สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารและที่กรรมาธิการได้พูดให้พวกเราฟังด้วยว่าเราไม่สามารถที่จะ หลุดพ้นจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้ แล้วเราจะไปสู่ดวงดาวของ ๔.๐ ได้ถ้าเผื่อระบบการศึกษาของเรายังเป็นอย่างนี้ และระบบการศึกษาของเรามักจะไป ตอบสนองข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการมากกว่าที่จะตอบสนองเยาวชนแล้วก็สังคมของเรา เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเรื่องการเรียนตลอดชีวิต การพัฒนาครู ระบบการเรียน การพัฒนา คุณภาพศึกษา แม้กระทั่งการดูแลเด็กในปฐมวัยนี้มันโยงกันหมด เพื่อมีเป้าหมายเดียว เป็นหลักก็คือจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้าได้หรือไม่ อย่างไร คราวนี้ประเด็นก็อยู่ที่ว่าอะไรที่จะเป็นตัวกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อก ประเทศไทย จากสภาวะอันนี้แล้วก็ความตกต่ำในระบบการศึกษาจากการประเมินวัด ของทั้งองค์กร ภายในแล้วก็ของระหว่างประเทศ แล้วก็จะไปพึ่งบ้าน ๑ ในบวรก็คงไม่ได้ว่าพ่อแม่ทำงาน แล้วก็คงจะประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่พ่อแม่ฝากลูกไว้ที่ปู่ย่าตายายความอบอุ่นมันก็ไม่ดี ความเป็นครอบครัวมันก็ไม่ดี ในขณะเดียวกันวัดเราก็รู้กันอยู่ว่าเป็นพาณิชย์กันเสียเยอะ แล้วก็ยังมีปัญหาที่ต้องปฏิรูปวงการทางการศาสนาโดยเฉพาะศาสนาหลักของไทย คือพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นภาระหน้าที่ในการที่จะดูแลเยาวชนก็อยู่ที่ครู ที่จะต้องเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นทั้งเจ้าอาวาสวัด แล้วก็เป็นครูผู้ฝึกสอนให้ความรู้ เพราะว่าครู อยู่กับเด็กอย่างน้อยก็ ๘ ชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นในการที่จะปฏิรูประบบการศึกษา การที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วหัวใจก็อยู่ที่ครู แล้วส่วนหนึ่ง ก็อยู่ที่คณะครุศาสตร์ของบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหลายประมาณสัก ๑๗-๑๘ มหาวิทยาลัย ด้วยกันทั่วประเทศ คราวนี้เราจะทำอย่างไรกับครู เราก็พูดกันเรื่องของแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) บางทีก็แปลได้หลายอย่าง ให้ช่วยคิด ให้ช่วยทำ จะเป็นอย่างนี้ ได้ไหมครับ เพราะว่าผมก็ข้องแวะกับเรื่องการปฏิรูปการเมืองแล้วก็การส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองศึกษา ว่าเราจะทำอย่างไรให้ครูเป็นครูประชาธิปไตย แล้วก็ให้บรรยากาศในห้องเรียน จะเป็นวิชาใดก็ตาม คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชีวะ หรือเคมี ฟิสิกส์นั้นให้มี บรรยากาศเป็นห้องเรียนประชาธิปไตยที่จะทำให้เด็กกล้าที่จะยกมือแสดงความคิดเห็น เด็กสามารถที่จะรับฟัง แล้วก็ให้มีการค้นคว้า วิจัย ให้มีการถกเถียง เพราะฉะนั้นครู ก็จะไม่ใช่เป็นแค่ทีชเชอร์ (Teacher) คือครูผู้สอน แต่จะต้องเป็นผู้อำนวยความเป็น ประชาธิปไตยในสังคมห้องเรียนเล็ก ๆ เป็นเดโมเครติกฟาซิลิเตเตอร์ (Democratic Facilitators) อันนี้ผมคิดว่าน่าจะมาตกลงกันเสียให้แน่ชัดว่าจะเป็นเช่นนี้ได้ไหม ผมคิดว่า จำกัดความแค่แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ดูจะแคบไป การสร้างบรรยากาศ ให้เป็นสังคมประชาธิปไตยก็จะนำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์ ที่เราพูดกันมากในห้องนี้ เรื่องครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) เรื่องอินโนเวชัน (Innovation) เรื่องอินเวนชัน (Invention) มันจะมีไม่ได้ถ้าเผื่อห้องเรียนยังเป็นเรื่องของการบรรยาย แล้วก็จดไป แล้วก็ท่องจำกันไป แล้วก็ไม้เรียว ดุอะไรกันไปต่าง ๆ เหล่านี้ เด็กไม่สามารถที่จะแสดง