนที่มีอายุ ๒๕-๖๐ ปี อยู่ในตำแหน่งกำนันแล้วจะเป็นคนดี เป็นคนที่มีความกล้าหาญ เป็นคนที่รู้พื้นที่ มีการรอบรู้ มีเรื่องต่าง ๆ เหมาะสมอย่างที่ท่านว่า แต่อีกด้านหนึ่งล่ะครับ ถ้าเกิดว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนั้น เป็นคนมีอิทธิพล เป็นคนที่ค้ายาเสพติด เป็นคนที่เอาแต่พวก ไม่ดูแลประชาชน ใครอยู่คนละฝั่ง ก็ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ยิ่งอยู่ไปนาน ๆ ตำแหน่งอย่างไรก็ค้ำเป็นหลักประกันอยู่แล้วยิ่งไม่สนใจ พี่น้องประชาชนทั้งหมดเลย ท่านสมาชิกลองคิดดูนะครับ ถ้ามีมุมนี้เกิดขึ้นแล้วประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนี้แล้วได้กำนันแบบนี้เราจะทำอย่างไร เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องได้รับ การแก้ไขใช่ไหมครับ ดังนั้นสิ่งที่กรรมาธิการเสนอเราก็หวังและคิดว่าถ้าหากพี่น้องประชาชน อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้วได้รับการดูแลจากคนที่เรียกว่ากำนันแล้วมีวาระระยะเวลา ให้ประชาชนนั้นตรวจสอบได้ มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ คนที่ดำรงตำแหน่งกำนันก็จะต้อง ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะวาระ ๕ ปีสามารถจะต้องเลือกครั้งหนึ่ง ท่านสมาชิกครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะรายงานผมก็คิดอย่างท่านสมาชิกหลายท่าน แต่ผมพยายามถามครับ หาข้อมูลว่าผลดี ผลเสียระหว่างคนที่อยู่ในตำแหน่งนาน ๆ จนถึง ๖๐ ปี กับวาระให้มี ๕ ปี อันไหนจะดีกว่ากัน ในกรุงเทพมหานครเคยมีกำนัน ตอนนี้ไม่มีแล้ว ผมก็ไปถามกำนันเหล่านั้น ที่เคยอยู่ในตำแหน่งเพราะเขาไม่มีส่วนได้เสีย ผมถามเขาว่าถามจริง ๆ เถอะครับ ถ้าหากกำนัน ที่มีอายุ ๒๕ ปี ถึง ๖๐ ปี กับกำนันที่อยู่ในวาระตำแหน่ง ๕ ปี อันไหนดีกว่ากัน ผมก็ถามตรง ๆ ได้รับคำตอบว่าคนที่อยู่ในวาระ ๕ ปีจะมีความกระตือรือร้นมากกว่า จะต้องตั้งใจขยันทำงาน ทำหน้าที่ให้กับประชาชน เพราะว่าถ้าอยู่ในวาระแล้วไม่ขยัน ไม่ดูแล ไม่ใส่ใจ ไม่ทำงาน ประชาชนเขาจะไม่เลือกเข้ามาอีก เป็นผลดีกว่าไหมครับ ผมว่านี่ละครับคือผลดีที่มุมมองหนึ่ง ผมก็ได้รับข้อมูลเหล่านี้มา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงเป็นใยว่าในส่วนของกำนันเองถ้าอยู่ในตำแหน่ง แล้วไม่รู้พื้นที่ผมว่ากำนันนั้นก็มาจากผู้ใหญ่บ้านครับ มาจากคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเอง เพียงแต่เราสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ถ้าหากว่าเป็นคนที่ประชาชนเขาเห็นด้วย ประชาชนเขาเห็นชอบ ประชาชนเขารู้สึกอบอุ่น ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่อยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ แล้วก็จะทำให้เป็นประโยชน์มากกว่า อันนี้ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการต้องกราบเรียนท่านที่เคารพว่า ข้อเสนอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่กรรมาธิการได้พิจารณาแล้วนะครับ ส่วนที่ท่านประธานกรุณาถามว่าเป็นการเมืองไหม ต้องตอบเลยว่าไม่ใช่การเมืองครับ การเลือกตั้งคือการเมือง แต่ถ้าดูรายงานเราใช้คำว่า เลือก แต่การเลือกดังกล่าวนี้ก็คือ การประเมินอย่างหนึ่ง เพราะว่าตามรายงานหรือแนวทางระเบียบของกระทรวงมหาดไทย มีระบบการประเมินอยู่แล้ว แต่เป็นการประเมินโดยมีคณะกรรมการที่นายอำเภอเป็นคนตั้ง แต่ถามว่าถ้าไปเจอคนดีประเมินดีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปเจอคนประเมินที่ไม่ดีแล้วคนที่ชี้ขาด คือนายอำเภอ มีข้อขัดแย้ง มีการอยู่ร่วมกันไม่ได้ ขัดผลประโยชน์ การประเมินก็จะไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสในการที่จะตัดสินเลือกคนที่จะมา ทำหน้าที่ต่อไปเมื่อครบวาระ ๕ ปีแล้ว นี่คือการประเมินอย่างหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่องดีกว่าที่จะให้ ระบบราชการเองเป็นคนประเมิน ดังนั้นแนวทางที่คณะกรรมาธิการได้เสนอดังกล่าวนี้ ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่กรรมาธิการก็คิดอยู่หลายรอบแล้วก็ตระหนักอยู่ตลอด มองข้อดี ข้อเสีย ถ้าท่านดูรายงานท่านจะเห็นว่าเราคำนึงถึงว่าข้อดีเป็นอย่างไร ข้อเสีย เป็นอย่างไร อันนี้ก็เปรียบเทียบให้เห็น เราก็ทำแบบใจกว้าง ๆ เราไม่ได้ทำแบบตั้งธงว่า ควรจะออกมาอย่างไร แต่สุดท้ายเราคิดว่าผลที่จะออกมานั้นมันน่าจะได้รับประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากกว่า อาจจะมีข้อดีข้อเสียครับ ผมไม่เถียง แต่เราต้องชั่งน้ำหนัก และการชั่งน้ำหนักดังกล่าวนี้ก็ขึ้นอยู่ว่าให้ประชาชนตัดสินใจ ต้องเรียนอีกครั้งหนึ่งครับว่า สิ่งที่เราไปบอกว่าการเมืองจะมาแทรกแซง ผมกราบเรียนว่าในโลกของความเป็นจริงแม้กระทั่ง กฎหมายจะบอกว่าให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง แต่ในความเป็นจริง ในยุคปัจจุบันเรากล้าจะพูดความจริงไหม มันเป็นกลางไหมครับ ตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นกลางถึงขนาดไม่ยุ่งกับการเมืองเลยไหม กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวคะแนนไหม เป็นทั้งนั้นละครับ นี่คือความเป็นจริงครับ แต่เราปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ได้ไหม เราปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะกราบเรียนได้ ก็คือการเมืองไม่ใช่เรื่องเลวร้าย การเมืองเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องที่ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นเรื่องที่ ประชาชนจะต้องเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ เราไปเห็นแต่เรื่องการเมืองเป็นเรื่องเลวร้าย อันนั้นเป็นเรื่องของคนครับ คนคือนักการเมือง ที่บ้านเมืองของเรามีปัญหาในทางการเมือง มันอยู่ที่คน อยู่ที่นักการเมือง แต่ไม่ได้ทำให้คนที่จะเป็นกำนันแล้วได้รับการกลั่นกรอง ได้รับเลือกจากประชาชนกลายเป็นนักการเมืองไปด้วย ไม่ใช่ครับ ต้องแยกเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ข้อ ๑ ที่ผมตอบท่านประธานไปว่าข้อเสนอดังกล่าวนั้นไม่ใช่การเมืองครับ
