วิวัฒน์ ชี้โลกเปลี่ยน ต้องปักหมุดปฏิรูปการศึกษาทันที

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

วิวัฒน์ ศัลยกำธร หารือการปฏิรูปการศึกษาและวิทยาศาสตร์ โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาประเทศบนรากฐานของปรัชญาความพอเพียง น้ำใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อความยั่งยืนในอนาคต

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการ

ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ครับ การปฏิรูปการศึกษาและวิทยาศาสตร์มีภารกิจ ๒ เรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษาและเรื่องวิทยาศาสตร์ ขออนุญาตใช้คำว่า ปักหมุดปฏิรูปการศึกษา ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง ที่ผมใช้คำนี้เพราะว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นท่านสมาชิกทราบดีว่าต้องใช้เวลามากกว่าการปลูกไม้แก่นหรือไม้โตช้า ด้วยซ้ำไป จึงขออนุญาตใช้คำว่า ปักหมุด อะไรคือหมุดที่สำคัญครับ ผมอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ทบทวนว่าโลกมันเปลี่ยนไปจริง ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ แนวโน้มของโลก จะเป็นอย่างไรผมขออนุญาตไม่พูดซ้ำ แต่ว่าเป็นเอกสารที่ส่งไว้เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้ นำเอาไปศึกษาแล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม ถัดไปครับ โลกมีการปะทะกันของขั้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจี ๗ (G7) กลุ่มบริกส์ (BRICs) หรืออื่น ๆ ถัดไปครับ ผมขออนุญาตใช้คำว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ต้องมีการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง แล้วเกี่ยวอะไรกับเราครับ โฉมหน้าใหม่ ของโลกที่จะเปลี่ยนไปซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าท่านสมาชิกคงตามเรื่องนี้ คำถามของผมก็คือ แล้วเมืองไทยซึ่งเป็นประเทศไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักเมื่ออยู่ในโลกเราจะยืนตรงไหน ในขณะที่ โลกมันเล็กลงมีการแข่งขันอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางเทคโนโลยีทุกเรื่อง ย้อนดูขนาดของแผ่นดินเรา สักนิดหนึ่ง เราเป็นอันดับที่ ๕๑ มีพื้นที่อยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ถ้าดูจำนวนประชากรเราก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรามี ๖๗ ล้านคนโดยประมาณ ผมใช้คำว่า ๗๐ ล้านคน ในที่นี้หมายรวมถึงชาติอื่น ๆ ที่กรุณามาช่วยเราทำงานในประเทศของเรา ตัวเลขคร่าว ๆ ๗๐ ล้านคนเศษ ๆ ที่อยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยกัน เรามีประชากรอยู่เป็นที่ ๒๐ของโลก ถ้าพูดถึงจำนวนคนก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ถัดไปครับ ที่ผมหยิบยกเอาพระราชดำรัสของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ มาชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านตรัสเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ว่าประเทศของเรา มั่งคั่งและเป็นจุดยุทธศาสตร์ ผมไม่มีเวลาอธิบายในรายละเอียด แต่ขออนุญาตถัดไปครับ ดูด้านแผ่นดิน ก็มีชัยภูมิ มีพื้นที่เกาะติดชายฝั่งทั้ง ๒ ฝั่งถึง ๒,๘๐๐ กว่ากิโลเมตร เรามีน่านน้ำเป็นของเราเอง เรามีพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตอาหาร ในการสะสมน้ำ ในการสะสมความสำคัญของชีวิตถึง ๒๕ ลุ่ม และที่สำคัญที่สุดคนไทยเป็นคนมีน้ำใจเด่น ระดับโลกและเป็นที่หนึ่งของโลก สังคมเราก็เป็นสังคมที่ดี มีน้ำใจ และมีอารยธรรมที่รุ่มรวย มาก่อน ถัดไปครับ ผมใช้คำแรงนิดหนึ่งว่าเพียง ๕๐ ปีเราหมดตัว ในที่นี้หมายถึงทรัพยากรดิน เสื่อมโทรม มีงานวิจัยยืนยันจากกรมพัฒนาที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องว่าแผ่นดินเรา ซึ่งเป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ๑ ใน ๖ ที่องค์การอาหารและเกษตรของโลก ยืนยันว่านี่คือแหล่งอาหารสำรองให้กับเพื่อนมนุษย์ในโลกมันเสื่อมจนถึงที่สุดแล้ว มีงานวิจัย ยืนยันว่าแผ่นดินเราเสื่อมทรุดจนถึงที่สุด คำถามคือเมืองไทยจะไปทางไหน ผมขออนุญาตนำ แนวคิด ๓ ปรัชญามาชี้ให้ท่านเห็นทวนอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้กราบเรียนไปแล้ว โลกกำลัง เชื่อมั่นในระบบทุนนิยม เสรีนิยม ประชาธิปไตย และเราก็จะเดินไปตามระบบคิดซึ่งเชื่อว่า มีทรัพยากรแล้วนำเอาทรัพยากรนั้นมาแปรรูปแล้วก็เปลี่ยนเป็นความมั่งคั่ง แล้วก็วัดด้วย จีดีพี (GDP) วัดด้วยความมั่งคั่ง ในขณะที่โลกสังคมนิยมไม่เชื่อเรื่องนี้ เชื่อเรื่องการกระจาย ปี ๒๕๒๕ พระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสชัดเจนว่าไม่เอา เราไม่อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากเป็นเสือ เป็นเสือนั้นไม่สำคัญ เราไม่อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากเดี๋ยวเราจะถอยหลังเข้าคลองอย่างน่ากลัวเหมือนที่ ประเทศก้าวหน้าอย่างมากเป็นอยู่ เราจะเป็นสังคมนิยมก็เป็นไม่ได้ แต่เราจะเป็นเรา ปรัชญา สำคัญเราเชื่อเรื่องการให้ สังคมไทยจะเป็นสังคมที่มั่งคั่ง หมายถึงมีความพอเพียง มีน้ำใจ ที่มั่งคั่งแบ่งปันกัน แต่ว่า ๑๐๘ เรื่องเราแข่งขันกับใครก็ได้ในโลก หัวใจสำคัญคือเราต้องสร้าง คนของเราให้เชื่อมั่นว่าเมืองไทยมีความยิ่งใหญ่ในระดับโลกมากมาย ถัดไปครับ เป้าหมาย ซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่ คสช. มาตั้งแต่รัฐบาล สปช. รวมทั้ง สปท. ทุกฝ่ายยอมรับกันว่าประเทศเรา จะสร้างความมั่นคงมาก่อน แปลว่าจะต้องขจัดความคอร์รัปชัน ความโปร่งใสให้เกิด ความเป็นธรรมสังคมจึงจะมีความมั่นคง แต่เราจะมั่งคั่ง ที่ประชุมทั้ง ๕ สายยืนยันไว้แล้วว่า เราต้องการความพอเพียงมาก่อน เราต้องสร้างสังคมที่มีน้ำใจแบ่งปันกันแต่ว่าแข่งขันได้ แล้วเราก็จะส่งมอบประเทศที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน ประเทศเราจะยั่งยืนจนถึงลูกหลานได้ แน่นอนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเราจะต้องดี เราต้องมีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ เหมาะสมกับสังคมของเรา กับแผ่นดินของเรา แล้วก็มีศีลธรรม มีศิลปวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ ทั้งหมดนั้นจะเกิดไม่ได้เลยถ้าคนไทยเป็นคนเลว ไร้วินัย และไม่ภูมิใจในชาติตัวเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าการศึกษาทุกรูปแบบทุกระดับทั้งมวลนั้น จำเป็นต้องสร้างให้คนไทยเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ นี่คือเรื่องแรกที่ต้องทำ เรื่องที่ ๒ ต้องสร้างความเชี่ยวชาญตามความถนัดของแต่ละท่าน และเรื่องสุดท้ายไม่ว่าคุณจะดี จะเก่ง แต่ถ้าคุณไม่รับผิดชอบต่อสังคม ครอบครัว ชุมชน และประเทศของตัวเอง ไม่รักประเทศตัวเอง กลับคลั่งไคล้ในอารยธรรมของชาติอื่น ประเทศเราไม่มีทางยั่งยืน นี่คือหัวใจสำคัญ ทีนี้ทำอย่างไรคนไทยจะทั้งดีและเก่ง รวมทั้งรับผิดชอบต่อแผ่นดินเกิดของเรารวมทั้งโลกใบนี้ ด้วยซ้ำไป มีงานที่เสนอไปอย่างที่กราบเรียนแล้วว่าทั้งหมดมี ๒๔ เรื่อง เดี๋ยวสักครู่ จะขอความกรุณาท่านประธานกรรมาธิการทั้ง ๔ คณะแล้วก็ท่านโฆษกได้เล่าในรายละเอียด ให้ฟังว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง ผมจะขออนุญาตกลับมาทบทวนอีกนิดหนึ่งว่างานที่ทำไป ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง ผ่านสภานี้แล้ว ๑๑ เรื่อง และแบ่งกลุ่มเป้าหมายคร่าว ๆ ให้คนไทยทั่วไป เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ กลุ่มแรก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนก่อนเข้าโรงเรียนภาคบังคับ ตามกฎหมายก็คือ ๖ ปี อยู่ในครรภ์มารดา ๙ เดือน บวกกับคลอดออกมาอีก ๖ ปี นี่ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง งานนี้จำเป็นต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง ซึ่งได้เสนอ ที่ประชุมนี้ไปแล้วเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าวัยสำคัญที่สุดที่ลงทุนแล้วมีกำไรสูงสุด ๗ เท่า ของการลงทุนพัฒนาคนทุกช่วงวัย เพราะฉะนั้นช่วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ได้กราบเรียน ไปแล้วว่าเรามีคนเกิดมาปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วจากผลทางสังคม แม่วัยใสเอย ปัญหาเศรษฐกิจเอย ปัญหาความเหลื่อมล้ำเอย ปัญหาความยากจนในชนบท หรือบางพื้นที่ความยากจนในเมืองทำให้คนประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถพัฒนา ลูกของตัวเองได้ก็แปลว่า ๒๐๐,๐๐๐ คนมีปัญหาทั้งทางสมอง ทั้งร่างกายและจิตใจ อันนี้จะเป็น บอตเทิลเนก (Bottleneck) อันนี้จะเป็นปัญหาสำคัญที่สังคมต้องเร่งแก้ไข ถัดไปในกลุ่มที่ ๒ ที่เราวิตกกังวลแล้วก็ให้น้ำหนักมากก็คือวัยที่อยู่ในช่วงของการทำงาน ๑๕-๖๐ ปี มีอยู่ ประมาณ ๓๘ ล้านคน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วของโลกนั้นจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งปรับตัว ตามไม่ทันจะตกงาน จะเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศ และกลุ่มที่ ๓ กลุ่มผู้สูงอายุ เราพูดเรื่องนี้กันมานานว่าเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแต่เรายังไม่มีระบบที่จะรองรับ ถ้าปล่อยให้ ผู้สูงอายุไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการพัฒนาตัวเองแล้วกลายเป็นคนพิการ แนวโน้มผู้สูงอายุ จะกลายเป็นคนพิการติดรถเข็นแล้วก็ติดเตียงถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นสังคมที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นเป้าหมายนี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องให้การศึกษา และเป้าหมายสุดท้ายคือ เป้าหมายที่มีเจ้าภาพดูแลอยู่แล้วก็คือเป้าหมายตั้งแต่อายุ ๖ ขวบเป็นต้นไป ซึ่งอยู่ในระบบ การศึกษาประมาณ ๑๒.๙ ล้านคน นี่เป็นเป้าหมายซึ่งอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการดูแล เป็นหลักอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่อีก ๑๐ กระทรวงที่จะ ดูแล ทั้งหมดนี้จะมีการปฏิรูปไม่ได้เลยถ้า ๔ มุมนี้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มุมที่ ๑ กฎหมาย ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันนี้ค่อนข้างสบายใจเพราะว่ารัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้ว หลายท่านคงได้อ่านแล้ว กฎหมายทุกฉบับ ๑๕ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องปรับ ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ภายในไม่เกิน ๖๐ วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้รัฐบาล ต้องตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว ดูแลเรื่องครู เรื่องเด็กเล็กแล้วก็เรื่องกองทุน ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วนี่คือแง่มุมของกฎหมาย มุมที่ ๒ คือส่วนนโยบาย ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญตั้งแต่เรื่องเด็กเล็ก ๔ กลุ่มนี้รัฐบาล ให้ความสำคัญ ผมได้ไปเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการ กขร. กระทรวงศึกษาธิการ ก็ย้ำยืนยัน ๑๕ เรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ๑๕ เรื่องก็อยู่ในไพรออริตี (Priority) ที่จะหยิบ เรื่องการศึกษานี้ขึ้นมาทำส่วนของนโยบาย แต่มุมที่ ๓ มีความสำคัญยิ่งกว่ากฎหมาย และนโยบายคือส่วนของการปฏิบัติการ ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนภาครัฐ ซึ่งก็จะอยู่ใน รายละเอียดที่ผมโน้ต เอาไว้เป็นภาพ แล้วก็ส่วนภาคพ่อแม่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า รัฐต้องจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐหมายถึงรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเอกชน เอกชนก็หมายถึงครอบครัว ชุมชน พ่อแม่ ทุกกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ท้องถิ่นถือเป็นเอกชน เราใช้คำว่าทั้ง ๗๐ ล้านคนต้องลุกขึ้นทำหน้าที่เป็นครู และทั้ง ๗๐ ล้านคนนี่ละก็ต้องลุกขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนโลกใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ทั้ง ๗๐ ล้านคนเป็นทั้งครูและผู้เรียนรู้ ไปพร้อม ๆ กัน อันนี้คือส่วนปฏิบัติการ ซึ่งเรื่องนี้มีกลไกเยอะมากเฉพาะโรงเรียนของรัฐ ก็ ๓๐,๐๐๐ กว่า ศูนย์การเรียนของกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ซึ่งท้องถิ่นดูแลอยู่อีก ๒๐,๐๐๐ ตัวเลขก็ ๕๐,๐๐๐ เศษ ๆ คงต้องใช้เวลาปรับตัว อันนี้ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ และเราก็กำลังทำร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการสร้างต้นแบบของความสำเร็จซึ่งคิดว่า มีความสำคัญยิ่งกว่าคำสั่ง ยิ่งกว่ากฎหมาย และยิ่งกว่านโยบาย เพราะว่าต้นแบบความสำเร็จ อยู่ที่ไหนก็จะเป็นตัวอย่างที่คนหยิบเอาไปขยายผลได้ ถัดไปครับ เราพยายามใช้ภาพให้เห็น ง่าย ๆ ว่าตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอนทั้ง ๗๐ ล้านคนตลอดชีวิตนั้นต้องยอมปรับตัว ครั้งใหญ่ ต้องปักหมุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่บนโลกใบปัจจุบันนี้ ยากมากขึ้นทุกวัน ๆ ภาพถัดไปก็พยายามเอาภาพที่ฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนว่า ถ้าโรงเรียน เช่นโรงเรียนขนาดเล็กหรือศูนย์การเรียนประจำชุมชน โรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนกำลังจะเป็น ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน เพราะว่าเด็กเกิดน้อยลง เด็กอพยพ จากท้องถิ่นเข้าสู่เมือง เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมาก เพราะฉะนั้นโรงเรียนขนาดเล็ก จาก ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนก็กำลังจะเติบโต กำลังจะขยายไปเป็น ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน ในขณะเดียวกันศูนย์การเรียนขนาดเล็กของชุมชนซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยนั้น อีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตัวเลขคร่าว ๆ ๑๙,๐๐๐ เศษ ๆ ผมใช้คำว่า ๒๐,๐๐๐ ก็รวมเป็น ๓๕,๐๐๐ จนถึง ๔๐,๐๐๐ ที่จริงชุมชนชนบทเรามี ๗๐,๐๐๐ แล้วก็ชุมชนเมืองอีก ๑๐,๐๐๐ เป็น ๘๐,๐๐๐ ชุมชน ถ้าทั้งหมดนี้ถูกปรับตัวเป็นแหล่งเรียนรู้ตั้งแต่แม่อยู่ในครรภ์มารดา คือแม่นั่นเอง ไปจนตลอดถึงผู้สูงวัยได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์การเรียนหรือโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จะปรับตัวต่อไปในอนาคต มีความพยายามที่จะควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ว่าในทางปฏิบัติ นั้นไม่ง่ายเลย หลายท่านคงทราบข้อมูลดีอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้จะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ของทุกภาคส่วนที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษานี้เป็นจริงให้ได้ ซึ่งทั้งหมดได้ถูกเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในกฎหมาย ๒ ฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในที่ประชุมนี้ เรียกว่าธรรมนูญการศึกษา และที่ประชุมก็ได้กรุณาอนุมัติเห็นชอบไปแล้ว แล้วพระราชบัญญัติ การศึกษาตลอดชีวิต ๒ ฉบับนี้จะโยงกัน ก็จะหยิบประเด็นสำคัญ ๆ เอามาขีดเขียนไว้ ได้ผ่านไปแล้วทั้ง ๒ ฉบับ ผมจะขออนุญาตใช้เวลาที่ประชุมเพียงเท่านี้เพื่อจะทบทวนว่า ทิศทางปฏิรูปการศึกษาที่จะปักหมุดเอาไว้ด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้ง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความเห็นร่วมกัน แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณที่ประชุมนี้ที่ได้กรุณา ล่าสุดเรื่องที่ ๑๑ ได้กรุณาโหวตให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านเห็นชอบและท่านก็ได้กรุณาเร่งรัด ว่าเรื่องนี้ทุกท่านจะช่วยกันอย่างไร อย่างที่ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ เท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการดูแลอยู่แค่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนด้วยคน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เท่านั้นเอง แต่ทั้งหมดนี้ตั้งแต่พ่อแม่เป็นต้นไป จะต้องร่วมกันรับผิดชอบในการพัฒนาคนของเรา ที่จะอยู่ในโลกใบใหม่ให้ได้ และยังคงความเป็นไทย คงความเป็นเอกลักษณ์ และคงความมั่งคั่ง ของสังคมไทยเอาไว้ให้จงได้ ก็ต้องกราบขอบพระคุณที่ประชุมนี้อีกครั้งหนึ่ง และขออนุญาต ท่านประธานได้ให้ท่านรองประธาน ท่าน พลเอก พหล ได้กรุณาเล่าเรื่องที่ท่านทำมาแล้ว ให้ที่ประชุมได้ฟัง กราบขออนุญาตครับ