ธรรมศักดิ์ แจงความก้าวหน้าปฏิรูปวิทย์-เทค ย้ำสร้างนวัตกรรมเพื่อชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ รายงานความก้าวหน้าการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นผลสำเร็จในการปรับโครงสร้างระบบวิจัยแห่งชาติผ่านการจัดตั้งสภาแห่งชาติขึ้นใหม่ และการผลักดันนโยบายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69 เพื่อส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูง กราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผมเป็นอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านวิวัฒน์ที่ให้โอกาสนำแถลงในวันนี้ จริง ๆ แล้วอยากจะกล่าวสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ ซึ่งดูแลเรื่องระบบวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นคณะที่ดำเนินการมาตามภารกิจเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ แล้วในปี ๒๕๖๐ คือปีปัจจุบันนี้วาระการขับเคลื่อนประจำปีนี้จึงไม่มีเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อนวัตกรรม อย่างไรก็ตามสรุปความก้าวหน้าก็คือว่าในช่วงปี ๒๕๕๙ เราสามารถทำ ความเข้าใจทำให้เกิดรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา ๖๙ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ ฉบับร่างนั้นมีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นยาดำที่อยู่กับ ชีวิตจิตใจของทุกคนทั้งสังคม มาตรา ๖๙ จึงเขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐพึงจัดให้มีและส่งเสริม การวิจัยและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ รวมทั้งศิลปะวิทยาต่าง ๆ ให้เกิดความรู้ การพัฒนา และนวัตกรรมเพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะว่าสร้างความเข้มแข็งของสังคมแล้วก็สร้างศักยภาพของคนในชาติ ให้เป็นคนที่มีเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ การขับเคลื่อนของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็น คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ ก็ทำงานตลอดมา อยากจะเรียนว่าประเทศไทยยังมี ความจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างที่หลายท่านคงจะได้ยินว่า ก่อนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะลงจากตำแหน่งก็จะพูดว่าเขามีความประสงค์ ที่จะส่งคนไปลงดาวอังคารภายในปี ๒๐๓๐ ผมขออนุญาตที่ประชุมว่าผมจะแจกเอกสาร บางส่วนตามที่เจ้าหน้าที่กำลังแจกไป ความก้าวหน้าของคณะกรรมาธิการที่ได้ดำเนินการมาแล้วและชัดเจนก็คือเราส่งรายงาน เรื่องสเต็มส์ (STEMS) ไว้กับคณะกรรมาธิการ และท่าน พลเอก พหลก็ดำเนินการต่อ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เรื่องรายงานการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ ๒ ให้กับคนไทย ก็ส่งรายงานให้กับกระทรวงศึกษาธิการเรียบร้อย งานสำคัญที่ประสบความสำเร็จชัดเจนก็คือว่า เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม สภาแห่งนี้ได้มีมติค่อนข้างจะสูงเกือบเอกฉันท์ให้เรานำเสนอ การขับเคลื่อนการปรับระบบของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีของทั้งประเทศเสียใหม่ คือตั้งแต่ ปี ๒๕๐๒ เป็นต้นมาเรามี ว.ช. โดยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีพระราชบัญญัติรองรับ หน่วยงานต่าง ๆ มากมายเกิดความสับสนกับบ้านเมืองมาพอสมควร เราขับเคลื่อนเรื่องนี้ จนกระทั่งรัฐบาลโดย คสช. และ ครม. เข้าใจจึงเห็นด้วยว่าควรจะปรับระบบขั้นพื้นฐานของ การจัดระบบวิจัยของประเทศทั้งภาคสังคมและภาควิทยาศาสตร์ใหม่ ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ รัฐบาลจึงออกมาตรา ๔๔ เพื่อปรับระบบวิจัยทั้งประเทศใหม่ แล้วก็ตั้งสภา ที่เรียกว่าซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ว่าเป็นสภานวัตกรรมและวิจัยแห่งชาติขึ้นมา ตัวย่อ สวนช. ครับ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เรามีวาระการขับเคลื่อนที่สำคัญอยู่ ๒ วาระ กับวาระพัฒนา ๑ วาระ วาระขับเคลื่อนที่สำคัญคือวาระ ๒๐ ก็ได้ สวนช. ไป ส่วนวาระการขับเคลื่อนที่ ๒๑ ก็พยายามขับเคลื่อนนวัตกรรมรองรับการพัฒนาประเทศ ตามมาตรา ๖๙ ของรัฐธรรมนูญที่ได้รับพระราชทานมาแล้วเมื่อวันที่ ๖ จะเห็นว่ามาตราต่าง ๆ เหล่านี้รองรับวาระการพัฒนาทั้งหมดเราก็ไม่ได้ละเลยครับท่านประธาน ก็ได้ขับเคลื่อน ให้เกิดยุทธศาสตร์ ๗ ด้านด้วยกัน ความมั่นคงทางทหารอะไรทั้งหลาย ที่สำคัญประการหนึ่ง ท่านประธานเองก็เป็นผู้กล่าวในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเมื่อมีการพัฒนาถึงขั้นนี้แล้ว เงิน งบประมาณ การวิจัยของประเทศ เราเคยได้แค่ ๐.๒ ๐.๓ และปี ๒๕๕๙ ก็ได้ ๐.๔ ออกมาปี ๒๕๖๐ ที่จะใช้กันอยู่ก็ประมาณ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์เช่นกัน แต่ท่านประธานรายงานตรงนี้ว่าได้ ๐.๗ ใช่ไหมครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีว่าเป็นการขับเคลื่อน การที่รัฐบาลเข้าใจว่าให้เรามี สวนช. โครงสร้างของการวิจัยของประเทศปรับใหม่หมดเลยนะครับ มีระบบนโยบายที่นายกรัฐมนตรี รับการฟีดแบ็ก (Feedback) จากข้างล่างจากทุกกระทรวงขึ้นมา มีระบบงบประมาณชัดเจน ภาครัฐและภาคเอกชนต้องแชร์กัน มีระบบการพัฒนางานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย สถาบันสำคัญของชาติเป็นผู้พัฒนาทุกด้านเลย ตั้งแต่ด้านจริยธรรมจนถึงด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง จะเห็นว่าเป็นระบบการตรวจสอบ ติดตามประเมินผลต่าง ๆ ครบถ้วน จนถึงการนำไป ใช้ประโยชน์ อันนี้เป็นระบบใหม่ที่นำเสนอ ที่กล่าวมานั้นคือความสำเร็จของการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งมีคณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๔ รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ ผมอยากจะรายงานอย่างนี้ครับว่า ในเอกสารเป็นการสรุปของฝ่ายบริหาร แต่เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาแล้วเราเอง ก็ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีก็ทราบดีแล้วว่า สเต็มส์ (STEMS) เป็นเรื่องสำคัญ การมีเหตุและผล การเรียนรู้สิ่งที่ธรรมชาติปรากฏขึ้นมา และนำมาใช้ประโยชน์เป็นเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เราก็อยากจะเห็นว่า ประเทศไทยจะต้องได้รับการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งตามมาตรา ๖๙ มากขึ้น ทุกคนก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ง่ายนัก ดังนั้นมาตรา ๖๙ จึงเป็น ตัวรองรับการพัฒนา เรื่องนี้ผมเองก็ได้พยายามประสานงานกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจของท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และท่านปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา มาตลอดเวลา เรื่องที่เราพยายามจะทำเพื่อรองรับก็คือวาระการพัฒนาที่ ๘ วาระการพัฒนาที่ ๘ มีเรื่องเยอะเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่และยาก ทำความเข้าใจ กับสังคมค่อนข้างจะยาก แต่เราพยายามพูดให้มันง่าย ท่านลองนึกดูว่าประเทศไทยต้องการ เป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจะขับเคลื่อนอย่างไร เรายกคำพูดอย่างนี้ว่า เราจะเก็บดวงอาทิตย์มาใส่ห้องนี้ นำดวงอาทิตย์ ๑ ดวงมาใส่ห้องนี้ ด้วยเครื่องยนต์พิเศษ ซึ่งหลายประเทศ ๗ ประเทศด้วยกันพัฒนาไปแล้ว งานนี้ก็กำลังศึกษาอยู่ ได้รับการต้อนรับดีมากเลยนะครับ เราต้องการให้สังคมยอมรับว่าพลังงานยั่งยืนแน่นอนโดยการใช้ดวงอาทิตย์มาไว้ในห้อง นำความร้อนไปทำให้เกิดกังหันและปั่นไฟ อันนี้ยั่งยืนตลอดเวลาครับ เพราะไม่มีการปล่อย พลังงานหรือรังสีอันตรายทั้งหลายออกมาให้รบกวน นั่นเป็นคำพูดง่าย ๆ เรื่องถัดมาก็คือว่า การที่เราพูดอย่างนั้น การที่เราพยายามนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมารองรับการพัฒนา ด้านการเกษตร ด้านอาหาร ด้านสาธารณสุข ท่านทราบไหมครับว่าหน้าตาของคนรุ่นใหม่ จะเต่งตึงแม้จะ ๘๐ ปีไปแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็นำเรื่องนี้มาพัฒนามากมาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งผมเคยอยู่ก็จะนำเรื่องของ เทคโนโลยีพลาสมา (Technology Plasma) มาช่วยในการดูแลโพรดักต์ (Product) ทางการเกษตรและอาหาร เห็นไหมครับว่าเทคโนโลยีที่ผมกล่าวถึงนี้ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะพูดอย่างนี้ว่าพลาสมา (Plasma) พาร์ทิเคิล (Particle) แล้วก็ทรานส์ฟิวชัน (Transfusion) ผมฝากไว้แค่นั้น ถัดมาก็คือว่าเรื่องของไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) เป็นเรื่องที่ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้กำลังขับเคลื่อนร่วมกับองค์การที่สำคัญ เรื่องนี้จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ เป็นพระวิสัยทัศน์ เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ เก็บพืชพันธุ์ต่าง ๆ มาปลูกที่สวนจิตรลดา แล้วก็รักษาพันธุกรรมที่สำคัญ ก็คือยางนา การพัฒนานี้เป็นการเริ่มต้นก่อนที่ยูเอ็น (UN) จะมีปฏิญญาสากลรองรับ การพัฒนาเรื่องไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ในปี ๒๕๓๖ ซึ่งถัดมาก็ได้มีพระราชดำริให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการต่อกลายเป็นองค์การอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ย่อว่า อพ.สธ. อพ.สธ. เป็นฐานเศรษฐกิจของประเทศกรีนอีโคโนมี (Green Economy) หรือนิวอีโคโนมี (New Economy) ทั้งหลาย ประเทศไทยผ่านมาเป็น ๑,๐๐๐ ปี เป็นซอร์ซ ออฟ ออริจิน (Source of Origin) เยอะ เราต้องการฐานตรงนี้เพื่อความยั่งยืน ของเราครับ เพราะฉะนั้นงานนี้ก็ประสานงานใกล้ชิดกับทางเศรษฐกิจชัดเจน ถัดมาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านประธานวิวัฒน์ก็มอบมาให้คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ทำงาน ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ใน วาระการขับเคลื่อนปี ๒๕๖๐ แต่วาระการขับเคลื่อน ๕ ปีถัดไปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีอยู่ชัดเจน เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องนี้เพื่อให้ความรู้กับประชาชนให้เข้าใจว่า เก็บพระอาทิตย์ใส่กล่องทำอย่างไร ฐานชีวภาพตั้งแต่ยอดเขาถึงดินและน้ำเป็นอย่างไร ให้ชาวบ้านเข้าใจ ทุกคนเข้าใจ มีเหตุและผลในการอยู่ร่วมกันในสังคม สิ่งที่สำคัญก็คือว่า การขับเคลื่อนประเทศนี้ด้วยศาสตร์ของพระราชา ศาสตร์พระราชาซึ่งมีอยู่ ๔,๐๐๐ โครงการ พระราชดำริ เราจะต้องทำการสรุปทำให้เกิดหลักสูตรปริญญาตรี จบแล้วก็บรรจุเป็นข้าราชการ พนักงาน จบแล้วปริญญาโท ปริญญาเอกก็พัฒนาขยายผลงานวิจัยให้งานศาสตร์พระราชา แตกกอมากขึ้น ดังนั้นสาขาวิชาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยก็มีเหมือนเดิม เพียงแต่ว่า เด็กกลุ่มหนึ่ง บัณฑิตกลุ่มหนึ่งจะมีความสามารถหรือความรู้พิเศษในศาสตร์พระราชา ด้านดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ งานด้านเกษตร อาหาร ประมง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ท่านเห็นก็คือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพันธุ์ปลานิล จากจักรพรรดิญี่ปุ่นแล้วก็เอามาพัฒนาวิจัย จนกระทั่งทุกวันนี้ทราบไหมครับ การทูตปลานิล เป็นอย่างไร ทุกคนรู้จักปลานิล ทุกคนบริโภคปลานิล และปลานิลก็ยั่งยืน ศาสตร์พระราชา ต้องขับเคลื่อนให้เป็นหลักสูตรในสถาบันการศึกษา จบมาแล้วบรรจุทำงาน และขับเคลื่อน ประเทศไทย ๒๐ ปีด้วยศาสตร์พระราชาด้านต่าง ๆ บนฐานวิทยาการที่มีอยู่เดิม เป็นสาขาวิชาที่น่าจะผลักดันให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้จบกันมากขึ้น และประเทศไทยก็จะเป็น ประเทศที่มีการขับเคลื่อนตามศาสตร์พระราชาอย่างมั่งคั่ง มั่นคง และลดความเหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตจบรายงานการนำเสนอเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