พอพล มณีรินทร์ หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปมาตรฐานการศึกษา โดยใช้โอเน็ต (O-NET) และพิซา (PISA) เป็นมาตรฐานในการประเมินคุณภาพการศึกษา และเรียกร้องให้มีทางออกและวิธีแก้ไขปัญหาการประกันคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาตลอดชีวิต การปฏิรูปการศึกษาและแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการบริหารงานบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่การศึกษา ทวิภาคี และการอุดมศึกษา การประเมินและการเลื่อนวิทยฐานะของครู การแก้ไขปัญหาผลการสอบโอเน็ต (O-NET) และพิซา (PISA) และการพัฒนาครูเพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เป็นแนวคิด Active learning ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมขออนุญาตที่จะรายงาน ถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเอกสารมีอยู่ ๒ ชุด ชุดแรก คือสรุปผลงาน ซึ่งในนี้ก็จะเป็นงานทั้งหมด ในวาระแรก ก็มีอยู่ ๑๑ เรื่อง และอันที่ ๒ อีก ๑๕ เรื่อง เอกสารตามนี้ ซึ่งเดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ห้องส่งจะได้ ส่งภาพมานะครับ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ๒๗ วาระฉบับนี้ ซึ่งมีเรื่องการศึกษาอยู่ทั้งหมด ๖ ประการ ซึ่งใน ๖ ประการนี้ก็อยู่ในเอกสารอันนั้นทั้งหมด ผมจะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า ในส่วนที่ผมได้รับมอบหมายจากท่านประธานวิวัฒน์ให้ดูแลเรื่องการปฏิรูประบบการจัด การศึกษา สิ่งที่เรากำลังกังวลอยู่ในขณะนี้ก็คือเรื่องมาตรฐานการศึกษาครับ คุณภาพการศึกษา เป้าที่ผมให้นโยบายกับคณะทำงานของผมว่าทำอย่างไรให้คุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนสูงขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือเป็นโจทย์ และสิ่งที่มาวัดผลการศึกษา ในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นสากลก็คือที่ท่านได้ยินว่าโอเน็ต (O-NET) ก็คือการวัดผลการศึกษา ขั้นพื้นฐาน แล้วก็พิซา (PISA) คือเป็นการวัดผลการศึกษาในระดับสากล เพราะฉะนั้นใน ๒ เรื่องนี้ ในเรื่องของโอเน็ต (O-NET) กับพิซา (PISA) จึงเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้วัด แล้วก็เป็นยาดำ อยู่ในปัจจุบันนี้ที่เราจะประเมินค่าว่าการศึกษาไทยได้ผลหรือไม่ได้ผลดูจากตรงนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมจึงต้องมีเรื่องนี้ที่จะพูดกับท่านสมาชิกกับท่านประธานว่าเป็นสิ่งที่ เรามีทางออกและเรามีวิธีแก้ไข ซึ่งผมได้เคยกราบเรียนไปหลายครั้งแล้ว ผมจะขออนุญาต สรุปงานในส่วนที่คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษารับผิดชอบอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมจะขออนุญาตกราบเรียนว่ามีอยู่ทั้งหมด ประมาณ ๗-๘ เรื่อง ซึ่งบางเรื่องจะซ้ำอยู่ในส่วนของสิ่งที่สรุปมาแล้ว เพื่อที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ ได้เตรียมสไลด์ (Slide) วาระการปฏิรูปที่สำคัญเร่งด่วน ๒๗ วาระ ปี ๒๕๖๐ นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรื่องแรก เรื่องกฎหมายการศึกษา ตรงนี้เองในคณะทำงานของผมก็มีท่านอาจารย์สมเดช นิลพันธุ์ เป็นหัวหน้าคณะนะครับ แนวคิดก็คือว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติซึ่งใช้อยู่ปัจจุบันนี้คือฉบับปี ๒๕๔๒ แก้ไขปี ๒๕๔๓ นั้นใช้มาประมาณ ๑๗-๑๘ ปีแล้ว บางเรื่องก็ทันสมัย บางเรื่องก็ไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นจึงมี หลักการแนวคิดว่าจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ฐานะหรือคุณภาพการศึกษาดี ขึ้น คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานก็ได้ดำเนินการ ความคืบหน้าอยากจะเรียน อย่างนี้ครับ หลังจากที่เราผ่านสภาไปเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ก็ได้มีการประชุมร่วม แล้วก็ได้มีการทำงานผ่านไปยังแม่น้ำ ๓ สายเรียบร้อยนะครับ ปรากฏว่าก็ได้มี คณะกรรมการประชุมร่วมระหว่าง สนช. กับ สปท. มีการแก้ไขร่างปัจจุบันนี้จนแล้วเสร็จ แล้วก็ส่งคืนไปเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ โดยท่านอาจารย์วิวัฒน์เป็นประธาน ท่านยังคงจำได้นะครับ เสร็จแล้ว สนช. กับ สปท. ทำร่วมกัน ปัจจุบันนี้ทราบว่าส่งไปที่ สนช. สนช. ก็ไปดำเนินการต่อเพื่อส่งให้คณะ ครม. ต่อไป ซึ่งทราบว่าปัจจุบันนี้ยังอยู่ในขั้นตอน เพราะฉะนั้นเราก็มีข้อเสนอแนะว่าขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายแม่บทของการศึกษา อันนี้คือส่วนที่คณะอนุกรรมาธิการของผม ได้รับผิดชอบเรื่องนี้แล้วก็ส่งผ่านไปยังคณะกรรมาธิการแล้วก็ส่งต่อให้สภาเรียบร้อยนะครับ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต แนวคิดของการศึกษาตลอดชีวิต ก็คือเราต้องการที่จะดูการศึกษาทุกช่วงชั้นวัย เดิมทีนั้นเรามี กศน. หรือการศึกษานอกระบบ ดูแลรับผิดชอบอยู่ จริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินั้นได้เขียนไว้ครบ ตั้งแต่ปฐมวัย ตั้งแต่ครรภ์มารดานี่ขาดแน่นอน คือดูแลตั้งแต่ปฐมวัย แล้วก็อยู่ในช่วงที่อยู่ในระบบและนอกระบบ เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากนอกระบบแล้วก็ไม่ได้รับการศึกษา กศน. หรือการศึกษานอกระบบ จะรับผิดชอบ แต่เท่านั้นไม่พอครับ โดยเฉพาะท่านอาจารย์วิวัฒน์ว่าจะต้องดูแลการศึกษา ตลอดชีวิต ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ในวัยเรียนก็ให้การศึกษาในระบบรับผิดชอบไป โดยมี พ.ร.บ. การศึกษา ปี ๒๕๔๒ ดูแลไป หลังจากการศึกษาแล้วไม่ว่าหลังจากปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรืออยู่ในทุกช่วงชั้นก็ตาม ยังมีการศึกษาที่จะต้องให้การศึกษาอีกเรียกว่า การศึกษาตลอดชีวิต เราจึงทำ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิตขึ้น แนวคิดนี้ก็เพื่อที่จะเป็น การเติมเต็ม จริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ. การศึกษาเดิมก็มีเขียนไว้ครับ แต่ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติ ให้เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงมีความคิดเห็นว่าจะต้องมีร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ ขึ้นไปอีก ๑ ฉบับ เพื่อที่จะดูแลคนที่ตกหล่นจากในระบบ ซึ่งปัจจุบันนี้หลังจากที่ได้ผ่านสภาเราไปแล้วก็ได้เสนอต่อ ครม. แล้วนะครับ ช่วงนี้ทราบว่า ได้ส่งไปที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะ ผลักดันก็คือว่าใน ๑ ปีนี้เมื่อกำหนดไว้ในวาระปฏิรูปแล้วก็ควรจะต้องมีการเร่งรัดฉบับนี้ โดยให้ สนช. เป็นผู้พิจารณาเพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไปครับ อันนี้คือที่มาที่ไปของ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาต่อชีวิต ซึ่งมีท่าน พลอากาศเอก เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว ท่านเป็นหัวหน้า คณะทำงานในเรื่องนี้นะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องการพัฒนาครู ตรงนี้เดี๋ยวผมขออนุญาตเอาไว้สุดท้าย ที่ผมจะได้พูดถึง เพราะว่าเป็นการแก้ปัญหาระบบโอเน็ต (O-NET) แล้วก็พิซา (PISA) นี่คือ ๓ เรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการของผมรับผิดชอบต่อจากท่านประธานวิวัฒน์ แล้วก็ถูกบรรจุ อยู่ในวาระปฏิรูป ๒๗ วาระ เรื่องแรก คือเรื่อง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องที่ ๒ คือ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต เรื่องที่ ๓ คือการพัฒนาครูเพื่อปรับการเรียนการสอนให้ ผลโอเน็ต (O-NET) และพิซา (PISA) สูงขึ้น อันนี้ผมจะขออนุญาตเอาไว้ปิดท้ายนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการอยากจะเรียนให้ทราบคือ การแก้ไขปัญหาความล่าช้าของการบริหารงานบุคคลของ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งฉบับนี้มี พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รองรับอยู่ เราจึงเสนอให้มีการแก้ไข ซึ่งในปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับเรื่องนี้ไปแล้ว แล้วก็ได้มีคำสั่งทั้ง ม. ๔๔ ทั้งคำสั่งภายในได้แก้ไขเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยตั้งคณะทำงานต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขความล่าช้าดังกล่าว อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะอนุกรรมาธิการ ได้ดำเนินการ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ตามที่ผมได้ กราบเรียนในที่ประชุมไปแล้วนะครับว่าเพื่อที่จะต้องการให้ครูครบชั้น นักเรียนพอเหมาะ นั่นหมายความว่าในปัจจุบันมีโรงเรียนอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น ตั้งแต่อนุบาล ๑ อนุบาล ๒ แล้วก็ ป. ๑ ถึง ป. ๖ บางแห่งมี ๔ ท่าน บางแห่งมี ๒ ท่าน บางแห่งมีไม่ครบ พูดง่าย ๆ ไม่ครบ ๘ คนอย่างนี้ดีกว่านะครับ ตรงนี้เองจึงเป็นเหตุให้ สพฐ. รับเรื่องนี้ไปแล้วเรื่องดังกล่าวนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองและผ่านการสั่งการของ ท่านนายกรัฐมนตรีไปยังกระทรวงศึกษาธิการแล้ว นี่คือความคืบหน้า และขณะนี้ทาง ท่านเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านปัจจุบันก็ได้ผลักดัน โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนดีใกล้บ้านหรือโรงเรียนแม่เหล็ก พูดง่าย ๆ ก็คือแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนั่นเอง ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการแล้วทั้ง ๒ เรื่องนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาสู่การศึกษา ทวิภาคี ซึ่งมีท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา เป็นหัวหน้าคณะทำงานในเรื่องนี้ ก็ได้ผ่านสภา ไปแล้ว แล้วก็เข้ายังการอาชีวศึกษาแล้ว แล้วก็ได้มีการดำเนินการจัดการ กำลังขยายผล โดยท่านรัฐมนตรีเอาภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการศึกษามากขึ้น อันนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่จะแจ้งให้ทราบ ซึ่งไม่ได้อยู่ในวาระปฏิรูปเร่งด่วน ๒๗ วาระนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เราทำก็คือเรื่องการอุดมศึกษา ซึ่งอันนี้ต้องขออนุญาตให้เครดิต กับท่านอาจารย์จุไรรัตน์ ซึ่งท่านได้ย้ายไปอยู่คณะกรรมาธิการอื่นแล้ว ท่านเป็นคนริเริ่ม เรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้จนกระทั่งผมมารับผิดชอบต่อ ก็ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. อุดมศึกษาแล้ว แล้วก็เสนอผ่านเข้าสู่คณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่าง การดำเนินการซึ่งมีท่านอาจารย์อุทัยเป็นหัวหน้าคณะทำงานอยู่ ตรงนี้กำลัง ดำเนินการเพื่อที่จะทำให้การจัดการศึกษาของอุดมศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงแจ้งความคืบหน้านะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรับผิดชอบก็คือเรื่องการประเมินและการเลื่อนวิทยฐานะ สาระสำคัญก็คือว่าปัจจุบันการเลื่อนวิทยฐานะของเพื่อนครูเรานั้นใช้ผลงานการวิจัย เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องผลงานเชิงประจักษ์อื่น ๆ ประกอบด้วย แต่ท่านเชื่อไหมครับว่า การเลื่อนจริง ๆ แล้วขึ้นไปอยู่กับการวิจัยเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พอเราเสนอ ผ่านไปที่กระทรวง ตรงกับที่ท่านรัฐมนตรีเห็นชอบ จึงได้มีการสั่งการแก้ไขว่าต่อไปนี้ การเลื่อนวิทยฐานะของเพื่อนครูเรานั้นคือยกเลิกงานวิจัยทั้งหมด ใช้เฉพาะเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งมีน้อยมาก ระดับอื่น ๆ นั้นใช้ผลงานเชิงประจักษ์กับการอบรมเพื่อนครู โดยใช้ระบบ พีแอลซี (PLC) ก็คือชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นตัวหลัก แล้วเรื่องอะไรที่ครูจะอบรมจะพัฒนานั้นต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ เมื่อเพื่อนครูไปอบรมมาแล้ว ก็มาเป็น ๑ เรื่องในการที่จะมาขอวิทยฐานะหรือขอการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ที่คณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดการศึกษาได้ดำเนินการ
ผมขออนุญาตย้อนกลับมาที่เรื่องการแก้ไขปัญหาผลการสอบโอเน็ต (O-NET) และพิซา (PISA) ให้สูงขึ้น นี่คือเรื่องสำคัญครับ เรื่องอื่น ๆ ที่ผมกล่าวมาแล้ว ๖-๗ เรื่อง เป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น แต่เรื่องที่จะยกฐานะเรื่องห้องเรียนที่ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ พูดอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างไรให้ห้องเรียนมีคุณภาพ เอาละครับ จะปรับโครงสร้าง จะเลื่อนวิทยฐานะครู จะโยกย้าย จะจัดตั้ง จะโอน กศจ. จะคัดเลือกศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการอำเภอต่าง ๆ ก็สำคัญครับ แต่อย่าลืมว่าในต้นเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องเปิดเรียนแล้ว ถามว่าระบบการบริการเรียนรู้ที่ท่านอาจารย์พหลรับผิดชอบอยู่นี้ ๑. ตัวหลักสูตรเป็นอย่างไร ๒. เรื่องวิธีการสอนเป็นอย่างไร ๓. การประเมินผลในปัจจุบันนี้วัดได้จริงไหม เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องนี้คือเรื่องของวาระการเรียนรู้ แต่ส่วนการจัดการของผมนั้นคือทำอย่างไรให้มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นผมก็เลยย้อนกลับมาที่ห้องเรียนว่าการศึกษาหรือผลการสอบพิซา (PISA) ในปัจจุบันนี้ ตามที่ผมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าเมื่อประมาณสักเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๙ ก่อนหน้านั้นในทุกปีประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมของทุกปีก็จะมี ผลการสอบโอเน็ต (O-NET) ออกมาแล้วก็มีผลพิซา (PISA) ออกมา พิซา (PISA) เป็นการสอบ ระหว่างประเทศ แต่โอเน็ต (O-NET) เป็นผลสอบของคณะกรรมการ สทศ. เมืองไทย ผมจะเรียน อย่างนี้ครับว่าบางท่านเข้าใจว่าผลสอบโอเน็ต (O-NET) ทำไมตกต่ำ ก็คือว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านให้นโยบายทีแรกว่าจะต้องเปลี่ยนการสอนแบบท่องจำหรือพาสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) มาเป็นการสอนให้คิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) เพื่ออะไรครับ เพื่อ ๑. ให้นักเรียนหรือคนไทยคิดเป็น คิดอย่างมีเหตุผล ๒. ทำงานเป็นทีม ๓. แก้ปัญหาได้ ๔. สามารถสื่อสารและติดต่อกันได้โดยใช้เทคโนโลยีและภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ๕. คือเป็นคนที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม เป็นคนดีมีวินัย ๕ ประการนี้คือคุณลักษณะของ คนที่จะอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ คือ ๒๕๔๓ เป็นต้นไป อีก ๑๐๐ ปี พวกเราถูกสร้างมาด้วย ศตวรรษที่ ๒๐ ครับ เพราะฉะนั้นถามว่าการเรียนในอดีตผิดไหม ไม่ได้ผิดครับ แต่ถามว่า เราทำงานเป็นทีมเก่งไหม ก็เก่งครับ แต่เก่งในระดับหนึ่ง แก้ปัญหาได้ไหมครับ แก้ปัญหาได้ครับ เพราะเรามีประสบการณ์ ใช้ชีวิตจริงได้ไหม ปัจจุบันนี้เด็กถูกกล่าวหาว่าจบทุกช่วงชั้น แล้วทำงานไม่เป็นเนื่องจากว่าท่องเนื้อหาแล้วก็ไปสอบ พอสอบเสร็จก็ลืมครับ ไม่ได้ลงมือปฏิบัติเลย เพราะฉะนั้นการสอบหรือการสอนให้คิดวิเคราะห์ถามว่าของใหม่หรือเปล่า ไม่ใช่ของใหม่ครับ เราจะพยายามไม่เอาโครงการเริ่มใหม่ใส่ลงไปในโรงเรียน เพราะหลังจากนั้น ๓-๔ เดือน ครึ่งปีก็จะมีเฉพาะแผ่นป้าย เช่น โรงเรียนสีขาว โรงเรียนสเต็มส์ (STEMS) โรงเรียนอะไร ต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด จะมีเฉพาะแผ่นป้ายติดไว้ว่าโรงเรียนนี้ได้ผ่านแล้ว แต่คุณภาพ ก็ยังต่ำลง เพราะฉะนั้นเราจะพยายามไม่เอาโครงการใหม่ ๆ ไปใส่ เพียงแต่ว่าปรับเปลี่ยน วิธีการสอนของเพื่อนครูเท่านั้นเอง ข้อสอบโอเน็ต (O-NET) เป็นการวัดประเมิน ความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียนตามที่มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกำหนดไว้ จึงเป็นการออกข้อสอบแบบสร้างสถานการณ์ที่สอดคล้องหรือสัมพันธ์กับชีวิตจริง วัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนในการนำวิธีคิด ระเบียบวิธี ขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ มาวิเคราะห์ปัญหาโจทย์ เพราะฉะนั้นข้อสอบโอเน็ต (O-NET) จึงเน้นเนื้อหาว่าชื่ออะไร สิ่งของอะไร พ.