พหล สง่าเนตร ชี้แจงภารกิจการขับเคลื่อนการปฏิรูกระบบการเรียนรู้ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ โดยเน้นความจำเป็นในการปฏิรูปเพื่อสร้างพลเมืองที่มีวินัยและคุณธรรมตามรัฐธรรมนูญและวาระการปฏิรูปการศึกษา พร้อมเสนอแนวทางบูรณาการคุณธรรมกับวิชาการผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้แบบสตาร์สเต็มส์ในโรงเรียนนำร่อง 11 แห่งเพื่อประเมินผลก่อนขยายผลต่อไป
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผมเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ได้รับมอบภารกิจจากท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านอาจารย์วิวัฒน์ ซึ่งจะเรียกว่าเหมือนเป็นแม่ทัพใหญ่ของการศึกษา มอบหมายเป้าหมายให้ผมนำกำลังพล กองพลในคณะปฏิรูปการเรียนรู้เข้ายึดที่หมาย ที่หมายสำคัญของผมก็คือเรื่องที่หมายการเรียนรู้ ภารกิจก็คือต้องขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ การเรียนรู้ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นมาเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภารกิจในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการเรียนรู้ เพื่อสร้าง “พลเมืองดี วินัยเด่น” ซึ่งเมื่อได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ ประกาศใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้นั้นเราก็ได้คำจำกัดความที่ชัดเจนว่า พลเมืองดี วินัยเด่น ก็คือการที่ เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญตามความถนัด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ นี่คือเป้าหมายที่จะต้องให้เกิดการขับเคลื่อน ให้เกิดการเคลื่อนไหว ในเรื่องนี้ให้ได้ในเวลาที่มีอยู่ ภารกิจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแน่นอนเป็นภารกิจ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นอกจากนี้ยังเป็นวาระการปฏิรูป ๑ ใน ๓ วาระที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้กำหนดขึ้นในเรื่อง การศึกษา เป็นวาระปฏิรูปที่ ๑๘ ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น แต่ในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองดี วินัยเด่นนั้นครอบคลุมอยู่ประมาณ ๕ ประเด็น ที่ไม่ได้เขียนลงไปก็คือความยากของภารกิจ ภารกิจจริง ๆ ดูชื่อก็ยากแล้ว แต่ความยากของมัน คือว่าผมต้องเข้าไปปรับหรือเข้าไปต่อสู้กับความคิด ความเชื่อ และวิถีชีวิตเดิมของคนที่ จัดการเรียนการสอนทั่วประเทศ ทุกคนได้ปฏิบัติอยู่แล้วในเรื่องการสร้างคนดี สร้างคนมีวินัย สร้างคนภูมิใจในชาติ สร้างคนเก่ง สร้างคนรับผิดชอบ แต่ละโรงเรียนมีวิธีการปฏิบัติ มีความเชื่อ มีความคิด มีกระบวนการอยู่ แต่แน่นอนเมื่อสิ่งที่ต้องทำนั่นคือต้องมีการปฏิรูป เพราะผลของการกระทำที่เป็นอยู่แล้วเดิมนั้นส่งผล ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจโดยโพล (Poll) ไหน หรือสำรวจในประเทศไทย หรือในระดับโลกแล้วผลออกมาไม่ค่อยดี นั่นคือต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นจึงเป็นความยากที่ต้องเข้าไปเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิตเดิม แนวคิด คณะของผมก็คือว่าเราคงจะไม่ไปทำลายความคิด ความเชื่อ หรือวิถีชีวิตเดิมเพราะมันทำไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้เขาสามารถเข้าใจถึงวิถีใหม่ที่จะกลมกลืนกับของเดิม แต่ปรับทิศทาง ขึ้นมาให้เป็นแนวใหม่ที่เกิดความสำเร็จอย่างที่เราต้องการ แนวทางการปฏิบัติ คณะเราจึง ต้องศึกษา วิเคราะห์ปัญหาสภาวะแวดล้อมเชิงวิจัย และทำงานเชิงวิจัย โดยร่วมกับผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมดและกระทรวงศึกษาธิการโดยใกล้ชิด จากนั้นจึงมากำหนดแนวทาง การแก้ปัญหา กำหนดเป็นแนวทาง ๓ กระบวนการในการสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ ทุกคนเห็นตรงกันหมดว่าทั้ง ๓ ส่วนนี้ต้องทำควบคู่กันไปโดยเริ่มต้นที่บ้าน เบ่งบานใน สถานศึกษา และเติบโตใหญ่กล้าในสังคม เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป แล้วมาพบว่า ในภารกิจของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ข้อ ๒ เรื่องเบ่งบานในสถานศึกษาก็ตรง และส่วนครูหรือการปฏิบัติในสถานศึกษานั้นก็เป็นหัวใจสำคัญเพราะมีเวลาถึง ๑๕ ปี ที่นักเรียนจะได้รับการอบรมบ่มเพาะให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีเวลาต่อเนื่องถึง ๑๕ ปี หรือ ๑๒ ปีอย่างน้อยที่สุด แล้วครูส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อแม่อยู่ในกลุ่มที่ ๑ เช่นเดียวกัน แล้วครูทั้งหมดก็คือส่วนหนึ่งของ สังคม เพราะฉะนั้นการเจาะที่ประเด็นครูจึงได้ผลทั้ง ๓ ส่วนพร้อม ๆ กันไป แล้วตรงกับ ภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ เราจึงมองดูที่กระบวนการเรียนรู้ของครูซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของครู ในการสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ ซึ่งพบว่ามีปัญหาของการที่ไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทุกคาบของการศึกษา เราจึงสร้างนวัตกรรม กระบวนการเรียนรู้ บูรณาการ ที่เรียกว่าสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) เพื่อเป็นเครื่องมือในการบูรณาการ เรื่องความดี ความมีวินัย ความภูมิใจในชาติ ความรับผิดชอบกับสาระวิชาการทุกสาระวิชาการ เข้าไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ ขณะนี้ในการพยายามขยายผลโรงเรียนคุณธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการก็ยังมีส่วนที่กำลังหาอยู่ว่าจะมีเครื่องมืออะไรบูรณาการคุณธรรม เข้ากับวิชาการ เพราะเดิมนั้นจะเป็นการทำแยกส่วน เมื่อเป็นการทำแยกส่วนปัญหา ก็คือมีการแย่งชั่วโมงกันแล้วก็ไม่ลงตัว แต่อันนี้บูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงมีการคิด ในเรื่องความดี ความมีวินัย ความภูมิใจในชาติ เข้ากับการคิดการเรียนทุกชั่วโมงของการเรียน ทำให้เกิดการคิดเองทำเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เราวิจัยกระบวนการขับเคลื่อนให้ได้ผล พบว่าต้องใช้กระบวนการ ๔ ขั้นตอน ก็คือตั้งแต่ปรับพื้นฐานสร้างความเข้าใจ จัดทำบริบท รองรับ แล้วก็ใช้การขับเคลื่อนการเรียนการสอนแบบสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาและจิตวิญญาณ แล้วก็มีการประเมินมีการกำกับดูแล เมื่อเราได้วิจัย แนวทางที่จะปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว เราได้นำเสนอเรื่องนี้ขอรับความเห็นชอบจาก