คุรุจิต สนับสนุนปฏิรูปการศึกษา-วิทย์-รวมโรงเรียนขนาดเล็ก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

คุรุจิต นาครทรรพ ชื่นชมความคืบหน้าการปฏิรูปการศึกษา 6 ด้าน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีวศึกษาให้เท่าเทียมกับการศึกษาทั่วไปโดยไม่ต้องตั้งองค์กรหรือกฎหมายใหม่ รวมทั้งเสนอแนวทางการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท พร้อมผลักดันการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยโดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและวางกรอบยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นชาติที่พัฒนาแล้ว

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณแล้วก็ชื่นชม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานะครับ ที่ท่านผลิตผลงานได้ มากมาย ดูผลงานที่ท่านนำเสนอแล้วท่านได้นำเสนอแผนปฏิรูปด้านการศึกษาต่อสภามาแล้ว ๑๑ เรื่อง จาก ๑๒ เรื่อง แล้วก็นำเสนอตรงต่อกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของแผนปฏิบัติการ อีก ๑๔ แผนปฏิรูป ก็ถือว่าได้ผลิตผลงานมากทีเดียว แต่ละผลงานก็มีอิมแพกต์ (Impact) มีการไปบังคับใช้ได้เห็นผลแล้ว เรื่องประกันคุณภาพการศึกษาเสนอเสร็จมีคำสั่ง คสช. เลย เรียกว่าประสานงานได้สุดยอดดีเยี่ยม ทีนี้ในเอกสารที่ท่านได้นำเสนอเมื่อเช้านี้ผมก็เห็นว่า มีเรื่องดี ๆ หลายเรื่อง ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมในหนังสือนี้ เข้าใจว่าของท่านพหล สตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) เรื่องของรูปแบบการปลูกฝังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเรียนรู้การศึกษา ซึ่งเดี๋ยวผมจะขอจิ๊กของท่านที่ไม่ได้มาแล้วจะเอากลับไปแจก คนที่เขาอยู่ในวงการศึกษาว่ามีประโยชน์มาก คือเราจะทำอะไรก็ต้องมีมิสชัน วิชัน สเตตเมนต์ (Mission vision statement) ซึ่งในหนังสือนี้ก็ได้เขียนไว้อย่างดีว่าเป้าหมายของ การปฏิรูปการศึกษาของไทยก็มุ่งที่จะให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความสามารถ เชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ แล้วก็จัดการเรียนการศึกษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนตลอดชีวิต สำหรับคนไทยทั้ง ๗๐ ล้านคน แล้วมิสชัน (Mission) ก็คือเด็กไทยต้องตีนติดดิน บินเหนือฟ้า ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งผมคิดว่า ก็เป็นเรื่องที่ดี เราจะทำการศึกษา ก็ควรจะมีมิสชัน วิชัน สเตตเมนต์ (Mission vision statement) เป็นคู่มือ เป็นแผนผัง ลายแทงว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ทีนี้ในเรื่องของการปฏิรูป ท่านก็สรุปในเอกสาร หลายชิ้นทีเดียวที่อยู่ข้างหน้าผม ที่สำคัญท่านก็จัดเป็นหมวดหมู่เป็น ๖ หมวด ก็คือท่านทำ เรื่องที่ ๑ เรื่องกฎหมายการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เรื่องการศึกษา ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่ ๒ เรื่องการพัฒนาครู เป็นเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ ก็คือระบบการเรียนรู้ เรื่องที่ ๕ คือการประกันคุณภาพการศึกษา และเรื่องที่ ๖ คือการปฏิรูปการปฐมวัยของชาติ ซึ่งเพิ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีนี้ของท่านทำหลายเรื่องเหลือเกิน ภายในเวลา ๑๐ นาทีผมคงไม่มีเวลาพูดทุกเรื่อง ก็อยากจะหยิบเรื่องที่ผมคิดว่าผมสนใจ แล้วเรื่องที่ไม่ได้พูดไม่ได้หมายความว่าไม่ดี ดี ๆ ทั้งนั้น ก็ขอแสดงความชมเชยไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ผมอยากจะเรียนในเบื้องต้นว่าจากการไปหาข้อมูลเร็ว ๆ ของผมก็พบว่า งบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยแต่ละปีประมาณร้อยละ ๒๒-๒๔ เป็นงบในเรื่องของ การศึกษา แล้วบรรดาข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ในระบบข้าราชการครูมีมากที่สุด ถ้าผมหา ตัวเลขมาไม่ผิดก็น่าจะมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนเป็นข้าราชการครู เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้อง ตระหนักก็คืองบด้านการศึกษา ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของ ๒.๓ ล้านล้านบาทก็หลายสตางค์อยู่ เป็นล้านล้านบาท ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของเงินเดือนครู เงินเดือนอาจารย์ เราเหลืองบ ที่จะมาพัฒนาน้อย เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านเสนอในการปฏิรูปทั้งหมด ๑๑ เรื่อง ๖ กลุ่มที่ว่านี้ ท่านควรจะต้องคิดด้วยว่าท่านจะจัดสรรงบประมาณ อะไรคือความสำคัญเร่งด่วนที่จะมี อิมแพกต์ (Impact) ที่สุด ใช้เงินน้อยที่สุด แล้วจะเห็นผลเร็วที่สุด ท่านประธานวิวัฒน์ อาจจะยืมชื่อรายงานของผมเมื่อสัปดาห์ก่อนมาว่าการศึกษาไม่ได้เหมือนไม้โตเร็ว เป็นไม้โตช้า แต่ว่าในการใช้งบประมาณต้องมีตัวชี้วัดว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ และ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินจะใช้ไปในเรื่องอะไรที่ท่านเสนอถึงจะมีอิมแพกต์ (Impact) ที่สุด และควรจะใช้อันไหนมากที่สุด สิ่งที่ผมอยากจะชื่นชมเป็นพิเศษ เรื่องแรก ๆ ของท่านพหล หนังสือเล่มนี้แล้วก็หัวข้อที่ท่านทำ เรื่องที่ ๒ เรื่องอาชีวศึกษา ผมคิดว่าการหยิบเรื่องนี้มา ก็เป็นการจี้จุดว่าปัจจุบันค่านิยมของสังคมไทยก็จะนิยมให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี เรียนจบ ปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอก ดูเหมือนอาชีวศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ของการศึกษาหรือไม่มี คุณค่าเพียงพอ แต่จริง ๆ อาชีวศึกษานี้ชาติที่เขามีพลังทางเศรษฐกิจคนเขาก็ต้องมีความเข้มแข็ง ในเรื่องอาชีวศึกษา แล้วเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แล้วก็เป็นตัวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องอาชีวศึกษาก็เป็น เรื่องสำคัญ แต่ในการปฏิรูปนั้นก็ขออย่างเดียวว่าไม่ควรจะตั้งองค์กรใหม่ ไม่ควรจะออก พ.ร.บ. ใหม่ แก้ พ.ร.บ. เดิมให้มันกะทัดรัด เพราะยิ่งออก พ.ร.บ. มากท่านก็จะต้องมี หน่วยงานรับผิดชอบมาก แล้วในที่สุดก็แก้กันไม่ได้เพราะอยู่ในวังวนของบูโรเครซี (Bureaucracy) ในที่สุดก็ต้องใช้คำสั่ง คสช. มายุบ เลิก ตั้งโน่นนี่ใหม่นะครับ