ศ. ไหน สถานที่ องค์ประกอบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ส่วนอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นวัดความสามารถ วัดการเรียนรู้ วัดตัวชี้วัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นข้อสอบโอเน็ต (O-NET) จึงเป็นยาดำกับเพื่อนนักเรียน ในวันที่ ๒๐ นี้ก็จะมีการมอบตัวของโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ สมาชิก ท่านประธานคงได้รับการฝากฝังมาพอสมควร ทำไมต้องฝากครับ เพราะฝากเข้าโรงเรียนดี ๆ แล้วเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ ถามว่านักเรียนที่จบ ม. ๖ ในปีนี้ หรือจบ ม. ๓ ในปีนี้ เป็นคนไม่เก่งใช่ไหม ทำไมผลโอเน็ต (O-NET) ต่ำ ไม่จริงครับ ผลการศึกษาสูงมาก สอบเข้า เตรียมอุดมศึกษา ๑๐,๐๐๐ กว่าคน รับเพียงแค่ ๑,๐๐๐ คนต้น ๆ สอบเข้าเตรียมทหารเพื่อเรียน ในโรงเรียนเหล่า ๔ เหล่า สมัครประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน รับประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ระบบ แข่งขันตรงนี้วัดคนเก่งจึงเกิดโรงเรียนกวดวิชาขึ้นเพื่อทำข้อสอบให้เร็วสปีดเทสต์ (Speed Test) แล้วก็ทำได้เร็ว ทำได้ถูกต้อง แต่ถามว่าความรู้แท้มีตรงไหน เนื่องจากผมไม่ห่วงคนที่สอบได้ ผมห่วงคนที่สอบไม่ได้ครับ คนที่สอบไม่ได้ไปไหน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองเพื่อนครูจึงพยายาม สอนเนื้อหา หนังสือเยอะมาก หลักสูตรแกนกลางปี ๒๕๕๑ ออกแบบมาใช้ควบคู่กับการศึกษา แบบแอ็กทิฟ (Active) หรือคิดวิเคราะห์ แต่ช่วงนั้นเมื่อปี ๒๕๕๑ เราไม่ได้บอกวิธีสอนไปครับ เราบอกว่าเอาหนังสือไป ครูซึ่งเรียนมาจากชั้นมัธยมแบบเดิมคือไปเรียนแบบพาสซิฟ (Passive) นั่งฟังเลกเชอร์ (Lecture) แล้วทำการบ้าน พอเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งคณะ ที่รับผิดชอบในการผลิตครู คณะที่เรียนโดยตรง ไม่ว่าวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ก็สอน แบบพาสซิฟ (Passive) คือบอกให้ทำโจทย์ บอกสูตร บอกการแทนค่า ได้คำตอบ จบ สอบเสร็จได้เกียรตินิยมแล้วก็ไปทำการสอน ไม่ได้ผิดครับ เพื่อนครูเราไม่ได้ผิดเลย ก็สอนแบบนั้นเพราะตัวเองเคยเรียนมาแล้วก็ถูกอบรมสั่งสอนมา แต่ตรงนั้นเป็นการสอน เอาเนื้อหามาเล่ากันในห้องเรียน ที่อาจารย์สมชัยบอกว่าห้องเรียนปัจจุบันนี้คือห้องสอน คือครูเข้ามาตั้งแต่วันแรกวันนี้ต้องสอน ๒ บท ก็ร่ายยาวไปในเวลา ๕๐ นาที จบ ถือว่า เสร็จสิ้นกระบวนการ แต่ถามว่าต่อจากนั้นเหลืออะไรครับ ถามตัวเราเองว่าหลังจากสอบเสร็จ ทุกระดับชั้นเราเหลืออะไรไว้บ้างถ้าไม่ปฏิบัติ คณะแพทย์ปฏิบัติครับ คณะวิศวะปฏิบัติ โรงเรียนทหารค่อนข้างที่จะปฏิบัติมากหน่อย จะได้เปรียบหน่อย แต่อื่น ๆ โดยเฉพาะ วิชาสังคม ถ้ามีปฏิบัติมีออกค่ายก็ดี เพราะฉะนั้นในการที่ปฏิบัติ ผมต้องกราบขออภัยด้วย ไม่ได้กล่าวหาทั้งหมดว่าที่สอนมาเดิมผิด เพียงแต่ว่าไม่ทันต่อการก้าวไปสู่หรือรอรับ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้ครับ และมุ่งไปสู่นวัตกรรมคืองานวิจัยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงเป็นปัญหาว่าทำไมเราจะต้องมีการพัฒนาครู เมื่อเรารู้ว่าข้อสอบโอเน็ต (O-NET) ออกอย่างไร สอนอย่างไรจึงจะให้เกิดการสอบโอเน็ต (O-NET) ได้ แต่นั่นคือปลายทาง จริง ๆ แล้วคือ ต้องการให้นักเรียนมีความรู้แท้ รู้หลักการ และที่สำคัญที่สุดคือนำความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตจริงได้ ปัจจุบันนี้ใช้ชีวิตจริงค่อนข้างลำบากถ้าใครไม่สนใจ เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้อง