อำพล จินดาวัฒนะ ย้ำความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกับการศึกษา โดยเสนอว่าการปฏิรูปการศึกษาต้องขยายBeyond ระบบโรงเรียนไปสู่การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกมิติของสังคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กล่าวถึงเรื่องการได้รับพระราชทานรางวัล กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ นับเป็นเกียรติของตัวกระผมแล้วก็ญาติพี่น้อง ผู้ที่ร่วมงาน และสภาของเราด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตชื่นชมคณะกรรมาธิการ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเห็น ความคืบหน้าของการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ แล้วในเรื่องการศึกษานั้น ก็มีเรื่องปฐมวัยหรือเด็กเล็กเพิ่งผ่านไป วันนี้ท่านได้กรุณาสรุปรวบยอดให้เห็นว่า ได้ขับเคลื่อนอะไรไปบ้าง ผมขออนุญาตชื่นชมงานดี ๆ ออกมามากมาย เนื่องจาก เรื่องการศึกษาก็เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกันว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก การศึกษานั้นทำให้ ประเทศชาติเจริญ ผู้คนมีความก้าวหน้า ประเทศเราก้าวหน้าได้ก็เรื่องการศึกษานี่ละครับ ผมคิดว่าเราเห็นตรงกันหมดเลย แล้วการปฏิรูปนั้นคงไม่ใช่ทำในแค่ ๑ ปี คงทำไปอีกยาวนาน เรื่องมีมากจริง ๆ ที่จะต้องทำ สิ่งที่ท่านได้เสนอผมได้อ่านดูแล้วและที่เข้าสภามาแล้ว และที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนก็มีอยู่จำนวนมาก เป็นเรื่องดี ๆ ทั้งนั้นเลย บางเรื่อง ผมจะไม่ขออนุญาตกล่าวถึงเพราะผมคิดว่าท่านพูดชัดเจนแล้วก็อยู่ในเอกสารต่าง ๆ แต่ผมฟังสุ้มเสียงแล้วส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิรูปในระบบการศึกษา ผมอยากจะย้ำ ในส่วนที่เคยกล่าวถึงแล้วก็มีผู้ที่พูดถึงเยอะ ผมเองนั้นไม่ใช่เป็นผู้เลิศรู้อะไรนะครับ เพียงแต่ว่าได้นำมาขออนุญาตกล่าวย้ำในสภาแห่งนี้ครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเมื่อเราพูดถึงการศึกษา ก็คือเอดูเคชัน (Education) ซึ่งก็มีการศึกษาในระบบและนอกระบบ เราต้องจัด ให้เป็นระบบแน่นอน นอกระบบคือชีวิตจริงนั้นสำคัญมาก ผมเคยได้กล่าวรายงานตัวเลข ไปครั้งหนึ่งว่าจากการคำนวณ ชีวิตเราอยู่ในระบบการศึกษาเพียงไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ เวลาในชีวิต ถ้าเราเอาแค่อายุ ๖๐ ปีเท่านั้นเองนะครับ ถ้าเราอายุเกิน ๖๐ ปีก็จะยิ่ง น้อยเปอร์เซ็นต์ไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นที่เราไปทุ่มเทเรื่องระบบการศึกษานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ส่วนเสี้ยวของชีวิตแต่สำคัญ ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่สำคัญแต่ถ้าเราไปมะรุมมะตุ้มอยู่ตรงนั้น ทั้งหมด เราไม่ได้เน้นเรื่องที่เป็นเรื่องที่อยู่นอกระบบการศึกษา อันนั้นเป็นจุดที่เราอาจจะ มองข้ามเรื่องการปฏิรูปไป ผมคิดว่าการศึกษามีคู่แฝดที่สำคัญก็เคยกล่าวถึงแล้ว คือการเรียนรู้ ซึ่งท่านทั้งหลาย ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิกก็ทราบดี ทุกท่านทราบดีว่า การเรียนรู้หรือเลิร์นนิง (Learning) เป็น ๑ ในพลังสำคัญของชีวิตสัตว์และมนุษย์ ๑ ในไดรฟ์ (Drive) ๑ ในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ไม่ใช่การศึกษา คือการเรียนรู้ เราเติบโตมาได้ถึงวันนี้มนุษย์ทุกคนหรือสัตว์ทุกตัวที่เติบโตมาอยู่รอดเพราะพลังการเรียนรู้ มนุษย์มีพลังการเรียนรู้เหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง แล้วเรามี ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของเวลาในชีวิต อยู่ในสังคม เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างพลังการเรียนรู้ ในโลกปัจจุบันมีการสอนถึง เรื่องเลิร์นนิง ฮาว ทู เลิร์น (Learning how to learn) คือการเรียนรู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร ผมคิดว่านั่นคือหัวใจ ผมอยากจะย้ำตรงนี้ครับว่าเราจะต้องมองการเรียนรู้คู่กับการศึกษา ตรงนี้ทำไมผมยืนยันอย่างนั้น เพราะผมคิดว่าเรื่องสุขภาพคล้ายกันมากที่ผมเคยเรียนแล้ว สุขภาพเรามีระบบการแพทย์และสาธารณสุข จริง ๆ แล้วเรื่องสุขภาพมันอยู่ในมิติทุกอณู ในชีวิต เหมือนการเรียนรู้เลยครับ อยู่ในทุกที่ทุกอณู แต่พอเรามีระบบการศึกษาขึ้นมา เรามีครู มีอาจารย์ มีนักเรียน เรามีระบบการแพทย์และสาธารณสุข เรามีหมอ พยาบาล และมีคนไข้ คล้ายกันมากเลยครับ ๒ ระบบนี้ พอเราทำไปนาน ๆ ถ้าเราเผลอทำการปฏิรูป หรือพัฒนาเฉพาะระบบการแพทย์และสาธารณสุขเราไปไม่ถึงสุดท้ายของสุขภาพครับ เหมือนกับระบบการศึกษาเลย ถ้าเราทำแต่ระบบการศึกษาเราก็จะยุ่งอยู่กับเรื่องครู อาจารย์ ระบบโรงเรียน ระบบการสอน ระบบคุณภาพต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วคือการเรียนรู้ซึ่งอยู่ในทุกคน ตั้งแต่เด็กเกิดมาจนถึงวันตาย จริง ๆ เดี๋ยวนี้การเรียนรู้นั้นตั้งแต่อยู่ในท้องด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผมอยากจะย้ำจุดนี้ครับ ในครั้งหนึ่งสมัยหนึ่งหลายสิบปีมาแล้ว ในทางด้านสุขภาพ เขาพูดคำว่า เฮลท์ ฟอร์ ออล (Health for all) คือสุขภาพดีทั่วหน้า สุขภาพดีทั่วหน้า ทำไม่สำเร็จเลยถ้าจะไปพึ่งแต่การพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขหรือการปฏิรูป ตรงนั้น เพราะสุขภาพอยู่นอกระบบ อยู่ในทุกมิติ ทุกเวลา ทุกสถานที่ คล้ายกับ การศึกษาเลยครับ เอดูเคชัน ฟอร์ ออล (Education for all) คือการจัดการศึกษาให้คนทั้งมวล ไม่พอครับ เพราะไม่ว่าจัดอย่างไรก็เป็นส่วนเสี้ยวเดียวของการเรียนรู้ของชีวิตเขา ไม่มีทางที่จะจัดได้เต็ม ในทางด้านสุขภาพได้เปลี่ยนใหม่ กลับมามองว่าสุขภาพคือเป้าหมายร่วม และทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของ เจ้าภาพเรื่องสุขภาพ มารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ มีเครื่องมือต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคนคือออล ฟอร์ เฮลท์ (All for health) ทุกภาคส่วนต้องทำเพื่อสุขภาพ ท่านประธานครับ และท่านกรรมาธิการครับ จะเห็นว่าในระบบเรื่องสุขภาพมีการปฏิรูปหลายเรื่องมากที่อยู่นอกระบบการแพทย์ และสาธารณสุข วันนี้มีผู้คนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพเป็นเป้าหมาย อย่างเช่น เราทำเรื่องอุบัติเหตุนี้ก็ชัดเจน ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขไม่มีทางทำสำเร็จหรอกครับ แต่ถ้าเราจะให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี ลดการบาดเจ็บและตายในอุบัติเหตุนี้อยู่นอกระบบ การแพทย์และสาธารณสุขครับ ระบบการศึกษาจะคล้ายกันมากเลย เราจะต้องเน้น เรื่องออล ฟอร์ เอดูเคชัน (All for education) หรือเปล่าครับ ต้องมีการขบคิดกลไก ในสิ่งที่ ท่านทำไว้ท่านวางไว้ผมเห็นแล้วละมีเรื่องการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ผมคิดว่าเป็นเสี้ยวเดียว ถ้าเราเห็นว่าเป็นคู่แฝดของระบบการศึกษาเลยเราต้องมุ่งสู่การสร้างกลไก สนับสนุนโอกาส สร้างความสามารถและปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของคนไทยทั้งสังคมหรือไม่ การเรียนรู้ไปสัมพันธ์กับเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อด้วย ถ้าเราเชื่อว่าคนเราจะเก่งได้ มีความสามารถได้ สังคมจะขยับเขยื้อนได้อยู่ที่การศึกษาอย่างเดียว เราลืมเรื่องการเรียนรู้ ที่อยู่ในวิถี ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของชีวิต แล้วเราไม่ได้ทุ่มเทให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นเจ้าภาพ เรื่องการเรียนรู้อาจจะทำให้ไปไม่ถึงฝั่งได้หรือไม่ แต่แน่นอนครับ ถ้าเราบอกว่าให้มาเป็น เจ้าภาพเรื่องการศึกษา คนอยู่ในระบบการศึกษาอาจจะบอกว่าไม่ได้นี่เป็นระบบของเขา แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นระบบการเรียนรู้ของทุกภาคส่วน ทุกคนในสังคมเป็นของทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนจะขยับตรงนี้ จะเป็นจุดคานงัดในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ หรือไม่ ผมเองนั้นพยายามที่จะกล่าวย้ำตรงนี้ เพราะว่าเวลาเราพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เราจะเหลือแต่ระบบการศึกษาและที่ทำเป็นระบบเสมอ นอกระบบเราจะผ่านไป แล้วในชื่อใหญ่ เราก็มักจะไม่ค่อยมีคำว่าการเรียนรู้ เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนเทียบเคียงกับเรื่องสุขภาพ เราไม่ใช่พูดถึงระบบการแพทย์และสาธารณสุข เราพูดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ ไม่ใช่ระบบ การแพทย์และสาธารณสุข ตรงนี้เราจะเป็นการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เหลือเวลาอีกเล็กน้อยผมอยากจะกราบเรียนว่ามีเรื่องที่ต้องทำ มากมาย ผมยกตัวอย่างตัวที่ผมเห็นบางเรื่อง อันนี้อาจจะนอกเรื่องตรงนี้นิดหนึ่ง เราเห็น เด็กที่ภูฏานตามหัวไร่ปลายนา ตามภูเขา ตามอะไรเราไปดูเขาครับ ตำราเรียนเขาเป็น ภาษาอังกฤษ แล้วคณิตศาสตร์เขายังเป็นภาษาอังกฤษเลย อันนี้ผมแตะนิดเดียว แต่ในตำราเรียนบ้านเราในระบบการศึกษา ผมเคยมีโอกาสเขียนตำราสุขศึกษาให้กับ สำนักพิมพ์ที่มีชื่อ เขาให้เราเขียนเต็มแมกซ์ (Max) ในเรื่องความยาก ผมดูแล้วนักเรียนแพทย์ ยังหนาวเลยในการอ่านตำราเด็ก ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ แต่เขาบอกว่าต้องเป็นตำราที่ยาก เขียนให้ยาก เพราะเด็กเก่ง ๆ ในโรงเรียนดี ๆ เขาจะซื้อไปใช้ ไม่ใช่แล้วละครับ น่าจะผิด คราวนี้ผมกลับมาเรื่องการเรียนรู้อีกนะครับ ผมคิดว่าวันนี้เรามีโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ มากมาย เรามีโรงเรียนชาวนาหลายแห่งในประเทศไทย เรามีศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ของท่านประธานกรรมาธิการ เรามีศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ถ้าใครไปเข้าเฟซบุ๊ก (Facebook) ไปดูของบ้านครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ที่บุรีรัมย์ นั่นคือแหล่งเรียนรู้ ใหญ่มหึมาเลยครับ มีผู้คนเข้าไปเรียนรู้แลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เยอะแยะไปหมด เราไป ต่างประเทศเราเห็นสถาบันสมิธโซเนียน เราไปเห็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย ผมคิดว่านั่นคือการเปิดช่องทางและโอกาสการเรียนรู้ซึ่งต้องพูดถึงครับ ถ้าเราจะปฏิรูป การศึกษาการเรียนรู้ ถ้าเราไม่มองสิ่งเหล่านี้แล้วไม่ไปเพิ่มให้มากขึ้น และเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ง่าย ๆ มีแล้ววัฒนธรรมไทยคนไทยก็อาจจะไม่ค่อยไปเรียน อาจจะไม่เคยเรียนรู้ เพราะเป็นเรื่องวัฒนธรรมด้วยครับ ถ้าเราอยู่ในโครงสร้างอำนาจนาน ๆ เราก็จะไม่ค่อยเรียนรู้หรอก เพราะฉะนั้นเราก็จะต้อง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วย เรามีโรงเรียนเด็กเล็ก ผมขอเติมตรงนี้นิดหนึ่งเพราะวันนั้น ผมลืมพูดไป ผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนเด็กเล็กที่จังหวัดตราดนะครับ อยากจะชวนท่านประธาน และผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มีนักเรียน ๔๐๐ คน ดำเนินการโดยวัดและชุมชน ไม่ใช่เอกชน ที่ค้ากำไร ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นวัดและชุมชน เด็กที่เข้ามาเรียนปรากฏว่ามีทั้งลูกคนมีสตางค์ กับลูกชาวบ้าน เป็นความงดงามมาก เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาเหล่านี้อยู่นอกระบบได้ อีกเยอะ เราต้องหาทางที่จะไปสนับสนุนเครื่องมือกลไกต่าง ๆ เขานะครับ คนขับแท็กซี่ คนขายก๋วยเตี๋ยว พ่อค้าแม่ค้า หรือแม่เราที่ไม่เคยเรียนหนังสือหรือจบ ป. ๔ ก็เป็นครูได้ทั้งหมด เราอาจจะไปพูดเรื่องครูในวุฒิ มีวุฒิเรื่องในระบบ แต่ผมอยากจะเสนอว่าเราต้องพุ่งความสำคัญ ที่คู่แฝดของระบบการศึกษา คือไปส่งเสริมให้ผู้คนเป็นครู เป็นนักเรียน เป็นผู้เรียนรู้ แล้วสร้างบรรยากาศและโอกาสในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ก็คงไม่ใช่เรื่อง อะไรใหม่นะครับ แต่ขออนุญาตกราบเรียนย้ำ ผมอยากจะเห็นเรื่องข้อเสนอการปฏิรูประบบ การศึกษาและเรียนรู้ไปคู่กันแล้วก็เน้นที่อยู่นอกระบบให้มากขึ้นครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