เรื่องต่อไปคือเรื่องการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม เรื่องวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ในหัวข้อของวาระปฏิรูป ๑๑ ด้านใน สปท. แต่มาอยู่ในการศึกษาผมว่าเหมาะสมแล้ว ตอนผมเป็น สปช. ผมก็อยู่ในคณะกรรมาธิการ ๒ อัน คือคณะกรรมาธิการพลังงานกับคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผมคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชาติที่จะเติบโตก้าวหน้าไปเป็นชาติที่พัฒนาแล้วจะต้องมี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นแผนผังลายแทงในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญเราควรจะเปิดรับบทบาทของภาคเอกชนด้วย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำโดยภาคราชการคงไปไม่รอด ต้องมีหัวคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ ที่ท่านเสนอนี้ผมว่า เป็นเรื่องที่ดีนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญแล้วอยากจะใช้เวลาพูดมากหน่อยก็คือ เรื่องการบริหารจัดการการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียนโดยการควบรวม โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และท่านก็ได้นำเสนอไปแล้ว ผมก็อยากจะสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โรงเรียนที่ตั้งมาในอดีต ตั้งมาในยุคเขาเรียกว่าเบบี้บูม (Baby Boom) ป๊อบปูเลชันบูม (Population Boom) เสร็จแล้วประเทศเราประสบความสำเร็จในเรื่องของการมีชัย ผมก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เรียกว่าให้ประชากรเพิ่มน้อย ๆ แล้วก็เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เราก็ยังมีโรงเรียน เท่าเดิม เผลอ ๆ มากกว่าเดิม จากข้อมูลที่ผมไปค้นมาได้เร็ว ๆ เรามีโรงเรียนอยู่ทั่วประเทศ กว่า ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ครู ๕๐๐,๐๐๐ คน แล้วโรงเรียนโดยเฉพาะในที่ห่างไกลก็มีนักเรียน น้อยลง ๆ ครูก็น้อยลง ๆ ก็มีแต่ชื่อโรงเรียนแต่คุณภาพโรงเรียนไม่มี เพราะฉะนั้นนโยบาย ควบรวมโรงเรียนเพื่อให้มีนักเรียนพอเหมาะและมีครูที่พอดีจะเป็นเรื่องที่สำคัญในการทำให้ การศึกษาไทยมีคุณภาพดีขึ้น เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาควรจะจับเรื่องนี้และผลักดันอย่างต่อเนื่อง เสริมสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ เขาอยากจะให้เห็น อยากจะให้มี ไม่เช่นนั้นโจทย์ของความเหลื่อมล้ำในสังคม โจทย์ของความแตกต่างระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบทก็ยังจะมีต่อไป แล้วเรื่องของโรงเรียน ก็เป็นตัวบอกอันหนึ่งถึงความเหลื่อมล้ำอันนี้ว่าในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ ๆ โรงเรียนมีนักเรียนเต็ม โรงเรียนดี ๆ อยู่แต่ในเมือง แต่โรงเรียนในต่างจังหวัดนักเรียนก็มีน้อย ครูก็มีน้อย งบประมาณก็น้อย คุณภาพก็ไม่มี ก็เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำซ้ำซาก เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการศึกษาของชาติและตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำในสังคม ก็อยากจะขอให้ท่านช่วยผลักดันในเรื่องนี้ โรงเรียนที่มีขนาดพอดี ควรจะมีนักเรียนสักอย่างน้อย ๕๐๐ คน แล้วก็ครูสัก ๑ ต่อ ๒๐ ๑ ต่อ ๒๕ ก็ยังดี ไม่ใช่มี นักเรียน ๑๐๐ คนแล้วมีครูคนเดียวแล้วจะมีคุณภาพได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ขอฝากด้วยนะครับ ท่านก็ทำเรื่องดี ๆ มาทั้งนั้น แต่ว่าประเด็นก็คือท่านไม่มีเงินทำทุกเรื่องหรอกครับ ท่านก็ต้อง ตัดสินใจว่าเงินที่ท่านมีอยู่ท่านจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ขอบคุณครับ