ทำอย่างไรให้ยกคุณภาพการศึกษาและผลโอเน็ต (O-NET) หายไป เราคิดว่าถ้าเราสามารถ อบรมเพื่อนครูได้ในเวลา ๒ ปี หรือ ๓ ปี ครูเปลี่ยนวิธีการสอน ซึ่งครูมีความรู้อยู่แล้วครับ แล้วในหนังสือถ้าท่านไปขอหนังสือลูกหลานดู ในหนังสือแต่ละบทจะเขียนว่าบทที่ ๑ มีมาตรฐานว่าอย่างไร มีตัวบ่งชี้อะไร แล้วต้องการให้สอนเรื่องอะไร รู้อะไร ท้ายบทจะมี บอกไว้หมดครับ แต่เพื่อนครูยังขาดความเข้าใจในการสร้างปัญหา ในการสร้างคำถาม ในการสร้างโจทย์ ในการสร้างกิจกรรม เราจึงคิดว่าเราจะต้องมีการพัฒนาครู ครั้งนั้นเรายกกรณี การแก้ไขปัญหาวิกฤตผลทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต (O-NET) มีแนวโน้มต่ำลง เรายกหัวเรื่องไว้เรื่องนี้ครับ แล้วเราก็โยงไปถึงเรื่องการพัฒนาครู เสร็จแล้วเราก็ศึกษาต่อว่าการที่จะทำให้ผลการศึกษาไม่ตกต่ำนั้นก็ต้องด้วยการปรับ การเรียนการสอนเป็นแบบคิดวิเคราะห์หรือแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ซึ่งในปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาโดยท่านรัฐมนตรีได้เน้นเรื่องนี้แล้วครับ หลังจากที่เรา เอาเรื่องนี้ผ่านสภาไปเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณานำเรื่องนี้ส่งต่อคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้เซ็นเห็นชอบส่งไปยังคณะขับเคลื่อน คณะที่ ๑ คือของท่าน พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง นะครับ แล้วก็ส่งให้กระทรวงศึกษาธิการ ส่งให้ สนช. ให้ความเห็นเพิ่มเติม แล้วก็ได้มีการเร่งรัด โดยท่านอาจารย์วิวัฒน์ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าเป็นวาระเร่งด่วนในการพัฒนาครู ในวาระปฏิรูป ๑ ใน ๒๗ วาระ เพราะฉะนั้นตรงนี้เท่าที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการพร้อมด้วย ท่านอาจารย์กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา เราได้เดินทางไปที่ภาคเหนือที่โรงเรียน เชียงรายวิทยาคม ไปสาธิตการสอน ๒ วันครับ ไปที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย สมบูรณ์กุลกันยาที่สงขลา ไปที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ไปที่โรงเรียนระยองวิทยาคม เพื่อไปอบรมเพื่อนครูว่าในแต่ละสาระคุณควรจะต้องสอนอย่างไหน แตกต่างจากเดิมอย่างไร เน้นอีกคำครับ ของเดิมไม่ได้ผิด แต่ของใหม่จะสอนแล้วครูจะสบายขึ้น นักเรียนก็เรียนสนุกขึ้น ซึ่งตรงกับทีช เลส เลิร์น มอร์ (Teach less learn more) หรือเรียนด้วยกิจกรรม หรือลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์ ท่านองคมนตรีปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ ทางท่านอาจารย์กอบกุลได้เดินทางไปทั้ง ๔ พื้นที่ เราได้สรุปเรื่องนี้ส่งให้กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. ก็รับเรื่องนี้ไป แต่เผอิญต้องกราบขออภัยว่าปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการ มีเรื่องอื่น ๆ เยอะมาก ผมเองก็พยายามจะเร่งรัด ขออนุญาตท่านประธานวิวัฒน์ แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิก โดยนัดการศึกษามัธยมเขต ๑ ท่าน ผอ. อานนท์เป็น ผอ. เขต ๑ ของกรุงเทพมหานคร นัด ผอ. โรงเรียนทั้งหมด ๖๗ โรงเรียน โดยใช้สถานที่โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาเป็นศูนย์กลางในการทำความเข้าใจกับเพื่อนระดับผู้บริหาร ระดับรอง ระดับ ผอ. ให้เข้าใจว่าโรงเรียนชั้น ๑ ในเขต ๑ ซึ่งมีอยู่ ๖๗ โรงเรียนนั้นควรจะต้อง ทำอย่างไร ซึ่งเราจะสังเกตว่าที่ผมกล่าวว่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทำไมนักเรียน จึงอยากเข้า ท่าน ผอ. ปรเมษฐ์ โมลี ท่านปัจจุบันนี้ ท่านมาเป็น ผอ. เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ท่านเชื่อไหมครับว่าคนจบ ม. ๖ ปีนี้ได้ทุนคิงส์ (King’s) หรือทุนพระราชทาน ๙ คนหมดเลยครับ เป็นเด็กโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทั้งหมดเลย