ข้อ ๒ การสร้างราชการส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ก็เป็นอย่างระบบเดิม ในระบบเดิมข้อเสนอตามรายงานดังกล่าวนี้การทำหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นลักษณะ แบบเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คงช่วยงานคงช่วยเหลือนายอำเภอ เป็นตัวแทนในส่วนของ ท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่น แต่สิ่งที่เราบอกว่าถ้าต้องการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่จนถึง ๖๐ ปี โดยยึดหลักว่าจะรู้พื้นที่ จะสามารถมีความกล้าหาญ จะปราบโจรผู้ร้าย และจะไม่มีอิทธิพล จริง ๆ อย่างที่บอก แล้วถ้ากลับกันเป็นกำนันที่มีอิทธิพลค้ายาเสพติดอะไรทั้งหลาย แต่สิ่งที่ ต้องพิจารณาคืออะไรครับ ทำไมเรามองว่ากำนันจะต้องอยู่ถึง ๖๐ ปี แล้วจะสามารถทำงาน ได้ดี แต่ในความเป็นจริงนายอำเภอก็ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดี พอเกษียณก็ย้ายกันทุกปี รู้จักมักจี่อะไรกับกำนันหรือที่ต้องทำงานด้วยกันตลอดไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำหนดภารกิจ หน้าที่เป็นเรื่องประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ว่าใครจะนั่งอยู่นานหรือไม่นาน ถ้าประชาชน ได้ประโยชน์จากการมีการกลั่นกรอง ได้คนดีมาทำหน้าที่ก็จะเป็นอานิสงส์ เพราะฉะนั้น รายงานดังกล่าวนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกอันหนึ่งบอกว่าการเมืองมีการเลือกตั้ง แต่ผมบอกแล้วว่าเป็นเรื่องเลือก แล้วท่านก็บอกว่า การเลือกตั้งทำให้สังคมแตกแยก ทำให้ประชาชนแตกแยก ต้องขอตอบว่าการเลือก ไม่ใช่เรื่องของการแตกแยก หรือจะเลือกตั้งก็ตาม แต่เพิ่งมาในยุคนี้เท่านั้นเองที่การเมือง แบ่งประชาชนออกเป็นฝ่าย แต่ถ้าเป็นการเมืองโดยปกติเวลาเขาเลือกอาจจะเลือกคนละฝั่ง การเลือก เลือกแล้วต้องจบ เลือกแล้วคนที่รับประโยชน์ต้องเป็นนักการเมืองที่ใจกว้าง ต้องดูแลทุกคนจะไม่มีความแตกแยก เพราะฉะนั้นกำนันก็เช่นเดียวกัน ถ้าเลือกไปแล้วก็จะ ทำหน้าที่ในฐานะผู้ปกครองดูแลพี่น้องประชาชนทั้งตำบล ถ้าหากว่าเป็นกำนันที่แบ่งฝักแบ่ง ฝ่ายทำให้เห็นได้ชัดว่าแค่เลือกยังยอมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแล้วจะทำหน้าที่ได้อย่างไร ดังนั้น ในข้อเสนอของกรรมาธิการก็จะมีความชัดเจน ส่วนที่ท่านประธานว่า ๒๕ ปีแล้ว กำนัน ผู้ช่วยนายอำเภอ อยู่ที่คะแนนเสียงหรือศรัทธา ผมว่าจริง ๆ แล้วต้องยอมรับว่าอยู่ที่เราเลือก ว่าเราจะเลือกทิศทางไหน ถ้าหากว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตามผลที่ออกมามีทั้งคะแนน มีทั้งความศรัทธา ถ้าคนเรามีความศรัทธาไม่มีคะแนนก็ไม่ได้รับเลือก ถ้าคนเรามีแต่คะแนน ไม่มีความศรัทธาก็ไม่ได้รับเลือก ดังนั้นมันมีทั้ง ๒ อย่างต้องมีทั้งพระเดช พระคุณ ส่วนแต่ละท่าน ผมขอกราบเรียนว่าเดี๋ยวให้ท่านวิทยาหรือท่านกรรมาธิการที่จะตอบให้ตรงประเด็น กับที่ท่านได้ถามได้กรุณาใช้ช่วงสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามหวังว่าท่านสมาชิกในฐานะสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงจะต้องตัดสินปัญหาเหล่านี้ด้วยเหตุผล ด้วยมุมมองว่า ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอยู่ในจุดใด ขอบพระคุณครับ
ท่านวิทยาครับ เดี๋ยวท่านธงชัย ลืออดุลย์ จะได้ซักถามครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอให้สิทธิพาดพิง คือคำว่าถอดหัวโขนอาจจะสื่อความหมายไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ความจริงหัวโขนผมไม่มีมา แต่แรกอยู่แล้วทำตามหน้าที่ไปตั้งแต่ทำงานมาก็ตรวจสอบได้นะครับ แล้วก็เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมไม่ได้เป็นนานนะครับ เป็นตอนอายุ ๕๗ ปีแล้ว ทำงานตั้งแต่อายุ ๒๓ ปี เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่ได้โดดข้ามใครมา มาตามกาลเวลาของมัน ก็อยากจะชี้แจงอย่างนี้คือสิ่งที่ผมท้วง เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ยังติดหัวโขนอยู่เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไปอย่างอื่น ในที่นี้ผมก็เคารพ ท่านประธานนะครับ สปท. ๘/๒๕๖๐ นิ ษำ ๘ ๔ / ๒
ท่านประธานครับ ขอประท้วงนิดหนึ่ง คือสิ่งที่ท่านผู้ว่าราชการธงชัยพูดผมไม่ได้พาดพิงอะไรท่านเลยนะครับ
ฟังท่านก่อนก็แล้วกันครับแล้วเดี๋ยวค่อยชี้แจง เชิญท่านธงชัยต่อเลยครับ
ก็ให้ความเคารพและศรัทธาซึ่งกันและกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะท่านวิทยา แก้วภราดัย ผมชอบฟังท่านให้เหตุผลในที่ประชุมแห่งนี้มาโดยตลอด ท่านประธานกรรมาธิการผมก็เคยพบเคยเห็นท่านมานานกว่า ๑๐ ปีก็ว่าได้ แต่ผมไม่อยาก ให้ไปใช้คำว่า ถอดหัวโขน จะทำให้เข้าใจผิดว่าคนยังหลงอยู่กับตำแหน่งถ้าไปผูกพันทำให้เกิด ความเข้าใจผิดได้ คือการแก้ปัญหาผมยกตัวอย่างเช่นที่ผมอภิปรายไว้ ท่านเขียนในรายงานว่า อีกทั้งการเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานในการรับใช้ราษฎรและการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของราษฎรอย่างแท้จริง แล้วที่เราอยู่ในนี้ล่ะครับ คือท่านว่าเขาได้ แต่ตัวเองไม่รู้จะว่าอย่างไร แล้วนี่ผมท้วงด้วยเหตุผล ผมจะเรียนท่านเลยว่าตอนที่ผมทำหน้าที่ฝ่ายข่าวอยู่ ๓ จังหวัดภาคใต้ เป็นกำลังพลของ กอ.สสส.