คณะกรรมาธิการและเข้าสู่ สปท. ตามระบบ จากนั้นก็มีการทดสอบความเป็นไปได้ว่า กระบวนการขับเคลื่อนหรือแนวทางการเรียนรู้แบบสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ที่เราได้คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้จะสามารถใช้ได้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร โดยเลือกโรงเรียนทดลอง ๑๑ โรงเรียน เป็นโรงเรียนทุกภาคทั้ง ๔ ภาค ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ทำการทดสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสม เมื่อเรียบร้อยแล้วเราได้เสนอให้กับ สพฐ. เพื่อขอขยายผลทดลองขับเคลื่อนโรงเรียนต้นแบบ จากนั้นเราก็จะประเมินแล้วก็ส่งมอบ แนวทางคู่มือการปฏิบัติ ตัวอย่าง ต้นแบบ สรุปผลการดำเนินการ ปัญหาข้อขัดข้อง แนวทางการพัฒนาต่าง ๆ ให้กับคณะกรรมาธิการที่จะดำเนินการต่อไปนะครับ นี่ก็เป็นแนวคิดในการปฏิบัติของเรา วิเคราะห์ภารกิจเรียบร้อยแล้วก็กำหนดแนวทางปฏิบัติ ก็ขอดูภาพให้เห็นชัดเจนว่าแนวทางการปฏิบัติเราก็คือ ๔ ภาพนี้ แนวทางปฏิบัติหลัก ในการเข้ายึดที่หมายกระบวนการเรียนรู้ ภาพแรกคือเป็นภาพความสำเร็จที่ต้องการ เป็นภาพหลังจากการยึดที่หมายเรียบร้อยแล้วจะต้องมีดอกไม้ที่งดงามด้วยความดี ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความภาคภูมิใจในชาติ ซึ่งมีปฏิบัติการเข้าตี ๓ ทิศทางประกอบกัน ทั้งที่บ้าน ที่สถานศึกษาและในสังคม แต่ละทิศทางก็กำหนดกำลังหลักไว้ชัดเจนว่าใคร คือกำลังปฏิบัติหลัก เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย ภาพต่อไปครับ หลักคิดที่เรียกสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นั้นมาจากไหน แน่นอนเมื่อเราจะเสนอหลักคิดอย่างที่บอกแล้วว่า เราไม่ต้องการทำลายความเชื่อเดิม แต่เราต้องการโยงความเชื่อเดิมเข้ากับแนวทางใหม่ที่เชื่อว่า จะทำให้ความเชื่อเดิมนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นหลักคิดสำคัญก็มาจากหลักสากล เราไม่ทิ้งหลักสากล เพราะนักเรียนของเราต้องเข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ หลักสากล เช่นคำว่าความต้องการทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ๓ อาร์ ๘ ซี (3R8C) คือเรื่องของสเต็ม เอดูเคชัน (STEM Education) เป็นต้น หลักธรรมเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าหรือศาสดาต่าง ๆ มีแนวคิดในการพัฒนาคนที่ได้ผลมาเป็น ๑,๐๐๐ ปี หลักไทย เราไม่ทิ้งความเป็นไทย เพราะเราเชื่อว่าความเป็นไทยคือสิ่งที่เราต้องการเชิดชู และหลักในหลวง รัชกาลที่ ๙ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นสุดยอดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้ง ๔ อย่างนี้เรานำมาผสมผสานกัน เพื่อจะสร้างแนวคิดใหม่ ขอภาพต่อไปครับ ภาพที่เกิดขึ้นก็คือแนวคิดใหม่ในการที่จะบูรณาการ อันนี้เป็นกระบวนการที่จะบูรณาการความคิดทุกด้าน ทั้งด้านของสาระวิชาการ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการสอดคล้องกับ ภูมิสังคม สามารถในการที่จะจัดระบบให้เกิดประสิทธิภาพ ขอหน้าต่อไปครับ หลักคิดของ เรามี ๕ หลักที่บูรณาการกัน ๕ สเต็มส์ (5 STEMS) เอส ที อี เอ็ม เอส (S T E M S) ถ้าจะพูดจริง ๆ ก็ต้องสเต็มส์ (STEMS) แต่ว่าพูดยากเราเลยเพิ่มสตาร์ (STAR) เข้าไปให้รู้ว่า เป็น ๕ สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นะครับ สตาร์ (STAR) ก็คือดวงดาว เป้าหมาย ที่ต้องการสเต็มส์ (STEMS) ไปสู่สตาร์ (STAR) หลักแรก คือหลักเหตุและผล ไซเอนทิฟิกทิงกิง (Scientific Thinking) หลักที่ ๒ คือหลักการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของภูมิปัญญาไทย จะคิดวิธี แก้ปัญหาอย่างไรก็ตามเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต้องไม่ลืมค้นคว้าภูมิปัญญาไทย เข้ามาร่วมด้วย หลักประสิทธิภาพ ทั้งการจัดระบบให้เกิดประสิทธิภาพและการสื่อสาร ต้องสามารถสื่อสารสู่สากล อย่างน้อยต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาพื้นถิ่นที่สามารถ เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะเป็นอิงลิชเอนจิเนียริง (English-Engineering) หลักที่ ๓ คือไทยเทคโนโลยี (Thai-Technology) หลักที่ ๔ ต้องมีการพิสูจน์ด้วยตรรกะและคุณธรรม พิสูจน์ด้วยโมรัลแมเทแมติก (Moral-Mathematic) สิ่งที่ทำนั้นต้องผ่านการทดสอบ ทั้งด้านตรรกะ เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ และต้องผ่านการพิสูจน์ด้านคุณธรรมที่ไม่สร้าง ความเดือดร้อนให้ผู้อื่น หลักที่ ๕ หลักความสอดคล้องกับภูมิสังคม โซซิโอโลจี (Sociology) หลักนี้เรานำมาจากหลักของในหลวงโดยตรงเลยนะครับ ทุกอย่างที่คิด ทุกอย่างที่เสนอ ต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมของตน นักเรียนที่คิดใน ๕ หลักคิดนี้จะเป็นคนที่คำนึงถึง เหตุผลตลอดเวลา คำนึงถึงภูมิปัญญาไทย เข้าใจบรรพบุรุษ คำนึงถึงความสามารถที่จะ สื่อสารสู่สากล เขาสามารถนำไทยไปสู่สากลได้เพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เขาคำนึงถึงคุณธรรม ทุกสิ่งที่คิดจะต้องไม่เดือดร้อนผู้อื่น ต้องซื่อสัตย์ ต้องมีความเพียร มีความถูกต้อง เขาคิดถึงบ้านของเขา ทุกอย่างที่คิดต้องเหมาะสมกับจังหวัด พื้นถิ่น ประเทศไทย เพราะฉะนั้นหลักคิดนี้จะบูรณาการทั้งสาระวิชาการ ทักษะ ศตวรรษที่ ๒๑ คุณธรรมความดี สำนึกความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทย ภูมิสังคม ทุกอย่าง และเป็นการ แก้ปัญหาจริงที่กำหนดขึ้นในการเรียน ต่อไปครับ กลไกความสำเร็จของเครื่องมือหลัก ของเราที่คิดว่าทำไมจะไปช่วยเขาให้สำเร็จได้ ตอบเป้าหมายของการเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบได้ เพราะเราเชื่อว่าเราได้พิสูจน์แล้วจากกระบวนการคิด สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ที่คิดวงรอบโดยใช้โจทย์สถานการณ์ซิทูเอชัน (Situation) เป็นตัวตั้ง ให้เขาคิดเองอย่างต่อเนื่อง เข้าใจเองก็จะเกิดความรู้ เมื่อคิดก็จะรู้ รู้ในสิ่งที่คิด นั่นเองครับ รู้เหตุผล รู้หลักวิชา รู้การแก้ปัญหา รู้ต่าง ๆ ที่คิด เมื่อรู้ก็จะรัก เมื่อรู้ภูมิสังคม ของเขาก็จะรักบ้านของเขา เมื่อรู้ภูมิปัญญาไทยก็รักบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้นเขาจะรัก เมื่อรักก็ต้องการทำทุกสิ่งให้ดีขึ้น เกิดความสามัคคีที่จะร่วมกันทำสิ่งที่ดีให้แก่สังคม ทั้งหมดนี้ คือคุณสมบัติที่นำไปสู่การตอบโจทย์ของคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบ และสามารถ ที่จะมีทักษะพัฒนาความเชี่ยวชาญตามความถนัดต่อไปได้อย่างครบถ้วน ภาพต่อไปครับ เมื่อเราได้วิเคราะห์แนวทางปฏิบัติ วิเคราะห์เครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยผสมผสานกับ แนวความคิด วิถีชีวิตเดิมของครูในการเรียนการสอนให้มาสู่วิถีคิดของเราที่จะช่วยให้ การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพตอบเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญได้ครบถ้วน เราก็กำหนด โรดแมป (Roadmap) ของการขับเคลื่อน เพราะภารกิจที่คณะผมได้รับคือการขับเคลื่อน ต้องมีการเคลื่อนไหว ในช่วงปี ๒๕๕๙ ต้นปีก็เป็นการศึกษาวิจัย ในปลายปีก็เป็น การเตรียมความพร้อม จัดทำเอกสาร เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และในปลายปีจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เราก็เริ่ม ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนไหว เราเริ่มปฏิบัติกับโรงเรียนต้นแบบ ๑๑ โรงเรียน ให้เขารับรู้ ทดสอบความเข้าใจ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า ของแนวความคิดใหม่ที่เรานำไปเสนอ พบว่าทุกโรงเรียน ๑๑ โรงเรียนต้นแบบนั้นเข้าใจ มั่นใจว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้นสามารถช่วยงานเขาได้และไม่เป็นการเพิ่มภาระ ช่วยลดภาระ เราได้ทำการเสนอโครงการขยายผลร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขยายผลโดยกำหนดต้นแบบไว้ในปี ๒๕๖๐ ๕๕ โรงเรียน ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในช่วงของ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบซึ่งจะเริ่มทำการสอนในปีการศึกษานี้ คือเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐ นี้ เป็นต้นไป จำนวน ๕๕ โรงเรียนตามโครงการที่ทำงานร่วมกับ สพฐ. แล้วหลังจากนั้นก็จะมีการติดตาม ประเมินผล พัฒนา เตรียมขยายผลต่อ หรือส่งมอบภารกิจ อันนี้ก็คือโรดแมป (Roadmap) การขับเคลื่อน ซึ่งเราทำตามโรดแมป (Roadmap) มาตลอด ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โรดแมป (Roadmap) แต่อย่างใด ตามนโยบาย เมื่อเราทำไปแล้วก็รายงานให้ทราบว่า สิ่งที่ทำไปแล้วเรียกว่าเกิดความสำเร็จอย่างไรบ้าง ที่ถือว่าความสำเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องของมิติเชิงนโยบาย เพราะเรื่องที่เรานำเสนอนั้นได้รับการเห็นชอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ทำภายในปี ๒๕๖๐ กระทรวงศึกษาธิการบรรจุ อยู่ในแผนยุทธศาสตร์การศึกษา ๒๐ ปี มติที่ประชุมคณะเตรียมการปฏิรูปเสนอให้เป็น วาระเร่งด่วน ทำได้ทันทีทั้ง ๕๕ โรงเรียนต้นแบบและการรณรงค์เป็นวาระแห่งชาติ มติที่ประชุมล่าสุด คณะกรรมการการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบาย รัฐบาลก็จัดเป็นโครงการปฏิรูปที่ดำเนินการได้ทันทีของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองนะครับ และ สพฐ. ซึ่งรับผิดชอบการศึกษาของโรงเรียนมัธยม หลายหมื่นโรงเรียนก็อนุมัติโครงการร่วมกับเราในการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบและเห็นชอบ ที่จะมีการขยายผลเมื่อประสบผลสำเร็จ ในปี ๒๕๖๐ ได้อนุมัติ ๕๕ โรงเรียน และถ้าจะมี การขยายผลเรามีการเสนอแผน ๕ ปีและ ๑๕ ปีไว้ด้วย อันนี้ถือว่ามิตินโยบายนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มิติการปฏิบัติ เป็นมิติที่ ๒ อันนี้น่าจะประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเราสามารถพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ ๑๑ โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว พร้อมเปิดการสอน ในพฤษภาคม ๒๕๖๐ ด้วยหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้บูรณาการสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ขยายผลโรงเรียนต้นแบบระยะที่ ๒ ๕๕ โรงเรียน ปัจจุบันนี้ไปแล้ว ๓๑ โรงเรียน ร่วมกับ สพฐ. ที่จะเปิดสอนสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ในพฤษภาคม ๒๕๖๐ เดี๋ยวเย็นนี้ก็จะไป ขยายผลต่อที่โรงเรียนเมืองกระบี่นะครับ และโรงเรียนส่วนอื่นก็เข้ามาร่วม เช่น โรงเรียนเอกชน ๔๒ โรงเรียนที่ลพบุรี โรงเรียนสังกัด สพฐ. และ กศน. ได้ประสานขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม โรงเรียนคุณธรรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาท่านผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนผู้รับผิดชอบประเมินโรงเรียนคุณธรรมของกระทรวงศึกษาธิการได้เข้าไปสังเกตการณ์ การประชุมปฏิบัติการของเรา และเห็นชอบว่าน่าจะเข้าไปขยายผลร่วมกับโรงเรียนคุณธรรม ในส่วนภาคประชาสังคม เราได้มีการจัดอบรมไปแล้ว ๒ รุ่น ๘๔ คน จาก ๗๗ หน่วยงาน ให้เข้าใจการใช้กระบวนการคิดสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ในการแก้ปัญหาและพัฒนาคน ซึ่งก็มีการประชุมในวันที่ ๑๘ มีนาคม หาแนวทางขยายผลให้กว้างขวางขึ้น และในมิติ การปฏิบัตินี้ผู้ปฏิบัติทุกคนที่เราได้พบได้คุยด้วยเข้าใจ พอใจ และเชื่อมั่นว่าปฏิบัติได้จริง ลดภาระงาน ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่คืองานมากเกินไป ซ้ำซ้อนกัน นักเรียนไม่มีเวลา ส่งงานให้ครู ติด ร. ติด มส. ต่าง ๆ อันนี้แก้ปัญหาได้จริง และมีประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมาย มิติที่ ๓ คือมิติวิชาการ อันนี้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราได้มีการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเชิงวิชาการในรูปแบบของเอกสารอย่างที่ท่านได้รับอยู่บนโต๊ะนั้นส่วนหนึ่ง เอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอน ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะจัดทำคู่มือการประเมินผล หลักสูตรบูรณาการขึ้นมา เรานำเสนออยู่ ๓ โรงเรียน แต่โรงเรียนทั้ง ๕๕ โรงเรียน ในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีเล่มต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อเตรียมการเรียนการสอน ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนกุมภวาปี สิ่งที่ปรากฏที่สำคัญจะเห็นได้ว่าเขาจะบูรณาการนะครับ เรื่องที่เรียน คือสถานการณ์หรือเรื่องที่สนใจและนำมาเป็นโจทย์ และนำเอาเรื่องสาระวิชาต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องว่าจะเกี่ยวกับสาระวิชาอะไรบ้าง นำไปเป็นแผนผังที่จะเอาหัวข้อ ในการเรียนรู้ต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละโรงเรียนนั้นจะมีหลักสูตรแบบนี้ละครับ บูรณาการทุกวิชาการเข้าด้วยกันโดยใช้หลักคิดทุกด้าน อันนี้เป็นตัวอย่างของหลักสูตร ของแต่ละโรงเรียน มิติวิชาการอีกอันคือเผยแพร่ทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก็มีทั้งอีบุ๊กแอนิเมชัน (e-Book animation) และบรรทัดล่างสุดเป็นความสำคัญของ มิติวิชาการคือเราเตรียมการเสนอเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาทั้งทหารและพลเรือนในวันที่ ๒๐ ที่จะถึงนี้ผมจะต้องเข้าไปนำเสนอกระบวนการคิดสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นี้เข้าไปสู่ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ วันที่ ๒๗ ที่ประชุมคณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เช่นเดียวกัน จะพยายามนำเข้าไปสู่หลักสูตรการศึกษาเพื่อว่าจะพัฒนาครูตั้งแต่ต้นน้ำเลย เพื่อให้ครูมีความเข้าใจในเทคนิคของการใช้กระบวนการคิดแบบนี้ในการเรียนการสอน ตั้งแต่เป็นนักเรียนครู มิติสุดท้าย คือมิติการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ อันนี้น่าจะสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเรามีเครื่องมือไม่มากนัก สื่อต่าง ๆ ก็แล้วแต่เขาจะกรุณาเรียนเชิญมา หรือมีเวลาให้เรา แต่ก็มีหลายสื่อที่สนใจเรียนเชิญ ที่สำคัญคือมีภาคภาษาอังกฤษด้วย ผมต้องฝึกภาษาอังกฤษอย่างหนักในการที่จะสัมภาษณ์เชื่อว่าขณะนี้สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) นี่ไปทั่วโลกแล้วครับ เพราะว่าเขาสัมภาษณ์ผมเป็นภาษาอังกฤษด้วย และเอกสาร แจกจ่าย มีการบรรยายต่าง ๆ ทีนี้ก็ถึงว่าที่ทำไปแล้วทั้งหมดมีอะไรที่เป็นอุปสรรคขวางหน้า และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร จริง ๆ แล้วเมื่อเราได้เข้าไปใช้ความสามารถในการเชื่อมโยง กับทุกคนแล้วก็พบว่าปัญหาหลักจริง ๆ ก็ไม่มากนัก ข้อแรก ความไม่คุ้นกับแนวคิดใหม่ ซึ่งเราก็ต้องแก้ไขด้วยการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจมากขึ้น ข้อ ๒ ก็คือวิทยากร และงบประมาณนั้นก็ยังไม่สามารถขยายผลได้เร็วมากนัก ก็คงต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ข้อ ๓ การประเมินผลของความสำเร็จจริง ๆ ต้อง ๑ ปีขึ้นไป อันนี้เราก็คงต้องรายงานผล อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นแนวความคิดในการดำเนินงานต่อไปก็ต้องประเมินผล สรุป ส่งมอบ และที่จะทำต่อไปแม้หมดวาระก็คือติดตามให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และการสร้างความเข้าใจ เพราะคราวนี้เราเชื่อว่าเรื่องนี้เราสามารถทำได้ตลอดเวลาในฐานะ ประชาชนคนไทย และข้อ ๔ ขยายเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการในฐานะ ประชาชนคนไทยก็มีความสามารถจะทำเรื่องนี้ได้ สุดท้ายนะครับ ขณะนี้เกิดความเข้าใจ ตรงกันกับทุกโรงเรียนที่ไปให้ความรู้ คือว่าทุกโรงเรียนจะมีภารกิจมากมาย โรงเรียนสีขาว โรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนสีเขียว โรงเรียนยาเสพติด โรงเรียนโอเน็ต (O-NET) โรงเรียนโอลิมปิก โรงเรียนเป็นเลิศ โรงเรียนในฝัน ครูปวดหัวไปหมด แต่พบว่าออล มิชชันส์ วัน โซลูชัน สตาร์ สเต็มส์ (All missions, One solution “STAR STEMS”) ช่วยตอบ ทุกปัญหา ถ้าเขาคิดรอบคอบรอบด้านแล้วตอบทุกโจทย์ได้หมด ทุกโรงเรียนเชื่อเหมือนกัน ตอนนี้กลายเป็นคำขวัญแล้ว ออล มิชชันส์ วัน โซลูชัน (All missions, One solution) ขอบคุณครับ