ไม่แบ่งให้โรงเรียนอื่นเลย เพราะฉะนั้นทุนคิงส์ (King’s) นี่คือผลงานที่ท่าน ผอ. และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิใจมาก เพราะฉะนั้นในปีนี้ คนจึงสมัครมากมาย จึงมีการแข่งขันสูงมาก กับที่ ๑ อื่น ๆ เรื่องงานวิจัย เรื่องทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นพื้นฐานเขาเก่งอยู่แล้ว แต่พอได้รับการบริหารจัดการที่ดี การสอนที่ดี จึงทำให้การสอบเข้าคณะแพทย์ก็ได้ที่ ๑ เข้าคณะอื่น ๆ ก็ได้ที่ ๑ หมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจของศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในนี้ก็มีอยู่หลายท่าน แล้วที่อื่น ๆ ก็คงไม่ต้องน้อยใจนะครับ หลังจากที่เราได้อบรมทำความเข้าใจกับเพื่อนครู ๖๗ โรงเรียนแล้ว เราคิดว่าเราต้องขยายไปถึง ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๒ เขต หรือ ๔๓ เขต จำไม่ได้แล้ว ได้เชิญมาอบรมทำความเข้าใจ ซึ่งทุกเขตเข้าใจ แต่ตอนนี้ ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากลับไป ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำลังได้รับคำสั่งใหม่ก็เลยงง ๆ เรื่องนี้ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบันนี้ เรื่องนี้ก็เลยเก็บไว้ก่อนยังไม่ได้ทำเพราะว่าตัวเองจะต้อง หาที่อยู่ ไปเป็นรองศึกษาธิการภาคบ้าง ไปสมัครศึกษาธิการจังหวัดบ้าง ตามโครงสร้างใหม่ ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนกับท่านเพื่อนสมาชิกว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งทำในนามของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษานั้นได้พยายามขยายผลไป แล้วก็คิดว่า ประมาณเดือนพฤษภาคมเมื่อเปิดเทอมแล้ว เช่นที่ท่าน พลเอก พหลได้พูดถึงว่าเราจะ พยายามระดมคณบดีคณะที่ผลิตครูทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาลว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนการสอนปี ๑ ถึงปี ๕ หรือปี ๑ ถึงปี ๔ ก็ตามด้วยวิธีคิดวิเคราะห์อย่างไร เพื่อให้นักศึกษาที่เรียนคณะครูแล้วจบไป เป็นครูนั้นได้เข้าใจว่ามีวิธีการสอนแบบอื่นที่มาสอนเด็กเราให้คิด ยกตัวอย่างเช่นเราอยู่ใน ห้องเรียนนั่งฟังเพลิน ๆ ไป ถ้าครูถามด้วยคำถามบางครั้งเราเผลอ ๆ เราสะดุ้งเลยครับ เพราะไม่ได้คิด แต่พอถามไปแล้วสมองส่วนหน้าจะคิดทันที เรื่องนี้ท่านคุณหมอทั้งหลาย ทุกท่านคงตอบได้ดี เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่างของการสอนด้วยคำถาม คือการสอนด้วยคิด วิเคราะห์ แล้วก็ทำงานกลุ่ม เพราะฉะนั้นในการขับเคลื่อนอุปสรรคที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็คือว่า การพัฒนาครูเพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นแบบคิดวิเคราะห์ แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นลักษณะ ของโรงเรียนต้นแบบยังไม่มีการขยายผลในวงกว้าง และมีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ดังนั้นจึงยังไม่มีความชัดเจน ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ผมจึงขออนุญาตฝากกับเพื่อนสมาชิกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ถ้าเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องอื่น ๆ ก็สำคัญ แต่ถ้าเรื่องต้นพฤษภาคมเปิดเทอมแล้วครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้สมาคมครูผู้ปกครองโรงเรียนอนุบาลไม่ได้นิ่งนอนใจครับ บอกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ซึ่งจะไปสอดคล้องกับการศึกษาปฐมวัยของท่านอาจารย์ปิยะธิดา กับท่านอาจารย์ พลอากาศเอก วัธน ก็คือว่าปัจจุบันนี้โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ทั้ง ๗๗ จังหวัดได้มีการสัมมนาเรื่องนี้แล้วก็ได้มีการฝึกครูสอนอนุบาล ซึ่งผมเน้นแล้วว่า การเรียนอนุบาลนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมอย่าเพิ่งใส่ความรู้ลงไป อย่าเพิ่ง ให้อ่านออกเขียนได้ เริ่มอ่านออกเขียนได้ใน ป. ๑ เพราะฉะนั้นเด็กอนุบาลจึงจะต้องได้รับ การเตรียมความพร้อม แต่การเตรียมความพร้อมโดยใช้เครื่องมือใช้อุปกรณ์นั้นเป็นความจำเป็นครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงกราบเรียนว่าในระหว่างที่รอกระทรวงศึกษาธิการ รอ สพฐ. สั่งการ รอ พ.