จชต. เวลาผมดูการอภิปรายในสภาก็สภาตรงนี้อภิปรายไปว่ารู้หมดแล้วเพราะมีลูกศิษย์ อยู่ในพื้นที่เยอะ รู้หมดแล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไรลงไปดูมาแล้ว ๓ วัน ความรู้สึกของผม ผมว่ามันตลกนะครับ คือผมอยากให้คนที่อภิปรายไปอยู่สัก ๓ ปีเต็ม ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน แล้วค่อยมาอภิปราย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาในหมู่บ้าน ตำบล มันมีเรื่อง อีกเยอะ อย่างเช่นผมเจออีกเคส (Case) หนึ่งที่บ้านปาง ราษฎรถูกนายทุนยึดโฉนดไป ๓๔ แผ่น ยืม ๕๐๐,๐๐๐ บาท ทำสัญญาเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถามว่าใครแก้ปัญหาครับ กว่าจะได้โฉนด คืนมาให้ราษฎร ๓๔ ฉบับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้นที่ผมผ่านสิ่งเหล่านี้มา ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมช่วยท่านประธานเสรีนิดหนึ่ง ตอนที่ท่านตอบอาจจะพูดผิด หรือเข้าใจผิด ที่ถามว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นราชการส่วนไหน เพราะตรงนี้คือหลักคิดหลักยึด ถ้าเข้าใจตรงนี้ผิดจะผิดเหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรก ท่านบอกเป็นราชการท้องถิ่นไม่ใช่ หรือท่านอาจจะกล่าวผิดก็ได้ เรามีราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการ ส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในราชการส่วนภูมิภาคตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ เพราะฉะนั้นจึงถามตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นสถาบันทางการเมืองหรือสถาบัน ทางราชการ ก็นำมาสู่คำถามที่ ๒ นั้น คือเราต้องเข้าใจว่ากระบวนการได้มาจะเป็นอย่างไร อีกเรื่องหนึ่งแต่ต้องเข้าใจจุดกำเนิดก่อนและภารกิจหน้าที่ ความเป็นสถาบันทางการเมือง เหมือนปี ๒๕๓๗ ที่เรายกฐานะสภาตำบลขึ้นเป็น อบต. นั่นละครับคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของการให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือโลคัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Local Government) นั่นคือสถาบันทางการเมืองขั้นพื้นฐานระดับหมู่บ้าน ตำบลครั้งแรก แต่ว่าสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในฐานะผู้ช่วยนายอำเภอ คืออยู่ในส่วนภูมิภาค เหมือนที่นายอำเภอก็เป็นมือไม้ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นมือไม้ให้กับรัฐบาลกลางที่เรียกว่า ราชการส่วนกลางเพียงเท่านั้นเอง ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องขอกราบเรียน เพื่อนสมาชิกนะครับผมตั้งใจพูดว่าจะพยายามอธิบายความให้ดีที่สุด แล้วก็ตั้งใจไว้นะครับว่า น่าจะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายของผมในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะทุกท่าน รู้ดีครับว่าผมเป็นนักการเมืองซึ่งอาจจะไม่เหมือนส่วนใหญ่ของที่นี่เขา เมื่อผมเป็นนักการเมือง เส้นทางของผมก็ไปทางการเมือง ที่จริงผมควรจะหยุดเว้นวรรคไม่เข้ามาอยู่ในสภา เพราะก่อนหน้านี้ก็ตั้งใจกลับบ้านนะครับ ผมเป็น ๑ ในแกนนำ กปปส. แล้วก็ไปทำหน้าที่ ในฐานะความรู้สึกว่านักการเมืองที่ยอมรับไม่ได้กับสังคมที่แหลกเหลวและประชาธิปไตย ที่ทำให้ชาติจะจนมุมทุกที ไม่คิดว่าจะได้กลับบ้านครับ แล้วก็ปลื้มใจที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านมา ถึงจะมาช้าแต่ท่านก็มา เพราะถ้าคนอย่างท่านไม่มาพวกผมคงกลับบ้านไม่ถูกหรืออาจจะ ไม่ได้กลับบ้านเลยและวันหนึ่งก็ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมตั้งใจมากครับเพื่อน ๆ สมาชิก ผมเป็นคนรู้ว่าเรื่องไหนที่สภาปกติทำไม่ได้ เรื่องไหน ที่นักการเมืองไม่กล้าทำ ผมถึงฝากความหวังไว้มากกับคณะ คสช. และฝากความหวังไว้มาก กับ สปท. และ สนช. เพราะถ้าผ่านยุคเปลี่ยนผ่านชุดนี้แล้วปล่อยมือไปสู่การเลือกตั้งเมื่อไร ไม่ทำอะไรเลยเสียของครับ เพราะฉะนั้นผมตั้งใจจะถอดความรู้สึกทั้งหมดที่ตั้งใจ แล้วก็ฝากไว้กับเพื่อนสมาชิก และเพื่อนสมาชิกจะคิดอย่างไรก็ตาม เรื่องของการเลือก กระทบกับกระทรวงมหาดไทยอย่าได้กระทบเลยครับ กระทบเมื่อไรมาทันที ผมจำได้ ผมเป็น ๑ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับเรื่องสภาตำบลและองค์การ บริหารส่วนตำบล ท่านประธานสภาทำหน้าที่รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่ สภาพิจารณา กฎหมายผ่านรัฐบาลยืนอยู่ข้างหลังเต็มตัวครับ ที่ประหลาดก็คือแตะกระทรวงมหาดไทยเมื่อไร วิญญาณกระทรวงมหาดไทยเข้าสิงเมื่อไรจะเห็นปรากฏการณ์ประหลาดยื้อกันอยู่ในสภาคิดว่า ใช้เวลาเป็นปีครับ เพื่อจะเอาการปกครองท้องถิ่นสภาตำบลออกไปเป็นองค์กรอิสระ พูดมาตั้งแต่สมัย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ปี ๒๕๑๘ ผ่านไป ๔๐ ปีไม่คืบหน้าเลย ผลของการนำเสนอกฎหมายวันนั้นผมจำได้ครับ คนที่เป็นนักการเมืองและไปนั่งอยู่ กระทรวงมหาดไทยวันนั้นเคลื่อนขบวนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านล้อมสภาผู้แทนราษฎรเพราะค้าน กฎหมายกระจายอำนาจเรื่องสภาตำบล สุดท้ายรัฐบาลวันนั้นต้องกล้าเอารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยออกจากรัฐบาล นั่นละครับ เขาบอกว่าก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่กระจายอำนาจ สภาล้มทุกที ผมเลยคิดว่าเราต้องฝากความหวังไว้ครับ ถ้าท่านจะปล่อยให้เรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งประชาชนทั้งประเทศท่านไปถามเขาเลยครับ ผมนี่บ้านอยู่หมู่ ๕ ตำบลท่าไร่ บ้านผู้ใหญ่บ้านห่างจากผม ๕๐๐ เมตร ผมอยู่มาอย่างนี้ครับ และผมรู้ว่าประชาชนเขาคิดอย่างไร วันที่ปฏิวัติเมื่อปี ๒๕๔๙ เป็นข้อเสนอกระทรวงมหาดไทยคว้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านกลับ ทำไม ต้องคว้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านกลับครับ กระทรวงมหาดไทยวันนี้ผมสงสารครับ ท่านไม่เหลือ อะไรแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ กรมแรงงาน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงมหาดไทยทั้งนั้นครับ เป็นตำนานในอดีตถึงพญาราชสีห์ แต่เมื่อวันหนึ่งถูกถอนขนหมดแล้ว ถามว่าวันนี้งานปราบปรามอยู่ที่ไหนครับ ผมอยากให้ กระทรวงมหาดไทยร่วมสอบสวน อยากให้ไปแบ่งเบาอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้เกลี้ยงครับ ที่หลายคนพูดถึงการปราบปรามผมไม่เห็นผู้ใหญ่บ้านคนไหนหยิบปืนขึ้นไปไล่ยิง กับนายอำเภอเหมือนหนังเมื่อก่อนนะครับ วันนี้ตำรวจเข้ากินพื้นที่หมดแล้ว ไม่เหลือ พื้นที่กันดารแล้วครับ มี อบต. มีถนนลาดยาง ถนนคอนกรีตครบหมดทั้งประเทศแล้ว เพราะฉะนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเขาเอาไปหมดแล้ว เหลืออำนาจเดียวก็คือตำบล เมื่อแยกไป อบต. ก็เหลือผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผมไม่โทษครับ ผมเป็นนักการเมืองและเคยเป็น รัฐมนตรี เคยมีเพื่อน ท่านชัย ชิดชอบ อย่างน้อยลูกชายท่านก็ใหญ่ หรือท่านก็ใหญ่กว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาก่อน รู้ดีว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างไร และนักการเมืองทุกคนก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่เป็นอดีตผู้ใหญ่มาจากกระทรวงมหาดไทย เวลาไปนั่งกระทรวงมหาดไทยเมื่อไรก็จะสยายปีกปกป้องข้าราชการทั้งหมด เดินเข้าไป อย่างสง่าผ่าเผย และกระทรวงนี้ก็เป็นกระทรวงที่เขามีวินัยแข็ง หิ้วกระเป๋าส่งรัฐมนตรีคนนี้ แล้วก็เดินไปรับรัฐมนตรีคนโน้น รัฐมนตรีคนเก่าเดินออกประตูไปเที่ยวหน้าไม่ต้องมาแล้ว ตำแหน่งกำนันโดนกระชากในยุค คมช. กลับมาเพื่อคืนให้กระทรวงมหาดไทย ท่านประธาน ถามว่ากำนันเป็นราชการส่วนไหน ผู้ใหญ่บ้านราชการส่วนไหน ผมว่าท่านพลิกกลับไปดูครับ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้วปี ๒๔๔๐ กว่า พระองค์ท่านให้ชาวบ้านเลือกตัวแทนมาเพื่อทำงานร่วมกับตัวแทน กระทรวงมหาดไทย ถามว่ามาจากใครครับ ถ้าทุกท่านที่พูดมาทุกคนมาจากกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยเชื่อระบบเลือกตั้ง และที่มานั่งอยู่กับท่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาจากไหนครับ ชาวบ้าน เลือกมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านกำลังเอาคนเลวมานั่งปกครองแล้วก็ภูมิใจกับการที่จะได้ คนเหล่านั้นมานั่ง ผมบอกได้เลยท่านครับ ภาคใต้ของผมหายนะเพราะกฎหมายฉบับนี้ ผมเคยภูมิใจว่าเวลาเลือกตั้งภาคใต้ผมยืนปราศรัยอย่างเดียวและกล้าท้าทายว่าผมไม่ซื้อเสียง ชาตินี้ซื้อเมื่อไรเลิกการเมือง แต่ผมเชื่อว่ารุ่นน้องไปไม่ได้นะครับ วันนี้ถ้าเลือกผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้านและทั้งหมดออกมาจ่ายเงินกัน ผมได้ยินเป็นเรื่องปกติ ๑๐ ปีมานี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มา ปี ๒๕๕๑ มา เลือกผู้ใหญ่บ้านหมด ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เลือกผู้ใหญ่บ้านหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เลือกผู้ใหญ่บ้านหมด ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนสมาชิกบางคนที่อยู่ในนี้ที่ออกมาค้าน ในการเลือกอย่างมีวาระเคยพูดกับผมด้วยซ้ำไปว่าเลือกผู้ใหญ่บ้านที่สมุยหมดไป ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท และถ้าเริ่มเสพมันก็ติดครับ เสียครั้งแรกครั้งที่ ๒ ก็ง่ายครับ ถ้าคนภาคใต้เริ่มซื้อเสียงได้ เริ่มจากผู้ใหญ่ เดี๋ยวเทศบาล เดี๋ยว อบต. เดี๋ยว ส.ส. มันก็ซื้อเสียงแล้วเราจะปฏิรูปอะไร เรากำลังจะพาให้พ้น กรรมาธิการด้านการเมืองพยายามคิดมาตลอด คิดถึงการเลือกตั้ง ที่สุจริตเที่ยงธรรม เราออกกฎหมายมาจนนักการเมืองรุมประณามท่านเสรีกับท่านวันชัยเป็นไอ้ห้อยไอ้โหน หาว่าออกกฎหมายเพื่อคุมนักการเมือง เอาใจ คสช. มาวันนี้มันเหลือติ่งอยู่ครับ ที่เป็นปัญหาอยู่ ผมรู้ครับ ผมนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเอง ถ้ากำนันจะตามหาว่า สปท. คนไหน ผมครับ เป็นคนเริ่มต้นเรื่องนี้ไม่ต้องตามหา และประธานกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นกำนันอยู่ใน เขตเลือกตั้งของผม ถ้ามันขยันกลับบ้านก็จะเจอผมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อนำเสนอเรื่องนี้ ท่านเสรีเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะท่านเป็นคนกรุงเทพฯ ผมเป็นคนบ้านนอก คนที่เริ่ม เข้าใจคนแรกพูดกันแล้วก็พูดกันให้หมดครับ ท่านชัย ชิดชอบ ท่านเป็นกำนัน เคยเป็นคนที่คุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมา ท่านพูดกับผมตรง ๆ เลยถ้าเป็นอย่างนี้พัง ซื้อกันแหลกหมดแล้วผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กลับไปแบบเก่าเถอะ ท่านชัยในวันนี้ ๘๔ ปี เป็น สปท. ที่อายุมากที่สุดลุกขึ้นอภิปรายเพื่อหนุนแนวทางของสมาชิกกรรมาธิการ ด้านการเมือง ท่านเสรีไม่เข้าใจ ผมกับท่านชัยก็เวียนอภิปราย ท่านคำนูณยืนค้านมาตลอด พวกผมก็เวียนอภิปราย จนท่านเสรีกรุณาผ่านให้กฎหมายฉบับนี้และนำเข้ากรรมาธิการ ประสานงานวิป (Whip) สปท. ท่านเสรีก็ไม่มั่นใจเพราะท่านอภิปรายจะไม่ถูกเลยขอให้ผม ไปเป็นคนชี้แจงกับวิป (Whip) ซึ่งท่านประธานสภา สปท. เป็นประธานในที่ประชุม เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่มาเป็น สปท. ผมเข้าไปชี้แจงในวิป (Whip) ผมจำได้คนที่เป็นวิป (Whip) แต่ละท่าน ผมนำเสนอเฉพาะเรื่องกำนันไป ดำรงตำแหน่งวาระ ๕ ปี ในที่ประชุมวิป (Whip) ทั้งหมดมีแต่คนหนุนและบอกว่าไปทำเพิ่มมาสิผู้ใหญ่บ้านเอาไว้ทำไม ผมก็ต้องพากลับไป แล้วก็ไปถกอยู่ในนี้อีก ๒ เดือน พามาใหม่อีกทีหนึ่งหมดครับ กระทรวงมหาดไทยกลับมาอีกแล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ก็ส่งเสียงโห่กัน ผมบอกท่านเลยครับ สปท. ไม่ต้องกลัวเพราะท่านไม่ต้องเผชิญหน้า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเลย ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตปลัดกระทรวงทั้งหมดครับ ท่านไม่ต้องไปเผชิญเลยถ้าท่านไม่คิดจะลงการเมืองแบบพวกผม พวกผมต่างหากเผชิญ แล้วพวกผมรู้ว่าถ้าท่านไม่ทำวันนี้ท่านปล่อยให้เลือกตั้งไปท่านเชื่อผมเถอะเรื่องอย่างนี้ไม่เจอ เรื่องที่ท่านเสรีบอกว่าปฏิรูปตำรวจ ถ้าวันนี้ยังผัดวันประกันพรุ่งไม่ปฏิรูป ถ้าไม่ปล่อย ให้เขาเลือกตั้งท่านเชื่อเถอะท่านจะไม่เจอ แล้วก็จะเห็นตำรวจยิงถล่มชาวบ้านหรือยิงกันไป ยิงกันมา ใครมาใหญ่ก็ตำรวจเดินตามหลัง ท่านก็จะเจออย่างนั้น กล้าเถอะครับ คนที่เป็น สมาชิก สปท. ไม่มีอะไรสูญ