ความคิดเห็นได้ ไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน คราวนี้เด็กจะเป็นอย่างนั้นได้ ครูต้องเป็นนักประชาธิปไตยทั้งหมดทุกคน ครูในปัจจุบัน แล้วก็ครูที่จะเข้ามาใหม่อีก ๑๐๐,๐๐๐ คน ๒๐๐,๐๐๐ คน ในปีนี้ปีหน้าต่าง ๆ เราจะทำกันอย่างไร และเราจะไปทำอะไรกัน ที่ที่ฝึกครูคือที่คณะครุศาสตร์ ผมเองในแง่ของการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองก็ได้คุยกับ คณะครุศาสตร์ไว้หลายคณะ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่เข้าใจว่า ตอนนี้เป็นคล้าย ๆ กับประธานคณะครุศาสตร์ของคณะครุศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัย ก็ไปคุยกันว่า นอกเหนือจากการเรียนการสอนทางภาควิชาการ จะเสริมสร้างบรรยากาศในห้องเรียน เป็นอย่างไร ก็หวังว่าทางคณะกรรมาธิการของผมกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาถึงจุดหนึ่งคงน่าจะคุยกันได้ภายใน ๒-๓ เดือนข้างหน้า เมื่อทางฝ่ายกระผมนั้นมีข้อมูล มีแนวคิดที่ลงเป็นลายลักษณ์อักษรได้ อันนี้ก็ขอทิ้งไว้ตรงนี้ เสียก่อน

ส่วนประเด็นอีกอันหนึ่ง คือนอกจากครูแล้วว่าจะต้องเป็นครูประชาธิปไตย ผมก็ขอยืนยันนะครับ แล้วก็อยากจะให้เชิญมาร่วมขับเคลื่อนว่าครูทั้งประเทศทุกคนจะต้อง ผ่านมาตรฐานเดียวกัน และพวกเราก็ไปดูงานกันที่ฟินแลนด์มากคณะครับ สแกนดิเนเวีย ไปญี่ปุ่นไปอะไรมา เราก็เรียนรู้แล้วว่ากระทรวงศึกษาธิการของประเทศเหล่านี้นั้นเขามีหน้าที่ วางมาตรฐานครู แล้วก็ฝึกอบรมครูให้เป็นครูที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ คณะครุศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ผลิตมาเถอะครับ ไม่เป็นไร แต่ว่าถึงจุดหนึ่งแล้วก็ต้องไปผ่านมาตรฐานกลาง ของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นครูปฐมวัย ๑ มาตรฐาน ครูเด็กพิการ ๑ มาตรฐาน ครูประถม ๑ ครูประถม ๒ ครูประถม ๓ ๑ มาตรฐาน มัธยมตอนต้น มัธยมตอนปลาย แต่ละมาตรฐาน แต่เป็นมาตรฐานเดียวกัน อันนี้จะต้องเป็นเรื่องของการปฏิรูปอย่างใหญ่หลวง แล้วก็ไม่เลือกที่รักมักที่ชังระหว่างครูของรัฐบาลกับครูของโรงเรียนเอกชน อันนี้เป็นเรื่องที่ จะต้องทำมาตรฐานเดียวกัน

อันที่ ๒ ผมไม่ชอบโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และผมก็ไม่ชอบบรรดา โรงเรียนสาธิตทั้งหลาย เพราะว่าเป็นระบบของผู้มีอภิสิทธิ์ครับ อีลิติสต์ (Elitist) กระผมเอง ก็ไม่ชอบความเป็นพริวิเลจ (Privilege) ของตัวผมเองที่ไปอยู่โรงเรียนประจำของบาทหลวง นิกายโปรเตสแตนต์ มาวันนี้ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรม ถ้าเผื่อจะมีครูเป็นมาตรฐานเดียวกัน แล้วทำไมเราไม่มีโรงเรียนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศไทย แล้วผมก็เคยคุยในที่นี้ ในสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านั้น จะมีโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ๔ ภาคได้ไหม โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีมันให้ทั่วทั้งประเทศเลยก็คือ ๑ มาตรฐาน เท่านั้นเอง ผมคิดว่านี้เป็นภาระหน้าที่ของเรา ไม่อย่างนั้นเด็กที่อยู่ที่ภูเก็ต ที่หาดใหญ่ ที่เชียงใหม่ ที่กรุงเทพมหานคร ที่โคราช อย่างไร ๆ มันก็ได้เปรียบการเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ เข้าโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งอันนี้ต้องขจัดไปจากระบบการศึกษาของไทย ให้มาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวงของการศึกษาในห้องเรียน ตราบใด ที่ยังมีโรงเรียนกวดวิชาอยู่เรายังไปเป็น ๔.