ร.บ. ปฐมวัยออกมานั้นเราจึงได้ดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อให้เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ แต่ยังไม่ลงไปที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกระทรวงมหาดไทยครับ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียน ท่านเพื่อนสมาชิกว่าปัจจุบันนี้ท่านประธานครับ เราได้ดำเนินการในส่วนนี้ ผมเชื่อว่า เป็นจุดเริ่มต้น
ข้อเสนอแนะของเรา เนื่องจากครูคือต้นแบบของผู้เรียน ดังนั้นจะพัฒนา ผู้เรียนได้ครูจะต้องมีความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ ที่เหมาะสมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างจริง ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อปรับเปลี่ยน การเรียนการสอนเป็นแนวคิดวิเคราะห์แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active learning) ตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะส่งผลต่อการเรียนรู้ทั้งหมด ของเด็ก ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลเร่งกำหนดนโยบายรวมทั้งแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้การส่งเสริมการเรียนรู้การศึกษาโดยเรื่องของกระบวนการจัดการ เรียนการสอนของครูและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษา สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ เรื่องอื่น ๆ ที่ทุกอย่างก็สำคัญ แต่ผมขออนุญาตโฟกัสลงไปถึงห้องเรียนซึ่งคือวิธีการเรียนการสอน และยังเชื่อว่า วิธีการเรียนการสอนแบบนี้จะส่งเสริมให้เด็กมีวินัย จริง ๆ ในอดีต ลูกเสือสำรอง ลูกเสือสามัญ ยุวกาชาด กาชาด เนตรนารี กิจกรรมที่มีอยู่เดิมนั้นสอนให้ทุกคน เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ หรืออาสากาชาดต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันนี้เด็กไม่เข้าใจ ผู้ปกครองไม่เข้าใจ นึกว่าเป็นภาระ แล้วเพื่อนครูที่เป็นผู้กำกับทั้งหลายก็ไม่ได้อธิบายให้เห็นว่าตรงนี้คือกิจกรรม ที่หล่อหลอมให้คุณมีวินัย ให้คุณเป็นคนดี ให้คุณรู้จักใช้ชีวิต รู้จักก่อไฟ รู้จักปฐมพยาบาล รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น นี่คือสิ่งที่อยากจะรื้อฟื้น ตรงนี้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ผมไม่อยากจะเพิ่ม กิจกรรมอื่น ๆ กิจกรรมอื่นที่มีอยู่แล้วที่วิกฤตก็คือมองเป็นภาระ มีค่าใช้จ่าย แล้วก็เสียเวลา เพราะว่าครูสอนไม่ทัน เอาชั่วโมงไปเรียนลูกเสือ เอาชั่วโมงไปเรียนเนตรนารี ในทางกลับกัน นักเรียนก็ไม่เข้าใจว่าเรียนทำไม ผมเคยดูรายการเพื่อนพันธุ์แท้เอาคนชอบลูกเสือมาพูด เขาถามว่าเรียนแล้วได้อะไรยังตอบไม่ถูกเลยแต่ตัวเองชอบ มีเครื่องหมายมีอะไรติดเต็มไปหมด ตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ยังตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อนครูที่เป็นผู้กำกับ ผอ. ต้องอธิบาย ฝ่ายกิจกรรมว่าเรียนแล้วมีประโยชน์อะไร อธิบายผู้ปกครอง และนักเรียนก็ยอมเสียเวลามา เพื่ออะไร เพราะทุกคนไปห่วง โรงเรียนเก่ง ๆ จะทิ้งกิจกรรมหมดไปท่องเนื้อหา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากบอกว่าเราจึงทบทวนการสร้างเด็กดีมีวินัยกับการยกฐานะ เพราะฉะนั้น นี่คือโจทย์ของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการศึกษา ซึ่งผมเอ่ยชื่ออีกท่านหนึ่งคือ ท่าน พลเรือเอก สุรินทร์ ท่านอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการของผมด้วย และท่านที่ปรึกษาทุกท่าน ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผมต้องขอบคุณและขอบคุณ ท่านประธาน ขอบคุณท่านวิวัฒน์ที่ได้ให้โอกาสครับ ขอบคุณมากครับ