ท่านวิทยาครับ ไม่ใช่เรื่องความกล้าหรือไม่กล้า ท่านต้องให้เกียรติสมาชิกทุกคน แล้วก็ไม่ใช่เพราะถูกกระทรวงมหาดไทยครอบงำนะครับ เราใช้เหตุใช้ผลกัน ผมฟังสมาชิก มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองอย่างเดียวด้วย เรื่องการปกครองท้องถิ่น ท้องที่ ภูมิภาค ส่วนกลาง เป็นเรื่องของสมาชิกทุกคนครับ เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ท่านกล่าว ในลักษณะที่ว่าต้องใช้ความกล้า ย้ำแล้วย้ำอีกเหมือนกับว่าเราไม่กล้าปฏิรูป เรากล้าปฏิรูป หลายเรื่อง กฎหมายจัดตั้งศาลปราบโกงนี้เราริเริ่มไป สมัยอื่น ๆ ก็ไม่กล้าทำตรงนี้ หรือว่าเรื่องกฎหมายแข่งขันการค้า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าชี้แจงเป็นประเด็นให้ตรง ตามเหตุตามผล แต่จะไปบอกว่าสมาชิกอภิปรายอย่างนั้นเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ผมว่า ไม่ควรครับ ท่านก็มีประสบการณ์มากกว่าผมเยอะ เชิญท่านวิทยาต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ความจริงบรรยากาศดีนะครับท่านประธาน ท่านเป็นประธาน ไม่น่าทำบรรยากาศให้เสีย ท่านวิทยาพูด
ท่านวันชัยครับ ผมเป็นประธานผมควบคุมการประชุมและรับฟังอยู่ สมาชิก ก็มีความรู้สึกนะครับ คือพอบอกว่าต้องกล้า เหมือนกับว่าเรากลัวหรืออย่างไร การทักท้วง ด้วยเหตุด้วยผลไม่ใช่ความกลัว เพราะฉะนั้นผมก็เพียงติติง เพราะฉะนั้นเชิญท่านนั่งครับ ท่านวิทยาจะเป็นผู้อภิปราย เชิญท่านนั่งครับ ไม่เป็นไรครับ จะได้บรรยากาศดี เชิญท่านวิทยาต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ตั้งใจ จะดูถูกดูแคลนใครนะครับ แล้วกำลังเล่าเรื่องทั้งหมดที่ผมอยู่ในชีวิตทางการเมืองมา ๓๐ ปี ให้เพื่อนสมาชิกซึ่งอาจจะไม่คุ้นเคยฟัง ท่านประธานอาจจะคุ้นเคยครับ และผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านประธานจะกลับไปแบบผมหรือเปล่า หรือท่านจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ผมยืนยันครับว่าผมบอกกับ เพื่อนสมาชิกแล้วเสร็จเรื่องนี้ผมกลับบ้าน ผมมาอย่างไรผมก็ไปอย่างนั้นของผม เพราะฉะนั้น ผมเรียนกับเพื่อนสมาชิกครับว่าไม่ได้ตั้งใจดูถูกดูแคลน แต่ใครก็กลัวครับ วันที่มันยกขบวน มาเยอะ ๆ ผมเคยโดนมาแล้วครับ ที่ยกขบวนมาล้อมผมติดอยู่ในห้องกาแฟที่ด้านหน้า เคยมาแล้ว แล้ววันนี้มันเล่นส่งสัญญาณกันจะขนกันมา แล้วทั้ง ๆ ที่จริง ๆ โดยเนื้อหากฎหมาย ที่นำเสนอฉบับนี้แตะต้องน้อยที่สุดครับ กำนันที่เป็นอยู่แล้วครบ ๕ ปีไปลงสมัครใหม่ จากประชาชน ถ้าบอกไม่เชื่อประชาชนแล้วปล่อยให้เลือกมาทำไมผู้ใหญ่ ถ้าบอกไม่เชื่อ ประชาชนแล้ว อบต. ที่ท้องถิ่นที่เราจะเปิดเลือกก่อนเลือกตั้ง ส.ส. รัฐบาลทำไมถึงทำ เพราะฉะนั้นมันลำบากอะไรนักที่เอากำนันเหล่านี้ไปลงสมัครอีกครั้งหนึ่งให้ประชาชนเขาเลือก เมื่อครบ ๕ ปี ส่วนผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องแห่ตามกำนันมาครับ ผมไม่ได้ปลดผู้ใหญ่บ้าน แม้แต่คนเดียว กรรมาธิการไม่ได้เสนอปลดแม้แต่คนเดียว แล้วผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดก็มีสิทธิ จะไปลงสมัครกำนันแข่งกับเขาด้วย แล้วก็ออกกฎหมายเสร็จครับ ผู้ใหญ่บ้านจนอายุ ๖๐ ปี พออายุ ๖๐ ปีเมื่อก่อนผมคิดว่าแก่มากครับ วันนี้ผม ๖๐ กว่าปี แล้วเพื่อนสมาชิกที่นี่ เหลือ ๔๐ กว่าปีมีกี่คนครับ ยังแข็งแรงพอจะกลับเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ให้เขาสมัครอีก รอบละ ๕ ปี แต่เวลานายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโวยเรียกร้องผู้ใหญ่บ้านมาทั้งประเทศ ที่จริงกำนันที่ครบ ๕ ปีต่างหากที่ต้องเสีย แต่เสียจนสิ้นชีวิตกลับไม่ได้หรือเปล่า กลับได้ คราวนี้ปรากฏว่ากระทรวงมหาดไทยก็ส่งสัญญาณครับ เพราะวันที่ผมทำกฎหมายท้องถิ่น ท่านอาจจะอยู่ทำเนียบรัฐบาล ผมอยู่ในสภา เพราะฉะนั้นผมเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกคนในสภาเองว่า กลัวครับ เวลาขนมา ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนรอบสภากลัว ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ในยุคนี้มันไม่กล้า ขนมามากหรอก เกรงใจ คสช. แต่ว่าในยุคที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าให้พวกผมเอากฎหมายนี้ ไปออกในสภาเอง เรียนท่านเลยจบครับ ผมอยู่ในพรรคการเมืองเคยคิดเสนอเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ในพรรคเตือนว่าหาเรื่องอื่นทำก่อนได้ไหม เพราะถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องผมไม่เดินหน้าที่นี่ ผมก็ไม่รู้จะเดินหน้าที่ไหนครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตเรียนกับเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมไม่มีประโยชน์แอบแฝงในการที่ออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะผู้ใหญ่หรือกำนันเขามาจาก ประชาชน แล้วส่งมาเป็นลูกน้องของข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย อยู่ไปอยู่มาข้าราชการ กระทรวงมหาดไทยก็ลืมตัวนึกว่าเป็นของตัวเอง ก็โอบกอดไว้ไม่ยอมส่งคืน เขาเป็นของ ประชาชนครับ ประชาชนเลือกเขามา แล้วก็มานั่งประเมินกันเองหมด จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑,๗๐๐ กว่าคนผู้ใหญ่บ้านประเมินผ่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนอาจารย์นักวิชาการบอกว่า ควรสร้างระบบประเมินมากกว่านี้ ผมก็แก้ระบบประเมินครับ เอาประชาชนเข้าไปร่วม มากกว่านี้ แต่ถ้าสู่ระบบการเลือกตั้ง ๕ ปีไม่ต้องประเมินนะครับ ประชาชนเขาประเมินเอง ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ อาจจะไม่ตอบเพื่อนสมาชิกครบทุกท่าน แต่ถือว่าผมได้ตั้งใจพูด แล้วก็คงขออนุญาตเป็นครั้งสุดท้ายกับเพื่อนสมาชิกแห่งสภานี้ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
มีทางสมาชิกที่จะซักถามในประเด็นที่เคยอภิปราย แล้วกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ หรือว่ากรรมาธิการยังชี้แจงไม่ครบ เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
ท่านประธานครับ ไม่เกี่ยวกับกล้า หรือไม่กล้า แล้วก็ไม่เกี่ยวกับว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมเห็นใจ แล้วก็เข้าใจทางกรรมาธิการ แล้วก็เข้าใจสมาชิกทุกฝ่ายนะครับ แต่มีประเด็นของเอกสารที่ผมอยากจะให้ทางกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาดูเพื่อให้มีความสมบูรณ์ของเอกสาร ท่านช่วยดูเอกสารหน้า ๘ นะครับ ข้อเสนอแนะคือข้อ ๕.๑ ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในข้อ ๑ วรรคสอง ท่านเขียนไว้ว่า ทั้งนี้ โดยไม่มีข้อเสนอเพื่อปรับปรุงแก้ไขเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งและวาระการดำรงตำแหน่ง ของผู้ใหญ่บ้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ท่านเขียนเอาไว้ ไม่ทราบว่าจะต้องมี การแก้ไขโดยลบวรรคนี้ออกทั้งวรรคเลยหรือเปล่า เพราะในวรรคสุดท้ายของหน้านี้เลย ท่านไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลว่า เมื่อผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งให้เลือกผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหม่ และให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๕ ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง เพราะฉะนั้น ๒ วรรคนี้ มันขัดแย้งกันเอง ท่านจะตัดอันแรกที่ผมว่านี้ออกทั้งวรรคเลยหรือเปล่าครับ
เชิญท่านประธาน แล้วเดี๋ยวท่านคำนูณจะใช้สิทธิอภิปราย เชิญครับ
ผมขออนุญาตพูด ที่ท่านวิทยาพาดพิงผมนิดหนึ่งนะครับ ท่านวิทยาบอกว่าผมเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะว่า กรุงเทพฯ อาจจะไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จริง ๆ ต้องกราบเรียนว่าเข้าใจหมดนะครับ เพราะอ่านทั้งหมดแล้วก็ฟังท่านวิทยามาตลอดนะครับ ส่วนที่ท่านเฉลิมชัยเสนอตัดผมเข้าใจว่า กรรมาธิการเห็นด้วยก็ขอบคุณนะครับ เพราะว่าข้อเสนอดังกล่าวนี้พอดีไปปรับตอนท้าย เข้ามาเพิ่มขึ้นตามคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เสนอ อาจจะไม่ตรงกันก็ขออนุญาตตัดในวรรคสองนี้นะครับ แล้วส่วนของท่าน พลโท กฤษณะ ที่ได้ให้ความเห็นกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ก็ขอบคุณท่าน พลโท กฤษณะ เดี๋ยวกรรมาธิการจะไปดูถ้อยคำอีกครั้งหนึ่ง ขออนุญาตท่านคำนูณครับ
เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คงไม่ใช่การอภิปราย ครั้งสุดท้ายของผมเพราะจะอยู่กับท่านไปจนวันสุดท้าย และขอยืนยันว่าตั้งแต่ก่อนมาทำงาน การเมืองตั้งแต่สมัยยังเขียนหนังสืออยู่โดยเฉพาะช่วงปี ๒๕๓๔-๒๕๓๕ และตลอดมา จนถึงการทำงานการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเป็น ส.ว. ปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๔ นั้นกระผมมีจุดยืนที่ชัดเจนครับ สมัยกระผมเขียนหนังสืออยู่เป็นคนเขียนหนังสือ ที่เรียกนักการเมืองที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ร่วมกับผมในที่นี้ว่านักเลือกตั้ง และใช้ศัพท์คำว่า ลัทธิเลือกตั้งธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยเสมอไป กระผมก็มี จุดยืนชัดเจนตลอดเวลาว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นจำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้ง จะขาดเสียมิได้ แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้ง ที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยเท่าที่เป็นมาโดยตลอด แต่บทบาทส่วนตัวของกระผม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ นอกสภา ข้างถนน จนถึงอยู่ในสภา ผมคิดว่าผมเป็นคนหนึ่ง ที่ยืนหยัดในความคิดนี้แล้วก็ต่อสู้กับลัทธิเลือกตั้งธิปไตย หรือแนวความคิดที่ถือว่า อะไรก็ตามแต่ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นถูกต้องทั้งหมดเสมอมา ด้วยความเคารพครับ ผมไม่เคยอภิปรายยาว ๆ ประเภท ๑ ชั่วโมงติดต่อกัน ๒ ครั้ง ๒ สัปดาห์ติดกันแล้วก็ต่อสู้ ด้วยความจำเป็นกับท่านประธานรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมนี้นะครับ ผมก็ยื้อจนสามารถอภิปรายได้ ด้วยความเคารพที่ท่านก็กรุณาให้อภัยผม ผมเห็นต่างจาก เพื่อนกรรมาธิการของผมหลายคนในหลายเรื่อง และเรื่องนี้อย่างที่ท่านวิทยากรุณาพาดพิงผม ตอนแรกคำนูณก็ค้าน จริงครับ ไม่ใช่ค้านโดยหลักการครับ แต่ค้านเพราะเห็นว่ากรรมาธิการ พวกเราจะทำเรื่องนี้ไปทำไม พอจะรู้ผลอยู่ แต่ว่าจากการเข้าร่วมประชุมทุกครั้งผมเห็นความตั้งใจจริงของท่านวิทยา แก้วภราดัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านชี้ให้เห็นว่าจะขจัดการเลือกตั้งที่ทุจริตได้ เป็นไปไม่ได้เลยครับ ถ้าไม่แตะที่มาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วท่านก็ชี้ให้เห็นว่าข้อเสียหายนับตั้งแต่มีการแก้ไข กฎหมายล่าสุดปี ๒๕๕๑ ๙ ปีนั้นก่อให้เกิดผลอะไรขึ้นบ้าง แล้วก็ได้ความรู้จากท่านกำนัน ชัย ชิดชอบ ผมเองผมก็สงวนความเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการเรื่อยมา ไม่ใช่เพื่อสงวนตัว เพื่อรักษาตัวหรอกครับ แต่เพื่อหลักคิดที่ท่านประธานอลงกรณ์ถามมา ๓ ข้อ ไม่ต้องจด ก็จำแม่นครับ ๑. เราคิดเห็นว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเรื่องของการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นเรื่อง ของราชการ หรือที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นอยู่ในบริบท หรือจิตวิญญาณของความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น เข้าใจครับ เข้าใจดียิ่ง ๒. เป็นราชการส่วนไหน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ถ้าเราเคย เรียนหนังสือมาใครก็ตอบได้ครับ ราชการส่วนภูมิภาคข้อโซ่สุดท้าย และราชการส่วนภูมิภาคนั้น ก็เป็นแขนขาของราชการส่วนกลาง ก็ท่องกันมาอย่างนี้ครับ และ ๓. ๑๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้น การทำหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่บนศรัทธาหรือคะแนนเสียง แน่นอนครับ ศรัทธา แต่ถามว่าศรัทธาที่จะเห็นความชัดเจน ทำไมล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๓๕ ท่านเลือก วิธีการทดสอบศรัทธาด้วยการจัดให้มีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้ชี้ให้ข้าหลวงส่วนกลางไปสืบเสาะแล้วก็ดูว่าใครได้รับศรัทธา สูงสุดแล้วก็แต่งตั้งคนนั้นเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระองค์ท่านก็มีเหตุผลของท่านครับ แต่คำถาม ๓ ข้อมันอยู่ในใจผมมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเราถ้าจะปฏิรูปใหญ่เราต้องตอบคำถามและจัดความสัมพันธ์ระหว่างการปกครอง ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ควรเรียกการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ได้ แต่จนถึง ทุกวันนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดไหนหรือควรจะเป็นหน้าที่ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะเวลาการที่เหลืออยู่ ผมเคยเดินสายไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการไปชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป หรือว่าการไปร่วมขบวนการ สนช. พบประชาชน ไม่ใช่ว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านจะไม่มีปัญหานะครับ ท่านก็มีปัญหาครับ หลายท่านก็บอกว่าท่านคุมเกษตรจังหวัดไม่ได้ ท่านคุมพาณิชย์จังหวัดไม่ได้ อำนาจหน้าที่ของท่าน ก็มีแค่คุมหัวหน้าส่วนที่อยู่ใกล้ติดตัวท่าน มันก็มีความเหลื่อมกันอยู่เหมือนกันครับว่า ราชการส่วนภูมิภาคควรจะปรับแค่ไหน อย่างไร ราชการส่วนกลาง ความสัมพันธ์กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดควรจะแค่ไหน อย่างไร วันนี้ผมได้ยินวาทกรรมที่เป็นบุญกับกระผมอย่างยิ่ง และกระผมคิดว่าเป็นการฟังอภิปรายที่ได้สารัตถะสำคัญที่สุด ท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ไม่ใช่ผมสอพลอท่านนะครับ ไม่มีความจำเป็น ท่านอภิปรายได้ดีครับในตอนท้าย ท่านวิทยา แก้วภราดัย ในการอภิปรายครั้งสุดท้ายของท่านก็สุดยอดครับ แต่ผมอยากจะบอกว่าในขณะนี้ ที่เรายังไม่สามารถจะตอบคำถามว่าประเทศนี้จะเดินหน้าจัดสรรความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กับส่วนท้องถิ่นอย่างไร ยังไม่มีคำตอบในเรื่องราชการส่วนท้องถิ่น ที่ถูกฟรีซ (Freeze) ไว้ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร แล้วเรายังคงกำหนดให้มีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมไม่ติดใจเลยนะครับถ้าเผื่อว่าจะมีใคร ในประเทศนี้กล้าหาญที่จะปฏิรูปใหญ่บอกว่าก็ในเมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นเป็นจิตวิญญาณ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าจะไม่ต้องเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเลย ให้มีการสรรหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ชื่อว่ากำนันกับผู้ใหญ่บ้านจะโดยวิธีการใดก็ตามแต่ ผมเอาด้วยนะครับ และผมเชื่อว่า กรรมาธิการหลายท่านก็เอาด้วยครับ แต่ถ้าเผื่อตราบใดที่ยังมีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ ท่านสมาชิก ท่านประธาน ช่วยเมตตาตอบคำถามให้ผมหน่อยเถอะครับว่า เราจะปล่อยให้มี การเลือกตั้ง จะเรียกว่าเลือกเฉย ๆ อย่างไรก็ได้นะครับ มีการเลือกที่ถ้าเต็มแมกซ์ (Max) แล้วอยู่ในตำแหน่งไป ๓๕ ปี ผมไม่เชื่อว่าตอบคำถามได้ครับ และการตอบคำถามไม่ได้นี้ ในการแก้ไขกฎหมายปี ๒๕๕๑ ก็ต้องออกแบบระบบประเมินเอาไว้ว่าต้องประเมิน อย่างน้อย ๔ ปีครั้ง ให้ใครประเมินล่ะครับ กระผมจะไม่ขอใช้คำว่า กระทรวงมหาดไทย นะครับ ก็อาจจะให้นายอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประเมิน ผมถามเถอะครับว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้รับเลือกและอยู่ในช่วง ๓๕ ปีนั้นรู้พื้นที่ รู้งานอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายมา ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ กับนายอำเภอที่อยู่ในตำแหน่งนายอำเภอนั้นมากสุดกี่ปีครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในตำแหน่งมากสุดกี่ปีครับ ๔ ปีมีไหมครับ ไม่ถึงครับ ๒ ปี บางคน ๑ ปี ก็ย้ายแล้ว การประเมินแบบนี้มันยากที่จะได้ผลการประเมินที่เป็นธรรมที่สุด กรรมาธิการ ในฐานะผู้มีปัญญาน้อยและไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่มีพลังแรงกล้าที่จะเสนอให้ปฏิรูปใหญ่ ในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กับส่วนท้องถิ่นได้ เมื่อเล็งเห็นว่า ในเมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังต้องเลือก ระบบประเมินแบบเก่า
ท่านคำนูณครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง บังเอิญมีสมาชิกยกมือขึ้น ท่านสุรินทร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่เคารพทั้งหลาย ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมคิดว่าเราใช้เวลา กันมานานพอสมควร ทั้งท่านกรรมาธิการก็ตอบมากแล้ว แล้วพวกเราก็เสนอความเห็น มากแล้ว ผมเสนอให้ยุติการอภิปรายและลงมติ ถ้าใครเห็นด้วยขอให้โหวตได้เลยครับ เพราะยิ่งพูดกันยาวพูดง่าย ๆ ก็เรื่องเดียววนไปวนมา ผมคิดว่าเพื่อรักษาบรรยากาศ ของที่ประชุมเราไว้เหลืออีกไม่ถึง ๑๑๐ วันแล้วไม่อยากเห็นการอภิปรายเรื่องนี้ให้มากความ ไปกว่านี้ ผมจึงขอปรึกษาเป็นญัตติว่าขอให้งดการอภิปรายแล้วก็ลงมติ ถ้าไม่ถอนกลับไป อย่างที่ผมเสนอจะดีกว่า ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ
กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ
ท่านสุรินทร์ครับ ไม่ต้องถึงขั้นเสนอญัตติหรอกครับ ท่านคำนูณก็จะจบ อยู่แล้วครับ ท่านคำนูณช่วยสรุปเพราะว่าท่านใช้สิทธิอภิปรายตอนแรกมาแล้ว ตอนนี้ ก็ตอบข้อซักถามได้เกือบครบทุกประเด็นแล้ว ช่วยสรุปการชี้แจงครับ เชิญครับ
นาน ๆ ครั้งจะถูกตัดไมโครโฟนสักครั้งหนึ่ง ก็เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่านะครับ เอาละครับ ผมสรุปง่าย ๆ ถ้าเราสามารถสรรหาระบบ ที่ดีกว่าการเลือกตั้งได้ ถ้าเราสามารถคิดรูปแบบการปฏิรูปใหญ่ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นได้ทำไปเถอะครับ แต่ตราบใดที่เรายังไม่สามารถตอบคำถามได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องให้กระบวนการเลือกตั้งที่มีอยู่สามารถตอบคำถามได้มากที่สุด ผมเองได้รับฟังมาโดยตลอดนะครับ กระผมเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ครับ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งฉบับชั่วคราวที่กำหนดโรดแมป (Roadmap) เอาไว้ ทั้งฉบับถาวร ที่ประกาศใช้ออกมา สักวันหนึ่งเราก็ต้องมีการเลือกตั้ง วาทกรรมหลายอย่างของเรา กระผมเข้าใจครับ กระผมก็ใช้วาทกรรมเหล่านี้มาตามสมควร แต่ตราบใดที่เรายังไม่สามารถ ที่จะหนีการเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลหลายประการประกอบกัน กระผมเชื่อว่าเราก็ต้องพยายามทำ พยายามกำกับให้ดีที่สุด จริงอยู่ครับ การอยู่ยาวก่อให้เกิดความกล้าหาญ แต่การอยู่ยาว อย่างไรเรียกว่าอยู่ยาว ป.ป.ช. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเคยมีวาระ ๙ ปี ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยเหตุผลว่าอยู่ยาว อยู่วาระเดียวทำให้เกิดความกล้าหาญ ในที่สุดรัฐธรรมนูญใหม่ ตัดลงมาเหลือ ๗ ปี แต่ว่าอันนี้ไม่ใช่ ๙ ปีครับ เต็มแมกซ์ (Max) ๓๕ ปี ตราบใดที่ยังต้องมี การเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กระผมอยากให้ยึดหลักสากลของการเลือกตั้งที่ต้องมีระยะเวลา ที่มากพอสมควร มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนพอสมควรกับในขณะเดียวกันควรจะต้องมี การประเมินที่แท้จริงโดยเสียงของประชาชน ไม่เช่นนั้นท่านก็จะเกิดปัญหาในทางทฤษฎี ตามมาว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเขาได้รับเลือกมาจากประชาชนโดยตรง แต่ทางราชการส่วนกลาง ไปประเมินว่าเขาไม่ควรอยู่ในตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะเป็นปัญหาในอีกทางหนึ่ง ด้วยความเคารพ และกระผมคิดว่าบรรยากาศวันนี้เป็นบรรยากาศที่ดียิ่ง แม้ว่าเราอาจจะมี ความคิดเห็นเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง และไม่ว่าผลของการลงคะแนนเสียงจะเป็นอย่างไร กระผมเชื่อว่าบรรยากาศอันดียิ่งนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป และพวกเราทุกคนผมไม่ทราบว่า จะเป็นตัวแทนของกรรมาธิการได้หรือไม่ เคารพทุกเสียงของพี่น้องสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เคารพทุกความคิดเห็นของพี่น้องสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าท่านจะเห็นต่าง ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วย และที่กระผมใช้เวลามาตามสมควรในขณะนี้นั้น ก็เพราะต้องการเปิดใจของคนที่ค้านมาแต่แรกว่าไปทำมันทำไมทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แล้วจนกระทั่งเช้านี้ไปอาสาท่านวิทยาว่ามีอะไรจะให้ผมช่วยไหม ไม่ใช่เพื่อสปิริต (Spirit) แต่ด้วยความตระหนักว่าเราจำเป็นที่จะต้องพูดกันอย่างครบถ้วนอย่างรอบด้าน กราบขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญ เพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรง ตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่างพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าไม่มี แสดงว่าครบถ้วน แล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๙ ท่าน เป็นอันว่า ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องข้อเสนอ ประเด็นสำคัญ เพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรงตำแหน่ง กำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่างพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างหรือไม่ครับ สมาชิก เดินเข้ามา ๑ ท่าน ขอเชิญใช้สิทธินะครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียงครับ
ท่านประธานครับ สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ลำดับที่ ๑๗๑ ครับ เมื่อสักครู่ใช้สิทธิไม่ทัน ผมขออนุญาตใช้สิทธิครับ
ใช้สิทธิแสดงตนผ่านไปแล้ว ตอนนี้ใช้สิทธิออกเสียงว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียงครับ
ผมไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน
บันทึกไว้ด้วยนะครับ ตกลงว่าใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ ผลการออกเสียงลงคะแนน จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๐ ท่าน เห็นด้วย ๙๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๗ ท่าน งดออกเสียง ๓๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน วาระการดำรงตำแหน่งกำนัน และการประเมินผล การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านและผู้ชี้แจงนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบนำไปพิจารณา ก่อนหน้านี้แล้วนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใดที่ประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ มีเรื่องเดียวครับ ท่านประธานครับ สืบเนื่องมาจากการที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ซึ่งผมก็คิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก ในการชุมนุม แล้วก็การที่จะให้องค์กรภาคประชาชนทั้งหลายสามารถที่จะทำงานเป็นปกติได้ ในขณะเดียวกันผมก็มีความกังวลใจแล้วก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร ถ้าเผื่อยังมีคำสั่ง บางประการของคณะผู้บริหารประเทศที่ไม่ได้เอื้ออำนวยให้กับการใช้สิทธิ เสรีภาพ ผมอยากจะขอเสนอท่านประธานเพื่อขอให้ทางผู้หลักผู้ใหญ่ของ สปท. ปรึกษาหารือกับ ทางรัฐบาลว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพแต่บัดนี้ได้หรือไม่ ถ้าเผื่อปฏิบัติไม่ได้ด้วยคำสั่งอันใดก็ตามถือว่าเป็นการขัดทางกฎหมายหรือไม่ และใคร จะเป็นผู้ที่จะยุติในเรื่องนี้ ผมขอฝากเป็นการบ้านให้กับท่านประธาน ขอขอบคุณมากครับ
มีสมาชิกท่านอื่นจะหารือไหมครับ ถ้าไม่มี วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