๐ เป็นประเทศพัฒนาไม่ได้ ก็กลับมาที่มาตรฐาน ของครู มาตรฐานของโรงเรียนทั่วประเทศต้องเหมือนกัน พูดถึงมาตรฐานของโรงเรียนแล้ว ก็มาถึงเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยครับ อุปกรณ์ของห้องแล็บ (Lab) ต่าง ๆ คอมพิวเตอร์ ผมพูดหลายครั้งทุกโรงเรียนให้มี ๑๐๐-๒๐๐ เครื่องไหม ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง วิธีการเรียนการสอน ในการทำงานที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็ได้เชิญผู้แทนของสโมสรนิสิตนักศึกษามาหลายแห่งนะครับ เชิญเด็กนักเรียนชั้น ๑ ของกรุงเทพมหานครจากหลายโรงเรียนทั้งหลวงและเอกชน มาฟังความเห็นของเขาว่า เขาคิดอ่านอย่างไรกับระบบการศึกษา เด็ก ๆ หลายคนบอกว่าน่าเบื่อเวลาครูหรือว่าอาจารย์ บรรยาย เพราะเดี๋ยวนี้ไปหาคุณครูกูเกิล (Google) ก็มีหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เด็กต้องการก็คือการให้ครูเป็นผู้นำ ให้มีการถก ให้มีการทำในเรื่องที่เรียกว่ากรณีศึกษา ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการก็ได้ทดสอบมาบ้างแล้ว เรื่องเคสสตัดดี (Case Study) ต่าง ๆ เอาเรื่องจริงมาว่ากัน ไม่ใช่รัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือทางด้านมนุษยศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะทำเคสสตัดดี (Case Study) ในห้องเรียนได้ แล้วก็ให้มี การค้นคว้า ก็จะได้บันเทิงปัญญา ได้มีการถกเถียง เราก็จะมีความคิดริเริ่ม เริ่มคิด เริ่มสร้างพลเมืองให้เป็นพลเมืองที่สามารถจะคิดอ่านได้ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง ของเรื่องนั้น แต่ว่าเราไม่ควรจะมุ่งแค่องค์วิชาความรู้ ผมได้พูดเรื่องสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่รู้เรื่องการบ้านการเมืองหรือเป็นนักประชาธิปไตย แต่ว่าจะต้องมีศีลธรรมและต้องมี ธรรมาภิบาลด้วย ครูมีหน้าที่ฝึกอบรมเยาวชนของไทยให้เป็นเหมือนเยาวชนที่ฮ่องกง ที่ไต้หวัน ที่เกาหลีใต้ ที่ไหนที่เดินไปเห็นเศษกระดาษแล้วหยิบไปใส่ถัง ที่เห็นเงินตกแล้วไม่เก็บ แต่ไปบอกคุณครูหรือผู้ใหญ่ เราจะสอนเด็กของเราอย่างไรให้ละเว้นการกระทำที่แม้จะไม่มี ตำรวจ ไม่มีกล้องซีซีทีวี (CCTV) ไม่มีใครเห็นนั้นจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดีแม้จะมีคนเห็นหรือไม่มีคนเห็น นั่นจะเป็นสุดยอดหรือว่าความสำเร็จอันสูงส่งของการศึกษาของไทยก็คือเรื่องของจริยธรรมในใจ องค์ความรู้ที่มีอยู่ที่สามารถที่จะแสดงออกได้ มีความคิดคิดค้นต่าง ๆ เหล่านี้ได้

ส่วนประเด็นสุดท้าย ขออีก ๑ นาทีครับท่านประธาน เรื่องหนังสือเรียน จะยอมรับกันไหมว่ามันเป็นกึ่งโมโนโพลี (Monopoly) โอลิการ์ชี (Oligarchy) ครับ ไม่ใช่โมโนโพลี (Monopoly) ผมทราบว่าคุรุสภาพิมพ์อยู่ ๓ วิชาใน ๘ วิชา เข้าใจว่า ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย แล้วก็คณิตศาสตร์ ส่วนอีก ๕ วิชาก็มี ๔ ยักษ์ใหญ่ของสำนักงานพิมพ์ ถามว่าเขาเป็นคุณพ่อการศึกษาเด็กของเราหรือ มันควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็อยู่กินกันมา ฮั้วกันมา และพ่อแม่ก็ต้องเสียค่าหนังสือเรียน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะผู้กำหนดชะตาชีวิตของเด็กไม่ใช่รัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้หน้าที่รัฐ มันกลายเป็นผู้ประกอบการใช่หรือไม่ แล้วองค์การค้าของคุรุสภา ทำงานไม่ได้ก็แปรรูปนะครับ เราจะต้องไม่เก็บพวกรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ไม่มีผลงาน และไม่สามารถที่จะรองรับสิ่งที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยคือการพัฒนาเด็ก ก็ขอกล่าว ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปต้องว่ากันให้ครบทั้งหมด ผมขอเพิ่ม ๓-๔ ประเด็นไปสู่การพิจารณาแล้วก็ปรับปรุงงานของท่านกรรมาธิการ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน