สมพงษ์ สระกวี หารือการปฏิรูปการศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยเน้นว่าเป็นปัญหาหลักที่ถูกโยนให้รับผิดชอบต่อทุกปัญหาสังคม และเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ใช้ข้อเสนอของกรรมาธิการเป็นกรอบในการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเงี่ยหูฟังและเอาใจใส่ อย่างยิ่งในเรื่องการปฏิรูปทางด้านการศึกษานะครับ เพราะว่าทางกรรมาธิการกับเพื่อนสมาชิก ผมเห็นว่าเราคงเห็นตรงกันว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ถึงกระนั้นก็ตามแม้เราจะเห็นว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง และตลอดทั่วทั้งสังคมนั้นเวลามีปัญหาอันใดขึ้นบนแผ่นดินก็จะ ชี้ไปที่สาเหตุว่าประเทศเรานั้นยังด้อยการศึกษา ก็เรียกว่าเรื่องการศึกษานั้นต้องรับบทหนัก ที่จะต้องแบกรับทุกปัญหาของสังคมเวลาเกิดปัญหา การเมืองซื้อเสียงกันก็บอกว่าคนไร้การศึกษา ความยากจน ชีวิตกระเบียดกระเสียรไร้ทางออกก็บอกว่าเพราะการศึกษา ก็ทุกปัญหาละครับ ท่านประธาน ก็รับรู้กันอยู่แล้ว คราวนี้เมื่อกรรมาธิการได้นำเสนอเรื่องการปฏิรูปเรื่องการศึกษานั้น ผมว่าข้อเสนอของกรรมาธิการนั้นงดงาม ดีงาม น่าศึกษา สนใจ แล้วก็อยากเห็นการปฏิรูป ตามแนวคิดของเพื่อนกรรมาธิการการศึกษาในครั้งนี้ ผมคงไม่ปิดละครับว่าเหตุที่ผมเอาใจใส่ เป็นพิเศษนั้นไม่ใช่ผมเป็นนักการศึกษา แต่เพราะผมเห็นว่า ๑. เป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศนี้ กับอันที่ ๒ อีก ๙๐ วันข้างหน้าเมื่อผมลาออกไปอยู่พรรคการเมืองก็จะได้ขออนุญาตลอกความคิด ของท่าน หรือนำความคิดของกรรมาธิการไปสานต่อในภาคการเมือง ในภาคพรรคการเมือง ต่อไป ท่านประธานครับ ที่จริงเรื่องการศึกษานั้นดังที่กล่าวแล้วเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่ผมสนใจ คือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา หรือว่าการศึกษาที่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง และตามวิสัยทัศน์ หรือกระบวนทัศน์ที่ท่านประธานได้กล่าวถึงไว้ ที่ท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกำธร ได้กล่าวถึงไว้ ก็คือว่าโลกนั้นเปลี่ยนไปแล้วและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาวันนี้ก็ช้าไปด้วยซ้ำ และเมื่อปฏิรูปไปสักพักหนึ่งก็จะมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ บอกว่าจะต้องปฏิรูปการศึกษากันอีกหนหนึ่ง นั่นก็เป็นที่คาดหวังได้ว่าเรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้นช้าไม่ได้ ต้องเริ่มเลย และเริ่มแล้วก็ใช่ว่า จะสำเร็จเสร็จสิ้นชั่วนิรันดร ก็จะมีคนเจเนอเรชัน (Generation) ใหม่ ๆ รัฐบาลใหม่ ๆ ก็จะบอกว่าถึงเวลาต้องปฏิรูปการศึกษากันอีกไม่สิ้นสุด ดังนั้นการปฏิรูปเรื่องการศึกษานั้น ผมจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปกันไม่สิ้นสุด ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศ ที่เจริญก้าวหน้าเป็นเศรษฐกิจอันดับ ๑ ของโลก การศึกษาเรามีภาพลักษณ์ว่ายอดเยี่ยม วิเศษวิเสโส ผมก็จำได้ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา ขึ้นมาก็บอกว่าถึงเวลาที่สหรัฐอเมริกา จะต้องปฏิรูปการศึกษาอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นไม่จบสิ้นง่าย ๆ ไม่สิ้นสุดกันง่าย ๆ แต่เริ่มต้นช้าอันนี้ไม่ใช่แน่ ไม่ดีแน่ ท่านประธานครับ ในเมื่อเรามองเห็น แล้วว่าจะต้องปักหมุด ใช้คำของท่านประธานวิวัฒน์ ปักหมุดปฏิรูปการศึกษา ถึงเวลา ต้องเปลี่ยนแปลงเพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว ในหลาย ๆ หมุดนั้นผมอยากจะเรียนท่านประธานวิวัฒน์ และเรียนเพื่อนสมาชิกว่าผมยังเห็นว่าหลายเรื่องนั้นยังไม่เอาบทเรียนของเก่า ๆ มาสอบทาน มาคิดสักนิดหนึ่ง ผมไม่ค่อยได้เห็น ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน การศึกษาเราพูดเลยว่า เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อสักครู่คุณหมออำพลก็บอกว่าจะหาความสมบูรณ์เรื่องการศึกษา ในระบบก็แสนเข็ญ เพราะการศึกษาในระบบคนมาก ใช้งบประมาณมาก แล้วก็เป็นการเรียนรู้ ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ในโลกที่เปลี่ยนไปการศึกษานอกระบบกลายเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นเรื่องที่เราพูดกันมากในวงการศึกษาว่าการศึกษาต้องเป็นการศึกษาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ สังคมที่ขาดการศึกษาเรียนรู้ หรือไม่มีจิตสำนึก หรือไม่มีค่านิยม ในการศึกษาเรียนรู้ จบจากโรงเรียนไปก็คือจบ ตอนเรียนอยู่ก็แทบจะไม่รู้ว่าจบไปแล้ว ไปทำอะไร แล้วยิ่งพอค่านิยมผิด ๆ ใส่เข้ามาอีก ไปเป็นโสเภณีก็มีรายได้ดีกว่าไปนั่งหลังขดหลังแข็ง ทำบัญชีที่ตัวเรียนมา อะไรทำนองนี้ครับ ก็เท่ากับว่าการศึกษาที่ศึกษามาล้มเหลว และล้มเหลวเสียจนยกตัวอย่างมากมายมหาศาล อุตส่าห์ตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษา ตั้งวิทยาลัย อาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาก็อยากจะสอนคนให้จบปริญญาตรีเพื่อจะได้เป็น มหาวิทยาลัย พอจบออกมาแล้วเราต้องการเด็กอาชีวศึกษา เรียนเกษตรมาก็ไม่เข้าสู่ท้องนา เหตุที่เขาไม่เข้าสู่ท้องนาก็น่าเห็นใจอีกเพราะยากจนแก้ปัญหาไม่ได้ โดยสรุปแล้วทำให้เหมือนว่า การศึกษาช่างไม่สัมฤทธิผลเอาเสียเลย หรือถึงสัมฤทธิผลแต่ก็มีช่องโหว่ ช่องถูกกล่าวหา เยอะเหลือเกิน ท่านประธานครับ ผมจึงไม่อยากจะคิดอะไรในรูปแบบมากนักถึงแม้ว่าจะนับถือ และจะถือเอาการศึกษาของกรรมาธิการไว้แนบกับตัว ไว้ศึกษาต่อหลังจากออกจากห้องประชุมนี้ เพราะผมหมายมุ่งจะได้นำเอาไปใช้กับนโยบายการศึกษาในทางการเมืองต่อไป ท่านประธานครับ ผมพูดไว้เมื่อสักครู่นี้บอกว่าแต่ทำไมในการศึกษาของกรรมาธิการด้านการศึกษาเมื่อถึงเวลา ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วนั้นไม่ค่อยมีตัวอย่างดี ๆ หรือตัวอย่างที่น่าจดจำ หรือตัวอย่างที่น่าทึ่ง ในการปฏิรูปการศึกษาที่ประเทศอื่นเขาทำ หรือว่าประเทศไทยเคยทำว่าคืออะไร พอจะสืบต่อ ได้ไหม ยกตัวอย่างครับท่านประธาน ผมเพิ่งอ่านประวัติของเติ้ง เสี่ยวผิง เพราะจะไปเมืองจีน ปลายเดือนนี้ อ่านประวัติของโจว เอินไหล อ่านประวัติของโฮจิมินห์ ปรากฏว่าผู้นำประเทศ ที่ชื่อเติ้ง เสี่ยวผิง โจว เอินไหล โฮจิมินห์นั้นจบโรงเรียนมาจากฝรั่งเศส นี่เป็นเหตุการณ์เมื่อ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้วนะครับ เด็กจากเอเชีย (Asia) จากจีน จากเวียดนาม เฮ้ย ยู (You) ไปเรียนฝรั่งเศสได้อย่างไร เติ้ง เสี่ยวผิง ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักปฏิวัติ เปลี่ยนประเทศจีนครั้งสำคัญ นำประเทศจีนเข้าสู่สังคมนิยมที่เปิดประเทศ ได้รับการยกย่อง ด้วยความคิดว่าท่านได้นำเอาความคิดจากการที่ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ ท่านประธานครับ คนสมัยเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้วไปเรียนถึงฝรั่งเศส ลูกจีนจน ๆ เขาไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ ปรากฏว่าเขาก็ไปโรงเรียนในโครงการเรียนด้วย ทำงานด้วย เรียกว่าไปล้างถ้วย ล้างชาม ไปเรียนหนังสือ อย่างน้อยที่สุดโลกของการเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้วได้สร้างผู้นำ ของชาติใหม่ ๆ ด้วยการที่เด็กนักเรียนเหล่านั้นไปเรียนด้วย ทำงานด้วย ซึ่งเป็นการศึกษา ที่ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรเพราะผมไม่ใช่นักการศึกษา แต่ผมรู้ว่านอกระบบแน่ ๆ ไม่ใช่รออยู่แต่ทุน ก.พ. หรือทุนนักเรียนหลวง แต่การเปลี่ยนแปลงโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานวิวัฒน์พูดชัดว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว และเราจะส่งเด็กของเราให้เรียนรู้โลก เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เอาย้อนหลังแค่ ๒๐ ปี ท่านประธานครับ ขออนุญาตจริง ๆ ขอต่ออีกนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ เราดูประเทศ ที่เขามีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้โลก ในการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก ประเทศจีนนะครับ ยังไม่ทันรวยเลย ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกเต็มไปด้วยเด็กจีน ทำไมเขามีโครงการให้ ลูกหลานของเขา หรือรัฐบาลของเขาส่งเด็กไปเรียนเมืองนอก ขนาดประเทศไทยประเทศเล็ก ๆ ก๊อกแก๊กนี่ มหาวิทยาลัยเอแบค มหาวิทยาลัยหัวเฉียว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทบทุกสถาบันของประเทศไทยจะมีนักเรียน นักศึกษาจากประเทศจีนมาเรียนรู้ประเทศไทย มาเรียนรู้โลกที่เปลี่ยนไป ไม่จมคะนองอยู่ที่ประเทศจีนอย่างเดียว ผมมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจ จบมาจากสหรัฐอเมริกา บอกว่าตอนผมไปเรียนอยู่สหรัฐอเมริกามีนักเรียนไทยผมคนเดียวเลย ที่แคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยอะไรผมจำไม่ได้แล้ว เป็นมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งมีชื่อเสียง แต่ปรากฏว่าเกินกว่าครึ่งห้องเป็นเด็กมาเลเซียกับสิงคโปร์ นี่เกิดอะไรขึ้นครับ ของเราไม่เห็น พูดถึงเลย ทำไมประเทศอื่น ๆ เขาได้มีความมุ่งมั่นในการที่จะส่งลูกหลานเด็กของเขา ไปเรียนรู้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีเป้าหมายอย่างมีความเอาจริงเอาจัง แต่ของเราหรือครับ สอบ ก.พ. แล้วกัน นักเรียนทุนกลับมารับราชการ ไม่เคยคิดที่จะส่งเด็กของเราออกไปให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โครงการเรียนด้วย ทำงานด้วยจะต้องเป็นโครงการของรัฐบาล ต้องเป็นโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ไปยังประเทศที่สามารถเรียนด้วย ทำงานด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา หรือที่ใด ๆ ท่านประธานครับ อันนี้ล้วนแต่ เป็นการศึกษาที่อยู่นอกระบบ การศึกษาที่อยู่นอกเจตจำนงที่มีความมุ่งมั่น เป็นการศึกษา ที่มีเจตจำนงเป็นหลัก ท่านประธานครับ ขอพูดให้แสลงใจไว้นิดหนึ่งก็แล้วกัน เพื่อจะจบนะครับ มีรัฐบาลอยู่บางรัฐบาลที่ผู้นำของรัฐบาล รัฐบาลที่ว่าคือรัฐบาลไทยนะครับ อุตส่าห์ไปหาเงิน จากหวยใต้ดินเอาขึ้นมาบนดิน และเอาเงินนั้นส่งให้ลูกหลานคนยากคนจนที่เก่งที่สุดในอำเภอ อำเภอละ ๑ ทุน อำเภอละ ๑ ดอกเตอร์ และส่งไปเรียนเมืองนอกทั้งหมด ผิดถูกผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าตรงกับที่อาจารย์วิวัฒน์พูดไว้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว มานั่งมะงุมมะงาหรากันอยู่ ที่บ้านเราอย่างเดียวนั้นอาจจะได้นะครับ แต่พอหรือเปล่า โชคดีนะครับที่โลกมันเปลี่ยนแล้วมันวิ่งมาหาเรา ทุกวันนี้ถ้าผมจะอภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมก็ไม่ต้องไปเข้าห้องสมุด ไม่ต้องมาพูดว่าต้องลงทุนห้องสมุด ไม่ต้องมาพูดว่าจะต้องใช้ งบประมาณเพื่อห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ปรากฏว่าผมถามกูเกิล (Google) กับวิกิพีเดีย (Wikipedia) ในสมาร์ตโฟน (Smartphone) ของผม ผมก็เจอเมื่อสักครู่นี้เองว่าเติ้ง เสี่ยวผิง โจว เอินไหล และโฮจิมินห์เป็นนักเรียนฝรั่งเศสจากโครงการเรียนไปทำงานไป เพราะฉะนั้น ในวันที่โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่ถ้าความคิดเรายังไม่เปลี่ยน ยังคิดแต่จะให้การศึกษา อยู่ในระบบโรงเรียน อยู่ในระบบความสมบูรณ์ของการศึกษาในระบบ แล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ เด็ก ๆ ฟังแล้วบอกว่าลุงพูดอะไรเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ขอประทานโทษเถอะครับ การศึกษาก็ไม่สามารถจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งเป็นความประสงค์และเจตจำนงของ กรรมาธิการที่ได้เสนอการปฏิรูปต่อสภาในครั้งนี้ ดังนั้นท่านประธานครับ โดยสรุปก็คือว่า คงจะต้องเติมเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงและการปฏิวัติการศึกษาของประเทศ อย่างน้อย ต้องเติมเจตจำนงว่าโลกเปลี่ยนเราจะต้องเปลี่ยนให้ทันโลก โดยเฉพาะเยาวชนของเรา โดยเฉพาะการศึกษาของเรา ดังนั้นการคิดนอกกรอบ การคิดให้ไกล การคิดให้ดูแปลกหน่อย ไม่เป็นไรครับ คิดเถอะครับ ผมสนับสนุนครับ ขอบคุณครับ