สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

ปรีชา บุตรศรี เสนอแนวคิดการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบระบบที่เหมาะสม และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการช่วยเหลือนายอำเภอและรักษาความเป็นธรรมให้กับประชาชน

นายปรีชา บุตรศรี

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ตลอดจนท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมอยากจะเรียนว่า ชีวิตของผมเติบโตมาตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ เป็นนายอำเภอ และเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และชีวิตราชการของผมคลุกคลีกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาถึงเกือบ ๔๐ ปี เพราะฉะนั้น ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นการพูดจากประสบการณ์ตรงของกระผม เป็นการพูดจากข้อเท็จจริง ที่ผมได้พบเห็นในอีกมุมมองหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ตรงกับกรรมาธิการ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า ผมอยากจะทำความเข้าใจเพิ่มเติม เราดีไซน์ (Design) หรือออกแบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เป็นผู้ปกครองท้องที่ ไม่ได้ดีไซน์ (Design) ให้เป็นนักการเมืองท้องถิ่น เราต้องการให้เป็น ผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ มีความสืบเนื่องในประสบการณ์การทำงาน มีการรักษากฎหมาย ระเบียบ มีการรักษาความเป็นธรรมกับราษฎร มีการรับปัญหาของประชาชนไปสะท้อนให้กับ นายอำเภอฟัง มีการปราบปรามโจรผู้ร้าย บริบทเหล่านี้เป็นบริบทที่สำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเราจะมองมิติเดียวว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่ได้ จริงอยู่ครับ กระทรวงมหาดไทยเรามีการพัฒนากฎหมายลักษณะปกครองท้องที่มาโดยตลอด ถ้านับ ถึงวันนี้ตั้งแต่ปี ๒๔๓๔ เรามีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาถึง ๑๒๖ ปีแล้ว เรามีการเปลี่ยนแปลง มาตลอดอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง ตั้งแต่การเลือก สมัยก่อนเลือกอย่างไรครับ ใครจะเอาผู้ใหญ่แดงไปอยู่ต้นไม้ทางขวา ใครจะเอาผู้ใหญ่ขาวไปอยู่ต้นไม้ทางซ้าย เขาเรียกว่าการเลือก ให้นายอำเภอไปเป็นคนเลือก ไม่มีการหย่อนบัตร แล้วก็ไม่มี ความแตกแยกในหมู่บ้าน อันนั้นเป็นสิ่งที่ทำมาเป็น ๑๐๐ ปีแล้วก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วก็ อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ อันนี้เป็นกฎหมายปี ๒๔๕๗ จนกระทั่งปี ๒๕๑๕ เขามี การเปลี่ยนแปลงที่บอกว่า เพื่อให้การดำรงอยู่ของตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ครบ ๖๐ ปี เหมือนกับระบบราชการทั่วไป จึงมีการแก้ไขให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นอยู่เพียงแค่ ๖๐ ปี แล้วต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๕ ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่บอกว่าให้มีวาระ ในการดำรงตำแหน่ง แล้วก็ให้มีการเลือกโดยตรงจากประชาชนในกรณีที่เป็นกำนัน แล้วปัจจุบันกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ปี ๒๕๕๑ ได้กลับไปใช้แบบเดิม ก็คือให้อยู่ ในวาระ ๖๐ ปี เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทำไมเราถึงมีการกลับไปกลับมากันหลายครั้ง มุมมอง ที่แตกต่างก็ดี การเมืองที่กดดันก็ดี พยายามที่จะเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นฐาน ทางการเมืองต่าง ๆ ก็ดี ก็ทำให้เกิดการแก้ไขกฎหมายลักษณะแก้แล้วแก้อีกกลับมากลับไป อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ผมก็อยากจะเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรามาดู การเลือกกำนันก็จะเห็นว่าการเลือกกำนัน พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ให้นายอำเภอเป็นประธาน แล้วก็ให้ผู้ใหญ่บ้านมาเลือกกันเอง แล้วก็เป็นตลอดชีวิต ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๖ กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับที่ ๒ ให้กรมการอำเภอแต่งตั้งกรรมการ ไม่น้อยกว่า ๓ คน มีนายอำเภอเป็นประธาน มีการสอบสวนผู้ใหญ่บ้านในตำบลเดียวกัน เลือกเป็นกำนัน อยู่ในวาระ ๖๐ ปี ต่อมาการแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๘๙ ให้กรมการอำเภอเป็นประธานประชุมผู้ใหญ่บ้านคัดเลือกผู้ใหญ่บ้าน คนหนึ่งเป็นกำนัน อยู่ตลอดชีวิต มา พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกกำนัน โดยให้รับสมัครจากผู้ใหญ่บ้านและให้ราษฎรเลือกกำนัน อยู่ในวาระ ๖๐ ปี แล้ว พ.ศ. ๒๕๑๑ ปัจจุบันก็มีการประชุม กลับไปประชุมเลือกแบบเดิมโดยให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเอง โดยเห็นว่า กำนันนั้นมีสถานะเป็นหัวหน้าผู้ใหญ่บ้าน การเลือกตั้งโดยตรงแต่ละครั้งใช้เงินมหาศาล เรามีถึง ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน ๗,๐๐๐ กว่าตำบล ถ้าท่านลองจินตนาการดูเลือกทุก ๕ ปี ท่านใช้เงินเท่าไร กับการที่อยู่เป็นครอบครัวเดียวกันเลือกกันแบบง่าย ๆ ผมถามว่า เอาผู้ใหญ่บ้านมาเลือกกัน ๑๐ คน กับเอาประชาชนเลือกทั้งตำบล ผมถามว่ามีการซื้อเสียงไหม ถ้าจะมีการซื้อเสียงก็ไม่ต่างกันหรอกครับ จะเลือกแบบไหนก็ซื้อทั้งนั้น อันนี้ผมคิดว่าไม่มีใคร ปฏิเสธได้ เพราะฉะนั้นจะถามว่าการเลือกโดยเอานายอำเภอเป็นประธานกับการเลือก โดยประชาชน จริงอยู่การเลือกโดยประชาชนอาจจะทำให้ผู้ใหญ่บ้านกับกำนันยึดโยง กับประชาชน ในมิตินี้อาจจะทำให้เกิดการเข้าไปพบประชาชนได้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ผมอยากจะเรียนว่าความเป็นมาเป็นอย่างนี้

ทีนี้ผมอยากจะเรียนในประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าบริบทการเป็นสถานะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในฐานะที่เป็นผู้ปกครองท้องที่ซึ่งต้องอยู่จนตลอดชีวิต นั่นก็เป็นอีกบริบทหนึ่ง กับบริบทของการเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เขาอยู่เป็นวาระ ๕ ปี มีความเป็นนักการเมือง นั่นก็อีกบริบทหนึ่ง มีความต่างกันอย่างไร ผมขออนุญาตเรียนอธิบายให้ท่านฟังสั้น ๆ การเป็นผู้ใหญ่บ้านสถานะเขานั้นเป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ เป็นผู้รักษากฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายที่ดิน กฎหมายป่าไม้ เขาเป็นผู้ช่วย เจ้าพนักงาน เป็นคนที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่ด้วย ความตรงไปตรงมา ไม่กลัวที่จะต้องไปเสียคะแนน กล้าที่จะชี้ผิด กล้าที่จะชี้ถูก อันนี้ความเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อเนื่องยาวนาน ประการที่ ๒ ความเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำเป็นต้องใช้ศิลปะ มีศาสตร์ มีศิลป์ มีประสบการณ์ ต้องรู้คน รู้พื้นที่ รู้งาน การรู้คนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การอยู่ยาว การอยู่นานต้องรู้ การเกิด การตาย นาย ก เป็นขี้ขโมยไหม ในหมู่บ้านมีใครติดยาเสพติด ในหมู่บ้านใครเป็นนักเลงอันธพาล ผู้ใหญ่บ้าน กำนันต้องรู้ แล้วก็สามารถที่จะเรียกมาว่ากล่าวตักเตือน สามารถที่จะมาทำให้เขาเลิก ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดีไม่ชอบได้ การรับรองบุคคล สมัยก่อนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นนายทะเบียนนะครับ เมื่อก่อนนี้ใครที่บอกว่าเกิดแล้วไม่รู้ว่าเกิดที่ไหนหรือเปล่า มีพ่อแม่ เป็นใคร ชื่ออะไร ต้องให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนันรับรอง ก็คือต้องรู้ถึงพ่อถึงแม่ รู้ถึงว่าเขาเกิด หมู่บ้านนี้จริงไหม ถ้าอยู่เป็นวาระท่านไม่มีทางรู้หรอกครับ โดยเฉพาะพวกชาวเขา บางที การให้สถานะชาวเขายิ่งมีความจำเป็น ต้องสอบสวนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องรู้เห็นการเกิด แม้กระทั่งหมอตำแย เพราะฉะนั้นเรื่องการรับรองสถานะบุคคลจำเป็นต้องรู้ลึก รู้ละเอียด รู้ถึงภูมิหลัง รู้ถึงคนต่างด้าวอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามา เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกับการรักษาความสงบ เรียบร้อยในประเทศ นอกจากรู้คนแล้ว การรู้พื้นที่แล้งที่ไหน ท่วมที่ไหน ดินที่ไหนควรจะ ปลูกอะไรเขาก็ต้องรู้ เรื่องรู้งาน แน่นอนครับ ความเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานนั้น ต้องดูแลเรื่องกฎหมายป่าไม้ ต้องดูแลเรื่องกฎหมาย ลักษณะปกครองท้องที่ ต้องดูแลที่สาธารณประโยชน์ ต้องดูแลที่ ส.ป.ก. ที่อะไรต่อมิอะไร เยอะแยะ รวมทั้งกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเขาจะต้องมีการสั่งสมประสบการณ์ จึงต้องมีการรู้งาน ประการที่ ๓ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องมีความเป็นกลาง มีความเป็นธรรม เพราะว่าเมื่อชาวบ้าน ทะเลาะเบาะแว้งกันเขาก็ต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างชาวบ้าน ผัวเมียจะแยกกัน ผู้ใหญ่บ้านเรียกมาให้คืนดีกันเขาก็คืนดีกันได้ เพราะฉะนั้นถามว่าถ้าท่านไปเลือกทุก ๕ ปี ท่านเป็นนักการเมืองท้องถิ่นไปแล้วผมว่าเขาไม่ฟังท่านหรอก เพราะฉะนั้นเรื่องของ ความเป็นธรรม เรื่องของความเป็นกลาง ก็มีความสำคัญในการเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วที่สำคัญประการที่ ๔ ก็คือผู้ใหญ่บ้าน กำนันนั้นต้องมีสภาวะผู้นำ ท่านเชื่อไหม เลือกบ่อย ๆ นี่การใช้เงินซื้อเสียงก็ดี ท่านใช้ใครไม่ได้เลย เราจะทำฝายประชาอาสาไปเรียกคน เกณฑ์คนมาแบบสมัยก่อนไม่มีทางทำได้ ก็เพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้เกิดจากความเชื่อถือ ความศรัทธาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นความเป็นผู้นำจึงมีความสำคัญ ผมขออนุญาตขอเวลาอีก พอสมควรนะครับ ทีนี้ถ้าเรามาดู